51
news & activity / หลักฐานเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายฉลากโภชนาการหน้าบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย
« Last post by happy on March 28, 2026, 10:37:06 PM »หลักฐานเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายฉลากโภชนาการหน้าบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย
ยังไม่สามารถช่วยให้ผู้บริโภคเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยังไม่สามารถช่วยให้ผู้บริโภคเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดย รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม

ในหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีโอกาสสำคัญในการพัฒนานโยบายฉลากโภชนาการด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน ฉลากคำเตือนเป็นแนวทางที่มีประสิทธิผลสูงสุดและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค การปรับเปลี่ยนนโยบายโดยไม่รีรอและควบคู่กับการให้ความรู้และการติดตามประเมินผล จะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำนวัตกรรมนโยบายด้านโภชนาการของภูมิภาคได้ โดยฉลากโภชนาการหน้าบรรจุภัณฑ์ (Front-of-Pack Labels: FOPL) ของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่สามารถช่วยให้ผู้บริโภคเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากงานวิจัยล่าสุดซึ่งทำการศึกษาโดย พเยาว์ ผ่อนสุขและคณะ ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งรายงานในวารสาร Public Health Nutrition ในกลุ่มผู้บริโภคคนไทยจำนวน 410 คนพบว่า ถึงแม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่จะรับรู้เกี่ยวกับฉลากที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่มีเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น ที่ใช้ข้อมูลจากฉลากเป็นประจำและรูปแบบตัวเลขที่ซับซ้อนยังเป็นอุปสรรคในการทำความเข้าใจ หลักฐานเชิงประจักษ์นี้ชี้ชัดว่า ประเทศไทยควรปรับเปลี่ยนรูปแบบฉลาก Guideline Daily Amounts (GDA) ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันไปสู่ฉลากแบบบอกความหมายทางโภชนาการเป็นคำเตือน (Warning Labels) ควบคู่กับ การรณรงค์ให้ความรู้สาธารณะ เพื่อลดภาระโรคไม่ติดต่อที่มีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหาร

โดยการออกแบบและการบังคับใช้ฉลากหน้าบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่นั้น ควรจะต้องสอดคล้องกับคำแนะนำขององค์กรอนามัยโลก (WHO) และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากล ซึ่งรวมถึง ความชอบของผู้บริโภคในรายละเอียดการออกแบบ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเกณฑ์และรูปแบบหลักของฉลากแบบบอกความหมายทางโภชนาการเป็นคำเตือน และให้มีการกำหนดรูปแบบฉลาก ทั้งขนาด ตำแหน่ง และความชัดเจน อีกทั้งยังกำหนดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านและการบังคับใช้อย่างชัดเจน และควรมีการพัฒนาระบบติดตามประเมินผลเพื่อติดตามพฤติกรรมผู้บริโภค การปฏิบัติตามของภาคอุตสาหกรรม ความพยายามในการปรับสูตรอาหาร และผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชากรอย่างต่อเนื่อง

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เปิดเผยว่า ปัญหาในขณะนี้คือประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(Ncds) ซึ่งมีสาเหตุจากการบริโภคอาหารที่มีโภชนาการไม่เหมาะสม ฉลากโภชนาการหน้าบรรจุภัณฑ์ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่จะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ถึงแม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่จะรู้จักฉลากโภชนาการที่ใช้ในปัจจุบัน การรับรู้ฉลาก GDA อยู่ที่ร้อยละ 95 และการรับรู้ตราสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” อยู่ที่ร้อยละ 82 แต่มีเพียงร้อยละ 24 ของผู้บริโภคเท่านั้นที่อ่านฉลากเป็นประจำ โดยเฉพาะฉลาก GDA ซึ่งเป็นฉลากที่บังคับแสดงบนหน้าบรรจุภัณฑ์อาหารแปรรูปส่วนใหญ่ แต่กลับมีผู้ที่เข้าใจน้อยมาก ทั้งนี้ช่องว่างระหว่างการรับรู้และการใช้งานนี้ถือเป็นความท้าทายในการตอบโจทย์นโยบายด้านสาธารณสุข

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ กล่าวว่า การศึกษานี้ ประเมินจากฉลากหน้าบรรจุภัณฑ์ 6 รูปแบบ ได้แก่ 1.ฉลาก GDA 2. ฉลากคำเตือน (Warning Labels) 3.Nutri-Score 4.Health Logo (ทางเลือกสุขภาพ) 5. Star Rating และ6.ฉลากสัญญาณไฟจราจร (Traffic Light Labels) โดยการสำรวจและการสัมภาษณ์ผู้บริโภคชาวไทยอายุตั้งแต่ 12–78 ปีในกรุงเทพฯและพื้นที่ปริมณฑลช่วงต้นปี 2565 โดยประสิทธิผลของฉลากจากการอ่าน ฉลากคำเตือน (Warning Labels) และ Nutri-Score มีประสิทธิผลสูงที่สุดในการช่วยให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ และฉลากคำเตือนเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิผลสูงสุดในการช่วยผู้บริโภคเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกและผลการศึกษาในระดับโลก ในขณะที่ฉลาก GDA ได้คะแนนต่ำสุดทั้งในแง่ของการใช้งานและความเข้าใจ ส่วน ตราสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Logo)ได้รับคะแนนสูงด้านความชอบของบรรจุภัณฑ์ (ร้อยละ 60) ความโดดเด่น (ร้อยละ 59) และความสวยงาม (ร้อยละ 57) แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการช่วยให้ผู้บริโภคเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพนั้นไม่ได้รับการประเมิน

ทั้งนี้สัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพเป็นรูปแบบฉลากตามความสมัครใจและไม่สามารถให้ข้อมูลของสารอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวโดยสรุปอุปสรรคของรูปแบบฉลากทั้งหมดในปัจจุบันในการศึกษาในเชิงคุณภาพบ่งชี้อุปสรรคที่สำคัญของฉลาก เช่น เวลาจำกัดในการเลือกซื้อสินค้า ขนาดตัวอักษรเล็ก และความยากลำบากในการตีความตัวเลข ซึ่งต้องอาศัยความรู้ด้านโภชนาการ อีกทั้งรูปแบบฉลากที่มีสี (color-coded systems) ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักจะสะดุดตาและชื่นชอบฉลากที่มีสี แต่ข้อมูลการศึกษาเชิงปริมาณบ่งชี้ว่า ฉลากคำเตือน มีประสิทธิผลสูงกว่าในการช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพในทุกกลุ่มประชากร ซึ่งเป็นเหตุผลหลักของการมีฉลากหน้าบรรจุภัณฑ์ ดังนั้นนัยสําคัญในเชิงนโยบายหรือข้อเสนอแนะผลกระทบหรือแนวทางปฏิบัติที่สรุปได้จากผลการวิจัย ข้อมูลหรือสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อที่จะนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของภาครัฐและเอกชนในการกำหนดมาตรการ การแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาโครงสร้างเชิงระบบอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน จะต้องเร่งดำเนินการทันทีในการเปลี่ยนรูปแบบฉลากหน้าบรรจุภัณฑ์จากแบบ GDA เป็นฉลากคำเตือน ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิผลสูงสุดในการช่วยให้ผู้บริโภคคนไทยได้ตัดสินใจเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพและในขณะที่ยังคงเป็นที่ยอมรับได้ โดยฉลากที่ระบุประสิทธิผลของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์จะต้องเป็นเกณฑ์หลักในการระบุความถูกต้องของมาตรฐานในการบริโภค และอันตรายหากมีการบริโภคมากเกินความพอดี แม้ว่าความชอบของผู้บริโภคนั้น จะมีความสำคัญต่อการสนับสนุนของสังคม แต่ประสิทธิผลในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคควรต้องเป็นเกณฑ์หลักของนโยบายสาธารณสุขแห่งชาติ
นอกจากนี้ยังต้องทำการปฏิรูปฉลากรูปแบบใหม่ให้มีความสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เช่น เวลาการดูฉลากระหว่างเลือกซื้อ ความชัดเจนของตัวอักษร การตีความที่ง่ายโดยไม่ต้องคำนวณหรือมีความรู้ด้านโภชนาการหรือการให้ความรู้สำคัญในการรณรงค์ในเรื่องฉลากโภชนาการหน้าบรรจุภัณฑ์ ควรดำเนินการก่อน/ระหว่างการบังคับใช้ฉลากรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิผลต่อทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคและผลลัพธ์ทางด้านสุขภาพเป็นหลักด้วย ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ 1.การบังคับใช้ฉลากคำเตือนบนหน้าฉลากบรรจุภัณฑ์แทนระบบฉลาก GDA 2.รณรงค์ให้ความรู้แก่สาธารณะอย่างครอบคลุมทั้งในช่วงก่อนและระหว่างการดำเนินการบังคับใช้ฉลากรูปแบบใหม่ และ 3.หารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น กลุ่มผู้บริโภคและองค์กรสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการ-เจ้าของผลิตภัณฑ์ โดยในช่วงระหว่างการพัฒนานโยบายการบังคับใช้ฉลากรูปแบบใหม่ จะต้องป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนตลอดกระบวนการอย่างเหมาะสม
52
Sport News & Motor Sport / "สมชาย" โหดไร้ปราณี! ยำ "มอร์แกน" คิ้วแตกยก 3 ซิวเข็มขัดแชมป์ WBA ไปครอง
« Last post by happy on March 28, 2026, 06:42:36 PM »"สมชาย" โหดไร้ปราณี! ยำ "มอร์แกน" คิ้วแตกยก 3 ซิวเข็มขัดแชมป์ WBA ไปครอง

เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ที่สนามมวย เวิลด์สยาม สเตเดี้ยม เขตบางกะปิ การต่อสู้ที่ดุเดือดในศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS" จัดการแข่งขันโดยโปรโมเตอร์สองคู่เขยมากฝีมือ มิสเตอร์ บริโก้ แซนติก โปรโมเตอร์ชาวฟิลิปปินส์ กับ “ปุ่นอินเตอร์” นายศุภณัฐ จันทร์แรม โปรโมเตอร์ชาวไทย พร้อมด้วย นายนริส สิงห์วังชา ประธานสหพันธ์มวยแห่งเอเชีย (ABF) และ นายกสมาคมกีฬาชักกะเย่อ แห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS" ในการชกชิงข็มขัดแชมป์ WBA OCEANIA , ABF และ IBO ASIA เข็มขัด 3 เส้น 3 สถาบัน มีนักสู้ยอดฝีมือ 15 คู่ จากทั่วโลกที่เสิร์ฟความมันส์ในศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS" ทัพนักชกทุกคู่ขึ้นสังเวียนดวลหมัดในศึกแห่งศักดิ์ศรีกันอย่างดุเดือด ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและสนุกสนาน โดยมีแฟนมวยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาร่วมชมติดขอบเวทีและส่งเสียงเชียร์กันอย่างคึกคัก


ส่วนผลการแข่งขันรายการ ศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS"
คู่ที่ 1. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นมิดเดิลเวท พิกัด 160 ปอนด์ กำหนด 4 ยก ยุน ฮงมิน นักชกเกาหลี ชนะ TKO ยก 1 คมสัน วงศ์สุรินทร์ นักชกไทย
คู่ที่ 2. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นไลท์เวท พิกัด 135 ปอนด์ กำหนด 4 ยก โอบาดา ดวิกัต นักชกปาเลสไตน์ ชนะ TKO ยก 2 เกียรติพล เครา นักชกไทย
คู่ที่ 3. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท พิกัด 140 ปอนด์ กำหนด 4 ยก คิม ฮันบิน นักชกเกาหลี เสมอ จักรพัตร พรหมธร นักชกไทย
คู่ที่ 4. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นไลท์เวท พิกัด 135 ปอนด์ กำหนด 4 ยก เคอร์ติส จอห์น ฮิลล์ นักชกสหราชอาณาจักร ชนะ TKO ยก 1 สมบูรณ์ ดูมแบร์ นักชกไทย


คู่ที่ 5. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นรุ่นเวลเตอร์เวท พิกัด 147 ปอนด์ กำหนด 4 ยก ล็อก ซาราโวอิน นักชกฝรั่งเศส แพ้ TKO ยก 1 ชัชวาลย์ จินโนภัทร นักชกไทย
คู่ที่ 6. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท พิกัด 140 ปอนด์ กำหนด 4 ยก เจฮี มุน นักชกเกาหลี ชนะคะแนน สันติ กิจวราธร นักชกไทย
คู่ที่ 7. การชกอุ่นเครื่องมวยหญิง รุ่นเวลเตอร์เวท พิกัด 154 ปอนด์ กำหนด 6 ยก คอนนี่ ชาน นักชกออสเตรเลีย ชนะ TKO ยก 5 ณภัทรสร ชินขวัญ นักชกไทย
คู่ที่ 8. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นเฮฟวี่เวท พิกัด 225 ปอนด์ กำหนด 4 ยก มาอารูฟี อามีน อัลลอฮ์ นักชกจากตูนิเซีย ชนะ TKO ยก 2 รวิภาส คำสุด นักชกไทย


คู่ที่ 9. การชกอุ่นเครื่อง ซูเปอร์เฟเธอร์เวท พิกัด 130 ปอนด์ กำหนด 6 ยก ไอดอส เคสเปอร์ นักชกคาซัคสถาน ชนะ TKO ยก 5 ณหธร ปาหาม นักชกไทย
คู่ที่ 10. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นเฮฟวี่เวท พิกัด 225 ปอนด์ กำหนด 4 ยก หวาง วินเซนต์ ตรัน นักชกมาเลเซีย ชนะ TKO ยก 3 อภิสิทธิ์ แสงเมืองนักชกไทย
คู่ที่ 11. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวท พิกัด 168 ปอนด์ กำหนด 4 ยก อดัม ฟาร์ฮาน นาซรีน นักชกมาเลเซีย ชนะ TKO ยก 1 จิรศักดิ์กาญสกุลนักชกไทย
คู่ที่ 12. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นฟลายเวท พิกัด 115 ปอนด์ กำหนด 6 ยก เจสซี่ เอสปินาส นักชกจากฟิลิปปินส์ ชนะ TKO ยก 1 คมกริช นันทเพชรนักชกไทย


คู่ที่ 13. การแข่งขันชิงเข็มขัดแชมป์ IBO ASIA รุ่นครุยเซอร์เวท พิกัด 200 ปอนด์ กำหนด 10 ยก ระหว่าง ธรุฟ สุเปยา นักชกจากแคนาดา ปะทะ ปีเตอร์ มซิโอก้า นักชกจาสุเปย่กแทนซาเนีย คู่นี้เป็นมวยยักษ์ชนยักษ์ เกมส์จบลงเร็วเกินคาดเมื่อ สุเปยาเดินรุกไล่ฮุคซ้ายตัดลำตัว ปีเตอร์ ที่พยามตอบโต้ด้วยการถลุงแต่ยังไม่ชัดเจนกลับโดน สุเปยา ได้จังฮุคซ้ายเข้าขายโครง ปิเตอร์ แบบเป็นชุดทนไม่ไหวทิ้งตัวให้กรรมการนับ 10 ในยกที่ 2 ทำให้ สุเปยา คส้าแชมป์ IBO ASIA มาคลองแบบง่ายดาย
คู่ที่ 14. การแข่งขันชิงเข็มขัดแชมป์ ABF รุ่นเฟเธอร์เวท พิกัด 126 ปอนด์ กำหนด 10 ยก ระหว่าง ลีบอย อาเทนซิโอ นักชกจากฟิลิปปินส์ ปะทะ สุขประเสริฐ พงษ์พิทักษ์ นักชกไทย คู่นี้เป็นมวยถูกคู่ บีบอย มวยขวาสุอันตราย ด้าน สุขประเสริฐ อดีตยอดมวยไทย เป็นฝ่ายเดินเข้าหาต่อยหมัดตัดลำตัวกลับโดน ลีบอย โต้ด้วยหมัดฮุคขวาเข้าปลายคางก่อนที่จะตามด้วยหมัดขวาตรงเข้าตัวเต็มๆ สุขประเสริฐ ร่วงให้กรรทการนับจนกระทั่งยก2เป็นยกอวสาน เมื่อ ลีบอย เกินเร็วต่อยขวาตามด้วยฮุคซ้ายเข้าลำตัว สุขประเสริฐ เต็มๆทิ้งตัวให้กรรมการนับ 10 ไปแบบง่ายดายชนะTKO ในยกที่ 2 ทำให้ ลีบอย คว้าแชมป์มาครองอย่างสะใจโดยมีนายนริส สิงห์วังชา นายกสมาคมกีฬาชักกะเย่อแห่งประเทศไทย พ่อพระวงการมวยแสดงความยินขึ้นคาดเข็มขัดให้กับแชมป์ ABF คนใหม่จากฟิลิปปินส์


คู่ที่ 15. การแข่งขันชิงเข็มขัดแชมป์ WBA OCEANIA รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท พิกัด 140 ปอนด์ กำหนด 10 ยก ระหว่าง แบรด มอร์แกน นักชกจากออสเตรเลีย ปะทะ สมชาย วงศ์สุวรรณ นักชกมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทยเริ่มยกแรก สมชาย เดินเข้าหาด้วยความมั่นใจฮุคซ้ายต่อยขวาตัดลำตัวบนสลับล่างทำเอา มอร์แกน ทำอะไรไม่ถนัดออกหมัดไม่เข้าเป้ากลับโดน สมชาย อาศัยความคล่องแคล่วไตส์มวยสากลสมัครเล่นได้โอกาสทิ่มหมัดซ้ายตรงเข้าเบ้าตาซ้าย มอร์แกน เลือดเริ่มไหลออกมาจนกระทั่งต้นยก 3 สมชาย ยังโชว์เร็วอย่างเห็นได้ชัดเดินทิ่มหมัดทั้งซ้ายและขวาเป็นชุดเข้าใบหน้า มอร์แกน ทำให้เลือดไหลทะลักกรรมการต้องยุติให้แพทย์สนามขึ้นมาดูปรากฎว่าต้องยุติการชกทำให้ สมชาย วงศ์สุวรรณ เป็นฝ่ายชนะ TKO ยก3 คว้าแชมป์ WBA Oceania มาครองอย่าสะใจ


บรรยากาศในสนามมวยคึกคักและดุเดือดสุดๆ เต็มไปด้วยนักสู้ยอดฝีมือจากทั่วโลกที่ขึ้นสังเวียนแลกหมัดกันอย่างดุเดือด เสียงเชียร์จากแฟนมวยทั้งชาวไทยและต่างชาติลุ้นระทึกทุกคู่ ทำให้บรรยากาศในสนามเต็มไปด้วยเสียงเชียร์จากแฟนมวยทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเชียร์ไปด้วยความสนุกสนาน
53
news & activity / กอล์ฟฟิ่งกราวนด์ฯ ผนึกกำลัง บางจากฯ เปิดสาขาที่ 5 ที่ศรีนครินทร์
« Last post by happy on March 28, 2026, 06:08:58 PM »กอล์ฟฟิ่งกราวนด์ เพอร์ฟอร์แมนซ์ เซ็นเตอร์(Golfing Ground Performance Center) ศูนย์ฝึกอบรมกีฬากอล์ฟชั้นนำระดับโลก ที่นักกอล์ฟให้ความเชื่อมั่นร่วมกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานและนวัตกรรมสีเขียว ของไทยในรูปแบบ Partnership เปิดให้บริการ อีกเป็นสาขาที่ 5 ที่ศรีนครินทร์ ภายใต้แนวคิด “A Proven Progression – พัฒนาการที่คุณพิสูจน์ได้ สู่ความก้าวหน้าอย่างมีหลักการ” ที่เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมกอล์ฟของ ประเทศไทยไปตลอดกาล โดยมีตัวแทนจากบริษัท บางจากฯ และทีมโปรผู้ฝึกสอน คอยแนะนำเทคโนโลยีต่างๆ แนะแนวการฝึกสอนให้กับผู้ร่วมงานอย่างใกล้ชิด เมื่อวันก่อน
การร่วมมือครั้งนี้ของ"กอล์ฟฟิ่งกราวนด์ เพอร์ฟอร์แมนซ์ เซ็นเตอร์" กับบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกกีฬากอล์ฟในรูปแบบใหม่ที่เข้าถึงง่าย ทันสมัย และตอบโจทย์นักกอล์ฟทุกระดับ ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นจนถึงนักกอล์ฟแข่งขัน ในแบบฉบับของ Golf Lifestyle Ecosystem โดยได้รับเกียรติจาก คุณยศธร อรัญนารถ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและพันธมิตรค้าปลีก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมในพิธีเปิด พร้อมด้วยคุณพีรทัศน์ ทองบุญเกื้อ, คุณพงศ์ศักดิ์ สิทธิไชยนันท์ ผู้แทนจากบริษัท บางจากฯ รวมถึง คุณเต๋า-เศรฐพงศ์ เพียงพอ และ คุณติ๊ก-วิลาสินี พรประเสริฐถาวร และ จีโน่ The snack ที่มาร่วมแสดงความยินดีด้วย
โดยทางผู้บริหารบริษัท บางจากฯ ได้ให้เหตุผลถึงการร่วมเป็นพันธมิตรครั้งนี้ว่า "บางจากฯ ให้ความสำคัญกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Health & Wellbeing มาอย่างต่อเนื่อง กีฬากอล์ฟถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ตอบโจทย์นี้ได้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น ไปจนถึงผู้สูงอายุ เพราะเป็นกีฬาที่เล่นได้ทุกเพศทุกวัย การนำนวัตกรรมกอล์ฟในรูปแบบ Simulation เข้ามาอยู่ในพื้นที่ของสถานีบริการ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้าง ความสนุกสนาน แต่ยังเป็นการส่งเสริมเทรนด์การดูแลสุขภาพที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน
ที่สำคัญเราเห็นศักยภาพที่ชัดเจนของนักกอล์ฟไทยในระดับสากล ทั้งโปรกอล์ฟหญิงที่ก้าวขึ้นไปเป็นมือหนึ่งของโลก หรือโปรกอล์ฟชายที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในทัวร์นาเมนต์ต่างๆ มองว่า หากประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง จากการออกกำลังกายและทำกิจกรรม Health & Wellbeing จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในภาพรวมของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางความยั่งยืนของบางจากฯ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ โดยนวัตกรรมนี้จะช่วยทลายข้อจำกัดหรือ Pain Point เดิมๆ ของนักกอล์ฟ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระยะทางหรือสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ เพราะลูกค้าสามารถเข้ามาฝึกซ้อมได้ตลอดเวลา ในบรรยากาศที่สบาย พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่สามารถเช็ควงสวิง และรับคำแนะนำจากโปรผู้เชี่ยวชาญได้ทันที ถือเป็นการผสมผสานระหว่างความสนุก การออกกำลังกาย และการพัฒนาศักยภาพอย่างแท้จริง"
ทางด้าน โปรนพ-นพคุณ วงศ์หล่อ ผู้อำนวยการฝ่ายการสอนและผู้ก่อตั้งกอล์ฟฟิ่งกราวนด์ กล่าวว่า "วันนี้คือจุดเริ่มต้นใหม่ของอุตสาหกรรมกอล์ฟไทย การร่วมมือกับ บางจาก คอร์ปอเรชั่นไม่ใช่แค่การขยายสาขา แต่เป็นการสร้าง Paradigm Shift ที่ทำให้นักกอล์ฟทุกระดับ ทุกพื้นที่ สามารถเข้าถึงการสอนและเทคโนโลยีระดับโลกได้อย่างสะดวก เรามุ่งมั่นพัฒนานักกอล์ฟไทยสู่เวทีระดับนานาชาติได้ด้วยหลักสูตรมาตรฐานออกแบบโดย Golfing ground Performance Center มีทีมผู้ฝึกสอนที่ ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล ความมือครั้งสำคัญนี้กับบางจาก คอร์ปอเรชั่น นั่นคือการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ไม่มีใครทำได้ในประเทศไทย สู่การพัฒนา ทักษะกอล์ฟระดับมาตรฐานสากล การนำ Golf Performance Center ระดับโลกเข้ามา อยู่ในเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน เพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้าของบางจากโครงการนี้ยังเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้กอล์ฟฟิ่งกราวนด์เป็นสถาบันกอล์ฟที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมแห่งแรกของไทย สอดคล้องกับพันธกิจของบางจากในการพัฒนานวัตกรรมธุรกิจอย่างยั่งยืนคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมและสังคม ต้องขอบคุณกับทุกฝ่ายที่มีส่วนทำให้เกิดขึ้นมาอย่างมีคุณภาพความร่วมครั้งนี้คือต้นแบบให้กับอุตสาหกรรมกีฬาในประเทศไทยต่อไป"
โดย กอล์ฟฟิ่งกราวนด์ เพอร์ฟอร์แมนซ์ เซ็นเตอร์ มีให้บริการก่อนนี้ 4 สาขา ทั้งที่สีลม (Flagship), สาขาพระโขนง, สาขาบางนา และสาขาปทุมธานี ครอบคลุม พื้นที่หลักในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และล่าสุดคือสาขาศรีนครินทร์ เป็นสาขาที่ 5 เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายสาขากับ บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น ยึดหลักการณ์ Prime Strategic Locations – ทำเลศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ภายในเครือข่ายสถานีบริการบางจากกว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ Green Innovation Leadership – การร่วมพัฒนาให้กอล์ฟฟิ่งกราวด์เป็น สถาบัน กอล์ฟแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่บูรณาการ Greenovation Concept อย่างสมบูรณ์ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “The Leading Greenovation Group” ของ บางจาก World-Class Golf Academy – สถาบันสอนกอล์ฟมาตรฐานสากลครบวงจร พร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น Smart2Move 3D, SAM Putt Lab และ Sportsbox 3D ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ใช้โดยนักกอล์ฟมืออาชีพระดับโลก Accessibility Revolution – เปิดโอกาสให้นักกอล์ฟทั่วไปเข้าถึงการฝึกซ้อมระดับมาตรฐานสากล ณ ทำเลที่สะดวก โดยไม่ต้องเดินทางไกล “ – Wherever You Are, Excellence is There” และ Ecosystem Completion – เติมเต็มไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ของบางจากให้ครบครัน ยิ่งขึ้น จาก Supermarket, คาเฟ่, ร้านอาหาร, Beauty Clinic ไปสู่ Golf Performanc center
54
news & activity / ณภัทร และ ภัสธนมนท์ ขึ้นนำร่วมสวิง บางจาก โอเพ่น 2026 ที่เขาใหญ่
« Last post by happy on March 28, 2026, 05:29:36 PM »ณภัทร ไชยพานิช (ซ้าย) และ ภัสธนมนท์ สุทธิรักษ์พงศ์ สองผู้นำวันแรก กอล์ฟเยาวชนรายการใหญ่ "บางจาก โอเพ่น 2026"
ณ สนามเขาใหญ่ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569
ณ สนามเขาใหญ่ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569
ณภัทร ไชยพานิช จบรอบแรกด้วยสกอร์ 8 อันเดอร์พาร์ 64 ขึ้นเป็นผู้นำเดี่ยวรุ่น ซูเปอร์ ชาย ขณะที่ ภัสธนมนท์ สุทธิรักษ์พงศ์ ประเดิมวันแรกด้วยสกอร์ 4 อันเดอร์พาร์ 68 ขึ้นนำจ่าฝูงฝ่ายหญิง กอล์ฟเยาวชนรายการใหญ่ "บางจาก โอเพ่น 2026" เปิดฉากดวลวงสวิงรอบแรกอย่างเข้มข้น ณ สนามเขาใหญ่ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา โดยมีนักสวิงเยาวชนฝีมือดีจากทั่วประเทศตบเท้าเข้าร่วมชิงชัย ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่ตื่นเต้นตั้งแต่วันแรก
รุ่น ซูเปอร์ ชาย ณภัทร ไชยพานิช โชว์ฟอร์มร้อนแรงที่สุดของวัน เก็บ 8 เบอร์ดี้ เสียเพียง 1 โบกี้ จบรอบแรกด้วยสกอร์ 8 อันเดอร์พาร์ 64 ขึ้นเป็นผู้นำเดี่ยว โดยมี ปาร์ค ซิวู และ สุรพิชญ์ พิชยเสาวภาคย์ ตามมาในอันดับ 2 ร่วมที่สกอร์ 5 อันเดอร์พาร์ 67 ขณะที่รุ่น ซูเปอร์ หญิง ภัสธนมนท์ สุทธิรักษ์พงศ์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมประเดิมวันแรกด้วยสกอร์ 4 อันเดอร์พาร์ 68 ขึ้นนำจ่าฝูงฝ่ายหญิง โดยมี ศศิศรร์ จงศรีอดิสรณ์ ตามมาติดๆ ในอันดับที่ 2 ด้วยสกอร์ 3 อันเดอร์พาร์ 69
รุ่น จูเนียร์ ชาย ลี ซิหยุน ทำผลงานโดดเด่นกดไป 6 อันเดอร์พาร์ 66 ครองตำแหน่งผู้นำเดี่ยว ทิ้งห่างอันดับ 2 ร่วมอย่าง อมตะ รอดใหญ่ และ ริวกิ โอซากิ ที่ทำสกอร์ไว้ 2 อันเดอร์พาร์ 70 อยู่ 4 สโตรก ขณะที่รุ่น จูเนียร์ หญิง บุญยนุช ศุภกิจบุญชู โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม จบรอบแรกที่สกอร์ 4 อันเดอร์พาร์ 68 นำห่าง พจีวิรา พาณิชย์วรชัยกุล ที่ตามมาในอันดับ 2 เพียงสโตรกเดียว (สกอร์ 3 อันเดอร์พาร์ 69)
สำหรับรุ่น สเปเชี่ยล ชาย ผู้นำเป็นของ ชนะพายุ จีระประพันธ์กุล และ กฤตยชญ์ ตินพ ที่ตีเข้ามาสกอร์เท่ากันที่ 1 โอเวอร์พาร์ 73 ส่วนในรุ่น สเปเชี่ยล หญิง ภัทราภรณ์ วันทวี ขึ้นนำเดี่ยวด้วยสกอร์ 7 โอเวอร์พาร์ 79
รุ่น ซูเปอร์ ชาย ณภัทร ไชยพานิช โชว์ฟอร์มร้อนแรงที่สุดของวัน เก็บ 8 เบอร์ดี้ เสียเพียง 1 โบกี้ จบรอบแรกด้วยสกอร์ 8 อันเดอร์พาร์ 64 ขึ้นเป็นผู้นำเดี่ยว โดยมี ปาร์ค ซิวู และ สุรพิชญ์ พิชยเสาวภาคย์ ตามมาในอันดับ 2 ร่วมที่สกอร์ 5 อันเดอร์พาร์ 67 ขณะที่รุ่น ซูเปอร์ หญิง ภัสธนมนท์ สุทธิรักษ์พงศ์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมประเดิมวันแรกด้วยสกอร์ 4 อันเดอร์พาร์ 68 ขึ้นนำจ่าฝูงฝ่ายหญิง โดยมี ศศิศรร์ จงศรีอดิสรณ์ ตามมาติดๆ ในอันดับที่ 2 ด้วยสกอร์ 3 อันเดอร์พาร์ 69
รุ่น จูเนียร์ ชาย ลี ซิหยุน ทำผลงานโดดเด่นกดไป 6 อันเดอร์พาร์ 66 ครองตำแหน่งผู้นำเดี่ยว ทิ้งห่างอันดับ 2 ร่วมอย่าง อมตะ รอดใหญ่ และ ริวกิ โอซากิ ที่ทำสกอร์ไว้ 2 อันเดอร์พาร์ 70 อยู่ 4 สโตรก ขณะที่รุ่น จูเนียร์ หญิง บุญยนุช ศุภกิจบุญชู โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม จบรอบแรกที่สกอร์ 4 อันเดอร์พาร์ 68 นำห่าง พจีวิรา พาณิชย์วรชัยกุล ที่ตามมาในอันดับ 2 เพียงสโตรกเดียว (สกอร์ 3 อันเดอร์พาร์ 69)
สำหรับรุ่น สเปเชี่ยล ชาย ผู้นำเป็นของ ชนะพายุ จีระประพันธ์กุล และ กฤตยชญ์ ตินพ ที่ตีเข้ามาสกอร์เท่ากันที่ 1 โอเวอร์พาร์ 73 ส่วนในรุ่น สเปเชี่ยล หญิง ภัทราภรณ์ วันทวี ขึ้นนำเดี่ยวด้วยสกอร์ 7 โอเวอร์พาร์ 79
55
news & activity / เปิดเวทีองค์ความรู้จากงานวิจัย สู่การพัฒนาพื้นที่สูงอย่างมั่นคงและยั่งยืน
« Last post by happy on March 27, 2026, 11:05:49 PM »เปิดเวทีองค์ความรู้จากงานวิจัย สู่การพัฒนาพื้นที่สูงอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. จัดการประชุมวิชาการ “คุณูปการผลงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง สู่ความมั่นคงและยั่งยืน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ เครือข่ายวิจัย และเกษตรกรเข้าร่วมประชุม

การจัดประชุมในครั้งนี้ เป็นการเผยแพร่ผลสำเร็จจากการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการต่อยอดผลงานวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งก่อให้เกิด “คุณูปการ” ของงานวิจัยที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่สูงของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดระยะเวลากว่า 55 ปี มูลนิธิโครงการหลวง ได้นำงานวิจัยมาเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูง ทั้งด้านอาชีพ รายได้ ความมั่นคงทางอาหาร และการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ

ภายในงานมีการถ่ายทอดผลสำเร็จของงานวิจัยที่ต่อยอดจากองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับภูมิสังคม การใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ไปจนถึงการพัฒนาชุมชนและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์จากงานวิจัยในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และยังเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างนักวิจัย ผู้ปฏิบัติงาน และชุมชน ผ่านการบรรยายพิเศษ การเสวนาเชิงนโยบาย และการนำเสนอผลงานวิจัยทั้งในรูปแบบบรรยายและโปสเตอร์ ซึ่งช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้กับบริบทการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน ทั้งด้านเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG โมเดล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ ประธานคณะทำงานวิจัย มูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า งานวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงถือเป็นภารกิจหลักที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 ตามแนวพระราชดำริในการพัฒนาทางเลือกบนพื้นที่สูง โดยยึดหลัก “หากไม่รู้อะไร ให้ทำงานวิจัย” เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ พร้อมทั้งสืบสานพระราชปณิธานในการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ งานวิจัยของโครงการหลวงได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในทุกมิติ โดยช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาชีพให้เกษตรกร ควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และลดความเหลื่อมล้ำในชุมชน อีกทั้งยังเป็นต้นแบบการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายประเทศ

จากการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาตลอดระยะเวลากว่า 57 ปี สามารถสร้างมูลค่าผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมรวมกว่า 1.25 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2568 โครงการหลวงสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตให้เกษตรกรรวมกว่า 1,300 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 166,949 บาทต่อครัวเรือน แสดงให้เห็นถึงคุณูปการของงานวิจัยที่สามารถนำองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนบนพื้นที่สูงให้ดีขึ้น

ด้วยความรู้จากผลงานวิจัย ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาสำคัญบนพื้นที่สูง ทั้งปัญหาพืชเสพติด การทำการเกษตรที่ไม่เหมาะสม และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ โดยพัฒนาเป็น “ทางเลือก” ที่ยั่งยืน ซึ่งได้รับการยอมรับจากองค์การสหประชาชาติ หรือ UNODC ด้านยาเสพติด และอาชญากรรม ในการกำหนดเป็นหลักการและแนวทางปฏิบัติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน UNODC ในต่างประเทศ และนำไปขยายผลในหลายประเทศในภูมิภาค

ภายในงาน ยังจัดให้มีกิจกรรมสำคัญเพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ได้แก่ การบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางนโยบายและกลไกการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่สูง ภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม” การเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ความท้าทายและความต้องการงานวิจัยพื้นที่สูงในอนาคต” โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่นำเสนอคุณูปการของงานวิจัยและการพัฒนาพื้นที่สูง

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเกษตร และประธานอนุกรรมการวิจัย สวพส. กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้ทั้งด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาชุมชน ควบคู่กับการนำผลงานวิจัยไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง เกิดการสร้างอาชีพที่มั่นคง และพัฒนาพื้นที่สูงให้เกิดความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากหน่วยงานเครือข่าย ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงการประกวดผลงานวิจัย เพื่อกระตุ้นการพัฒนางานวิจัยอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของงานวิจัยในฐานะกลไกสำคัญในการพัฒนาพื้นที่สูงของประเทศสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในทุกมิติ
56
Sport News & Motor Sport / ฟิตเต็มร้อย! 30 นักสู้ผ่านตาชั่งฉลุย พร้อมขึ้นสังเวียนบู๊แหลก พรุ่งนี้มันส์แน่!
« Last post by happy on March 27, 2026, 10:28:27 PM »ฟิตเต็มร้อย! 30 นักสู้ผ่านตาชั่งฉลุย พร้อมขึ้นสังเวียนบู๊แหลก พรุ่งนี้มันส์แน่!

เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 ที่ โรงแรมทาวน์อินทาวน์ ห้องทรัพย์มณี กรุงเทพฯ ได้มีพิธีการตรวจร่างกายและชั่งน้ำหนักนักมวยอย่างเป็นทางการ ผลการชั่งน้ำหนักนักมวยทั้ง 15 คู่ทำน้ำหนักได้ตามพิกัดและผ่านการตรวจร่างกายตามมาตรฐานผ่านฉลุย นักสู้พร้อมบู๊แหลกศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS" เป็นการแข่งขันชิงเข็มขัดแชมป์ WBA OCEANIA , ABF , และ IBO ASIA มีชิงเข็มขัดแชมป์ 3 เส้น 3 สถาบัน จัดโดยโปรโมเตอร์สองคู่เขย มิสเตอร์ บริโก้ แซนติก โปรโมเตอร์ชาวฟิลิปปินส์ และ “ปุ่นอินเตอร์” นายศุภณัฐ จันทร์แรม โปรโมเตอร์ชาวไทย พร้อมด้วย “พ่อพระวงการมวย” นายนริส สิงห์วังชา ประธานสหพันธ์มวยแห่งเอเชีย (ABF) และ นายกสมาคมกีฬาชักกะเย่อแห่งประเทศไทย ร่วมกันจัด ศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS" นำโดย 3 คู่ชิงเข็มขัดแชมป์และคู่มวยอีกคับคั่ง นักชกมาพร้อมกับความมั่นใจเต็มเปี่ยมเพื่อคว้าชัยชนะในศึกครั้งนี้ ระเบิดความมันส์ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ที่สนามมวย เวิลด์สยาม สเตเดี้ยม เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ถ่ายทอดสดทางช่อง TRILLER TV สู่สายตาผู้ชมทั่วโลก สำหรับแฟนมวยสามารถติดตามรับชมและลุ้นการดวลเดือดได้ที่ทางเพจ HIGHLAND BOXING GYM ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป

ส่วนผลการชั่งน้ำหนักนักมวยทุกคู่มีดังนี้
คู่ที่ 1. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นมิดเดิลเวท พิกัด 160 ปอนด์ กำหนด 4 ยก ระหว่าง ยุน ฮงมิน นักชกจากเกาหลี ปะทะ คมสัน วงศ์สุรินทร์ นักชกไทย
คู่ที่ 2. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นไลท์เวท พิกัด 135 ปอนด์ กำหนด 4 ยก ระหว่าง โอบาดา ดวิกัต นักชกจากปาเลสไตน์ ปะทะ เกียรติพล เครา นักชกไทย
คู่ที่ 3. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท พิกัด 140 ปอนด์ กำหนด 4 ยก ระหว่าง คิม ฮันบิน นักชกจากเกาหลี ปะทะ จักรพัตร พรหมธร นักชกไทย
คู่ที่ 4. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นไลท์เวท พิกัด 135 ปอนด์ กำหนด 4 ยก ระหว่าง เคอร์ติส จอห์น ฮิลล์ นักชกจากสหราชอาณาจักร ปะทะ สมบูรณ์ ดูมแบร์ นักชกไทย


คู่ที่ 5. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นรุ่นเวลเตอร์เวท พิกัด 147 ปอนด์ กำหนด 4 ยก ระหว่าง ล็อก ซาราโวอิน นักชกจากฝรั่งเศส ปะทะ ชัชวรรณ จินโนภาส นักชกไทย
คู่ที่ 6. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท พิกัด 140 ปอนด์ กำหนด 4 ยก ระหว่าง เจฮี มุน นักชกจากเกาหลี ปะทะ สันติ กิจวราธร นักชกไทย
คู่ที่ 7. การชกอุ่นเครื่องมวยหญิง รุ่นเวลเตอร์เวท พิกัด 154 ปอนด์ กำหนด 6 ยก ระหว่าง คอนนี่ ชาน นักชกจากออสเตรเลีย ปะทะ นภาสร ชิงควาน นักชกไทย
คู่ที่ 8. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นเฮฟวี่เวท พิกัด 225 ปอนด์ กำหนด 4 ยก ระหว่าง มาอารูฟี อามีน อัลลอฮ์ นักชกจากตูนิเซีย ปะทะ รวิภาส คำสุด นักชกไทย


คู่ที่ 9. การชกอุ่นเครื่อง ซูเปอร์เฟเธอร์เวท พิกัด 130 ปอนด์ กำหนด 6 ยก ระหว่าง ไอดอส เคสเปอร์ นักชกจากคาซัคสถาน ปะทะ ณหธร ปาหาม นักชกไทย
คู่ที่ 10. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นเฮฟวี่เวท พิกัด 225 ปอนด์ กำหนด 4 ยก ระหว่าง หวาง วินเซนต์ ตรัน นักชกจากมาเลเซีย ปะทะ อภิสิทธิ์ สังเมือง นักชกไทย
คู่ที่ 11. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวท พิกัด 168 ปอนด์ กำหนด 4 ยก ระหว่าง อดัม ฟาร์ฮาน นาซรีน นักชกจากมาเลเซีย ปะทะ จิราสัก กรันสากุน นักชกไทย
คู่ที่ 12. การชกอุ่นเครื่อง รุ่นฟลายเวท พิกัด 115 ปอนด์ กำหนด 6 ยก ระหว่าง เจสซี่ เอสปินาส นักชกจากฟิลิปปินส์ ปะทะ คอมกริช นันทาเพช นักชกไทย


คู่ที่ 13. การแข่งขันชิงเข็มขัดแชมป์ IBO ASIA รุ่นครุยเซอร์เวท พิกัด 200 ปอนด์ กำหนด 10 ยก ระหว่าง ธรุฟ สุเปยา นักชกจากแคนาดา ปะทะ ปีเตอร์ มซิโอก้า นักชกจากแทนซาเนีย
คู่ที่ 14. การแข่งขันชิงเข็มขัดแชมป์ ABF รุ่นเฟเธอร์เวท พิกัด 126 ปอนด์ กำหนด 10 ยก ระหว่าง เลบีย์ อาเทนซิโอ นักชกจากฟิลิปปินส์ ปะทะ สุขประเสริฐ พลพิทักษ์ นักชกไทย
คู่ที่ 15. การแข่งขันชิงเข็มขัดแชมป์ WBA OCEANIA รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท พิกัด 140 ปอนด์ กำหนด 10 ยก ระหว่าง แบรด มอร์แกน นักชกจากออสเตรเลีย ปะทะ เพชรสายทอง สิทสายทอง นักชกไทย

คอกำปั้นห้ามพลาดความมันส์ในศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS" โดยมีการแข่งขันทั้งหมด 15 คู่แบบจุใจ นำทัพนักสู้โดย "บริโก้ แซนติก" โปรโมเตอร์ชาวฟิลิปปินส์ เสิร์ฟการแข่งขันอัดแน่นด้วยคุณภาพความมันส์และความดุเดือดให้แฟนๆ คอมวยโลกไม่ควรพลาด ที่เหล่าทัพนักสู้ทุกคนต่างต้องการพื้นที่แห่งการพิสูจน์ศักดิ์ศรีบนสังเวียนผืนผ้าใบ พร้อมระเบิดความมันส์ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ที่สนามมวย เวิลด์สยาม สเตเดี้ยม เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ถ่ายทอดสดทางช่อง TRILLER TV สู่สายตาผู้ชมทั่วโลก สำหรับแฟนมวยสามารถติดตามรับชมและลุ้นการดวลเดือดได้ที่ทางเพจ HIGHLAND BOXING GYM ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป
57
news & activity / ASEE & ARHC 2026 ครั้งแรกของงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ ด้านพลังงาน ระ
« Last post by happy on March 27, 2026, 08:44:52 PM »ASEE & ARHC 2026 ครั้งแรกของงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ ด้านพลังงาน ระบบปรับอากาศ และห้องปลอดเชื้อ

ตอบรับแผนพลังงานภูมิภาค ตั้งเป้าปี 2030 พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วน 30% ของพลังงานหลัก ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด รวมถึงธุรกิจระบบปรับอากาศและสภาพแวดล้อมที่สะอาดเติบโตได้ต่อเนื่อง ภาครัฐ-เอกชนของประเทศไทยและจีนผนึกกำลังจัดงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่ออุตสาหกรรมพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็นและห้องปลอดเชื้อ รวมถึงโซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน นำทัพผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศกว่า 400 รายร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีและบริการพร้อมกันสองงานภายใต้ชื่อ ASEE 2026 : ASEAN Smart Energy & Energy Storage Expo ซึ่งมุ่งเน้นโซลูชันพลังงานอัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน และ ARHC 2026 : ASEAN RHVAC & Cleanroom Industry Expo ที่เน้นเทคโนโลยีระบบปรับอากาศ เครื่องทำความเย็น และห้องปลอดเชื้อ คาดตลอด 3 วันจัดงานระหว่างวันที่ 25–27 มีนาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีผู้ร่วมงานจากทั่วโลกกว่า 18,000 คน

รองศาสตราจารย์ ดร.ขวัญชัย ลีเผ่าพันธุ์ อุปนายกสภาวิศวกร กล่าวระหว่างพิธีเปิดงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่ออุตสาหกรรมพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็น และห้องปลอดเชื้อ รวมถึงโซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน ภายใต้ชื่อ ASEAN Smart Energy & Energy Storage Expo หรือ ASEE 2026 และ ASEAN Refrigeration, Heating & Cooling Expo หรือ ARHC 2026 ซึ่งเป็นการรวม 2 งานใหญ่มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมนวัตกรรมเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากหลากหลายประเทศทั่วโลก เปิดโอกาสให้เกิดการแลกปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดสู่การพัฒนาด้านพลังงานอย่างยั่งยืน

งาน ASEE & ARHC 2026 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ครั้งแรกในอาเซียน โดยรวมผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำจากไทยและต่างประเทศกว่า 400 รายจัดแสดงเทคโนโลยีและบริการ ตอบรับการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะด้านพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็นและห้องปลอดเชื้อ โซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และเป็นปัจจัยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ความยั่งยืน ทางสภาวิศวกร พร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานดังกล่าว ผ่านความร่วมมือขององค์กรพันธมิตร ซึ่งเป็นโอกาสอันดี ที่จะเชื่อมโยงกลุ่มธุรกิจไทย ได้พบปะผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญ ด้านเทคโนโลยีจากทั่วโลก

นายณรงค์ วัชรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. (EGAT) กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็วทั่วโลก กฟผ. ในฐานะองค์กรด้านพลังงานหลักของประเทศไทย ไม่เพียงแต่ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันพลังงานอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน แนวทางการลดคาร์บอน รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆ เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

"งาน ASEE 2026 ครั้งนี้ถือเป็นเวทีระดับภูมิภาคที่สำคัญ ซึ่งได้รวบรวมเหล่าผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีและโซลูชันพลังงานอัจฉริยะเข้าไว้ด้วยกัน นวัตกรรมเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับโครงสร้างทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่ความทันสมัยและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น ทาง กฟผ. พร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานเต็มกำลังและคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมพลังงาน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับเราทุกคน"

นายพิเชษฐ วงษ์เคี่ยม รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. (PEA) กล่าวเสริมถึงการร่วมสนับสนุนการจัดงาน ASEE & ARHC 2026 ด้วยความสอดคล้องอย่างยิ่งกับภารกิจของ PEA ในฐานะองค์กรที่รับผิดชอบด้านการจัดจำหน่ายกระแสไฟฟ้าครอบคลุมเกือบทั้งประเทศ บทบาทสำคัญอย่างหนึ่งของเราคือการสร้างความมั่นใจว่า เทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน หรือนวัตกรรมโครงข่ายดิจิทัล จะสามารถนำมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง เพื่อขับเคลื่อนไปในทิศทางนี้ PEA ได้รุดหน้าโครงการสำคัญหลายประการ อาทิ ระบบโครงสร้างพื้นฐานการวัดขั้นสูง (AMI), ระบบบริหารจัดการโครงข่ายจำหน่ายไฟฟ้าขั้นสูง (ADMS), การพัฒนาไมโครกริด (Microgrid) รวมถึงโครงการนำร่องระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ความพยายามเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบไฟฟ้า และสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในระดับที่สูงขึ้นทั่วประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

นายถัง ชางเจียง เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมแบตเตอรี่กวางตุ้ง กล่าวว่า กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำทั่วโลกกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า อุตสาหกรรมกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ได้กลายเป็นเสาหลักสำคัญของระบบไฟฟ้าแบบใหม่ ขณะที่ตลาดอาเซียนมีความโดดเด่นในฐานะกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญของภาคพลังงานใหม่ระดับโลก ซึ่งมอบโอกาสอันมหาศาลในการสร้างความร่วมมือ อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ของจีนได้สร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบ พร้อมด้วยเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานที่ล้ำสมัยและประสบการณ์การผลิตขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในกวางตุ้งที่ได้รวบรวมจุดแข็งตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า และยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี

งาน ASEE & ARHC 2026 ถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ไม่เพียงแต่จะรวบรวมทรัพยากรที่มีคุณภาพ เช่น หน่วยงานจัดซื้อของรัฐบาลไทยและผู้ซื้อรายหลักจากทั่วโลก แต่ยังช่วยให้สถานประกอบการต่างๆ มีเส้นทางที่รวดเร็วขึ้นในการจัดการกับความท้าทายด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบในการขยายตัวไปยังต่างประเทศ และบรรลุความร่วมมือที่แม่นยำ บริษัทสมาชิกของเรายังได้นำนวัตกรรมล้ำสมัยมาจัดแสดง อาทิ โซเดียมไอออนแบตเตอรี่ (Sodium-ion batteries), แบตเตอรี่แบบโซลิดสเตต (Solid-state batteries) และระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมของภาคพลังงานใหม่

นายหวัง เจ้าหยุน ประธาน บริษัท กวางตง แกรนเดอร์ เอ็กซิบิชั่น กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้น และการก้าวไปสู่การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำได้กลายเป็นฉันทามติร่วมกันของนานาประเทศ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Center for Energy) ได้รับรองแผนพลังงานภูมิภาคฉบับใหม่สำหรับปี 2026–2030 ซึ่งกำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่า ภายในปี 2030 พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนเป็น 30% ของแหล่งพลังงานหลัก และ 45% ของกำลังการผลิตติดตั้ง ทิศทางนโยบายเหล่านี้ได้ฉีดแรงขับเคลื่อนอันมหาศาลให้กับความร่วมมือสีเขียวในภูมิภาค และเป็นเวทีที่กว้างขวางสำหรับสองนิทรรศการเฉพาะทางในวันนี้ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ “พลังงานสะอาด” รวมถึง “ระบบปรับอากาศและสภาพแวดล้อมที่สะอาด (HVACR and Cleanroom)”

งาน ASEE & ARHC 2026 ได้รวบรวมสถานประกอบการจัดแสดงโซลูชันพลังงานอัจฉริยะล้ำสมัย ผลิตภัณฑ์กักเก็บพลังงาน รวมถึงเทคโนโลยีระบบปรับอากาศและห้องสะอาดขั้นสูง นอกเหนือจากการจัดแสดงเทคโนโลยีแล้ว ยังมีการจัดสัมมนาตามหัวข้อต่างๆ และเซสชันการจับคู่ทางธุรกิจที่ตรงจุด จากภาพรวมงานนี้ได้การตอบรับอย่างดีจากคณะผู้จัดซื้อหลักจากหลายประเทศ อาทิ ไทย, จีน, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, สหรัฐอเมริกา, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และเวียดนาม ครอบคลุมภาคส่วนต่างๆ เช่น สาธารณูปโภคไฟฟ้า, นิคมอุตสาหกรรม, ศูนย์ข้อมูล (Data Center), โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ และวิสาหกิจแปรรูปอาหาร โดยคาดว่าผู้ซื้อในท้องถิ่นอาเซียนจะมีสัดส่วนมากกว่า 45%

ภายในงานยังมีการจัดสัมมนาให้ความรู้ ผ่านเวทีสัมมนา ASEE Smart Energy & Energy Storage Summit: อัปเดตเทรนด์พลังงานจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก นำโดย Dr. Andy Tirta จาก ASEAN Centre for Energy (ACE), ตัวแทนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT), Dr. Gopal Energy Foundation, และ Global Wind Energy Council เวทีสัมมนา ARHC ASEAN RHVAC & Cleanroom Summit: อัดแน่นด้วยช่วง Innovation Sharing Session และ Insight Exchange จากวิทยากรชั้นนำ เช่น สภาวิศวกร (Council of Engineers Thailand) และสมาคมคุณภาพอากาศในอาคาร (Indoor Air Quality Association Thailand) และ ฟอรัมพิเศษ (Featured Forum): ภายใต้ธีม "Beyond Smart Grids - Powering AI and Data Centers in Southeast Asia"

นายหวัง เจ้าหยุน กล่าวอีกว่า ASEE & ARHC 2026 เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ของไทยและต่างประเทศ พร้อมเข้าร่วมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ อาทิ ศูนย์พลังงานอาเซียน สภาวิศวกร (ประเทศไทย) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. รวมถึงสมาคมและองค์กรด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น สถาบันวิจัยและนโยบายพลังงานแห่งฟิลิปปินส์ สภาพลังงานลมโลก สมาคมผู้เจรจาด้านพลังงานระหว่างประเทศ สมาคมผู้ผลิตกังหันลมแห่งอินเดีย สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) สมาคมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นแห่งมาเลเซีย สมาคมคุณภาพอากาศในอาคารประเทศไทย สมาคมผู้ค้าเครื่องปรับอากาศไทย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลอด 3 วันของการจัดงานระหว่างวันที่ 25-27 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 18,000 คน โดยเป็นผู้นำอุตสาหกรรม นักนวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญจากกว่า 80 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่สูง เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด HVACR, คลีนรูม และพลังงานที่มีศักยภาพการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่องในอาเซียน
สำหรับผู้สนใจติดตามข้อมูลของทั้งสองงาน ASEE & ARHC 2026 เพิ่มเติมหรือลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ผ่านทาง www.aseancleanenergyexpo.com ลงทะเบียน https://wg.hwvips.com/t.php?i=3 และ www.aseanhvacexpo.com และ https://wg.hwvips.com/t.php?i=4
58
news & activity / ASEE & ARHC 2026 ครั้งแรกของงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ ด้านพลังงาน
« Last post by happy on March 27, 2026, 07:38:37 PM »ASEE & ARHC 2026 ครั้งแรกของงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ ด้านพลังงาน ระบบปรับอากาศ และห้องปลอดเชื้อ

ตอบรับแผนพลังงานภูมิภาค ตั้งเป้าปี 2030 พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วน 30% ของพลังงานหลัก ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด รวมถึงธุรกิจระบบปรับอากาศและสภาพแวดล้อมที่สะอาดเติบโตได้ต่อเนื่อง ภาครัฐ-เอกชนของประเทศไทยและจีนผนึกกำลังจัดงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่ออุตสาหกรรมพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็นและห้องปลอดเชื้อ รวมถึงโซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน นำทัพผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศกว่า 400 รายร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีและบริการพร้อมกันสองงานภายใต้ชื่อ ASEE 2026 : ASEAN Smart Energy & Energy Storage Expo ซึ่งมุ่งเน้นโซลูชันพลังงานอัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน และ ARHC 2026 : ASEAN RHVAC & Cleanroom Industry Expo ที่เน้นเทคโนโลยีระบบปรับอากาศ เครื่องทำความเย็น และห้องปลอดเชื้อ คาดตลอด 3 วันจัดงานระหว่างวันที่ 25–27 มีนาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีผู้ร่วมงานจากทั่วโลกกว่า 18,000 คน

รองศาสตราจารย์ ดร.ขวัญชัย ลีเผ่าพันธุ์ อุปนายกสภาวิศวกร กล่าวระหว่างพิธีเปิดงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่ออุตสาหกรรมพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็น และห้องปลอดเชื้อ รวมถึงโซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน ภายใต้ชื่อ ASEAN Smart Energy & Energy Storage Expo หรือ ASEE 2026 และ ASEAN Refrigeration, Heating & Cooling Expo หรือ ARHC 2026 ซึ่งเป็นการรวม 2 งานใหญ่มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมนวัตกรรมเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากหลากหลายประเทศทั่วโลก เปิดโอกาสให้เกิดการแลกปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดสู่การพัฒนาด้านพลังงานอย่างยั่งยืน

งาน ASEE & ARHC 2026 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ครั้งแรกในอาเซียน โดยรวมผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำจากไทยและต่างประเทศกว่า 400 รายจัดแสดงเทคโนโลยีและบริการ ตอบรับการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะด้านพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็นและห้องปลอดเชื้อ โซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และเป็นปัจจัยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ความยั่งยืน ทางสภาวิศวกร พร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานดังกล่าว ผ่านความร่วมมือขององค์กรพันธมิตร ซึ่งเป็นโอกาสอันดี ที่จะเชื่อมโยงกลุ่มธุรกิจไทย ได้พบปะผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญ ด้านเทคโนโลยีจากทั่วโลก

นายณรงค์ วัชรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. (EGAT) กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็วทั่วโลก กฟผ. ในฐานะองค์กรด้านพลังงานหลักของประเทศไทย ไม่เพียงแต่ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันพลังงานอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน แนวทางการลดคาร์บอน รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆ เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

"งาน ASEE 2026 ครั้งนี้ถือเป็นเวทีระดับภูมิภาคที่สำคัญ ซึ่งได้รวบรวมเหล่าผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีและโซลูชันพลังงานอัจฉริยะเข้าไว้ด้วยกัน นวัตกรรมเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับโครงสร้างทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่ความทันสมัยและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น ทาง กฟผ. พร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานเต็มกำลังและคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมพลังงาน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับเราทุกคน"

นายพิเชษฐ วงษ์เคี่ยม รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. (PEA) กล่าวเสริมถึงการร่วมสนับสนุนการจัดงาน ASEE & ARHC 2026 ด้วยความสอดคล้องอย่างยิ่งกับภารกิจของ PEA ในฐานะองค์กรที่รับผิดชอบด้านการจัดจำหน่ายกระแสไฟฟ้าครอบคลุมเกือบทั้งประเทศ บทบาทสำคัญอย่างหนึ่งของเราคือการสร้างความมั่นใจว่า เทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน หรือนวัตกรรมโครงข่ายดิจิทัล จะสามารถนำมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง เพื่อขับเคลื่อนไปในทิศทางนี้ PEA ได้รุดหน้าโครงการสำคัญหลายประการ อาทิ ระบบโครงสร้างพื้นฐานการวัดขั้นสูง (AMI), ระบบบริหารจัดการโครงข่ายจำหน่ายไฟฟ้าขั้นสูง (ADMS), การพัฒนาไมโครกริด (Microgrid) รวมถึงโครงการนำร่องระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ความพยายามเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบไฟฟ้า และสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในระดับที่สูงขึ้นทั่วประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

นายถัง ชางเจียง เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมแบตเตอรี่กวางตุ้ง กล่าวว่า กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำทั่วโลกกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า อุตสาหกรรมกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ได้กลายเป็นเสาหลักสำคัญของระบบไฟฟ้าแบบใหม่ ขณะที่ตลาดอาเซียนมีความโดดเด่นในฐานะกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญของภาคพลังงานใหม่ระดับโลก ซึ่งมอบโอกาสอันมหาศาลในการสร้างความร่วมมือ อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ของจีนได้สร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบ พร้อมด้วยเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานที่ล้ำสมัยและประสบการณ์การผลิตขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในกวางตุ้งที่ได้รวบรวมจุดแข็งตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า และยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี

งาน ASEE & ARHC 2026 ถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ไม่เพียงแต่จะรวบรวมทรัพยากรที่มีคุณภาพ เช่น หน่วยงานจัดซื้อของรัฐบาลไทยและผู้ซื้อรายหลักจากทั่วโลก แต่ยังช่วยให้สถานประกอบการต่างๆ มีเส้นทางที่รวดเร็วขึ้นในการจัดการกับความท้าทายด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบในการขยายตัวไปยังต่างประเทศ และบรรลุความร่วมมือที่แม่นยำ บริษัทสมาชิกของเรายังได้นำนวัตกรรมล้ำสมัยมาจัดแสดง อาทิ โซเดียมไอออนแบตเตอรี่ (Sodium-ion batteries), แบตเตอรี่แบบโซลิดสเตต (Solid-state batteries) และระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมของภาคพลังงานใหม่

นายหวัง เจ้าหยุน ประธาน บริษัท กวางตง แกรนเดอร์ เอ็กซิบิชั่น กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้น และการก้าวไปสู่การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำได้กลายเป็นฉันทามติร่วมกันของนานาประเทศ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Center for Energy) ได้รับรองแผนพลังงานภูมิภาคฉบับใหม่สำหรับปี 2026–2030 ซึ่งกำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่า ภายในปี 2030 พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนเป็น 30% ของแหล่งพลังงานหลัก และ 45% ของกำลังการผลิตติดตั้ง ทิศทางนโยบายเหล่านี้ได้ฉีดแรงขับเคลื่อนอันมหาศาลให้กับความร่วมมือสีเขียวในภูมิภาค และเป็นเวทีที่กว้างขวางสำหรับสองนิทรรศการเฉพาะทางในวันนี้ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ “พลังงานสะอาด” รวมถึง “ระบบปรับอากาศและสภาพแวดล้อมที่สะอาด (HVACR and Cleanroom)”

งาน ASEE & ARHC 2026 ได้รวบรวมสถานประกอบการจัดแสดงโซลูชันพลังงานอัจฉริยะล้ำสมัย ผลิตภัณฑ์กักเก็บพลังงาน รวมถึงเทคโนโลยีระบบปรับอากาศและห้องสะอาดขั้นสูง นอกเหนือจากการจัดแสดงเทคโนโลยีแล้ว ยังมีการจัดสัมมนาตามหัวข้อต่างๆ และเซสชันการจับคู่ทางธุรกิจที่ตรงจุด จากภาพรวมงานนี้ได้การตอบรับอย่างดีจากคณะผู้จัดซื้อหลักจากหลายประเทศ อาทิ ไทย, จีน, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, สหรัฐอเมริกา, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และเวียดนาม ครอบคลุมภาคส่วนต่างๆ เช่น สาธารณูปโภคไฟฟ้า, นิคมอุตสาหกรรม, ศูนย์ข้อมูล (Data Center), โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ และวิสาหกิจแปรรูปอาหาร โดยคาดว่าผู้ซื้อในท้องถิ่นอาเซียนจะมีสัดส่วนมากกว่า 45%

ภายในงานยังมีการจัดสัมมนาให้ความรู้ ผ่านเวทีสัมมนา ASEE Smart Energy & Energy Storage Summit: อัปเดตเทรนด์พลังงานจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก นำโดย Dr. Andy Tirta จาก ASEAN Centre for Energy (ACE), ตัวแทนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT), Dr. Gopal Energy Foundation, และ Global Wind Energy Council เวทีสัมมนา ARHC ASEAN RHVAC & Cleanroom Summit: อัดแน่นด้วยช่วง Innovation Sharing Session และ Insight Exchange จากวิทยากรชั้นนำ เช่น สภาวิศวกร (Council of Engineers Thailand) และสมาคมคุณภาพอากาศในอาคาร (Indoor Air Quality Association Thailand) และ ฟอรัมพิเศษ (Featured Forum): ภายใต้ธีม "Beyond Smart Grids - Powering AI and Data Centers in Southeast Asia"

นายหวัง เจ้าหยุน กล่าวอีกว่า ASEE & ARHC 2026 เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ของไทยและต่างประเทศ พร้อมเข้าร่วมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ อาทิ ศูนย์พลังงานอาเซียน สภาวิศวกร (ประเทศไทย) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. รวมถึงสมาคมและองค์กรด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น สถาบันวิจัยและนโยบายพลังงานแห่งฟิลิปปินส์ สภาพลังงานลมโลก สมาคมผู้เจรจาด้านพลังงานระหว่างประเทศ สมาคมผู้ผลิตกังหันลมแห่งอินเดีย สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) สมาคมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นแห่งมาเลเซีย สมาคมคุณภาพอากาศในอาคารประเทศไทย สมาคมผู้ค้าเครื่องปรับอากาศไทย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลอด 3 วันของการจัดงานระหว่างวันที่ 25-27 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 18,000 คน โดยเป็นผู้นำอุตสาหกรรม นักนวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญจากกว่า 80 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่สูง เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด HVACR, คลีนรูม และพลังงานที่มีศักยภาพการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่องในอาเซียน
สำหรับผู้สนใจติดตามข้อมูลของทั้งสองงาน ASEE & ARHC 2026 เพิ่มเติมหรือลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ผ่านทาง www.aseancleanenergyexpo.com ลงทะเบียน https://wg.hwvips.com/t.php?i=3 และ www.aseanhvacexpo.com และ https://wg.hwvips.com/t.php?i=4
59
news & activity / สคส. เดินหน้าสื่อสารเชิงรุก เชื่อม PDPA เข้าถึงประชาชนครบทุกมิติ
« Last post by fh400 on March 27, 2026, 03:03:09 PM »สคส. เดินหน้าสื่อสารเชิงรุก
เชื่อม PDPA เข้าถึงประชาชนครบทุกมิติ
เชื่อม PDPA เข้าถึงประชาชนครบทุกมิติ

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เดินหน้ายกระดับการสื่อสารเชิงรุกด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เปิดช่องทางสื่อสารอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และทุกภาคส่วน สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และทันต่อสถานการณ์ในยุคดิจิทัลที่ความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) กล่าวว่า สคส. ให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่สามารถ "เข้าถึง เข้าใจ และใช้ได้จริง" โดยมุ่งยกระดับช่องทางการสื่อสารของหน่วยงานให้ครอบคลุมทั้งการให้ข้อมูลข่าวสาร การแจ้งเตือนภัย และการเสริมสร้างองค์ความรู้ เพื่อให้ประชาชนสามารถปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในยุคที่ภัยคุกคามด้านข้อมูลมีความซับซ้อนมากขึ้น การสื่อสารต้องไม่ใช่เพียงการบอกข้อมูล แต่ต้องทำให้ประชาชน 'รู้ทันและรับมือได้' สคส. จึงพัฒนาช่องทางการสื่อสารที่เป็นทางการ เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงข้อมูล PDPA ที่ถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากข่าวปลอมและกลโกงมิจฉาชีพ
สคส. มุ่งเน้นการสื่อสารอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งมิติของการอัปเดตนโยบายและความเคลื่อนไหวสำคัญ การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านกฎหมาย PDPA ให้กับประชาชนและองค์กร ผ่านช่องทางทางการที่ออกแบบให้เข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวก และตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน
สำหรับช่องทางหลักของ สคส. ประกอบด้วย ช่องทางการสื่อสารภาพรวมของหน่วยงาน ซึ่งทำหน้าที่เผยแพร่ข่าวสาร กิจกรรม นโยบาย และประกาศสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลจากแหล่งทางการโดยตรง ลดความสับสนจากข่าวที่คลาดเคลื่อนในโลกออนไลน์
ขณะเดียวกัน ยังมีช่องทางที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์เฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคล โดยเน้นการสื่อสารเชิงป้องกัน ให้ประชาชนรู้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพ รูปแบบการหลอกลวงใหม่ ๆ รวมถึงแนวทางการป้องกันและรับมือเมื่อเกิดเหตุละเมิดข้อมูล
นอกจากนี้ สคส. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ด้าน PDPA อย่างต่อเนื่อง ผ่านช่องทางที่รวบรวมเนื้อหาความรู้ด้านกฎหมาย การอบรม สัมมนา และการสร้างเครือข่ายวิทยากร เพื่อยกระดับทักษะและความเข้าใจของบุคลากรในทุกภาคส่วน สู่การเป็นสังคมที่มีความรู้เท่าทันด้านข้อมูลส่วนบุคคลอย่างยั่งยืน
การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนถึงบทบาทของ สคส. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลที่ไม่เพียงแต่บังคับใช้กฎหมาย แต่ยังมุ่งสร้าง "ภูมิคุ้มกันด้านข้อมูล" ให้กับสังคมไทย ผ่านการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนได้จริง และตอบโจทย์ความท้าทายในยุคดิจิทัล
สคส. ขอเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการติดตามข้อมูลข่าวสารด้าน PDPA ผ่านช่องทางทางการของหน่วยงาน เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจ โดยสามารถติดตามได้ทั้ง 3 เพจ ได้แก่

🔵 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล - สคส
https://www.facebook.com/pdpc.th
🦅 ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล - PDPC Eagle Eye
https://www.facebook.com/pdpceagleeye
🎓 PDPC THAIPAC-Legal Awareness
]https://www.facebook.com/profile.php?id=61578228085368[/url]
พร้อมร่วมกันสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย และเคารพสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นรูปธรรม
https://www.facebook.com/pdpc.th
🦅 ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล - PDPC Eagle Eye
https://www.facebook.com/pdpceagleeye
🎓 PDPC THAIPAC-Legal Awareness
]https://www.facebook.com/profile.php?id=61578228085368[/url]
พร้อมร่วมกันสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย และเคารพสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นรูปธรรม
60
กิน - เที่ยว เปรี้ยวซ่า / "ไวไว" สร้างปรากฏการณ์ความว้าว เปิดตัว WaiWai WOW 3 รสชาติใหม่
« Last post by fh400 on March 27, 2026, 02:41:08 PM »"ไวไว" สร้างปรากฏการณ์ความว้าว เปิดตัว WaiWai WOW 3 รสชาติใหม่
เดินเกมพรีเมียมในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
เดินเกมพรีเมียมในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

"ไวไว" ชวนเปิดประสบการณ์ความ "ว้าว" กับการเปิดตัว "WaiWai WOW 3 รสชาติใหม่" ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเติมเต็มมิติรสชาติของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้ได้รสสัมผัสที่เกินคาดจนต้องร้องว้าว ได้แก่ รสกระดูกหมูพริกไทยดำ, รสหมูผัดยี่หร่า และรสไก่กรอบซอสเผ็ด แต่ละรสชาติถ่ายทอดเอกลักษณ์แห่งรสสัมผัสได้อย่างโดดเด่น ตั้งแต่กลิ่นหอมของเครื่องเทศ ความกลมกล่อมของน้ำซุป เส้นที่เหนียว..นุ่ม เป็นรสสัมผัสใหม่ ไปจนถึงรสจัดจ้านที่ประสานกันอย่างลงตัว สะท้อนแนวคิดของ WaiWai WOW ที่ต้องการให้การรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นมากกว่ามื้ออาหารง่าย ๆ แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการลิ้มรสที่ปลุกทุกประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้ตื่นตัวในทุกคำ จนต้องร้อง "ว้าว"

ว้าวที่ซุป ยิ่งซู้ดยิ่งว้าวว กับ WaiWai WOW รสกระดูกหมูพริกไทยดำ ที่โดดเด่นด้วยซุปเข้มข้นหอมพริกไทยดำแท้ ๆ อย่างชัดเจน ให้กลิ่นหอม เผ็ดร้อนกำลังดีในทุกคำ ผสานความกลมกล่อมของซุปกระดูกหมูที่ให้รสลึกและหนักแน่น ยิ่งซดก็ยิ่งหอม ยิ่งกินก็ยิ่งเพลิน เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบรสชาติสไตล์ซุปเข้มข้น

ว้าวเผ็ดร้อน แบบแห้งมิติใหม่ กับ WaiWai WOW รสหมูผัดยี่หร่า ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของเมนูผัดกระทะร้อนสไตล์ไทยได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัวของยี่หร่า ผสานรสหมูผัดเข้มข้น และเครื่องเทศที่ให้รสจัดจ้านแบบถึงเครื่อง ทำให้ทุกคำเต็มไปด้วยมิติของกลิ่น และรสชาติที่แตกต่าง เป็นอีกหนึ่งรสชาติที่สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ว้าวไฟลุกด้วยพริกโกสท์เปปเปอร์ กับ WaiWai WOW รสไก่กรอบซอสเผ็ด เผ็ดจัดจ้านแบบไล่ระดับ โดดเด่นด้วยรสเผ็ดจัดจ้านของ พริก Ghost Pepper ที่ให้ความเผ็ดแบบไล่ระดับ เข้ากันอย่างลงตัวกับความหอมของไก่กรอบ รสชาติจัดจ้าน กินแล้วได้อารมณ์เหมือนเมนูไก่ทอดคลุกซอสสุดฮิต เพิ่มความพิเศษในมื้อบะหมี่ตามสไตล์สายว้าว
สำหรับผู้ที่อยากลิ้มลองประสบการณ์ความอร่อยจนต้องร้อง "ว้าว" สามารถหาซื้อ "WaiWai WOW ทั้ง 3 รสชาติใหม่" ได้แล้ววันนี้ที่ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ
ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ :
Facebook: https://www.facebook.com/waiwaithaipreservefood
Youtube : www.youtube.com/@WAIWAITHAI
Line: https://linevoom.line.me/user/_dfboT6q1cnjjJ5wCl9UrWuadcNEQmNnqWL32G8g
Tiktok : https://www.tiktok.com/@waiwainooddle

Recent Posts




