51
ข่าวบันเทิง / “เจสสิกา แชสเทน” เฉือนคมเกมการเมือง เปิดโปงเบื้องหลังอำนาจใน มิสสโลน เธอโลกทึ่ง
« Last post by happy on September 08, 2026, 01:37:34 AM »“เจสสิกา แชสเทน” เฉือนคมเกมการเมือง เปิดโปงเบื้องหลังอำนาจใน “มิสสโลน เธอโลกทึ่ง”
ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24

ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24

ถึงเวลาวัดไหวพริบในสมรภูมิที่ทุกคนพร้อมหักเหลี่ยม “เจสสิกา แชสเทน” ระเบิดพลังการแสดงในบทหญิงแกร่งผู้ไม่เคยยอมแพ้ พาผู้ชมเจาะลึกเกมการเมืองสุดร้อนแรงใน “มิสสโลน เธอโลกทึ่ง” ภาพยนตร์ระทึกขวัญฝีมือผู้กำกับ “จอห์น แมดเดน”
เบื้องหลังศูนย์กลางอำนาจแห่งกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. “อลิซาเบธ สโลน” (เจสสิกา แชสเทน) คือนักล็อบบี้ยิสต์แถวหน้าผู้ขึ้นชื่อเรื่องไหวพริบ ความเด็ดขาด และความกระหายในชัยชนะ เมื่อเธอได้รับข้อเสนอจากตัวแทนธุรกิจอาวุธปืนให้วางแผนต่อต้านร่างกฎหมายเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบประวัติผู้ซื้ออาวุธ สโลนกลับปฏิเสธงานและตัดสินใจออกจากบริษัทของ “จอร์จ ดูปอนต์” (แซม วอเตอร์สตัน) เพื่อร่วมงานกับบริษัทคู่แข่งที่บริหารโดย “โรดอลโฟ ชมิดต์” (มาร์ก สตรอง) พร้อมนำทีมผลักดันกฎหมายดังกล่าวให้ผ่านความเห็นชอบ การเดินเกมครั้งนี้ทำให้เธอต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ผู้ทรงอิทธิพล และเลือกใช้ทุกกลยุทธ์เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ ทว่าแผนการอันแยบยลกลับส่งผลกระทบต่อ “เอสเม มานูคาเรียน” (กูกู เอ็มบาธา-รอว์) เพื่อนร่วมทีมผู้มีอดีตอันเจ็บปวด จนสนามการเมืองแปรเปลี่ยนเป็นสงครามที่พร้อมทำลายทั้งหน้าที่การงาน ชีวิตส่วนตัว และคนรอบข้างของเธอ ติดตามบทสรุปของเกมอำนาจที่ไม่มีพื้นที่ให้ผู้แพ้ใน “มิสสโลน เธอโลกทึ่ง” (Miss Sloane) วันเสาร์ที่ 5 กันยายนนี้ เวลา 12:30 น. ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และรับชมออนไลน์ได้ที่ https://true4u.com/live/
เบื้องหลังศูนย์กลางอำนาจแห่งกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. “อลิซาเบธ สโลน” (เจสสิกา แชสเทน) คือนักล็อบบี้ยิสต์แถวหน้าผู้ขึ้นชื่อเรื่องไหวพริบ ความเด็ดขาด และความกระหายในชัยชนะ เมื่อเธอได้รับข้อเสนอจากตัวแทนธุรกิจอาวุธปืนให้วางแผนต่อต้านร่างกฎหมายเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบประวัติผู้ซื้ออาวุธ สโลนกลับปฏิเสธงานและตัดสินใจออกจากบริษัทของ “จอร์จ ดูปอนต์” (แซม วอเตอร์สตัน) เพื่อร่วมงานกับบริษัทคู่แข่งที่บริหารโดย “โรดอลโฟ ชมิดต์” (มาร์ก สตรอง) พร้อมนำทีมผลักดันกฎหมายดังกล่าวให้ผ่านความเห็นชอบ การเดินเกมครั้งนี้ทำให้เธอต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ผู้ทรงอิทธิพล และเลือกใช้ทุกกลยุทธ์เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ ทว่าแผนการอันแยบยลกลับส่งผลกระทบต่อ “เอสเม มานูคาเรียน” (กูกู เอ็มบาธา-รอว์) เพื่อนร่วมทีมผู้มีอดีตอันเจ็บปวด จนสนามการเมืองแปรเปลี่ยนเป็นสงครามที่พร้อมทำลายทั้งหน้าที่การงาน ชีวิตส่วนตัว และคนรอบข้างของเธอ ติดตามบทสรุปของเกมอำนาจที่ไม่มีพื้นที่ให้ผู้แพ้ใน “มิสสโลน เธอโลกทึ่ง” (Miss Sloane) วันเสาร์ที่ 5 กันยายนนี้ เวลา 12:30 น. ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และรับชมออนไลน์ได้ที่ https://true4u.com/live/
52
ข่าวบันเทิง / “แพทริเซีย - กัน - อนันดา” ฝืนลิขิตรัก ฝ่าคำสาปมรณะ “สาปอสรพิษ”
« Last post by happy on September 08, 2026, 01:22:26 AM »ตำนานอสรพิษกำลังกลับมาคืนชีพ พร้อมพาผู้ชมดำดิ่งสู่รักต้องห้ามและปริศนาฆาตกรรมที่วิทยาศาสตร์ไม่อาจอธิบาย การพลิกบทบาทครั้งสำคัญของ “แพทริเซีย กู๊ด” ในการประชันฝีมือกับ “กัน อรรถพันธ์” และ “อนันดา เอเวอริงแฮม” ภาพยนตร์ระทึกขวัญ-แฟนตาซีที่จะมาผสานความหลอนและความดราม่าเข้มข้น เมื่อดวงตาคู่หนึ่งอาจปลิดชีวิตผู้คนทั้งหมู่บ้านให้กลายเป็นหิน
ชีวิตอันสงบของหมู่บ้านเล็ก ๆ ต้องสั่นคลอน เมื่อ แอนนา (แพทริเซีย กู๊ด) หญิงสาวผู้สืบสายเลือดราชางูโบราณ ย้ายมาปักหลักพร้อม สุทัด (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) ผู้เป็นพ่อที่พยายามปกปิดชะตากรรมของลูกสาวจากสายตาโลกภายนอก ภายใต้รูปลักษณ์งดงาม หญิงสาวต้องสวมแหวนลงอาคมไว้ตลอดเวลาเพื่อควบคุมร่างอสรพิษ เพราะทันทีที่มันถูกถอดออก เส้นผมของเธอจะกลายเป็นงู และใครก็ตามที่เผลอสบตาจะถูกฤทธิ์คำสาปเปลี่ยนร่างให้กลายเป็นหินทันที ท่ามกลางชีวิตที่ต้องหลบซ่อน เธอได้รู้จักกับ เก้า (กัน อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์) หนุ่มเพื่อนบ้านผู้โดดเดี่ยว ความเข้าใจก่อตัวเป็นสายสัมพันธ์ลึกซึ้ง แม้ชายหนุ่มจะล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของแอนนา เขาก็ยังเลือกยืนเคียงข้างเธอโดยไร้ความกลัว ทว่าความรักครั้งนี้กลับยิ่งทวีความอันตราย เมื่อ เบนจามิน (อนันดา เอเวอริงแฮม) เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เดินหน้าเข้ามาคลี่คลายคดีประหลาด และเส้นทางการสืบสวนกำลังสาวลึกมาถึงความลับที่เธอซ่อนไว้
ร่วมเปิดตำนานรักต้องคำสาป และค้นหาความจริงในภาพยนตร์ “สาปอสรพิษ (Serpent Beauty)”วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569 เวลา 21.00 น. ในช่วง “มูฟวี่ พรีเมียร์ ปักหมุดหนังใหม่” ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และhttps://true4u.com/live/
#สาปอสรพิษ
#แพทริเซีย
#กันอรรถพันธ์
#อนันดา
#ทรูโฟร์ยูช่อง24
#สาปอสรพิษ
#แพทริเซีย
#กันอรรถพันธ์
#อนันดา
#ทรูโฟร์ยูช่อง24
53
news & activity / กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP TRADER 2026” รวมของดีทั่วไทย
« Last post by happy on September 07, 2026, 05:47:45 PM »กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP TRADER 2026” รวมของดีทั่วไทย เชื่อมผู้ผลิตสู่ผู้ซื้อ เปิดโอกาสทางการค้า ต่อยอดสินค้าไทยสู่ตลาดสากล


กรุงเทพฯ 7 กันยายน 2569 - กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เปิดงาน “OTOP TRADER 2026” ภายใต้แนวคิด “สร้างคุณค่า เชื่อมโยงการค้า ขยายตลาดสู่สากล” เปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP รวมถึง OTOP Trader ได้พบปะผู้บริโภค เครือข่ายธุรกิจ และคู่ค้าศักยภาพ พร้อมนำสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP คุณภาพจากทั่วประเทศมาจัดแสดงและจำหน่าย ระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
พิธีเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพ OTOP Trader กิจกรรมที่ 2 การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP จัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2569 โดยมีนายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธี และนางสาวริตยา รอดนิ่ม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงาน ก่อนร่วมทำพิธีเปิด ถ่ายภาพ และเยี่ยมชมการจัดงาน
พิธีเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพ OTOP Trader กิจกรรมที่ 2 การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP จัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2569 โดยมีนายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธี และนางสาวริตยา รอดนิ่ม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงาน ก่อนร่วมทำพิธีเปิด ถ่ายภาพ และเยี่ยมชมการจัดงาน
นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP ควบคู่กับการสร้างบทบาทของ OTOP Trader ให้สามารถเชื่อมโยงสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนกับความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่าย สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และเปิดโอกาสให้สินค้าไทยพัฒนาสู่ตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศอย่างยั่งยืน
“กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งส่งเสริมให้สินค้า OTOP มีคุณภาพ มีเรื่องราว และมีศักยภาพทางการตลาด การเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และ OTOP Trader เข้ากับผู้ซื้อและเครือข่ายธุรกิจ จะช่วยให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสร้างรายได้แก่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นอีกพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ” นายไพโรจน์ กล่าว
“กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งส่งเสริมให้สินค้า OTOP มีคุณภาพ มีเรื่องราว และมีศักยภาพทางการตลาด การเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และ OTOP Trader เข้ากับผู้ซื้อและเครือข่ายธุรกิจ จะช่วยให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสร้างรายได้แก่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นอีกพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ” นายไพโรจน์ กล่าว
ภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้เลือกชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP คุณภาพจากทั่วประเทศ พร้อมพบกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจตลอด 5 วัน ได้แก่ การเชื่อมโยงและเจรจาธุรกิจ การถ่ายทอดสดจำหน่ายสินค้า OTOP กิจกรรมเวิร์กช็อปงานคราฟต์สร้างสรรค์ ดนตรีและมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ตลอดจนกิจกรรมแจก Gift Voucher และของรางวัล พร้อมสิทธิ์ช้อปสุดคุ้มกับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40”
การจัดงาน “OTOP TRADER 2026” จึงไม่เพียงเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่ยังเป็นเวทีสร้างโอกาสทางการค้าและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ช่วยให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้แนวโน้มตลาด พัฒนาสินค้าและการนำเสนอให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ ตลอดจนสร้างความร่วมมือที่จะนำไปสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ในระยะยาว
กรมการพัฒนาชุมชนขอเชิญประชาชน ผู้ประกอบการ คู่ค้า และผู้สนใจ ร่วมค้นพบคุณค่าของสินค้าไทย สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตอย่างเข้มแข็ง ในงาน “OTOP TRADER 2026” ระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 07.30-18.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร[/size]
การจัดงาน “OTOP TRADER 2026” จึงไม่เพียงเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่ยังเป็นเวทีสร้างโอกาสทางการค้าและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ช่วยให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้แนวโน้มตลาด พัฒนาสินค้าและการนำเสนอให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ ตลอดจนสร้างความร่วมมือที่จะนำไปสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ในระยะยาว
กรมการพัฒนาชุมชนขอเชิญประชาชน ผู้ประกอบการ คู่ค้า และผู้สนใจ ร่วมค้นพบคุณค่าของสินค้าไทย สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตอย่างเข้มแข็ง ในงาน “OTOP TRADER 2026” ระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 07.30-18.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร[/size]
54
news & activity / แพลทินัม กรุ๊ป ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต
« Last post by happy on September 06, 2026, 04:22:47 PM »บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ขอเชิญทุกท่านร่วมทำความดี บริจาคโลหิต ในโครงการ “เดอะ แพลทินัม Give Blood Now ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” ให้กับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเลือดและผู้ที่ต้องการโลหิตในการรักษา โดยสามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ในวันที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 11.00 – 15.00 น. ณ บริเวณใต้อาคารทางเข้าชั้น G ประตู 5 ศูนย์การค้าแพลทินัม ป๊อป สำหรับ ผู้บริจาคโลหิตภายในปี 2569 ครบ 3 ครั้ง จะได้รับเสื้อ T-Shirt ที่ออกแบบโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงให้เป็นที่ระลึก จากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ติดตามรายละเอียดที่น่าสนใจเพิ่มเติม ได้ใน Facebook : Platinum POP
55
news & activity / บ้านหรือสวนสัตว์เปิดกันแน่! "หมอเจี๊ยบ ลลนา"
« Last post by happy on September 03, 2026, 03:52:41 PM »บ้านหรือสวนสัตว์เปิดกันแน่! "หมอเจี๊ยบ ลลนา" ขนทัพลูกรักต่างสายพันธุ์มาโชว์ตัวเพียบ! ทั้งน้องหมา น้องแมว แก๊งเป็ด แพะ และน้องเต่า ครบจบในบ้านเดียว!เอ็กซ์คลูซีฟสุดอลหม่าน


รายการ PET PLANET รักนี้มีหาง อาทิตย์ที่ 6 ก.ย.นี้ เวลา 16.00 น.ทางช่อง 3 HD
จากนางสาวไทยสู่คุณหมอมาดเท่ "เจี๊ยบ" พญ.ลลนา ก้องธรนินทร์ หน้าที่หลักคือแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ต้องรับมือกับนาทีชีวิต รอบข้างจะวุ่นวายแค่ไหน แต่ใจต้องนิ่ง ครั้งนี้ มาเปิดสวนสัตว์บ้านหมอเจี๊ยบ สรุปมีสัตว์เลี้ยงอะไรบ้างนั้นต้องติดตาม ทั้ง แมว สุนัข ปลา เต่า แพะ และเป็ด หมอเจี๊ยบฝากบอกว่า “ ใครอยากจะหาสัตว์เลี้ยงคู่ใจ จะเป็น หมา แมว นก หรือสัตว์อื่นๆ ทุกชีวิตต้องการความรักความใจใส่ เขามีชีวิตจิตใจเหมือนเรา ก่อนเลี้ยงจะต้องศึกษาดีๆถ้าเราไม่พร้อม อย่าเอาเขามาทรมานเลย จะถือว่าเป็นการทำบาป ตัดสินใจให้ดีก่อนเลี้ยง”
ในสัปดาห์นี้ รายการ“PET Planet รักนี้มีหาง” รายการวาไรตี้อารมณ์ดีอบอุ่นและสร้างความเข้าใจในการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างถูกต้อง โดยสัปดาห์นี้ทั้ง 3 พิธีกรอย่าง เอ ไชยา, เอ๋ ดาเรศ และ น้องแป้ง ศรัณฉัตร มาเปิดบ้าน สุดอลังการ ของหมอเจี๊ยบ ลลนา ที่อัดแน่นด้วยความอบอุ่น พร้อมน้องหมาสุดแสบ 2 ตัว เป็นพันธุ์คอร์กี้ หมอเจี๊ยบเล่าว่า “ตัวแรกชื่อน้องแฟร้ง ได้มาเพราะน้องเดียร์แฟนหมอเจี๊ยบซื้อให้ตอนเรียนจบหมอฉุกเฉิน ต่อมา แฟนเค้ากลัวเจ้าแฟร้งเหงา ก็เลยซื้อเจ้า “กะเพรา” มาให้อีกตัวหนึ่งไว้เป็นเพื่อนกัน ส่วนน้องแมวชื่อ 5G ที่ไหนมี5Gที่นั้นจะไม่มีหนู” ติดตามที่มาของน้องเป็ดแสนน่ารัก พร้อมมาดูฟาร์มในฝัน ปลูกผัก-ผลไม้ เลี้ยงหมู เลี้ยงแพะ เลี้ยงเต่า บอกเลยจัดเต็มสุดๆ
ติดตามชม โมเมนความน่ารัก สนุกสนานและอบอุ่นหัวใจของคุณหมอเจี๊ยบ-ลลนา สาวเก่ง มาดเท่ ดีกรีนางงาม เรื่องราวความรักสัตว์เป็นอย่างไร ที่จะทำให้ผู้ชมหลงรักไปพร้อมกันได้ทางช่อง3HDได้ในรายการ “PET Planet รักนี้มีหาง” วันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย.2569 เวลา 16.00น. ทางช่อง 3HD กด 33และติดตามชมได้ทาง youtube : Pet Planet รักนี้มีหาง , IG: petplanetonline.th , Facebook: Pet Planet รักนี้มีหาง , TikTok: รักนี้มีหาง แอป : ch3plus.com
ห้ามพลาด!!! แฟนๆ รายการสามารถร่วมสนุก โดยส่ง “คลิปลูกรัก” ลุ้นขึ้นจอช่วง “แจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง” กันได้ เพียงกด Follow Subscribe ช่องทาง Social Media ของรายการในทุกช่องทาง แล้วโพสต์คลิปน้อง ๆ ลงโซเชียลตัวเอง ติดแฮชแท็ก #แจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง พร้อมตั้งค่าเป็นสาธารณะ เพียงแค่นี้ก็สามารถลุ้นแจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง ในรายการ “PET Planet รักนี้มีหาง” พร้อมรับของที่ระลึกกันได้ทุกสัปดาห์
56
news & activity / ช่างโฮมโปร รับโล่ "เครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9
« Last post by fh400 on September 03, 2026, 10:52:30 AM »ช่างโฮมโปร (CHANG HomePro) ตอกย้ำภารกิจ "สร้างมาตรฐานช่างไทย สู่เส้นทางมีออาชีพ"
รับโล่ "เครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9
"เชื่อมทักษะ-มาตรฐาน-งานจริง" สู่โอกาสสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
รับโล่ "เครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9
"เชื่อมทักษะ-มาตรฐาน-งานจริง" สู่โอกาสสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

นายธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริการช่างโฮมโปร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ "โฮมโปร" เข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ "เครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน" จาก นายชาติวุฒิ ทองกัน รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมเป็นเครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน จำนวน 28 แห่ง ตอกย้ำความมุ่งมั่นของโฮมโปรในการยกระดับมาตรฐานและศักยภาพช่างไทยอย่างต่อเนื่อง นับเป็นการได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณต่อเนื่องเป็นปีที่ 9
สำหรับโฮมโปร การพัฒนาช่างไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มพูนทักษะหรือการผ่านอบรม แต่คือการทำให้ "ทักษะ" สามารถต่อยอดเป็น "มาตรฐาน" และนำไปสู่ "งานจริง" เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทักษะที่มีคุณค่าคือทักษะที่สามารถสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
แนวคิดดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างโฮมโปรและกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่เดินหน้าสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพช่างไทยอย่างเป็นระบบ ทั้งการพัฒนาทักษะ การฝึกอบรม การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ตลอดจนการสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ
การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อยกย่องหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนภารกิจด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยงบประมาณปี พ.ศ. 2568–2569 เครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงานทั้ง 28 แห่ง ได้ร่วมสนับสนุนการพัฒนาฝีมือแรงงานคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 43.9 ล้านบาท และดำเนินการฝึกอบรมและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานให้แก่แรงงานรวมทั้งสิ้น 14,361 คน
โฮมโปร ได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงานมาตั้งแต่ปี 2552 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 ปัจจุบันมีส่วนร่วมพัฒนาช่างฝีมือไปแล้วกว่า 13,798 คน ครอบคลุมตั้งแต่การสนับสนุนการฝึกอบรมและการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน การสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ไปจนถึงส่งมอบชุดเครื่องมือช่างอเนกประสงค์ ให้แก่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
นายธีรพล กล่าวว่า "สำหรับโฮมโปร เรามองการพัฒนาช่างไปไกลกว่าการทำให้ช่างมีทักษะ แต่ต้องทำให้ทักษะนั้นมีคุณค่าในตลาดแรงงานด้วย เพราะเมื่อช่างมีความสามารถ มีมาตรฐาน และได้รับการยอมรับ สิ่งที่ตามมาควรเป็นโอกาสในการทำงานและการสร้างรายได้ที่ดีขึ้น
งานช่างเป็นงานที่ต้องเข้าไปอยู่ในบ้านของลูกค้า ดังนั้น 'มาตรฐานฝีมือ' จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือรากฐานของความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อช่าง การมีมาตรฐานที่ชัดเจนและได้รับการรับรองอย่างเป็นระบบ จึงช่วยยกระดับทั้งคุณภาพงานและความเชื่อมั่นของลูกค้า
เราเชื่อว่าการพัฒนาทักษะจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อทักษะนั้นมีที่ยืนในตลาดแรงงาน เพราะทักษะที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของใครได้
ด้วยเหตุนี้ โฮมโปรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะเข้ากับโอกาสทำงานจริง เพื่อให้ช่างต่อยอดสู่การมีงาน มีรายได้ และมีอาชีพที่เติบโตในระยะยาว"
โฮมโปรมุ่งมั่นเชื่อม "คนที่มีทักษะ" เข้ากับ "ความต้องการของตลาด" ผ่าน ช่างโฮมโปร (CHANG HomePro) ที่มีงานรองรับอยู่จริง ทำให้การพัฒนาสามารถต่อยอดจาก "ทักษะ → มาตรฐาน → งานจริง → รายได้ → อาชีพ"
"โฮมโปรตั้งใจสานต่อความร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อาชีพช่างเป็นอนาคตที่คนรุ่นใหม่เลือก และเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้และเติบโตได้ในระยะยาว" นายธีรพล กล่าวปิดท้าย
57
news & activity / PDPC ปักหมุดภูเก็ต เปิด PDPA Center ใกล้ชิดประชาชนภาคใต้
« Last post by fh400 on September 03, 2026, 10:36:28 AM »PDPC ปักหมุดภูเก็ต เปิด PDPA Center รับฟัง–ให้คำปรึกษา–รับเรื่องร้องเรียน ใกล้ชิดประชาชนภาคใต้

ภูเก็ต – สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เดินหน้าขยายการให้บริการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสู่ภูมิภาค เปิด ศูนย์บริการประชาชน PDPA Center จังหวัดภูเก็ต เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนในจังหวัดภูเก็ตและพื้นที่ภาคใต้สามารถเข้าถึงบริการให้คำปรึกษา การใช้สิทธิ และการยื่นเรื่องร้องเรียนตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และใกล้ชิดเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น สะท้อนแนวทางการทำงานของ สคส. ที่มุ่ง "ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง" และทำให้กฎหมาย PDPA สามารถเข้าถึงและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
กิจกรรมขยายศูนย์บริการประชาชน PDPA Center จังหวัดภูเก็ต โดยได้รับเกียรติจาก นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย พล.ต.ต. กฤษศักดิ์ สงมูลนาค กรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และนายปรนนท์ ฐิตะวรรโณ กรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต รองผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 8 หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรม

นอกจากนี้ พ.ต.อ. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ เข้าร่วมดำเนินกิจกรรม เพื่อผลักดันภารกิจสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ และยกระดับการให้บริการแก่ประชาชนในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะการให้คำปรึกษาและการยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์บริการประชาชน PDPA Center
พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า การขยาย PDPA Center สู่ "จังหวัดภูเก็ต" มีเป้าหมายสำคัญในการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้จริงและง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามข้อกฎหมาย การขอคำแนะนำก่อนใช้สิทธิ หรือการยื่นเรื่องร้องเรียนเมื่อเห็นว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนถูกเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยโดยไม่เหมาะสม
"เราเข้าใจว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยยังไม่สะดวกยื่นเรื่องผ่านระบบออนไลน์ ขณะที่บางกรณีมีเอกสาร หลักฐาน หรือรายละเอียดเฉพาะที่ประชาชนต้องการอธิบายกับเจ้าหน้าที่โดยตรง PDPA Center จึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถเข้ามาพูดคุย ขอคำปรึกษา และรับคำแนะนำตั้งแต่ขั้นตอนการใช้สิทธิ ไปจนถึงการจัดเตรียมข้อมูลและหลักฐานประกอบการร้องเรียนได้อย่างเป็นขั้นตอน เราต้องการทำให้ประชาชนรู้สึกว่า PDPA ไม่ใช่กฎหมายที่ซับซ้อนหรือไกลตัว แต่เป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้เพื่อปกป้องข้อมูลของตนเองได้" พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าว

สำหรับประเด็นที่ประชาชนเข้ามาขอคำปรึกษาหรือมีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น มีความหลากหลายตั้งแต่การได้รับโทรศัพท์ ข้อความ หรือสื่อโฆษณาโดยไม่พึงประสงค์ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็นหรือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ การเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลส่วนบุคคลผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตลอดจนข้อกังวลเรื่องมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า ผู้รับบริการ และประชาชน
โดยเฉพาะ พื้นที่ภาคใต้และจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและบริการระดับนานาชาติ มีผู้ประกอบการหลากหลายทั้งโรงแรม ที่พัก ร้านค้า สถานบริการด้านสุขภาพ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และบริการดิจิทัล ซึ่งแต่ละวันมีการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลของผู้เข้าพัก นักท่องเที่ยว ลูกค้า ผู้ใช้บริการ และพนักงานจำนวนมาก การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและต่างประเทศ
พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การขยาย PDPA Center ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางยกระดับบริการประชาชนของ สคส. เพื่อให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าสู่ส่วนกลางเมื่อต้องการขอคำปรึกษาหรือความช่วยเหลือ โดยศูนย์ในแต่ละพื้นที่จะเป็นทั้งช่องทางในการรับเรื่อง ให้คำแนะนำ และเชื่อมโยงการทำงานระหว่าง สคส. กับเครือข่ายหน่วยงานในจังหวัด เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนได้ใกล้ชิดกับบริบทของแต่ละพื้นที่มากขึ้น

ภายในกิจกรรมยังจัดให้มีการบรรยายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ กฎหมาย PDPA และสิทธิในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงกรณีศึกษาและแนวทางป้องกันความเสี่ยงจากการกระทำที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเชื่อมโยงกับประเด็น การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และกิจกรรม Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้จากสถานการณ์จริง วิเคราะห์กรณีศึกษา และทำความเข้าใจแนวทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างถูกต้อง
การจัดกิจกรรมดังกล่าวยังมีเป้าหมายในการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง สคส. กับส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในระดับพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มแข็ง และผลักดันให้ทุกภาคส่วนสามารถนำหลักการของ PDPA ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
"การเปิด PDPA Center จังหวัดภูเก็ตไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มช่องทางรับเรื่องร้องเรียน แต่เราต้องการให้ศูนย์แห่งนี้เป็น 'จุดรับฟังประชาชน' และเป็นกลไกเชิงรุกในการป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดความเสียหาย เชื่อมโยงการทำงานระหว่าง สคส. หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่หยุดอยู่เพียงตัวบทกฎหมาย แต่เกิดผลจริงในชีวิตประจำวันของประชาชน" พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย
58
news & activity / จิตแพทย์ชวนพ่อแม่ "ฟังให้มากกว่าสอน" สร้างบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจ
« Last post by fh400 on September 03, 2026, 10:21:18 AM »โลกเปลี่ยนเร็ว...อย่าให้ "ความคาดหวัง" ทำให้ลูกห่างจากเรา
จิตแพทย์ชวนพ่อแม่ "ฟังให้มากกว่าสอน" สร้างบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่ลูกกล้ากลับมาหา
จิตแพทย์ชวนพ่อแม่ "ฟังให้มากกว่าสอน" สร้างบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่ลูกกล้ากลับมาหา

ในวันที่เด็กและวัยรุ่นเติบโตท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วกว่าเดิม ทั้งการแข่งขัน แรงกดดันจากโรงเรียน ความคาดหวังของครอบครัว และโลกออนไลน์ที่ไม่เคยปิดหน้าจอ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า "เราจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ" แต่คือ "เรากำลังเลี้ยงลูกให้มีความสุขในแบบของเขา หรือกำลังพยายามสร้างลูกให้เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น" เพราะบางครั้งความรักและความหวังดี เมื่อมาพร้อมความคาดหวังและการควบคุม อาจกลายเป็นแรงกดดันที่สร้างระยะห่างในครอบครัวโดยที่พ่อแม่ไม่ทันรู้ตัว
โรงพยาบาลพระรามเก้าให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องของร่างกาย แต่รวมถึงการสร้างสมดุลกายและใจ ไปจนถึงสุขภาวะของครอบครัว ซึ่งสะท้อนผ่านกิจกรรม Doctor Talk สื่อสารแนวคิด "Wellness for Life: ดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ" นำความรู้จากผู้เชี่ยวชาญมาพูดคุยผ่านเรื่องใกล้ตัว เพื่อให้ประชาชนเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนในครอบครัว และนำไปปรับใช้กับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันได้จริง
ภายในงาน Mindful Fest ซึ่งจัดโดย มูลนิธิไทยคม ณ The Present Haus ราชวิถี 24 โรงพยาบาลพระรามเก้าได้ร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพใจผ่านทีมผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักศิลปะบำบัดและนักจิตบำบัด จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และจิตแพทย์ โดยหยิบยกประเด็นใกล้ตัว ตั้งแต่การดูแลใจของตนเอง การรับมือกับความเหนื่อยล้าและความเครียด ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว เพื่อให้การดูแลสุขภาพใจเป็นเรื่องที่เข้าใจและนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ "พักกายแล้ว ใจได้พักหรือยัง" โดย คุณวรัญญา ถวัลย์กิจดำรงค์ ผู้ชำนาญการ นักศิลปะบำบัด Registered Canadian Art Therapist และนักจิตบำบัด EMDR, Satir โรงพยาบาลพระรามเก้า และ "เหนื่อยนัก...ต้องพักฮีลใจ" โดย พญ.ปรานี ปวีณชนา แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า

หนึ่งในเวทีสำคัญคือ "Healthy & Happy Family in the AI Era – สร้างครอบครัวสุขภาพดีและมีความสุขในโลกที่เปลี่ยนเร็ว" โดย นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ และจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับ พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ชวนพ่อแม่กลับมาทบทวนความคาดหวัง เปิดพื้นที่รับฟัง และสร้างบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจ เพื่อสร้างครอบครัวให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตไปด้วยกันในโลกยุค AI
พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัญหาพฤติกรรม อารมณ์ และสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายองค์ประกอบ ทั้งพื้นอารมณ์และตัวตนของเด็ก รูปแบบการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมในโรงเรียน กลุ่มเพื่อน และโซเชียลมีเดีย ซึ่งล้วนมีอิทธิพลต่อความคิด อารมณ์ และการมองคุณค่าของตัวเอง
เด็กยุคนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เฉพาะในบ้านหรือโรงเรียน แต่มีอีกโลกหนึ่งอยู่ในโทรศัพท์ โลกออนไลน์ ทำให้เขาเข้าถึงทั้งข้อมูล การเปรียบเทียบ และแรงกดดันได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันเด็กแต่ละคนก็มี พื้นอารมณ์ ความถนัด และความสามารถไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องระวังคือการใช้มาตรฐานเดียวไปวัดเด็กทุกคน เพราะเมื่อสิ่งที่ครอบครัวหรือสังคมคาดหวังสวนทางกับตัวตนที่แท้จริงของเด็ก ความเครียด ก็เกิดขึ้นได้

พญ.วิมลรัตน์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่พ่อแม่ควรสังเกตคือ "ความเปลี่ยนแปลงที่ผิดไปจากเดิม" ทั้งด้านพฤติกรรม อารมณ์ และร่างกาย เช่น เก็บตัว พูดน้อยลง หงุดหงิดหรือก้าวร้าวมากขึ้น ดูเศร้าหมอง อารมณ์แปรปรวน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือไม่อยากไปโรงเรียน เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าเด็กกำลังเผชิญกับความเครียด ความกลัว หรือปัญหาบางอย่างที่ยังไม่สามารถพูดออกมาได้
"ก่อนจะถามว่า 'ทำไมลูกถึงเปลี่ยนไป' ลองเปลี่ยนเป็น 'ช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นกับลูกหรือเปล่า' อย่าเพิ่งตัดสินว่าเด็กดื้อ ไม่รับผิดชอบ หรือมีปัญหา ก่อนที่เราจะรู้ว่าเขากำลังเผชิญกับอะไร"
สำหรับโลกดิจิทัล การดูแลลูกไม่ควรหยุดอยู่เพียงการกำหนดเวลาใช้โทรศัพท์หรือคอยตรวจสอบว่าเด็กดูอะไร แต่พ่อแม่ควรมี ทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) เพื่อเข้าใจโลกที่ลูกใช้ชีวิต รู้เท่าทันสิ่งที่อาจส่งผลต่อความคิดและอารมณ์ และสามารถพูดคุยกับลูกได้โดยมีความสัมพันธ์ที่ดีเป็นพื้นฐาน
ท่ามกลางโลกยุค AI ที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนวิธีเรียน วิธีทำงาน และวิธีใช้ชีวิตอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญสำหรับครอบครัวไม่ใช่การพยายามวิ่งให้ทันทุกความเปลี่ยนแปลง แต่คือ การรักษาความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างกัน เพราะท้ายที่สุด ความสำเร็จของการเลี้ยงลูกอาจไม่ได้วัดเพียงว่าเขาไปได้ไกลแค่ไหน แต่อยู่ที่ไม่ว่าวันหนึ่งเขาจะสำเร็จ ผิดหวัง หรือพลาดพลั้ง เขายังรู้ว่า "บ้าน" คือพื้นที่ที่กลับมาได้เสมอ

ด้าน นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ และจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โจทย์สำคัญของการเป็นพ่อแม่คือการแยกให้ออกระหว่าง "ความรัก" "ความหวังดี" และ "ความคาดหวัง" เพราะความตั้งใจอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี หากมาพร้อมความกลัวว่าลูกจะผิดพลาดหรือล้มเหลว อาจทำให้ความหวังดีกลายเป็นการกำหนดชีวิตลูกโดยไม่รู้ตัว
พ่อแม่ทุกคนรักลูกและอยากให้ลูกไปได้ไกล แต่เด็กก็เป็นคนอีกคนหนึ่ง เขาอาจไม่ได้ชอบสิ่งที่เราชอบ ไม่ได้ถนัดสิ่งที่เราถนัด และไม่จำเป็นต้องเดินในเส้นทางเดียวกับเรา การยอมรับความแตกต่างไม่ได้หมายถึงการตามใจ แต่คือการมีขอบเขตในเรื่องที่จำเป็น ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ลูกได้คิด ตัดสินใจ เรียนรู้จากความผิดพลาด และค้นพบตัวเอง สิ่งสำคัญไม่แพ้ผลการเรียนหรือความสำเร็จคือ "ความไว้วางใจ" ในครอบครัว เพราะหากทุกครั้งที่ลูกเล่าปัญหาแล้วถูกตำหนิ สอบสวน หรือรีบสั่งสอน เด็กอาจค่อย ๆ เรียนรู้ว่าการเงียบปลอดภัยกว่าการพูด
หัวใจของการสร้าง "พื้นที่ปลอดภัยทางใจ" (Safe Zone) จึงไม่ใช่การตามใจลูกทุกเรื่อง แต่คือการทำให้เด็กรู้ว่า "ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้ความรักหายไป" โดยมีหลักสำคัญคือ "ฟังให้จบ ก่อนสอน" เพราะในวันที่ลูกเปิดใจ สิ่งที่เขาต้องการอาจไม่ใช่คำตอบหรือคำแนะนำทันที แต่อาจเป็นเพียงคนที่พร้อมรับฟังโดยไม่รีบตัดสิน
"พ่อแม่มักถามว่า 'ทำไมลูกไม่คุยกับเรา' แต่บางครั้งอาจต้องย้อนกลับมาถามว่า 'ตอนที่ลูกคุย เราฟังเขาอย่างไร' พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาให้ลูกได้ทุกเรื่อง แต่ควรเป็นคนที่เขามั่นใจว่า ต่อให้วันนี้ผิดหวัง ล้มเหลว หรือทำผิด เขายังกลับมาหาเราได้"

นพ.วิทยา กล่าวปิดท้ายว่า อีกจุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่ตัวพ่อแม่ ทั้งการรู้เท่าทันอารมณ์ ความเครียด ความเหนื่อยล้า และความคาดหวังของตัวเอง เพราะเมื่อผู้ใหญ่แบกรับภาระมากเกินไป ความสามารถในการอดทนและทำความเข้าใจลูกย่อมลดลง การสร้างครอบครัวที่มีความสุขจึงอาจไม่ใช่การพยายาม "เพิ่ม" ทุกอย่างให้ลูก แต่อาจเป็นการ "ลด" การเปรียบเทียบ การแข่งขันที่ไม่จำเป็น และมาตรฐานความสำเร็จที่ไม่เหมาะกับเด็กทุกคน เพื่อให้ทั้งพ่อแม่และลูกมีพื้นที่เติบโตในแบบของตัวเอง
โลกภายนอกอาจมีคนมากพอแล้วที่บอกลูกว่าเขาต้องเก่งกว่านี้ ต้องดีกว่านี้ หรือต้องพยายามมากกว่านี้ บ้านจึงไม่ควรเป็นอีกพื้นที่ที่เขาต้องพิสูจน์ว่าตัวเองดีพอ หน้าที่ของพ่อแม่อาจไม่ใช่การทำให้ลูกไม่เคยล้ม แต่คือทำให้เขารู้ว่า ถ้าวันหนึ่งล้มลง เขายังมีคนพร้อมฟังโดยไม่ซ้ำเติม และมีความรักที่ไม่ได้ลดลงเพียงเพราะวันนี้เขาไม่เป็นอย่างที่เราหวัง
"คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า วันนี้ลูกเรียนเป็นอย่างไร แต่คือ ถ้าวันหนึ่งเขามีปัญหาหนักที่สุดในชีวิต เขายังกล้าเดินกลับมาหาเราหรือเปล่า ถ้าเรื่องที่เจ็บที่สุด กลัวที่สุด หรือผิดพลาดที่สุด กลายเป็นเรื่องที่ลูกไม่กล้าพูดกับพ่อแม่ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเราต้องกลับมาดูความสัมพันธ์ในบ้าน"
สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาปัญหาสุขภาพใจ สามารถทำนัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์ได้ที่ ศูนย์สุขภาพจิต (Mind Center) หรือที่ LINE: @praram9hospital หรือ โทร.1270
59
news & activity / รพ.พระรามเก้า เปิดบ้าน "ไตใหม่ ชีวิตใหม่" ชูความเป็นเลิศด้านการดูแลรักษาโรคไต
« Last post by fh400 on September 01, 2026, 10:20:43 AM »โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดบ้าน "ไตใหม่ ชีวิตใหม่"
ชูความเป็นเลิศด้านการดูแลรักษาโรคไตแบบครบวงจร
เสริมความมั่นใจตัวแทนประกันชีวิตในการดูแลลูกค้า
ชูความเป็นเลิศด้านการดูแลรักษาโรคไตแบบครบวงจร
เสริมความมั่นใจตัวแทนประกันชีวิตในการดูแลลูกค้า

โรงพยาบาลพระรามเก้า จัดกิจกรรม Open House "ไตใหม่ ชีวิตใหม่" เชิญกลุ่มตัวแทนประกันชีวิตเข้าร่วมรับฟังความรู้และเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นเลิศด้านการดูแลรักษาโรคไตแบบครบวงจร ทั้งการตรวจวินิจฉัย การป้องกัน การรักษา และการบำบัดทดแทนไต ตั้งแต่การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ ไปจนถึงการปลูกถ่ายไต เพื่อเสริมความรู้ความเข้าใจให้ตัวแทนสามารถแนะนำบริการสุขภาพแก่ลูกค้าได้อย่างเหมาะสมและมั่นใจยิ่งขึ้น ณ ห้องประชุม Praram 9 Grand Hall ชั้น 5 อาคาร A โรงพยาบาลพระรามเก้า
ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมคือการบรรยายพิเศษ (Doctor Talk) ในหัวข้อ "ไตใหม่ ชีวิตใหม่: Advances in Kidney Care & Transplantation" โดย นพ.น๊อต เตชะวัฒนวรรณา อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตและการปลูกถ่ายไต โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งจะถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่อาการและสัญญาณเตือนของโรคไต แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยในแต่ละระยะ ไปจนถึงความก้าวหน้าล่าสุดในการรักษาและการผ่าตัดปลูกถ่ายไต พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและซักถามข้อสงสัยโดยตรง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและทันสมัยเกี่ยวกับแนวทางการรักษาโรคไต ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ นพ.น๊อต ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันโรคไตตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไต ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคหัวใจ และผู้ที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง รวมถึงการใช้ยาหรือสมุนไพรบางชนิดที่อาจส่งผลเสียต่อไต พร้อมแนะนำแนวทางดูแลสุขภาพไตในชีวิตประจำวัน อาทิ การตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ การควบคุมน้ำหนักและระดับน้ำตาลในเลือด การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม และการหลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดที่อาจส่งผลเสียต่อไตโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้เพื่อชะลอความเสื่อมของไตและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไตเรื้อรังในระยะยาว
นพ.น๊อต กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะรายที่ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องหรือมีความซับซ้อน จำเป็นต้องอาศัยทั้งทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและระบบการดูแลที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร การจัด Open House ในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้ตัวแทนประกันชีวิตเข้าใจแนวทางการรักษาและศักยภาพของโรงพยาบาลมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการเข้ารับบริการแก่ลูกค้าได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ

นอกจากการบรรยายให้ความรู้แล้ว ภายในงานยังนำเสนอแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคไตแบบ ครบวงจร ผ่านการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับความซับซ้อนของแต่ละราย พร้อมทั้งกิจกรรม Hospital Tour พาผู้เข้าร่วมงานเยี่ยมชมพื้นที่ให้บริการสำคัญของโรงพยาบาล ได้แก่ หอผู้ป่วยในพรีเมี่ยม (Ward 15B), ศูนย์ตรวจสุขภาพ (Checkup Center) และศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ (Fix&Fit Clinic) เพื่อให้เห็นภาพมาตรฐานการบริการและความพร้อมในการดูแลผู้รับบริการอย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาแพทย์โรคไต สามารถสอบถามข้อมูลหรือทำนัดหมายได้ที่ สถาบันโรคไตและเปลี่ยนไต โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือที่ LINE: @praram9hospital หรือ โทร. 1270




60
news & activity / สคส. เคลียร์ชัด! ติดกล้อง CCTV ไม่ได้หมายความว่าผิด PDPA ทุกกรณี
« Last post by fh400 on September 01, 2026, 09:38:44 AM »สคส. เคลียร์ชัด! ติดกล้อง CCTV ไม่ได้หมายความว่าผิด PDPA ทุกกรณี
ย้ำใช้เพื่อดูแลชีวิต–ทรัพย์สิน ใช้เป็นหลักฐานอุบัติเหตุหรือคดีได้
แต่ต้องไม่ใช้ภาพละเมิดสิทธิผู้อื่นเกินสมควร
ย้ำใช้เพื่อดูแลชีวิต–ทรัพย์สิน ใช้เป็นหลักฐานอุบัติเหตุหรือคดีได้
แต่ต้องไม่ใช้ภาพละเมิดสิทธิผู้อื่นเกินสมควร

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลในโลกออนไลน์ เมื่อมีการแชร์ข้อความบน Facebook จำนวนมาก ระบุว่า ประชาชนที่ติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ภายในบ้าน แล้วหันกล้องออกไปยังถนนหรือทางสาธารณะ อาจมีความผิดตามกฎหมาย PDPA และถูกปรับเป็นเงินหลักล้านบาท จนเกิดคำถามตามมาว่า แล้วกล้องที่ติดไว้เพื่อเฝ้าระวังภัย ป้องกันทรัพย์สิน หรือเก็บไว้เป็นหลักฐานเมื่อเกิดอุบัติเหตุและคดีความ ยังสามารถใช้ได้หรือไม่ ทั้งที่ในหลายเหตุการณ์ ภาพจากกล้องของประชาชนมีส่วนสำคัญต่อการติดตามผู้กระทำผิดและช่วยระงับเหตุได้จริง
พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. ชี้แจงว่า การกล่าวอ้างว่าเพียงติดกล้องภายในบ้านแล้วหันออกไปเห็นถนนหรือพื้นที่สาธารณะ จะถือว่าผิด PDPA และถูกปรับหลักล้านบาทนั้น ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย หากเป็นการติดตั้งภายในเคหสถานหรือที่พักส่วนตัว เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองหรือบุคคลในครอบครัว ซึ่งเข้าข่ายการใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือกิจกรรมในครอบครัวตามมาตรา 4 (1) และไม่อยู่ภายใต้การบังคับใช้ของ PDPA
"สคส. ขอให้ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก การติดตั้งกล้องวงจรปิดในบ้านหรือที่พักส่วนตัวเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ได้หมายความว่าหากกล้องหันออกไปเห็นถนนหรือพื้นที่สาธารณะแล้วจะผิด PDPA หรือถูกปรับเป็นเงินหลักล้านบาททันที เรื่องดังกล่าวต้องพิจารณาจากวัตถุประสงค์และลักษณะของการนำข้อมูลไปใช้ด้วย"
ทั้งนี้ มาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดข้อยกเว้นสำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลธรรมดา เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อกิจกรรมในครอบครัวของบุคคลนั้นเท่านั้น ดังนั้น หากประชาชนติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในบ้านหรือที่พักส่วนตัว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้พักอาศัย หรือเพื่อใช้เป็นหลักฐานหากเกิดอุบัติเหตุหรือคดีความ ย่อมเข้าลักษณะการใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือกิจกรรมในครอบครัว และไม่อยู่ภายใต้การบังคับใช้ของ PDPA ตามมาตรา 4 (1)
อย่างไรก็ตาม สคส. ย้ำว่า "ได้รับยกเว้นจาก PDPA ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำภาพจากกล้องไปใช้อย่างไรก็ได้" ผู้ติดตั้งกล้องควรใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อกล้องสามารถบันทึกภาพบุคคลอื่นบนถนน ทางสาธารณะ หรือพื้นที่ภายนอกบ้าน ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานหรือเผยแพร่ภาพในลักษณะที่เป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่นเกินสมควร รวมถึงต้องระมัดระวังไม่ให้การนำภาพไปใช้เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่น
ตัวอย่างเช่น การนำภาพจาก CCTV ไปเผยแพร่เพื่อโจมตี ทำให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียง หรือเผยแพร่ภาพที่กระทบต่อสิทธิและความเป็นส่วนตัว อาจต้องพิจารณาตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ประมวลกฎหมายอาญา พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความรับผิดฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้วแต่ข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญที่ประชาชนควรทำความเข้าใจคือ กฎหมายแยกกรณี "กล้องที่บ้านเพื่อประโยชน์ส่วนตัว" ออกจาก "กล้องที่ติดตั้งเพื่อการประกอบธุรกิจหรือโดยองค์กร" อย่างชัดเจน โดยกรณีหลังจะไม่ได้รับข้อยกเว้นเช่นเดียวกับการติดกล้องภายในบ้าน
สำหรับการติดตั้งกล้องวงจรปิดโดยหน่วยงานของรัฐ บริษัท สมาคม มูลนิธิ องค์กรเอกชน นิติบุคคลอาคารชุด นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร รวมถึงพื้นที่ประกอบกิจการหรือธุรกิจ เช่น ร้านอาหาร ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม หอพัก โรงงาน สถานพยาบาล หรือสถานประกอบการอื่น ไม่ว่าจะดำเนินการโดยนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา หากเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลในฐานะ "ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล" จะไม่ได้รับข้อยกเว้นตามมาตรา 4 (1) และต้องปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA
โดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น การแจ้งวัตถุประสงค์และรายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล การจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม การดำเนินการเมื่อเกิดเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และการมีฐานทางกฎหมายที่เหมาะสมสำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ซึ่งหากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ก็อาจเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามกฎหมายและมีโทษทางปกครองได้
"หัวใจสำคัญของ PDPA ไม่ใช่การปิดกั้นการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน แต่คือการสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากข้อมูลกับการคุ้มครองสิทธิของบุคคลอื่น กล้องวงจรปิดยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันเหตุและสนับสนุนการรักษาความปลอดภัยของสังคม สิ่งที่ต้องระวังคือการนำภาพหรือข้อมูลที่ได้จากกล้องไปใช้ต่อ โดยเฉพาะการเผยแพร่ต่อสาธารณะ ต้องคำนึงถึงสิทธิ ความจำเป็น และผลกระทบต่อบุคคลอื่นด้วย" พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าว
สคส. จึงขอให้ประชาชนแยกแยะข้อมูลที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะข้อความที่ระบุในลักษณะเหมารวมว่า "ติดกล้อง CCTV หันออกถนน = ผิด PDPA และถูกปรับหลักล้าน" ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะการพิจารณาตามกฎหมายต้องดูทั้งผู้ที่ติดตั้ง วัตถุประสงค์ในการเก็บภาพ และลักษณะการนำข้อมูลไปใช้หรือเปิดเผยเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ สคส. พร้อมเดินหน้าสื่อสารสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้กล้องวงจรปิดและ PDPA ให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีในการดูแลชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมั่นใจ ควบคู่ไปกับการเคารพสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น

Recent Posts






















