Recent Posts

Pages: 1 [2] 3 4 ... 10
11
14 กุมภาพันธ์ 2569
ดื่มด่ำค่ำคืนวาเลนไทน์แสนหวาน
กับดินเนอร์สุดโรแมนติกในคืนพิเศษ
ณ โรงแรมชั้นนำในเครือ เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์


14 กุมภาพันธ์ 2569 โรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารี ชวนทุกคู่รักมาดื่มด่ำบรรยากาศวาเลนไทน์แสนหวาน อิ่มเอมกับดินเนอร์สุดพิเศษที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน เพื่อคุณและคนที่คุณรัก ให้ทุกช่วงเวลาของค่ำคืนสุดพิเศษ เต็มไปด้วยความหวานตราตรึงใจ




1.   โรงแรมเคป เฮ้าส์ กรุงเทพฯ เนรมิตค่ำคืนแสนพิเศษ กับมื้ออาหารค่ำที่อบอวลไปด้วยความรัก พร้อมเสิรฟ์เซตดินเนอร์สุดหรู อาทิ  มะเดื่อสอดไส้บลูชีส เสิร์ฟคู่สลัดผักเมสคลูน (Blue Cheese Stuffed Figs with Mesclun Salad), หอยเชลล์(U.S.)ย่าง เสิร์ฟพร้อมแซฟฟรอนริซอตโต (Seared ‘US’ Scallops and Saffron Risotto), พาฟโลวาสตรอว์เบอร์รี (Strawberry Pavlova) ฯลฯ               ณ ห้องอาหารนัมเบอร์ 43 อิตาเลียนบิสโตร ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น. ในราคาท่านละ 1,290++ บาท

สำรองที่นั่งล่วงหน้า หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ห้องอาหารนัมเบอร์ 43 อิตาเลียนบิสโตร ณ โรงแรมเคป เฮ้าส์ กรุงเทพฯ โทร. 02-658-7444 ต่อ 285 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.capehouse.com





2.   โรงแรมแคนทารี โคราช เติมเต็มค่ำคืนแห่งความรัก กับเซตดินเนอร์สำหรับคู่รัก ณ ห้องอาหาร เดอะ กริลล์ รูม ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00 น. ในบรรยากาศค่ำคืนสุดโรแมนติกใต้แสงเทียนบนชั้น 20 ในราคา 1,400 บาทสุทธิ/ท่าน (พร้อมรับสปาร์คกลิ้งโรเซ่ 1 แก้ว)

สำรองที่นั่งล่วงหน้า หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ห้องอาหารเดอะ กริลล์ รูม ณ โรงแรมแคนทารี โคราช โทร. 044 353 011 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.kantaryhotel-korat.com/





3.   โรงแรมแคนทารี บ้านฉาง ดื่มด่ำค่ำคืนแห่งความรัก พร้อมเซตอาหารมื้อค่ำแสนประทับใจ ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกใต้แสงเทียน ณ รูฟท็อป ชั้น 7 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00 น. ในราคา 1,500 บาทสุทธิ/ท่าน (พร้อมรับสปาร์คกลิ้งไวน์ 1 แก้ว) เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และส่วนสูงไม่เกิน 120 ซม. ลดครึ่งราคา       

สำรองที่นั่งล่วงหน้า หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ณ โรงแรม แคนทารี บ้านฉาง โทร. 038 953 545 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.kantaryhotel-banchang.com/


####################
Hashtags: #capeandkantary #kantarykorat #kantarybanchang #capehouse #valentine #dinner #romantic
####################
* โรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและเงื่อนไข
โดยหากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าผ่านทางช่องทางการติดต่อสื่อสารของโรงแรมฯ
#######################
* กลุ่มโรงแรมในเครือ เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ สนับสนุนการป้องกันการทารุณสัตว์
ซึ่งโรงแรมฯ มีนโยบายชัดเจนในการห้ามไม่ให้มีการขาย หูฉลาม รังนก และตับห่าน ในทุกห้องอาหารของโรงแรม
12
“Dim Sum Lunch Buffet”
ห้องอาหารแทพเพสทรี โรงแรมคลาสสิค คามิโอ อยุธยา
ยกขบวนพาเหรดติ่มซำบุฟเฟต์รสเลิศ พร้อมเสิร์ฟเสาร์แรกและเสาร์สุดท้ายของเดือน


             ห้องอาหารแทพเพสทรี โรงแรมคลาสสิค คามิโอ อยุธยา ขอเชิญชวนทุกท่านลิ้มลองความอร่อยของ “บุฟเฟ่ต์ติ่มซำ มื้อกลางวัน” พลาดไม่ได้กับติ่มซำสไตล์จีนกวางตุ้งรสเลิศ ชิ้นใหญ่ไส้แน่นเต็มๆ คำ อาทิ ขนมจีบ ฮะเก๋า กุ้งสามสี ลูกชิ้นกุ้งน้ำแดง ก๋วยเตี๋ยวหลอด ที่มาพร้อมกับเมนูของนึ่งและของทอดยอดนิยมอีกมากมายและของหวานสุดตระการตา ทุกวันเสาร์สัปดาห์แรก และสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ตั้งแต่เวลา 11.00 – 14.00 น. ในราคา 600 บาทสุทธิ/ท่าน






             สำรองที่นั่งล่วงหน้า หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ห้องอาหารแทพเพสทรี โรงแรมคลาสสิค คามิโอ อยุธยา โทร. 035-212-535 หรือ www.kameocollection.com/ClassicKameo-Ayutthaya/
13
2 - 4 ก.พ. 69 ชวนอุดหนุนดอกป๊อปปี้
ดอกไม้ที่ระลึกวันทหารผ่านศึก ที่ศูนย์การค้าแพลทินัม


ศูนย์การค้าแพลทินัม ขอเชิญร่วมสนับสนุนกิจกรรมจำหน่ายดอกไม้ที่ระลึกวันทหารผ่านศึก (ดอกป๊อปปี้) ในโอกาสสัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก โดย มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ระหว่างวันที่ 2 – 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณ ด้านหน้าทางเข้า ศูนย์การค้าแพลทินัม โซน 1


โดยในวันที่ 3 กุมภาพันธ์  2569 เวลา 14.00 น. ได้รับเกียรติจากคุณหญิงทรงสมร คชเสนี กรรมการจัดการ และเหรัญญิก มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ เยี่ยมชมบูธกิจกรรมจำหน่ายดอกป๊อปปี้


ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสนับสนุนบริจาคเงิน ซื้อดอกป๊อปปี้ ในราคา 20 บาท เพื่อนำรายได้ช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึกสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่เสียสละปกป้องประเทศชาติ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ประดับดอกป๊อปปี้ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ อาทิ กระเช้าดอกไม้ แจกัน แก้วน้ำ กระติกน้ำ กระเป๋าผ้าลายดอกป๊อปปี้ และของที่ระลึกอื่นๆที่น่าสนใจ อีกมากมายให้เลือกสรร







14
ฮากระจาย–มันส์สะท้านหน้าจอ! ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 เสิร์ฟหนังดัง 4 เรื่องรวด


ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 ชวนผู้ชมสนุกต่อเนื่องตลอดทั้งวันกับโปรแกรมภาพยนตร์ไทยขึ้นหิ้ง ที่รวมสุดยอดนักแสดงแม่เหล็กอย่าง เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา, นาคร ศิลาชัย, เทพ โพธิ์งาม, แจ๊ส ชวนชื่น และโจ๊ก โซคูล ถ่ายทอดสีสันหนังไทยทั้งคอมเมดี้ แอ็กชัน และโรแมนติก พร้อมพล็อตเข้มข้นและมุกตลกเฉียบที่เคยสร้างกระแสตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่วันเข้าฉาย






เริ่มเช้าวันใหม่เวลา 08:30 น. กับ “สูบคู่กู้โลก” เรื่องราวของจ๊อดและอี๊ด สองเจ้าของอู่ชอปเปอร์ที่ต้องเร่งหาเงินใช้หนี้ แต่กลับเจอปมใหญ่เมื่อป๋อง หลานชายตัวแสบดันกลายเป็นคนสุภาพผิดปกติ และนำไปสู่ความลับครั้งใหญ่ระดับจักรวาลที่ทำให้ทั้งคู่ต้องเผชิญภารกิจสุดป่วนแบบฮาและลุ้นไปพร้อมกัน ต่อด้วย 12:30 น. “มือปืน/โลก/พระ/จัน” นำโดยเทพ โพธิ์งาม ในบทเป๋ ปืนควาย อดีตมือปืนรุ่นใหญ่ที่เพิ่งออกจากคุกและต้องรับงานสำคัญอีกครั้ง เมื่อเป้าหมายกลับเป็นตำรวจผู้ซื่อสัตย์อย่างเถกิง ทำให้เขาต้องเผชิญความขัดแย้งภายในใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากนั้น เวลา 15:00 น. พบ “มือปืน/โลก/พระ/จัน 2”ที่เพิ่มดีกรีความฮามันส์ แจ๊ส ชวนชื่น รับบท แจ็ส โซเด มือดาบความสามารถเหนือมนุษย์ ขณะเดียวกัน โจ๊ก โซคูล ในบท โจ๊ก โซแบด ต้องทำภารกิจสำคัญเพื่อนำเงินไปรักษาคนรัก ส่งผลให้เรื่องราวการลอบสังหารพัวพันทั้งการเมืองและความรักจนกลายเป็นความโกลาหลสุดเข้มข้น ปิดท้ายความสนุก เวลา 20:30 น. กับ “มือปืน ดาว ลูก ไก่” เมื่อเต๋า นักฆ่าฝีมือเฉียบได้รับคำสั่งกำจัดลูกไก่ สายลับสาวผู้แข็งแกร่ง แต่กลับต้องพลิกสถานการณ์เพราะดันตกหลุมรัก ทำให้กลายเป็นผู้ถูกล่าเสียเอง ก่อนนำไปสู่ฉากแอ็กชันเดือดและเคมีคู่ขวัญที่ทำให้เรื่องนี้โดดเด่นไม่เหมือนใคร แฟนหนังไทยตัวจริงห้ามพลาดความมันส์ในวันศุกร์ที่ 30 มกราคมนี้ ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 หรือรับชมสดออนไลน์ได้ที่ https://true4u.com/live/
15
ซัมมิท แคปปิตอล ส่งต่อโอกาสทางการศึกษาเนื่องในวันเด็ก
มอบทุนสนับสนุนเด็กมูลนิธิบ้านนกขมิ้น


              เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กและเยาวชน นำโดย คุณธนาวุฒิ อำนาจเจริญศักดิ์ (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ พร้อมด้วย คุณนิตยา พ่วงพลับ (ที่ 2 จากขวา) ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มงานวางแผนองค์กรและการจัดการ ในโอกาสนี้ บริษัทฯ ได้มอบอุปกรณ์การเรียนและทุนการศึกษาจำนวน 21,300 บาท ให้แก่เด็กและเยาวชนในความอุปการะของมูลนิธิบ้านนกขมิ้น ณ มูลนิธิบ้านนกขมิ้น โดยเงินทุนการศึกษาดังกล่าวมาจากกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม ผ่านการเลือกไม่รับเสื้อโปโลประจำปีของบริษัท และนำงบประมาณดังกล่าวมาสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กๆ แทน ถือเป็นการร่วมสร้างคุณค่าให้กับสังคมผ่านพลังของคนในองค์กร

              กว่า 30 ปี บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด เราพร้อม “ขับเคลื่อน เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” โดยมุ่งมั่นสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับสังคม ในการมีส่วนร่วมรับมือและพยายามที่จะแก้ไขกับปัญหาและประเด็นต่าง ๆ ทางสังคม ผ่านการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาองค์กรตามหลักการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาและช่วยเหลือสังคมไทยอย่างยั่งยืน

              ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.summitcapital.co.th
16
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม รุกผลักดันธุรกิจร้านอาหาร
ใช้ FoodTech เชื่อมแพลตฟอร์มออนไลน์
สร้างอาชีพ สร้างรายได้ในชุมชน


กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ DIPROM เร่งผลักดันธุรกิจร้านอาหารทะยานไกล ใช้ FoodTech ติดปีกเชื่อมแพลตฟอร์มออนไลน์ ภายใต้กิจกรรมเชื่อมโยงสู่เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางตลาด : DIPROM Food Tech ภายใต้โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร เพื่อส่งเสริมธุรกิจร้านค้าให้สามารถเชื่อมโยงสู่เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางตลาด ตั้งแต่ “ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ” มุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ในชุมชน


กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม หรือ DIPROM เปิดเผยถึงที่มาและความสำคัญของการเชื่อมโยงและส่งเสริมธุรกิจร้านอาหารกับแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย กิจกรรมเชื่อมโยงสู่เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางตลาด : DIPROM Food Tech ภายใต้โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมร้านอาหาร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน มุ่งทำให้เกิดการกระจายรายได้ ขยายโอกาสทางธุรกิจให้แก่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยกระดับการพัฒนาบุคลากรด้านอาหาร สนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป


กิจกรรมเชื่อมโยงสู่เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางตลาด : DIPROM Food Tech เป็นการบูรณาการโดย
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Thailand Creative Content Agency: THACCA) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ธนาคารออมสิน สถาบันอาหาร สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท ไลน์แมนวงใน จำกัด บริษัท ช๊อปปี้ฟู้ด จำกัด บริษัท ธิงค์ อาร์ เค จำกัด บริษัท ซุปเปอร์โคโคนัท จำกัด บริษัท โอโฮ แชท จำกัด บริษัท ไอบอทน้อย จำกัด บริษัท ทริกเกอร์พลัส จำกัด Food Market Hub Hungry Hub บริษัท โอโฮ แชท จำกัด โดยกิจกรรม DIPROM Food Tech เป็นกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารชุมชน, วิสาหกิจชุมชน, ผู้ประกอบการ OTOP และผู้ประกอบการชุมชนที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเชื่อมโยงองค์ประกอบหลักในกลยุทธ์ต่างๆ เข้าเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสม ตลอดจนวิธีการนำไปใช้จริงบนแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต่างๆ และการสร้างความผูกพันกับลูกค้า (Loyalty Program) ด้วยการจับคู่กลยุทธ์เชื่อมโยงสู่แพลตฟอร์ม  โดยเฉพาะกลยุทธ์การขยายช่องทางการตลาดสู่ Omnichannel ผ่าน Market Place, Cloud Kitchen  โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญในการให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบการ เพื่อสร้างความเข้าใจและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยผู้ประกอบการร้านค้าก็สามารถวิเคราะห์ปัญหา ระบุความต้องการพัฒนาในด้านต่างๆ ของแต่ละสถานประกอบการร้านอาหาร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและต่อยอดในการนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีดิจิทัลขยายและเพิ่มช่องทางการตลาด



ทั้งนี้ ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีกระบวนการคัดเลือกร้านอาหารที่เข้มข้นจากร้านอาหารมากกว่า 50 ร้านอาหาร  เพื่อให้จนได้ร้านอาหารที่มีความตั้งใจ มีศักยภาพสูง จำนวน 20 ร้านอาหารเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม

จากการดำเนินกิจกรรมฯ ในครั้งนี้ ผู้ประกอบการได้ให้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในภาพรวม และผู้เข้าร่วมกิจกรรม มีความยินดีที่จะเข้าร่วมทำกิจกรรมฯ เป็นอย่างมาก โดยมีความคาดหวังให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมนำเสนอโครงการ/กิจกรรม ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในลักษณะเช่นนี้ ต่อไปในอนาคต


โดยกิจกรรมฯ ในครั้งนี้ มีผลสำเร็จจากร้านอาหารที่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน มุ่งทำให้เกิดการกระจายรายได้ และขยายโอกาสทางธุรกิจ ได้แก่
1.   โมริ คาเฟ่ แอนด์ แกสโตร: 
เทคโนโลยี/แพลตฟอร์มที่เลือกใช้ ด้านการตลาด ได้แก่ Google My Business, Facebook Ads (Geo-Targeting) ด้าน HR Tech: Workday (สำหรับร้านขนาดใหญ่), Google Classroom/LMS สำหรับ e-Learning}, หน้าร้าน: สั่งเมนูอาหารผ่านระบบ QR/Self-Ordering Kiosk
2.   มีสุขฟาร์ม : 
เทคโนโลยี/แพลตฟอร์มที่เลือกใช้ ด้านการชำระเงิน POS: Wongnai, Square, ด้านการตลาด:  Facebook Ads Manager, LINE Ads Platform ด้านCRM: LINE OA
3.   ครัวจิตรา การ์เด้นเฮ้าส์
เทคโนโลยี/แพลตฟอร์มที่เลือกใช้ ด้านการชำระเงิน POS: BOH, FoodStory, Ocha (พร้อมฟังก์ชั่นควบคุมสต็อก) ด้านการเก็บข้อมูล Data Analytics: Google Analytics (สำหรับทำแคมเปญ), Data Dashboard ในระบบ POS
4.   ผัดไทย 100 ปีบ้านทางเกวียน
เทคโนโลยี/แพลตฟอร์มที่เลือกใช้ ด้านการชำระเงิน POS: FoodStory, Square ด้านการเก็บข้อมูล: POS Data Dashboard
5. a little home
เทคโนโลยี/แพลตฟอร์มที่เลือกใช้ ด้านการสร้างแบรนด์: Canva (สร้างภาพ/วีดีโอ), Google Business Profileด้าน CRM: LINE OA, Pointspot


ทั้งนี้ ภายหลังจากการดำเนินกิจกรรมฯ  คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า  24 ล้านบาท ขณะเดียวกัน การจัดงานกิจกรรมสร้างการรับรู้ DIPROM Food Tech ภายใต้กิจกรรมเชื่อมโยงสู่เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางตลาด ภายใต้โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร พ.ศ 2568 ในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ 2569 นี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการร้านอาหาร  โดยมีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมกิจกรรมฯ ๔๓ ร้านค้า มีผู้สนใจเข้าร่วมงาน ๑๓๒ คน และให้ความสนใจที่จะร่วมกิจกรรมกับทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในครั้งต่อไปอีกด้วย
17
วธ.สานสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม 50 ปี ผ่านนิทรรศการ “Vietnam-Thailand Art Workshop Sharing Emotion” และ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ (ART EXCHANGE) ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม




นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ได้ดำเนินกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ ระหว่างวันที่ 16–20 มกราคม 2569 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อสานสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรมระหว่างไทย-เวียดนาม เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง 2 ประเทศ ผ่านการแสดงนิทรรศการผลงานด้านทัศนศิลป์ “Vietnam-Thailand Art Workshop Sharing Emotion” โดยศิลปินแห่งชาติ ครู อาจารย์ ศิลปินไทย และศิลปินเวียดนาม ซึ่งรังสรรค์ร่วมกัน นับเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและเป็นเครื่องยืนยันว่า ศิลปะ คือ ภาษาสากลที่ไร้พรมแดน พร้อมทั้งหลอมรวมสังคมที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ในโอกาสนี้ ยังมีความพิเศษยิ่งขึ้น เนื่องจากตรงกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง ราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งกิจกรรมนี้ถือเป็นกิจกรรมแรกของกระทรวงวัฒนธรรมในวาระสำคัญแห่งการเฉลิมฉลองดังกล่าว ที่ก่อให้เกิดมิตรภาพอันยาวนานของสองประเทศ อยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน และแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ประชาชนและบุคลากรทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศที่จะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น นับเป็นการส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่งในภูมิภาค






 
กิจกรรม ART EXCHANGE ในครั้งนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ร่วมบูรณาการความร่วมมือกับ 7 หน่วยงานสำคัญ คือ 1) ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จำนวน 3 ท่าน ได้แก่ นายกมล ทัศนาญชลี, นายปัญญา วิจินธนสาร และนายปริญญา ตันติสุข 2) สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ คณะศิลปะวิจิตร 3) วิทยาลัยช่างศิลป์สุพรรณบุรี 4) วิทยาลัยช่างศิลป์นครศรีธรรมราช 5) The University of Arts and Design Viet Nam 6) Vietnam University of Fine Arts 7) Hanoi Architectural University  ร่วมมือกัน ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ ส่งเสริมสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินแห่งชาติ ครู อาจารย์ ศิลปินไทย และศิลปินเวียดนาม รวมมากกว่า 50 คน เสริมสร้างความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรมระหว่าง 2 ประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผ่านร่วมกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ ประกอบด้วย







          1. การหารือและแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาด้านศิลปะของเวียดนาม จำนวน 3 สถาบัน ได้แก่ The University of Arts and Design Viet Nam , Vietnam University of Fine Arts และ Hanoi Architectural University  โดยทั้ง 3 สถาบัน เป็นสถานที่สำคัญในการเรียนการสอน การศึกษา เรียนรู้ พัฒนาทักษะทางศิลปะ วิจิตรศิลป์ สถาปัตยกรรม การออกแบบ โดยมีศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ของไทย ทั้ง 3 ท่าน ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ แนวคิด ความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรม  และเยี่ยมชมการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่ง

          2. การจัดนิทรรศการ  “Vietnam-Thailand Art Workshop Sharing Emotion” ณ Vietnam University of Fine Arts (VUFA) ภายในงานได้รวบรวมผลงานที่เกิดจากกระบวนการ Workshop ร่วมกันของศิลปินทั้งสองประเทศ  นำมาจัดแสดงนิทรรศการ  สะท้อนพลังของศิลปะในฐานะที่สามารถเชื่อมโยงมิตรภาพ ความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่างกัน พร้อมเยี่ยมชมแกลอรี่ที่แสดงผลงานภาพจิตรกรรมของอดีตอธิการบดี Vietnam University of Fine Arts (VUFA)
3. การศึกษา  แลกเปลี่ยนเรียนรู้แหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรมของเวียดนาม พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติเวียดนาม เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในประวัติสาสตร์ศิลปะและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม










นิทรรศการ “Vietnam-Thailand Art Workshop Sharing Emotion” และ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ (ART EXCHANGE) ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในครั้งนี้  นับเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการส่งเสริมความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ เสริมสร้างเครือข่ายศิลปินและสถาบันการศึกษาด้านศิลปะ อีกทั้งเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านพลังของศิลปะและวัฒนธรรม ภายหลังกิจกรรมที่เวียดนามเสร็จสิ้น ในอนาคตอันใกล้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะมีการบูรณาการ ผสานความร่วมมือในการจัดนิทรรศการศิลปะแห่งชาติ แลกเปลี่ยนเรียนรู้งานศิลปะนานาชาติ ART EXCHANGE 2026 ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์เจ้าฟ้า จึงขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสาร  เข้าร่วมชมและสัมผัสผลงานศิลปะในงานดังกล่าวต่อไป





























18
"ในวันที่สังคมไทยสู้กันด้วยอารมณ์ บทความนี้ขอชวนถอยออกมาหนึ่งก้าว เพราะทางรอดที่แท้จริง ไม่เคยมีอยู่ในสองขั้วที่กำลังปะทะกัน"


ความขัดแย้งในสังคมไทยมักติดหล่มอยู่ใน "กับดักทวิลักษณ์" หรือ Binary Opposition คือการมองทุกอย่างเป็นสองขั้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาสาธารณะอย่าง ระบบประกันสังคม เป็นเรื่องของ "สัญญาประชาคม" (Social Contract) ที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก เราต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดก่อนว่าระบบที่ใช้อยู่กำลังเผชิญกับ "วิกฤตความไว้วางใจ" ผสมกับ "ระเบิดเวลาของประชาชน" ซึ่งหากไม่ขยับขยายวิธีคิด เราจะพบกับจุดจบที่ไม่มีใครชนะ

เมื่อ "รัฐ" ไม่ใช่แค่ผู้คุมกฎแต่คือ "หุ้นส่วน" ประกันสังคมไม่ใช่สวัสดิการที่รัฐหยิบยื่นให้ แต่เป็น Mutualism หรือการพึ่งพาอาศัยกัน Case Study ที่น่าสนใจคือ ประเทศเยอรมนีที่ใช้ระบบ "Self-Governance" โดยให้ตัวแทนลูกจ้างและนายจ้างบริหารจัดการกองทุนเองผ่าน Board ที่มีความเป็นอิสระสูงจากการเมือง ปัญหาของไทยคือ "ความเป็นรัฐ" ที่เข้มข้นเกินไป ทำให้คนรู้สึกว่าเงินของเขาถูกนำไปใช้โดยที่เขาไม่มีอำนาจตัดสินใจ การปฏิรูปที่แท้จริงต้องเริ่มจากการสร้าง Institutional Autonomy หรือการทำให้กองทุนประกันสังคมมีความเป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

บทเรียนจากสวีเดนหากวิเคราะห์ในมุมการเงิน ระบบ "Pay-as-you-go" คนรุ่นใหม่จ่ายให้คนรุ่นเก่าของไทยกำลังล้มเหลวเพราะโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปอย่างถาวร ประเทศสวีเดนเคยเผชิญวิกฤตระบบบำนาญมาแล้วเช่นกัน สวีเดนจึงเปลี่ยนมาใช้ระบบ NDC คือการสร้างบัญชีเสมือนจริงที่คำนวณตามเงินที่จ่ายจริงบวกกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ แต่จุดสำคัญคือมีระบบ "Automatic Balance Mechanism" ที่ปรับเปลี่ยนตามภาวะเศรษฐกิจและอายุขัยเฉลี่ยโดยอัตโนมัติ สังคมไทยต้องกล้าพูดเรื่อง "ความยั่งยืนทางการคลัง" อย่างตรงไปตรงมา การเพิ่มเพดานเงินสมทบหรือการขยายอายุเกษียณไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่คือความจำเป็นจากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ต้องแลกมาด้วยความโปร่งใสในการบริหารกองทุน

เราต้องก้าวข้ามความขัดแย้งด้วย "ความจริงใจ" ความขัดแย้งในไทยเกิดจากการที่แต่ละฝ่ายนิยาม "ความยุติธรรม" ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งมองว่า "ฉันจ่ายเงินไป ฉันต้องได้สิทธิที่คุ้มค่า" (Individualism) ส่วนอีกฝ่ายนึงก็มองว่า "ต้องช่วยประคองคนตัวเล็กในสังคม" (Solidarity) ดังนั้นทำให้คนรู้สึกว่าการจ่ายประกันสังคมไม่ใช่การ "ถูกปล้น" แต่คือการ "ซื้อประกันความเสี่ยงร่วมกัน" (Social Insurance) โดยรัฐต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเงินทุกบาทถูกบริหารด้วยมืออาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ความหย่อนยานของระบบราชการ เรื่องนี้ไม่ใช่การเลือกข้างระหว่าง "ขั้วซ้าย" หรือ "ขั้วขวา" แต่คือการยกระดับไปสู่การบริหารจัดการที่ใช้หลักทางรัฐศาสตร์ (ความเป็นธรรม) + การเงิน (ความเป็นจริง) + มนุษยธรรม (ความเข้าอกเข้าใจ)

ไทยควรพิจารณาโมเดล "Flexible Retirement" และการมี "Personalized Dashboard" ที่โปร่งใส เพื่อให้ประชาชนทุกคนเห็น "อนาคต" ของเงินตนเองในแบบ Real-time ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานและสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา ความขัดแย้งจึงจะยุติลงได้ ไม่ใช่ด้วยการบังคับให้เห็นตรงกัน แต่ด้วยการสร้างระบบที่ทุกคนเห็นว่า "เป็นธรรมต่อส่วนรวม และคุ้มค่าต่อส่วนตน"
19
“วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก อะคาเดมี” พัฒนาศักยภาพนักกอล์ฟหญิงภูมิภาค จัดต่อเนื่องเป็นปีที่สอง








23 มกราคม 2569 – อาร์แอนด์เอ ร่วมกับ เอพีจีซี หรือสมาพันธ์กอล์ฟเอเชีย-แปซิฟิก จัดโครงการ “วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก อะคาเดมี” ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง เพื่อพัฒนาศักยภาพนักกอล์ฟหญิงในภูมิภาครวมถึงเยาวชนชาวนิวซีแลนด์สู่เวทีระดับโลก และเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก แชมเปี้ยนชิพ ที่จัดขึ้น ณ สนามรอยัลเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ (ภาพ: R&A)

โครงการ วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก อะคาเดมี จัดขึ้นเพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการจัดการแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่นสตรีระดับแนวหน้าของภูมิภาครายการ วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก แชมเปี้ยนชิพ โดยนักกอล์ฟสมัครเล่นในภูมิภาคจะได้รับเชิญร่วมโปรแกรมเป็นระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งมีผู้ฝึกสอนกอล์ฟระดับแนวหน้าของโลกและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ อย่าง จอห์น แครมป์ตัน ผู้อำนวยการด้านเทคนิค, สก็อตต์ บาร์ โค้ชเกมสั้น, แอนดรูว์ เวลส์ฟอร์ด โค้ชวงสวิง และไรอัน ลัมส์เดน ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและแทร็กแมน รวมถึงทีมฝึกความแข็งแรงและสมรรถภาพจากศูนย์นวัตกรรมและกีฬาแห่งนิวซีแลนด์ ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้เข้าร่วมแต่ละคนจะได้รับการแนะนำที่ตรงเป้าหมายเพื่อการพัฒนาในระยะสั้นและในระยะยาว


ไทแอนนา จาคอต ดาวรุ่งวัย 17 ปี ผู้เกิดและเติบโตในประเทศกวม ประเทศเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก กล่าวว่า “สถาบันนี้ยอดเยี่ยมมาก การฝึกฝนค่อนข้างหนักและฉันได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับเกมสั้น เกมยาว ด้านจิตใจของการเล่นกอล์ฟ รวมถึงด้านกายภาพบำบัดและวิธีการดูแลรักษาร่างกายเพื่อให้สามารถเล่นได้อย่างเต็มที่”

ทางด้าน โดมินิก วอลล์ ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิค อาร์แอนด์เอ เผยว่า “วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก อะคาเดมี ยังคงเติบโตและได้กระแสตอบรับที่ดีมาก เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นผู้เล่นจากทั่วภูมิภาคได้มีส่วนร่วมกับการฝึกสอนและได้รับการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและโค้ชระดับชั้นนำของโลก เพื่อพัฒนาความสามารถด้านกีฬา ร่างกาย และจิตใจ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งระยะยาวของวงการกอล์ฟหญิงในภูมิภาคของเรา”


โครงการ วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก อะคาเดมี ได้รับทุนสนับสนุนจากซัมซุงและมูลนิธิกอล์ฟอาร์แอนด์เอ เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการจัดการแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่นสตรีระดับแนวหน้าของภูมิภาครายการ วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2018 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป็นเวทีที่มอบโอกาสเปลี่ยนชีวิตให้กับนักกอล์ฟสมัครเล่นหญิงชั้นนำของเอเชีย โดยให้สิทธิ์แชมป์เข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ระดับเมเจอร์ 3 รายการ

สำหรับการแข่งขันกอล์ฟรายการ วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก แชมเปี้ยนชิพ ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 กำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 12-15 กุมภาพันธ์นี้ ที่สนามรอยัลเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ โดยมีนักกอล์ฟสมัครเล่นแถวหน้าของไทยลงชิงชัย 5 คน ได้แก่ อชิรญาณ์ ศรีวงษ์, กฤตชัญญา เก้าพัฒนสกุล, ปริม ปราชญ์นคร, ภิมพิศา สีสุธรรม และนิชา กันภัย

ติดตามความเคลื่อนไหวและข้อมูลเพิ่มเติมของการแข่งขันได้ที่เว็บไซต์ www.randa.org/WAAP
20
"ลมหายใจไร้มลทิน"
มอบรางวัลการประกวดปี 2568


              มูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประกาศผลการประกวด และมอบรางวัลกิจกรรม 4 ประเภท ประจำปี 2568 ได้แก่ เรียงความ ร้องเพลง วาดภาพศิลปะ วีดีโอคลิป รวม 67 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท

              พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลผู้ชนะการประกวด จากโครงการ Kid D Project กิจกรรมจากค่ายเยาวชนลมหายใจไร้มลทิน ที่ปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริตสู่โรงเรียนที่ร่วมโครงการ และให้ โรงเรียนไปต่อยอดสู่ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมอบรางวัลรวม 7 รางวัล ณ ห้องรอยัลจูบิลี อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ในวันพุธที่ 21 มกราคม 2569

              สามารถติดตามผลการประกวด และกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ได้ที่ lomhaijai.org dcy.go.th และ facebook.com/LomhaijaiFoundation
Pages: 1 [2] 3 4 ... 10