happy on October 20, 2016, 09:25:56 PM

ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ
ผลงานการสร้างของ แพล็ตตินั่ม ดูนส์/ บลูมเฮ้าส์
โดยความร่วมมือกับ ออลสปาร์ก พิคเจอร์ส
ภาพยนตร์ของ ไมก์ ฟลานาแกน
 
เอลิซาเบธ รีเซอร์
แอนนาไลส์ แบสโซ่
ลูลู วิลสัน
พาร์คเกอร์ แม็ค
และ
เฮนรี่ โธมัส

ผู้อำนวยการสร้างบริหาร
คูเปอร์ ซามวลแอลสัน
จีนเน็ตต์ โวลเทอร์โน่
เทรเวอร์ เมซี่ย์
วิคเตอร์ โฮ

อำนวยการสร้างโดย
ไมเคิล เบย์
แอนดรูว์ ฟอร์ม
แบร็ด ฟูลเลอร์
เจสัน บลูม
ไบรอัน โกลด์เนอร์
สตีเฟ่น เดวิส

สร้างจากเกมของแฮสโบร
“OUIJA”

เขียนบทโดย
ไมก์ ฟลานาแกน และเจฟฟ์ ฮาวเวิร์ด

กำกับโดย
ไมก์ ฟลานาแกน

ชื่อไทย: วีจี กำเนิดกระดานปีศาจ

กำหนดฉายในประเทศไทย : 3 พฤศจิกายน 2016

จัดจำหน่าย: บริษัท ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์) จำกัด


Ouija: Origin of Evil กำเนิดกระดานปีศาจ ภาพยนตร์ทริลเลอร์เหนือธรรมชาติที่จะมาเขย่าโสตประสาทของคุณ พบกับเรื่องราวของแม่ม่ายและลูกสาวสองคน ซึ่งทำมาหาเลี้ยงชีวิตด้วยธุรกิจหลอกลวงต้มตุ๋น ติดต่อกับภูติผีวิญญาณ พวกเขาได้เชิญปีศาจเข้าบ้านโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่อมาลูกสาวคนเล็กถูกวิญญาณเข้าครอบงำ ครอบครัวนี้จึงต้องเผชิญกับความน่าสะพรึงกลัว และต้องช่วยให้เธอรอดพ้นจากการครอบงำของวิญญาณ
 
Ouija: Origin of Evil กำเนิดกระดานปีศาจ คือ ภาพยนตร์จากผู้สร้างระดับบล็อกบัสเตอร์อย่าง ไมเคิล เบย์, แอนดรูว์ ฟอร์ม และ แบรด ฟูลเลอร์ จากแพลตตินัม ดูนส์ ผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ดังอย่าง The Purge และ The Texas Chainsaw Massacre ร่วมกับ เจสัน บลัม จาก บลัมเฮาส์ โปรดักชั่นส์ ผู้สร้างแฟรนไชส์ The Purge และ Insidious) ร่วมถึงไบรอัน โกลด์เนอร์ (จาก Transformers และ G.I.Joe) และสตีเฟ่น เดวิส (จาก Ouija)
 
ภาพยนตร์กำกับการแสดงโดย ไมค์ ฟลานาแกน (จาก Oculus และ Before I Wake) นำแสดงโดย เฮนรี่ โธมัส, เอลิซาเบธ รีเซอร์, ดั๊ก โจนส์, ปาร์กเกอร์ แม็ค, แซม แอนเดอร์สัน, เคท ซีเกล, แอนนาลีส บาสโซ และ ลูลู่ วิลสัน


<a href="http://www.youtube.com/watch?v=px3_-DW7Ezk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=px3_-DW7Ezk</a>

นี่ไม่ใช่แค่เกม

ฮัลโลวีนนี้ ขอเชิญคนดูก้าวเข้าสู่เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับกระดานเรียกวิญญาณอีกครั้ง Ouija: Origin of Evil ภาพยนตร์จากยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส จากฝีมือการสร้างของแพล็ตตินั่ม ดูนส์ และบลูมเฮ้าส์ บอกเล่าเรื่องราวสยดสยองเรื่องใหม่ โดยเป็นภาคต่อของภาพยนตร์ฮิตในปี 2014 ที่เปิดตัวฉายด้วยการทำรายได้เป็นอันดับ 1
 
ในนครลอสแองเจลิส ปี 1967 แม่ม่าย อลิซ แซนเดอร์ (เอลิซาเบธ รีเซอร์ จากภาพยนตร์แฟรนไชส์ Twilight) ได้เพิ่มลูกเล่นใหม่ให้กับธุรกิจการจัดชุมนุมเข้าทรงของเธอ และได้เชิญวิญญาณร้ายเข้าสู่บ้าน เมื่อวิญญาณสุดโหดครอบงำ ดอริส ลูกสาวคนเล็ก (ลูลู วิลสัน จาก Deliver Us from Evil) ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้ต้องเผชิญกับความกลัวเพื่อช่วย ดอริส และส่งวิญญาณที่สิงสู่เธอกลับคืนสู่โลกแห่งวิญญาณ

หนึ่งปีครึ่ง หลังจากสามีของเธอถูกฆ่าตาย อลิซที่มีปัญหาด้านการเงินพบว่าเธอต้องเลี้ยงดูลูกสาววัย 15 ปี พอลิน่า (“ลีน่า”) (แอนนาไลส์ แบสโซ่ จาก Oculus) และดอริส ในวัย 9 ปีตามลำพัง 

โชคดีสำหรับธุรกิจที่ลุ่มๆ ดอนๆ ของอลิซ เธอสืบทอดความเชื่อในลัทธิมาจากสายเลือด แม่ของเธอเป็นหมอดู และได้ถ่ายทอดลูกเล่นในการทำธุรกิจให้กับเธอ ทำให้อลิซรู้ลู่ทางที่จะจัดโชว์อลังการให้กับลูกค้าที่อยากพูดคุยกับวิญญาณของคนที่พวกเขารักและตายจากไป อลิซ ผู้มีญาณทิพย์ไม่ได้รู้สึกว่าเธอกำลังต้มตุ๋นใคร แต่เธอเชื่อว่าเธอกำลังขายทางออก ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอภาวนาอยากให้ตัวเองหาให้พบอยู่เช่นกัน
 
เพราะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่มีเงินชำระ อลิซตัดสินใจซื้อกระดานวีจีเพื่อเพิ่มสีสันให้กับการแสดงของเธอ และเพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความตื่นเต้นสนใจ แต่เมื่อเธอนำกระดานเรียกวิญญาณนี้มาที่บ้าน เรื่องแปลกประหลาดเริ่มบังเกิด อย่างเช่นเสียงที่ไม่รู้ที่มา การนอนฝันร้ายทุกวัน และที่ทำให้หวั่นเกรงที่สุดก็คือ ดอริสเริ่มสื่อสารกับคนตายได้จริงๆ รวมถึงวิญญาณของพ่อเธอด้วย

ในทีแรก เหตุการณ์นั้นเหมือนกลายเป็นของขวัญ ธุรกิจของอลิซเริ่มได้รับความนิยม ลูกค้าสามารถพูดคุยกับคนรักที่ตายจากไปได้ จนกระทั่งประวัติความเป็นมาที่แท้จริงของบ้านหลังนี้เริ่มปรากฏ หลายสิบปีก่อน หมอศัลยกรรมที่สติไม่ดี ได้ทำการทดลองอันน่าสยดสยองกับคนไข้โรคจิตภายใต้หลังคาบ้านหลังนี้ บัดนี้ เพื่อให้มีคนได้ยินเสียงกรีดร้องอันแสนทุกข์ทรมานของพวกเขา วิญญาณที่ต้องทุกข์ทรมานดวงหนึ่งเข้าสิงร่างดอริส

หลวงพ่อทอม ครูใหญ่ประจำโรงเรียนของเด็กทั้งสอง (เฮนรี่ โธมัส จาก Gangs of New York) เกิดเป็นห่วงครอบครัวของอลิซ เขาจึงตัดสินใจสืบเรื่องนี้ แต่เมื่อทั้งสี่ต้องเผชิญกับพลังเหนือธรรมชาติ (ดั๊ก โจนส์ จาก Pan's Labyrinth) ประสบการณ์ในฐานะบาทหลวงไม่สามารถเตรียม ทอม ให้พร้อมรับมือได้ พวกเขาต้องเผชิญความจริงที่ว่าเหล่าวิญญาณที่เปิดประตูเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และวิญญาณ ไม่คิดจะยอมให้ใครปิดประตูเชื่อมต่อได้ง่ายๆ

Ouija: Origin of Evil อำนวยการสร้างโดยเหล่าหุ้นส่วนของบริษัทแพล็ตตินั่ม ดูนส์ ได้แก่ ไมเคิล เบย์, แบร็ด ฟูลเลอร์ และแอนดรูว์ ฟอร์ม (The Texas Chainsaw Massacre, ภาพยนตร์ชุด The Purge , Teenage Mutant Ninja Turtles), เจสัน บลูม จากบลูมเฮ้าส์ โปรดักชั่นส์ (The Purge และภาพยนตร์ชุด Insidious, ภาพยนตร์ใหม่เรื่อง Get Out) รวมถึง ไบรอัน โกลด์เนอร์ (Transformers และภาพยนตร์ชุด G.I. Joe) และสตีเฟ่น เดวิส (Ouija) จากแฮสโบร
 
ไมก์ ฟลานาแกน (Oculus, Hush) กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้จากบทภาพยนตร์ที่เขาเขียนร่วมกับ เจฟฟ์ ฮาวเวิร์ด ที่เคยร่วมงานด้วยกันมาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง Oculus และ Before I Wake ที่เข้ามาร่วมทีมสร้างสรรค์งานหลังกล้องกับพวกเขา ก็คือ ผู้กำกับภาพ ไมเคิล ฟิม็อกนารี (Oculus, The Lazarus Effect) และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ลินน์ ฟัลคอนเนอร์ (Oculus, Straw Dogs) ผู้แต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ทริลเลอร์เหนือธรรมชาติเรื่องนี้ ก็คือ เดอะนิวตัน บราเธอร์ส (Oculus, Life of Crime)





เบื้องหลังงานสร้าง

จุดกำเนิดของ Ouija: เผยประวัติศาสตร์

ประวัติความเป็นมาของกระดานวีจี หรือกระดานเรียกวิญญาณนี้ มีความลึกลับไม่ต่างจากตัวเกมนี้… 

มีเครื่องมือที่แตกต่างกันหลายชนิดที่ถูกนำมาใช้กันในช่วงกลางศตวรรษที่ 1800s เพื่อสื่อสารกับคนที่ตายไปแล้ว  ด้วยความสนใจมากมาย ผู้ประกอบการอย่าง ชาร์ลส์ เคนนาร์ด และทนาย เอไลจาห์ บอนด์ ได้ก่อตั้งบริษัท เคนนาร์ด โนเวลตี้ คัมปานี เพื่อผลิตและขาย “กระดานพูดได้”

ตำนานเล่าว่าทางผู้ก่อตั้งบริษัทแห่งนี้ได้ถามกระดานว่าพวกเขาควรจะเรียกมันว่าอย่างไรดี และมันสะกดคำว่า “O-U-I-J-A” เมื่อพวกเขาถามกระดานว่าคำๆ นั้นมีความหมายอย่างไร กระดาษสะกดคำว่า “G-O-O-D L-U-C-K” ซึ่งหมายถึง “โชคดี”

เคนนาร์ดและบอนด์ลาออกจากบริษัทแห่งนี้ในช่วงต้นศตวรรษ 1900s และวิลเลี่ยม ฟัลด์ หนึ่งในพนักงานและผู้ถือหุ้นกลุ่มแรกของบริษัท ได้เข้ามาบริหารบริษัทต่อและได้ผลิตกระดาษวีจีต่อไป ความนิยมในกระดานเกมนี้ยังคงมีเพิ่มมากขึ้น มากถึงขนาดที่ในทศวรรษ 1920s นอร์แมน ร็อคเวลล์ ได้นำเสนอภาพคนคู่หนึ่งที่มีกระดานวีจีอยู่ที่หัวเข่า บนหน้าปก Saturday Evening Post

หลังจากฟัลด์เสียชีวิตไปในปี 1927 ลูกๆ ของเขาได้เข้ามาทำการผลิตกระดานวีจีต่อ จนในปี 1966 ทายาทของฟัลด์ได้ขายสิทธิ์กระดานวีจีให้กับ พาร์คเกอร์ บราเธอร์ส ผู้เริ่มผลิตกระดานวีจีออกมาในแบบที่พวกเรารู้จักกันดีในปัจจุบัน ในปี 1991 แฮสโบรได้ครอบครองบริษัทพาร์คเกอร์ บราเธอร์ส และได้นำเกมนี้มาสู่กลุ่มแฟนๆ ของกระดานวีจีรุ่นใหม่ ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ความลึกลับของกระดานพูดได้นี้





ระเบิดจักรวาล: งานสร้างเริ่มต้น

ขณะพัฒนางานสร้างภาพยนตร์เรื่อง Ouija: Origin of Evil เจสัน บลูม จากบลูมเฮ้าส์ โปรดักชั่นส์ และไมเคิล เบย์, แบร็ด ฟอร์ม และแอนดรูว์ ฟูลเลอร์ จากแพล็ตตินั่ม ดูนส์ รู้สึกตี่นเต้นอย่างมากที่ได้ร่วมงานกับแฮสโบร สตูดิโอส์ ในการขยายโลกแห่งกระดานที่ลึกลับนี้ สำหรับเรื่องราวที่แสนน่ากลัว ซึ่งพูดถึงจุดกำเนิดของปีศาจที่ชั่วร้ายในเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ทีมผู้อำนวยการสร้างมอบความไว้วางใจให้กับผู้กำกับที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างเรื่องราวที่ทำให้หัวใจเต้นแรงได้

พวกเขาติดต่อทาบทามผู้กำกับที่เต็มไปด้วยวิสัยทัศน์อย่าง ไมก์ ฟลานาแกน ซึ่งเคยสร้างภาพยนตร์ฮิตประจำปี 2014 ของบลูมเฮ้าส์เรื่อง Oculus และภาพยนตร์ทรลเลอร์ที่ทำให้คุณต้องกลั้นหายใจอย่าง Hush   พวกเขาประเมินความสนใจของฟลานาแกนที่มีต่อการสร้างสรรค์เรื่องราวอีกบทหนึ่งที่เจาะลึกลงไปในตำนานของกระดานเรียกวิญญาณนี้ รวมไปถึงยังต้องใส่ความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาเองในภาพยนตร์ชุดนี้ด้วย

ฟลานาแกนรู้สึกทึ่งที่ได้สำรวจวัฒนธรรมที่เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติของกระดานวีจีในช่วงปลายทศวรรษ 1960s รวมไปถึงความลับที่ถูกซ่อนเอาไว้ในบ้านของครอบครัวๆ หนึ่ง ซึ่งสามารถปลดล็อคได้ผ่านกระดานเรียกวิญญาณนี้ ฟลานาแกน ซึ่งเป็นปรมาจารย์ด้านงานสยองขวัญ พร้อมด้วยเจฟฟ์ ฮาวเวิร์ด เพื่อนผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ด้วยกัน และมีความสามารถพอๆ กัน ได้จินตนาการถึงเรื่องราวของดอริส และลีน่า แซนเดอร์ ซึ่งนับวันก็ยิ่งหวาดเกรงเมื่อพวกเธอได้รู้ความจริงเกี่ยวกับบ้านของครอบครัวที่พวกเธออยู่ร่วมกับ อลิซ ผู้เป็นแม่

บลูมอธิบายว่า เมื่อ อลิซ เริ่มใช้กระดานเรียกวิญญาณในพิธีเข้าทรงของเธอ เธอคิดว่ามันคงดีกับธุรกิจ บลูมอธิบายว่า “ในตอนแรก อลิซยังไม่พบอะไรที่ชั่วร้าย จนดูเหมือนมันเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ เธอคิดว่าเธอกำลังให้บริการที่น่าทึ่ง ถ้าคุณมีใครสักคนในชีวิตที่จากไปแล้ว คุณสามารถแวะมาใช้กระดานเรียกวิญญาณและเชื่อมต่อกับคนตายได้ และผ่านตัวดอริส คุณสามารถพูดคุยกับคนที่ไม่ได้อยู่กับเราในโลกนี้แล้ว แต่เริ่มเดิมที มันไม่ได้ดีแค่ต่อธุรกิจเท่านั้น แต่ดูจะดีกับทุกคนด้วย”

“มีการพูดคุยกันเยอะมากเกี่ยวกับการสร้างเรื่องราวภาคต่อจากภาพยนตร์ภาคแรก และขยายการเล่าเรื่องออกไป” ฟอร์มอธิบาย “แต่แบบนั้นมันให้ความรู้สึกว่าเป็นคำตอบที่ง่ายมาก เมื่อเรามองลึกลงไปในเรื่องราวต้นเรื่อง เราเริ่มมองเห็นว่าเรื่องนี้มันอยู่ตรงหน้าเรานี่เอง ใครคือ “ดีซี” ตัวจริงที่ตามหลอกตัวละครของพวกเราในภาพยนตร์ภาคแรก และมีใครทำอะไรกับเธอเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งเปลี่ยนเธอจนกลายเป็นดวงวิญญาณที่ต้องการล้างแค้นทุกคนที่มาอาศัยอยู่ในบ้านของเธอ”

ฟูลเลอร์ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนบริษัทแพล็ตตินั่ม ดูนส์กับเบย์และฟอร์ม ช่วยอธิบายว่าธีมดราม่าของภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถดึงดูดความสนใจของฐานแฟนจำนวนมากได้อย่างไร และมันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวที่แตกสลาย ไม่ใช่แค่เรื่องผีเท่านั้น “ถ้าคุณเอาส่วนของเรื่องเหนือธรรมชาติออกไป คุณจะพบครอบครัวๆ หนึ่งที่ผ่านเรื่องราวที่เป็นโศกนาฏกรรม จากนั้นก็จะพบกับเรื่องที่น่ากลัวที่สุด” ฟูลเลอร์บอก “คนดูที่อาจไม่ได้สนใจดูภาพยนตร์สยองขวัญ ก็จะรู้สึกสนใจในเรื่องราวนี้ที่เดินเรื่องด้วยตัวละคร”

เมื่อลงมือเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ฮาวเวิร์ดและฟลานาแกน มุ่งเป้าไปที่การเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ ในเรื่อง ขณะที่วางโครงเรื่องของพวกเขาขึ้นเองโดยจะต้องให้เข้ากันกับเรื่องราวเกี่ยวกับกระดานวีจี “เราหยิบเอาเมล็ดพันธุ์ของเรื่องนี้ที่คนดูตอบสนองในภาพยนตร์ภาคแรกขึ้นมา จากนั้นก็ปล่อยให้มันเติบโต” ฟลานาแกนอธิบาย “ความท้าทายก็คือการสร้างสมดุลในการเล่าเรื่องราวใหม่ขณะที่ต้องสร้างความต่อเนื่องระหว่างภาพยนตร์ทั้งสองภาค”

การจะทำเช่นนั้นได้ ทางทีมผู้สร้างต้องเจาะลึกลงไปในงานสร้างปีศาจร้ายของภาพยนตร์ภาคแรกเสียก่อน “ผมชอบหนังเกี่ยวกับซามาร่าก่อนที่เธอจะกลายมาเป็นปีศาจร้ายที่คลานออกมาจากบ่อน้ำในภาพยนตร์เรื่อง The Ring นะครับ” ฟลานาแกนบอก “สำหรับผม การเดินทางระหว่างสองจุดนั้นมันน่าสนใจและแทบไม่มีใครพูดถึงในภาพยนตร์สยองขวัญ”

ดังนั้น ฟอร์มบอกว่าภาพยนตร์ทริลเลอร์ที่เน้นไปที่ตัวกระดานวีจี จึงเป็นยานพาหนะชั้นดีสำหรับความสยองขวัญที่เกี่ยวข้อง “ไอเดียที่ว่าเราสามารถสร้างภาพยนตร์สักเรื่องที่พูดถึงความต้องการที่จะติดต่อกับคนในอีกโลกหนึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะต้านทานจริงๆ และกระดานวีจีก็มีความจำเพาะต่อความรู้สึกเช่นนั้น” เขาอธิบายว่า “แม้แต่คนที่ไม่เชื่อในเรื่องภูติผี ก็ยังมีปฏิกริยากับเกมนี้ เกมนี้มีพลังที่จะเปลี่ยนผู้ไม่เชื่อให้เป็นผู้เชื่อได้ แม้จะเพียงเสี้ยววินาทีก็ตาม”

บลูมเหมือนพูดแทนทีมผู้สร้างเมื่อเขาแนะนำว่าฟลานาแกนคือผู้กำกับที่เหมาะจะมากำกับภาพยนตร์ที่อยู่ในรูปแบบทุนสร้างน้อยของบลูมเฮ้าส์ “ไมก์คือส่วนผสมที่หาได้ยากของคนที่มีมุมมองและวิสัยทัศน์ที่แข็งแกร่ง แต่เขายังสามารถที่จะรับความเห็นและปรับเปลี่ยนได้ดีกว่าแทบทุกคนที่ผมเคยร่วมงานด้วย เมื่อคุณสร้างตัวละครแรงๆ ในเรื่องสุดขั้ว คุณต้องไว้วางใจคนที่จะมาเป็นผู้นำได้ เพราะมันเป็นเส้นแบ่งที่บางมากระหว่างความน่ากลัวและความตลก เมื่ออยู่ในมือของไมก์ คุณอยู่ในด้านที่ปลอดภัยที่แน่ใจได้ว่ามันจะออกมาน่ากลัว และคุณยังทำงานด้วยเรื่องที่มีความลึกมากขึ้นและมีหลากหลายระดับมากขึ้นด้วย”

เพื่อสร้างเรื่องราวทริลเลอร์ที่เดินหน้าด้วยตัวละคร ฟลานาแกนและฮาวเวิร์ดเริ่มเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เป็นเรื่องราวดราม่าย้อนยุคเกี่ยวกับแม่และลูกสาว “ในช่วง 45 นาทีแรก The Exorcist ก็เป็นเรื่องราวดราม่า ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติเลย

ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเชื่อมโยงคุณกับตัวละครและทำให้คุณเข้าอกเข้าใจในความเป็นจริงของพวกเขา ดังนั้นเมื่อเรื่องราวในส่วนของความสยองเกิดขึ้น มันจึงเหมือนเข้าไปบีบคอพวกเขาเลย” ฟลานาแกนบอก “ผมตื่นเต้นมากที่ได้สร้างเรื่องราวรอบๆ ครอบครัวหนึ่งที่ชีวิตและธุรกิจของพวกเขาถูกสร้างขึ้นมาโดยเกี่ยวข้องกับคนตาย เพราะผมพบว่าความเป็นไปนั้นช่างน่าติดตามจริงๆ” 

เพื่อท้าทายความคาดหวังของแฟนๆ หนังสยองขวัญที่มีประสบการณ์มาอย่างโชกโชน คู่หูมือเขียนบทของเราจึงเล่นกับจังหวะที่คาดเดาได้ของภาพยนตร์เรื่องนี้ “ถ้าคนดูได้ยินความเงียบสามวิหลังจากบทพูดประโยคหนึ่ง พวกเขาคงคาดว่าจะมีความน่ากลัวกระโดดออกมา” ฟลานาแกนบอก “พวกเขารู้ดีว่าเมื่อไหร่ที่จะมีอะไรโผล่ออกมา ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องจำเป็นมากที่จะต้องค้นหาความคาดไม่ถึง ความน่ากลัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติอย่างมาก เหมือนกับดนตรีแจ๊ซเลยทีเดียวครับ”

องค์ประกอบอย่างหนึ่งที่ภาพยนตร์ทริลเลอร์ต้องมีก็คือบาทหลวง ฟูลเลอร์อธิบายถึงการปรากฏตัวของหลวงพ่อทอมว่า “โรเจอร์ อีเบิร์ก เคยเขียนไว้ว่าถ้าคุณกำลังพูดถึงเรื่องของการโดนวิญญาณร้ายสิง คุณต้องมีบาทหลวงแคธอลิค เป็นสิ่งที่ไม่สามารถตัดทิ้งได้”
 
ทางทีมเขียนบทได้ใส่จุดแตกต่างให้กับความเป็นบาทหลวงที่คนดูอาจจะคุ้นเคย ด้วยการทำให้หลวงพ่อทอมเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์และหน้าตาดี ดังนั้น เขาจึงเป็นเหมือนชายคนรักของอลิซ “หนึ่งในฉากที่ผมชอบมากที่สุด เป็นฉากที่อลิซกับหลวงพ่อทอมออกมาดินเนอร์กัน และลีน่าและไมกี้ แฟนของเธอ (พาร์คเกอร์ แม็ค) อยู่ในห้องนอนของเธอ เราตัดภาพระหว่างจูบแรกของเด็กสาว กับผู้ใหญ่สองคนที่ปิ๊งส์กัน แต่ชีวิตได้พรากพวกเขาสองคนให้เดินไปคนละเส้นทาง” บลูมบอก “มันคือการจับคู่กันถึงความเป็นไปได้ของความรักแบบเด็ก กับความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นจริงของชีวิต”

ในความเป็นจริง ตัวละครหลวงพ่อทอมอิงจากบาทหลวงที่ฟลานาแกนเคยรู้จักในช่วงที่เขาทำหน้าที่เป็นเด็กผู้ช่วยพระนานถึง 12 ปี ผู้กำกับฟลานาแกนอธิบายว่า “หลวงพ่อสแต็คเอาใจใส่ผู้คนในแบบที่ผมเชื่อว่าจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อคุณมีชีวิตที่จริงจังมากก่อนจะมาเป็นพระ ต่อมา ผมได้เรียนรู้ว่าเขาเคยหมั้นกับผู้หญิงคนหนึ่ง และผมก็สงสัยเสมอว่าทำไมเขาถึงได้เปลี่ยนแปลงทิศทางการใช้ชีวิตไปแบบนี้”

ศิลปะเลียนแบบชีวิตจริง ภาพยนตร์เรื่องนี้เผยให้เห็นว่าภรรยาของหลวงพ่อทอมนั้นเสียชีวิตไปเมื่อนานมาแล้ว และการสูญเสียของเขาก็คือแรงผลักดันที่นำไปสู่การบวชเป็นพระ ด้วยความสงสัยใน “พรสวรรค์” ของดอริส ทอมขอให้เธอติดต่อภรรยาของเขาผ่านกระดานวีจี และพบว่าเกมชั่วร้ายนี้ก็คือสิ่งที่พวกวิญญาณกำลังหลอกล่อครอบครัวแซนเดอร์

เพื่อเกลี้ยกล่อมให้อลิซเชื่อ หลวงพ่อทอมได้เอ่ยอ้างถึงคำกล่าวของ จอห์น ในบทที่ 4 : วรรคหนึ่งที่ว่า “อย่าเชื่อในวิญญาณทุกดวง แต่จงทดสอบดวงวิญญาณเพื่อดูว่าพวกเขามาจากพระเจ้าหรือไม่ เพราะผู้เผยพระวจนะจอมปลอมมากมายได้หลุดเล็ดรอดมายังโลกนี้”
 
อย่างไรก็ดี เมื่ออลิซ ได้เห็นถึงความชั่วร้ายที่ครอบงำ แต่มันอาจจะสายเกินกว่าใครจะก้าวเข้ามาในบ้านของพวกเธอแล้ว …   
« Last Edit: October 24, 2016, 07:23:20 PM by happy »

happy on October 24, 2016, 07:32:28 PM
อย่าเล่นตามลำพัง:
การเลือกตัวนักแสดงให้กับภาพยนตร์ทริลเลอร์เหนือธรรมชาติ

เมื่อถึงเวลาเลือกตัวนักแสดงให้กับภาพยนตร์เรื่อง Ouija: Origin of Evil ฟลานาแกนและทีมผู้อำนวยการสร้าง มองหานักแสดงที่การแสดงของพวกเขาสามารถเพิ่มความลึกให้กับเรื่องราวดราม่าเกี่ยวกับครอบครัวที่มีความซับซ้อนเรื่องนี้ ขณะที่สามารถวางองค์ประกอบของความน่ากลัวเอาไว้ในความเป็นจริงได้

คนแรก ทางทีมผู้สร้างหันไปหา เอลิซาเบธ รีเซอร์ ซึ่งมีชื่อเสียงรู้จักไปทั่วโลกจากผลงานแสดงในภาพยนตร์ชุด Twilight โดย รีเซอร์ มารับบทเป็น อลิซ แซนเดอร์ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทั้งฉลาดและมุ่งมั่น ฟลานาแกนอธิบายว่าเขาคุ้นเคยดีกับผลงานของแซนเดอร์อยู่แล้ว “ผมได้เห็นเธอครั้งแรกในภาพยนตร์ที่ดีมากเรื่อง Sweet Land ที่ไปฉายที่งานเทศกาลหลายแห่งพร้อมกับภาพยนตร์สั้นที่ผมเคยสร้างเมื่อนานมาแล้ว เธอเปล่งประกายมากในภาพยนตร์เรื่องนั้น เธอได้นำเอาทั้งความอบอุ่นและความใส่ใจไปพร้อมกับตัวเธอในทุกที่ที่เธอไป สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุดในตัวเอลิซาเบธ ก็คือ ดวงตาของเธอฉายแสดงทุกอย่างที่อยู่ในความคิดและในหัวใจเธอออกมา เธอเป็นหนึ่งในนักแสดงที่เปิดกว้างมากที่สุดที่ผมเคยเห็นมาเลยครับ”

ในส่วนของเธอนั้น รีเซอร์ตอบรับความท้าทายที่ซ่อนอยู่เบื้องหน้า “สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกกับฉันก็คือ มันแสดงถึงความเศร้าและความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้เห็นหรือพูดคุยกับคนที่เราได้สูญเสียไปแล้ว แม้แค่อีกสักครั้ง” รีเซอร์บอก “ในหลายๆ ทาง ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์สยองขวัญ ซึ่งยิ่งทำให้มันน่ากลัวขึ้น ตัวละครเหล่านี้ไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา เพราะพวกเขาต้องรับมือกับความสูญเสียอย่างมหาศาล พวกเขาไม่เคยคิดว่าชีวิตจะแย่ไปกว่าที่เป็น”

รีเซอร์รู้สึกตื่นเต้นที่ได้ศึกษาว่าผู้เป็นภรรยาและแม่ได้กลายมาเป็นสื่อกลางที่เธอแสร้งทำเป็นว่าสามารถติดต่อกับคนตายได้อย่างไร “เมื่อคุณไปโรงเรียนสอนศาสนาแคธอลิค และแม่ของคุณติดป้ายเอาไว้หน้าบ้านว่า ‘คนทรง เชิญเลยค่ะ’  มันทำให้รู้สึกอับอาย พอๆ กับที่มันเป็นเรื่องแปลกในชุมชนอนุรักษ์นิยมในทศวรรษ 1960s” รีเซอร์บอก “ฉันชื่นชมความเต็มอกเต็มใจและความกล้าหาญของเธอที่จะละทิ้งความคาดหวังในยุคสมัยนั้น เพื่อให้เธอสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้” 

ขณะที่อลิซหากินด้วยการหลอกผู้คน ซึ่งเธอเชื่อว่าสิ่งที่เธอทำคือการทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกสบายใจในแบบที่เธอไม่เคยได้รับ แต่โดยลึกๆ เธอก็แอบหวังว่าสักวันเธอจะสามารถติดต่อกับสามีของเธอได้ นั่นเป็นเหมือนการเตรียมตัวเองให้พร้อมที่จะโดนวิญญาณที่คิดร้ายหลอก

“เธอโดนความเศร้าบดบังตา ซึ่งฉันคิดว่านี่เป็นเพียงครั้งเดียวที่เธออ่อนแอพอจะโดนพวกวิญญาณเหล่านี้หลอก” รีเซอร์บอก “หนึ่งในโศกนาฏกรรมของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ เรื่องน่ากลัวเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอลิซอยากจะเชื่อในสิ่งที่เธอแสร้งทำอยู่ ความเศร้า การสูญเสีย ความรัก ครอบครัว ทุกอย่างที่เป็นความสำคัญของหัวใจ สามารถบดบังการตัดสินใจที่ดีกว่าได้ ซึ่งฉันสามารถเข้าใจในเรื่องนั้นได้ค่ะ”

อลิซมีผู้ชายที่เธอสนใจนั่นก็คือหลวงพ่อทอม “ผมต้องการการเปรียบเทียบกับพระแคธอลิคครับ แต่ผมก็อยากจะใส่จุดที่ไม่คุ้นเคยลงไปในเรื่องนี้ด้วย” ฟลานาแกนอธิบาย “อลิซกับหลวงพ่อทอมมีเสน่ห์ดึงดูดกันในแบบต้องห้าม เพราะว่าชีวิตของพวกเขาได้นำพวกเขาเดินไปบนเส้นทางที่แตกต่างกัน” 

ในส่วนของบทบาทของเขา หลวงพ่อทอมเริ่มสงสัยใน “พรสวรรค์” ของดอริส มากขึ้น ในที่สุด ความเป็นห่วงที่เขามีต่ออลิซและครอบครัวของเธอ ก็นำเขาไปสู่เส้นทางที่อันตรายต่อจิตวิญญาณ เมื่อถึงเวลาต้องเลือกนักแสดงในบทนี้ ทางทีมผู้สร้างหันไปหานักแสดงที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำมาแล้วสองครั้งอย่าง เฮนรี่ โธมัส ผู้เริ่มต้นเข้าวงการด้วยผลงานบล็อกบัสเตอร์ที่ทุกคนรักอย่าง E.T. the Extra-Terrestrial และยังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์อย่าง Gangs of New York  “ผมเป็นแฟนผลงานเฮนรี่มานานเท่าที่ผมชอบดูหนังครับ” ฟลานาแกนบอก “เมื่อชื่อของเขาผุดขึ้นมา ผมแทบนึกภาพนักแสดงคนอื่นมาแสดงบทนี้ไม่ได้เลยครับ” 

โธมัสเข้าใจดีว่าเรื่องราวของครอบครัวแซนเดอร์นั้น ช่างขัดกับรูปแบบปกติแค่ไหน “ระหว่างที่ผมได้พบกับไมก์ในตอนแรก เขาบอกผมว่าในภาพยนตร์แนวนี้ เราต้องทำลายตัวละครเหล่านี้ทั้งหมด มันเป็นแบบนั้นครับ” โธมัสเล่า “แต่เขาไม่อยากทำผิดพลาดโดยไม่ให้คนดูได้มีอารมณ์ร่วมไปก่อน”





Ouija: Origin of Evil อุทิศสององก์แรกในการพัฒนาตัวละครและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของพวกเขา “ทุกคนรู้ดีว่าถึงจุดนั้นอะไรกำลังจะมา” โธมัสบอก “เป้าหมายของผมในฐานะนักแสดงก็คือ การคงวินาทีนั้นเอาไว้ และเล่นกับมันจนคนดูลืมบทสรุปโดยองก์ที่สาม ซึ่งเป็นการทำลายล้างที่รุนแรงมาก”

โธมัสอธิบายว่าฟลานาแกนทำหน้าที่อย่างไรในฐานะผู้กำกับและมือลำดับภาพ ซึ่งนำไปสู่งานที่มีประสิทธิผลในกองถ่าย “ผู้กำกับที่เก่งที่สุดที่ผมเคยร่วมงานด้วย มักรู้เสมอว่าพวกเขาต้องการอะไรจากฉากนั้นในแง่ของชอตภาพและการแสดง ไมก์อธิบายให้ฟังถึงจินตนาการของเขาได้อย่างเรียบง่ายและงดงาม สุดท้าย เขารู้ว่าเขาต้องการอะไรเพื่อจะตัดต่อภาพเข้าด้วยกัน และมันช่วยให้นักแสดงสามารถคิดสร้างสรรค์ได้โดยไม่ต้องทำสิ่งใดที่ไม่จำเป็นเลย”

ต่อมา ทีมผู้สร้างได้เฟ้นหาสิ่งที่ทำให้หลวงพ่อทอมหวาดกลัว นั่นก็คือ ดอริส พวกเขารู้ดีว่าบทนี้เป็นบทที่หาตัวนักแสดงได้ยากที่สุด “บทภาพยนตร์เรื่องนี้เรียกร้องมากมายจากคนที่ยังเด็ก ดังนั้น เราจึงทำการออดิชั่นนักแสดงจำนวนมากจนนับไม่ถ้วน” ฟลานาแกนบอก

ลูลู วิลสัน สาวน้อยผู้มีประสบการณ์การแสดงภาพยนตร์แนวสยองขวัญ ซึ่งเคยแสดงฝีมือให้ประจักษ์กันมาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง Deliver Us from Evil สามารถสร้างสมดุลระหว่างความไร้เดียงสาและความชั่วร้ายของดอริสได้ ผู้กำกับฟลานาแกนเล่าว่า “เธอเตรียมบทพูดยาวจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเธอต้องอธิบายถึงรายละเอียดว่ามันเป็นยังไงกับการต้องถูกบีบคอจนตาย ผมแทบตกเก้าอี้เลยครับ เธอเป็นนักแสดงเพียงคนเดียวที่ไม่ได้พูดบทพูดในแบบที่ทำให้ดูน่ากลัว แต่เธอพูดแบบสบายๆ ดูไร้เดียงสา และด้วยรอยยิ้ม ซึ่งมันเป็นการตัดสินใจที่ดูคลาสสิกมาก” 

เมื่อถึงเวลาต้องแสดงฉากสตั๊นต์ ซึ่งได้ผู้ประสานงานสตั๊นต์ที่มีความสามารถอย่าง มาร์ก เรย์เนอร์ มาเป็นผู้ชี้นำ วิลสันแสดงบทบาทได้เกินอายุไปมาก “มีอยู่ฉากหนึ่งที่ ดอริส ป่ายปีนกำแพง แทนที่จะใช้ตัวแสดงแทนคนหนึ่งของลูลูมาใส่วิก เราอยากให้ลูลูแสดงเอง” ฟลานาแกนเล่า “แต่เธอไม่กลัวเลยครับ ครั้งแรกที่ผมได้เห็นเธอป่ายปีนกำแพงด้วยรอยยิ้มกริ่มบนใบหน้า มันสุดยอดมากเลยครับ”

วิลสัน ผู้ยังคงชื่นชมเหล่านักแสดงสตั๊นต์ที่แสดงแทนเธอ ซึ่งก็คือเอมิลี่ บร็อบสต์ และจูเลียน่า พ็อตเตอร์ กล่าวเสริมว่า “มันบ้ามากเลยค่ะ แล้วหนูก็กังวลบ้างเล็กน้อย แต่ไม่มากหรอกนะคะ”

ขณะที่ภาพยนตร์สยองขวัญเป็นหนังต้องห้ามสำหรับเด็กอายุ 10 ปี วิลสันหวังว่าพ่อแม่ของเธอจะยกเว้นให้สำหรับ Ouija: Origin of Evil  “หนูจะไม่ยอมให้พ่อกับแม่ห้ามไม่ให้หนูดูหนังเรื่องนี้แน่ค่ะ” วิลสันประกาศอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ

ฟลานาแกนได้เขียนบทพี่สาวของ ดอริส นั่นก็คือ ลีน่า ที่แสนฉลาดและจิตใจเข้มแข็ง โดยนึกถึงภาพของ แบสโซ อยู่ในหัว “ผมเคยทำงานกับแอนนาไลส์ครั้งแรกตอนเธออายุแค่ 13 ปีเท่านั้น และผมคิดว่าเธอคือหนึ่งในนักแสดงที่ดีที่สุดที่ผมเคยพบมาครับ” ฟลานาแกนเล่า “ผมรู้เลยว่าเธอเหมาะที่สุดสำหรับบทนี้”

แบสโซก็ตื่นเต้นพอกันที่จะได้กลับมาร่วมงานกับผู้ที่เคยกำกับเธอในภาพยนตร์เรื่อง Oculus อีกครั้ง “ในฐานะผู้กำกับ เขาให้จินตนาการจำเพาะกับคุณ และยังให้อิสระที่คุณจะตีความภาพจินตนาการนั้น” แบสโซให้ความเห็น “เขามักพูดเสมอว่า ‘อยากเล่นอีกเทกไหม’ เขาใจดีและรู้ว่าในฐานะนักแสดง คุณต้องการอะไรในกองถ่ายค่ะ”

บุคลิกที่หลากหลายของลีน่า เป็นสิ่งที่ทำให้แบสโซในวัย 16 ปีรู้สึกสนใจอย่างมาก “เราอายุเกือบจะเท่ากันเลยค่ะ ดังนั้นฉันจึงเข้าใจความพยายามของเธอที่จะค้นหาตัวตนของตัวเองได้ดี” แบสโซบอก “ลีน่าอาจดูบุ่มบ่าม ซึ่งฉันชอบลักษณะนั้นของเธอนะคะ ฉันยังชื่นชมความแข็งแกร่งของเธอ ซึ่งเธอได้เรียนรู้หลังจากที่พ่อเสียชีวิตไป และวิธีที่เธอใช้สองคุณสมบัตินี้ในการหยัดยืนสู้กับแม่ของเธอและวิญญาณทรงพลังที่อยู่ในบ้านหลังนี้”
 
แบสโซยังสนใจในเรื่องราวความรักของลีน่ากับไมกี้ รุ่นพี่ที่เกิดความสนใจในเด็กรุ่นน้องด้วยเหตุผลที่เหมาะสมทั้งปวง “มีความผูกพันที่บริสุทธิ์ระหว่างวัยรุ่นสองคนนี้ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในแบบที่คุณแทบไม่เคยได้เห็นในภาพยนตร์สยองขวัญ” แบสโซบอก “พวกเขามีความรักที่แสนหวาน แต่ก็ซับซ้อน เธอเริ่มรู้สึกถึงความเจ็บปวดของรักวัยรุ่น ขณะที่ต้องสัมผัสกับผลพวงของการต้องสูญเสียคนที่คุณห่วงใยไป”

สุดท้าย ทางทีมผู้สร้างได้ทาบทามนักแสดงมากฝีมือ ดั๊ก โจนส์ ให้มารับบทเป็นตัวร้ายของเรื่อง โจนส์ ซึ่งเป็นศิลปินต้นแบบการเคลื่อนไหวที่ทุกคนชื่นชม โดยเขาเคยแสดงเป็นตัวละครที่น่าติดตามในภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องของ กีลเลอร์โม่ เดล โทโร่ อย่างเช่นแสดงเป็น เอ๊บ เซเปี่ยน และเทพแห่งความตายในภาพยนตร์ชุด Hellboy รวมถึงรับบทเป็น แพน และเพลแมน ในภาพยนตร์เรื่อง Pan’s Labyrinth ก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับฟลานาแกน “ไมก์เก่งมากในการทำความเข้าใจในเรื่องของความสัมพันธ์และความเป็นไปในครอบครัวในแบบที่พวกเราได้เรียนรู้และได้เติบโตกับมันไปด้วยครับ” โจนส์บอก “กีลเลอร์โม่เองก็เช่นกัน เขาทำเรื่องมืดหม่นที่มีความหมายและมีเป้าประสงค์”

ฟลานาแกนอธิบายว่าพวกเขามีประวัติด้วยกันมายาวนาน “ผมได้ทำงานกับ ดั๊ก ต้องย้อนกลับไปในปี 2010 ในภาพยนตร์อินดี้เล็กๆ เรื่องหนึ่งที่ผมถ่ายทำในอพาร์ตเม้นต์ของผมเอง ชื่อเรื่องว่า Absentia การปรากฎร่างของเหล่าวิญญาณในภาพยนตร์เรื่องนี้มีทั้งแบบเล่นใหญ่และแบบจำกัด เราต้องการนักแสดงที่สามารถสร้างผลกระทบได้อย่างมากที่สุด คนดูอาจได้เห็นดั๊กบนจอแค่สองสามวินาที แต่จะไม่มีวันลืมภาพของเขาเลยครับ”


ความสยองคืนสู่เหย้า:
งานออกแบบ โลเกชั่น และเสื้อผ้า

               ทีมผู้สร้างรู้ดีว่าการจะทำให้ภาพยนตร์ทริลเลอร์เหนือธรรมชาติได้ภาพลักษณ์และความรู้สึกแบบช่วงปลายทศวรรษ 1960s ที่ลงตัวที่สุด เสื้อผ้า โลเกชั่น และการออกแบบฉากต่างๆ เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก มันทำให้พวกเขาได้งานสร้างสรรค์ที่ได้บรรยากาศที่สมจริง ซึ่งสามารถพาคนดูให้อินไปกับเรื่องได้

งานออกแบบฉาก

ตั้งแต่วอลเปเปอร์ของบ้านแซนเดอร์ จนถึงไส้เทียน โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ แพทริซิโอ ฟาร์เรลล์ ยืนกรานว่าทุกรายละเอียดของสภาพแวดล้อมของเรื่องนี้จะต้องถูกต้องตามยุคสมัย “ความใส่ใจที่แพทริซิโอมีต่อรายละเอียดมันมหัศจรรย์มากๆ ครับ” ฟลานาแกนกล่าวชม 

จากการค้นคว้ามากมาย ฟาร์เรลล์ทุ่มเทตัวเองเข้าไปในโลกภายในบทภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นรากฐาน แทนที่จะจำกัดฉากอยู่แค่ในปี 1967 ฟาร์เรลล์ตัดสินใจที่จะนำเสนอช่วงเวลาก่อนทศวรรษ 1960s ด้วย โดยเฉพาะงานแบบ Art Nouveau เพื่อให้เข้าถึงหัวใจของครอบครัวนี้และประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายของบ้านหลังนี้

“การใช้สไตล์นี้เป็นฉากหลัง เราสามารถกำหนดความงามของโลกนี้ขึ้นได้ และรักษาสีสันและอารมณ์กบฏแบบยุค ’60s เอาไว้ในจุดที่เหมาะสมได้ ซึ่งมันยังมีส่วนช่วยเรื่องนี้อีกด้วย” ฟาร์เรลล์ ซึ่งเคยร่วมงานกับฟลานาแกนมาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง Before I Wake อธิบาย  “การไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่ในทศวรรษ 1960s ช่วยได้มากเรื่องความท้าทายในเรื่องของการจัดหา ทำให้เราสามารถทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยรายละเอียดที่นำเราย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ปลอดภัยและงดงามมากขึ้น”

ฟาร์เรลล์และฟลานาแกนเห็นพ้องต้องกันว่าพวกเขาอยากให้บ้านของพวกแซนเดอร์ดูอบอุ่นและน่าอยู่อาศัย ดังนั้น องค์ประกอบเรื่องความสยองที่พัฒนาไป จึงโดดเด่นออกมามากขึ้น “ความตั้งใจที่ผมมีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ การทำฉากให้สวยที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้” ฟาร์เรลล์บอก “มันคาดหวังน้อยลง แต่เพิ่มอารมณ์ในแบบที่ทำให้ไม่สบายใจเมื่อได้เห็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ และดูน่ากลัวในฉากที่คุ้นเคย มันยากที่จะลืมเมื่อความสยองมาเยือนบ้านหลังนี้ สุดท้าย เพื่อช่วยสร้างฉากที่น่ากลัวหรือเขย่าขวัญ ด้วยสภาพแวดล้อมที่งดงาม จำต้องมีเรื่องราวที่ดี นั่นคือสิ่งที่ไมก์นำมาสู่ผลงานภาพยนตร์ของเขาครับ”


โลเกชั่น

งานฝีมือจากศตวรรษที่ 19 ซึ่งฉากส่วนใหญ่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ปักหลักถ่ายทำกันในลอสแองเจลิส ต้องปรับให้เข้ากับงานสตั๊นต์ของ Ouija ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่โดดเด่นอย่างมาก “เรามีตัวละครมากมายหลายตัวที่บินไปมาอยู่ในอากาศ บินเข้าหากำแพง บินขึ้นและลงจากบันได ห้อยโหนตัวจากด้านหน้าของบ้าน เราต้องทำแบบนั้นในพื้นที่จริง” ฟลานาแกนเล่า “การจัดสายสลิงที่มีความซับซ้อนและต้องจับภาพงานสตั๊นต์ที่มีความเคลื่อนไหว เป็นภาพจิ๊กซอว์สุดท้าทายที่ต้องไขปริศนาให้ได้ ถ้านักแสดงหรือนักแสดงสตั๊นต์พลาดจุดที่กำหนดเอาไว้ไปแค่สองนิ้ว ฉากนั้นทั้งฉากอาจพังหมดเลยก็ได้”

เพราะทางทีมผู้สร้างต้องการความสมจริงที่ต่อเนื่อง แบสโซและวิลสันจึงมีโอกาสได้ลองทำงานสตั๊นต์ด้วยตัวเอง “เหล่านักแสดงวัยรุ่นสนุกกับการแสดงฉากสตั๊นต์มาก เราอยากให้แอนนาไลส์และลูลูมีโอกาสได้แสดงด้วยตัวพวกเธอเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แน่นอนว่าจะต้องสมเหตุสมผลด้วย” ฟลานาแกนอธิบาย “การได้เห็นพวกเธอป่ายปีนกำแพง และเหวี่ยงตัวผ่านบ้านไป มันเป็นภาพที่ดูเจ็บปวดมาก พวกเธอแสดงได้เป๊ะมากเลยครับ”

ในขณะที่พื้นที่คือสิ่งที่ต้องจัดเตรียมอย่างมีกลเม็ด แต่แปลนบ้านที่เปิดโล่งของบ้านหลังเก่าอายุกว่าหนึ่งร้อยปีหลังนี้ ที่มีประตูขนาดใหญ่ และมีบันไดกว้างขวาง ช่างเอื้ออำนวยต่อการถ่ายทำฉากสตั๊นต์ของผู้กำกับภาพ ไมเคิล ฟิม็อกนารี่อย่างมาก “บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และรายละเอียด และเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายทำที่บ้านหลังนั้นเยอะมาก บ้านจึงเป็นเหมือนตัวละครอีกตัวของภาพยนตร์เรื่องนี้” ฟอร์มบอก “ห้องที่มืดสร้างความรู้สึกที่แปลกประหลาดและสวยงาม ซึ่งได้ถูกแปลงขึ้นสู่จอภาพยนตร์ โดยธรรมชาติ ผู้คนมีความหวาดกลัวบ้านเก่าๆ อยู่แล้ว รวมถึงประวัติความเป็นมาที่แอบซ่อนอยู่หลังกำแพงบ้านด้วย ก็เหมือนที่ไมกี้บอกไว้ว่า ‘บ้านหลังนี้มีโครงสร้างที่ดีทีเดียว’” 


เสื้อผ้า

เพื่อให้แน่ใจว่าเสื้อผ้าเหมาะสมกับยุคสมัย ลินน์ ฟัลคอนเนอร์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ได้ทำการค้นคว้าถึงเรื่องรูปทรงและเนื้อผ้าที่นิยมกันในระหว่างปี 1967 “แทนที่จะใช้เสื้อผ้าจากห้องเสื้อต่างๆ ฉันจะมองหาเสื้อผ้าที่หาได้จากการเปิดขายตามบ้านรอบๆ ลอสแองเจลิส” ฟัลคอนเนอร์เล่า “ฉันต้องปีนเข้าไปในตู้เสื้อผ้าเพื่อหาเสื้อผ้าที่ไม่เคยปรากฎในรายการอย่าง Mad Men”

อย่างไรก็ดี เธอรู้สึกว่าภาพลักษณ์แบบนักธุรกิจที่ติดกระดุมเยอะๆ ไม่เหมาะกับอลิซสักเท่าไหร่ “ในฐานะหมอดู ตัวละครของเธอต้องดูก้าวล้ำมากกว่า และฉันก็ต้องการให้ความรู้สึกนั้นถูกสะท้อนออกมาทางเสื้อผ้าของเธอ” ฟัลคอนเนอร์อธิบาย แม่ม่ายผู้นี้กำลังเริ่มต้นเผยออกมาจากเปลือกที่เธอแอบซ่อนตัวอยู่ หลังจากต้องสูญเสียสามีไปเมื่อสองสามปีก่อนนี้ “ในฐานะตัวละคร อลิซคือการผสมผสานระหว่างความอ่อนโยนและแข็งแกร่ง มันถูกสะท้อนออกมาจากเสื้อที่ดูนุ่มนวลของเธอที่เข้าคู่กับกระโปรงที่ตัดเย็บมาอย่างดี”

สำหรับลีน่า ฟัลคอนเนอร์เลือกสไตล์นิยมแบบทศวรรษ 1960s “แรงบันดาลใจของฉันก็คือทวิกกี้ ในเวลาที่เธอไม่ได้อยู่หน้ากล้อง ซึ่งส่วนมากก็คือการใส่มินิสเกิร์ตกับสเวตเตอร์ตัวเล็กที่ดูน่ารัก” ฟัลคอนเนอร์บอก “แอนนาไลส์มีศีรษะและผมสีแดงที่ได้รูป ดังนั้นสีสันอย่างสีม่วง น้ำตาล และสีสนิมที่ได้รับความนิยมกันในยุคนั้นจึงเข้ากันกับเธอได้อย่างลงตัวมากทีเดียวค่ะ”

ฟัลคอนเนอร์ได้เปลี่ยนถ่ายวัยเด็กของเธอเพื่อมาแต่งตัวให้ ดอริส “ฉันอายุเท่าเธอเลยค่ะในปี 1967 ฉันจึงดึงความทรงจำถึงเสื้อผ้าที่ฉันใส่ตอนเป็นเด็ก ซึ่งรวมถึงเสื้อกั๊กที่ถักด้วยโครเชต์มาใช้” ฟัลคอนเนอร์บอก “เมื่อดอริสเปลี่ยนไป เราต้องหาเดรสสีขาวที่ดูคล้ายกับชุดจากภาพยนตร์เรื่อง  Ouija ภาคแรกมา ความท้าทายก็คือการต้องหาเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ยังคงได้แรงบันดาลใจจากยุค ’60s ซึ่งเราหาซื้อมาได้หลายชุดอยู่ และเดรสชุดนี้ยังต้องทำจากเนื้อผ้าที่สามารถนำมาใช้กับงานสตั๊นต์ได้ด้วยค่ะ”
 
โดยธรรมชาติแล้ว โทนสีจากภาพยนตร์เรื่อง The Exorcist มีส่วนช่วยเสื้อผ้าของหลวงพ่อทอมอย่างมาก “ภาพยนตร์ของเราจะมีรายละเอียดมากกว่าในแง่ของสีสัน ถึงแม้เราจะไม่มีทางเลือกมากนักกับเสื้อผ้าของบาทหลวง แต่เราก็อยากให้เสื้อผ้ามันสะท้อนความรู้สึกนั้นได้เช่นกัน” ฟัลคอนเนอร์อธิบาย

เพื่อให้ได้ภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์ ฟัลคอนเนอร์ใช้แรงบันดาลใจจากวัยเด็กของเธออีกครั้ง “ตอนที่ฉันไปเรียนที่โรงเรียนศาสนาในแคลิฟอร์เนีย ฉันรู้จักหลวงพ่อริคค่ะ ท่านเป็นบาทหลวงหนุ่มที่ฉันตั้งใจฟังคำเทศน์ของท่าน” ฟัลคอนเนอร์เล่าพร้อมเสียงหัวเราะ “ฉันจึงทำเสื้อผ้าของหลวงพ่อทอมที่แสดงให้เห็นถึงความหนุ่มของเขา”


****

                 ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานการสร้างของ แพล็ตตินั่ม ดูนส์/ บลูมเฮ้าส์ โดยความร่วมมือกับออลสปาร์ก พิคเจอร์ส ผลงานการกำกับของ ไมก์ ฟลานาแกน เรื่อง Ouija: Origin of Evil ซึ่งนำแสดงโดย เอลิซาเบธ รีเซอร์, แอนนาไลส์ แบสโซ และเฮนรี่ โธมัส ผู้ทำหน้าที่คัดเลือกนักแสดง ได้แก่ เทอร์รี่ เทย์เลอร์, ซีเอสเอ และดนตรีประกอบเป็นฝีมือของ เดอะนิวตัน บราเธอร์ส ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้แก่ ลินน์ ฟัลคอนเนอร์ ส่วนผู้ทำหน้าที่ลำดับภาพได้แก่ ไมก์ ฟลานาแกน ผู้ออกแบบโปรดักชั่นให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้แก่ แพทริซิโอ เอ็ม ฟาร์เรลล์ และผู้กำกับภาพ คือ ไมเคิล ฟิม็อกนารี่ ทีมผู้อำนวยการสร้างบริหาร ได้แก่ คูเปอร์ ซามวลแอลสัน, จีนเน็ตต์ โวลเทอร์โน่, เทรเวอร์ เมซี่ย์, วิคเตอร์ โฮ ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย ไมเคิล เบย์, แอนดรูว์ ฟอร์ม, แบร็ด ฟูลเลอร์, เจสัน บลูม, ไบรอัน โกลด์เนอร์ และสตีเฟ่น เดวิส ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเกม “Ouija” ของแฮสโบร และเขียนบทโดย ไมก์ ฟลานาแกน และเจฟฟ์ ฮาวเวิร์ด Ouija: Origin of Evil กำกับโดย ไมก์ ฟลานาแกน © 2016 Universal Studios.  www.ouijamovie.com