ภาพยนตร์ > ข่าวภาพยนตร์
ภาพยนตร์เรื่อง ยักษ์ (The Giant King) 4 ตุลาคม 2555
FB:
บทสัมภาษณ์ ตั๊ก บริบูรณ์ จันทร์เรือง ผู้พากย์เสียง กุมภกรรณ ในภาพยนตร์แอนิเมชั่น เรื่อง “ยักษ์”
การโชว์พลังครั้งล่าสุดของ ตั๊ก บริบูรณ์ จันทร์เรือง
ในการสวมวิญญาณ “กุมภกรรณ” ยักษ์ใหญ่ เพี้ยน แสบ ซ่า
บทบาทสุดฮาที่จะขอมา “กุมหัวใจ” ทุกๆ คน
Q: ทำงานอยู่ในวงการบันเทิงมานาน ทำงานมาหลากหลายแขนง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้พากย์เสียงภาพยนตร์แอนิเมชั่น และยังเป็นการร่วมงานกับพี่จิกประภาส ชลศรานนท์รู้สึกอย่างไรบ้าง
T: ในเรื่องยักษ์ผมพากย์เสียงเป็น “กุมภกรรณ” หรือ “กุม” นะครับ สำหรับผมเองนะครับก็ก็รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ผมได้มาร่วมงานกับพี่จิก ประภาส นะครับผม เพราะว่าเขาเป็นทั้งนักคิด นักเขียน ที่เก่งมากๆ คนหนึ่งครับ และก็รู้สึกภูมิใจมากที่ได้รับเลือกมา โดยผมผ่านเข้ารอบมาจากการแคสติ้งเหมือนกับการคัดตัวนักแสดงเลย ทางผู้ใหญ่เขาคงเห็นลักษะของเราเห็นว่าไอ้เจ้ากุมเนี้ยมันน่าจะเป็นตั๊ก บริบูรณ์ (หัวเราะ) เพราะว่าหนึ่งเลยนะครับมีความทะเล้น มีความเป็นโรคจิต เดี๋ยวเสียงสูงหรือเสียงต่ำคือมันเหมือนกับว่าสมองของมันเนี่ยไม่ค่อยจะเต็มนะ เอะอะอยากจะแหกปากก็แหกปาก จะขรึมก็ขรึม ที่สำคัญชอบพูดกับตัวเองด้วยครับ บ่นกับตัวเองตลอด งึมงำงึมงำ น่ารักครับ
Q: ทราบมาว่าตัวละครตัวนี้เป็นอีกหนึ่งความสนุกของเรื่องราว อยากให้ช่วยแนะนำความน่าสนใจและเสน่ห์ของตัวละคร “กุมภกรรณ” สักนิด
T: เป็นตัวละครที่ไม่ธรรมดาเลยครับ คือบอกได้เลยว่าเป็นตัวละครที่มีสีสันมากในหนังเรื่องนี้นะครับ เพราะว่าลักษณะของมันจะเป็นยักษ์ที่ตัวใหญ่สีแดงและก็มีขาที่พิการ เวลาจะพูดทีต้องคอยสูดน้ำลายเข้าปากด้วย เวลาที่มันพูดก็คือเสียงมันจะแหบๆ และตอนที่ผมมาพากย์เขาห้ามเลยนะห้ามดื่มน้ำ คือห้ามทุกอย่างเลยต้องการให้เสียงมันแหบๆ จริงๆ (หัวเราะ) อาชีพของมันก็คือจัดโชว์ปาหี่ขายของตามตลาด และก็จะเป็นคนที่บ้าทศกัณฐ์มาก คิดว่าซักวันหนึ่งทศกัณฐ์ต้องกลับมา ก็เลยขายของเก็บเงินเก็บทอง สะสมเงินและก็สะสมอาวุธเพื่อที่จะไปรับใช้ทศกัณฐ์ให้ได้ มีลูกน้องด้วยก็คือไอ้สนิม จะเป็นหุ่นกระป๋องที่น่ารักมาก เป็นผู้ช่วยของกุมขายของแต่ชอบทำงานเสียอยู่เรื่อย
กุมมันจะมีปืนประจำกายที่เรียกว่าปืนโมกขศักดิ์ แต่ว่าปืนกระบอกนี้จะมีความพิเศษยังไงต้องไปติดตามครับ ในเรื่องนี้นะครับกุมจะมีของสะสมเยอะมาก แต่จะมีของอยู่อย่างหนึ่งที่กุมรักและก็หวงมากนั่นก็คือคือ นกสดายุ นกตัวนี้มันมีความพิเศษและมีความสำคัญกับเนื้อเรื่องด้วยต้องลองไปติดตามดูกันครับ นกเหล็กตัวนี้แสบมากๆเลย เพราะว่ามันเป็นนกที่พูดเก่งมากและคนที่พากย์ก็เหมาะสมกันมากครับ ก็คือพี่เหมี่ยว ปวันรัตน์ นาคสุริยะ ครับเหมาะมากๆ เลยครับสีผิวดำเหมือนกันเลยครับ (หัวเราะ)
Q: การพากย์แอนิเมชั่นเรื่องนี้มีความท้าทาย อย่างไรบ้าง
T: ความท้าทายในการพากย์เรื่องนี้นะครับขอบอกไว้เลยว่าฮอลลีวู้ดสู้ไม่ได้ (หัวเราะ) หนังการ์ตูนหลายๆ เรื่องเขาต้องพากย์อยู่ในห้องคนเดียว แต่ของที่นี่อย่างฉากที่ผมต้องขึ้นไปขี่นกเหล็กสดายุ นกเหล็กมันต้องคอยบินซ้ายบินขวา แต่ผมพากย์อยู่ในห้อง เพื่อให้มันสมจริงทีมงาน เขาจะคอยยืนอยู่ข้างหลังผมจับตัวผมครับโยกซ้ายโยกขวา เห็นไหมครับ ฮอลลีวู้ดสู้เราไม่ได้หรอกครับ (หัวเราะ) และมันจะสมจริงมาก โยกเสร็จนะครับเขย่าด้วย ขึ้น-ลง เขายกตัวผมลอยเลยครับ คือเทคนิคในการพากย์ครั้งนี้เยอะเลยครับผม อีกฉากคือตอนที่มาขายปืน ที่อื่นไม่มีปืนมานะ ที่นี่มีพร้อมครับ มีปืนมาให้ผมเลย นี่เป็นปืนโมกขศักดิ์ ให้ผมหยิบปืนขึ้นมาเล็งเปรี้ยงๆ และก็พากย์ ขอบอกเลยว่ามันก็เหมือนว่าเรามาเล่นหนังจริงๆ และก็มันสามารถจะมองเห็นภาพได้ว่า ยักษ์ตัวนี้มันก็กำลังจะทำอะไรอยู่ และเราก็สวมบทเป็นยักษ์ตัวนั้น
Q: ประสบการณ์ความรู้สึกที่ได้จากการมาพากย์หนังเรื่องนี้
T: ประสบการณ์ที่ได้จากการมาพากย์เรื่องยักษ์นะครับ โอ้โห ขอบอกได้เลยว่าได้เยอะมากๆ ปกติแล้วผมเองก็เป็นคนที่บ้าอยู่แล้ว แต่พอมาพากย์เรื่องนี้จบนะเชื่อไหมครับผมบ้าหนักกว่าเก่า (หัวเราะ) ผมต้องอยู่ในห้องคนเดียวและผมต้องคอยแสดงท่าทางต่างๆ บินกระพือปีก มุดดินด้วย หัวเราะอยู่คนเดียว ยิงปืนผมก็ยิงอยู่คนเดียว อยู่ในห้องคนเดียวเหมือนกับว่า ผมมาพากย์หนังอยู่ที่โรงพยาบาลศรีธัญญาครับผม (หัวเราะ) แต่มันก็ได้อรรถรสในการพากย์ เพราะว่าในการที่เราจะมาพากย์และก็ให้มันสมจริงสมจังก็ เราต้องเป็นตัวละครตัวนั้นด้วยครับ
Q: ได้ยินมาว่าต้องมีการร้องเพลงมีฉากมิวสิคคัลด้วย
T: ฉากมิวสิคัลยากครับ ขอบอกเลยนะว่าพากย์มันก็ยากอยู่แล้ว แต่ผมก็สามารถผ่านได้ แต่ที่มาหนักก็วันแรกเลยครับ ให้ผมร้องเพลงก่อนเลย เชื่อไหมครับสิบโมงครึ่งยันบ่ายสองยังไม่จบสามบรรทัดเลย (หัวเราะ) ฉากนี้จะเป็นฉากโชว์ปาหี่ขายของ ของกุมภกรรณ มันต้องร้องให้ตรงล็อคให้ตรงจังหวะให้ตรงเมโลดี้มันยากและมันต้องใช้พลังงานมากครับ
Q: โดยส่วนตัวแล้วชื่นชอบภาพยนตร์แอนิเมชั่นมากน้อย แค่ไหนและคิดว่าแอนิเมชั่นมีความสนุก และส่งผลกับชีวิตเราอย่างไรบ้าง
T: ผมเคยดูแอนิเมชั่นมานะครับก็ถือได้ว่าเยอะเลยตั้งแต่สมัยเรื่อง Antz (1998) ที่เป็นมด เป็นมดที่น่ารักมาก แต่พอมาดูแล้วผมคิดว่าแพ้หนังเรื่องยักษ์ ถ้าได้มาดูที่ตั๊ก บริบูรณ์พากย์ โอ้โหท่านผู้ชมต้องประทับใจไม่รู้ลืมเลยดีกว่า การันตีโดยตั๊ก บริบูรณ์ครับ (หัวเราะ) ถ้าถามว่าการ์ตูนแอนิเมชั่นให้อะไรกับเราบ้างนะครับ ผมขอบอกเลยว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมากๆ คือเรื่อง Up ปู่ซ่าบ้าพลัง ประทับใจในเรื่องราวของคุณปู่ซู่ซ่าส์ เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของปู่กับเด็กคือคุณปู่เนี่ยจะอยู่บ้านคนเดียวไม่มีใครเป็นเพื่อนเลย จนมาเจอกับไอ้เด็กคนนี้แล้วเรื่องก็ผูกเรื่องราวเกิดความรักและความเข้าใจซึ่งกันและกัน แอนิเมชั่นก็มีส่วนที่สอนคนครับ คือสอนให้ผมเป็นคนที่มีความรักกับทุกๆ คน ไม่ใช่ว่าเราจะมีโลกส่วนตัว เราเรียนรู้ที่จะรู้จักกับคนอื่นและก็เข้าใจคนอื่นๆ ด้วย ผมว่าหนังแอนิเมชั่นมักจะมีคำสอนอยู่ทุกๆ เรื่องครับ
Q: รู้สึกอย่างไรที่หนังเรื่องนี้กำลังจะออกสู่สายตาทุกคน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับแวดวงแอนิเมชั่นไทยอย่างไรบ้าง คิดว่าจะสามารถประสบความสำเร็จเหมือนกับหนังแอนิเมชั่นต่างประเทศไหม
T: ดีใจที่เราได้มีส่วนร่วม ก็รู้สึกภูมิใจครับ แอนิเมชั่นไทยก็ไม่ด้อยไปกว่าต่างประเทศหรือฮอลลีวู้ด เราเองก็มีความสามารถ และผมเองก็มีความมั่นใจด้วยว่าจะเป็นหนังการ์ตูนที่น่ารักมาก มันจะเป็นเรื่องของยักษ์ มันเป็นเรื่องของความรักแบบมิตรภาพ สนุกมากๆ ครับผม มั่นใจเลยครับว่าคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ผมคิดว่าแอนิเมชั่นไทยจะประสบความสำเร็จได้ในอนาคต มั่นใจว่าทำได้ครับ เพราะว่าถ้าเกิดเราได้ริเริ่มทำแล้วและเราไม่หยุด ซักวันหนึ่งสำเร็จแน่ๆ แต่ถ้าเราได้แต่คิดและเราก็ไม่ได้ทำอันนี้แหละเราไปไม่ถึงฝันแน่ๆ เหมือนผมเหมือนกัน เมื่อเรามีฝันแล้ว ฝันให้ไกลไปให้ถึงสิ แล้วถ้าเรามีความพยายามต่อไปเรื่อยๆได้ มั่นใจว่าเราต้องสู้ฮอลลีวูดได้ เรื่องนี้เรื่องยักษ์เรื่องนี้ก็สู้ฮอลลีวูดได้นะ ต้องมาดูกัน เนื้อเรื่องสนุก แอนิเมชั่นเข้าขั้นเซียน สู้ได้ (หัวเราะ)
Q: หากได้ยินคำว่า “ยักษ์” นึกถึงอะไร
T: นึกถึงอะไร ขอถามเลยดีกว่ายักษ์อะไรตาเขียว ไม่รู้ใช่ไหมครับ ยักเงินเพื่อน เพื่อนต่อยตาเขียว (หัวเราะ) ไม่ใช่ครับ นึกถึงยักษ์นึกถึง ยักษ์วัดโพธิ์กับวัดแจ้งสิครับ ยักษ์วัดโพธิ์กับยักษ์วัดแจ้งที่เขามาตีกันที่ท่าเตียน ทุกคนถามว่าท่าเตียนมันเตียนได้เพราะอะไร ยักษ์มาตีกันหรือเปล่าอันนี้ผมก็ไม่รู้ เด็กๆ ผมเชื่อ แม่บอกว่าลูกๆ หนูตั๊กๆ หนูรู้ไหมท่าเตียน มันเตียนได้เพราะอะไร ผมตอบเขาก็คงมาทำถนน ไม่ใช่นะลูกยักษ์มาตีกัน ทุกวันนี้ผมก็รู้แล้วว่าแม่หลอกผม (หัวเราะ)
Q: ในเรื่องนี้มีประเด็นหลักอยู่ที่มิตรภาพระหว่างหุ่นยนต์ทั้งสอง ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครและต้องทำอะไรในชีวิต หากอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง หน้าที่ กับมิตรภาพจะเลือกอย่างไหน
T: ผมเลือกมิตรภาพก่อน ถ้าเกิดเหตุการณ์วันหนึ่งผมต้องมาเป็นตำรวจ และเพื่อนผมต้องมาเป็นโจร ถามผมว่าผมจะยิงเพื่อนไหม ผมไม่ยิงแต่ผมจะกล่าวเขา ตักเตือนเขา เฮ้ย เพื่อน ทำไมทำแบบนี้ ผมไม่ยิงเพื่อนผม แต่ผมจะจับเขาเข้าคุก คือทุกอย่างมิตรภาพก็ยังอยู่ มิตรภาพก็ยังอยู่ใช่ไหมครับ หน้าที่ก็ยังอยู่ สองคำนี้มันไปด้วยกันได้ อยู่ที่ว่าคุณจะเดินทางไปทางไหน อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะตัดสินไปทางไหน มิตรภาพหรือว่าหน้าที่ คุณกลับไปคิดเป็นการบ้านเอง จากศัตรูจะมาเป็นเพื่อนได้ไหม
Q: คิดว่าคนเราที่เคยเป็น “ศัตรู”กันมาก่อนจะสามารถเปลี่ยนมาเป็น “มิตร” กันได้ไหม
T: ผมคิดว่าคนเราเป็นเพื่อนกันได้เสมอครับ อยู่ที่ว่าเรานั้นคิดยังอย่างไร จะเดินไปทางไหน จะเดินทางจะเป็นคนดีหรือว่าคนไม่ดี ง่ายๆ ครับผมอยู่ที่ตัวของคุณเอง
FB:
จิก ประภาสจับมือเอ็กซ์ชัยพรเนรมิตร 5 ตัวละครเอกจากรามเกียรติ์ สู่โลกหุ่นยนต์ทั้งหุ่นกระป๋อง, หุ่นยักษ์, นกยักษ์ พร้อมตัวละครใหม่นับร้อยนับพัน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ภาพยนตร์แอนิมชั่นสักเรื่องจะประสบความสำเร็จเป็นที่ชื่นชอบสำหรับผู้ชมได้นั้นสิ่งแรกสุดที่ผู้สร้างจะต้องทำให้ได้ก่อน คือเสน่ห์ของตัวการ์ตูนที่จะโลดแล่นให้คนดูตกหลุมรัก และนี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เหล่าตัวการ์ตูนที่ ประภาส ชลศรานนท์ หมายมั่นปั้นมืออย่างยิ่งที่จะถ่ายทอดออกมาใน “ยักษ์” ภาพยนตร์แอนิเมชั่นทุนสูงที่ 4 พันธมิตรจากการนำโดยยักษ์ใหญ่วงการหนังอย่างสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมกับบ้านอิทธิฤทธิ์, ซูเปอร์จิ๋ว และเวิร์คพอยท์พิคเจอร์ส ร่วมลงทุนไปกว่า 100 ล้านบาท และใช้เวลานานถึง 6 ปีเพื่อให้ได้อย่างสมความตั้งใจ ตั้งแต่แนวคิดที่จะหยิบเอาเสน่ห์ความโดดเด่นของตัวละครเอก และฉากสำคัญในรามายณะมาถ่ายทอดผ่านลายเส้นของ เอ็กซ์-ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ หัวเรือใหญ่บ้านอิทธิฤทธิ์ โดยหยิบเอาเหล่า5คาแรคเตอร์ตัวละครเอกจากรามเกียรติ์อย่าง หนุมาน, ทศกัณฐ์, ราม, กุมภกรรณ, สดายุ มาตีความใหม่ออกแบบและสร้างสรรค์ขึ้นมาในรูปลักษณ์ของหุ่นยนต์ ไม่ว่าจะเป็นหนุมานที่กลายเป็นหุ่นกระป๋อง-เผือก, ทศกัณฐ์แปรเปลี่ยนเป็นหุ่นยักษ์นาม น้าเขียว, รามเอง หรือกุมภกรรณเป็นหุ่นพันธุ์ยักษ์สีแดง และสดายุกลายมาเป็นนกยักษ์เครื่องบินรบ พร้อมกับสร้างสรรค์ตัวละครใหม่อย่างหุ่นกระป๋องเด็กผู้หญิง-น้องสนิม
“เวลาเราเล่าให้ใครฟังว่าเราจะทำรามเกียรติ์คนก็ถามว่าจะทำแบบโบราณเลยหรือ เราก็ไม่รู้จะบอกอย่างไรดีเลยบอกตรงๆ ว่ามันเป็นเรื่องของหุ่นยนต์ พอบอกหุ่นยนต์ทุกคนจะสนใจ แสดงว่าการที่รามเกียรติ์เป็นหุ่นยนต์นี่คนทั่วไปเขาอาจจะรู้สึกว่ามันไม่โบราณ แต่เหตุผลที่ว่าทำไมต้องเป็นหุ่นยนต์ คือมันเขียนบทได้โลดโผนกว่า รุนแรงได้โดยที่ไม่รู้สึกว่ารุนแรง มันอาจจะแค่รู้สึกว่ามันน่ารักหรือมันเด๋อเท่านั้นเอง ที่น่าสนใจคือมันมี MOVEMENT ของความเป็นแอนิเมชั่นสูง และการที่เป็นหุ่นยนต์ทำให้อวตารครั้งนี้ประหลาดกว่าครั้งอื่นๆ สมกับเป็นอวตารครั้งล่าสุด พอเริ่มออกแบบก็รู้สึกสนุกดี หนุมานจะเป็นยังไงทศกัณฐ์จะเป็นยังไง แล้วเราจะแต่งเรื่องขึ้นใหม่อย่างไรให้ไม่เหมือนเดิมแต่มีเค้าเดิมให้สมัยใหม่และยังมีขนบ เพราะเรื่องมันก็เกิดเรื่องใหม่ขึ้นมา คงเสน่ห์ของตัวการ์ตูนและคาแรคเตอร์ของตัวละครแต่ละตัวเช่นหนุมาน เก่งมากไวมากเป็นฮีโร่ อย่างที่เรารู้จักนี่ต้องขี้เล่นแน่นอน เพราะเป็นลิงหน้าตาต้องกวนๆ หน่อย ทศกัณฐ์คือพญายักษ์ที่ดุร้าย เก่งที่สุด ฆ่าไม่ตายส่วนตัวละครอื่นในรามเกียรติ์ที่เราเลือกมาใช้ อย่างพอคิดถึงหอกโมกขศักดิ์ตัวที่ใช้หอกก็มีกุมภกรรณ ในเรื่องนี้เราให้กุมภกรรณเป็นหุ่นพันธุ์เดียวกันกับหุ่นพันธุ์ยักษ์ เป็นพวกคลั่งทศกัณฐ์ประมาณแฟนพันธุ์แท้แต่ไม่ได้อยู่ยุคเดียวกันตอนที่ทศกัณฐ์รบ แต่มีความเชื่อว่าสักวันทศกัณฐ์จะต้องกลับมา ส่วนสดายุเรื่องเดิมเป็นนกตัวหนึ่งที่อยู่ฝั่งพระราม มาคราวนี้เราให้เป็นผู้หญิงแล้วก็เอามาเป็นเครื่องบินรบของทศกัณฐ์ด้วย เป็นเหมือนวัตถุโบราณสมัยสงครามที่กุมภกรรณเขาเก็บๆ มาเรื่อยๆ จากการประมูลมา และมีน้องสนิมน้อยที่สร้างขึ้นใหม่เป็นตัวแทนคนดูที่เป็นเด็ก ผมอยากให้เด็กเป็นตัวเชื่อมมิตรภาพของ 2 ศัตรูหนุมานทศกัณฐ์
และตัวละครสมทบอื่นๆ อีกที่มีบทบาทโดดเด่นไม่แพ้กันอย่างหุ่นยนต์นักไต่ฝัน, หุ่นยนต์พ่อค้าหุ่นเก่า, รวมไปถึงตัวละครอื่นๆ อีกเป็นร้อยๆ พันๆ ตัว มาร่วมสร้างสีสันความสนุกสนานให้ภาพยนตร์แอนิเมชั่นยักษ์ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด
“ต้องออกแบบหุ่นในเรื่องนี้เป็นร้อยๆ ตัว อย่างนักไต่ฝัน, พ่อค้าหุ่นยนต์เก่า, เพื่อนเด็ก, ลูกนายกเทศมนตรี ตัวนายกเทศมนตรี ลุงช่างคนแก่ๆ ที่รู้ตำนาน พวกหุ่นทหารยักษ์ที่เป็นกองทัพ พวกที่อยู่ในย่านซื้อของ กลุ่มคนขายของเก่าโดยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังก็จะแบ่งหุ่นยนต์ออกเป็นหุ่นกระป๋องกับหุ่นยักษ์ มันเหมือนกับลิงกับยักษ์นั้นแหละ เราแปลงลิงเป็นหุ่นกระป๋องและแปลงยักษ์เป็นหุ่นยักษ์หุ่นกระป๋องส่วนใหญ่จะใช้ล้อ แต่ที่ไม่ใช้ก็จะมีบ้าง ส่วนยักษ์ก็จะมีขา”
แหมแค่ฟังว่าเราจะได้เห็นตัวละครรามเกียรติ์โลดแล่นในโลกของหุ่นยนต์ก็น่าสนใจแล้วแต่นี่ยังมีอีกสารพัดหุ่นและหลากหลายคาแรคเตอร์ที่ผ่านการออกแบบและเต็มไปด้วยเสน่ห์ครบถ้วนในความเป็นแอนิเมชั่นอย่างเต็มรูปแบบต้องไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง 4 ต.ค. นี้ทุกโรงภาพยนตร์
FB:
ดีไซน์สุดหิน “ราชาแห่งยักษ์-ทศกัณฐ์” ส่งพระเอกสันติสุขสวมคาแรคเตอร์ “น้าเขียว” หุ่นยนต์ยักษ์น่ารักใจดี
ด้วยความชื่นชอบและหลงใหลในตัว “ทศกัณฐ์” ราชันย์แห่งผองยักษ์ ตัวละครเอกแห่งมหากาพย์รามายณะสุดยอดวรรณกรรมของชาวเอเชียที่“ประภาส ชลศรานนท์”มองว่า นี่คือสุดยอดงานครีเอทีฟที่เต็มไปด้วยจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ชิ้นเอกที่ปรากฏขึ้นบนผืนพิภพ พูดได้ว่ามนต์เสน่ห์ของ “ทศกัณฐ์” ยักษ์ 10 หน้า 20 แขน 20 มือคือภาพจำที่ติดตามาตลอดชีวิต และหวังไว้ว่าวันหนึ่งจะต้องนำสิ่งที่ตนเองรักนำมาทำอะไรสักอย่าง จนกระทั่งเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้วโปรเจ็คต์ “ยักษ์” ก็ถือกำเนิดขึ้นในรูปแบบของภาพยนตร์แอนิเมชั่นอย่างเต็มรูปแบบจากไอเดีย และสองมือกำกับภาพยนตร์โดย ประภาส ชลศรานนท์
“ทศกัณฐ์คือพญายักษ์ที่ดุร้ายเก่งที่สุด แก่นหลักของรามายณะคือทศกัณฐ์ฆ่าไม่ตาย เราเอาคำว่าฆ่าไม่ตายมาใช้ด้วย ผมตีความตรงนี้ว่าไม่มีอะไรทำลายมันได้นอกจากตัวของมันเอง แล้วตัวทศกัณฐ์เป็นจอมราชายักษ์มาก่อน พอฟื้นขึ้นมาก็เกิดความจำเสื่อมก็จะกลายเป็นเอ๋อๆ เนื่องจากเป็นหุ่นรบตัวใหญ่ เพราะฉะนั้นการสร้างบุคคลิกตัวละครอย่างทศกัณฐ์ จะว่าสนุกก็สนุก จะว่ายากก็ยาก เพราะมี2บุคคลิก และไม่ได้ตัดขาดกันเหมือนคนละคน ในส่วนที่เป็นน้าเขียวก็มีหลายตอนที่เขาฮึดขึ้นมา ลองนึกถึงตอนคนซื่อๆใจดีฮึดน่ะ มันดูจริงใจ น้าเขียวหรือทศกัณฐ์เป็นตัวละครที่เราต้องเน้นเป็นพิเศษเพราะเขาเป็นตัวเอกเป็นพระเอกที่ต้องเดินเรื่องทั้งเรื่อง เราคุยกันละเอียดถึงสีของตาดำที่เราจะใช้ให้ต่างกันใน2บุคคลิก เราคุยกันหนักเรื่องปากที่ขยับเขียว และกงจักรที่เป็นโลหะพิเศษ ที่ไม่ลุกไหม้ไปกับเปลวไฟ เราเทสต์กันค่อนข้างนานกับการเคลื่อนไหว เพราะท่าทางของคนที่ขาเล็กแต่ตัวใหญ่นั้นจะเดินเหมือนอะไรดี จะก้มขนาดกอลิร่าไหม ที่เราชอบกันมากที่สุดก็คือแขนที่เป็นปล้องๆยืดได้ เพราะเราต้องการให้แขนของทศกัณฐ์เคลื่อนไหวได้ไกลเหมือนท่อเหมือนสปริงที่ยืดได้ แม้แต่ส่วนหลังของทศกัณฐ์เราก็หาวิธีให้มีที่เก็บของแขนอีกแปดแขนว่าจะงอกมาจากไหน
ส่วนเสียงของตัวน้าเขียวหรือทศกัณฐ์ออกมาแล้วต้องใหญ่มีอำนาจคนที่จะสามารถพากย์เป็นตัวร้ายได้และในขณะเดียวกันที่พากย์ให้อารมณ์ใสซื่อแบบบุญชูได้ในตัวเดียวกันในเมืองไทยมีไม่กี่คนต้องบอกว่ามีคนเดียวคือหนุ่มสันติสุข แล้วตัวหนุ่มเองเขาเป็นนักแสดงที่ไม่ได้มาพากย์อย่างเดียวนะเขาแสดงเลยโดยที่ยังไม่เห็นการ์ตูนเคลื่อนไหวเลยเห็นแต่ภาพนิ่งแต่เขาต้องแสดงออกมา ต้องบอกว่ามันจะมีตัวเขาอยู่ในหนังเยอะมากสิ่งที่เขาแสดงเราถ่ายวิดีโอไว้หมดเลย เราจับอารมณ์และการเคลื่อนไหว
จากการเล่นจากการแสดงของหนุ่มชนิดที่ว่าเห็นถึงอารมณ์จากดวงตาแววตาของเขาเลยนะ แล้วเอามาให้แอนิเมเตอร์ดู”
โดยมี เอ็กซ์-ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ หัวเรือใหญ่บ้านอิทธิฤทธิ์ (แอนิเมเตอร์ไทยดีกรีชนะเลิศ FIRST PRIZE:SIGGRAPH 1998 การประกวดผลงานแอนิเมชั่น ประเภทนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก) รับหน้าที่ออกแบบและดีไซน์คาแรคเตอร์ของน้าเขียวหรือทศกัณฐ์
“ตัวละครนี้ผมออกแบบให้ช่วงบนใหญ่ และขาเล็ก เวลาเขาเป็นทศกัณฐ์ก็จะดูผงาด ดูยิ่งใหญ่ แต่เป็นน้าเขียวก็จะแสดงออกแบบหลังค่อม หงอๆ งอตัว ดังนั้นมันก็จะเป็นทั้งตัวเอ๋อได้ด้วย ตัวน่ากลัวก็ได้ ผมออกแบบยักษ์รวมๆ มาจากหลายอย่างครับ หน้าท้องจะออกแบบมาจากท้องแมลงครับ เป็นปล้องๆ ข้อดีคือ มันสามารถงอได้เหมือนหุ่นยนต์จริงๆ”
พร้อมกับได้พระเอกเจ้าบทบาทอย่างหนุ่ม สันติสุข พรหมศิริมาเป็นผู้ให้เสียงให้ชีวิตให้ตัวละครเอกของภาพยนตร์แอนิเมชั่น “ยักษ์” ได้โลดแล่น
“ทศกัณฐ์หรือยักษ์เขียวเป็นตัวละครที่มีหลากหลายอารมณ์แล้วมี 2 แคแร็คเตอร์ด้วย ตัวตนตอนที่ความจำเสื่อมเป็นน้าเขียวก็คือยักษ์ใสซื่อ อาโนเนะไม่รู้เรื่อง ใจดี ค่อนข้างจะซื่อบื้อด้วยนิดๆ เหมือนเด็กแบบเอาแต่ใจตัวเองและอีกด้านที่เป็นยักษ์ทศกัณฐ์โหดเหี้ยมดุร้ายและไม่ได้มีหน้าเดียวมีสิบหน้าตัวคาแร็คเตอร์นี้จะมี 2 ด้านแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เลยต้องทำให้คนรู้สึกว่ามันเป็นส่วนเดียวกันด้วยคือไม่ใช่ 2 ตัวไม่ใช่ตัวดีตัวร้าย แต่อันนี้ตัวดีตัวร้ายอยู่ในตัวเดียวกัน แล้วมีอารมณ์ที่หลุดออกมา บางทีเป็นดีๆ อยู่ก็หลุดร้ายขึ้นมา หรือกำลังร้ายอยู่หลุดดีออกมา ในเรื่องค่อนข้างที่จะออกแอ็คชั่นเยอะ ใส่สีหน้าออกไป และเขาถึงจะไปวาดไปทำอะไรให้มันร้อยเปอร์เซ็นต์อีกทีหนึ่ง เล่นแล้วต้องจินตนาการออกไปต้องเล่นใส่เสียง ก็จะมีหลายตอนในเรื่องที่บางทีมันยากมาก สำหรับบางฉากดูแล้วก็มีน้ำตาซึมเหมือนกัน คิดว่าตัวละครที่คนดูจะรักมากที่สุดก็คือน้าเขียวนี่เอง”
การันตีว่ากว่าจะผ่านขั้นตอนออกมาเป็นแต่ละคาแรคเตอร์ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องง่าย เลยไม่แปลกใจว่าทำไม การ์ตูนแอนิเมชั่นยักษ์ถึงใช้เวลา6ปี 4 ต.ค.นี้พร้อมกันทุกโรงภาพยนตร์
FB:
ยักษ์ ป่วน กวน แพนด้า
เมื่อกล้อง CCTV ที่บันทึกภาพเจ้าแพนด้าอยู่
เกิดจับภาพอะไรบางอย่างได้ ลองไปดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น น่ากลัวมาก
http://www.youtube.com/watch?v=4F2DRFd9amU
FB:
“ใสซื่อแบบบุญชู ดุร้ายแบบทศกัณฐ์” ตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียวของ “ประภาส ชลศรานนท์” อีกหนึ่งผลงานจากพระเอกตลอดกาล “หนุ่ม-สันติสุข พรหมศิริ” ทั้งเล่นทั้งให้เสียง ต้นแบบ “น้าเขียว”
“ใสซื่อแบบบุญชู ดุร้ายแบบทศกัณฐ์” ตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียวของ “ประภาส ชลศรานนท์” อีกหนึ่งผลงานจากพระเอกตลอดกาล “หนุ่ม-สันติสุข พรหมศิริ” ทั้งเล่นทั้งให้เสียง ต้นแบบ “น้าเขียว” หุ่นยักษ์ตัวใหญ่แต่ใจดีที่รับรองทุกคนจะรัก ในภาพยนตร์แอนิเมชั่น “ยักษ์”
Q. ก่อนอื่นถามพี่หนุ่มก่อนเลยว่าโดยส่วนตัวแล้วชื่นชอบ และหลงใหล “การ์ตูน” มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ที่ผ่านมาถือได้ว่าการ์ตูนมีอิทธิพลและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอย่างไรบ้าง
S. สวัสดีครับ พี่หนุ่มสันติสุข พรหมศิริครับ คนเดิมครับ กำลังจะมีผลงานภาพยนตร์การ์ตูนแอนิมชั่นเรื่องยักษ์ครับ ก็มารับบทเล่นและให้เสียงเป็นหุ่นยักษ์ที่ชื่อว่าน้าเขียวหรือทศกัณฐ์นะครับ ก็เรียกได้ว่าเติบโตมาชีวิตก็เกี่ยวพันกับการ์ตูนตั้งแต่เด็กนะครับ คือจริงๆ ตัวผมเองก็ไม่ใช่คนกรุงเทพฯ แต่เป็นคนต่างจังหวัด พอสักอายุ 7-8 ขวบได้ก็มีทีวี และสิ่งที่ชอบดูที่สุดก็คือการ์ตูน สมัยก่อนจะมีมิกกี้เม้าส์เป็นอันนั้นเป็นอันโน้นอันนี้ การ์ตูนก็เหมือนเป็นของหวานสำหรับเด็ก เอะอะพอนึกถึงทีวีเราจะนึกถึงการ์ตูน และก็พอโตขึ้นมาหน่อยตอนอายุได้สักสิบกว่าก็เปลี่ยนมาเป็นตามพวกซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆ ก็ตามวัยของเด็กในสมัยนั้น ก็ส่วนใหญ่ในยุคสมัยนั้นก็จะเป็นญี่ปุ่นซะเยอะ พวกไอ้มดแดงมั่ง พวกยอดมนุษย์บ้าง ก็ชอบมาเรื่อยๆ ครับ
Q. หลายคนอาจคุ้นภาพของพี่หนุ่มสันติสุข ในฐานะพระเอกหนังไทย แต่ถ้าใครเป็นแฟนตัวจริงจะจำกันได้ว่า อีกบทบาทหนึ่งที่เกี่ยวพันกับพี่หนุ่มมาพร้อมๆ กับการแสดงเลยก็คือการพากย์เสียง เป็นไงมาไงถึงได้มาทำตรงนี้ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย
S. ก็เริ่มมาจากการเข้าวงการก่อนเลยนะครับ พอเข้าวงการก็เริ่มเล่นหนังนะครับ อย่างที่รู้กัน เล่นเรื่องบุญชูเล่นอะไร ก็เริ่มทำงานหนังก็เริ่มทำงานเรื่องเสียงมาพร้อมกันเลย เพราะว่าสมัยก่อนภาพยนตร์ไทยจะยังไม่ได้สร้างระบบ SOUND ON FILM คือจะถ่ายแล้วมาลงเสียงทีหลัง ถ่ายทีหลังใส่เสียงทีหลัง ซึ่งปกติสมัยก่อนมันจะมีนักพากย์ มีทีมพากย์ว่าคนนี้พากย์เป็นเสียงพระเอกก็มักจะเป็นอารอง เค้ามูลคดีซึ่งก็จะเป็นคนให้เสียงอาแอ็ด สมบัติ เมทะนี, พี่เอก สรพงษ์ แต่พอมาถึงรุ่นของตัวพี่ พี่ก็แบบเอ๊ะเราอยากให้หน้าเราเป็นเสียงของเราเอง และมันอาจจะเป็นยุคที่คือเสียงพาย์ส่วนใหญ่ก็เป็นเสียงเดิมๆ มาแล้ว เสียงพากย์ที่มีอยู่กันก็อาจจะดูมีอายุกว่าเราตอนนั้น เพราะว่าตอนพี่เริ่มเล่นหนังก็ประมาณยี่สิบกว่าๆ คือถ้าใช้เสียงนักพากย์เสียงมันจะดูแก่ไปนิดนึง ก็เลยเอาเสียงตัวเองพากย์ ก็เริ่มพากย์มาตั้งแต่เรื่งแรกที่พี่เล่นหนัง ก็คือเรื่องคำมั่นสัญญา หลังจากนั้นก็พากย์มาด้วยเสียงตัวเองโดยตลอดทุกเรื่อง ก็เริ่มมีความชำนาญพอสมควร พออยู่มาพักหนึ่งก็จำไม่ได้แล้วว่าสักกี่ปีมาแล้วนะ ก็มีทางบริษัทติดต่อมาให้ไปพากย์การ์ตูน เราก็ดีใจเพราะว่าเราก็ชอบการ์ตูนอยู่แล้ว คือเขาจะไม่ใช้คำว่าการ์ตูนมันจะเชยไปนิดนึง (หัวเราะ) เขาจะเรียกว่าแอนิเมชั่นอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่การ์ตูนนะเป็นหนังแอนิเมชั่น ก็เรื่องโพคาฮอนทัสเป็นเรื่องแรกเลยที่ได้ไปลองเทสต์ดูก็พากย์เป็นจอห์น สมิทที่เป็นพระเอกนะ ก็รู้สึกจะพากย์กับคุณสินจัย ตอนนั้นก็นับเป็นเรื่องแรกก็แบบงงไปหมด เพราะเราต้องลืมจากที่เราเคยพากย์เป็นมนุษย์เป็นคนมา เพราะว่าอันนี้มันเป็นการ์ตูน การ์ตูนมันจะมีอะไรที่ไม่เหมือนคน จะพูดเร็วพูดช้าอารมณ์มันจะเยอะกว่าอะไร โอ้โหกว่าจะพากย์ได้ก็นานทีเดียว ก็มีได้พี่ต๋อง พี่ต๋องเขาคุมอยู่เขาก็ช่วยแนะนำ ตรงนี้อย่างนี้นะ ต้องฮึบเสียง เก็บพลังไว้เพื่อที่จะปล่อยตอนนี้ ก็เริ่มพากย์ตั้งแต่เรื่องนั้นมา ตามมาก็เป็นเรื่องทอย สตอรี่ ก็มาเริ่มพากย์เป็นบัซ ไลท์เยียร์, ไอซ์เอจนะครับทั้งสามภาคสี่ภาค ที่พากย์ก็เป็นเสือดิเอโก้ และยังมีเรื่องโรบ็อท มีเรื่องแฮร์รี่พอตเตอร์ (พากย์เป็นซีเรียส แบล็ก) ก็นิด ๆหน่อยๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่น ก็มาอยู่เรื่อยๆ ก็พากย์อยู่เรื่อยๆ งานส่วนใหญ่จะมีภาคต่อ เราก็พากย์ต่อมา และก็จนกระทั่งมาถึงโปรเจ็คท์แอนิเมชั่นเรื่องยักษ์นี้
Q. พี่หนุ่มมองว่าระหว่างเล่นหนังกับพากย์หนังแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
S. การเล่นหนังกับการให้เสียงหรือการพากย์เสียงของหนัง มันเป็นคนละศาสตร์กัน จริงๆ มันคนละเรื่องกันเลย แต่ว่ามันต้องใช้พื้นฐานเดียวกัน คือต้องใช้พื้นฐานในเรื่องการแอ็คติ้งการแสดงเหมือนกัน เพราะฉะนั้น สมมติเมื่อก่อนเราพากย์หนังเป็นหนังของเราเองเราก็ไม่เท่าไร เพราะเราเป็นคนเล่นเอง เรารู้ว่าอารมณ์เราอะไรแค่ไหน แต่พอมาพากย์เป็นตัวแอนิเมชั่นเป็นตัวอื่นเป็นบัซ ไลท์เยียร์อย่างนี้ เฮ้ยยังไงนี่เรา เราต้องเป็นกัปตันอวกาศ มันจะต้องใส่ความเป็นกัปตันอวกาศลงไปในเสียง หรือว่าพากย์ดิเอโก้เป็นเสือช่วงนั้นก็มีคนคุมพากย์มาจากฝรั่งเศสเลย บอกต้องทำเสียงให้เหมือนเสือ พากย์แล้วต้องทำเสียงให้เสือมีเขี้ยว มันก็สนุกไปอีกแบบหนึ่ง แต่การแสดงมันก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมันก็จะไม่เหมือนกัน แต่สำหรับโปรเจ็คท์ท์เรื่องนี้มันต้องใช้ทั้งสองอย่างรวมกัน คือเราไม่ได้มาพากย์อย่างเดียวหรือเรามาเล่นอย่างเดียว เขาเรียกว่าเราต้องเป็นก้อนดาต้าสำหรับโปรเจ็คท์เลย เป็นตัวกำเนิดก็ต้องเอาจากแอ็คติ้งของเราเอาจากเสียงของเราไปคิดไปสร้างไปกำหนดเป็นภาพขึ้นมา
Q. เป็นไงมาไงถึงได้เข้ามามีส่วนร่วมสำคัญในโปรเจ็คท์ภาพยนตร์แอนิมชั่นยักษ์นี้ได้ แล้วพอรู้ว่าเป็นผลงานการกำกับของพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ซึ่งทั้งเป็นคนต้นคิดและเป็นเจ้าของไอเดียทั้งหมดนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง
S. ก็ก่อนหน้านี้ก็เคยได้มาอัดรายการที่บ.เวิร์คพอยท์ ก็เลยได้มีโอกาสได้เจอกับพี่จิกประภาส พี่จิกแกก็เลยแย่บๆ ว่ากำลังจะมีโปรเจ็คท์พิเศษ เราก็เอ๊ะโปรเจ็คท์อะไรให้เราไปเล่นหนังหรือเปล่า ก็หลายปีมากพูดจนเราลืมไปแล้วจนสุดท้ายพี่จิกแกก็เรียกมาที่บริษัทก็มาคุย ก็เพิ่งรู้วันนั้นว่าพี่จิกกำลังจะทำภาพยนตร์แอนิเมชั่น ซึ่งตอนนั้นจำได้ว่าเมืองไทยก็ยังไม่ค่อยมีคนทำแอนิเมชั่นเท่าไร ถ้ามีก็เป็นพื้นๆ ไม่เท่าไรเป็นอะไรง่ายๆ เราก็อู้หู ถามไปว่าทำจริงๆ เหรอพี่ เขาก็ฉายตัวอย่างให้ดูวันนั้นเลยวันที่มาคุย อู้หูสวย โอ้โหเจ๋งแหะ มันมาก โชว์ฉากบู๊นิดนึง ขายของนิดนึง โอ้โหพี่สุดยอดๆ ตอนนั้นพี่จิกเขาก็เริ่มคุยว่าความตั้งใจของเขาเป็นแบบนี้ๆ พอเราฟังแล้ว เรารู้เลยว่าสิ่งที่พี่จิกกำลังจะทำไม่น่าเป็นแค่หนังการ์ตูนแอนิเมชั่นธรรมดาๆ รู้สึกว่าเป็นโปรเจ็คท์ที่พิเศษเลยละ และถ้าเสร็จนะน่าจะเป็นงานภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่เราทำแล้วน่าจะขายทั่วโลก ประกาศศักดาให้คนทั้งโลกรู้เลยว่าเมืองไทยก็ทำแบบนี้ได้ เราก็ดีใจ ที่พี่จิกเขาเลือกเรา ก็ยังถามกลับไปเหมือนกันว่าทำไมพี่จิกถึงเลือกผม พี่มีคนให้เลือกตั้งเยอะแยะ ผมแก่ไปเปล่า พี่เขาก็อธิบายให้ฟังว่าไม่ได้อยากได้คนที่แค่มาพากย์เสียงอย่างเดียว แต่อยากให้เป็นการแสดงมากกว่า ก็เลยมองคนที่เป็นนักแสดงเป็นหลัก คนที่มีทั้งความสามารถในเรื่องการแสดงและการให้เสียงพากย์ เพราะต้องใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน และคาแรคเตอร์ของ “ยักษ์” ตัวนี้ก็มีคาแรกเตอร์หลายๆ อย่างคล้ายๆ กับตัวผม จึงเรียกให้มาลองเทสต์เสียงกันดู
Q. ตอนนั้นพอนึกออกไหมว่าพี่จิกมาทำการ์ตูนมากำกับการ์ตูนมันจะออกมาเป็นอย่างไร
S. โดยส่วนตัวแล้วก็รู้จักกับพี่จิกก็นานทีเดียวนะครับ พี่จิกก็เป็นนักคิดนักเขียนที่มีอะไรแปลกๆ ออกมาอยู่เรื่อยไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขา จะมีมุมมองอะไรที่เหมือนที่คุยกับพี่จิกแล้วมันจะได้อะไรที่หลายๆ อย่างที่แตกต่างออกไป อย่างเออทำไมเราไม่มองอย่างนี้บ้าง คือมุมอะไรต่างๆ พี่เขาจะมองไม่เหมือนคนอื่น และก็มาถึงการ์ตูนเรื่องยักษ์นี้อีก ก็คือเป็นเรื่องรามเกียรติ์นั่นเอง โอ้โห โปรเจ็คท์มันจะอะไรกันนักกันหนานี้ มันจะใหญ่โตมโหฬาร แสดงว่าต้องมีอะไรที่มันลึกซึ้งมากกว่านั้น ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำเรื่องยักษ์ พอตอนหลังพอเราเริ่มทำงานไป ทำไป ออกเป็นเนื้องานแล้ว มันก็รู้สึกได้ทันทีว่าเป็นของประเทศไหน ประเทศไทยหรือว่าเป็นเอเชียอะไรอย่างนี้ แล้วรามเกียรติ์เองมันเป็นเรื่องที่คนรู้จักเยอะ คนไทยก็รู้จัก และก็ในแถบเอเชียก็รู้จัก ก็ดูว่าเออเป็นโปรเจ็คท์ใหญ่ดีน่าร่วมงานเลยทีเดียว และคิดว่าการทำงานครั้งนี้คงไม่หมูแน่เพราะว่าโปรเจ็คท์ใหญ่ขนาดนี้ เตรียมตัวแล้วว่าคงต้องใช้เวลา เพราะเท่าที่รู้มาก็เคยศึกษาว่าสมัยก่อนอย่างพิกซาร์กว่าเขาจะทำเรื่องทอย สตอรี่ กว่าจะออกมาได้ เขาใช้เวลาหลายปีเลยทีเดียว สำหรับเรื่องแรกๆ อู้หู และโปรเจ็คท์นี้หลายปีแน่ และหลายปีจริงๆ
Q. คิดไหมว่าจะนานถึงหกปีขนาดนี้
S. ก็คิดว่ามันคงจะหลายปี แต่ไม่คิดว่ามันจะนานขนาดนี้
Q. สำหรับคาแร็คเตอร์ “ยักษ์หรือน้าเขียว”นี่ถือได้ว่าเป็นตัวละครสำคัญเลยทีเดียว
S. ครับสำหรับผมแล้วถือว่าเป็นงานที่ค่อนข้างที่จะได้รับเกียรตินะครับ เพราะว่าหลายๆ อย่าง แม้กระทั่งบท พอเราได้ลองสัมผัสดูแล้ว นี่คือตัวละครที่มันเป็นตัวเอกของเรื่องเลยนะครับ โดยพื้นๆ แล้วตั้งแต่ที่เราได้สัมผัสมาจากการอ่านบทตั้งแต่แรกนะครับในเรื่อง ยักษ์เขียวจะเป็นตัวละครที่มันมีหลากหลายอารมณ์มีหลากหลายคาแร็คเตอร์มาก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นการทำหนังหรือว่าแอนิเมชั่นที่สำคัญที่สุดคือเรื่องบท บทมันจะต้องสำคัญ มันจะต้องเป๊ะและบทที่เราอ่านอยู่แล้วมันก็มีอยู่หลายอย่างที่มันมีในตัวของเรา ก็คือพี่จิกเขาอาจจะเห็นว่าตัวผมเองเป็นคนเล่นหลายบทได้ เป็นคนที่ไม่ชอบอยู่กับบทเดิมๆ เดี๋ยวร้ายก็ร้ายได้ร้ายเต็มที่ จะดีจะใสซื่อเป็นบุญชูก็ทำได้ ก็เลยคิดว่าถ้าบทมันเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นการที่จะเลือกหาเอาคนมาทำมาเล่นก็คงต้องเป็นแบบนี้ และมันก็ต้องอาศัยอีกหลายอย่าง ซึ่งทำให้การทำงานตรงนี้ต้องการนักแสดงที่ต้องมีองค์ประกอบดังกล่าวครบ ไม่ว่าจะเป็นการรู้จักอารมณ์ของการแสดง และไหนจะต้องรู้เรื่องราวเกี่ยวกับวิธีการพากย์ ให้เสียง โดยเฉพาะคาแรคเตอร์ของตัวยักษ์ตัวนี้ที่จะต้องใสซื่อได้ โหดได้ตอนเป็นทศกัณฐ์ เป็นอะไรก็ได้และที่สำคัญเคยทำงานทางด้านนี้มาสามารถที่จะเล่นและให้คนเชื่อได้ว่าเราดีหรือเราเล่นให้คนเชื่อได้ว่าเราร้าย เพราะฉะนั้นมันก็เลยแบบว่าภูมิใจนะว่าเหมือนเขาเขียนมาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราก็เต็มที่กับงานนี้
Navigation
[0] Message Index
[#] Next page
[*] Previous page
Go to full version