Recent Posts

Pages: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 10
51
ยัวซ่า เดินหน้ารุกตลาดรถมอเตอร์ไซค์ต่อเนื่อง จัดกิจกรรม “Yuasa MCB On Tour” เสริมแกร่งหน้าร้านทั่วประเทศ




            บริษัท ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดแบตเตอรี่รถมอเตอร์ไซค์ เดินหน้ารุกตลาดอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรม “Yuasa MCB On Tour” แคมเปญลงพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นยอดขาย เสริมความแข็งแกร่งให้เครือข่ายตัวแทนจำหน่าย และเข้าถึงผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์โดยตรง โดยกิจกรรม “Yuasa MCB On Tour” ในปี 2569 ได้เริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 11–14 มีนาคมที่ผ่านมา และมีแผนจัดต่อเนื่องรวมทั้งสิ้น 8 ครั้ง ครอบคลุม 8 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และกระตุ้นยอดขายในแต่ละภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ


            กิจกรรมจัดขึ้น ณ ร้านตัวแทนจำหน่ายแบตเตอรี่รถมอเตอร์ไซค์ (MCB Dealer) ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย โปรโมชั่นพิเศษ และการแนะนำสินค้าแบตเตอรี่รถมอเตอร์ไซค์คุณภาพสูงจากยัวซ่า เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้แบตเตอรี่ที่เหมาะสมกับการใช้งานได้อย่างมั่นใจ นอกจากการกระตุ้นยอดขายในระยะสั้นแล้ว กิจกรรมนี้ยังมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างแบรนด์ยัวซ่ากับตัวแทนจำหน่าย พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์ตรงกับผู้ใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์


            ในฐานะแบรนด์แบตเตอรี่รถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ (OEM) และผู้ใช้งานทั่วประเทศ ยัวซ่า ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและกลยุทธ์การตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาด และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกกลุ่ม ด้วยกลยุทธ์การตลาดแบบลงพื้นที่ (On-ground Marketing) ควบคู่กับการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ ยัวซ่ามุ่งหวังที่จะขยายฐานลูกค้าใหม่ เพิ่มการรับรู้แบรนด์ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดรถจักรยานยนต์ของประเทศไทย


            ติดตามข่าวสารแบตเตอรี่ยัวซ่าได้ที่ facebook: Yuasas Club Tiktok: Yuasathai
52
ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 จัดมาราธอน “ผีชีวะ 3 ภาค” เปิดโลกซอมบี้อภิมหาไวรัสวันอาทิตย์นี้


เตรียมพบภาพยนตร์ชุด “ผีชีวะ” ครบ 3 ภาค ถ่ายทอดเรื่องราวต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤติไวรัสล้างเมืองไปจนถึงปฐมบทแห่งปี 1998 ขนทัพนักแสดงแถวหน้าโดย มิลลา โยโววิช ในภาคสองและสาม ผสานพลังทีมนักแสดงรุ่นใหม่ในภาคปฐมบท อาทิ คายา สโคเดลาริโอ, ร็อบบี้ อาเมลล์, ฮันนาห์ จอห์น-คาเมน และอวาน โจกียา มอบความเข้มข้นครบทุกรส ทั้งแอ็กชัน สยองขวัญ และไซไฟ






เรื่องราวเปิดฉากใน ผีชีวะ 2 ฝ่าวิกฤติไวรัสล้างโลก เวลา 12.30 น. เมื่อเมืองแรคคูนซิตี้พังทลายจากการแพร่ระบาด อลิซ (มิลลา โยโววิช) ฟื้นขึ้นมาท่ามกลางซากอารยธรรมพร้อมพลังที่อัมเบรลล่าฝังไว้ เธอร่วมมือกับ จิล วาเลนไทน์ (ซีเอนนา กิลเลอรี) และ คาร์ลอส โอลิเวรา (โอดีด เฟห์ร) เพื่อพาผู้รอดชีวิตฝ่าเมืองต้องห้าม ต่อเนื่องด้วย ผีชีวะ 3 สงครามสูญพันธุ์ไวรัส เวลา 14.30 น. เมื่อโลกทั้งใบกลายเป็นทะเลทราย และมนุษย์ต้องอพยพเป็นขบวนเพื่อความอยู่รอด อลิซ (มิลลา โยโววิช) กลับมาร่วมทางกับกลุ่มผู้รอดชีวิตที่นำโดย แคลร์ เรดฟิลด์ (อาลี ลาร์เตอร์) ผู้เป็นความหวังท่ามกลางซากโลก เป้าหมายเดียวคือการมุ่งหน้าสู่อลาสก้า ดินแดนที่เชื่อว่ายังปลอดเชื้อ แม้จะถูกจับตาจากอัมเบรลล่าอย่างใกล้ชิด ปิดท้ายด้วย ผีชีวะ ปฐมบทแห่งเมืองผีดิบ (เวลา 16.30 น.) ย้อนกลับสู่ปี 1998 คืนที่ฝันร้ายเริ่มต้น แคลร์ เรดฟิลด์ (คายา สโคเดลาริโอ) กลับสู่บ้านเกิดเพื่อเปิดโปงความจริง จับมือกับตำรวจหน้าใหม่ ลีออน เอส. เคนเนดี (อวาน โจกียา) ขณะเดียวกัน คริส เรดฟิลด์ (ร็อบบี้ อาเมลล์) และ จิล วาเลนไทน์ (ฮันนาห์ จอห์น คาเมน) มุ่งหน้าสู่คฤหาสน์สเปนเซอร์ ต้นตอหายนะคือ วิลเลียม เบอร์กิน นักวิทยาศาสตร์ผู้ปลดปล่อยไวรัสสู่เมืองทั้งเมือง ห้ามพลาดความสนุก วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569 ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 หรือรับชมทาง https://true4u.com/live/
53
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทุ่มงบฯ กว่า 7 แสนบาท ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวชลบุรี นนทบุรี และกรุงเทพฯ มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมมอบวีลแชร์แก่ผู้พิการรวม 20 คัน และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรีแก่ชาวชลบุรี


 

 
เมื่อวันอังคารที่ 17 และ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์และหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ  นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน และนายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี และนนทบุรี  มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ แก่ชาวชลบุรี นนทบุรี และกรุงเทพฯ รวมจำนวน 34 คน คิดเป็นมูลค่า 664,560 บาท พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 20 คัน คิดเป็นมูลค่า 60,000 บาท รวมงบประมาณในการดำเนินการทั้ง 3 จังหวัดทั้งสิ้น 724,560 บาท (เจ็ดแสนสองหมื่นสี่พันห้าร้อยหกสิบบาทถ้วน)




นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการประชาชนฟรี อาทิ บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง และบริการทันตกรรม แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชลบุรี  โดยมี นายฐานวัฒน์ พรนิธิดลวัฒน์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ นางศิริกานต์ ชาวห้วยหมาก นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี และนางอภิรดี สุสุทธิ ผู้อำนวยการสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ บ้านเกร็ดตระการ กรุงเทพมหานคร ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี และนางรินทร์ปภัส เรืองเชาว์หิรัณ นักพัฒนาสังคมชำนาญ การ รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้ การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพฯ 36 พรรษา จังหวัดชลบุรี ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ 36 พรรษา จังหวัดชลบุรี




นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวและสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ชลบุรี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก โดยการคัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป



 
ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
 
ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418





54
BUSINESS+ จับมือ ม.หอการค้าไทย จัดงาน “Thailand Top Company Awards 2026”
เชิดชูองค์กรธุรกิจไทยต้นแบบแห่งความสำเร็จ




กรุงเทพฯ, 23 มีนาคม 2569 - นิตยสาร BUSINESS+ โดย บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงานมอบรางวัล Thailand Top Company Awards 2026 เพื่อเชิดชูองค์กรธุรกิจไทยที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นและมีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการธุรกิจ พร้อมเป็นแรงบันดาลใจด้านแนวคิดและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้แก่องค์กรอื่น ๆ อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Thrive on Resilience: การปรับตัวเพื่ออยู่รอดและสร้างการเติบโต” โดย เน้นย้ำความสำคัญของความยืดหยุ่นและความสามารถขององค์กรธุรกิจในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ผ่านการเรียนรู้ การพัฒนา และการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้มีองค์กรที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 18 รางวัล ประกอบด้วยรางวัลประเภทอุตสาหกรรม 7 รางวัล และรางวัลความเป็นเลิศ 11 รางวัล ซึ่งล้วนเป็นแบบอย่างของความสำเร็จขององค์กรธุรกิจไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย ร่วมปาฐกถาพิเศษ ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและบทบาทขององค์กรธุรกิจไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรชั้นนำจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยจัดขึ้น ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ


นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานกรรมการ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีที่่ผ่านมา เราประสบกับภัยวิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและเศรษฐกิจเป็นอันมาก รวมถึงภัยทางเศรษฐกิจที่แปรเปลี่ยนไปตามภาวะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จากสองฝั่งอำนาจ และความขัดแย้งของพื้นที่ชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอน และฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเหนือความคาดเดาของภาคธุรกิจ  ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านผู้บริหารองค์กรต่างๆ จะต้องปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  ในนามนิตยสาร Business+ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รางวัล Thailand Top Company Awards 2026 นี้ จะเป็นอีกหนึ่งรางวัลสำคัญในการเสริมสร้างกำลังใจ ให้องค์กรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เสริมสร้างความมุ่งมั่นที่จะยกระดับศักยภาพในการบริหารจัดการธุรกิจให้เจริญงอกงามยั่งยืน อันเป็นรากฐานสำคัญของเศรษกิจไทยต่อไปในอนาคต


ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูทีซีซี วิทยบริการ จำกัด กล่าวว่า การคัดเลือกองค์กรที่ได้รับรางวัล Thailand Top Company Awards 2026 ได้พิจารณาจากข้อมูลและตัวชี้วัดทางธุรกิจในหลากหลายมิติ ทั้งผลประกอบการ ศักยภาพในการแข่งขัน กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ นวัตกรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการองค์กรที่มุ่งสู่ความยั่งยืน โดยอาศัยกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การพิจารณารางวัลสะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งขององค์กรธุรกิจไทยได้อย่างแท้จริง ในปี 2569 นี้ เราเองต้องพบกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา  และเราไม่อาจคาดเดาได้ ทุกท่านในที่นี้คือผู้ที่สามารถฝ่าฟันทุกอุปสรรคในปีที่ผ่านมาได้จนเป็นที่ประจักษ์ ผมจึงขอแสดงความยินดีกับทุกองค์กรที่เข้ารับรางวัลในครั้งนี้


ทั้งนี้ การมอบรางวัล Thailand Top Company Awards 2026 ไม่เพียงเป็นการยกย่ององค์กรที่ประสบความสำเร็จในด้านผลประกอบการเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง สามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีบทบาทในการสร้างคุณค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม โดย “รางวัล Thailand Top Company Awards 2026 จึงถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสะท้อนศักยภาพขององค์กรธุรกิจไทยที่สามารถพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจให้ทัดเทียมกับองค์กรชั้นนำในระดับสากล พร้อมทั้งเป็นต้นแบบให้กับภาคธุรกิจไทยในการนำแนวคิดด้านนวัตกรรม การบริหารจัดการ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปปรับใช้ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว”


สำหรับรายชื่อองค์กรที่ได้รับรางวัล “THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2026”  ได้แก่
ประเภทอุตสาหกรรม

1.   อุตสาหกรรมการเงิน ได้แก่ บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM
2.   อุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
3.   อุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ ได้แก่ J&T Express
4.   อุตสาหกรรมจัดจำหน่าย ได้แก่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด
5.   อุตสาหกรรมประกันชีวิต ได้แก่ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
6.   อุตสาหกรรมประกันวินาศภัย ได้แก่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
7.   อุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์    ได้แก่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

ประเภทความเป็นเลิศ
   
8.   Best Bank for RMB Foreign Exchange Trading ได้แก่ Bank of China (Thai) Public Company Limited
9.   Best Customer Experience Award ได้แก่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด
10.   Best Financial Services of the Year ได้แก่ บริษัท อัลฟ่า เอกซ์ จำกัด
11.   Best Innovative Technology Award ได้แก่ บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด
12.   Fast-Growing Company Award ได้แก่ อีซี่มันนี่
13.   Most Admired Brand Award ได้แก่ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
14.   Most Trusted Brand Award ได้แก่ "โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ
15.   Outstanding Award ได้แก่ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน)
16.   Top Innovative Company Award ได้แก่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
17.   RISING STAR   จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) และ
18.   บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด
55
โฮมโปร-เมกาโฮม ผนึก กฟผ.
สานต่อ "ล้างแอร์ช่วยชาติ-ใช้ผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ประหยัดไฟ ไทยต้องรอด 2569"
ชวนคนไทย 'เปลี่ยนพฤติกรรม สู่บ้านยั่งยืน'


ท่ามกลางสถานการณ์ค่าครองชีพและค่าไฟกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่เคย "การล้างแอร์" และ "การเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5" จึงไม่ใช่แค่เพียงการดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อนเท่านั้น แต่เป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยลดการใช้พลังงานและลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โฮมโปร-เมกาโฮม จึงเดินหน้าสานต่อความร่วมมือกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในโครงการ "ล้างแอร์ช่วยชาติ-ใช้ผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ประหยัดไฟ ไทยต้องรอด 2569" มอบส่วนลดค่าบริการล้างแอร์ มูลค่า 300 บาทต่อเครื่อง เพื่อให้คนไทยเข้าถึงบริการล้างแอร์ที่ได้มาตรฐานจากทีม CHANG HomePro - มือโปรประจำบ้านคุณ เริ่ม 25 มี.ค. 69 – 23 พ.ค. 69 พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับการอยู่อาศัยสู่ความยั่งยืน

นายธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริการช่างโฮมโปร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ "โฮมโปร" กล่าวว่า "แนวคิด Better Living ของโฮมโปร คือการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการอยู่อาศัยที่ดีในทุกมิติ ความร่วมมือกับ กฟผ. ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการมอบส่วนลด แต่เป็นการนำความเชี่ยวชาญของทีมช่างโฮมโปรมาช่วยให้ทุกครัวเรือนไทยลดค่าใช้จ่าย ประหยัดพลังงาน และยืดอายุการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้า พร้อมขับเคลื่อนสังคมไปสู่มิติของความยั่งยืนโดยเริ่มจากแค่เรื่องง่ายๆ อย่างการล้างแอร์ให้ถูกวิธี ควบคู่กับการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5"

ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของโฮมโปร ในฐานะผู้นำตลาด Home Solution & Living Experience ที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง โดยจากความสำเร็จของโครงการล้างแอร์ "เปลี่ยนฤดูร้อน เป็นฤดูรัก(ษ์)" ในปี 2568 พบว่า มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์รวมสูงถึง 12,769 สิทธิ์ หรือมากกว่า 85% ของผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด สะท้อนถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในมาตรฐานการให้บริการของทีม CHANG HomePro ที่ให้บริการอย่างปลอดภัย และเป็นมืออาชีพ



สำหรับโครงการ "ล้างแอร์ช่วยชาติ-ใช้ผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ประหยัดไฟ ไทยต้องรอด 2569" โฮมโปร-เมกาโฮม และ กฟผ. มุ่งส่งเสริมให้คนไทย "เปลี่ยนพฤติกรรม" ในการดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกวิธี ควบคู่กับการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ใช้พลังงานน้อยลง และยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

โครงการนี้ ตั้งเป้าสนับสนุนส่วนลดล้างแอร์ จำนวน 30,000 เครื่องทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในอนาคต

ลูกค้าของโฮมโปร-เมกาโฮม สามารถรับสิทธิ์บริการที่เข้าถึงง่ายและไร้รอยต่อ ผ่านประสบการณ์ Omni-Channel ที่ออกแบบมาให้ลงทะเบียนได้สะดวกในหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นที่สาขาของโฮมโปรและเมกาโฮม, ผ่าน Call Center : 02-030-0345, Line : @changhomepro หรือผ่านระบบออนไลน์ของ CHANG HomePro โดยเตรียมภาพถ่ายบิลค่าไฟปี 2569 เพื่อใช้สำหรับลงทะเบียนในระบบของ กฟผ. ขั้นตอนการรับสิทธิ์ดังนี้

- เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสิทธิ์ ผ่านระบบ กฟผ. โดยใช้หมายเลขบัตรประชาชนและหมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้าตามบิลค่าไฟ หรือจากแอปพลิเคชัน MEA Smart Life / PEA Smart Plus
- กรอกข้อมูลและบันทึกการลงทะเบียนให้ครบถ้วน เพื่อยืนยันการใช้สิทธิ์ในระบบ
- ส่งสำเนาบิลหรือภาพถ่ายบิลค่าไฟ เพื่อใช้ประกอบการลงทะเบียนและนัดหมายบริการ
- ทีม CHANG HomePro เข้าบริการล้างแอร์ตามวันและเวลาที่นัดหมาย
**ใช้สิทธิ์ภายใน 30 วัน หลังลงทะเบียน**

ในโครงการนี้ กฟผ. สนับสนุนส่วนลดค่าล้างแอร์มูลค่า 300 บาทต่อเครื่อง จากค่าบริการล้างแอร์ไม่เกิน 600 บาทต่อเครื่อง ภายใต้งบประมาณรวม 9 ล้านบาท สำหรับเครื่องปรับอากาศแบบติดผนัง ขนาดไม่เกิน 24,000 Btu/h (จำกัด 1 ครัวเรือนต่อ 1 สิทธิ์--โดยยึดตามหมายเลขบัตรประชาชนและหมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้าที่ใช้ลงทะเบียน)



เดินหน้าส่งเสริม "เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5" ลดค่าไฟระยะยาว
นอกจากนี้ โฮมโปรและเมกาโฮม ยังร่วมสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแคมเปญส่งเสริมการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 โดยมอบ ส่วนลดสำหรับการซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 มูลค่ารวม 11 ล้านบาท เปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ระหว่างวันที่ 1 – 15 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. รวมจำนวน 15,000 สิทธิ์ (จำกัดวันละ 1,000 สิทธิ์) และสามารถนำสิทธิ์ไปใช้ซื้อสินค้าได้ระหว่างวันที่ 1 – 18 เมษายน 2569 ที่โฮมโปรและเมกาโฮมทุกสาขา รวมถึงช่องทาง Shop4You เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานได้ง่ายขึ้น และลดค่าไฟในระยะยาว นายธีรพล กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โฮมโปรและเมกาโฮมทุกสาขาทั่วประเทศ หรือโทร Call Center : โฮมโปร 1284 และ เมกาโฮม 1347
56
ซูเลียน บุกโคราช จัดงาน "พลิกวิสัยทัศน์ธุรกิจ สู่ชีวิตที่คุณเลือก"
นักธุรกิจร่วมงานล้นหลาม ตอกย้ำผู้นำขายตรงที่จับต้องได้จริง


บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสร้างแรงกระเพื่อมทางธุรกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดงานสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่ภายใต้หัวข้อ "พลิกวิสัยทัศน์ธุรกิจ สู่ชีวิตที่คุณเลือก" ณ ศูนย์กระจายสินค้า จังหวัด นครราชสีมา โดยได้รับความสนใจจากนักธุรกิจและผู้ที่มองหาโอกาสสร้างรายได้และความก้าวหน้า เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่น แรงบันดาลใจ และความเชื่อมั่นในศักยภาพของธุรกิจ

เวทีภายในงานอัดแน่นด้วยสาระและประสบการณ์จริงจากผู้นำองค์กรและนักธุรกิจระดับแนวหน้า ได้แก่ RCD ประชุมพร ศรีสัจจัง, RCD ชายแดน ภูทับทิม, SPECIAL GUEST กิตติ์ชญาห์ ภูทับทิม และ MASTER RCD วิมุกดา ภูทับทิม ร่วมถ่ายทอดแนวคิด กลยุทธ์การทำตลาด และเคล็ดลับความสำเร็จอย่างเข้มข้น สร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับระบบธุรกิจ พร้อมจุดประกายมุมมองใหม่ให้ผู้เข้าร่วมงานเห็นโอกาสการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม



คุณณัฐชานนท์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) ได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจขององค์กร พร้อมสะท้อนความแข็งแกร่งของระบบสนับสนุนที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การตลาด และการพัฒนาศักยภาพนักธุรกิจ โดยยืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการผลักดันให้ทุกคนสามารถสร้างความสำเร็จได้จริง ภายใต้แนวคิด "ธุรกิจที่เป็นไปได้มากที่สุด" ในยุคปัจจุบัน

บรรยากาศตลอดทั้งงานเต็มไปด้วยการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และพลังบวกจากผู้เข้าร่วมงานที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการยกระดับคุณภาพชีวิตและออกแบบอนาคตด้วยตนเอง ปิดท้ายด้วยกิจกรรมพิเศษและการจับรางวัลแจกอั่งเปาเงินสด พร้อมของที่ระลึกมากมาย สร้างความประทับใจและรอยยิ้มให้กับผู้ร่วมงานอย่างทั่วถึง



การจัดงานครั้งนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของซูเลียนในฐานะผู้นำธุรกิจขายตรงที่อยู่เคียงข้างนักธุรกิจไทยมาอย่างยาวนาน พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง และเปิดพื้นที่แห่งความสำเร็จให้ทุกคนสามารถ "เลือกชีวิตในแบบที่ต้องการ" ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน





57
อเมอเอเชี่ยนฯ เขย่าอุตสาหกรรมน้ำหอมโลก โต 100% ส่งออก 59 ประเทศ
ลุยขยายกำลังผลิตเท่าตัว เตรียมรุกเอเชียเต็มศักยภาพ


ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน มาตรการภาษีระหว่างประเทศ และบทเรียนจากวิกฤตโรคระบาดที่ผ่านมา บริษัทสัญชาติไทยรายหนึ่งกลับสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมยกระดับสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมน้ำหอมและผลิตภัณฑ์เครื่องหอมระดับสากล นั่นคือ บริษัท อเมอเอเชี่ยน เฟรเกร็นซ์ รีเสิร์ช จำกัด (Amerasian Fragrance Research Ltd.) ผู้ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2001 และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ด้วยรูปแบบการให้บริการครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบและพัฒนากลิ่น การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้าปลายทาง

คุณอักษรศิลป์ แก้วบุดดา ประธานผู้บริหาร บริษัท อเมอเอเชี่ยน เฟรเกร็นซ์ รีเสิร์ช จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตน้ำหอม แต่ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ดูแลลูกค้าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของแนวคิดแบรนด์ไปจนถึงการส่งมอบสินค้า ทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทเอง ตั้งแต่การคิดค้นสูตร การจัดซื้อวัตถุดิบในปริมาณมาก การควบคุมกระบวนการผลิต ตลอดจนการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพ ระยะเวลา และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก

ปัจจุบันองค์กรมีเครือข่ายธุรกิจรวม 5 บริษัท ที่ทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิด ดูแลทุกขั้นตอนแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มจากบริษัทศูนย์กลางด้านการพัฒนาน้ำหอม ซึ่งมีทีมนักปรุงกลิ่นจากสหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และไทย ร่วมสร้างสรรค์กลิ่นเฉพาะตัว ต่อด้วยบริษัทผู้พัฒนาพลาสติกผสมกลิ่นหอมและผลิตชิ้นงานตามแบบในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นทั้งฐานพัฒนากลิ่นและแหล่งจัดหาวัตถุดิบสำคัญจากทั่วโลก อีกหนึ่งบริษัทดูแลด้านบรรจุภัณฑ์ โดยนำเข้าเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวจากอิตาลี เพื่อยกระดับความสะอาดและความปลอดภัยในการใช้งาน ขณะเดียวกันมีบริษัทด้านบริหารจัดการซัพพลายเชนและควบคุมคุณภาพ เพื่อให้ทุกกระบวนการเป็นไปตามมาตรฐานสากล และบริษัทด้าน โลจิสติกส์ที่ดูแลการนำเข้า–ส่งออกด้วยตนเองทั้งหมด เพื่อควบคุมระยะเวลาและติดตามสถานะสินค้าได้อย่างแม่นยำ



ด้านผลประกอบการ บริษัทส่งออกสินค้าไปแล้วมากกว่า 59 ประเทศทั่วโลก มีฐานลูกค้าหลักในยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง โดยสร้างการเติบโตอย่างโดดเด่นต่อเนื่อง ปีหนึ่งเติบโตสูงถึง 100% ปีถัดมาเติบโต 50% และในปี 2567 ยังคงขยายตัวอีก 30–40% แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินและต้นทุนการค้าโลก ความแข็งแกร่งดังกล่าวทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งเข้ามาศึกษากลยุทธ์ของบริษัท เพื่อนำไปเป็นกรณีศึกษาสำหรับภาคธุรกิจส่งออกไทย

คุณอักษรศิลป์ ให้ข้อมูลว่า หัวใจสำคัญของการเติบโตคือการเปิดโอกาสให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาสินค้าอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพหรือบริษัทข้ามชาติ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ อัตลักษณ์ของแต่ละแบรนด์อย่างแท้จริง แนวคิดดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า และสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกผลิตภัณฑ์จะได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

เส้นทางการเติบโตขององค์กรสะท้อนแนวคิด "เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส" อย่างชัดเจน ในช่วงโควิด-19 ที่บริษัทนำบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวจากอิตาลีมาใช้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขอนามัย ขณะเดียวกัน ในประเด็นมาตรการภาษี บริษัทเลือกทำงานร่วมกับลูกค้า วางแผนล่วงหน้า บริหารจัดการขนส่งและควบคุมต้นทุนอย่างรอบคอบ เมื่อสามารถลดต้นทุนได้ก็ส่งต่อประโยชน์ให้ลูกค้า โดยยึดหลักการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน



ในด้านผลิตภัณฑ์ บริษัทไม่ได้จำกัดเฉพาะน้ำหอมรูปแบบของเหลว แต่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นหอมอย่างครบวงจร โดยรายได้กว่า 90% มาจากการรับจ้างผลิตให้แบรนด์ต่าง ๆ โดยกลุ่มสินค้าหลักประกอบด้วย หัวน้ำหอมสำหรับเครื่องสำอางและน้ำหอมระดับพรีเมียม ผลิตภัณฑ์ปรับอากาศสำหรับบ้าน อาคาร โรงแรม สนามบิน หัวน้ำหอมในกลุ่มของน้ำยาทำความสะอาด น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม และสินค้าสำเร็จรูป เช่น ธูปหอมคุณภาพสูงที่ไม่ผสมสิ่งเจือปน เทียนหอม ตลอดจนสินค้าในกลุ่มความงามและดูแลผิว โดยไม่ครอบคลุมกลุ่มอาหารและยา

คุณอักษรศิลป์ กล่าวปิดท้ายว่า บริษัทมองเห็นแนวโน้มสำคัญของตลาดโลก ทั้งกระแสที่ลูกค้ายุโรปให้ความสนใจสินค้า "Made in Thailand" เพิ่มขึ้น ความนิยมสินค้าแนวธรรมชาติ เช่น เทียนจากขี้ผึ้งแทนพาราฟิน และส่วนผสมจากสมุนไพรเอเชีย ตลอดจนการนำกลิ่นระดับพรีเมียมไปต่อยอดในผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท เช่น แชมพู โลชั่น และผลิตภัณฑ์ปรับอากาศ เพื่อสร้างความแตกต่างให้แบรนด์

สำหรับแผนในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า บริษัทเตรียมขยายกำลังการผลิตเป็นสองเท่า เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากยุโรปและอเมริกา พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จในตลาดตะวันตก ซึ่งล้ำหน้าเอเชียหลายปี เข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่กับการปรับปรุงพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าเพื่อรองรับสายการผลิตใหม่



นอกจากนี้บริษัทยังใช้เวที งาน Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้งาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการขยายตลาดอาเซียน โดยสร้างเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค เปิดโอกาสเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการในกลุ่มประเทศ CLMV และประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมนำเสนอศักยภาพด้านนวัตกรรมกลิ่นและระบบการผลิตครบวงจร สะท้อนทิศทางการรุกตลาดเอเชียอย่างจริงจังในระยะยาว

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถพบกับบริษัทได้ที่งาน Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ สอบถามข้อมูลและลงทะเบียนเข้าร่วมงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.cosmoprofcbeasean.com และ Facebook: Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok
58
BUSINESS+ จับมือ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล
มอบรางวัล “BUSINESS+ PRODUCT INNOVATION AWARDS 2026”


กรุงเทพฯ, 23 มีนาคม 2569 - นิตยสาร BUSINESS+ โดย บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานมอบรางวัล “สุดยอดนวัตกรรมสินค้าและบริการแห่งปี พ.ศ. 2569 (BUSINESS+ PRODUCT INNOVATION AWARDS 2026)” ภายใต้แนวคิด “Innovation Beyond Frontiers : นวัตกรรมไร้พรมแดน” รางวัลอันเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จด้านนวัตกรรมและบริการขององค์กรที่ได้รับการคัดเลือกจากผู้บริโภค โดยในปีนี้มีการมอบรางวัลให้แก่สินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมโดดเด่นรวมทั้งสิ้น 25 รางวัล ใน 6 ประเภทสินค้าและบริการ โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ


นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานกรรมการ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดงาน BUSINESS+ PRODUCT INNOVATION AWARDS 2026 มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่ององค์กรและแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในยุคปัจจุบัน นิตยสาร BUSINESS+ จึงได้ร่วมมือกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการค้นหาและคัดเลือกสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมโดดเด่นจากองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ผ่านกระบวนการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคและการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อยกย่ององค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานวัตกรรม และเป็นแรงบันดาลใจให้ภาคธุรกิจไทยให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างต่อเนื่อง


ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ปรารถนา ปุณณกิติเกษม คณบดี วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจ เทคโนโลยี และความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม โดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับนิตยสาร BUSINESS+ ในการรวบรวมและคัดเลือกสินค้าและบริการที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม เพื่อยกย่ององค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมและสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจไทย


สำหรับการมอบรางวัล BUSINESS+ PRODUCT INNOVATION AWARDS 2026 ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาคการศึกษา โดยมีการรวบรวมสินค้าและบริการที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม ทั้งในมิติของสินค้า บริการ และกระบวนการทางธุรกิจ ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกผ่านการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภค เพื่อนำไปสู่การประกาศผลและมอบรางวัลให้แก่สุดยอดนวัตกรรมสินค้าและบริการแห่งปี พ.ศ. 2569 ซึ่งถือเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จด้านนวัตกรรม และเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนแนวทางการพัฒนาธุรกิจขององค์กรไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล


รางวัลสุดยอดสินค้าและบริการแห่งปี 2569 “BUSINESS+ PRODUCT INNOVATION AWARDS 2026” ในครั้งนี้จัดมอบรางวัลจำนวน 25 รางวัลใน 6 ประเภท  ประเภทของสินค้าและบริการ โดยมีรายชื่อผู้ได้รับรางวัล ดังต่อไปนี้

นวัตกรรมชีวิตไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Innovation) ได้แก่

1.    สินเชื่อบุคคล  ทีทีบี แคชทูโก (ttb cash2go )   โดย ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี
2.   ประกันสะสมทรัพย์ กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์ โดย บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
3.   แบบประกันภัยที่เพิ่มความคุ้มครองสัตว์เลี้ยง โดย บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
4.   ประกันสุขภาพ 3D Health Excellence โดย บริษัท ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จํากัด (มหาชน)   
5.   The 1 ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ และลอยัลตี้แพลตฟอร์ม โดย บริษัท เดอะวันเซ็นทรัล จำกัด
6.   TIP SMART ASSIST โดย บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
7.   Application MTL Click โดย บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
8.   ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) / My Style Legacy Ultra โดย บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

นวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัย (Housing Innovation) ได้แก่

9.   สี BegerShield  ที่มีนวัตกรรม “Graphene Paint Technology” โดย บริษัท เบเยอร์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด
10.   Living Quality โดย บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน)


นวัตกรรมด้านยานยนต์และพลังงาน (Energy,  Automotive and Parts Innvation)

11.   รถยนต์พลังงานไฟฟ้า The Ail-New Mercedes-Benz CLA โดย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด   
12.   ยางรถยนต์ MICHELIN PRIMACY 5   โดย บริษัท สยามมิชลิน จำกัด

นวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล & AI (Digital/AI Innovation)

13.   Seagate Mozaic™ platform  / Exos® 32TB โดย บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด   
14.   Tineco Floor One Station S7 Auto โดย บริษัท ทิเนโค่ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี จำกัด
15.   ฮาร์ดไดรฟ์แบบพกพา G-DRIVE ArmorATD โดย บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด
16.   โน้ตบุ้ค ASUS Zenbook DUO โดย บริษัท เอซุส (ประเทศไทย) จำกัด
17.   เครื่องมัลติฟังก์ชันสี ขนาด A3 Epson WorkForce Pro EM-C8100 โดย บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด
18.   สมาร์ทโฟน HONOR X9d 5G (ออ เนอร์ เอ็กซ์ เก้า ดี ห้า จี) โดย NEW LEGEND INDUSTRAIL CO.,LTD. ในเครือ HONOR Thailand

นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ผู้บริโภค (Consumer Product Innovation)

19.   ชุดเครื่องนอนเย็น Bewell Cooling Series โดย บริษัท ดิจิตอล คอมเมิร์ซ จำกัด
20.   เครื่องซักอบผ้าฝาหน้ารุ่น L+ โดย บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

นวัตกรรมสุขภาพ (Health & Wellness Innovation)

21.   Preventive Genomic Medicine Innovation โดย บริษัท กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ จำกัด
22.   Zubb (สับ) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อการลดน้ำหนัก โดย บริษัท ด็อกเตอร์ เจล จำกัด
23.   BioActive+ Concentrated Liquid Collagen โดย บริษัท ไบโอแอคทีฟ เอ็นแซด 1984 จำกัด
24.   แพลตฟอร์ม Smart Hospital โดย บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด
25.   ViMUT Application โดย บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด
59
อบจ. ภูเก็ต เตรียมจัดงานสีสันแห่งสายลม (Phuket Kite Festival 2026)
ชูอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ดึงดูดนักท่องเที่ยว เติมสีสันการท่องเที่ยวภูเก็ต


องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต แถลงข่าวการจัดเทศกาลว่าวที่สุดอาร์ตแห่งปี! “สีสันแห่งสายลม Phuket Kite Festival 2026” ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนสาธารณะหนองหาน หาดกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เพื่อร่วมอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาการเล่นว่าวของไทย พร้อมสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เติมสีสันให้กับบรรยากาศการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต และดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ


เทศกาล “Phuket Kite Festival 2026” จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการนำวัฒนธรรมพื้นบ้านมาผสานกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยนำเสนอว่าวไทยหลากหลายรูปแบบจากภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย รวมถึงว่าวแฟนซีและว่าวนานาชาติ ที่จะร่วมกันสร้างสีสันบนท้องฟ้าเหนือชายหาดภูเก็ตอย่างสวยงามตระการตา สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล


นายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมการเล่นว่าว ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณค่า พร้อมทั้งสร้างกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต


“องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตมีความตั้งใจที่จะจัดงาน Phuket Kite Festival 2026 ให้เป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของจังหวัด โดยนำเสน่ห์ของว่าวไทยและว่าวนานาชาติมาสร้างสีสันบนท้องฟ้าเหนือชายหาดภูเก็ต ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ เราหวังว่างานในครั้งนี้จะช่วยสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว และทำให้จังหวัดภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทางของเทศกาลสร้างสรรค์ที่สำคัญของประเทศไทยในอนาคต”


ภายในงานจะมีกิจกรรมหลากหลายที่น่าสนใจ อาทิ การแสดงว่าวแฟนซีและว่าวขนาดใหญ่ การจัดแสดงว่าวพื้นบ้านจากภูมิภาคต่าง ๆ การสาธิตและกิจกรรมเรียนรู้เกี่ยวกับว่าวสำหรับเยาวชน การจัดโซน Craft Coffee จัดบูธกิจกรรมเวิร์คชอป ประดิษฐ์ว่าว เพ้นท์ว่าว และการทำพวงกุญแจจากขยะ  การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึงกิจกรรมความบันเทิงและการแสดงต่าง ๆ จากศิลปินชื่อดัง อาทิ วง Musketeers วงOG-ANIC และ LAZYLOXY และ วง ETC ที่มาสร้างบรรยากาศแห่งความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวตลอดระยะเวลาการจัดงาน


นอกจากนี้ การจัดงานยังเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต ทั้งในด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และช่วยกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว




ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจ ร่วมสัมผัสความสวยงามของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยสีสันของว่าวหลากหลายรูปแบบ ในงาน “สีสันแห่งสายลม Phuket Kite Festival 2026” ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนสาธารณะหนองหาน หาดกะรน จังหวัดภูเก็ต พร้อมร่วมสร้างประสบการณ์แห่งความประทับใจและสีสันใหม่ของการท่องเที่ยวภูเก็ตไปด้วยกัน
60
VEGA เร่งเครื่อง Global Branding ดัน OEM ไทยสู่ Strategic Global Partner
ปักหมุด "Made in Thailand" บนเวทีโลก


กรุงเทพฯ – บริษัท VEGA NATURAL COMPANY LIMITED หรือ Vega ผู้ให้บริการรับจ้างผลิต (OEM) ด้านผลิตภัณฑ์ความงามและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบครบวงจร เดินหน้าเร่งกลยุทธ์รุกตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง หลังวางรากฐานการผลิตยาวนานกว่า 20 ปี และพัฒนาองค์กรภายใต้แบรนด์ Vega มากกว่า 10 ปี ด้วยเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับ "Made in Thailand" ให้เป็นมาตรฐานคุณภาพที่ตลาดโลกยอมรับ

คุณมนัชญา เตชะเวชเจริญ กรรมการบริหารฝ่ายปฏิบัติการ เปิดเผยว่า Vega เริ่มต้นจากการเป็นโรงงานผลิตอาหารเสริมและสกินแคร์ ก่อนพัฒนาโมเดลธุรกิจสู่การเป็น One-Stop Service อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับสตาร์ทอัพไปจนถึง Corporate Brand "วันนี้ลูกค้าไม่ได้ต้องการเพียงโรงงานผลิต แต่ต้องการพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจการสร้างแบรนด์อย่างรอบด้าน เราจึงวางระบบดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การวิเคราะห์ไอเดีย วางคอนเซปต์สินค้า ออกแบบบรรจุภัณฑ์ พัฒนาสูตรเฉพาะ ไปจนถึงการเตรียมเอกสารรองรับการเคลมเชิงวิทยาศาสตร์"



ปัจจุบัน Vega มีทีม Product Specialist ที่ช่วยกำหนด Positioning และภาพลักษณ์สินค้าให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย ขณะเดียวกันทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) พร้อมผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอก ทำหน้าที่คิดค้นสูตรเฉพาะ (Customized Formula) โดยคัดเลือกสารสกัดระดับโลกที่มีเครื่องหมายการค้า (Trademark) และงานวิจัยรองรับ พร้อมบรรจุในปริมาณ Effective Dosage ตามข้อมูล Claim Performance ที่ตรวจสอบได้จริง เพื่อให้เจ้าของแบรนด์สามารถสื่อสารคุณสมบัติสินค้าได้อย่างมั่นใจ และแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

คุณมนัชญา ให้ข้อมูลต่อว่า ปัจจุบัน Vega มีสัดส่วนการผลิตแบ่งเป็นกลุ่มเครื่องสำอางและสกินแคร์ 60% ครอบคลุม Skin Care, Color Cosmetic, Hair Care และ Oral Care และกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 40% โดยกำหนดขั้นต่ำการผลิต (MOQ) เครื่องสำอางทั่วไปประมาณ 3,000 ชิ้น และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบซองประมาณ 10,000–12,000 ซอง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทผลิตสินค้าให้แบรนด์มากกว่า 100,000 ราย แบ่งเป็นลูกค้าในประเทศ 80% และต่างประเทศ 20% ครอบคลุมตลาดกัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ และกลุ่มธุรกิจสปาไทยในตะวันออกกลาง



ในด้านมาตรฐานการผลิต Vega ได้รับการรับรอง GMP, GHPs, HACCP, ISO 22000, ISO 22716, ISO 9001, SMETA, HALAL และ GREEN INDUSTRY รวมถึงดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านการผลิต ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และระบบบริหารคุณภาพในระดับสากล พร้อมลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท เพื่อขยายศักยภาพองค์กร ทั้งคลังสินค้ามาตรฐานสูง ไลน์ผลิต Color Cosmetic โดยเฉพาะ และห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา (Microbiology Lab) ภายในโรงงาน ที่สามารถตรวจวิเคราะห์และออกใบรับรอง (Certificate) ได้เอง ช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มความน่าเชื่อถือในกระบวนการควบคุมคุณภาพ

ด้าน คุณวรินทรา เตชะเวชเจริญ กรรมการบริหารฝ่ายการเงิน เปิดเผยว่า การลงทุนดังกล่าวถือเป็นการยกระดับ Enterprise Value ขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ "เราไม่ได้มองเพียงกำลังการผลิต แต่เรามองถึงความยั่งยืนและความสามารถในการรองรับแบรนด์ระดับ Corporate ที่ต้องการมาตรฐานสูง การมี Micro Lab ภายในโรงงานและไลน์ผลิตเฉพาะทาง ทำให้เราควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นทาง และสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล"



อีกก้าวสำคัญขององค์กรคือการเข้าร่วมงาน Cosmoprof CBE ASEAN อย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปี ซึ่งเป็นเวทีแสดงสินค้าความงามระดับโลก โดยคุณมนัชญา ระบุว่า การเข้าร่วมงานดังกล่าวไม่ใช่เพียงการออกบูธ แต่เป็นกลยุทธ์ Global Branding ที่ชัดเจน

"การที่ Vega ได้ยืนบนเวทีเดียวกับผู้เล่นระดับโลก ช่วยสร้าง Perceived Value และทำให้ Corporate Brand ต่างชาติเห็นศักยภาพโรงงานไทยในระดับสากลโดยตรง ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เราได้ลูกค้าต่างชาติเพิ่มมากกว่า 100 ราย และหลายรายยังคงทำธุรกิจร่วมกันอย่างต่อเนื่อง สะท้อนคุณภาพของ Lead และ Conversion ที่เกิดขึ้นจริง"



คุณมนัชญา ให้ข้อมูลเสริมว่า ความร่วมมือกับ Cosmoprof ยังส่งผลเชิงกลยุทธ์ต่อองค์กร "ภาพลักษณ์ที่ปรากฏบนเวทีสากลช่วยเพิ่มมูลค่าองค์กร ทำให้เกิด Strategic Alignment ระหว่าง Vega กับแบรนด์ระดับโลก ซึ่งนำไปสู่ Supply Chain Synergy และ Mutual Growth อย่างเป็นรูปธรรม" พร้อมแผนขยายตลาดสหรัฐอเมริกา โดยเตรียมเข้าร่วมงานที่ลาสเวกัสและไมอามี รวมถึงวางเป้าหมายบุกตลาดยุโรปในลำดับถัดไป ควบคู่กับการเจาะตลาดเวียดนาม ฮ่องกง ดูไบ และอินโดนีเซีย เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "Hub ความงามของโลก"

ในปีนี้ องค์กรเตรียมเปิดตัวภาพลักษณ์ใหม่ภายใต้แนวคิด "New Era of Vega" ผ่านการรีแบรนด์ (Image Transformation) และกลยุทธ์ Innovation-Driven โดยผู้บริหารยืนยันว่า การลงทุนด้าน Branding และ Booth Design เป็นส่วนสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นในสายตาคู่ค้าระดับนานาชาติ



คุณมนัชญาและคุณวรินทรา กล่าวปิดท้ายว่า การสานต่อธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เพียงการรักษาสิ่งที่รุ่นก่อนสร้างไว้ แต่คือการต่อยอดให้แข็งแรงและทันโลกมากยิ่งขึ้น "เราภูมิใจในรากฐานที่ผู้ก่อตั้งวางไว้ตลอดกว่า 20 ปี วันนี้หน้าที่ของคนรุ่นสองคือการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมุมมองสากลเข้ามาเสริม เพื่อพา Vega ก้าวสู่เวทีโลกอย่างสง่างาม เราอยากเห็นคำว่า 'ผลิตในประเทศไทย' กลายเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพ มาตรฐาน และความน่าเชื่อถือในระดับสากล พร้อมเติบโตไปกับพาร์ทเนอร์ของเราอย่างมั่นคงและยั่งยืน"

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การลงทุนเชิงโครงสร้าง และกลยุทธ์ Global Branding ที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง Vega จึงกำลังก้าวข้ามบทบาทโรงงาน OEM ไทย สู่การเป็น Strategic Global Partner ที่พร้อมผลักดัน T-Beauty ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งบนเวทีโลกใน Bottom of Form



สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถพบกับบริษัทได้ที่งาน Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้งาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 งาน B2B ในประเทศไทยเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจความงามในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ สอบถามข้อมูลและลงทะเบียนเข้าร่วมงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.cosmoprofcbeasean.com และ Facebook: Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok
Pages: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 10