Recent Posts

Pages: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 10
51
ครบ 9 ปี Honest Trading ย้ำชัด K-Food ในไทยมาแรง ปักธงเป้าหมายเติบโตแบบเท่าตัว (Double Growth) เตรียมสยายปีก สู่ K-Lifestyle รับ คนรุ่นใหม่ดันตลาดโตเกินคาด




หลายปีที่ผ่านมา สินค้าเกาหลี ในมุมผู้บริโภคคนไทย ไม่ได้เป็นเพียงสินค้านำเข้าอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ไปแล้ว ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน ผู้บริโภคยุคใหม่ยังคงเลือกใช้จ่ายกับสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้ง “ประสบการณ์” และ “คุณภาพชีวิต” มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกาหลีขยับจากการแข่งขันด้านราคา เข้าสู่ความเป็นพรีเมียม ไลฟ์สไตล์ ที่ครอบคลุมทั้งอาหาร เครื่องดื่ม สุขภาพ และวัฒนธรรมการใช้ชีวิต ที่กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สอดรับกับพฤติกรรมคนเมืองยุคใหม่


คุณเจสลีน ซูอิน คิม (Jeslyn Sooin Kim) ประธานกรรมการ จาก Honest Trading Co., Ltd. หนึ่งในผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าเกาหลีในไทย ครอบคลุมทั้งกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์แบรนด์ชั้นนำจากเกาหลีใต้ ที่บุกเบิกตลาดเมืองไทยมานานกว่า 9 ปี และกำลังปรับแผนธุรกิจตามพฤติกรรมผู้บริโภค สู่ K-Lifestyle Solution เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคอย่างครบวงจร ยอมรับว่า “ตลาดเมืองไทยยังมีศักยภาพสูง ตามข้อมูลจาก Korea Customs Service ได้ระบุว่า K-Food Plus ทั่วโลกเติบโตต่อเนื่อง โดยไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ยอดส่งออกมาอาเซียนรวมถึงไทย พุ่งสูงถึง 26.9% ส่วนตลาด K-Beauty ในไทยก็แตะ 1.1 พันล้านดอลลาร์ หรือ 3.85 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มจะโตเฉลี่ย 10.5% ยาวไปถึงปี 2578 ปัจจัยขับเคลื่อนในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์ อย่างซีรีส์หรือศิลปิน K-Pop เท่านั้น แต่เป็นเพราะ Korean Wave ได้ยกระดับสู่ Cultural Influence ที่หยั่งลึกในชีวิตประจำวัน และบริษัทเรา ก็มองเห็นโอกาส    การเติบโตจากจุดนี้ด้วยเช่นกัน เพราะ 9 ปีที่ผ่านมา เราเฝ้ามองพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยมาตลอด จาก ความแปลกใหม่ ในวันนั้น สู่ ความไว้วางใจในคุณภาพและการยอมรับในแบรนด์ ในวันนี้ จะเห็นได้ว่าสินค้าในไทยที่มีการระบุว่า เมด อิน เกาหลี มีโอกาสเติบโตสูงถึง 35% เลยทีเดียว”


การเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ จากผู้นำเข้าอาหาร สู่การขยายพอร์ตกลุ่มความงามและไลฟ์สไตล์อย่างเต็มตัว คือความ ท้าทายของการทำธุรกิจในตอนนี้ คุณเจสลีน ซูอิน คิม เผยด้วยว่า จุดแข็งที่ทำให้บริษัทฯ โตได้ คือการสร้างสมดุลระหว่างสินค้า Food และ Non-Food ซึ่งเป็นกลยุทธ์แบบเดียวกับธุรกิจชั้นนำระดับโลกใช้กัน บวกกับคอนเนคชันที่แข็งแกร่งกับพาร์ตเนอร์   รายใหญ่ในเกาหลีและทั่วโลก ที่ช่วยให้ระบบกระจายสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศราบรื่นขึ้น

“ทิศทางตลาดตอนนี้ มันชัดเจนมาก เพราะ Beauty & Personal Care ในไทย คาดว่าจะเติบโตไปแตะที่ 7.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.75 แสนล้านบาท ในอนาคตอันใกล้ และ K-Beauty เองก็โตเฉลี่ยถึง 10.5% ต่อปี ดังนั้น มิติใหม่ Honest Trading จากนี้ เรากำลังก้าวสู่การเป็น Curator of K-Lifestyle ที่ครบวงจร และพาแบรนด์เกาหลีเข้าไปอยู่ในทุกทัชพอยต์ของผู้บริโภคคนไทยด้วยไอเทมใหม่ ๆ ที่เราคัดสรรมาโดยเฉพาะ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ ขยายช่องทาง Omni Channel รุกหนักบนโซเชียล คอมเมิร์ซ ควบคู่กับช่องทางโมเดิร์น เทรด เพื่อให้ซื้อง่ายแบบไร้รอยต่อ เจาะกลุ่ม Health-Conscious ตามเทรนด์ฟังก์ชันนอล ฟู้ด ในไทยที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสุดท้ายคือ สร้าง K-Lifestyle Community ผ่านอินฟลูเอนเซอร์และการตลาดเชิงประสบการณ์ เพื่อให้แบรนด์กับผู้บริโภคเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น


โดยในปี 2026 นี้ Honest Trading ตั้งเป้าเติบโตขึ้นเท่าตัว โดยมีไฮไลต์ คือ แบรนด์ Orion (โอริออน) แบรนด์ขนมอันดับ 1 จากเกาหลีใต้ ต้นกำเนิดช็อกโกพายระดับโลก โดยในปีที่ผ่านมาเติบโตกว่า 600% และในปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดดผ่านสินค้า 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มขนมและเครื่องดื่ม ที่มีฐานลูกค้าเหนียวแน่น กลุ่มความงามและผิวพรรณผ่านแบรนด์ KOCO ที่เติบโตล้อไปกับตลาดรวมในไทยที่โตเฉลี่ย 10.5% ต่อปี และ กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ ที่กำลังมาแรงและมีศักยภาพตลาดที่สูงในระยะยาว แต่สำหรับภาพรวมตลาดในประเทศไทย ปี 2569 เราคาดว่าจะโตได้เป็นเท่าตัว ยิ่งกว่านั้น เป้าหมายสูงสุดของเราในภูมิภาคอาเซียน คือการพัฒนาขึ้นเป็น K-Lifestyle Platform ครบวงจรต่อไปในอีก 3–5 ปีข้างหน้า”


สำหรับการเข้าร่วมงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ครั้งนี้ ประธานกรรมการ จาก Honest Trading เผยต่อด้วยว่า “เป็นอีเวนต์ใหญ่ที่สำคัญกับเรามาก เพราะเป็นอีกแผนการตลาดที่เราปูทางไว้ในปีนี้ ไฮไลต์เด็ดของเราคือ การเปิดตัวสินค้าใหม่จากแบรนด์ขนมระดับตำนานอย่าง Orion รวดเดียวถึง 8 รายการ ตามด้วย Nongshim (นงชิม) แบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อันดับ 1 จากเกาหลี เจ้าของตำนานความอร่อยกว่า 60 ปี กับ 2 รสชาติใหม่ล่าสุด อย่าง Nongshim Shin ramyun Kimchi Stir fry และ Nongshim x  KPop Demon Hunters ramyun และในงานยังมี KHEE (คี) แบรนด์ โซจู พรีเมียม โดดเด่นด้วยการผลิตแบบดั้งเดิมจากข้าว 100% และน้ำแร่ธรรมชาติใต้ดินลึก 150 เมตร ผ่านการหมักในโอ่งดินเกาหลี นานถึง 180 วัน รสชาตินุ่มนวลและบริสุทธิ์ที่สุด รวมถึง Sooin Sauce (ซูอินซอส) ซอสปรุงรสเกาหลีสูตรดั้งเดิม ให้คนไทยอร่อยง่าย ๆ รังสรรค์เมนูได้หลากหลาย ทำเองที่บ้านได้ไม่ยาก และเรายังได้อิมพอร์ตเชฟ Park Jae Yoo เชฟชื่อดังชาวเกาหลี มาโชว์การทำเมนู ต็อกบกกี ไก่ทอดซอสเผ็ด และ หมูสามชั้นย่างทานกับโคชูจังให้กับอินฟลูเอนเซอร์ ชื่อดังที่คนไทยรู้จักกันดี ทั้งพี่ฮง-อิลฮงมิน(โอปป้าฮง) คุณโจ๊ก IScream และ ยังมี คุณแบงค์-อนุสิทธิ จากเวที The Face Men ที่มาร่วมเปิดประสบการณ์ด้านรสชาติครั้งใหม่ไปกับเราด้วย ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ก็เพื่อเป้าหมายในการสร้างบิสสิเนส คอนเน็คชันและขยายช่องทางจัดจำหน่ายร่วมกับคู่ค้าของเราด้วย และเป็นโอกาสที่ดี ในการสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคคนไทยและผู้เข้าร่วมงานที่เป็นนักธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติ ได้สัมผัสกับสินค้าของเรามากยิ่งขึ้นด้วย” คุณเจสลีน ซูอิน คิม กล่าว.

ติดตามความเคลื่อนไหวและอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่   https://www.htradingco.com/

52
ช่างเลือก "เมกาโฮม" จบงานไว รู้ใจช่าง
เปลี่ยนเกมค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง ที่ไม่ได้แข่งแค่สินค้า แต่แข่งที่ "ความเข้าใจหน้างานจริง"
จนกลายเป็นแบรนด์ที่ช่าง ผู้รับเหมา และเจ้าของบ้าน เลือกไว้วางใจ


ในวันที่ช่างมีตัวเลือกมากกว่าที่เคย ทั้งร้านวัสดุก่อสร้างใกล้ไซต์งาน ร้านค้าส่งราคาถูก หรือแม้แต่แพลตฟอร์มออนไลน์ที่คลิกสั่งของได้ทันที สิ่งที่คนหน้างานมองหาอาจไม่ใช่แค่ 'ร้านที่มีสินค้าจำหน่าย' อีกต่อไป แต่จะเลือก 'ร้านที่เข้าใจหน้างานจริง' และนี่คือโจทย์ที่ "เมกาโฮม" ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่าง (บริษัทในเครือฯ ภายใต้การดูแลของโฮมโปร) เข้าใจมาโดยตลอด

ภายใต้แนวคิด "ช่างเลือก เมกาโฮม จบงานไว รู้ใจช่าง" เมกาโฮม ยึดความต้องการจริงของคนหน้างานเป็นศูนย์กลาง จนทำให้ช่าง ผู้รับเหมา ไปจนถึงเจ้าของบ้าน หันมาเลือกเมกาโฮมเป็นคำตอบเดียวกัน


จากร้านที่ช่างแวะซื้อ สู่ 'คู่หูมืออาชีพ' ที่ช่างเลือก
คุณอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมกาโฮม เป็นบริษัทในเครือฯ ภายใต้การดูแลของ "โฮมโปร" วางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ซ่อมแซม ปรับปรุง และตกแต่งบ้านแบบครบวงจร ทั้งเรื่องค้าปลีกและค้าส่ง โดยมีกลุ่มผู้รับเหมา ช่าง เจ้าของโครงการ และร้านค้าย่อยเป็นลูกค้าหลัก

"ปัจจุบันบทบาทของเมกาโฮมไม่ได้หยุดแค่เป็นร้านที่ช่างแวะมาซื้อของ แต่กำลังเดินหน้าสู่การเป็น 'คู่หูมืออาชีพ' ที่อยู่เคียงข้างช่างในทุกขั้นตอนของงาน เพราะความแตกต่างที่เมกาโฮมกำลังสร้างไม่ได้เกิดจากสินค้าในสโตร์เพียงอย่างเดียว แต่เราเริ่มที่ความเข้าใจว่างานช่างแต่ละแบบต่างมีความต้องการ ความเร่งด่วน หรือเงื่อนไขหน้างานจริงที่แตกต่างกัน"



เพราะช่างไม่เคยรอ และไซต์งานก็ไม่เคยอยู่ที่เดิม
หัวใจของการ "เข้าใจหน้างาน" เริ่มจากอินไซต์สำคัญว่า หน้างานจริงของช่างไม่เคยหยุดนิ่ง ไซต์งานอาจเปลี่ยนที่ได้ทุกสัปดาห์ แต่งานซ่อม-ปรับปรุง-รีโนเวท ต้องเดินหน้าต่อ ทำให้คนหน้างานต้องบริหารทั้งเวลาและต้นทุนอย่างรอบคอบ

ปัญหาจากการรอของมาส่ง การวิ่งหาของหลายร้าน หรือวัสดุขาดกลางทาง ล้วนเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้เสียเวลา เสียโอกาสรับงานชิ้นต่อไป และเสียเครดิตที่มีต่อลูกค้า เมกาโฮมจึงออกแบบทุกกระบวนการทำงานจากมุมของคนทำงานจริง ไม่ใช่จากมุมของร้านค้า

นอกจากนี้ เมกาโฮมยังเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม และออกแบบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน



- กลุ่ม ช่าง ที่ต้องการให้งานเดินต่อได้ไม่สะดุด เมกาโฮมตอบโจทย์ด้วยสินค้าครบตั้งแต่งานโครงสร้าง งานปรับปรุง ไปจนถึงงานตกแต่ง ครบจบในที่เดียว พร้อมเครื่องมือช่างที่หลากหลาย และบริการขึ้นของรวดเร็ว เพื่อให้ช่างเริ่มงานได้ทันทีและส่งมอบงานได้ตามกำหนด
- กลุ่ม ผู้รับเหมา ที่ต้องดูแลทั้งคุณภาพงานและต้นทุน เมกาโฮมตอบโจทย์ด้วยวัสดุก่อสร้างที่ครบ มีพร้อมในปริมาณที่ต้องการ คุณภาพวางใจได้ ช่วยให้บริหารต้นทุนได้คุ้มค่าและวางแผนงานได้อย่างมั่นใจ
- กลุ่ม เจ้าของบ้านสาย DIY ที่อยากได้บ้านแบบของตัวเอง เมกาโฮมตอบด้วยสินค้าตกแต่งและของแต่งบ้านให้เลือกหลากหลาย พร้อมคำแนะนำที่เข้าใจง่าย ให้การแต่งบ้านเป็นเรื่องสนุกและได้ลงมือทำเองอย่างภูมิใจ

ทั้งหมดนี้ เป็นเหตุผลว่าทำไม "ช่างใช้ ผู้รับเหมาชอบ เจ้าของบ้าน DIY บ้านแบบที่เป็นตัวเอง" จึงเกิดขึ้นในเมกาโฮม


"รู้ใจช่าง" ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อหน้างานจริง!
ความเข้าใจช่างของเมกาโฮมถูกแปลงเป็นระบบและบริการเป็นรูปธรรม ทั้งการคัดสรรสินค้าคุณภาพและพัฒนาสินค้าที่คุ้มค่า ภายใต้หลักคิด "ของไม่พังหน้างาน = ไม่เสียชื่อ" เพื่อเปลี่ยนการซื้อวัสดุให้กลายเป็นการจัดการงานอย่างมืออาชีพ

พร้อมกันนี้ เมกาโฮมยังมอบสิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่มช่าง ผ่านระบบสมาชิกที่ช่วยให้บริหารต้นทุนได้แม่นยำ รวมถึงมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำตรงจุด ด้วยวิธีการสื่อสารที่เข้าใจคนหน้างานจริง

คุณอุไรวรรณฯ กล่าวเสริมว่า "เมกาโฮมไม่ได้มองช่างเป็นแค่ลูกค้า เพราะช่างคือมืออาชีพที่ฝากทั้งเวลา ต้นทุน และชื่อเสียงไว้กับทุกหน้างาน หัวใจของเราจึงไม่ใช่แค่การขายของให้ครบหรือราคาถูก แต่เป็นความเข้าใจว่าคนที่เดินเข้ามาเมกาโฮม ทั้งช่าง ผู้รับเหมา หรือเจ้าของบ้าน ต่างมีโจทย์ของตัวเอง เราจึงออกแบบสินค้า บริการ และสิทธิประโยชน์ ในแบบที่ใช่สำหรับแต่ละคน เพราะเมื่อช่างทำงานได้ราบรื่นและจบงานได้ไว นั่นคือความสำเร็จที่เราภูมิใจร่วมกัน และเป็นเหตุผลว่าทำไมช่างถึงเลือกเมกาโฮม"



เมื่อช่างเชื่อมั่น เจ้าของบ้านก็สบายใจ
ผลลัพธ์ที่ทรงพลังที่สุดของการ "รู้ใจช่าง" คือการสร้างความเชื่อมั่นแบบส่งต่อ เพราะในเรื่องบ้าน เจ้าของบ้านจำนวนมากไว้ใจการตัดสินใจของช่างที่เลือกมา เมื่อช่างมืออาชีพเลือกใช้และแนะนำเมกาโฮม เจ้าของบ้านย่อมสบายใจตามไปด้วย

การที่ช่างเลือกเมกาโฮมจึงเท่ากับการช่วย "ลดความผิดพลาด และเพิ่มความมั่นใจ" ให้เจ้าของบ้านไปพร้อมกัน พร้อมสร้างฐานความไว้วางใจที่เติบโตอย่างมั่นคง จากคนหน้างานสู่คนในบ้าน

"ในวันที่ทุกหน้างานมีทั้งเวลา ต้นทุน และชื่อเสียงของคนทำงาน เมกาโฮมยังคงเดินหน้าทำในสิ่งที่ตั้งใจ นั่นคือการเข้าใจหน้างานให้มากพอ จนกลายเป็นมากกว่าจุดปลายทางของการซื้อสินค้า แต่เป็นคู่หูที่อยู่เคียงข้างช่าง ผู้รับเหมา และเจ้าของบ้าน ในทุกพื้นที่และทุกไซต์งาน" คุณอุไรวรรณฯ กล่าวทิ้งท้าย
53
วัชระ จบ 10 อันเดอร์ แชมป์ไทย ซีเนียร์ ทัวร์
รายการอาทิตยา ซูเปอร์ ซีเนียร์ รับเงิน 5 หมื่นบาท





วัชระ ปภาคีรี นักกอล์ฟวัย 63 ปี ปิดเกมรอบสุดท้ายด้วยการทำเพิ่มอีก 4 อันเดอร์พาร์ 68 รวมสองวัน 10 อันเดอร์พาร์ 134 รับเงินรางวัล 5 หมื่นบาท หลังคว้าแชมป์กอล์ฟอาชีพ ไทย ซีเนียร์ ทัวร์ รายการ "อาทิตยา ซูเปอร์ ซีเนียร์ ทัวร์ 2026" (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เล่นสโตรคเพลย์ 2 วัน 36 หลุม ชิงเงินรางวัลรวม 5 แสนบาท ส่วนแชมป์ แกรนด์ ซีเนียร์ (อายุ 70 ปีขึ้นไป) เล่นวันเดียวเป็นของ กิตติพัฒน์ แก้ววิเศษสิทธิ์ โปรวัย 74 ปี ทำสกอร์รวม 1 อันเดอร์พาร์ 71 รับเงินรางวัล 5 พันบาท รายการนี้แข่งขันที่สนามอาทิตยา กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท จ.นครนายก ระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2569


สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพอาวุโสไทย จัดการแข่งขัน ไทยซีเนียร์ ทัวร์ ภายใต้การสนับสนุนจาก การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ด้วยการสนับสนุนจาก โตโยต้า, เซนกอล์ฟ แฟคตอรี่, ชูโฟติก, ห้องอาหารขวัญเรือน, โซโก้ (ไจ้เอ้นท์) มาเลเซีย, ยูทิลิตี้ พลัส, ซีเอสวี เอเนอร์จี้, ศักดิ์สยามกรุ๊ป, สนามภูเก็ต คันทรี คลับ, วัลเลซ และ สนามกอล์ฟอาทิตยา กอล์ฟ รีสอร์ท แบ่งผู้เล่นเป็นรุ่น แกรนด์ ซีเนียร์ (อายุ 70 ปีขึ้นไป) กลุ่มนี้คิดสกอร์รวมวันเดียว 18 หลุม จากการแข่งขันวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวม 1 แสนบาท และ รุ่นซูเปอร์ ซีเนียร์ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เล่นสองวัน 36 หลุม ระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวม 5 แสนบาท


วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 จบรอบสุดท้ายของการแข่งขัน ซูเปอร์ ซีเนียร์ แชมป์เป็นของ วัชระ ปภาคีรี นักกอล์ฟวัย 63 ปี เปิดเกมเก้าหลุมแรกด้วย อีเกิ้ลที่หลุม 4 พาร์ 5 เก็บเบอร์ดี้ที่หลุม 2 และ 7 เสียโบกี้เดียวที่หลุม 9 พาร์ 4 เก้าหลุมสุดท้ายเก็บเพิ่มอีกเบอร์ดี้เดียวที่หลุม 13 พาร์ 3 ที่เหลือเซฟพาร์ทั้งหมด จบสกอร์เข้ามาอีก 4 อันเดอร์พาร์ 68 รวมสองวัน 10 อันเดอร์พาร์ 134 คว้าแชมป์ จากความสำเร็จครั้งนี้รับเงินรางวัล 50,000 บาท เปิดใจถึงการแข่งขันสัปดาห์นี้ว่า "เป็นวันที่ต้องต่อสู้กับอะไรหลายอย่าง พยายามลดความกดดันให้มากที่สุด อากาศก็ร้อนมาก ขอบคุณสมาคม และสนามกอล์ฟอาทิตยา รวมถึงสปอนเซอร์ทุกๆหน่วยงาน ที่สนับสนุนกับสมาคมฯได้จัดกิจกรรมดีกับสมาชิก รายการนี้เป็นของผู้เล่น ซูเปอร์ ซีเนียร์ และเราทุกคนได้เล่นอย่างสนุกสนาน"


อันดับ 2 ร่วมเป็น ธนยศ ทับทิม และ สมคิด ชื่นฉ่ำ จบเกมสกอร์รวมเท่ากัน 7 อันเดอร์พาร์ 137 แบ่งเงินรางวัลคนละ 22,250 บาท โดยมี ทินกร จันทร์สมบูรณ์ และ อวยชัย ภูริปัญญานนท์ อันดับ 4 ร่วมสกอร์รวม 4 อันเดอร์พาร์ 140 อันดับ 6 เป็นของ สังวาลย์ วิรัตน์จันทร์ สกอร์รวม 3 อันเดอร์พาร์ 141 ขณะที่ สุรเดช สุขสมบูรณ์, มงคล ตันทีปธรรม และ ไชยวิทย์ มาตรสิงห์ จบอันดับ 7 ร่วมสกอร์รวม 2 อันเดอร์พาร์ 142 รายการนี้มีผู้เล่นรับเงินรางวัลทั้งสิ้น 56 ราย ตัดสกอร์รวม 5 โอเวอร์พาร์ 149

พิธีมอบรางวัลได้รับเกียรติจาก มร.อลิเซน นากามูระ ซีอีโอ สมาคมกอล์ฟอาชีพอาวุโสไทย และ ผู้บริหาร เซน กอล์ฟ แฟคตอรี่ และ มร.ฮอง ซูน บอง ซีอีโอ สนามอาทิตยา กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท เป็นผู้มอบรางวัลให้กับนักกอล์ฟทั้งหมด และสมาคมยังมีจัดเลี้ยงอาหารเย็นให้กับสมาชิกอีกด้วย

54
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวสงขลา ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ และนำหน่วยแพทย์ลงพื้นที่บริการประชาชนฟรี




วันนี้ (วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสุชาดา น้อยจีน รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวมจำนวน 15 คน คิดเป็นมูลค่า 295,790 บาท (สองแสนเก้าหมื่นห้าพันเจ็ดร้อยเก้าสิบบาทถ้วน)  นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง และกิจกรรมนันทนาการเด็ก แก่ประชาชนในพื้นที่ฟรี โดยมี นางพรนิภา มาสิลีรังสี รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นายอัฐชัย ดุลยพัชร์  ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรี และครอบครัวภาคใต้ จังหวัดสงขลา และนายไพโรจน์ ศรีละมุล นายอำเภอรัตภูมิ ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคใต้ จังหวัดสงขลา


นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถแต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ. 2569 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา สุราษฎร์ธานี ศรีสะเกษ  ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้  โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป




ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418



55
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดตรัง พร้อมมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการในพื้นที่ฟรี




วันนี้ (วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก  นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสุชาดา น้อยจีน รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน ในพื้นที่จังหวัดตรัง (จังหวัดที่ 6 ของทางภาคใต้) จำนวน 23 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่า 542,690 บาท และมอบรถจักรยาน แก่โรงเรียน 2 แห่ง รวมจำนวน 20 คัน มูลค่า 25,800 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 568,490 บาท (ห้าแสนหกหมื่นแปดพันสี่ร้อยเก้าสิบบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง และบริการทันตกรรม แก่ประชาชนในพื้นที่ฟรี โดยมี นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พันจ่าโท อนันต์ บุญสำราญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นางสาวนิภา ทองก้อน ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน (ผู้แทนอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน)  เป็นประธานร่วมในพิธี พร้อมด้วย คณะมูลนิธิกุศลสถานตรัง และอาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นางสาวพิจักขณา วงศารัตนศิลป์  (น้ำตาล) และ นางสาวอธิชา เทศขำ (เมย์-อธิชา) ร่วมในพิธี ณ หอประชุมจังหวัดตรัง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง




นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ กล่าวว่า โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน  ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ระยะ โดย ระยะที่ 1 ดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ระยะที่ 2 ได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด รวม 485 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนผู้ประสบอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2567 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงราย อีกจำนวน 57 ครัวเรือน รวมจำนวนครัวเรือนยากจนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ด้วยการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแล้วทั้งสิ้น 870 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท และขณะนี้ได้พิจารณาดำเนินการระยะที่ 4 ในพื้นที่ภาคใต้ รวม 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส




ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน[/size]

56
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ “ฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ” ในวันมหามงคลปฐมฤกษ์ 25 พฤษภาคม 69 เปิด “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” อย่างเป็นทางการ โดยมีสาธุชนร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์อย่างคับคั่ง ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร




วานนี้ (วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 09.30 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานวันบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี 2569 ประกอบพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ โดยคณะพระคณาจารย์จีนจากวัดโพธิ์แมนคุณาราม โดยมีสาธุชนร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์อย่างคับคั่ง ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร


พร้อมทั้งในวันนี้ เป็นวันมหามงคลปฐมฤกษ์ ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งกำหนดเปิด “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” ให้ประชาชน ผู้มีจิตศรัทธาเข้าเยี่ยมชม สักการะขอพร องค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) หินหยกขาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (กวนซีอิมผ่อสัก) และพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ (ตี่จั๋งอ้วงผ่อสัก) พร้อมด้วยเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ 8 องค์ อย่างเป็นทางการ โดยศาลเจ้าฯ แห่งนี้ นับเป็นมรดกแห่งเมตตาธรรม และแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณอันทรงคุณค่า ผ่านงานสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณอันวิจิตรงดงามในทุกรายละเอียด เป็นศูนย์รวมพลังศรัทธาที่ยิ่งใหญ่บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์กว่า 120 ปี ใจกลางสาทร ทั้งนี้ ทุกท่านสามารถเข้าสักการะขอพร เยี่ยมชมโดยมีเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ  และทำบุญบริจาคสมทบทุนงานสาธารณกุศลกับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ทุกวัน (จันทร์ – อาทิตย์) ระหว่างเวลา 07.00 – 18.00 น. โดยศาลเจ้าฯ มีบริการ ธูป และกระดาษเงินกระดาษทอง แก่ผู้มีจิตศรัทธา รวมถึงยันต์หลวงปู่ไต้ฮง ( ฮู้แดง) อันเป็นวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ แก่ประชาชนที่เข้าสักการะขอพร โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ หรือหากท่านประสงค์ทำบุญ สามารถทำบุญตามกำลังศรัทธา เพื่อสมทบทุนงานสาธารณกุศลกับศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป




การเดินทางมายังศาลเจ้าฯ สามารถเดินทางได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น “รถส่วนบุคคล/TAXI” โดยศาลเจ้าฯ มีทางเข้า 2 ทาง ได้แก่ ทางเข้าด้าน ถ.เจริญราษฎร์ และ ถ.เจริญกรุง 57 โดยจอดรถได้ที่อาคารจอดรถฯ ด้านหลังศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา “รถไฟฟ้า BTS” สายสีลม ลงสถานีสุรศักดิ์ (S5) ทางออก 2 เดินต่อมาอีกประมาณ 700 เมตร “เรือโดยสาร” ลงท่าเรือสาทร หรือ ท่าเรือสาทรข้ามฟาก ใช้บริการเรือด่วน (Urban Line) หรือ เรือธงเขียวเหลืองลงที่ท่าเรือสาทร และ “รถโดยสาร” สาย 4-26 (167) ลงป้ายซอยเจริญราษฎร์ 2 [พิกัดศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ : https://maps.app.goo.gl/H8oca9CbGmcTXHTV6]

ติดต่อสอบถาม / ติดตามข่าวสารกิจกรรม ของศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ได้ที่ http://www.facebook.com/TaiHongGongShrine หรือช่องทางอื่นที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH



57
กรมการข้าว จัดใหญ่ “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569”
ชู 20 ปีแห่งการพัฒนาข้าวไทย เดินหน้านวัตกรรม-เกษตรสมัยใหม่
สร้างความมั่นคงชาวนาไทยอย่างยั่งยืน




 
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว เตรียมจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “รวมใจภักดิ์ รักษ์ข้าวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” ระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาไทย พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาข้าวไทยสู่อนาคต ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่


นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “ข้าว” ในฐานะพืชเศรษฐกิจสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน โดยมุ่งยกระดับข้าวไทยสู่การผลิตยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาข้าวไทย ผ่านแนวทางเกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรอัจฉริยะ และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร รวมถึงการพัฒนาพันธุ์ข้าว การแปรรูป และการสร้างอัตลักษณ์ข้าวไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก เพื่อยกระดับข้าวไทยให้เป็นสินค้าคุณภาพที่แข่งขันได้ในตลาดโลก และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้องค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สามารถพึ่งพาตนเอง และสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวได้ต่อไป” นายวิณะโรจน์ กล่าว


ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาไทย รวมถึงเชิดชูชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักของประเทศ

สำหรับการจัดงานในปีนี้ กรมการข้าวมุ่งเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับบริบทการเกษตรยุคใหม่

“งานปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในวาระครบรอบสองทศวรรษของกรมการข้าว ที่มุ่งเดินหน้าพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก” นายอานนท์ กล่าว


กรมการข้าวยังมุ่งส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น มีความต้านทานโรคและสามารถปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต ตลอดจนส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าจากข้าวและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อาทิ ฟางข้าวและแกลบ ผ่านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและชุมชนมากยิ่งขึ้น

ภายในงานปีนี้มีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมที่สะท้อนทั้งมิติด้านวิชาการ เทคโนโลยี และวิถีวัฒนธรรมชาวนาไทยอย่างครบถ้วน โดยในวันที่ 6 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงาน ทอดพระเนตรนิทรรศการภายในงาน และการแสดงนวัตกรรมแปลงนาสาธิตอัจฉริยะด้วยรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า รถดำนาไร้คนขับ และโดรนการเกษตรอเนกประสงค์ ซึ่งเป็นระบบนิเวศน์การเกษตรอัจฉริยะสมัยใหม่โดยประสานงานแบบแม่นยำไร้รอยต่อ


นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าว การสาธิตเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เวทีเสวนาวิชาการ อาทิ หัวข้อ “พลิกโฉมเกษตรกรรมไทย : ข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” และหัวข้อ “ทำนาอย่างไรให้รอดจากข้าวดีด ข้าวเด้ง” รวมถึงกิจกรรมสร้างสีสัน อาทิ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง “ชาวนาเสียงทอง” การประกวดธิดาชาวนา การแข่งขันทำหุ่นไล่กา และการแสดงมินิคอนเสิร์ต

อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวกว่า 35 ร้านค้า จากเครือข่ายเกษตรกรและชุมชนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสำเร็จรูปจากข้าวเบายอดม่วง ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมจากผงข้าวบริสุทธิ์ สครับจากข้าว เซลลูโลสบริสุทธิ์จากฟางข้าว ทรายแมวจากฟางข้าว ปุ๋ยอัดเม็ดจากฟางข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพมาตรฐานหลากหลายชนิด โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้าชมงานได้ฟรีตลอดทั้ง 3 วัน สำหรับผู้ที่มาร่วมงาน 400 ท่านแรกที่ลงทะเบียนภายในงานในวันที่ 5 และ วันที่ 7 มิถุนายน จะได้รับคูปองมูลค่า 200 บาท สำหรับใช้เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากร้านค้าภายในงานอีกด้วย




ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว ขอเชิญชวนเกษตรกร ชาวนา และประชาชนผู้สนใจ ร่วมงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 5–7 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00–17.00 น. ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตข้าวสมัยใหม่ สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชาวนาไทย และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตข้าวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป

สำหรับท่านที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงาน สามารถติดตามรับชมบรรยากาศและการถ่ายทอดสดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ผ่านทาง Facebook Fanpage ของกรมการข้าว Rice Department ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน





58
เพราะทุกการเติบโตของลูก… เริ่มต้นจากความรักที่แม่เลือกให้ในทุกวัน


"East Field" แบรนด์ที่เกิดขึ้นจากหัวใจของแม่คนหนึ่ง เป็นที่รู้จักในนาม "คุณกมลรัตน์ เต็งมณี (คุณแอน) กรรมการผู้จัดการ บริษัท คชเชอร์ โกลบอล ฟู้ด จำกัด" ที่เชื่อว่า “โภชนาการเด็ก” คือพื้นฐานสำคัญของชีวิต จากประสบการณ์ด้านเภสัชกร และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนมมายาวนาน จุดเริ่มต้นของ "East Field" จึงไม่ได้เริ่มจากการอยากสร้างเพียง นม UHT หรือผลิตภัณฑ์นมทั่วไป แต่เริ่มจากความตั้งใจที่อยากสร้าง “โภชนาการสำหรับลูก” ที่ดีที่สุดในแบบที่แม่คนหนึ่งจะเลือกให้ลูกทั้ง 4 คนของตัวเอง เราเชื่อว่า เด็กทุกคนควรได้รับ Foundation Nutrition for Kids ที่ดีตั้งแต่วันแรกของการเติบโต


"East Field" จึงพัฒนา นมสำหรับเด็ก ที่ทั้งอร่อย ดื่มง่าย และเต็มไปด้วย Dairy Nutrition ที่เหมาะสำหรับเด็กในทุกช่วงวัย ทั้งนมโปรตีนสูง นมแคลเซียมสูง และนมสำหรับการเจริญเติบโต ที่ช่วยดูแลพื้นฐานสำคัญของร่างกาย ผ่านแนวคิด Growing Nutrition และ Kids Nutrition ที่เติบโตไปพร้อมกับลูกในทุกวัน


"เพราะสำหรับเรา นมที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่มีสารอาหารครบ แต่ต้องเป็นนมที่ลูกอยากดื่มทุกเช้าด้วยรอยยิ้ม"

"East Field" จึงให้ความสำคัญทั้งรสชาติ คุณภาพ และความเข้าใจในชีวิตจริงของครอบครัว ผ่านผลิตภัณฑ์อย่าง นมสำหรับวัยเรียน เม็ดเคี้ยวนม และ นมอัดเม็ด ที่ช่วยเติม Calcium Nutrition และ Family Nutrition ให้เหมาะกับเด็กยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ แต่เมื่อเราเติบโตไปพร้อมกับลูก ๆ เราพบว่า เด็กในแต่ละวัย ต้องการการดูแลมากกว่าคำว่า “นม” ทั้งภูมิคุ้มกัน ระบบขับถ่าย สมอง การนอนหลับ และสมดุลร่างกายในทุกช่วงวัย ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตเช่นกัน นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ "Nura Field"


แบรนด์ Functional Food และอาหารเสริมเด็ก ที่ต่อยอดจากแนวคิดเดียวกับ "East Field" เพื่อดูแลลูก แม่ และทุกคนในครอบครัวอย่างลึกขึ้น "Nura Field" พัฒนาอาหารเสริมเด็ก วิตามินสำหรับเด็ก และวิตามินเด็กกินง่าย ที่คิดสูตรร่วมกันระหว่างทีม R&D และเภสัชกร เพื่อให้เด็กได้รับโภชนาการที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ทั้งด้าน Gut Health, Immune Support และ Kids Nutrition สำหรับโลกยุคใหม่ รวมถึงการดูแลคุณแม่ ผ่านผลิตภัณฑ์ Probiotic เพื่อผู้หญิง, Women Probiotic และ Feminine Balance ที่ช่วยดูแลสมดุลร่างกายของผู้หญิงอย่างอ่อนโยน เข้าใจง่าย และเหมาะกับการใช้ชีวิตในทุกวัน


"เพราะแอนเชื่อว่า ครอบครัวที่แข็งแรง เริ่มต้นจากพื้นฐานสุขภาพที่ดี ไม่ว่าจะเป็นนม อาหารเสริมแม่และลูก หรือโภชนาการสำหรับผู้หญิง ทุกผลิตภัณฑ์ของ East Field และ Nura Field ล้วนถูกสร้างขึ้นจาก “ความเข้าใจของแม่” และความตั้งใจในการดูแลทุกช่วงของการเติบโตในชีวิต จากนมแก้วแรกของลูก สู่การดูแลสุขภาพของทั้งครอบครัว

นี่คือเรื่องราวของ East Field และ Nura Field ภายใต้แนวคิด “โภชนาการที่ดี คือหนึ่งในรูปแบบของความรักที่ยั่งยืนที่สุด” คุณกมลรัตน์กล่าวปิดท้าย

#EastField
#NuraField
#FoundationNutrition
#FamilyWellness
#อีสฟิลด์
59
ทีมยูนิฟายด์ฟุตบอลหญิงไทยเข้าร่วมการแข่งขัน 
Special Olympics Unified Football World Cup 2026 Paris





ทีมฟุตบอลหญิงไทย เป็นหนึ่งใน 12 ทีม ที่เข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันระดับโลก Special Olympics Unified Football World Cup 2026 ณ กรุงปารีส อันเป็นการจุดประกายพลังของการอยู่ร่วมกันทางสังคม ผ่าน ‘ฟุตบอล’ กีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ซึ่งทุกวันนี้ มีนักกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคเกือยครึ่งล้านคนที่เล่นฟุตบอลอยู่ทั่วทุกมุมโลก นับว่า เป็นครั้งแรก ที่นักกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคไทย ได้มีโอกาสการเข้าร่วมรายการแข่งขันระดับบอลโลกครั้งนี้ เป็นการแสดงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และความภาคภูมิใจของประเทศไทยบนเวทีโลก




ดร. ก้องศักด ยอดมณี  ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงนโยบายส่งเสริมกีฬาในภาพรวม และความสำคัญของการแข่งขันในครั้งนี้ ว่า “ในมุมของการกีฬาแห่งประเทศไทย การที่ทีมฟุตบอลหญิงไทยได้ เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ มีความสำคัญต่อวงการกีฬาไทย และต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง สิ่งสำคัญนั้น มิใช่เพียงเรื่องผลการแข่งขัน แต่คือการแสดงให้เห็นว่า กีฬาเป็นพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับนักกีฬาทุกคน ที่รวมถึงนักกีฬาผู้พิการทางสติปัญญา การแข่งขันในรูปแบบกีฬายูนิฟายด์ ที่นักกีฬาผู้พิการทางสติปัญญาและนักกีฬาที่ไม่มีความพิการ ได้เล่นร่วมกันในทีมเดียว สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความเข้าใจ ความเท่าเทียม และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างแท้จริง นับว่า “การเล่นกีฬา” มีความสำคัญและจำเป็น ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางสังคม และการสร้างทัศคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้พิการทางสติปัญญา”


ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของสมาคมฯ ในการสร้างโอกาสให้กับนักกีฬาผู้พิการทางสติปัญญาไทย จากระดับรากหญ้า สู่ระดับโลก ว่า “สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาศักยภาพความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสติปัญญาในประเทศไทย และ ฟุตบอลเป็นกีฬาสำคัญที่นำแนวคิด กีฬายูนิฟายด์ มาใช้ ทุกวันนี้ มีนักกีฬาฟุตบอลทั่วประเทศจำนวนมาก และ มีนักกีฬาฟุตบอลหญิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ทีมชุดนี้เกิดขึ้นจากกระบวนการคัดเลือก ผ่านระบบ “ฟุตบอลลีคหญิง” ทำ เพื่อให้ได้ทีมที่มีความพร้อมที่สุด สะท้อนให้เห็นว่ากีฬาฟุตบอลเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ที่ช่วยเปิดทางให้นักกีฬาได้พัฒนาตนเอง ฉะนั้น การเดินทางสู่เวทีโลกครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงความสำเร็จของนักกีฬากลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคทั่วประเทศ  รวมถึงครอบครัว และผู้ฝึกสอนทุกคน ด้วย”


ดร.ฤทธิรงค์ อินทรจินดา ผู้อำนวยการทีมฟุตบอลชุด  Unified Football World Cup 2026 กล่าวถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันบอลโลก ว่า “ได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมทีมอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคนิคกีฬา สมรรถภาพร่างกายความแข็งแกร่งทางจิตใจ ประสบการณ์ในการแข่งขัน รวมถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวกันอย่างแท้จริง โดยที่ผ่านมา ทีมได้มีการฝึกซ้อมและเก็บตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักกีฬาได้เรียนรู้ทั้งทักษะในสนาม การรับมือกับความกดดัน การปรับตัวระหว่างการแข่งขัน และการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันภายในทีม โดยเฉพาะก่อนเดินทางไปแข่งขันจริง จำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของนักกีฬา โภชนาการ การพักผ่อน การป้องกันการบาดเจ็บ และการเสริมกำลังใจให้ทุกคนมีความพร้อมเต็มที่ เพราะทีมหญิงไทยชุดนี้ไม่ได้เป็นเพียงทีมที่ไปแข่งขันฟุตบอล แต่เป็นทีมที่สะท้อนศักดิ์ศรี ความมุ่งมั่น ความทุ่มเท และความสามัคคีของนักกีฬาทีมชาติไทย”

นอกจากนั้น ภายในงานยังมีการสัมภาษณ์พิเศษกับ Special Olympics Thailand Group Ambassador BNK48 ที่ส่งกำลังใจให้นักกีฬาทุกคน ว่า “ไม่ว่าจะอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต หรืออยู่ในสนามฟุตบอล หัวใจสำคัญที่เหมือนกัน คือ การฝึกซ้อม ความสามัคคี การเชื่อมั่นในทีม และการไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดใด ๆ”




เกี่ยวกับสเปเชียลโอลิมปิค

สเปเชียลโอลิมปิค เป็นโครงการนานาชาติ ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการทางสติปัญญาซึ่งเป็นประชากร ผู้พิการที่มีจำนวนมากที่สุดของโลก โดยใช้กีฬาเป็นสื่อในการพัฒนาสุขภาพพลานามัย และ การเรียนรู้ เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมของผู้พิการกลุ่มนี้ โดยสเปเชียลโอลิมปิคไทย เป็นหนึ่งใน 190 ประเทศสมาชิกของ สเปเชียลโอลิมปิคสากล ปัจจุบันมีนักกีฬามากกว่า 32,000  คนทั่วประเทศไทยเข้าร่วมโครงการที่ประกอบด้วยกิจกรรมที่กีฬาหลากหลาย รวมถึง โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ และกิจกรรมเพื่อการพัฒนาในปฐมวัย

60
ศอกขวาปลิดวิญญาณ! "หัสดี" ชนะ TKO "แสงพนม" ยก 3  ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 25


             ศึก "มวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 25" สาย A รอบ 8 คน นัดแรก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569 ที่เวทีมวยช่อง 7 โดยก่อนชก นายจมร เลขะกุล (ผู้แทนปูนเสือ) ให้เกียรติขึ้นคล้องพวงมาลัยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับนักมวยบนเวที คู่ระหว่าง แสงพนม ผดุงชัยมวยไทยยิม (แดง) ปะทะ หัสดี ตี๋น้อยคชิน (น้ำเงิน) พิกัด 116 ปอนด์ จากนั้นนักมวยต่างเปิดฉากแลกอาวุธ ทั้งหมัด เท้า เข่า และศอก อย่างดุเดือด ทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกรับไม่มีใครยอมใคร สร้างความตื่นเต้นจนผู้ชมรอบสังเวียนต้องส่งเสียงเขียร์ดังกระหึ่มทั้งสนาม

สรุปผล ศึก "มวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 25" สาย A รอบ 8 คน นัดแรก มีดังนี






             คู่ที่ 1. มอญขาว ซีเมนต์ดี (แดง) พบกับ เพชรสีทอง ศิษย์เจ๊แดง (น้ำเงิน) คู่นี้เนื่องจาก ยอดกัณฆ์ ช้างนครศรี ป่วยกะทันหันต้องเอา เพชรสีทอง มาขึ้นชกแทน เกมส์การชกจบเร็วต้นยก 3 "มอญขาว" เดินต่อยหมัดตัดลำตัว "เพชรสีทอง" เน้นๆถึงทิ้งตัวให้กรรมการนับ 8 ชกได้ "มอญขาว" ได้โอกาสเดินไล่ต่อยลำตัวย้ำเน้นอีกครั้ง "เพชรสีทอง" ทิ้งตัวให้กรรมการนับ 10 ทำให้ มอญขาวชนะ TKO ยก 3






             คู่ที่ 2. หลับกลางอากาศ แสงพนม ผดุงชัยมวยไทยยิม (แดง) พบกับ หัสดี ตี๋น้อยคชิน (น้ำเงิน) "แสงพนม" มวยขวาสูงยาวเข่าดีเข่าในอาชีพด้าน "หัสดี" หันมาเล่นหมัดเตะซ้ายต่อยซ้ายแบบแลกกันมึงทีกูทีช่วงต้นยก 3 จังที่ทั้งคู่แลกหมัดและเพลงเข่าเป็นจังหวะที่ "หัสดี" สับศอกขวาเข้าปลายคาง "เพชรพนม" เต็มๆ ถึงกับหลับกลางอาดาศให้กรรมการนับ 10 ทำให้ หัสดี ชนะ TKO ยก 3

             สำหรับ ศึก "มวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 25" สาย B รอบ 8 คน นัดแรก โดย คู่ที่ 1. ระหว่าง เมืองช้าง ส.เดชะพันธ์ (แดง) พบกับ ไทยแลนด์ ส.รุ่งศักดิ์ (น้ำเงิน) พิกัด 116 ปอนด์ และ คู่ที่ 2. ระหว่าง พรเพชร ส.ราชภูมิ (แดง) พบกับ แสงทองน้อย แสงทองค้าแก๊ส (น้ำเงิน) พิกัด 116 ปอนด์ พร้อมขึ้นสังเวียนโชว์ศิลปะแม่ไม้มวยไทยให้กับผู้ชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้ชมและมาลุ้นกันว่าการต่อสู้ของทั้งสองคู่จะออกมาดุเดือดแค่ไหนและสุดท้ายฝ่ายไหนจะได้รับการชูมือจากกรรมการ แฟนๆ คอมวยรอบปูนเสือมาร่วมพิสูจน์ความดุดันและมาลุ้นกันจนนั่งไม่ติดเก้าอี้กันในวันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่เวทีมวยช่อง 7 รับชมการถ่ายทอดสดทางช่อง 7 HD ได้ตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป แฟนมวยไทยทั่วประเทศห้ามพลาด

             
Pages: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 10