11
news & activity / สมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ จัดโครงการข้าวแกง 30 บาท รักษาทั้งโลก ลดค่าครองชีพ
« Last post by happy on May 02, 2026, 12:57:20 AM »สมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ จัดโครงการข้าวแกง 30 บาท รักษาทั้งโลก ลดค่าครองชีพให้ประชาชน

สืบเนื่องมาจาก จากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำในขณะนี้ ประกอบกับปัญหาน้ำมันแพง และสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวในพื้นที่เขาใหญ่ ลดลงเป็นอย่างมาก อีกทั้ง ยังส่งผลกระทบให้ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้น้อยลง สมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ ร่วมกับทีมอาสาสมัครฟู้ดฟอร์ไฟเตอร์ เล็งเห็นปัญหา จึงหาทางแก้ปัญหา เพื่อเป็นแนวทางช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย โดยเฉพาะแรงงาน พนักงาน และประชาชนทั่วไปให้ได้อิ่มแบบประหยัดถูกใจ จึงร่วมกัน จัดตั้งโครงการ “ข้าวแกง 30 บาท รักษาทั้งโลก” ขึ้น ณ ร้าน โซกู้ด แอนด์กรีน เขาใหญ่ (So Good ‘n’ Green) กม. 18 ถนนธนะรัชต์ - เขาใหญ่ ต. หมูสี อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา โดยประเดิมเปิดร้านวันแรกในเช้าวันแรงงาน วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569

นางสาว พันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ และผู้ก่อตั้ง “ฟู้ดฟอร์ไฟเตอร์ ”(ในช่วงของการแพร่ระบาด โควิด -19 ที่ผ่านมา ) เปิดเผยว่า จากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำในขณะนี้ ประกอบกับปัญหาน้ำมันแพง และสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวในพื้นที่เขาใหญ่ ลดลงเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังส่งผลกระทบให้ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้น้อยลง จึงได้ร่วมกับทีมทำงาน หาแนวทางช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย โดยเฉพาะแรงงาน พนักงาน ประชาชนทั่วไป ได้มีข้าวกินในราคาประหยัด คุ้มค่า และที่สำคัญได้วัตถุดิบจากท้องที่ ไม่ว่าจะเป็น ไข่ ผักสด และวัตุดิบต่าง ๆ อันเป็นเหตุผลหลัก ที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันของธุรกิจ โดยมีแนวคิดเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และ สร้างระบบนิเวศน์ ลด Food Waste ช่วยเหลือเกษตรกรในชุมชน ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ OTOP หลากหลาย อาทิ น้ำพริกแม่ปราณี ของดีเมืองปากช่อง นมออร์แกนิก แดรี่โฮม ฯลฯ

โดยร้านเปิดวันแรก ได้รับผลตอบรับอย่างดี มีลูกค้าเข้ามาอิ่มอร่อยที่ร้านอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็น ประชาชนในท้องที่ นักท่องเที่ยว และพนักงานของโรงแรมที่พัก มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก โดยเปิดปฐมฤกษ์ในวันแรงงาน วันนี้ เรียกได้ว่าเป็นข้าวแกงวันแรงงาน อย่างแท้จริง“



อิ่มอร่อย กับ “ข้าวแกง 30 บาท รักษาทั้งโลก” ด้วยเมนูเด็ดหลายหลาย ทั้งต้มผัด แกง ทอด น้ำพริกหลากหลาย ได้แล้ววันนี้ ที่ร้าน โซกู้ด แอนด์กรีน เขาใหญ่ So Good ‘n’ Green เขาใหญ่ เปิดบริการ ทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00 – 14-00 น. อีกทั้งยังมีของดี ของฝาก จากตลาดแบ่งกันใช้ กาแฟสด หอมเข้ม กลมกล่อม ให้ชิมให้ช้อปกันแบบเต็มอิ่มอีกด้วย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสอบถามเมนูเด็ดประจำวัน “ข้าวแกง 30 บาทรักษาทั้งโลก ได้ที่โทร. 093-9629965
12
news & activity / มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุดลงพื้นที่ซับน้ำตาผู้ประสบอัคคีภัยจังหวัดนครสวรรค์
« Last post by happy on May 02, 2026, 12:17:36 AM »มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุดลงพื้นที่ซับน้ำตา มอบเงินช่วยเหลือพร้อมสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น เยียวยาผู้ประสบอัคคีภัย บริเวณชุมชนจำลองวิทย์พัฒนา ภายในตรอกลิเก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง


วันนี้ (วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย และนายยุทธนา ทาโคตร์ รักษาการหัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนจำลองวิทย์พัฒนา ภายในตรอกลิเก ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โดยมอบเงินสดคนละ 3,500 บาท รวม 91 คน พร้อมมอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ แก่ผู้ปะสบอัคคีภัย มูลค่า 2,500 บาท จำนวน 33 ชุด รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท โดยมี นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมในพิธี และคณะมูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ มูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418
## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน
## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน
13
news & activity / กอ.รมน. จับมือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดโครงการ “กอ.รมน. ปันน้ำใจ”
« Last post by happy on April 30, 2026, 11:58:38 PM »กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จัดโครงการ “กอ.รมน. ปันน้ำใจ” จับมือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพของประชาชน ณ บริเวณด้านหน้ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สวนรื่นฤดี เขตดุสิต กรุงเทพฯ


วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569) พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พลโท ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.สมท.กอ.รมน.) นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คณะมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ และคณะภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ร่วมในพิธีเปิดโครงการ “กอ.รมน. ปันน้ำใจ บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพของประชาชน” มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีรายได้น้อย และประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดทีมเจ้าหน้าที่สาธารณภัย และเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย นำถุงยังชีพจำนวน 1,000 ชุด รวมมูลค่ากว่า 2 แสนบาท ร่วมสนับสนุนในโครงการดังกล่าว ณ บริเวณด้านหน้ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สวนรื่นฤดี เขตดุสิต กรุงเทพฯ
ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418
## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน
## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน
14
news & activity / “น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” มอบสิทธิ์เข้าแคมป์ ช้าง ไทยแลนด์ จูเนียร์ กอล์ฟ คลินิก
« Last post by happy on April 30, 2026, 09:35:51 PM »“น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” มอบสิทธิ์เข้าแคมป์ “ช้าง ไทยแลนด์ จูเนียร์ กอล์ฟ คลินิก 2026” พร้อมทุนพัฒนาฝีมือ ปิดฉากโครงการอบรมกอล์ฟเยาวชนภาคฤดูร้อน “ช้าง - กองทัพอากาศ” ปีที่ 18


“น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” ร่วมกับ “ศูนย์ฝึกสอนกอล์ฟเยาวชนกองทัพอากาศ” จัดโครงการฝึกอบรมกอล์ฟเยาวชนภาคฤดูร้อน “ช้าง - กองทัพอากาศ” ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 มุ่งพัฒนาทักษะและศักยภาพเยาวชนไทย มอบทุนพัฒนาฝีมือ พร้อมคัดเลือกสุดยอดนักกอล์ฟเยาวชนเข้าติวเข้มแคมป์ “ช้าง ไทยแลนด์ จูเนียร์ กอล์ฟ คลินิก 2026” ปลายปีนี้
พลอากาศเอก ชาตินนท์ สท้านไผท ประธานอนุกรรมการศูนย์กีฬากองทัพอากาศ ดอนเมือง และหัวหน้าคณะทำงานโครงการฝึกอบรมกอล์ฟเยาวชนภาคฤดูร้อน “ช้าง - กองทัพอากาศ” พร้อมด้วยคุณภาสวร ปีตรังสี ผู้จัดการอาวุโสโครงการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ไทยเบฟ ไทยทาเล้นท์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมพิธีปิดโครงการฝึกอบรมกอล์ฟเยาวชนภาคฤดูร้อน “ช้าง - กองทัพอากาศ” ประจำปี 2569 ณ ห้องชัยพฤกษ์ สนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ เมื่อวันก่อน
คุณภาสวร ปีตรังสี ผู้จัดการอาวุโสโครงการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ไทยเบฟ ไทยทาเล้นท์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง กล่าวว่า “เป็นระยะเวลา 18 ปีที่ “น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง ร่วมกับ “ศูนย์ฝึกสอนกอล์ฟเยาวชนกองทัพอากาศ” จัดโครงการฝึกอบรมกอล์ฟเยาวชนภาคฤดูร้อน “ช้าง - กองทัพอากาศ” อย่างต่อเนื่อง พร้อมปลูกฝังในเรื่องของความมีน้ำใจนักกีฬา หรือ Sportsmanship เพื่อสร้างสังคมที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน
คุณภาสวร ปีตรังสี ผู้จัดการอาวุโสโครงการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ไทยเบฟ ไทยทาเล้นท์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง กล่าวว่า “เป็นระยะเวลา 18 ปีที่ “น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง ร่วมกับ “ศูนย์ฝึกสอนกอล์ฟเยาวชนกองทัพอากาศ” จัดโครงการฝึกอบรมกอล์ฟเยาวชนภาคฤดูร้อน “ช้าง - กองทัพอากาศ” อย่างต่อเนื่อง พร้อมปลูกฝังในเรื่องของความมีน้ำใจนักกีฬา หรือ Sportsmanship เพื่อสร้างสังคมที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน
สำหรับโครงการฝึกอบรมกอล์ฟเยาวชนภาคฤดูร้อน “ช้าง - กองทัพอากาศ” ประจำปี 2569 ในปีนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยมีน้อง ๆ นักกอล์ฟเยาวชนเข้าร่วมอบรมทั้งสิ้น 200 คน เราได้เห็นน้อง ๆ หลายคนมีพัฒนาการด้านกีฬากอล์ฟที่เติบโตแบบก้าวกระโดด แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของหลักสูตรต่าง ๆ ความทุ่มเทของผู้ฝึกสอน และความมุ่งมั่นตั้งใจของน้อง ๆ ที่เข้าร่วมอบรม “น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” จึงขอมอบทุนพัฒนาฝีมือ จำนวน 20 ทุน ทุนละ 5,000 บาท รวมทั้งสิ้น 100,000 บาท เพื่อให้น้อง ๆ นำไปต่อยอดในการเรียนรู้ ฝึกซ้อมและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่การเป็นโปรกอล์ฟในอนาคต
นอกจากนี้ยังมีน้อง ๆ ในรุ่นอายุ 13 - 17 ปี ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างดีเยี่ยม ทาง “ช้าง” จึงขอมอบสิทธิ์ในการเข้าร่วมการอบรมพัฒนาทักษะกอล์ฟ “ช้าง ไทยแลนด์ จูเนียร์ กอล์ฟ คลินิก 2026” โดยในปีนี้เราได้เพิ่มโควต้าเข้าร่วมอบรมจากเดิม 2 คน เพิ่มขึ้นเป็น 4 คน ซึ่งได้แก่ “หนูนิตย์” เสาวนิตย์ เจริญสุขรุ่งเรือง, “ไออุ่น” อรนลิน มุงคุณแสน, “เปตอง” ณฐโชค เจริญคมเมธา และ“พุฒิ” คัจฉพงษ์ เกตน์ธีรโรจน์ โดยน้อง ๆ เหล่านี้จะร่วมอบรมทักษะกอล์ฟกับน้อง ๆ ที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ ช้าง ไทยแลนด์ จูเนียร์ กอล์ฟ เซอร์กิต 2026 พร้อมกันในช่วงปลายปีนี้”
ติดตามข่าวสารและกิจกรรมกอล์ฟดี ๆ จากน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง ได้ที่ Facebook : Chang Golf Club
ติดตามข่าวสารและกิจกรรมกอล์ฟดี ๆ จากน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง ได้ที่ Facebook : Chang Golf Club
15
news & activity / สจล. ชูความสำเร็จ “KMITL Open House 2026: From Lab to Life” ตอกย้ำการเรียนรู้
« Last post by happy on April 30, 2026, 08:07:16 PM »สจล. ชูความสำเร็จ “KMITL Open House 2026: From Lab to Life” ตอกย้ำการเรียนรู้สู่โลกจริง

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ชูความสำเร็จงาน “KMITL Open House 2026” ภายใต้แนวคิด From Lab to Life ภายในงาน Dek-D’s TCAS Fair 2026 ระหว่างวันที่ 25 - 26 เมษายน พ.ศ.2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และได้รับความสนใจจากนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองทั่วประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมงานรวมทั้งสิ้น 61,752 คน ตลอดระยะเวลา 2 วันของการจัดงาน “KMITL Open House 2026: From Lab to Life” สจล. ได้รวมคณาจารย์ นักศึกษา จากทุกคณะ วิทยาลัย และวิทยาเขต รวมถึงพันธมิตร ร่วมให้ข้อมูลหลักสูตร แนะแนวการศึกษาต่อ และถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนรู้จริง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย

ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง โดยไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรม KMITL Mini Workshop ที่เปิดโอกาสให้น้อง ๆ ได้ทดลองเรียนผ่านเวิร์กช็อปจากหลากหลายคณะ อาทิ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมอาหาร และคณะศิลปศาสตร์ เปรียบเสมือนการยกห้องเรียนและห้องปฏิบัติการมาไว้ในงาน เพื่อให้น้อง ๆ ได้ค้นหาความสนใจและเข้าใจเส้นทางการเรียนของตนเองได้อย่างชัดเจน

โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วม KMITL Mini Workshop จำนวน 505 คน และมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปกว่า 3,000 คน ชี้ให้เห็นถึงความสนใจในการเรียนรู้เชิงลึกและการเตรียมความพร้อมสู่อนาคตของเยาวชนไทย

รองศาสตราจารย์ ดร. คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ความสำเร็จของงาน ‘KMITL Open House 2026: From Lab to Life’ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ สจล. ในการเปิดพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจริง เราต้องการให้น้อง ๆ ได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง ผ่านประสบการณ์ตรงจากคณาจารย์และรุ่นพี่ในหลากหลายสาขา เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกอนาคตอย่างมั่นใจ และ สจล. จะยังคงพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพให้กับประเทศต่อไป”

ทั้งนี้ สจล. เตรียมจัดงานใหญ่ประจำปี “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” และ “KMITL Expo 2026” ระหว่างวันที่ 1 - 6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ นักลงทุน และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมเรียนรู้ ทดลองเทคโนโลยีใหม่ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านนวัตกรรมพร้อมขยายความร่วมมือสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ควบคู่กับการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากคณาจารย์และนักศึกษาในหลากหลายสาขา


พร้อมกันนี้ยังได้ผนวกกิจกรรม Open House ซึ่งเป็นกิจกรรมแนะแนวการศึกษาสำคัญของสถาบัน เปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจ ได้ทำความรู้จักคณะและหลักสูตรต่าง ๆ ของ สจล. อย่างใกล้ชิด และเปิดให้เยี่ยมชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างใกล้ชิด


ผู้สนใจเข้าร่วมงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” รวมถึงกิจกรรม Workshop ภายในงาน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่:https://expo.kmitl.ac.th/th ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ สจล. ได้ทาง https://www.facebook.com/kmitlofficial และเว็บไซต์ www.kmitl.ac.th สอบถามเพิ่มเติมที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 329 8000
16
นวัตกรรมยานยนต์ - รถยนต์ - มอเตอร์ไซต์ - อุปกรณ์เสริม / "MOTOR EXPO" ร่วมเสวนาในงาน “TMX 2026”
« Last post by happy on April 30, 2026, 07:17:25 PM »"MOTOR EXPO" ร่วมเสวนาในงาน “TMX 2026”

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ กรรมการบริหาร บริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์ – Thailand International Motor Expo” ร่วมเสวนาในงาน Thailand MICE X-Change 2026 ภายใต้หัวข้อ Understanding Consumer Show Trends & Challenges in Thailand โดยแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับธุรกิจงานแสดงยานยนต์ ระหว่างงานในประเทศไทย ซึ่งจัดแบบ Business to Customer ต่างจากงานต่างประเทศ ซึ่งจัดแบบ Business to Business

งาน “มหกรรมยานยนต์” เป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบการทั้ง รถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง ส่งผลให้ตอบสนองความต้องการผู้ชมงานได้ครบถ้วน หลากหลาย และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม การจัดงานแสดงยานยนต์ของไทยนั้น มีการปรับรูปแบบบางส่วนให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสของยานยนต์ไทย และยานยนต์โลก ซึ่งต้องจับตามองความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยการเสวนานี้จัดที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569
17
news & activity / ไทวัสดุ ร่วมกับ โตโยโบ เตรียมรับมือภัยแล้ง ลุยส่งปั๊มน้ำ-ถังเก็บน้ำมาตรฐาน
« Last post by happy on April 30, 2026, 04:55:10 PM »ไทวัสดุ ร่วมกับ โตโยโบ เตรียมรับมือภัยแล้ง ลุยส่งปั๊มน้ำ-ถังเก็บน้ำมาตรฐาน แก่ 16 โรงเรียน ใน 13 จังหวัด
ภาคอีสาน ภายใต้โครงการ “ช่วยน้องสู้ภัยแล้งภาคอีสาน” หวังยกระดับคุณภาพชีวิต – สุขอนามัยเยาวชน พร้อมเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

ภาคอีสาน ภายใต้โครงการ “ช่วยน้องสู้ภัยแล้งภาคอีสาน” หวังยกระดับคุณภาพชีวิต – สุขอนามัยเยาวชน พร้อมเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

อุบลราชธานี 30 เมษายน 2569 – ไทวัสดุ ผู้นำธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้าน ภายใต้บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าพันธกิจเพื่อสังคม จับมือพันธมิตร บริษัท โตโยโบ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายปั๊มน้ำอัตโนมัติฮิตาชิ (Hitachi) อย่างเป็นทางการ ลงพื้นที่ส่งมอบปั๊มน้ำและถังเก็บน้ำมาตรฐาน ภายใต้โครงการ “ช่วยน้องสู้ภัยแล้งภาคอีสาน” เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและประสบปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยกระดับการเข้าถึงน้ำใช้ที่เพียงพอ โดยได้ดำเนินการบริจาคปั๊มน้ำ และถังเก็บน้ำมาตรฐาน ให้แก่ 16 โรงเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัด มูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท ทั้งนี้ ในพิธีมีคณะผู้บริหารเข้าร่วมงาน ได้แก่ นายเดชา จงสถาพงษ์พันธ์ กรรมการ บริษัท โตโยโบ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย นางสาวอุทัยวรรณ พรหมเดเวช ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมมอบการสนับสนุนโดยมี นางอัจฉรียา ชุมนุม รองศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและโรงเรียนในพื้นที่เป็นผู้รับมอบ
นายเดชา จงสถาพงษ์พันธ์ กรรมการ บริษัท โตโยโบ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ‘ช่วยน้องสู้ภัยแล้งภาคอีสาน’ เป็นการดำเนินงานร่วมกันของโตโยโบและไทวัสดุ ที่มุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตภัยแล้งเพื่อให้เยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกลได้มีน้ำใช้ที่เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยโตโยโบได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนของอุปกรณ์จัดการน้ำอย่างปั๊มน้ำ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดึงน้ำจากแหล่งน้ำบาดาลขึ้นมากักเก็บเพื่อใช้งานได้ทันท่วงทีในช่วงที่แหล่งน้ำธรรมชาติลดน้อยลง จึงได้จัดสรรปั๊มน้ำอัตโนมัติฮิตาชิ เพื่อมอบให้แก่ 16 โรงเรียน ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคภายในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน”
นางสาวอุทัยวรรณ พรหมเดเวช ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า “ไทวัสดุให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในเดือนเมษายนที่เป็นช่วงวิกฤตสูงสุดของปี ทั้งนี้ ไทวัสดุได้ผนึกกำลังกับพนักงานจากทั้ง 13 สาขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทีมงานที่เข้าใจบริบทของชุมชนและปัญหาในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยพนักงานสาขาได้ร่วมกันลงพื้นที่สำรวจความต้องการจริงของโรงเรียน ประสานงานกับชุมชน และคัดเลือกโรงเรียนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้การสนับสนุนสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างไทวัสดุ พนักงานสาขา ชุมชน และพันธมิตรอย่างโตโยโบ ภายใต้โครงการ “ช่วยน้องสู้ภัยแล้งภาคอีสาน” สะท้อนพลังของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจและท้องถิ่นในการบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตภัยแล้ง พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ของไทวัสดุในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคม”
ด้าน นางอัจฉรียา ชุมนุม รองศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า “ในนามตัวแทนของสถานศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ ขอขอบคุณไทวัสดุและโตโยโบ ที่มุ่งมั่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตภัยแล้ง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ถือเป็นพันธกิจสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการขาดแคลนน้ำย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตของเยาวชน การสนับสนุนในครั้งนี้จึงนับเป็นการเติมเต็มปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น ช่วยให้เยาวชนไทยสามารถเข้าถึงน้ำที่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”
นางสาวอุทัยวรรณ พรหมเดเวช ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า “ไทวัสดุให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในเดือนเมษายนที่เป็นช่วงวิกฤตสูงสุดของปี ทั้งนี้ ไทวัสดุได้ผนึกกำลังกับพนักงานจากทั้ง 13 สาขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทีมงานที่เข้าใจบริบทของชุมชนและปัญหาในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยพนักงานสาขาได้ร่วมกันลงพื้นที่สำรวจความต้องการจริงของโรงเรียน ประสานงานกับชุมชน และคัดเลือกโรงเรียนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้การสนับสนุนสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างไทวัสดุ พนักงานสาขา ชุมชน และพันธมิตรอย่างโตโยโบ ภายใต้โครงการ “ช่วยน้องสู้ภัยแล้งภาคอีสาน” สะท้อนพลังของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจและท้องถิ่นในการบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตภัยแล้ง พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ของไทวัสดุในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคม”
ด้าน นางอัจฉรียา ชุมนุม รองศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า “ในนามตัวแทนของสถานศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ ขอขอบคุณไทวัสดุและโตโยโบ ที่มุ่งมั่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตภัยแล้ง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ถือเป็นพันธกิจสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการขาดแคลนน้ำย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตของเยาวชน การสนับสนุนในครั้งนี้จึงนับเป็นการเติมเต็มปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น ช่วยให้เยาวชนไทยสามารถเข้าถึงน้ำที่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”
โครงการ ‘ช่วยน้องสู้ภัยแล้งภาคอีสาน’ โดยไทวัสดุ ร่วมกับ โตโยโบ ได้ดำเนินการมอบปั๊มน้ำและถังเก็บน้ำมาตรฐาน ให้กับโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไทวัสดุภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมกระจายออกสู่ 16 โรงเรียน ใน 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ มหาสารคาม สกลนคร ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ยโสธร หนองบัวลำภู และจังหวัดเลย โดยมีตัวแทนจาก 4 โรงเรียน ในจังหวัดอุบลราชธานี เข้ารับมอบอย่างเป็นทางการ ได้แก่ โรงเรียนบ้านเค็ง โรงเรียนวัดท่ากกแห่วิทยาราม โรงเรียนบ้านโพนแพง โรงเรียนบ้านหนองขอนดอนยูง โครงการนี้จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐในการร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างยั่งยืนแก่เยาวชนไทย
ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม และโครงการดีๆ จากไทวัสดุ ได้ที่ www.thaiwatsadu.com, Line : @Thaiwatsadu , Facebook: Thai Watsadu หรือ โทร 1308
ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม และโครงการดีๆ จากไทวัสดุ ได้ที่ www.thaiwatsadu.com, Line : @Thaiwatsadu , Facebook: Thai Watsadu หรือ โทร 1308
เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform) ในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,723 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส เมพ และเหงียน คิม (3) กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด
หมายเหตุ:
บริษัทฯ ได้ขายกิจการห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ในประเทศอิตาลี ตามมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568) โดย ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันที่ธุรกรรมการขายกิจการเสร็จสมบูรณ์
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform) ในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,723 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส เมพ และเหงียน คิม (3) กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด
หมายเหตุ:
บริษัทฯ ได้ขายกิจการห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ในประเทศอิตาลี ตามมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568) โดย ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันที่ธุรกรรมการขายกิจการเสร็จสมบูรณ์
18
news & activity / เชิญบริษัทอาหารไทยร่วมสมัครรางวัล Good Farm Animal Welfare Awards 2569
« Last post by happy on April 29, 2026, 06:02:45 PM »เชิญบริษัทอาหารไทยร่วมสมัครรางวัล Good Farm Animal Welfare Awards 2569

• Compassion in World Farming (CIWF) ทำงานร่วมกับบริษัทอาหารทั่วโลก เพื่อส่งเสริมการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม ผ่านโครงการ Food Business programme
• มีการมอบรางวัล Good Farm Animal Welfare Awards ไปแล้วกว่า 1,000 รางวัลทั่วโลก โดยมีบริษัทไทย 4 แห่งที่เคยได้รับรางวัลในปี 2557, 2565, 2566 และ 2567
• ขณะนี้เปิดรับสมัครรางวัลประจำปี 2569 แล้ว โดยมีกำหนดปิดรับสมัครวันที่ 3 กรกฎาคม 2569
กรุงเทพฯ - บริษัทอาหารในประเทศไทยได้รับเชิญให้สมัครเข้าร่วมรางวัล Good Farm Animal Welfare Awards (GFAWA) ประจำปี 2569 หลังจาก Compassion in World Farming (CIWF) เปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการในปีนี้ รางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกย่องบริษัทที่มุ่งมั่นยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม ผ่านนโยบายที่ชัดเจน ความก้าวหน้าที่สามารถวัดผลได้ และการรายงานข้อมูลอย่างโปร่งใส โดยเปิดรับสมัครในสาขา รางวัลความมุ่งมั่นด้านไข่ไก่ดีเด่น (Good Egg), รางวัลความมุ่งมั่นด้านไก่ดีเด่น (Good Chicken) และ รางวัลยกย่องด้านการเลี้ยงแม่สุกร (Sow Stall Free) จนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 พิธีมอบรางวัล GFAWA จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
ไทยเดินหน้ายกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม
กระแสการผลิตที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยบริษัทต่าง ๆ เริ่มปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะด้านไข่ไก่ปลอดกรง (cage-free) และการยกระดับสวัสดิภาพไก่เนื้อ

ความก้าวหน้าของประเทศไทยด้านสวัสดิภาพสัตว์ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดย Hilltribe Organics ซึ่งเป็นบริษัทไทยรายแรกที่ได้รับรางวัล รางวัลความมุ่งมั่นด้านไข่ไก่ดีเด่น (Good Egg Award) ในปี 2557 ได้รับการยอมรับจากความมุ่งมั่นในการผลิตไข่ไก่แบบปลอดกรง
ในปี 2566 คลองไผ่ฟาร์ม (Klong Phai Farm) กลายเป็นบริษัทไทยรายแรกที่ได้รับรางวัล รางวัลความมุ่งมั่นด้านไก่ดีเด่น (Good Chicken Award) สะท้อนบทบาทผู้นำด้านการปรับใช้แนวปฏิบัติที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ในระดับที่สูงขึ้น
ในปี 2567 ผู้ได้รับรางวัลจากประเทศไทย ได้แก่ แทนคุณออร์แกนิคฟาร์ม (Tan-Khun Organic Farm) ซึ่งคว้ารางวัล รางวัลความมุ่งมั่นด้านไข่ไก่ดีเด่น (Good Egg Award), คลองไผ่ฟาร์ม (Klong Phai Farm) ที่ได้รับทั้งรางวัล รางวัลความมุ่งมั่นด้านไข่ไก่ดีเด่น (Good Egg Award) และ รางวัลความมุ่งมั่นด้านไก่งวงดีเด่น (Good Turkey Award) รวมถึง เคพีเอสฟาร์ม (KPS Farm) ผู้ได้รับรางวัล รางวัลยกย่องด้านการเลี้ยงแม่สุกร (Sow Stall Free Award) เป็นรายแรกของประเทศ โดยรางวัล รางวัลยกย่องด้านการเลี้ยงแม่สุกร (Sow Stall Free Award) มอบให้แก่ผู้ผลิตที่เปลี่ยนจากการเลี้ยงแม่สุกรในคอกเดี่ยวมาเป็นระบบคอกรวม ซึ่งยังถือเป็นแนวปฏิบัติที่พบได้ไม่มากนักในภูมิภาคเอเชีย

“ที่ KPS เราให้ความสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ สุกร มนุษย์ และโลก ทุกชีวิตคือครอบครัวของเราในสถานที่ที่เราเรียกว่าบ้าน เรามุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานฟาร์มอย่างต่อเนื่อง เพื่อสวัสดิภาพ ความสุข และความปลอดภัยของทุกชีวิตในฟาร์ม และเราเชื่อว่าทุกองค์ประกอบต้องเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”
- อรินรดา จันทร์เกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคพีเอส ฟาร์ม จำกัด
ลเปิดรับสมัครบริษัทไทยแล้ววันนี้
“รางวัล Good Farm Animal Welfare Awards มอบให้แก่บริษัทที่มีการดำเนินการอย่างชัดเจนและวัดผลได้ เพื่อยกระดับสวัสดิภาพสัตว์และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน ทีมงานของเราพร้อมสนับสนุนบริษัทต่าง ๆ ตลอดกระบวนการสมัคร โดยให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ เพื่อช่วยพัฒนานโยบายสวัสดิภาพสัตว์ให้มีความแข็งแกร่ง และสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน เราขอเชิญชวนบริษัทไทยสมัครเข้าร่วม และหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เห็นบริษัทไทยได้รับการยอมรับในเวทีระดับนานาชาติมากขึ้นในปีนี้ที่กรุงบรัสเซลส์”
- Rubia Soares ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายธุรกิจอาหาร, CIW
CIWF ขอเชิญชวนบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับไก่ไข่ ไก่เนื้อ และสุกร สมัครเข้าร่วมรางวัล รางวัลความมุ่งมั่นด้านไข่ไก่ดีเด่น (Good Egg), รางวัลความมุ่งมั่นด้านไก่ดีเด่น (Good Chicken) และ รางวัลยกย่องด้านการเลี้ยงแม่สุกร (Sow Stall Free) ประจำปี 2569 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายบริษัทที่ร่วมกันยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม
บริษัทที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเกณฑ์การพิจารณารางวัล ดูรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในประเทศไทยก่อนหน้านี้ และเริ่มกระบวนการสมัครได้ที่ foodbusiness.ciwf.org/th
ปิดรับสมัครวันที่ 3 กรกฎาคม 2569
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาเรื่องคุณสมบัติการสมัคร กรุณาติดต่อทีม CIWF Food Business ได้ที่ foodbusiness@ciwf.org หรือติดต่อ ทีมธุรกิจอาหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและลาตินอเมริกา

เกี่ยวกับ Compassion in World Farming
Compassion in World Farming เป็นองค์กรนานาชาติชั้นนำที่ทำงานเพื่อยุติการทำปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรม และสร้างระบบอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสัตว์ มนุษย์ และโลก ผ่านการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมอาหารทั่ว เพื่อสนับสนุนการนำนโยบายและแนวปฏิบัติที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์ในระดับที่สูงขึ้นไปใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
19
news & activity / สธ. จับมือ ไครโอวิวา ลงนาม MOU ปั้น “EEC Medical Hub” ชูนวัตกรรม ATMPs
« Last post by happy on April 29, 2026, 01:08:23 AM »สธ. จับมือ ไครโอวิวา ลงนาม MOU ปั้น “EEC Medical Hub” ชูนวัตกรรม ATMPs ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทย
สู่การแพทย์แห่งอนาคตด้วยนวัตกรรมและการ[
เข้าถึงอย่างเท่าเทียม
สู่การแพทย์แห่งอนาคตด้วยนวัตกรรมและการ[
เข้าถึงอย่างเท่าเทียม

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 กระทรวงสาธารณสุขโดยโรงพยาบาลชลบุรี ลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) โครงการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ชั้นสูง (ATMPs Sadbox) ร่วมกับภาคเอกชน โดย บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนา “เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษด้านการแพทย์และสุขภาพครบวงจร” ในพื้นที่โรงพยาบาลชลบุรี ภายใต้ EEC มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์ขั้นสูง

นายแพทย์ สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ชั้นสูง (ATMPs Sadbox) ระหว่างโรงพยาบาลชลบุรี โดย นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชลบุรี ร่วมกับภาคเอกชนโดย นางจิรัญญา ประชาเสรี ประธานกรรมการบริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเดินหน้าพัฒนา “เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษด้านการแพทย์และสุขภาพครบวงจร” ในพื้นที่โรงพยาบาลชลบุรี ภายใต้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMPs) ในระดับภูมิภาค โดยมี ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) , รศ.นพ.ถนอม บรรณประเสริฐ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ข้ันสูง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมเป็น สักขีพยาน และ พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร กระทรวงสาธารณสุข

นายแพทย์สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมการลงทุน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ATMPs รวมถึงการวิจัยทางคลินิก และการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการฝึกอบรมและความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพรองรับอุตสาหกรรม การแพทย์ขั้นสูงในอนาคต ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศด้านการแพทย์และสุขภาพที่ครบวงจร รองรับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดขั้นสูง (ATMPs)

และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งนี้ ภาครัฐมุ่งยกระดับระบบบริการสุขภาพของประเทศ โดยบูรณาการแนวทาง “การแพทย์แบบมุ่งเป้า” (Precision Preventive Medicine) ร่วมกับการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์ ATMPs ที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสม และเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพของคนไทยอย่างยั่งยืน

นายแพทย์นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลชลบุรี กล่าวว่า โรงพยาบาลชลบุรีจะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักด้านวิชาการและการแพทย์ สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน กำหนดมาตรฐาน และกำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากล ครอบคลุมถึงการบริหารจัดการโครงการ การติดตาม และ ประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถต่อยอดสู่โครงการย่อย ในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางจิรัญญา ประชาเสรี ประธานกรรมการบริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ไครโอวิวาได้รับความไว้วางใจให้เป็นพันธมิตรภาคเอกชนในโครงการสำคัญนี้ โดยเราพร้อมนำศักยภาพและความเชี่ยวชาญในฐานะผู้นำนวัตกรรมสเต็มเซลล์ระดับสากลมาสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ซึ่งไครโอวิวาถือเป็นบริษัทแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจาก AABB ครบทั้ง 3 สาขา ได้แก่การจัดเก็บสเต็มเซลล์ การเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ และการรับรองว่าเป็นแหล่งผลิตเซลล์ตั้งต้นที่มีคุณภาพซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพและความปลอดภัยในระดับสูงสุดที่ทั่วโลกยอมรับอีกทั้งยังมีความพร้อมด้านงบประมาณการลงทุน เทคโนโลยีที่ทันสมัย และกระบวนการผลิตตามหลักเกณฑ์ GMP ไครโอวิวาจึงมีความมั่นใจอย่างยิ่งที่จะร่วมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรม ATMPs เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพระดับนานาชาติ รองรับเทคโนโลยีการรักษาแห่งอนาคตที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่กับความมั่นคงทางสุขภาพของคนไทยอย่างยั่งยืน
20
กิน - เที่ยว เปรี้ยวซ่า / ภูเก็ตเดินหน้าขับเคลื่อน “ทุนวัฒนธรรม” รวมพลังศิลปินภูเก็ต สะท้อนอัตลักษณ์ศิลป์
« Last post by happy on April 28, 2026, 10:57:13 PM »ภูเก็ตเดินหน้าขับเคลื่อน “ทุนวัฒนธรรม” รวมพลังศิลปินภูเก็ต สะท้อนอัตลักษณ์ศิลป์ร่วมสมัย
เปิดแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปิน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
เปิดแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปิน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

จังหวัด ภูเก็ต โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นกลไกพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ จัดกิจกรรมเปิดตัว แหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และเปิดบ้านศิลปินหลักของจังหวัดภูเก็ต ภายใต้โครงการ “ยลงานศิลป์ วิถีถิ่นภูเก็ต สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ภายใต้แนวคิด “อยู่เย็น เป็นศิลป์” สะท้อน วิถีชีวิต วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของภูเก็ต ผ่านมุมมองของศิลปะของคนภูเก็ต และการรวมตัวของศิลปินหลากหลายแขนง นำเสนอผลงานศิลปะอันเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และแรงบันดาลใจ ผ่านการสร้างสรรค์ที่สะท้อนทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเด็นร่วมสมัย เพื่อยกระดับศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายกองเอกอดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นางสาวสุภาวดี ไพพักตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม รักษาราชการแทนวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต นายสมศักดิ์ โสภานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต นางอัญชลี วานิช เทพบุตร นายกสมาคมศิลป์ภูเก็จ นายศุภโชค ละอองเพชร นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต พร้อมด้วยเหล่าศิลปินจากบ้านศิลปินในภูเก็ต เข้าร่วมงานแถลงข่าวครั้งนี้ โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 – 20.00 น. ณ บริเวณสะพานหิน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

นางสาวสุภาวดี ไพพักตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม รักษาราชการแทนวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของ กระทรวงวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริม อนุรักษ์ และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ศิลปะ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของประเทศ ให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในระดับชุมชนและระดับจังหวัด

จังหวัดภูเก็ตถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม โดยมีศิลปินท้องถิ่น ชุมชน และเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่มีบทบาทสำคัญในการสืบสาน ถ่ายทอด และต่อยอดอัตลักษณ์ของพื้นที่ ทั้งในมิติของวิถีชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยวได้

การขับเคลื่อน โครงการ “ยลงานศิลป์ วิถีถิ่นภูเก็ต สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์และต่อยอดคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของจังหวัด ภูเก็ต ในฐานะพื้นที่สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่พร้อมผลักดันทุนวัฒนธรรมไทยสู่การสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในระดับประเทศ

นางสาวสุภาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า “ภูเก็ตไม่ได้มีเพียงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทะเลเท่านั้น แต่ยังมีทุนทางวัฒนธรรม ศิลปะ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทรงคุณค่า ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ได้ โครงการ ‘ยลงานศิลป์ วิถีถิ่นภูเก็ต สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์’ จึงเป็นความพยายามในการเปิดพื้นที่ให้ศิลปิน ชุมชน และเครือข่ายวัฒนธรรม ได้มีบทบาทในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ของภูเก็ตสู่สาธารณะ”

การจัดแสดงครั้งนี้รวบรวมศิลปินจากหลากหลายกลุ่ม อาทิ ศิลปินจาก Aree Phuket Art Gallery, Phuket Art Village, YorYing A Small Art Space Baan Thai Art Gallery ร้านเสพศิลป์รินชา รวมถึงศิลปินจากศูนย์เรียนรู้ศิลปะเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านกู้กู และกลุ่มศิลปินอิสระ ซึ่งล้วนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนวงการศิลปะของภูเก็ต โดยผลงานที่นำมาจัดแสดงครอบคลุมศิลปะหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรมสีน้ำมัน สีอะคริลิก และสีน้ำ งานศิลปะนามธรรมและร่วมสมัย งานจิตรกรรมไทยและงานเขียนร่วมสมัย งานประติมากรรม รวมถึงงานศิลปะเชิงสิ่งแวดล้อมจากขยะทะเลที่สะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีงานหัตถศิลป์พื้นถิ่นอย่างบาติคลายไทย และการแสดงศิลปะสด (Performance Art) ที่เปิดมิติใหม่ของการเสพงานศิลป์ การรวมตัวของศิลปินในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยของจังหวัดภูเก็ต ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมทั้งสะท้อนศักยภาพของศิลปินท้องถิ่นสู่สายตาสาธารณชนในวงกว้าง

ภายในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเปิดบ้านศิลปินและแหล่งเรียนรู้ของจังหวัดภูเก็ต การจัดแสดงผลงานศิลปะและภูมิปัญญาท้องถิ่น กิจกรรมสร้างสรรค์และเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้ร่วมเรียนรู้กับศิลปินอย่างใกล้ชิด รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวของวิถีชีวิต ศิลปะ และวัฒนธรรมของชุมชนในจังหวัดภูเก็ต ผ่านกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างแท้จริง

งานดังกล่าวจึงไม่เพียงเป็นการจัดแสดงผลงานศิลปะ หากยังเป็นการเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองภูเก็ตให้เป็นเมืองแห่งศิลปะและวัฒนธรรมอย่างแท้จริง จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจร่วมสัมผัสเสน่ห์ของศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านการเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปินของจังหวัดภูเก็ต ร่วมเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง ระหว่างวันที่ 15 - 16 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณสะพานหิน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

Recent Posts

















