11
news & activity / ไทวัสดุ ร่วมกับ โตโยโบ เตรียมรับมือภัยแล้ง ลุยส่งปั๊มน้ำ-ถังเก็บน้ำมาตรฐาน
« Last post by happy on April 30, 2026, 04:55:10 PM »ไทวัสดุ ร่วมกับ โตโยโบ เตรียมรับมือภัยแล้ง ลุยส่งปั๊มน้ำ-ถังเก็บน้ำมาตรฐาน แก่ 16 โรงเรียน ใน 13 จังหวัด
ภาคอีสาน ภายใต้โครงการ “ช่วยน้องสู้ภัยแล้งภาคอีสาน” หวังยกระดับคุณภาพชีวิต – สุขอนามัยเยาวชน พร้อมเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

ภาคอีสาน ภายใต้โครงการ “ช่วยน้องสู้ภัยแล้งภาคอีสาน” หวังยกระดับคุณภาพชีวิต – สุขอนามัยเยาวชน พร้อมเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

อุบลราชธานี 30 เมษายน 2569 – ไทวัสดุ ผู้นำธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้าน ภายใต้บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าพันธกิจเพื่อสังคม จับมือพันธมิตร บริษัท โตโยโบ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายปั๊มน้ำอัตโนมัติฮิตาชิ (Hitachi) อย่างเป็นทางการ ลงพื้นที่ส่งมอบปั๊มน้ำและถังเก็บน้ำมาตรฐาน ภายใต้โครงการ “ช่วยน้องสู้ภัยแล้งภาคอีสาน” เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและประสบปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยกระดับการเข้าถึงน้ำใช้ที่เพียงพอ โดยได้ดำเนินการบริจาคปั๊มน้ำ และถังเก็บน้ำมาตรฐาน ให้แก่ 16 โรงเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัด มูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท ทั้งนี้ ในพิธีมีคณะผู้บริหารเข้าร่วมงาน ได้แก่ นายเดชา จงสถาพงษ์พันธ์ กรรมการ บริษัท โตโยโบ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย นางสาวอุทัยวรรณ พรหมเดเวช ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมมอบการสนับสนุนโดยมี นางอัจฉรียา ชุมนุม รองศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและโรงเรียนในพื้นที่เป็นผู้รับมอบ
นายเดชา จงสถาพงษ์พันธ์ กรรมการ บริษัท โตโยโบ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ‘ช่วยน้องสู้ภัยแล้งภาคอีสาน’ เป็นการดำเนินงานร่วมกันของโตโยโบและไทวัสดุ ที่มุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตภัยแล้งเพื่อให้เยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกลได้มีน้ำใช้ที่เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยโตโยโบได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนของอุปกรณ์จัดการน้ำอย่างปั๊มน้ำ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดึงน้ำจากแหล่งน้ำบาดาลขึ้นมากักเก็บเพื่อใช้งานได้ทันท่วงทีในช่วงที่แหล่งน้ำธรรมชาติลดน้อยลง จึงได้จัดสรรปั๊มน้ำอัตโนมัติฮิตาชิ เพื่อมอบให้แก่ 16 โรงเรียน ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคภายในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน”
นางสาวอุทัยวรรณ พรหมเดเวช ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า “ไทวัสดุให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในเดือนเมษายนที่เป็นช่วงวิกฤตสูงสุดของปี ทั้งนี้ ไทวัสดุได้ผนึกกำลังกับพนักงานจากทั้ง 13 สาขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทีมงานที่เข้าใจบริบทของชุมชนและปัญหาในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยพนักงานสาขาได้ร่วมกันลงพื้นที่สำรวจความต้องการจริงของโรงเรียน ประสานงานกับชุมชน และคัดเลือกโรงเรียนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้การสนับสนุนสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างไทวัสดุ พนักงานสาขา ชุมชน และพันธมิตรอย่างโตโยโบ ภายใต้โครงการ “ช่วยน้องสู้ภัยแล้งภาคอีสาน” สะท้อนพลังของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจและท้องถิ่นในการบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตภัยแล้ง พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ของไทวัสดุในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคม”
ด้าน นางอัจฉรียา ชุมนุม รองศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า “ในนามตัวแทนของสถานศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ ขอขอบคุณไทวัสดุและโตโยโบ ที่มุ่งมั่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตภัยแล้ง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ถือเป็นพันธกิจสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการขาดแคลนน้ำย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตของเยาวชน การสนับสนุนในครั้งนี้จึงนับเป็นการเติมเต็มปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น ช่วยให้เยาวชนไทยสามารถเข้าถึงน้ำที่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”
นางสาวอุทัยวรรณ พรหมเดเวช ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า “ไทวัสดุให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในเดือนเมษายนที่เป็นช่วงวิกฤตสูงสุดของปี ทั้งนี้ ไทวัสดุได้ผนึกกำลังกับพนักงานจากทั้ง 13 สาขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทีมงานที่เข้าใจบริบทของชุมชนและปัญหาในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยพนักงานสาขาได้ร่วมกันลงพื้นที่สำรวจความต้องการจริงของโรงเรียน ประสานงานกับชุมชน และคัดเลือกโรงเรียนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้การสนับสนุนสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างไทวัสดุ พนักงานสาขา ชุมชน และพันธมิตรอย่างโตโยโบ ภายใต้โครงการ “ช่วยน้องสู้ภัยแล้งภาคอีสาน” สะท้อนพลังของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจและท้องถิ่นในการบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตภัยแล้ง พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ของไทวัสดุในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคม”
ด้าน นางอัจฉรียา ชุมนุม รองศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า “ในนามตัวแทนของสถานศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ ขอขอบคุณไทวัสดุและโตโยโบ ที่มุ่งมั่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตภัยแล้ง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ถือเป็นพันธกิจสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการขาดแคลนน้ำย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตของเยาวชน การสนับสนุนในครั้งนี้จึงนับเป็นการเติมเต็มปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น ช่วยให้เยาวชนไทยสามารถเข้าถึงน้ำที่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”
โครงการ ‘ช่วยน้องสู้ภัยแล้งภาคอีสาน’ โดยไทวัสดุ ร่วมกับ โตโยโบ ได้ดำเนินการมอบปั๊มน้ำและถังเก็บน้ำมาตรฐาน ให้กับโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไทวัสดุภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมกระจายออกสู่ 16 โรงเรียน ใน 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ มหาสารคาม สกลนคร ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ยโสธร หนองบัวลำภู และจังหวัดเลย โดยมีตัวแทนจาก 4 โรงเรียน ในจังหวัดอุบลราชธานี เข้ารับมอบอย่างเป็นทางการ ได้แก่ โรงเรียนบ้านเค็ง โรงเรียนวัดท่ากกแห่วิทยาราม โรงเรียนบ้านโพนแพง โรงเรียนบ้านหนองขอนดอนยูง โครงการนี้จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐในการร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างยั่งยืนแก่เยาวชนไทย
ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม และโครงการดีๆ จากไทวัสดุ ได้ที่ www.thaiwatsadu.com, Line : @Thaiwatsadu , Facebook: Thai Watsadu หรือ โทร 1308
ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม และโครงการดีๆ จากไทวัสดุ ได้ที่ www.thaiwatsadu.com, Line : @Thaiwatsadu , Facebook: Thai Watsadu หรือ โทร 1308
เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform) ในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,723 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส เมพ และเหงียน คิม (3) กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด
หมายเหตุ:
บริษัทฯ ได้ขายกิจการห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ในประเทศอิตาลี ตามมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568) โดย ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันที่ธุรกรรมการขายกิจการเสร็จสมบูรณ์
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform) ในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,723 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส เมพ และเหงียน คิม (3) กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด
หมายเหตุ:
บริษัทฯ ได้ขายกิจการห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ในประเทศอิตาลี ตามมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568) โดย ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันที่ธุรกรรมการขายกิจการเสร็จสมบูรณ์
12
news & activity / เชิญบริษัทอาหารไทยร่วมสมัครรางวัล Good Farm Animal Welfare Awards 2569
« Last post by happy on April 29, 2026, 06:02:45 PM »เชิญบริษัทอาหารไทยร่วมสมัครรางวัล Good Farm Animal Welfare Awards 2569

• Compassion in World Farming (CIWF) ทำงานร่วมกับบริษัทอาหารทั่วโลก เพื่อส่งเสริมการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม ผ่านโครงการ Food Business programme
• มีการมอบรางวัล Good Farm Animal Welfare Awards ไปแล้วกว่า 1,000 รางวัลทั่วโลก โดยมีบริษัทไทย 4 แห่งที่เคยได้รับรางวัลในปี 2557, 2565, 2566 และ 2567
• ขณะนี้เปิดรับสมัครรางวัลประจำปี 2569 แล้ว โดยมีกำหนดปิดรับสมัครวันที่ 3 กรกฎาคม 2569
กรุงเทพฯ - บริษัทอาหารในประเทศไทยได้รับเชิญให้สมัครเข้าร่วมรางวัล Good Farm Animal Welfare Awards (GFAWA) ประจำปี 2569 หลังจาก Compassion in World Farming (CIWF) เปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการในปีนี้ รางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกย่องบริษัทที่มุ่งมั่นยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม ผ่านนโยบายที่ชัดเจน ความก้าวหน้าที่สามารถวัดผลได้ และการรายงานข้อมูลอย่างโปร่งใส โดยเปิดรับสมัครในสาขา รางวัลความมุ่งมั่นด้านไข่ไก่ดีเด่น (Good Egg), รางวัลความมุ่งมั่นด้านไก่ดีเด่น (Good Chicken) และ รางวัลยกย่องด้านการเลี้ยงแม่สุกร (Sow Stall Free) จนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 พิธีมอบรางวัล GFAWA จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
ไทยเดินหน้ายกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม
กระแสการผลิตที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยบริษัทต่าง ๆ เริ่มปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะด้านไข่ไก่ปลอดกรง (cage-free) และการยกระดับสวัสดิภาพไก่เนื้อ

ความก้าวหน้าของประเทศไทยด้านสวัสดิภาพสัตว์ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดย Hilltribe Organics ซึ่งเป็นบริษัทไทยรายแรกที่ได้รับรางวัล รางวัลความมุ่งมั่นด้านไข่ไก่ดีเด่น (Good Egg Award) ในปี 2557 ได้รับการยอมรับจากความมุ่งมั่นในการผลิตไข่ไก่แบบปลอดกรง
ในปี 2566 คลองไผ่ฟาร์ม (Klong Phai Farm) กลายเป็นบริษัทไทยรายแรกที่ได้รับรางวัล รางวัลความมุ่งมั่นด้านไก่ดีเด่น (Good Chicken Award) สะท้อนบทบาทผู้นำด้านการปรับใช้แนวปฏิบัติที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ในระดับที่สูงขึ้น
ในปี 2567 ผู้ได้รับรางวัลจากประเทศไทย ได้แก่ แทนคุณออร์แกนิคฟาร์ม (Tan-Khun Organic Farm) ซึ่งคว้ารางวัล รางวัลความมุ่งมั่นด้านไข่ไก่ดีเด่น (Good Egg Award), คลองไผ่ฟาร์ม (Klong Phai Farm) ที่ได้รับทั้งรางวัล รางวัลความมุ่งมั่นด้านไข่ไก่ดีเด่น (Good Egg Award) และ รางวัลความมุ่งมั่นด้านไก่งวงดีเด่น (Good Turkey Award) รวมถึง เคพีเอสฟาร์ม (KPS Farm) ผู้ได้รับรางวัล รางวัลยกย่องด้านการเลี้ยงแม่สุกร (Sow Stall Free Award) เป็นรายแรกของประเทศ โดยรางวัล รางวัลยกย่องด้านการเลี้ยงแม่สุกร (Sow Stall Free Award) มอบให้แก่ผู้ผลิตที่เปลี่ยนจากการเลี้ยงแม่สุกรในคอกเดี่ยวมาเป็นระบบคอกรวม ซึ่งยังถือเป็นแนวปฏิบัติที่พบได้ไม่มากนักในภูมิภาคเอเชีย

“ที่ KPS เราให้ความสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ สุกร มนุษย์ และโลก ทุกชีวิตคือครอบครัวของเราในสถานที่ที่เราเรียกว่าบ้าน เรามุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานฟาร์มอย่างต่อเนื่อง เพื่อสวัสดิภาพ ความสุข และความปลอดภัยของทุกชีวิตในฟาร์ม และเราเชื่อว่าทุกองค์ประกอบต้องเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”
- อรินรดา จันทร์เกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคพีเอส ฟาร์ม จำกัด
ลเปิดรับสมัครบริษัทไทยแล้ววันนี้
“รางวัล Good Farm Animal Welfare Awards มอบให้แก่บริษัทที่มีการดำเนินการอย่างชัดเจนและวัดผลได้ เพื่อยกระดับสวัสดิภาพสัตว์และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน ทีมงานของเราพร้อมสนับสนุนบริษัทต่าง ๆ ตลอดกระบวนการสมัคร โดยให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ เพื่อช่วยพัฒนานโยบายสวัสดิภาพสัตว์ให้มีความแข็งแกร่ง และสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน เราขอเชิญชวนบริษัทไทยสมัครเข้าร่วม และหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เห็นบริษัทไทยได้รับการยอมรับในเวทีระดับนานาชาติมากขึ้นในปีนี้ที่กรุงบรัสเซลส์”
- Rubia Soares ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายธุรกิจอาหาร, CIW
CIWF ขอเชิญชวนบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับไก่ไข่ ไก่เนื้อ และสุกร สมัครเข้าร่วมรางวัล รางวัลความมุ่งมั่นด้านไข่ไก่ดีเด่น (Good Egg), รางวัลความมุ่งมั่นด้านไก่ดีเด่น (Good Chicken) และ รางวัลยกย่องด้านการเลี้ยงแม่สุกร (Sow Stall Free) ประจำปี 2569 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายบริษัทที่ร่วมกันยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม
บริษัทที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเกณฑ์การพิจารณารางวัล ดูรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในประเทศไทยก่อนหน้านี้ และเริ่มกระบวนการสมัครได้ที่ foodbusiness.ciwf.org/th
ปิดรับสมัครวันที่ 3 กรกฎาคม 2569
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาเรื่องคุณสมบัติการสมัคร กรุณาติดต่อทีม CIWF Food Business ได้ที่ foodbusiness@ciwf.org หรือติดต่อ ทีมธุรกิจอาหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและลาตินอเมริกา

เกี่ยวกับ Compassion in World Farming
Compassion in World Farming เป็นองค์กรนานาชาติชั้นนำที่ทำงานเพื่อยุติการทำปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรม และสร้างระบบอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสัตว์ มนุษย์ และโลก ผ่านการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมอาหารทั่ว เพื่อสนับสนุนการนำนโยบายและแนวปฏิบัติที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์ในระดับที่สูงขึ้นไปใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
13
news & activity / สธ. จับมือ ไครโอวิวา ลงนาม MOU ปั้น “EEC Medical Hub” ชูนวัตกรรม ATMPs
« Last post by happy on April 29, 2026, 01:08:23 AM »สธ. จับมือ ไครโอวิวา ลงนาม MOU ปั้น “EEC Medical Hub” ชูนวัตกรรม ATMPs ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทย
สู่การแพทย์แห่งอนาคตด้วยนวัตกรรมและการ[
เข้าถึงอย่างเท่าเทียม
สู่การแพทย์แห่งอนาคตด้วยนวัตกรรมและการ[
เข้าถึงอย่างเท่าเทียม

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 กระทรวงสาธารณสุขโดยโรงพยาบาลชลบุรี ลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) โครงการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ชั้นสูง (ATMPs Sadbox) ร่วมกับภาคเอกชน โดย บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนา “เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษด้านการแพทย์และสุขภาพครบวงจร” ในพื้นที่โรงพยาบาลชลบุรี ภายใต้ EEC มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์ขั้นสูง

นายแพทย์ สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ชั้นสูง (ATMPs Sadbox) ระหว่างโรงพยาบาลชลบุรี โดย นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชลบุรี ร่วมกับภาคเอกชนโดย นางจิรัญญา ประชาเสรี ประธานกรรมการบริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเดินหน้าพัฒนา “เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษด้านการแพทย์และสุขภาพครบวงจร” ในพื้นที่โรงพยาบาลชลบุรี ภายใต้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMPs) ในระดับภูมิภาค โดยมี ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) , รศ.นพ.ถนอม บรรณประเสริฐ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ข้ันสูง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมเป็น สักขีพยาน และ พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร กระทรวงสาธารณสุข

นายแพทย์สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมการลงทุน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ATMPs รวมถึงการวิจัยทางคลินิก และการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการฝึกอบรมและความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพรองรับอุตสาหกรรม การแพทย์ขั้นสูงในอนาคต ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศด้านการแพทย์และสุขภาพที่ครบวงจร รองรับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดขั้นสูง (ATMPs)

และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งนี้ ภาครัฐมุ่งยกระดับระบบบริการสุขภาพของประเทศ โดยบูรณาการแนวทาง “การแพทย์แบบมุ่งเป้า” (Precision Preventive Medicine) ร่วมกับการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์ ATMPs ที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสม และเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพของคนไทยอย่างยั่งยืน

นายแพทย์นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลชลบุรี กล่าวว่า โรงพยาบาลชลบุรีจะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักด้านวิชาการและการแพทย์ สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน กำหนดมาตรฐาน และกำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากล ครอบคลุมถึงการบริหารจัดการโครงการ การติดตาม และ ประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถต่อยอดสู่โครงการย่อย ในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางจิรัญญา ประชาเสรี ประธานกรรมการบริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ไครโอวิวาได้รับความไว้วางใจให้เป็นพันธมิตรภาคเอกชนในโครงการสำคัญนี้ โดยเราพร้อมนำศักยภาพและความเชี่ยวชาญในฐานะผู้นำนวัตกรรมสเต็มเซลล์ระดับสากลมาสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ซึ่งไครโอวิวาถือเป็นบริษัทแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจาก AABB ครบทั้ง 3 สาขา ได้แก่การจัดเก็บสเต็มเซลล์ การเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ และการรับรองว่าเป็นแหล่งผลิตเซลล์ตั้งต้นที่มีคุณภาพซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพและความปลอดภัยในระดับสูงสุดที่ทั่วโลกยอมรับอีกทั้งยังมีความพร้อมด้านงบประมาณการลงทุน เทคโนโลยีที่ทันสมัย และกระบวนการผลิตตามหลักเกณฑ์ GMP ไครโอวิวาจึงมีความมั่นใจอย่างยิ่งที่จะร่วมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรม ATMPs เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพระดับนานาชาติ รองรับเทคโนโลยีการรักษาแห่งอนาคตที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่กับความมั่นคงทางสุขภาพของคนไทยอย่างยั่งยืน
14
กิน - เที่ยว เปรี้ยวซ่า / ภูเก็ตเดินหน้าขับเคลื่อน “ทุนวัฒนธรรม” รวมพลังศิลปินภูเก็ต สะท้อนอัตลักษณ์ศิลป์
« Last post by happy on April 28, 2026, 10:57:13 PM »ภูเก็ตเดินหน้าขับเคลื่อน “ทุนวัฒนธรรม” รวมพลังศิลปินภูเก็ต สะท้อนอัตลักษณ์ศิลป์ร่วมสมัย
เปิดแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปิน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
เปิดแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปิน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

จังหวัด ภูเก็ต โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นกลไกพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ จัดกิจกรรมเปิดตัว แหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และเปิดบ้านศิลปินหลักของจังหวัดภูเก็ต ภายใต้โครงการ “ยลงานศิลป์ วิถีถิ่นภูเก็ต สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ภายใต้แนวคิด “อยู่เย็น เป็นศิลป์” สะท้อน วิถีชีวิต วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของภูเก็ต ผ่านมุมมองของศิลปะของคนภูเก็ต และการรวมตัวของศิลปินหลากหลายแขนง นำเสนอผลงานศิลปะอันเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และแรงบันดาลใจ ผ่านการสร้างสรรค์ที่สะท้อนทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเด็นร่วมสมัย เพื่อยกระดับศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายกองเอกอดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นางสาวสุภาวดี ไพพักตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม รักษาราชการแทนวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต นายสมศักดิ์ โสภานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต นางอัญชลี วานิช เทพบุตร นายกสมาคมศิลป์ภูเก็จ นายศุภโชค ละอองเพชร นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต พร้อมด้วยเหล่าศิลปินจากบ้านศิลปินในภูเก็ต เข้าร่วมงานแถลงข่าวครั้งนี้ โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 – 20.00 น. ณ บริเวณสะพานหิน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

นางสาวสุภาวดี ไพพักตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม รักษาราชการแทนวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของ กระทรวงวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริม อนุรักษ์ และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ศิลปะ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของประเทศ ให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในระดับชุมชนและระดับจังหวัด

จังหวัดภูเก็ตถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม โดยมีศิลปินท้องถิ่น ชุมชน และเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่มีบทบาทสำคัญในการสืบสาน ถ่ายทอด และต่อยอดอัตลักษณ์ของพื้นที่ ทั้งในมิติของวิถีชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยวได้

การขับเคลื่อน โครงการ “ยลงานศิลป์ วิถีถิ่นภูเก็ต สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์และต่อยอดคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของจังหวัด ภูเก็ต ในฐานะพื้นที่สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่พร้อมผลักดันทุนวัฒนธรรมไทยสู่การสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในระดับประเทศ

นางสาวสุภาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า “ภูเก็ตไม่ได้มีเพียงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทะเลเท่านั้น แต่ยังมีทุนทางวัฒนธรรม ศิลปะ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทรงคุณค่า ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ได้ โครงการ ‘ยลงานศิลป์ วิถีถิ่นภูเก็ต สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์’ จึงเป็นความพยายามในการเปิดพื้นที่ให้ศิลปิน ชุมชน และเครือข่ายวัฒนธรรม ได้มีบทบาทในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ของภูเก็ตสู่สาธารณะ”

การจัดแสดงครั้งนี้รวบรวมศิลปินจากหลากหลายกลุ่ม อาทิ ศิลปินจาก Aree Phuket Art Gallery, Phuket Art Village, YorYing A Small Art Space Baan Thai Art Gallery ร้านเสพศิลป์รินชา รวมถึงศิลปินจากศูนย์เรียนรู้ศิลปะเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านกู้กู และกลุ่มศิลปินอิสระ ซึ่งล้วนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนวงการศิลปะของภูเก็ต โดยผลงานที่นำมาจัดแสดงครอบคลุมศิลปะหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรมสีน้ำมัน สีอะคริลิก และสีน้ำ งานศิลปะนามธรรมและร่วมสมัย งานจิตรกรรมไทยและงานเขียนร่วมสมัย งานประติมากรรม รวมถึงงานศิลปะเชิงสิ่งแวดล้อมจากขยะทะเลที่สะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีงานหัตถศิลป์พื้นถิ่นอย่างบาติคลายไทย และการแสดงศิลปะสด (Performance Art) ที่เปิดมิติใหม่ของการเสพงานศิลป์ การรวมตัวของศิลปินในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยของจังหวัดภูเก็ต ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมทั้งสะท้อนศักยภาพของศิลปินท้องถิ่นสู่สายตาสาธารณชนในวงกว้าง

ภายในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเปิดบ้านศิลปินและแหล่งเรียนรู้ของจังหวัดภูเก็ต การจัดแสดงผลงานศิลปะและภูมิปัญญาท้องถิ่น กิจกรรมสร้างสรรค์และเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้ร่วมเรียนรู้กับศิลปินอย่างใกล้ชิด รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวของวิถีชีวิต ศิลปะ และวัฒนธรรมของชุมชนในจังหวัดภูเก็ต ผ่านกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างแท้จริง

งานดังกล่าวจึงไม่เพียงเป็นการจัดแสดงผลงานศิลปะ หากยังเป็นการเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองภูเก็ตให้เป็นเมืองแห่งศิลปะและวัฒนธรรมอย่างแท้จริง จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจร่วมสัมผัสเสน่ห์ของศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านการเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปินของจังหวัดภูเก็ต ร่วมเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง ระหว่างวันที่ 15 - 16 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณสะพานหิน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต
15
ข่าวบันเทิง / ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 จัดเต็มวันเดียวสองเรื่อง ขนหนังฮา “น้าค่อม ชวนชื่น” ลงจอ 3 พ.ค
« Last post by happy on April 28, 2026, 10:11:16 PM »ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 จัดเต็มวันเดียวสองเรื่อง ขนหนังฮา “น้าค่อม ชวนชื่น” ลงจอ 3 พฤษภาคมนี้

นับเป็นผลงานภาพยนตร์ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของคอหนังไทย สำหรับผลงานการแสดงของตลกระดับตำนาน “ค่อม ชวนชื่น” ที่ฝากทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเสน่ห์เฉพาะตัวไว้อย่างชัดเจน ท่ามกลางกระแสตอบรับที่ยังถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง ด้วยบทบาทที่ผสมผสานอารมณ์ขันแบบไทยเข้ากับเนื้อหาสะท้อนสังคมและความเชื่อพื้นบ้าน จนกลายเป็นหนังแนวตลกปนดราม่าและตลกสยองขวัญที่ผู้ชมจดจำ



เริ่มกันที่ “หลวงตามหาเฮง” ออกอากาศเวลา 18.00 น. เล่าเรื่องหมู่บ้านโคกอีรวยที่การเสี่ยงโชคฝังรากลึกในวิถีชีวิต โดยมีหลวงตามหาเฮง (หลวงตามหาเฮง แสดงโดย ค่อม ชวนชื่น) เป็นศูนย์กลางศรัทธาของชุมชน สองคุณนายเพื่อนซี้ เจ๊ละเอียด และเจ๊ลำดวน (แสดงโดย สุนารี ราชสีมา และอาภาพร นครสวรรค์) คือเจ้ามือหวยรายใหญ่ ขณะที่สามลูกศิษย์วัด มานะ อ๊อด และชัย (คุณาธิป ปิ่นประดับ, ภูริพรรธน์ เวชวงศาเตชาวัชร์ และกิตติพัฒน์ สมานตระกูลชัย) เป็นกำลังหลักของลอตเตอรี่ เรื่องราวปั่นป่วนเมื่อคำสอนของหลวงตาถูกตีความเป็นเลขเด็ดจนชาวบ้านถูกรางวัลต่อเนื่อง สองคุณนายจึงวางแผนกำจัดหลวงตา สนุกกันต่อ เวลา 21.00 น. ภาพยนตร์ “หลวงพี่กะอีปอบ” พาผู้ชมเข้าสู่บรรยากาศลึกลับของหมู่บ้านทุ่งหมาหอน ผ่านคดีประหลาดที่นำพาหมวดศัจธร และบักกึ่ม มาพบกับ หลวงพี่แข่ว (หลวงพี่แข่ว แสดงโดย ค่อม ชวนชื่น) พระอาวุโสผู้มีของดีซ่อนอยู่ ท่ามกลางข่าวลือผีปอบอาละวาดที่ท้าทายทั้งความกล้าและศรัทธา ก่อนร่วมกันฝ่าความสยองเพื่อไขปริศนาแห่งหมู่บ้าน ร่วมย้อนความประทับใจและเสียงหัวเราะจากผลงานคุณภาพของ “น้าค่อม ชวนชื่น” ได้ในวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569 ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และรับชมสดออนไลน์ได้ที่ https://true4u.com/live/
16
ข่าวบันเทิง / แก่แต่เก๋า! “นุ้ย เชิญยิ้ม” พลิกบทชราสุดจี๊ด ลุยล้อหนังดัง ขนมุกฮาครบเครื่อง
« Last post by happy on April 28, 2026, 09:37:06 PM »แก่แต่เก๋า! “นุ้ย เชิญยิ้ม” พลิกบทชราสุดจี๊ด ลุยล้อหนังดัง ขนมุกฮาครบเครื่อง “วัยแก่ 2569” ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24

ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่น่าจับตามองของนักแสดงตลกรุ่นใหญ่ “ชูเกียรติ เอี่ยมสุข” หรือ “นุ้ย เชิญยิ้ม” กับการกลับมาสร้างเสียงหัวเราะอีกครั้งในภาพยนตร์ล้อหนังดังยำหนังฮิต “วัยแก่ 2569” ร่วมด้วยนักแสดงสายฮาอย่าง หน่อย เชิญยิ้ม, สุเทพ สีใส, หลุยส์ ชวนชื่น, อรชร เชิญยิ้ม, หรั่ง พระนคร และ เอิร์น วัดใหญ่ หนังอารมณ์ดีที่ผสานทั้งมุกตลกหลากยุคและเรื่องราวอบอุ่นของมิตรภาพในวัยชรา




แม้จะเป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงคำว่า “แก่” แต่สำหรับ “นุ้ย เชิญยิ้ม” กลับมองว่าบทบาทนี้เป็นตัวละครที่มีความใกล้ตัวและเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ คาแรกเตอร์ “นุ้ย” สมาชิกใหม่ของบ้านบางคู คือชายชราที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน ครบทั้งสุข ทุกข์ และเสียงหัวเราะ จนทำให้การถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างสมจริง “นุ้ย เชิญยิ้ม” เปิดเผยว่า “บทนี้ไม่ยากครับ แค่เอาชีวิตจริงมาปัดฝุ่นนิดหน่อย เล่นเป็นคนแก่ก็ไม่ต้องฝืนอะไร เพราะผมก็ซ้อมแก่ล่วงหน้ามานานแล้ว” การกลับมาสร้างเสียงหัวเราะครั้งนี้ ยังถือเป็นอีกหนึ่งผลงานการร่วมงานระหว่าง นุ้ย เชิญยิ้ม กับผู้กำกับคู่ใจ หลุยส์ ชวนชื่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องการกำกับจังหวะตลกอย่างลงตัว ส่งผลให้บรรยากาศการถ่ายทำเต็มไปด้วยความสนุกสนานตั้งแต่ต้นจนจบ “ทำงานกับพี่หลุยส์ ไว้ใจกันได้เลย มองตาก็รู้ว่าจะเล่นมุกไหน คนดูจะได้ฮาแบบไม่ต้องคิดเยอะ รับรองว่าฮาสนั่นแน่นอน” สำหรับภาพยนตร์ “วัยแก่ 2569” กับการปรากฏตัวของ “นุ้ย” ไม่ได้มาแบบธรรมดา เมื่อเขากลายเป็นเป้าหมายการแย่งตัวของสองขั้วอำนาจแห่งบ้านบางคู ได้แก่ “หน่อย” (หน่อย เชิญยิ้ม) หัวโจกสมานฉันท์ผู้เจ้าเล่ห์ และ “หลุยส์” (หลุยส์ ชวนชื่น) พ่อบ้านกัลยาณมิตร นักเลงรุ่นเก๋าที่ยึดมั่นในศักดิ์ศรี ศึกของเหล่าผู้เฒ่าที่เริ่มต้นจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างการเลือกข้าง ค่อย ๆ ขยายเป็นความขัดแย้งเชิงศักดิ์ศรีที่ไม่มีใครยอมใคร จนเกือบทำให้มิตรภาพในอดีตต้องพังทลายขณะเดียวกัน จุดเด่นของภาพยนตร์ยังคงเป็นมุกตลกที่จัดเต็มทุกยุค ทั้งมุกอินเทรนด์ที่สอดแทรกกระแสปัจจุบัน ไปจนถึงมุกคลาสสิกสไตล์ห้าบาทสิบบาท ที่หยิบมาเล่าใหม่อย่างเป็นกันเอง ร่วมสัมผัสทั้งเสียงหัวเราะและความอบอุ่นหัวใจไปกับภาพยนตร์อารมณ์ดี “วัยแก่ 2569” ดูเลยออกอากาศครั้งแรกในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคมนี้ เวลา 18.30 น.ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และทางhttps://true4u.com/live/
17
news & activity / มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืน
« Last post by happy on April 28, 2026, 06:50:54 PM »มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดสงขลา พร้อมมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการในพื้นที่ฟรี


วันนี้ (วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์และหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสุชาดา น้อยจีน รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน ในพื้นที่จังหวัดสงขลา (จังหวัดที่ 5 ของทางภาคใต้) จำนวน 33 ครัวเรือน รวมมูลค่า 804,642 บาท และมอบรถจักรยาน แก่โรงเรียน 2 แห่ง รวมจำนวน 20 คัน มูลค่า 25,800 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 830,442 บาท (แปดแสนสามหมื่นสี่ร้อยสี่สิบสองบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง บริการทันตกรรม และกิจกรรมนันทนาการ แก่ประชาชนในพื้นที่ฟรี โดยมี นายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และนายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานร่วมในพิธี พร้อมด้วย คณะมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ และอาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสมบูรณ์ จุลมุสิก (ทศพล หิมพานต์) และ นางสาวอาทิติยา เบ็ญจะปัก (แคท) ร่วมในพิธี ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ กล่าวว่า โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ระยะ โดย ระยะที่ 1 ดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ระยะที่ 2 ได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด รวม 485 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนผู้ประสบอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2567 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงราย อีกจำนวน 57 ครัวเรือน รวมจำนวนครัวเรือนยากจนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ด้วยการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแล้วทั้งสิ้น 870 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท และขณะนี้ได้พิจารณาดำเนินการระยะที่ 4 ในพื้นที่ภาคใต้ รวม 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418
## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน
ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418
## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน
18
news & activity / โบลท์ มุ่งขับเคลื่อนสังคมการเดินทางที่ปลอดภัย สร้างความมั่นใจในทุกการเดินทาง
« Last post by happy on April 28, 2026, 11:00:16 AM »โบลท์ มุ่งขับเคลื่อนสังคมการเดินทางที่ปลอดภัย สร้างความมั่นใจในทุกการเดินทาง

ปัจจุบัน การเลือกใช้บริการเรียกรถไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ความสะดวก” หรือ “ราคา” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่ “ความปลอดภัย” ได้กลายเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์มขนส่งสาธารณะ
โบลท์ จึงให้ความสำคัญและมุ่งพัฒนาระบบความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรพันธมิตร ผ่านโครงการฝึกอบรม การให้ความรู้ และกิจกรรมด้านความปลอดภัยในหลากหลายรูปแบบ เพื่อยกระดับมาตรฐานการเดินทางให้ครอบคลุมทั้งทั้งด้านระบบ เทคโนโลยี และพฤติกรรมการใช้งาน อันนำไปสู่ประสบการณ์การเดินทางที่ผู้ใช้สามารถไว้วางใจได้ในทุกช่วงเวลา

หัวใจสำคัญของแนวทางดังกล่าว คือการออกแบบระบบที่ “ไม่ปล่อยให้ผู้ใช้งานเผชิญสถานการณ์เพียงลำพัง” โดยมีทีมความปลอดภัยที่ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจจับความผิดปกติ และประสานความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นับตั้งแต่การเปิดให้บริการในประเทศไทย โบลท์ได้พัฒนาและนำเสนอฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการบนแพลตฟอร์ม อาทิ
• ปุ่มช่วยเหลือฉุกเฉิน (Emergency Assist) ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว
• การแชร์ข้อมูลการเดินทางแบบเรียลไทม์ (Trip Sharing) เพื่อให้บุคคลใกล้ชิดสามารถติดตามการเดินทางได้ตลอดเส้นทาง
• ระบบตรวจสอบความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง (Trip Safety Monitoring) ที่สามารถตรวจจับความผิดปกติ เช่น การหยุดนิ่งเป็นเวลานาน
• การโทรผ่านแอปพลิเคชัน (In-app Calls) ซึ่งช่วยไม่เปิดเผยข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของทั้งผู้ใช้บริการและผู้ขับขี่
• ระบบยกเลิกการจับคู่ (Rider and Driver Unmatching) ระหว่างผู้โดยสารและผู้ขับขี่ เพื่อลดความเสี่ยงจากประสบการณ์ที่ไม่เหมาะสม
• ระบบยืนยันตัวตนผู้ขับขี่ด้วยภาพถ่าย (Driver Selfie Verification) เพื่อป้องกันการแอบอ้าง
• ฟีเจอร์บันทึกเสียงระหว่างการเดินทาง (Audio Trip Recording) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในกรณีด้านความปลอดภัย

ระบบที่เชื่อมโยงกันในทุกขั้นตอนนี้ ช่วยสร้าง “ความต่อเนื่องของความปลอดภัย” ตั้งแต่ก่อนเริ่มเดินทาง ระหว่างการเดินทาง ไปจนถึงหลังการเดินทาง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
นอกเหนือจากการพัฒนาเทคโนโลยี โบลท์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน โดยแนะนำ 4 แนวทางง่าย ๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง อาทิ
1. ตรวจสอบข้อมูลผู้ขับขี่และรถทุกครั้งก่อนเริ่มเดินทาง เพื่อให้มั่นใจว่าตรงกับข้อมูลในแอปพลิเคชัน หากพบความไม่ตรงกัน ผู้ใช้งานสามารถยกเลิกการเดินทางและแจ้งทีมสนับสนุนได้ทันที
2. หลีกเลี่ยงการใช้บริการนอกระบบ เพื่อให้สามารถเข้าถึงเครื่องมือด้านความปลอดภัย และให้ทีมงานสามารถติดตามการเดินทางได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
3. แชร์ตำแหน่งการเดินทางแบบเรียลไทม์กับบุคคลใกล้ชิด เพื่อเพิ่มความอุ่นใจ และให้บุคคลใกล้ชิดสามารถติดตามการเดินทางได้ตลอดเส้นทาง
4. ใช้งานฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย เช่น ปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉิน (Emergency Assist) และการบันทึกเสียง (Audio Recording) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิดได้อย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจะถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยและลบโดยอัตโนมัติภายในระยะเวลาที่กำหนด

แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโบลท์ในการพัฒนาสภาพแวดล้อมการเดินทางที่ปลอดภัยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เพื่อให้ทุกการเดินทางไม่ใช่เพียงการเข้าถึงจุดหมาย แต่เป็นประสบการณ์ที่ผู้ใช้งานสามารถมั่นใจได้ในทุกช่วงเวลา
19
Sport News & Motor Sport / "แสงพนม" ควง "ไทยแลนด์" ลิ่วรอบ 8 คน พร้อมเปิดตัว 8 ขุนพล สู้ศึกมวยรอบปูนเสือ
« Last post by happy on April 26, 2026, 11:27:01 PM »"แสงพนม" ควง "ไทยแลนด์" ลิ่วรอบ 8 คน พร้อมเปิดตัว 8 ขุนพล สู้ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 25


ศึก "มวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 25" สาย C และ สาย D รอบ 16 คน นัดที่ 3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569 ที่เวทีมวยช่อง 7 HD โดยก่อนชก นายปิยากร ชินะรัตนกุล บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด (ผู้แทนปูนเสือ) พร้อมด้วย นายจมร เลขะกุล (ผู้แทนปูนเสือ) ทั้งสองท่านให้เกียรติขึ้นคล้องพวงมาลัยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับนักมวยทั้งสองคู่บนเวที ระหว่าง ชาริโต้ ลานนาวอเตอร์ไซค์ (แดง) พบกับ แสงพนม ผดุงชัยมวยไทยยิม (น้ำเงิน) พิกัด 116 ปอนด์ สาย C และ สาย D ระหว่าง ไทยแลนด์ ส.รุ่งศักดิ์ (แดง) พบกับ ยอดเพชร พี.เค.เสี่ยต้อมอะไหล่ยนต์ (น้ำเงิน) พิกัด 116 ปอนด์ หลังจากนั้นทั้งสองคู่ขึ้นสังเวียนแลกอาวุธกันอย่างดุเดือด ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น โดยมีแฟนมวยทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมาร่วมชมติดขอบเวทีและส่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน
สรุปผล ศึก "มวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 25" สาย C และ สาย D รอบ 16 คน นัดที่ 3 มีดังนี้



คู่ที่ 1. ชนะเข้ารอบ ชาลิโต้ ลานนาวอเตอร์ไซด์มวยไทยยิมส์ (แดง) พบกับ แสงพนม ผดุงชัยมวยไทยยิมส์ (น้ำเงิน) เป็นมวยซ้ายด้วยกันใครแพ้ตกรอบทันทีผู้ชนะเข้ารอบ 8 คนทันที แสงพนม เดินเข้าหาเตะซ้ายเข้าชายโครงจับในปล้ำตีเข้าเน้นๆ เป็นชุดทำเอา ชาริโต้ ที่เตี้ยกว่าอาศัยออกหมัดเตะซ้ายแต่ยังไม่ชัดเจนผิดกับ แสงพนม ที่ออกอาวุธได้ชัดเจนเตะซ้ายลำตัวจับในตีเข่าข้างเดียวทำเอา ชาริโต้ ที่พยามใช้หมัดตามด้วยศอกแต่ก็ได้แค่เสียวผิดกับ แสงพนม ออกมาเล่นฝีมิอถีบยันเตะซ้ายโชว์ทำเอา ชาริโต้ หมดแรงออกอาการ ครบยก แสงพนม ชนะคะแนน ผ่านเข้ารอบ 8 คนทันที ส่วน ชาริโต้ แพ้ตกรอบ



คู่ที่ 2. พลิกชนะเข้ารอบ 8 คน ไทยแลนด์ ส.รุ่งศักดิ์ (แดง) พบกับ ยอดเพชร พี.เค.เสี่ยต้อม ที.เค.อะไหล่ยนต์ (น้ำเงิน) คู่นี้ใครแพ้ตกรอบผู้ขนะเข้ารอบ 8 คนทันทีมวยซ้ายด้วยกัน ไทนแลนด์ เดินเข้าหาเตะขาหน้าตามด้วยหมัด ยอดเพชร พยามเตะซ้ายนำแต่ยังวืดวาด พยามเดินจับคอปล้ำในตีเข่าเน้นๆ ไทยแลนด์ ก็โต้ด้วยหมัดเท้าเข่าศอกหน้าหงายไปเหมือนกันได้ชัดเจนทำเอา ยอดเพชร ถึงกับหยุดชะงัดไปทันทีอย่างเห็นได้ชัดครบยก ไทยแลนด์ ชนะคะแนน เข้ารอบ 8คน ส่วน ยอดเพชร ตกรอบ
หลังจากจบการแข่งขันได้มีพิธีการจับฉลากประกบคู่มวย ศึกมวยปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 25 รอบ 8 คน ผลการจับสลากประกบคู่มวยออกมาเป็นที่เรียบร้อย โดยมี นายปิยากร ชินะรัตนกุล บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด (ผู้แทนปูนเสือ) พร้อมด้วย นายพีรพงศ์ ธีระเดชพงศ์ (ชุ้น เกียรติเพชร) โปรโมเตอร์มวยไทย 7 สี ร่วมกันจับฉลากประกบคู่มวยและเป็นสักขีพยานในการจับฉลากในครั้งนี้



ผลการจับฉลากประกบคู่มวย ศึกมวยปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 25 รอบ 8 คน สำหรับ 8 ขุนพลที่ผ่านเข้ารอบ 8 คนจะขึ้นประชันฝีมือกันในวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569 คู่ที่ 1. สาย A ระหว่าง ยอดกัณฑ์ ช้างนครศรี พบกับ มอญขาว ซีเมนต์ดี และ คู่ที่ 2. สาย B ระหว่าง แสงพนม ผดุงชัยมวยไทยยิม พบกับ หัสดี ตี๋น้อยคชิน และ วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569 คู่ที่ 1. สาย C ระหว่าง ไทยแลนด์ ส.รุ่งศักดิ์ พบกับ เมืองช้าง ส.เดชะพันธ์ และ คู่ที่ 2. สาย D ระหว่าง พรเพชร ส.ราชภูมิ พบกับ แสงทองน้อย แสงทองค้าแก๊ส ให้แฟนมวยทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมาร่วมลุ้นและมาเชียร์และให้กำลังใจนักมวยบนสังเวียนช่อง 7 HD ถ่ายทอดสดทางช่อง 7 HD ตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป
20
Sport News & Motor Sport / ระห่ำเดือดทะลุจอ ! หายคาใจ "อิบราฮิม" ปล่อยฮุคซ้ายเข้าชายโครง "กรีติภัค" ร่วงยก
« Last post by happy on April 25, 2026, 09:37:02 PM »ระห่ำเดือดทะลุจอ ! หายคาใจ "อิบราฮิม" ปล่อยฮุคซ้ายเข้าชายโครง "กรีติภัค" ร่วงยก 5 "อิบราฮิม" คว้าเข็มขัดแชมป์ WBC INTERNATIONAL GOLD ไปครองสำเร็จ



เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 ที่ เวทีมวย เวิลด์สยาม สเตเดี้ยม เขตบางกะปิ การแข่งขันชกมวยศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS" เสิร์ฟแบบถึงใจ! จัดการแข่งขันชกมวยโดยโปรโมเตอร์สองคู่เขย มิสเตอร์ บริโก้ แซนติก โปรโมเตอร์ชาวฟิลิปปินส์ กับ “ปุ่น อินเตอร์” นายศุภณัฐ จันทร์แรม โปรโมเตอร์ชาวไทย พร้อมด้วย นายนริส สิงห์วังชา ประธานสหพันธ์มวยแห่งเอเชีย (ABF) และ นายกสมาคมกีฬาชักกะเย่อ แห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS" เป็นการชกชิงข็มขัดแชมป์ WBC INTERNATIONAL GOLD และ ABF มีชิงเข็มขัด 2 เส้น 2 สถาบัน มีนักมวยสายบู๊ยอดฝีมือจากทั่วโลกที่เปิดฉากบู๊สุดมันส์ในศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS" 32 นักชกสายบู๊ขึ้นสังเวียนดวลหมัดศึกแห่งศักดิ์ศรีกันอย่างดุเดือดแบบถึงพริกถึงขิง สร้างความตื่นเต้นให้แฟนมวยทั้งสนามเสียงเชียร์ดังกระหึ่ม!
ส่วนผลการแข่งขันศึก "NARIS - HIGHLAND BOXING PROMOTIONS" ทุกคู่มีดังนี้


คู่ที่ 1. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวท กำหนด 4 ยก พิกัด 168 ปอนด์ อามีร์ ฮอสเซน ซามิอี นักชกจากอิหร่าน ชนะTKO ยก 2 รัฐพล กาดำดวน นักชกไทย
คู่ที่ 2. ชกอุ่นเครื่อง รุ่น ซูเปอร์ไลท์เวท กำหนด 4 ยก พิกัด 140 ปอนด์ ราชิด ซาลิม นักชกจากฝรั่งเศส ชนะTKO ยก 3 ชินาธิป ทวีพูน นักชกไทย
คู่ที่ 3. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวท กำหนด 4 ยก พิกัด 130 ปอนด์ ปูรา เอสมาอิลี นักชกจากอิหร่าน ชนะTKO ยก 1 กฤษณะ เอกสัจจะวาที นักชกไทย


คู่ที่ 4. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นเวลเตอร์เวท กำหนด 4 ยก พิกัด 147 ปอนด์ บริซ คิซุก ลี นักชกจากสหรัฐอเมริกา ชนะTKO ยก 1 รัสปัทม์ จันปันสินมณี นักชกไทย
คู่ที่ 5. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นมินิมัมเวท กำหนด 4 ยก พิกัด 105 ปอนด์ โรเบิร์ต แองเจโลสกี นักชกจากออสเตรเลีย ชนะTKO ยก 1 ณัฐพัฒน์ ทองไสล นักชกไทย
คู่ที่ 6. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นไลท์เฮฟวี่เวท กำหนด 4 ยก พิกัด 175 ปอนด์ รูไอริ เอริค โรเบิร์ต นีล นักชกจากสหราชอาณาจักร ชนะTKO ยก 1 จีรศักดิ์ กรานสกุล นักชกไทย


คู่ที่ 7. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์ฟลายเวท กำหนด 6 ยก พิกัด 115 ปอนด์ แม็กดาเลนา แม็กกี้ สเวด นักชกจากโปแลนด์ ชนะคะแนน ทัศวรรณ ห้อยระย้านักชกไทย
คู่ที่ 8. ชกอุ่นเครื่องมวยหญิง รุ่นไลต์เวท กำหนด 6 ยก พิกัด 135 ปอนด์ จันดินี เมห์รา นักชกจากอินเดีย ชนะคะแนน ศศิธร เลี้ยงประเสริจ นักชกไทย
คู่ที่ 9. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท กำหนด 6 ยก พิกัด 154 ปอนด์ อเลสซานโดร กริปปา นักชกจาก ชนะTKO ยก 1 สิทธิชัย บัวสา นักชกไทย


คู่ที่ 10. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท กำหนด 6 ยก พิกัด 154 ปอนด์ ติอาโก้ โอโซริโอ นักชกจากมาซัมบิก ชนะTKO ยก 2 สตีวี ออเกน เฟอรินันดัส นักชกจากอินโดนีเซีย
คู่ที่ 11. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นเฮฟวีเวท กำหนด 6 ยก พิกัด 225 ปอนด์ หวาง วินเซนต์ ตรัน นักชกจากมาเลเซีย แพ้คะแนน บรรพต ขาวเอี่ยม นักชกไทย
คู่ที่ 12. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นเวลเตอร์เวท กำหนด 8 ยก พิกัด 147 ปอนด์ ซีชาน อาลี มูกัล นักชกจากปากีสถาน ชนะคะแนน สมชาย พืชพันธ์ นักชกไทย


คู่ที่ 13. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นมิดเดิลเวท กำหนด 8 ยก พิกัด 160 ปอนด์ อับเดลละห์ คาร์รูม นักชกจากฝรั่งเศส ชนะTKO ยก 2 อัจฉริยะ กันต์ยศทรงศิริ นักชกไทย
คู่ที่ 14. ชกอุ่นเครื่อง รุ่นซูเปอร์แบนตัมเวท กำหนด 8 ยก พิกัด 122 ปอนด์ รูเซ่น เจิ้ง นักชกจากจีน ชนะTKO ยก 3 อุดมศักดิ์ ศรีนวล นักชกไทย
คู่ที่ 15. การแข่งขันชิงเข็มขัดแชมป์ ABF รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท พิกัด .140 ปอนด์ กำหนด 10 ยก ระหว่าง โจนาธาน เยาว์ หมิง นักชกจากมาเลเซีย ปะทะ กรีระติ ศรีสิทธิเดช นักชกไทย เริ่มยกแรก "โจนาธาน" เดินไล่ตัดลำตัว "กรีระติ" เน้นๆถึงกับสดุ้งถอยล่นไปรอบเวที ต้นยก 4 เกมส์จบ เมื่อ "โจนาธาน" ได้จังเดินไล่ต่อยหมัดตัดลำตัว กรีระต ต้องถอยล่นไปติดมุมระฆังได้ต่อยซ้ายขวาเน้นๆๆปที่ลำทำเอา "กรีระติ" ทนไม่ไหวทิ้งลงไปนอนให้กรรมการนับ 10 ทำให้ "โจนาธาน" เป็นฝ่ายชนะTKO ยก 4 คว้าแชมป์ ABF มาครองอย่างสะใจกองเชียร์


คู่ที่ 16. คู่ไฮไลท์เป็นการแข่งขันชิงเข็มขัดแชมป์ WBC INTERNATIONAL GOLD รุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวท พิกัด 130 ปอนด์ กำหนด 10 ยก ระหว่าง อิบราฮิม คลาส เอ็มเจนเดอร์ นักชกจากแทนซาเนีย ปะทะ กรีติภัค ด้วงนุชนักชกไทย ด้าน "กรีติภัค" ลั่นสู้เต็มที่เก็บชัยแบบไม่ครบยกเพื่อคว้าเข็มขัดแชมป์กลับบ้าน สำหรับการแข่งขันครั้งนั้นทั้งคู่เจอกันเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยการชกในครั้งนั้นผลปรากฏว่าตลอดทั้ง 10 ยก ต่างเปิดเกมส์รุกเข้าใส่กันแบบดุเดือด แต่สุดท้ายผลออกมาเสมอกันด้วยคะแนน 95-95, 95-95 และ 97-95 และครั้งนี้กลับมาเปิดศึกรีแมตช์ภาคสองกันอีกครั้ง เริ่มยกแรก "กรีติภัค" เดินเข้าออกหมัดขวาเน้นลำตัวและใบหน้าด้าน "อิบราฮิม" ที่ออกหมัดได้แนบเนียนเน้าบนสลับล่างได้ชัดเจนกว่าออกหมัดซ้ายและขวาเข้าใบหน้า "กรีติภัค" ถึงกับหน้าหงายไปหลายครั้งกลางยก 4 "อิบราฮิม" ได้จังหวะฮุคซ้ายขวาตัดลำตัว "กรีติภัค" อย่างจังถึงกับร่วงคาเขือกให้กรรมการนับ 8 ชกต่อได้จนกระทั่งกลางยก 5 จังหวะที่ "กรีติภัค" เดินรุกไล่เพลินกลับโดน "อิบราฮิม" ฮุคซ้ายเข้าชายโครงเต็มๆ "กรีติภัค" ร่วงให้กรรมการนับถึง 10 ในยกที่ 5 ทำให้ "อิบราฮิม" คว้าแชมป์ WBC INTERNATIONAL GOLD มาครองอย่างสวยหรู
บรรยากาศในสนามมวยเต็มไปด้วยแฟนมวยที่เข้าร่วมชมกันอย่างเนืองแน่น เสียงเชียร์ดังกระหึ่มตั้งแต่คู่เปิดสนามจนถึงคู่เอก นักชกทุกคนต่างโชว์ฝีมืออย่างเต็มที่ สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทั้งคนไทยและชายต่างชาติ "บริโก้ แซนติก" ได้กล่าวขอบคุณนักมวย ทีมงาน และแฟนมวยทุกคนที่มีส่วนร่วมทำให้งานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ พร้อมยืนยันว่าจะมีการจัดการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่และสนุกยิ่งขึ้นในครั้งต่อไป

Recent Posts









