Recent Posts

Pages: 1 [2] 3 4 ... 10
11
ยัวซ่า จัดกิจกรรมพามู เสริมดวงให้ปัง! รับพลังปีม้า 2569




              คุณสึเนะโนริ โยชิมูระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมประกอบพิธีไหว้พระเสริมดวง เพื่อเสริมสิริมงคลและต้อนรับพลังแห่งปีม้า ตามความเชื่อของจีน ปีม้าเป็นสัญลักษณ์ของความรวดเร็ว ความแข็งแกร่ง และความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง สื่อถึงพลังแห่งการเริ่มต้นและความสำเร็จ สอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์ยัวซ่าแบตเตอรี่ ที่มุ่งมั่นเติมพลังให้ทุกการเดินทางและทุกภาคธุรกิจขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ ราบรื่น ไม่สะดุดตลอดปี ณ วัดบำเพ็ญจีนพรต (วัดย่งฮกยี่) เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา


              ภายในพิธีมีการนำของขวัญมงคล “ชุดม้ามงคล 8 ตัว” และ “ม้าแห่งชัยชนะ” เข้าร่วมประกอบพิธีและรับการอธิษฐาน เพื่อเสริมโชคลาภ ความมั่งคั่ง และความเป็นสิริมงคล ก่อนนำไปมอบให้แก่ตัวแทนจัดจำหน่าย สำหรับประดับตกแต่งบ้านหรือร้านค้า เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นมงคล เจริญรุ่งเรืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ช่วยเสริมพลังด้านธุรกิจการค้าให้เติบโต ก้าวหน้า และประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ต้อนรับปีม้า ยัวซ่าชาร์จพลัง สตาร์ทความเฮงทุกวันไปกับเรา


              ทั้งนี้ ตามความเชื่อแนะนำให้ติดตั้งในห้องทำงานหรือห้องโถง โดยหันหัวม้าเข้าด้านในบ้าน ร้านค้า หรือสำนักงาน เพื่อเรียกทรัพย์และโชคลาภ และห้ามหันหัวม้าออกนอกบ้านหรือร้านค้าเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าจะทำให้พลังมงคลและทรัพย์สินไหลออก
12
โปรโมเตอร์ "บริโก้ แซนติก" เปิดสังเวียนศักราชใหม่ดวลกำปั้นนัดแรกของปี 2569 อัดแน่นนักสู้ 21 คู่ระเบิดความมันส์ แฟนมวยห้ามพลาด!


              เปิดสังเวียนศักราชใหม่ ศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS" ประเดิมนัดแรกของปี 2569 รวมยอดนักสู้จากหลายประเทศ พร้อมระเบิดความมันส์ทุกคู่ในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 โดยคู่ไฮไลต์ ศึกชิงเข็มขัดแชมป์ WBC ASIA SILVER รุ่นซิลเวอร์ บริดจ์เวท พิกัด 200 ปอนด์ กำหนด 10 ยก ระหว่าง ราด ราชิด นักชกจากเยอรมัน ปะทะ จัสการัน ซิงห์ นักชกจากอินเดีย นัดประเดิมศักราชใหม่ ทั้งคู่พร้อมขึ้นสังเวียนสร้างความประทับใจให้แฟนมวยทั้งคนไทยและชาวต่างชาติได้ส่งเสียงเชียร์กันอย่างเร้าใจแน่นอน!


              เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 ที่ โรงแรมทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพฯ มีพิธีการตรวจร่างกายและชั่งน้ำหนักนักมวยอย่างเป็นทางการ ผลการชั่งน้ำหนักนักมวยทั้ง 21 คู่ ผ่านการตรวจสภาพร่างกายและชั่งน้ำหนักผ่านฉลุย นักสู้ทุกคู่พร้อมบู๊ศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS" การชกชิงเข็มขัดแชมป์ WBC ASIA และ WBA ASIA ชิงเข็มขัด 2 เส้น 2 สถาบัน จัดโดยโปรโมเตอร์สองคู่เขย มิสเตอร์ บริโก้ แซนติก โปรโมเตอร์ชาวฟิลิปปินส์ พร้อมด้วย “ปุ่นอินเตอร์” นายศุภณัฐ จันทร์แรม โปรโมเตอร์ชาวไทย และ “พ่อพระวงการมวย” นายนริส สิงห์วังชา ประธานสหพันธ์มวยแห่งเอเชีย (ABF) และ นายกสมาคมกีฬาชักกะเย่อแห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS" นักสู้ทั้ง 21 คู่พร้อมเปิดศักราชความมันส์แรกของปีในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 ที่ สนามมวย เวิลด์สยาม สเตเดี้ยม เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ถ่ายทอดสดทางช่อง TRILLER TV ทั่วโลก สำหรับแฟนกีฬาการต่อสู้สามารถติดตามรับชมและเชียร์การดวลเดือดได้ที่ทางเพจ HIGHLAND BOXING GYM คู่แรกเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

ส่วนผลการชั่งน้ำหนักนักมวยทั้ง 21 คู่ มีดังนี้


คู่ที่ 1. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นไลท์เวท กำหนด 3 ยก พิกัด 135 ปอนด์ ระหว่าง ดึ๊ก ฮุย บุย นักชกจากเวียดนาม พบกับ ธนากร ยาเซน นักชกไทย

คู่ที่ 2. ชกอุ่นเครื่องรุ่นเฟเธอร์เวท กำหนด  8 ยก พิกัด 126 ปอนด์ ระหว่าง ซูเหลียง เฉิน นักชกจากจีน พบกับ ขวัญชัย เปลี่ยนขุนทด นักชกไทย

คู่ที่ 3. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท กำหนด 4 ยก พิกัด 168 ปอนด์ ระหว่าง ราล์ฟ เอเตียน นักขกจากออสเตรเลีย พบกับ ภูวนา ลีธาบ นักชกไทย



คู่ที่ 4. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นเฮฟวี่เวท พิกัด 225 ปอนด์ กำหนด 4 ยก ชุน เหอ ชาน นักชกจากแคนาดา พบกับ กฤษณะ บุญโกศล นักชกไทย

คู่ที่ 5. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท กำหนด 6 ยก พิกัด 140 ปอนด์ ระหว่าง นูรูลตัน สเมล นักชกจากคาซัคสถาน พบกับ แคมป์ พีพยาม นักชกไทย

คู่ที่ 6. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท กำหนด 4 ยก พิกัด 154 ปอนด์ ระหว่าง อเลสซานโด กริปปา นักชกจากออสเตรเลีย พบกับ กัมปนาท คงกล นักชกไทย



คู่ที่ 7. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์แบนตัมเวท กำหนด 8 ยก พิกัด 122 ปอนด์ ระหว่าง รูเซิน เจิ้ง นักชกจากจีน พบกับ ประสิทธิ์ศักดิ์ ภาพรหม  นักชกไทย

คู่ที่ 8. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นเวลเตอร์เวท กำหนด 4 ยก พิกัด 147 ปอนด์ ระหว่าง ซามีร์ ฮัมดัม นักชกจากเยอรมัน พบกับ คูชาล นันด์คิชอร์ วียาส นักชกจากอินเดีย

คู่ที่ 9. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท กำหนด 8 ยก พิกัด 140 ปอนด์ ระหว่าง อี้ห่าว จาง นักชกจากจีน พบกับ วันพิศิษฐ์ สิริพนา นักชกไทย



คู่ที่ 10. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวท กำหนด 4 ยก พิกัด 168 ปอนด์ ระหว่าง ซิกูร์ด ซิงห์ บราร์ นักชกจากนอร์เวย์ พบกับ ฟ้ารัก ซื่อเน่ นักชกไทย

คู่ที่ 11. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นไลท์เวท กำหนด 4 ยก พิกัด 135 ปอนด์ ระหว่าง เจ เลน เทย์เลอร์ นักชกจากออสเตรเลีย พบกับ ธนวัฒน์ พรนาคุ นักชกไทย

คู่ที่ 12. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวท กำหนด 4 ยก พิกัด 130 ปอนด์ ระหว่าง ฮาร์มันบีร์ ซิงห์ บราร์ นักชกจากแคนาดา พบกับ คชา ศรีคง นักชกไทย



คู่ที่ 13. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวท กำหนด 4 ยก พิกัด 168 ปอนด์ ระหว่าง เดจ ซูดฮารี นักชกจากอินเดีย พบกับ สมชาย เพื่อพันธ์ นักชกไทย

คู่ที่ 14. ชกอุ่นเครื่อง รรุ่นเฮฟวี่เวท กำหนด 4 ยก พิกัด 175 ปอนด์ ระหว่าง สิทธันท์ นักชกจากอินเดีย พบกับ คชา ศรีคง นักชกไทย

คู่ที่ 15. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นเวลเตอร์เวท กำหนด 4 ยก พิกัด 147 ปอนด์ ระหว่าง ดาร์ริงการ์รา เทรว์ฮัลลา นักชกจากออสเตรเลีย พบกับ สมชาย ภูพัน นักชกไทย



คู่ที่ 16. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นไลท์เฮฟวี่เวท กำหนด 4 ยก พิกัด 175ปอนด์ ระหว่าง อัลโมล ไทกี นักชกจากอินเดีย พบกับ ทัสพงษ์ ศรีขับ นักชกไทย

คู่ที่ 17. ชิงเข็มขัดแชมป์ WBA ASIA GOLD รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท พิกัด 140 ปอนด์ กำหนด 10 ยก ระหว่าง ปรินซ์ พาเทล นักชกจากอินเดีย ปะทะ ยาฮายา มุสซา นักชกจากแทนซาเนีย

คู่ที่ 18. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูปร์แบนตัมเวท กำหนด 6 ยก พิกัด 122 ปอนด์ ระหว่าง ฮวาง กว็อก จุง นักชกจากเวียดนาม พบกับ
วานิช ตันกุไร นักชกไทย



คู่ที่ 19. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นฟลายเวท กำหนด 4 ยก พิกัด 112 ปอนด์ ระหว่าง โรเบิร์ต แองเจลอสกี้ นักชกจากออสเตรเลีย พบกับ เน ลิน อ่อง นักชกจากเมียนมาร์

คู่ที่ 20. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นเฟเธอร์เวท กำหนด 8 ยก พิกัด 126 ปอนด์ ระหว่าง บิลเฮส บารากัต นักชกจากเยอรมัน พบกับ ซาการ์ ซูฮาน นักชกจากอินเดีย

คู่ที่ 21. ชิงเข็มขัดแชมป์ WBC ASIA SILVER รุ่นซิลเวอร์ บริดจ์เวท พิกัด 200 ปอนด์ กำหนด 10 ยก ระหว่าง ราด ราชิด นักชกจากเยอรมัน ปะทะ จัสการัน ซิงห์ นักชกจากอินเดีย


              เปิดสังเวียนศักราชใหม่ ศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS" ระเบิดความมันส์ต้อนรับศักราชใหม่ 2569 การันตีความมันส์และความดุเดือดทุกคู่ โดยโปรโมเตอร์ "บริโก้ แซนติก" ขนทัพนักสู้ยอดฝีมือดีจากทั่วโลกขึ้นสังเวียนมาให้ชมคับคั่ง พร้อมชิงชัยบนสังเวียนกำปั้นให้แฟนๆ มวยที่ชื่นชอบความดุดันเร้าใจเช่นเคย พร้อมเปิดศักราชความมันส์แรกของปีในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 ที่ สนามมวย เวิลด์สยาม สเตเดี้ยม เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ถ่ายทอดสดทางช่อง TRILLER TV ทั่วโลก สำหรับแฟนกีฬาการต่อสู้สามารถติดตามรับชมและเชียร์การดวลเดือดได้ที่ทางเพจ HIGHLAND BOXING GYM คู่แรกเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป
13
รวมพลังสุขภาพ ร่วมถกมาตรการ”ภาษีลดเค็ม”
ภาษีโซเดียม:ก้าวสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ

โดย รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม


              จากการเปิดเวทีเสวนา “ภาษีโซเดียม”ในการจัดเสวนาหนุนมาตรการเชิงระบบช่วยคนไทย โดยการบริโภคอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคไตเรื้อรังได้  ซึ่งปัจจุบันแนวโน้มการบริโภคโซเดียมโดยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จาก 3,264 มิลลิกรัม (มก.)/วัน ซึ่งจากการสำรวจสถานการณ์การบริโภคอาหาร ความมั่นคงทางอาหารและความรอบรู้ด้านอาหารของประชาชนไทยพบว่าคนไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยเฉลี่ย 22 กรัม/วัน และ14 กรัม/วัน ในเพศชายและเพศหญิง ขณะที่มีการบริโภคขนมขบเคี้ยว โดยเฉลี่ย 32 กรัม/วัน และ29 กรัม/วัน ในเพศชายและเพศหญิง ทำให้การคาดการณ์จัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมใน 10 ปีแรก จะสามารถป้องกันการเกิดโรคกับผู้ป่วยรายใหม่ของโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคไต คาดว่าป้องกันได้ประมาณ155,000 (132,455-176,859) ราย หากดำเนินการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมทั้งในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวใน 10 ปีแรกต่อจากนี้ จะป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้มากที่สุดในเพศชายจำนวน 33,673 (23,347-43,954) ราย รองลงมาคือโรคหลอดเลือดสมองในเพศหญิง จำนวน 20,772 (14,821-27,039) ราย (ข้อมูลจาก ดร.พจนา หันจางสิทธิ์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล)


              ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะและประธาน Sodium Tax Policy กล่าวว่า อาหารที่มีโซเดียมสูงคืออาหารที่ปรุงขึ้นเองกับอาหารสำเร็จรูป ซึ่งต้องทำอย่างไรให้มีการปรับสูตรอาหารเหล่านี้ลดความเค็มลง ซึ่งเด็กไทยเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากขึ้น รวมถึงสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ดังนั้นการปรับปรุงสูตรใหม่ เป็นข้อดีให้กับสุขภาพของเราโดยตรง ทำให้เกิดการเห็นภาพในการออกแบบนโยบายที่เหมาะสมและเป็นบริบทใหม่ของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับ รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า จากการงานวิจัยล่าสุดพบว่าภาวะโรคอ้วนในเด็กมีมากถึง 10 เปอร์เซ็นต์ จากการกินเค็มอย่างต่อเนื่องเป็นกิจวัตรประจำวัน นอกจากนี้ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคกระดูกบางและแตกหักง่าย และยังพบว่าอาหารยอดนิยมที่เค็มจัดและมีโซเดียมสูง คือแกงไตปลา รองลงมาคือ ส้มตำและปลาร้า ซึ่งเป็นที่นิยมของคนไทย เราจึงต้องพยายามปรับสูตรอาหาร “ให้มีความเค็มน้อยแต่อร่อยเท่าเดิม”


              ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย (พ.ศ. 2567-2568) พบว่า จากกรณีที่คนไทยบริโภคโซเดียมโดยเฉลี่ยสูง ส่งผลให้โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไตเรื้อรัง ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 78,000 ล้านบาทต่อปี ประสบการณ์จากมาตรการภาษีสุขภาพในหลายประเทศ รวมถึงภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลของไทย แสดงให้เห็นชัดว่าภาษีสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค กระตุ้นการปรับสูตรของผู้ผลิต และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสุขภาพประชาชนได้จริง การลดการบริโภคโซเดียมจำเป็นต้องทำทั้งการสื่อสารและมาตรการเชิงระบบควบคู่กัน สสส. จึงเดินหน้าขับเคลื่อนงาน “ลดเค็ม ลดโรค” ร่วมกับภาคีทุกภาคส่วน ทั้งการรณรงค์สร้างความรอบรู้ให้ประชาชนปรับพฤติกรรมการกินเค็ม การสนับสนุนเครื่องมือและนวัตกรรมในพื้นที่ เช่น เครื่องตรวจวัดความเค็มในอาหาร (Salt Meter) เพื่อช่วยให้ประชาชนเห็นปริมาณโซเดียมจริงและปรับลดได้ง่ายขึ้น


              ผศ.ดร.ปภัศร ชัยวัฒน์ นักวิชาการจากศูนย์ศึกษานโยบายเพื่อการพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เราควรใช้มาตรการเชิงภาษีผ่านแรงจูงใจทางด้านราคา โดยดูผลการศึกษาความยืดหยุ่นของอุปสงค์ของอาหารที่มีโซเดียมสูงในตลาดประเทศไทย ปี 2568  พบว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคา เมื่อราคาสูงขึ้นจากมาตรการภาษี ผู้บริโภคมีแนวโน้มลดการบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตปรับสูตรเพื่อลดภาระภาษี การออกแบบภาษีโซเดียมอย่างเหมาะสม จะช่วยลดการบริโภคเค็มโดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็นและยังป้องกันการผลักภาระไปยังผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางได้ โดยมุ่งหวังให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิชาการ สนับสนุนการใช้มาตรการภาษีควบคู่กับมาตรการอื่น ๆ เช่น การปรับสูตรอาหาร การติดฉลาก และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การ “ลดเค็ม ลดโรค”


              ดร.มณีขวัญ จันทรศร นักวิชาการด้านนโยบายภาษีและการคลัง กล่าวว่า ภาษีสุขภาพ มีเป้าหมายหลักคือสุขภาพของประชาชน เป้าหมายรองคือการสร้างรายได้ให้รัฐเพิ่มขึ้น โดยประสิทธิผลของภาษีสุขภาพวัดจาก “พฤติกรรมที่เปลี่ยน” ไม่ใช่รายได้ที่เพิ่มขึ้น” ภาษีอาจจะเก็บจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า แต่มุ่งหวังผลที่พฤติกรรมของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ความสำเร็จคือ ผู้ผลิตสามารถปรับสูตร(ลดเค็ม) หรือทำให้ผู้บริโภครับประทานเค็มน้อยลง เลือกทางเลือกที่ดีขึ้น ลดช่องว่างของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ลง ประชาชนคนไทยก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพในระยะยาวก็จะสั้นลงลดลง


              นางสาวรัชฎา วานิชกร รองอธิบดีกรมสรรพาสามิต กล่าวว่า ทำอย่างไรให้ภาษีโซเดียม “ได้ผล” นั้น จะต้องมีเกณฑ์ทางสุขภาพที่ชัดเจนและมีข้อมูลโซเดียมที่โปร่งใส และให้มีการบังคับการแสดงฉลากอาหารในรูปแบบที่อ่านง่าย รวมถึงจะต้องสามารถกำหนดงานภาษีและการจัดเก็บรายได้อย่างแม่นยำ ลดข้อโต้แย้ง ในการออกแบบโครงสร้างภาษีให้มีแรงจูงใจเชิงพฤติกรรมที่ชัดเจน สร้างทางเลือกใหม่และมูลค่าของสินค้าให้มีราคาไม่แพง และสิ่งสำคัญคือสามารถให้ประชาชนเห็นว่ารายได้จากภาษีโซเดียม จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้งบประมาณของประเทศทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยกรมสรรพสามิตได้พลิกบทบาทสู่ "กรม ESG" แห่งแรกของหน่วยงานราชการไทย ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษี (EASE Excise) ที่มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) เพื่อความยั่งยืน


              โดยสรุปส่งท้ายการเสวนาภาษีโซเดียม...ประโยชน์ต่อสุขภาพที่มองไม่เห็น โดยมาตรการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียม สามารถช่วยลดจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ป้องกันการเกิดผู้ป่วยใหม่และป้องกันการเสียชีวิต เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต ลดภาระค่าใช้จ่ายระบบสุขภาพของประเทศ และสร้างรายได้ให้กับภาครัฐเพิ่มขึ้น ทั้งนี้คาดการณ์ว่าภาครัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมใน 10 ปีแรกเกือบ  35.3 พันล้านบาท ซึ่งตามข้อเสนอแนะของสสส.และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนมองว่าภาครัฐโดยกรมสรรพสามิตควรดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยว เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตลดปริมาณโซเดียมในสินค้าให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับประชาชน, ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรร่วมมือกันสนับสนุนการส่งเสริมความรู้ให้แก่ประชาชน เกี่ยวกับผลกระทบของโซเดียมต่อความดันโลหิตสูงที่นำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อเพิ่มความตระหนักในการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมที่เหมาะสม นำรายได้จากการจัดเก็บภาษีโซเดียมและภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ลดลง เป็นทุนสนับสนุนโครงการที่มีการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกัน ส่งเสริมการทำงานอย่างบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ลดปริมาณโซเดียม รวมทั้งสื่อสาธารณะ เพื่อเพิ่มความรอบรู้การบริโภคเพื่อสุขภาพให้แก่ประชาชน

             
14
สจล. ผนึกภาคธุรกิจ พัฒนากำลังคนและการศึกษา อย่างมืออาชีพ


             เมื่อเร็ว ๆ นี้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกรัตน์ สุวรรณกูล คณบดีคณะศิลปศาสตร์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อติชาต รุ่งสว่าง ผู้ช่วยคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเมนท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด โดยมี นายสุรพล อุทินทุ และนายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท พร้อมด้วย นายณัฐกิตติ์ วัฒนะจันทร์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล และ นายอิทธิพัทธ์ ปันสม ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคล ร่วมเป็นพยาน เพื่อเสริมสร้างการทำงานร่วมกันด้านวิชาการ การพัฒนาหลักสูตร และการจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะด้านวิชาชีพ การบริการ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมด้านการจัดการงานบริการ งานอีเวนต์ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไมซ์ (MICE) ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยทั้งสองฝ่ายมีความมุ่งหวังจะช่วยยกระดับศักยภาพผู้เรียน เพิ่มโอกาสในการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และสนับสนุนการพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพ เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของภาคบริการและอุตสาหกรรมไมซ์ในอนาคต โดยพิธีลงนามจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

             ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ สจล. ได้ทาง https://www.facebook.com/kmitlofficial และเว็บไซต์ www.kmitl.ac.th สอบถามเพิ่มเติมที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 329 8000





15
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดระนอง พร้อมมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการในพื้นที่ฟรี




วันนี้ (วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยกรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน ในพื้นที่จังหวัดระนอง (จังหวัดที่ 4 ของทางภาคใต้) จำนวน 16 ครัวเรือน รวมมูลค่า 421,650 บาท และมอบรถจักรยาน แก่โรงเรียน 2 แห่ง รวมจำนวน 20 คัน มูลค่า 25,800 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น  447,450 บาท (สี่แสนสี่หมื่นเจ็ดพันสี่ร้อยห้าสิบบาทถ้วน)  นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดทีมหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ฯ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครลงพื้นที่ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผมชาย-หญิง และกิจกรรมนันทนาการ โดยมี นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง และ นางมุกดา หลิมนุกูล ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานร่วมในพิธี นายวิธรัช รามัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ร่วมในพิธี และ คณะมูลนิธิระนองสงเคราะห์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี พร้อมด้วยอาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวอธิชา เทศขำ (เมย์-อธิชา) นางสาวเบญญาภา จันใจ (ขิม) ร่วมสร้างสีสันและให้กำลังใจ ณ บริเวณหอประชุมจังหวัดระนอง อำเภอเมือง จังหวัดระนอง







นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ กล่าวว่า โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน  ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ระยะ โดย ระยะที่ 1 ดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ระยะที่ 2 ได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด รวม 485 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนผู้ประสบอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2567 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงราย อีกจำนวน 57 ครัวเรือน รวมจำนวนครัวเรือนยากจนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ด้วยการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแล้วทั้งสิ้น 870 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท และขณะนี้ได้พิจารณาดำเนินการระยะที่ 4 ในพื้นที่ภาคใต้ รวม 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส







ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


16
นมธ. จัดพิธีมอบโล่เกียรติยศและประกาศเกียรติคุณ “ศิษย์เก่าดีเด่น ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงและรับใช้สังคม” เชิดชูบุคคลต้นแบบสร้างคุณูปการต่อประเทศ




สถาบันวิทยาการธรรมศาสตร์เพื่อสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิธีมอบโล่เกียรติยศและประกาศเกียรติคุณ “ศิษย์เก่าดีเด่น ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงและรับใช้สังคม” ประจำปี  2568 ณ สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซอยงามดูพลี เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เพื่อยกย่องเชิดชูศิษย์เก่าที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง




ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ศิษย์เก่าดีเด่น ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงและรับใช้สังคม รุ่นที่ 22 แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การเมืองไทยกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย” ถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เชิงลึกเกี่ยวกับบทบาทของการเมืองต่อการพัฒนาประเทศ ท่ามกลางความสนใจของศิษย์เก่า แขกผู้มีเกียรติ และผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก







ในช่วงพิธีการได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานกรรมการ มูลนิธิสถาบันวิทยาการธรรมศาสตร์เพื่อสังคม กล่าวแสดงความยินดี พร้อมด้วย รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร ประธานกรรมการบริหาร สถาบันวิทยาการธรรมศาสตร์เพื่อสังคม, ศ.พิเศษ นรนิติ อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.ชัยยันต์ เจริญโชคทวี ประธานอนุกรรมการกลั่นกรองศิษย์เก่าดีเด่น ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงและรับใช้สังคม พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเป็นเกียรติและประธานในพิธี จากนั้น ดร.มนตรี ฐิรโฆไท ประธานกรรมการคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกศิษย์เก่าดีเด่น ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงและรับใช้สังคม ได้กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการศิษย์เก่าดีเด่นฯ







โดยพิธีมอบโล่เกียรติยศและประกาศเกียรติคุณแก่ ศิษย์เก่าดีเด่นในรุ่นต่าง ๆ ได้แก่ นมธ. รุ่นที่ 1-24, นมธล. รุ่นที่ 1-3, นมธจ.รุ่นที่ 3-6 โดยมี ศ.พิเศษ นรนิติ อดีตนายกสภามหวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเป็นผู้มอบโล่เกียรติยศและประกาศเกียรติคุณ สะท้อนคุณค่าของผู้นำที่เติบโตจากองค์ความรู้ ควบคู่คุณธรรม และจิตสาธารณะ ทั้งนี้ การคัดเลือกศิษย์เก่าดีเด่นเป็นการยกย่องบุคคลที่อุทิศตนทำคุณประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง อาทิ ชวน หลีกภัย, พินิจ จารุสมบัติ, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ไชยยันต์ ชาครกุล, พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ, จีรพันธ์ อัศวะธนกุล, พัชรีย์ ไกรสิทธิ์, เทพวรรณ ม้าประเสริฐ, ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรมและ ดร.กัญณัฏฐ์ กรวิทย์ธนโชติ เป็นต้นโดยบุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นต้นแบบที่สะท้อนบทบาทของผู้นำที่ยืนหยัดในการรับใช้สังคมอย่างแท้จริง







ปัจจุบัน สถาบันวิทยาการธรรมศาสตร์เพื่อสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรนักบริหารระดับสูง ภายใต้การกำกับของมูลนิธิสถาบันวิทยาการธรรมศาสตร์เพื่อสังคม (นมธ.) โดยมุ่งเสริมสร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความเข้าใจบริบทการเปลี่ยนแปลงของประเทศและโลก ประกอบด้วย หลักสูตรนักบริหารระดับสูง “ธรรมศาสตร์เพื่อสังคม” (นมธ.), หลักสูตรนักบริหารระดับสูง “ธรรมศาสตร์เพื่อสังคมและโลก” (นมธล.) และ หลักสูตรนักบริหารระดับสูง “ธรรมศาสตร์เพื่อสังคม เจาะลึก” (นมธจ.) พร้อมกันนี้ สถาบันฯ อยู่ระหว่างการเปิดรับสมัคร หลักสูตรธรรมศาสตร์เพื่อสังคม สำหรับผู้บริหาร รุ่นใหม่ (นมธ.รม) รุ่นที่ 1 สำหรับผู้บริหาร ช่วงอายุ 25-35 ปี  เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้และเสริมสร้างศักยภาพผู้นำให้สอดรับกับความท้าทายในมิติใหม่ของสังคมไทย ติดตามรายละเอียด WWW.TLPTU.COM







พิธีมอบโล่เกียรติยศในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ของ สถาบันวิทยาการธรรมศาสตร์เพื่อสังคม ในการปลูกฝังและส่งเสริมผู้นำที่มุ่งมั่นรับใช้สังคม และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน











17
ซูเลียน ร่วมกับอำเภอบางบัวทอง เนรมิตวันวาเลนไทน์
ชวนคู่รักเริ่มต้นชีวิตคู่ จดทะเบียนสมรส ณ 1st Avenue


วันวาเลนไทน์ปีนี้ยิ่งอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความรัก เมื่อ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ อำเภอบางบัวทอง จัดกิจกรรมจดทะเบียนสมรส เปิดโอกาสให้คู่รักได้ร่วมจารึกช่วงเวลาสำคัญของชีวิตคู่ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เฟิร์ส อเวนิว

กิจกรรมดังกล่าวเปิดรับคู่รัก จำนวนจำกัดเพียง 50 คู่ เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเอง และมอบประสบการณ์พิเศษให้กับผู้เข้าร่วมอย่างใกล้ชิด ทำให้วันวาเลนไทน์ปีนี้ไม่ใช่เพียงวันแห่งการบอกรัก แต่ยังเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของการเริ่มต้นชีวิตคู่

ภายในงาน คู่รักที่มาร่วมจดทะเบียนสมรสจะได้รับ บริการถ่ายภาพที่ระลึกโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อม กรอบรูปทะเบียนสมรส เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำจากวันพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสร้างสีสันให้บรรยากาศคึกคักยิ่งขึ้น ด้วยการ ลุ้นรับเงินสดรวม 5 รางวัล มูลค่าตั้งแต่ 3,000 – 8,000 บาท รวมถึงรางวัลเซอร์ไพรส์ที่เตรียมไว้ให้คู่รักได้ร่วมลุ้นตลอดงาน

สำหรับคู่รักที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่สำนักทะเบียน อำเภอบางบัวทอง โทร 02-194-1110 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมเพียง 50 คู่เท่านั้น
18
ฮีโน่ ตอกย้ำแนวคิด “รับจบ ครบ คุ้ม” เปิดตัว HINO 300 Innovator ATOM
รถบรรทุก 4 ล้อพร้อมตัวถัง พร้อมใช้งานทันที ตอบโจทย์ผู้ประกอบการยุคใหม่


บริษัท ฮีโน่มอเตอร์สเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าขยายโซลูชันรถเพื่อการพาณิชย์ภายใต้มาตรฐานไอเสีย Euro 5 อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัว HINO 300 Innovator ATOM รถบรรทุก 4 ล้อขนาดเล็ก “แบบพร้อมตัวถัง” ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่ต้องการความพร้อมครบจบในคันเดียว ทั้งตัวรถ ตัวถังมาตรฐานจากโรงงาน และการดูแลหลังการขายแบบครบวงจร ช่วยลดขั้นตอนการเตรียมรถ ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มความคล่องตัวในการเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว พร้อมวางแผนการขนส่งและควบคุมต้นทุนได้อย่างชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่ล้อหมุน


HINO 300 Innovator ATOM ตอบโจทย์ด้วย 5 ความพร้อม ที่จะช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จของธุรกิจไม่ว่าจะเป็น

1.   พร้อมใช้งานระยะยาว ผลิตจากวัสดุคุณภาพมาตรฐานสากล แข็งแรง ทนทาน ผ่านการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ
2.   พร้อมทางเลือกที่ตอบโจทย์ ตัวถังให้เลือก 2 ขนาด คือ 9.3 และ 10.5 ลูกบาศก์เมตร รองรับงานขนส่งหลากหลายรูปแบบ ทั้งงานกระจายสินค้า งานขนส่งทั่วไป และงานก่อสร้างในพื้นที่จำกัด
3.   พร้อมใช้งานได้ทันที รถพร้อมตัวถังจากโรงงาน ไม่ต้องเสียเวลาประกอบเพิ่มเติม พร้อมรับประกันการส่งมอบภายใน 7 วัน*
4.   พร้อมวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง จดทะเบียนขนส่งป้ายเขียว ถูกต้องตามกฎหมาย รองรับการใช้งานในเขตเมืองอย่างต่อเนื่อง
5.   พร้อมดูแล หมดกังวล รับประกันตัวถังนาน 3 ปี พร้อมคูปองบำรุงรักษาตัวถังฟรี 4 ระยะ และรับประกันตัวรถนานถึง 5 ปี ผ่านศูนย์บริการมาตรฐานฮีโน่ทั่วประเทศ



HINO 300 Innovator ATOM เป็นรถบรรทุก 4 ล้อขนาดเล็ก ไม่ติดเวลา (GVW 4.5 ตัน) ดีไซน์พรีเมียม มาพร้อมตัวถังมาตรฐานโรงงาน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ HINO N04C-WL กำลังสูงสุด 149 แรงม้า ให้แรงบิดแบบ Flat Torque ต่อเนื่อง มาตรฐาน Euro 5 พร้อมระบบบำบัดไอเสีย DPR ที่ฮีโน่เลือกให้เหมาะกับรถบรรทุกขนาดเล็ก เพื่อได้ผลออกมาอย่างดีที่สุดทั้งด้านกำลังการขนส่ง ความประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับงานบรรทุกเต็มพิกัดได้อย่างมั่นใจ

มาพร้อมเกียร์รุ่นใหม่ที่มีอัตราทดกว้างขึ้น มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ เพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ในเมือง ลดความเมื่อยล้าของผู้ขับ เสริมความมั่นใจด้านความปลอดภัยด้วยเอกสิทธิ์เฉพาะรถบรรทุกฮีโน่กับดิสก์เบรกคู่หน้ามาพร้อมกับระบบเบรก ABS ให้การควบคุมแม่นยำในทุกสภาพการขับขี่ด้วยโครงสร้างแชสซีและตัวถังแข็งแรง น้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มน้ำหนักบรรทุกสุทธิ และลดภาระเครื่องยนต์  ส่งผลให้ประหยัดเชื้อเพลิงโดยรวมมากยิ่งขึ้น ทั้งประหยัด ปลอดภัย และทันใจขนาดนี้ ไม่แปลกใจทำไมใครๆ ก็เลือกใช้ฮีโน่ เพราะ ฮีโน่ รับจบ ครบ คุ้ม !!!

แน่นอน ฮีโน่ยังสนับสนุนการใช้งานตลอดอายุการใช้งานภายใต้แนวคิด Hino Customer Journey ดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่การซื้อรถ (Purchase) ผ่านสินเชื่อ Hino Leasing และการบริหารจัดการรถในช่วงการใช้งาน (Operation) ด้วยเทคโนโลยีกับระบบ HINO-CONNECT รวมถึงบริการหลังการขายมาตรฐานสูง เชื่อมั่นได้จากตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างต่อเนื่องจนมีการกลับมา ซื้อซ้ำ (Repurchase) สะท้อนแนวคิด HINO Always Your Professionals “ฮีโน่ รับจบ ครบ คุ้ม”  ในทุกขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจขนส่ง

สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายฮีโน่ทั่วประเทศ หรือรับข่าวสารและสิทธิพิเศษได้ที่เว็บไซต์: www.hinothailand.com / Facebook: HINO No.1 / LINE: @Hinoth / TikTok: @Hinoth และ YouTube: Hino Thailand Official Channel
19
14 กุมภาพันธ์ 2569
ดื่มด่ำค่ำคืนวาเลนไทน์แสนหวาน
กับดินเนอร์สุดโรแมนติกในคืนพิเศษ
ณ โรงแรมชั้นนำในเครือ เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์


14 กุมภาพันธ์ 2569 โรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารี ชวนทุกคู่รักมาดื่มด่ำบรรยากาศวาเลนไทน์แสนหวาน อิ่มเอมกับดินเนอร์สุดพิเศษที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน เพื่อคุณและคนที่คุณรัก ให้ทุกช่วงเวลาของค่ำคืนสุดพิเศษ เต็มไปด้วยความหวานตราตรึงใจ




1.   โรงแรมเคป เฮ้าส์ กรุงเทพฯ เนรมิตค่ำคืนแสนพิเศษ กับมื้ออาหารค่ำที่อบอวลไปด้วยความรัก พร้อมเสิรฟ์เซตดินเนอร์สุดหรู อาทิ  มะเดื่อสอดไส้บลูชีส เสิร์ฟคู่สลัดผักเมสคลูน (Blue Cheese Stuffed Figs with Mesclun Salad), หอยเชลล์(U.S.)ย่าง เสิร์ฟพร้อมแซฟฟรอนริซอตโต (Seared ‘US’ Scallops and Saffron Risotto), พาฟโลวาสตรอว์เบอร์รี (Strawberry Pavlova) ฯลฯ               ณ ห้องอาหารนัมเบอร์ 43 อิตาเลียนบิสโตร ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น. ในราคาท่านละ 1,290++ บาท

สำรองที่นั่งล่วงหน้า หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ห้องอาหารนัมเบอร์ 43 อิตาเลียนบิสโตร ณ โรงแรมเคป เฮ้าส์ กรุงเทพฯ โทร. 02-658-7444 ต่อ 285 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.capehouse.com





2.   โรงแรมแคนทารี โคราช เติมเต็มค่ำคืนแห่งความรัก กับเซตดินเนอร์สำหรับคู่รัก ณ ห้องอาหาร เดอะ กริลล์ รูม ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00 น. ในบรรยากาศค่ำคืนสุดโรแมนติกใต้แสงเทียนบนชั้น 20 ในราคา 1,400 บาทสุทธิ/ท่าน (พร้อมรับสปาร์คกลิ้งโรเซ่ 1 แก้ว)

สำรองที่นั่งล่วงหน้า หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ห้องอาหารเดอะ กริลล์ รูม ณ โรงแรมแคนทารี โคราช โทร. 044 353 011 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.kantaryhotel-korat.com/





3.   โรงแรมแคนทารี บ้านฉาง ดื่มด่ำค่ำคืนแห่งความรัก พร้อมเซตอาหารมื้อค่ำแสนประทับใจ ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกใต้แสงเทียน ณ รูฟท็อป ชั้น 7 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00 น. ในราคา 1,500 บาทสุทธิ/ท่าน (พร้อมรับสปาร์คกลิ้งไวน์ 1 แก้ว) เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และส่วนสูงไม่เกิน 120 ซม. ลดครึ่งราคา       

สำรองที่นั่งล่วงหน้า หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ณ โรงแรม แคนทารี บ้านฉาง โทร. 038 953 545 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.kantaryhotel-banchang.com/


####################
Hashtags: #capeandkantary #kantarykorat #kantarybanchang #capehouse #valentine #dinner #romantic
####################
* โรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและเงื่อนไข
โดยหากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าผ่านทางช่องทางการติดต่อสื่อสารของโรงแรมฯ
#######################
* กลุ่มโรงแรมในเครือ เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ สนับสนุนการป้องกันการทารุณสัตว์
ซึ่งโรงแรมฯ มีนโยบายชัดเจนในการห้ามไม่ให้มีการขาย หูฉลาม รังนก และตับห่าน ในทุกห้องอาหารของโรงแรม
20
“Dim Sum Lunch Buffet”
ห้องอาหารแทพเพสทรี โรงแรมคลาสสิค คามิโอ อยุธยา
ยกขบวนพาเหรดติ่มซำบุฟเฟต์รสเลิศ พร้อมเสิร์ฟเสาร์แรกและเสาร์สุดท้ายของเดือน


             ห้องอาหารแทพเพสทรี โรงแรมคลาสสิค คามิโอ อยุธยา ขอเชิญชวนทุกท่านลิ้มลองความอร่อยของ “บุฟเฟ่ต์ติ่มซำ มื้อกลางวัน” พลาดไม่ได้กับติ่มซำสไตล์จีนกวางตุ้งรสเลิศ ชิ้นใหญ่ไส้แน่นเต็มๆ คำ อาทิ ขนมจีบ ฮะเก๋า กุ้งสามสี ลูกชิ้นกุ้งน้ำแดง ก๋วยเตี๋ยวหลอด ที่มาพร้อมกับเมนูของนึ่งและของทอดยอดนิยมอีกมากมายและของหวานสุดตระการตา ทุกวันเสาร์สัปดาห์แรก และสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ตั้งแต่เวลา 11.00 – 14.00 น. ในราคา 600 บาทสุทธิ/ท่าน






             สำรองที่นั่งล่วงหน้า หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ห้องอาหารแทพเพสทรี โรงแรมคลาสสิค คามิโอ อยุธยา โทร. 035-212-535 หรือ www.kameocollection.com/ClassicKameo-Ayutthaya/
Pages: 1 [2] 3 4 ... 10