Recent Posts

Pages: 1 [2] 3 4 ... 10
11
โครงการ “AI เพื่อแรงงานไทย สู่โอกาสใหม่ในการทำงาน”
ผนึกกำลังรัฐ - เอกชน ยกระดับทักษะ AI แรงงานไทย ในยุคดิจิทัล ตั้งเป้า 50,000 คนทั่วประเทศ


กรุงเทพฯ – มูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล (Digital Development Foundation: DDF) สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) และบริษัท ไทรแองเกิ้ลซอฟท์ จำกัด (TGS) ร่วมกับ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด และเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เปิดตัวโครงการ AI เพื่อแรงงานไทย สู่โอกาสใหม่ในการทำงาน อย่างเป็นทางการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Equipping at-risk workers with essential AI skills to improve employability and economic resilience” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพแรงงานไทยด้วยทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) รองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล


โครงการดังกล่าวมุ่งพัฒนาองค์ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้าน AI ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง โดยเน้นการใช้ Microsoft Copilot เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน อาทิ การจัดการข้อมูล การสื่อสาร และการสร้างเนื้อหา โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านเทคนิคขั้นสูง พร้อมส่งเสริมการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม มีความรับผิดชอบ และมีจริยธรรม


ดร. วิฑูรย์ สิมะโชคดี อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล กล่าวว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของแรงงานไทยในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะแรงงานกลุ่มเสี่ยงที่จำเป็นต้อง Reskill และ Upskill อย่างเร่งด่วน “AI ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มศักยภาพแรงงาน หากได้รับการเรียนรู้และใช้งานอย่างถูกต้อง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมีงานทำ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว”


ดร.นรัตถ์ สาระมาน นายกสมาคม อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย กล่าวว่า โครงการตั้งเป้าหมายพัฒนาแรงงาน ไม่น้อยกว่า 50,000 คนทั่วประเทศ ผ่านการอบรม Copilot for Workforce ควบคู่กับการเรียนรู้แบบ Online Training และ e-Learning บนแพลตฟอร์ม Microsoft Teams แบ่งการอบรมเป็นหลายรุ่น (Cohorts) เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมจำนวนมาก พร้อมการประเมินผลก่อนและหลังการอบรม (Pre-test / Post-test) ภายในระยะเวลาดำเนินโครงการ 180 วัน


นางสาวยุวดี แซ่โก่ย บริษัท ไทรแองเกิ้ลซอฟท์ จำกัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวเสริมว่า ภายในงานเปิดตัว ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “AI เพื่อแรงงานไทย : ทางรอดในยุคที่ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยคนทำงาน” โดยผู้แทนจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล คุณสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ดร.นรัตถ์ สาระมาน นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย และคุณยุวดี แซ่โก่ย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทรแองเกิ้ลซอฟท์ จำกัด ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการเตรียมความพร้อมแรงงานไทยในยุค AI และบรรยายพิเศษจาก Ms.Lena Ng Former Singapore Diplomat I Serial Asia Investor I Private Equity Advisor l. ภายใต้หัวข้อ “Views from Singapore : AI Skills Development for the Workforce”


นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอหัวข้อ “Copilot for Productivity and Employability Strengthening” ซึ่งสะท้อนบทบาทของ AI ในการเพิ่มผลิตภาพและเสริมสร้างความสามารถในการทำงานของแรงงานไทยในสถานการณ์จริง


ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความพร้อมของแรงงานไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุนการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับทิศทาง Thailand 5.0 และช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว







12
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบกว่า 6.5 แสนบาท เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รอบที่ 2 รวม 5 จังหวัด  มอบเงินช่วยเหลือทั้งกรณีทหารบาดเจ็บ สงเคราะห์กรณีบ้านพังเสียหาย และช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต




ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างวันที่ 7-27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ห่วงใยผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงได้มอบหมายให้ฝ่ายสาธารณภัย นำโดย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย และนายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย แผนกบรรเทาสาธารณภัย แผนกบัญชี-การเงิน/การธนาคาร และแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครราชสีมา และสระแก้ว รวม 5 จังหวัด ในระหว่างวันที่ 21-23 มกราคม 2569 โดยมูลนิธิฯ เข้าให้กำลังใจพร้อมมอบเงินปลอบขวัญแก่ผู้บาดเจ็บรายละ 10,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ รวม 30 ราย มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังๆ ละ 12,000 บาท รวมจำนวน 25 หลัง และมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิตรายละ 20,000 บาท จำนวน 1 ราย รวมงบประมาณทั้งสิ้น 656,000 บาท (หกแสนห้าหมื่นหกพันบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ/หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ประสานงานและร่วมมอบ







นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2568 เป็นต้นมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ลงพื้นที่ชายแดนเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมงบประมาณการช่วยเหลือกรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาจนถึงปัจจุบันกว่า 9 ล้านบาท โดยมูลนิธิฯ ยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายการดำเนินงานของฝ่ายสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป




มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป

ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##





13
แนวคิด MOTOR EXPO 2026
“โน่น นี่ นั่น สารพันยานยนต์”


             “IMC สื่อสากล” เผยแนวคิด “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” เพื่อมอบความสุขสมหวังให้แก่บรรดาคนรักยานยนต์ ทุกประเภท ทุกรุ่น ทุกแบรนด์ อย่างครบครัน


             ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” เผยว่า แนวคิดของการจัดงานปีนี้ ต้องการสื่อถึงงาน “มหกรรมยานยนต์” ที่รวบรวมรถยนต์ทุกประเภท และทุกระดับราคา เพื่อให้ผู้บริโภคได้ชม และเลือกซื้อตามความต้องการ นอกจากนี้ ยังมียานยนต์ประเภทอื่นที่ได้รับความนิยมสูง ทั้งจักรยานยนต์ และเรือ

             พื้นที่งานทุกตารางนิ้ว เต็มไปด้วยรถยนต์ประเภทต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซีดาน, สปอร์ท, เอสยูวี, ครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี, เอมพีวี, พิคอัพ ฯลฯ แต่ละประเภทล้วนเป็นรุ่นล่าสุดในตลาด ยิ่งกว่านั้น รถเหล่านี้ยังมีความหลากหลายในด้านต่างๆ อาทิ ระบบขุมกำลัง แบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน เชื้อเพลิงเบนซิน และดีเซล, แบบไฮบริด, พลัก-อิน ไฮบริด และแบบไฟฟ้า 100 % ระบบขับเคลื่อน แบบ 2 ล้อ และ 4 ล้อ ระบบอำนวยความสะดวก ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ถึงระดับช่วยขับอัตโนมัติ ขณะที่ราคาจำหน่าย เริ่มตั้งแต่หลักแสนต้น จนถึงหลักหลายล้านบาท ส่วนจักรยานยนต์ ก็มีให้เลือกทุกรูปแบบ ทุกขนาดเครื่องยนต์ และทุกระดับราคา เช่นเดียวกัน


             นี่คือจุดเด่นของงาน “มหกรรมยานยนต์” และด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบความสุขสมหวังให้แก่บรรดาคนรักยานยนต์ ที่ต้องการสัมผัสรถยนต์ และจักรยานยนต์ ทุกรุ่นทุกแบรนด์อย่างครบครัน เราจึงกำหนดแนวคิดของงานปีนี้ว่า “โน่น นี่ นั่น สารพันยานยนต์ - Here, There and Every Car”

             งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” จะจัดขึ้น ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2569 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th และทุกสื่อในเครือ “IMC สื่อสากล”
14
เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ รวมพลังน้ำใจ
ร่วมฟื้นฟูโรงเรียนในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ผ่านมูลนิธิซี.ซี.เอฟ

นายอาร์ช คอลมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ (ที่2 จากซ้าย) ร่วมด้วยผู้บริหารจากเจนเนอราลี่ไทยแลนด์ร่วมมอบเงินบริจาคช่วยพื้นที่น้ำท่วมภาคใต้ โดยมี ดร.บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผู้อำนวยการมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชน(ที่ 3 จากซ้าย) รับมอบ

             เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ เดินหน้าส่งต่อความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ มอบเงินบริจาคจำนวนกว่า 381,920 บาท จากแคมเปญเชิญชวนลูกค้า และพนักงาน เปลี่ยนคะแนนสะสม GEN Points ทุก ๆ 1,000 คะแนน เป็นเงินบริจาคจำนวน 20 บาท ให้แก่ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชน เพื่อสมทบทุนในการฟื้นฟูอาคารเรียนและเยียวยาสถานศึกษาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยมี ดร.บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผู้อำนวยการมูลนิธิ ฯ เป็นผู้แทนรับมอบ

             นายอาร์ช คอลมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ กล่าวว่า “แม้สถานการณ์น้ำจะเริ่มคลี่คลายลงแล้ว แต่หลายครอบครัวและหลายชุมชน ยังคงต้องเผชิญเส้นทางการฟื้นฟูที่ท้าทาย และมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กและเยาวชนที่โรงเรียนได้รับความเสียหาย เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ในฐานะที่ได้ดำเนินธุรกิจและเติบโตเคียงข้างประชาชนชาวไทยกว่า 23 ปี ในช่วงเวลาเช่นนี้ ความมุ่งมั่นของเราในการยืนหยัดเคียงข้างชุมชนยิ่งมีความหมายมากยิ่งขึ้น

             โดยเงินบริจาคทั้งหมดจากแคมเปญในครั้งนี้จะถูกส่งต่อไปยัง มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชน เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและซ่อมแซมโรงเรียนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เราจะร่วมกันช่วยให้เด็ก ๆ สามารถกลับเข้าสู่สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย มั่นคง และเอื้อต่อการเติบโต เพื่อเป็นรากฐานสำคัญให้พวกเขาก้าวต่อไปอย่างมั่นใจ”

             เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ขอส่งมอบกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่านสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว พร้อมขอขอบคุณลูกค้า พันธมิตร รวมถึงพนักงานทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังน้ำใจ และยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์
15
จากเหตุการณ์เครนลอนเชอร์ถล่ม 4 กรณีในรอบ 2 ปีสู่วิกฤติมาตรฐานความปลอดภัยการก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่บนพื้นที่สาธารณะ
โดย สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย


              จากเหตุเครนลอนเชอร์ถล่มโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่สีคิ้วเมื่อวันที่ 14 ม.ค.2568 และตามมาด้วยเหตุการณ์เครนถล่มโครงการก่อสร้างทางยกระดับพระราม 2 เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2568 ทั้งสองเหตุการณ์มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อรวมกับเหตุการณ์เครนลอนเชอร์ถล่มโครงการทางยกระดับลาดกระบัง-อ่อนนุช เมื่อเดือน ก.ค.2566 และเครนลอนเชอร์ถล่มโครงการก่อสร้างทางยกระดับพระราม 2 เมื่อเดือน พ.ย.2567 ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและอ.ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตร์ศาสตร์ เผยว่าเหตุการณ์เครนลอนเชอร์ถล่มเหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นในโครงการก่อสร้างภาครัฐ ที่ก่อสร้างใกล้หรือพื้นที่สาธารณะ สะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องในมาตรฐานทางวิศวกรรมและความปลอดภัยอย่างรุนแรง


              ศ.ดร. อมร พิมานมาศ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข้อสันนิษฐานสาเหตุของเหตุการณ์เครนลอนเชอร์สามเหตุการณ์หลังล้วนเกิดขึ้นจากปัญหาฐานรองเครน (Crane support) ที่ร่วงหล่นลงมาจากเสาและกระแทกกับรถไฟที่วิ่งทางด้านล่าง หรือ การสูญเสียเสถียรภาพของฐานรอง แล้วทำให้เครนลอนเชอร์ล่วงตามมา ซึ่งมักเกิดขึ้นในกิจกรรมการก่อสร้างที่มีความเสี่ยง เช่น การเคลื่อนของเครนลอนเชอร์ หรือ การยกหิ้วชิ้นส่วนคอนกรีตที่มีน้ำหนักมาก


              นาย วัฒนพงศ์ หิรัญมาลย์ เลขาธิการสมาคมฯ อธิบายถึงเหตุการณ์ Launching Gantry (LG) ถล่ม โครงการก่อสร้างทางยกระดับ พระราม 2 กม.30+300 ก่อนขึ้นสะพานท่าจีน ซึ่งเกิดเหตุเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย สะพานดังกล่าวเป็นสะพานที่กำลังเชื่อมต่อกับทางยกระดับที่จะต้องข้ามสะพานท่าจีน ที่ก่อสร้างมาบรรจบกัน และเหมือนจะเป็นช่วงสุดท้ายของสะพานช่วงนี้  จากภาพวีดิโอปรากฎให้เห็นว่า LG อยู่ในสถานะที่หิ้วแขวนชิ้นส่วนสะพาน (Segment) ไว้ครบทั้งหมดแล้ว โดยน้ำหนักรวมของ Segment ที่หิ้วแขวนว่า จะหนักอยู่ราวๆ 350-450 ตัน ไม่รวมน้ำหนักตัว LG เอง จากการสังเกตุภาพจากวีดิโอ จุดเริ่มต้นของการเสียสมดุล คือ ฐานรองรับด้านหน้า (Front Main Support, FMS) และส่วนประกอบ มีการขยับ จนเป็นเหตุให้ LG ถล่มลงมาทั้งหมด

              ศ.ดร.อมร พิมานมาศ กล่าวต่อว่า สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยได้ติดตามเหตุการณ์เครนถล่มหลายกรณีต่อเนื่องกันมา แล้ววิเคราะห์ปัญหาดังนี้

1.   ปัญหาเรื่องการจ้างช่วง โดยหลายกรณีที่เกิดเหตุผู้รับจ้างหลักมีการจ้างช่วงผู้รับเหมาย่อยทำงานแทน อาจมีปัญหาการควบคุมคุณภาพการจ้างช่วงได้
2.   วิศวกรผู้ควบคุมงานปฏิบัติหน้าที่ไม่เข้มงวด ไม่กำชับการปฏิบัติงานตามหลักวิศวกรรม
3.   มีการใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม เสื่อมสภาพ เช่น PT bars
4.   มีกฎเกณฑ์และระเบียบด้านความปลอดภัย (33 ข้อ ของ กรมทางหลวง) แต่มีปัญหาในเรื่องการบังคับใช้จริงจัง


              สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่ประเทศไทยเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาในเชิงการปรับปรุงกฎหมายดังนี้

1. พระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ ปี 2560 ปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ้างช่วง มาตรการลงโทษผู้รับเหมาหลัก ผู้รับเหมาย่อยและที่ปรึกษาควบคุมการก่อสร้าง อย่างเข้มงวด
2. พระราชบัญญัติวิศวกร ปี 2542 กำหนดความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านการออกแบบ การบังคับควบคุมการก่อสร้างที่ใช้เครน กำหนดโทษทางอาญาหากวิศวกรลงนามรับเป็นผู้ควบคุมงาน แต่วิศวกรไม่ปรากฏตัวหน้างาน ไม่คุมงานตามหน้าที่
3. พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปี 2554 กำหนดการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรก่อสร้างสะพาน และกำหนดคุณสมบัติบุคลากรที่จะปฏิบัติงานเครื่องจักรเหล่านี้
16
ไครโอวิวา มอบเงินบริจาคให้กับศิริราชมูลนิธิ
ในโครงการ ไครโอวิวา ส่งต่อรอยยิ้มจากความสุข ไม่รู้จบ ปี2


นางจิรัญญา ประชาเสรี ประธานกรรมการบริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด ธนาคารจัดเก็บสเต็มเซลล์ และผู้นำด้านนวัตกรรมสเต็มเซลล์ระดับโลก หนึ่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับสามมาตรฐาน AABB มอบเงินบริจาคจำนวน 1,552,188.02 บาท ให้กับศิริราชมูลนิธิ ในโครงการ ไครโอวิวา ส่งต่อรอยยิ้มจากความสุข ไม่รู้จบ ปี2 เพื่อสนับสนุนกองทุนปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด กุมารเวชศาสตร์ และสมทบทุนปรับปรุงแผนกผู้ป่วยนอก กุมารเวชศาสตร์ อาคารเจ้าฟ้ามหาจักรีให้ทันสมัยและมีคุณภาพมากขึ้น โดยมี ศ.นพ.สุโรจน์ ศุภเวคิน หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมด้วย รศ.พญ. กลีบสไบ สรรพกิจ, รศ.พญ. ณัศวีร์ วัฒนา, อ.พญ.ชญามน ทักษ์ประดิษฐ์, รศ.นพ. วรพันธ์ เกรียงสุนทรกิจ, ว่าที่เรือตรี กันต์พัฒน์ คเชนทร์ไพศาล และ กิตติพันธุ์ ขุมทรัพย์, ร่วมงาน ณ ตึกอานันทมหิดล  โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้

รายชื่อจากซ้าย

1. นายกิตติพันธุ์ ขุมทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด
2. ว่าที่เรือตรี กันต์พัฒน์ คเชนทร์ไพศาล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการขายและการตลาด บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด
3. นางจิรัญญา ประชาเสรี ประธานกรรมการบริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด
4. ศ.นพ. สุโรจน์ ศุภเวคิน หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
5. รศ.พญ. กลีบสไบ สรรพกิจ หัวหน้าสาขาวิชาโลหิตวิทยาและอองโคโลยี ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
6. รศ.พญ. ณัศวีร์ วัฒนา อาจารย์ประจำสาขาวิชาโลหิตวิทยาและอองโคโลยี ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
7. อ.พญ.ชญามน ทักษ์ประดิษฐ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาโลหิตวิทยาและอองโคโลยี ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
8. รศ.นพ. วรพันธ์ เกรียงสุนทรกิจ รองหัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ฝ่ายบริการผู้ป่วยนอก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
17
ไดกิ้น จับมือ มจธ. ลงนาม MOU วิจัยเทคโนโลยี
"การจัดการพลังงานและสารทำความเย็นในอาคารภาครัฐ" ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอาคาร
ขับเคลื่อนความยั่งยืน สู่ Carbon Neutrality อย่างเป็นรูปธรรม


บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัย (MOU) เพื่อขับเคลื่อน "การศึกษาวิจัยเรื่อง การจัดการพลังงานและสารทำความเย็นในอาคารภาครัฐเพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอาคาร" พร้อมยกระดับเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainability) โดยมอบ "อากาศที่ดี" ร่วมกับ "พลังงานที่มีประสิทธิภาพ" ผ่านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยปรับปรุง IAQ ควบคู่การออกแบบและควบคุมระบบปรับอากาศให้ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า พร้อมยกระดับแนวทางการควบคุมมลพิษอย่างยั่งยืนในระยะยาว ให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้าน Carbon Neutrality และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กำลังเป็นวาระร่วมขององค์กรทุกภาคส่วน


นายทากาโยชิ มิกิ ประธานกรรมการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า "โจทย์เรื่องเครื่องปรับอากาศสำหรับไดกิ้นในวันนี้ ไม่ได้หยุดอยู่ที่การทำความเย็น แต่เป็นวิธีการทำให้อากาศภายในอาคารดีขึ้นอย่างเป็นระบบ ประหยัดพลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง – ความร่วมมือกับ มจธ. จึงช่วยต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านวิจัย ให้ไปสู่การนำไปใช้จริง เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์อาคารและผู้ใช้งานในชีวิตประจำวัน พร้อมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายคาร์บอนที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ"


ในความร่วมมือนี้ ไดกิ้น และ มจธ. จะร่วมกันผลักดันงานวิจัยด้านการจัดการพลังงานและสารทำความเย็นของระบบปรับอากาศในอาคารภาครัฐ เพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอาคารอย่างเป็นรูปธรรม รวมไปถึงเรื่องคุณภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องฝุ่นละออง PM2.5 และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไปจนถึงการออกแบบระบบปรับอากาศที่ควบคุมการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงการสำรวจและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการยกระดับในอนาคต เพื่อให้การบริหารจัดการระบบปรับอากาศและ IAQ เกิดผลอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังวางเป้าหมายสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย อาทิ การควบคุมการใช้พลังงานและการจัดการของเสีย และต่อยอดสู่การจัดทำระบบติดตามการจัดการสารทำความเย็นตลอดวงจรชีวิต หรือ Trackability Refrigerant Life Cycle Management (RLM) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการขับเคลื่อนความยั่งยืนในระบบปรับอากาศยุคใหม่


ด้าน ผศ.ดร.กูสกานา กูบาฮา คณบดีคณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า "ความท้าทายเรื่องคุณภาพอากาศ การจัดการพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน การได้ทำงานร่วมกับสยามไดกิ้นเซลส์ จะช่วยให้การวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยมีศักยภาพมากขึ้น โดยเฉพาะงานที่เชื่อมโยงคุณภาพอากาศภายในอาคาร การลด PM2.5 ลด CO2 ไปจนถึงการพัฒนาเครื่องมือและซอฟต์แวร์ด้าน RLM ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของมหาวิทยาลัยในการมุ่งสู่ Carbon Neutrality และการสร้างประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงกับสังคม"

โดยหัวข้องานวิจัยต่าง ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมการปล่อยมลพิษและการจัดการพลังงานของเครื่องปรับอากาศภายในอาคาร การพัฒนาบุคลากรให้มีองค์ความรู้และทักษะด้านการวิจัยและการจัดการสารทำความเย็นตลอดวงจรชีวิต (RLM) ตลอดจนการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้เพื่อสร้างโซลูชันที่มีประสิทธิภาพ – จะถูกผลักดันให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในเชิงพาณิชย์ เชิงนโยบาย และเชิงสาธารณะ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้เกิดกิจกรรมหรือโครงการต่อยอดในอนาคต เพื่อให้การทำงานร่วมกันมีความต่อเนื่องและขยายผลได้ในระยะยาว



นอกจากนี้ คณะผู้บริหารและผู้แทนจากคณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มจธ. ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์แสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบปรับอากาศ Daikin Solution Plaza Fuha: SIAM ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถ่ายทอดมุมมองการจัดการด้านอากาศ ในแบบที่จับต้องได้ ผ่านนวัตกรรมและองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบปรับอากาศที่ถูกเล่าให้เข้าใจง่าย และทำให้เห็นภาพการผลักดันอากาศสะอาดตอกย้ำแนวคิด Perfecting the Air ของไดกิ้น จากมุมวิชาการมาสู่โลกการใช้งานจริงให้ชัดเจนมากขึ้น
18
'มโนยนต์' เสริมแกร่ง 'บอร์เนียว' เสริมสร้าง Value Chain ทั้งระบบ
ย้ำภาพผู้นำอุปกรณ์ยานยนต์และสินค้าวัสดุอุตสาหกรรม
พร้อมวางเป้ารายได้เติบโต 5,000 ล้านบาท ขยายตลาดใหม่ทั่วภูมิภาค SEA


'กลุ่มบริษัทมโนยนต์' โดย ดร.ปรเมศร์ ลี้โกมลชัย กรรมการบริหาร ผู้ผลิต ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอะไหล่ยานยนต์ทดแทน ร่วมกับ 'บอร์เนียว' โดย นายรัฐา อุรุโสภณ กรรมการผู้จัดการ จัดงาน "Borneo Elevate Together พลังขับเคลื่อน เติบโตยกระดับ" ในวันพุธที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 10:00 น. ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม ชั้น 1 โรงแรมดุสิตธานี เพื่อแถลงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์องค์กร ตอกย้ำบอร์เนียว ด้านความเป็นผู้นำด้านอุปกรณ์ยานยนต์ และสินค้าวัสดุอุตสาหกรรม หลังยกระดับศักยภาพธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นภายใต้พลังจากกลุ่มบริษัทมโนยนต์ สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและลูกค้าทั่วประเทศ ร่วมผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต พร้อมสร้างความแข็งแกร่ง ด้วยการยกระดับ 'Value Chain' เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยโมเดลที่แตกต่าง เตรียมขยายตลาดใหม่ทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ดร.ปรเมศร์ ลี้โกมลชัย กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทมโนยนต์ กล่าวว่า บริษัท มโนยนต์ชัย จำกัด เป็นบริษัทแรกในกลุ่มธุรกิจการค้าของกลุ่มบริษัทมโนยนต์ สร้างชื่อจากการดำเนินธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ทดแทนตั้งแต่ปี 2509 ด้วยการร่วมทุนกับผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์แท้จากประเทศญี่ปุ่น กลุ่มบริษัทมโนยนต์จึงมีขีดความสามารถในการจัดหาแหล่งผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์แท้ หรือเทียบเท่าจากผู้ผลิตโดยตรงทั้งในและต่างประเทศ พร้อมด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ ทำให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


เหตุผลที่กลุ่มบริษัทมโนยนต์ตัดสินใจลงทุนด้วยสัดส่วน 100% ในบอร์เนียว เพราะเล็งเห็นถึงศักยภาพของโมเดลธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตต่อไปได้ จากเดิมที่กลุ่มบริษัทมโนยนต์ถือหุ้นสัดส่วน 34% ปัจจุบันถือหุ้นสัดส่วน 100% โดยสิ่งที่เป็นจุดแข็งของบอร์เนียว คือการเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์และสินค้าวัสดุอุตสาหกรรมที่ไม่เหมือนใคร ไม่ได้ขายเพียงสินค้าแต่ยังเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงผู้เล่นหลากหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน พลังความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัทมโนยนต์และบอร์เนียวในครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่ง-ต่อยอดธุรกิจให้เติบโตรุดหน้าได้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น


ด้าน นายรัฐา อุรุโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ความโดดเด่นของบอร์เนียวมีหลายประการ สำคัญที่สุด คือความ 'Unique' บอร์เนียวไม่ได้ดำเนินธุรกิจแบบซื้อมาขายไปเท่านั้น แต่ยังมีจุดแข็งครบทั้งห่วงโซ่ ทำให้ 'บอร์เนียว' สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างโดดเด่น ตั้งแต่ฐานลูกค้ากว่า 20,000 ราย ตราสินค้าเกือบ 40 แบรนด์ พนักงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการกว่า 500 คน กิจกรรมการตลาดทุกรูปแบบ คลังสินค้าที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ 10 แห่ง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดอุดรธานี จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดราชบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสงขลา จังหวัดปทุมธานี และสำนักงานใหญ่ รวมถึงการใช้ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ในการบริหารจัดการ ทำให้ข้อมูลในองค์กรเป็นหนึ่งเดียวกัน ช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย ครบถ้วน


"วิสัยทัศน์และทิศทางธุรกิจปี 2026 ของบอร์เนียวภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มบริษัทมโนยนต์ คือการเป็นผู้นำในธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์และสินค้าวัสดุอุตสาหกรรม ซึ่งกุญแจสำคัญที่ทำให้กลุ่มบริษัทมโนยนต์ประสบความสำเร็จ คือ ความเข้าใจ Value Chain ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และเชื่อมโยงผู้เล่นทั้งระบบเข้าด้วยกัน ส่วนบอร์เนียวมีความ Unique เฉพาะตัวที่แข็งแรง ด้วยประสบการณ์การทำธุรกิจในไทยมากกว่า 170 ปี จากบริษัทที่มีความเป็นสากล พัฒนาไม่หยุดนิ่ง คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การลงทุนครั้งนี้ ยกระดับการทำงานไปอีกขั้น การมีบอร์เนียวเข้ามาช่วยเติมเต็มให้กลุ่มบริษัทมโนยนต์ ครบถ้วนสมบูรณ์แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงบอร์เนียวเองก็จะมีความแข็งแกร่งทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้นไปอีกด้วย


ทิศทางธุรกิจหลังจากนี้ นอกจากจะต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่ และใช้ประโยชน์จากความสามารถในการจัดหาและคัดเลือกสินค้า ในอนาคตบอร์เนียวยังตั้งเป้าเพิ่ม 'Product Pillar' อีก 1 กลุ่ม โดยจะวางเป็นหนึ่งในแกนธุรกิจหลัก เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับหมวดหมู่สินค้าและบริการ รองรับความต้องการของลูกค้าได้หลายกลุ่ม เติมเต็มช่องว่างในตลาด ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ครบวงจร ทั้งยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ทันสมัย สามารถแข่งขันในระยะยาวได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ 'New Revenue Stream' หรือการสร้างรายได้ในรูปแบบใหม่ ทำให้สินค้าและบริการขององค์กรทั้งระบบสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น


ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดขององค์กร คือการเป็นผู้นำในธุรกิจอุปกรณ์ยานยนต์ โดยในปี 2568 'บอร์เนียว มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ตั้งเป้าการเติบโตหลังผนึกกำลังร่วมกันอีก 60% จะมีรายได้ราว 5,000 ล้านบาทภายใน 5 ปีข้างหน้า และในปี 2569 มีแผนเพิ่มเติมสินค้าใหม่อีก 5 แบรนด์ ในกลุ่มสินค้าและบริการทั้ง 2 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ และวัสดุอุตสาหกรรม "ด้วยการผสานจุดแข็ง ทั้งฐานลูกค้า คู่ค้า สินทรัพย์เดิม และความสามารถในการจัดหาสินค้า องค์กรจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ครบวงจรยิ่งขึ้น เพิ่มความครอบคลุมในหลายอุตสาหกรรม ขยายสู่ตลาดใหม่ทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มมโนยนต์และบอร์เนียวต้องการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าและคู่ค้า เพื่อการเติบโตของผลกำไรในระยะยาวอย่างยั่งยืน"
19
แบตเตอรี่มอเตอร์ไซค์ยัวซ่า คุ้ม ทน จริง หนึ่งในใจไรเดอร์ทั่วกรุงเทพฯ ยืนยันด้วยเสียงผู้ใช้จริง กับกิจกรรม “แบตเก่า แลกใหม่”


             บริษัท ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็นแบตเตอรี่ขวัญใจไรเดอร์ เดินหน้าจัดกิจกรรม “แบตเก่า แลกใหม่” มอบของขวัญรับปี 2026 เพื่อขอบคุณผู้ใช้แบตเตอรี่ยัวซ่าตัวจริงในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมเสียงยืนยันจากผู้ใช้จริงว่า “คุ้ม ทน ใช้ยาว ไม่จุกจิก”[/


             บรรยากาศของกิจกรรม “แบตเก่า แลกใหม่” เต็มไปด้วยการตอบรับอย่างอบอุ่น พร้อมเสียงสะท้อนจากผู้ใช้จริงที่เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ “ใช้ยัวซ่ามานานแล้ว ทนมาก ไม่เคยมีปัญหาเลย” “คุ้มจริง ๆ เปลี่ยนทีหนึ่ง ใช้ได้ยาว” “ขี่ทุกวัน งานหนักแค่ไหน แบตก็ยังเอาอยู่” เสียงยืนยันเหล่านี้สะท้อนถึงความมั่นใจของไรเดอร์ที่เลือกใช้แบตเตอรี่ยัวซ่า ในฐานะแบตเตอรี่ที่ตอบโจทย์การใช้งานหนัก และเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในเมืองใหญ่


             กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นต่อเนื่อง 4 วัน ทีมงานยัวซ่าได้ลงพื้นที่ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มุ่งเน้นกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์และไรเดอร์เดลิเวอรีซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้งานจริงที่ต้องการแบตเตอรี่ที่ อึด ทน พร้อมใช้งานทุกวัน โดยมีผู้ใช้แบตเตอรี่ยัวซ่าเข้าร่วมกิจกรรมและได้รับแบตเตอรี่ใหม่ รวมแล้วมากกว่า 100 คัน สะท้อนความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องพึ่งพารถจักรยานยนต์ในชีวิตประจำวัน




             กิจกรรม “แบตเก่า แลกใหม่” ถือเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของยัวซ่า ในการขอบคุณผู้ใช้แบตเตอรี่ที่ให้ความไว้วางใจแบรนด์มาโดยตลอด พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบตเตอรี่ที่ คุ้มค่า ทนทาน และเชื่อถือได้จากผู้ใช้จริง สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรมดี ๆ จากยัวซ่า สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Yuasa Club
20
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง หนุนการศึกษาเยาวชน 100 โรงเรียนในพื้นที่ชนบทภาคกลาง-ใต้ รวม 20 จังหวัด มอบจักรยาน-อุปกรณ์กีฬา ในโครงการ “จักรยานเพื่อน้องสัญจร” ครั้งที่ 6 รวมมูลค่ากว่า 2.85 ล้านบาท เน้นสร้างชีวิตอย่างยั่งยืน




ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 – 22 มกราคม 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ห่วงใยนักเรียนในพื้นที่ชนบทภาคกลางและภาคใต้ มอบหมายให้ คณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ นำโดย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ นายชูเดช เตชะไพบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการ นำทีมฝ่ายสาธารณภัย และฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ มอบรถจักรยานพร้อมอุปกรณ์กีฬาและค่าพาหนะให้แก่โรงเรียนชนบทที่ขาดแคลนภาคกลางและภาคใต้ ในโครงการ “จักรยานเพื่อน้องสัญจร” ครั้งที่ 6 รวม 20 จังหวัด 100 โรงเรียน ประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สมุทรสงคราม ชลบุรี จันทบุรี ตราด สระแก้ว ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวมจำนวนจักรยาน 2,000 คัน อุปกรณ์กีฬา จำนวน 100 ชุด และค่าพาหนะแก่โรงเรียนๆ ละ 2,000 บาท รวมงบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น 2,854,000 บาท (สองล้านแปดแสนห้าหมื่นสี่พันบาทถ้วน) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเรียนที่ประสบปัญหาในการเดินทางมาโรงเรียน รวมถึงเป็นการแบ่งเบาภาระค่าพาหนะแก่ผู้ปกครองได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังเสริมสร้างให้นักเรียนได้ออกกำลังกาย เรียนรู้กฎจราจร เรียนรู้การแบ่งปัน และดูแลรักษาสาธารณสมบัติร่วมกัน โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยเยาวชนและผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นตัวแทนรับมอบ และสมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี รวมถึง อาสาสมัครเฉพาะกิจ และอาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายนเรศ วิทยาวรากรณ์ นายวิวัฒน์ แก้วกำพลกุล และนายวาทิต อิทธิฤทธิ์โสภา (วินน์) ร่วมลงพื้นที่มอบ







ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการส่งเสริมด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

** มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต **











Pages: 1 [2] 3 4 ... 10