ภาพยนตร์ > ข่าวภาพยนตร์

ภาพยนตร์เรื่อง “จัน ดารา” 6 กันยายน 2555

<< < (8/10) > >>

FB:
“จันดารา ปฐมบท” แนะนำดาวรุ่งดวงใหม่น่าจับตา “อเล็กซ์-ทวีศักดิ์ ธนานันท์”



 
 
          นอกเหนือจากนักแสดงรับเชิญชั้นนำมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์, ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา, รัดเกล้า อามระดิษ, ชุดาภา จันทเขตต์, ก้อง-ปิยะ เศวตพิกุล” แล้ว เพื่อความยิ่งใหญ่และเข้มข้นของภาพยนตร์มหากาพย์แห่งโศกนาฏกรรม “จันดารา ปฐมบท” ผู้กำกับชั้นครู “หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ขอแนะนำนักแสดงดาวรุ่งดวงใหม่น่าจับตามอง “อเล็กซ์-ทวีศักดิ์ ธนานันท์” หนุ่ม Cleo ปี 2008 ผู้อ่านข่าวภาคภาษาอังกฤษ FM107 มารับบท “จอม เวียงชัย” ชายคนรักของ “แม่วาด” (บงกช คงมาลัย) อีกหนึ่งตัวละครสำคัญซึ่งสร้างปมปริศนาแห่งรักสามเส้าระหว่างแม่วาด และ “ดารา” (สาวิกา ไชยเดช)

          หม่อมน้อยเผยว่า  “อเล็กซ์เป็นลูกศิษย์เมื่อครั้งที่ผมสอนที่มหาวิทยาลัยมหิดล (อินเตอร์) เขาเคยแสดงละครเรื่อง Of Mice and Men ร่วมกับชาคริต แย้มนาม และเจสัน ยัง ในคอร์ส TV Drama Production เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และได้ฉายแววนักแสดงนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดังนั้นเมื่อผมหานักแสดงที่จะมารับบทสำคัญเป็น ‘จอม เวียงชัย’ ที่มีลักษณะเป็นลูกครึ่ง และมีความเป็นสุภาพบุรุษแบบชายชาตรีในสมัยรัชกาลที่ 6 อเล็กซ์จึงเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุด พอได้มาแสดงร่วมกับนักแสดงรุ่นพี่ๆ ก็สามารถที่จะแสดงได้อย่างเข้าขากันและดูลงตัวมากๆ ถือเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองได้เลยทั้งรูปร่างหน้าตาและฝีไม้ลายมือทางการแสดงอันเป็นธรรมชาติมากอีกด้วย”

          รอพบกับดาวรุ่งดวงใหม่ “อเล็กซ์-ทวีศักดิ์ ธนานันท์” ใน “จันดารา ปฐมบท” 6 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

FB:
“หม่อมน้อย” การันตี “มาริโอ้ เมาเร่อ” สุดยอดฝีมือแห่งปี ใน จันดารา ปฐมบท


 
          “หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์มหากาพย์แห่งโศกนาฏกรรมอันยิ่งใหญ่เรื่อง “จันดารา” (ปฐมบท-ปัจฉิมบท) และครูผู้สอนการแสดงแก่ “มาริโอ้ เมาเร่อ” ยืนยันถึงพัฒนาการในฝีมือการแสดงของพระเอกหนุ่มเข้าขั้นระดับนักแสดงอินเตอร์ เพราะสามารถเข้าถึงบทบาทการแสดงได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบทพระเอกคอเมดี้น่ารักในละครกำลังฮิต “รักเกิดในตลาดสด” และบทชีวิตดราม่าแบบสุดๆ ที่กำลังถูกจับตามองในภาพยนตร์ฟอร์มดี “จันดารา”

          หม่อมน้อยกล่าวว่า

          “ปีนี้คงเป็นปีทองแห่งความสำเร็จในชีวิตการแสดงของมาริโอ้อย่างแน่นอน เพราะหลังจากที่มาริโอ้ได้รับการฝึกฝนศิลปะการแสดงจากผมนานถึง 4 ปีเต็มด้วยความมานะ ขยัน และอดทน ทำให้ฝีมือการแสดงของเขาพัฒนาเข้าขั้นระดับอินเตอร์จะเห็นได้จากมาริโอ้มีผลงานภาพยนตร์ต่างประเทศจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่ และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะผลงานละครโทรทัศน์เรื่อง ‘รักเกิดในตลาดสด’ กับบท ‘ต๋อง’ ซึ่งกำลังเป็นที่ประทับใจของผู้ชมทั้งประเทศจนเป็นที่น่ายินดี ผมเชื่อเหลือเกินว่าบท ‘จันดารา’ ในฝีมือการแสดงของมาริโอ้ในครั้งนี้จะเป็นบทบาทที่จะอยู่ในความทรงจำของผู้ชมอย่างไม่เสื่อมคลาย เพราะเป็นบทที่มาริโอ้ได้แสดงความสามารถในการแสดงได้หลากหลายมิติ มีทั้งความใสบริสุทธิ์ ความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ความเคียดแค้นชิงชัง หรือแม้แต่ตัณหาราคะอันเกิดจากปมที่ซ่อนลึกอยู่ภายในจิตใจ ซึ่งมาริโอ้สามารถแสดงออกมาได้อย่างลึกซึ้งกินใจในจอภาพยนตร์ จนอาจพูดได้ว่า เขาตีบทได้อย่างแตกฉานสมกับการก้าวขึ้นมาสู่การเป็นยอดฝีมือนักแสดงเจ้าบทบาทแห่งวงการบันเทิง”

          “จันดารา ปฐมบท” พร้อมให้พิสูจน์ฝีมือการแสดงแบบสุดพลังของ “มาริโอ้ เมาเร่อ” 6 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

FB:
“หม่อมน้อย” โชว์แฟชั่นย้อนยุค หรูหรา สุดอลังการ ใน “จันดารา”









                         นอกเหนือจากเนื้อหาและทีมนักแสดงที่กำลังได้รับการกล่าวถึงอยู่ในขณะนี้แล้ว ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “จันดารา” (ปฐมบท-ปัจฉิมบท) ก็ยังมีงานสร้างสุดละเมียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมที่เห็นกันอย่างชัดเจน ซึ่งงานนี้ “มนตรี วัดละเอียด” เมคอัพอาร์ทติสชั้นครู (สุริโยไท, โหมโรง, ชั่วฟ้าดินสลาย, อุโมงค์ผาเมือง ฯลฯ) และ “อธิษฐ์ ฐิรกิตติวัฒน์” แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดัง (คู่กรรม, ซีอุย, ต้มยำกุ้ง, Me, Myself ขอให้รักจงเจริญ) มาร่วมกันสร้างสรรค์แฟชั่นเสื้อผ้าหน้าผมย้อนยุคนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 จนถึงปัจจุบันได้อย่างอลังการงานสร้างสมกับความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์มหากาพย์แห่งโศกนาฏกรรมทั้งสองภาคเรื่องนี้

          หม่อมน้อยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
          “เนื่องจากเรื่อง ‘จันดารา’ นี้มีการดำเนินเรื่องอย่างยาวนานถึง 4 รัชกาล ดังนั้นงานออกแบบเครื่องแต่งกายและแต่งหน้าทำผมจึงมีความสำคัญในการบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยตามท้องเรื่อง ซึ่งต้องอาศัยการค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างพิถีพิถันเพื่อความสมจริง ซึ่งเราโชคดีที่ได้ผู้ชำนาญการพิเศษชั้นครูอย่าง อ.ขวด-มนตรี วัดละเอียด และคุณโจ้ อธิษฐ์ มาเป็นผู้แต่งหน้า-ออกแบบทรงผมและการแต่งกายในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้เป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะงดงามและสวยจริงตามยุคสมัยด้วย”

          มนตรี วัดละเอียด เผยว่า
          “ภาพรวมของเรื่องนี้ เราทำหนังเสมือนจริง ก็พยายามอ้างอิงให้มันใกล้เคียงกับความจริง แต่ก็ไม่ใช่สารคดีซะเลยทีเดียว เรื่องนี้มีตัวละครค่อนข้างจะเยอะ งานค่อนข้างจะมาก ช่วงเวลาของนักแสดงในเรื่องมันจะมีตั้งแต่เด็กจนแก่ พอมีเรื่องวัยช่วงอายุเข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็จะมีเรื่องแฟชั่นตามยุคสมัยที่จะต้องปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย ก็พยายามอ้างอิงให้ใกล้เคียงกับยุค แต่ว่ายังมีความเป็นตัวละครอยู่ เวลาทำงานก็ต้องคุยกับผู้กำกับก่อนว่าผู้กำกับมองภาพเป็นยังไงแล้วต้องการอะไร หม่อมน้อยจะบรีฟเยอะมาก เหตุเกิดขึ้นเมื่อไรถึงปีไหนแล้วมันก็มีภาพเทียบว่าย้อนอะไรไปถึงอะไร ก็ให้เน้นเรื่องของเวลา เรื่องของวัย ตรงแฟชั่นก็จะตีความกันหลายๆ แบบ หลายๆ คน ก็จะมีตัวคุณบุญเลื่องที่บ่งบอกความเป็นแฟชั่นมากที่สุด มันก็เป็นการทำงานที่ร่วมกันหลายๆ ฝ่าย ตรงฝ่ายหน้าผมนี้ก็จะทำงานร่วมกับฝ่ายเสื้อผ้าไปตลอดเรื่อง ในส่วนของเมคอัพก็มีการแต่งหน้าหลายแบบทั้งสวยงามตามปกติ แล้วก็จะมีการแต่งแก่มากในส่วนของจันดารา และเคน กระทิงทองที่จะเป็นส่วนค่อนข้างยาก และอุปสรรคก็คือเรื่องของอากาศร้อนเกินกว่าจะทำงานกัน มันก็จะมีผลต่อกาว เครื่องสำอาง และอื่นๆ อีกมากที่จะต้องดูแลกันมากขึ้น ก็พยายามปรับหาวิธีมาใช้ให้ได้ผลดีที่สุดครับ”

          อธิษฐ์ ฐิรกิตติวัฒน์ พูดถึงเครื่องแต่งกายในเรื่องนี้ว่า
          “เรื่องนี้รีเสิร์ชเยอะมาก ปกติผมก็เป็นคนอ่านหนังสือพวกประวัติศาสตร์อยู่แล้ว สนใจในเรื่องของเสื้อผ้าของไทยอยู่แล้ว ก็จะค้นคว้าจากหนังสือที่มีอยู่เหล่านี้ แล้วก็ทางอินเตอร์เน็ตด้วย ก็เป็นการรีเสิร์ชที่สนุกเพราะเป็นสิ่งที่เราสนใจ เราชอบอยู่แล้ว ได้ข้อมูลเยอะมาก บวกกับหม่อมบรีฟรายละเอียดมาเยอะมาก เพราะหม่อมจะมีภาพในหัวอยู่แล้วว่าจะให้ออกมาอย่างไร แล้วเราก็ไปทำงานในส่วนของเราออกมา แล้วก็นำมาเสนอหม่อมให้เป็นไปในทางเดียวกัน เราก็จะเอา Reference หลายๆ อย่างมาผสมกันให้ลงตัว แต่ไม่ได้ทำตามทั้งร้อยเปอร์เซนต์ เราต้องดูคาแร็คเตอร์ตัวละครเป็นหลักด้วยว่าทำไมเขาถึงใส่เสื้อผ้าแบบนี้ ก็เอามาปรับให้ลงตัว วัตถุดิบที่เอามาตัดเย็บก็จะหาจากหลายๆ จังหวัด บางอย่างก็สั่งทำ ก็จะเลือกวัตุดิบที่มีหรือใกล้คียงสมัยนั้น แพทเทิร์นของเสื้อผ้าสมัยก่อนก็จะแตกต่างจากสมัยนี้ ก็ต้องตัดเย็บใหม่เกือบทุกชุด การตีความแต่ละช่วงอายุของจันดาราก็ทำให้คอสตูมที่ใส่เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการรับเอาวัฒนธรรมต่างประเทศเข้ามา การเปลี่ยนแปลงบุคลิกของตัวละครผสมความเป็นไทยด้วย โทนสีก็จะทำให้กลมกลืนไปในแต่ละตัวละครและปูมหลัง แต่ก็ไม่ได้เจาะจงเป๊ะๆ ว่า คนนี้ต้องโทนสีนี้ เอาความเหมาะสมเป็นหลักมากกว่า เราทำงานร่วมกันกับทีมเมคอัพเป็นหลัก ก็เป็นการทำงานที่มีความสุข เพราะต่างคนก็ตั้งใจทำกันอย่างเต็มที่ให้ออกมาได้ดั่งใจต้องการ ผมเชื่อว่าเมื่อเราทำงานอย่างมีความสุข ผลงานก็จะออกมาดี และส่งผลไปถึงคนดูที่จะได้รับงานที่มีคุณภาพตามไปด้วยอย่างเต็มที่ ก็อยากให้มาชมผลงานคุณภาพนี้กันครับ”

          เตรียมพบกับแฟชั่นสุดอลังการได้ใน “จันดารา ปฐมบท” พร้อมฉาย 6 กันยายนนี้ และ “จันดารา ปัจฉิมบท” เร็วๆ นี้ในโรงภาพยนตร์

FB:
บทสัมภาษณ์ “นิว – ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต” พร้อมแจ้งเกิด ประกบคู่มาริโอ้ ใน “จันดารา”





          บทบาท-คาแร็คเตอร์
          เรื่องนี้ผมรับบทแป็น “เคน กระทิงทอง” ครับ นิสัยบุคลิกส่วนตัวแล้วจะเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเสมอ และก็จะชอบแต่เรื่องมีความสุข เป็นคนที่ไม่คิดมาก เป็นคนที่จะรับแต่เรื่องดีๆ ส่วนเรื่องร้ายๆ ก็จะพยายามไม่รับ พยายามเริ่มใหม่ในสิ่งที่ดี พยายามที่จะคิดในแง่บวกอย่างเดียว เป็นคนที่ยิ้มง่าย เวลาเจอเรื่องร้ายๆ แม้จะเป็นตอนที่เจออะไรที่อันตรายหรือเจอโจรก็จะยิ้มตลอด ก็คือเราจะรู้ว่าเรามีฝีมือทางด้านแอ็คชั่นต่อยมวย ก็คือจะเห็นจากฉากเปิดตัวเคนด้วยฉากต่อยมวย ก็จะปูเลยว่าตัวละครตัวนี้เป็นคนที่ต่อยมวยเก่งและก็เจอคู่ต่อสู้ที่เก่งขนาดไหนเราสู้ได้แน่นอน เป็นคนที่ไม่กลัวอะไรเลย
          เคน กระทิงทองจะเป็นลูกของ “แม่พุ่ม” (ชุดาภา จันทเขตต์) หัวหน้าแม่ครัวในบ้านของคุณหลวง คือเราจะโตกว่าคุณจันประมาณหนึ่งปี และพอคุณจันเกิดมาเนี่ยแม่ก็ตายพ่อก็ไม่รัก และก็ไม่มีใครอยู่กับคุณจันเลย ก็มีแต่ “น้าวาด” (บงกช คงมาลัย) แม่พุ่มแม่ของเคน และก็ตัวเคนเองที่คอยดูแลเลี้ยงดูคุณจันตั้งแต่ขวบหนึ่งเลย ก็จะไกวเปลให้คุณจัน จะดูแลคุณจันมาตลอดจนถึงตอนโตไปจนแก่ก็อยู่กับคุณจันมาตลอดเวลาเลยครับ จะเป็นทั้งเพื่อน ทั้งพ่อ ทั้งพี่ชาย ทั้งบอดี้การ์ดคอยดูแลคุณจันตลอด เคนจะเป็นคนที่ตรงข้ามกับคุณจันโดยสิ้นเชิงเลย ก็จะเป็นคู่หูกัน คุณจันก็อาจจะเหมือนพวกที่ใช้สมอง เคนก็จะเป็นคนที่ใช้กำลัง คือแตกต่างกันสุดขั้วทางด้านนี้ครับ

          ความยากง่ายของบทนี้
          ความยากง่ายก็คือ เราต้องเล่นตั้งแต่หนุ่มจนแก่และก็เป็นหนึ่งในคนที่ดำเนินเรื่องทั้งเรื่อง ความยากมันยากมากอยู่แล้วยิ่งต้องเล่นตั้งแต่หนุ่มจนแก่ มันต้องเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเพิ่มมากขึ้นเยอะ แต่ว่าตอนที่เป็นวัยรุ่นอาจจะง่ายหน่อยเพราะว่าเราเคยผ่านมาแล้วในช่วงวัย 17-18 จนมาถึง 22 ในชีวิตจริงคือเราเคยผ่านมาแล้ว แต่มันก็ยากตรงที่คนสมัยก่อนกับคนสมัยปัจจุบัน การดำเนินชีวิตทั่วไป ชีวิตแต่งงานมีลูก ชีวิตวัยทำงานเนี่ยมันแตกต่างกัน บางทีคนสมัยก่อนอาจจะไม่ได้ไปโรงเรียน แบบเคนเป็นคนรับใช้ในบ้านก็ไม่ได้ไปเรียนหนังสือ ชีวิตมันแตกต่างกัน ต้องทำงานตั้งแต่เด็กก็ไม่มีโอกาสที่จะไปเรียน อย่างที่แต่งงานมีลูกเร็ว เราก็ต้องศึกษาตรงนั้นว่าคนสมัยก่อนทำไมเขาถึงทำแบบนี้ คิดอย่างไร ก็คือจะมีหม่อมน้อยคอยบรีฟเรื่องแบ็คกราวด์อยู่เสมอ และก็พอมาถึงช่วงวัยทำงานบริษัทก็จะโตกว่าชีวิตจริงหน่อยนึง เราก็ต้องดูว่าคนที่เขาไปทำงานเขามีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้นยังไง และก็ต้องคุมทั้งบริษัทด้วย แต่พอถึงตอนแก่ก็ถึงจุดที่ยากที่สุดคือจะห่างจากชีวิตของเราไปอีกนานเลย เพราะว่าเราเองก็เพิ่งจะอายุ 22 ยังไม่ถึงครึ่งชีวิตของมนุษย์เลย ก็ต้องศึกษาค่อนข้างเยอะ และผมก็ดูตัวอย่างจากคุณปู่วัยประมาณ 80 ต้นๆ ว่าคุณปู่มีลักษณะยังไง การเดิน การพูดคุย หรือว่าสิ่งต่างๆ ที่เขาใช้ในชีวิตประจำวันคืออะไร แต่ว่าหม่อมจะบอกว่าเคนจะแตกต่างจากคนแก่คนอื่นนิดนึงก็คือเคนจะเป็นคนที่ค่อนข้างสุขภาพดีทั้งกายและใจไม่เหมือนคนอายุ 90 แต่จะเหมือนคนอายุ 60-70 เท่านั้น

          การเตรียมตัวก่อนการถ่ายทำเรื่องนี้
          เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่ผมค่อนข้างได้รับการเตรียมตัวค่อนข้างนานเป็นพิเศษ และก็จริงจัง และก็ทุ่มกับมันเกินร้อยเลย คือผมได้มีโอกาสเรียนคลาสแอ็คติ้งกับหม่อมเป็นประจำอยู่แล้วครับ พอหม่อมปิดกล้องเรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” ที่ผมเล่นเป็นพี่ชายมาริโอ้ หม่อมก็เริ่มทำ “จันดารา” เลย เพราะเป็นเรื่องที่หม่อมอยากจะทำมานานแล้ว และหม่อมก็ถามว่า นิวสนใจเล่นมั้ย ผมก็บอกว่าผมไม่เคยดูเวอร์ชั่นเก่านะว่าเป็นอย่างไร ผมรู้แค่เมื่อก่อนว่าเป็นหนังดังมากในอดีต เคยได้ยินแต่ไม่เคยชมครับ หม่อมบอกไม่เป็นไรไม่ต้องกลัว เพราะว่าเวอร์ชั่นนี้หม่อมอ่านหนังสือแล้วเขียนบทใหม่อยู่แล้ว และช่วงเวลาที่หม่อมเขียนบทเนี่ย ก็ให้เราเข้าไปอ่านบทดู เขียนไปได้เท่าไรก็ลองอ่านดู ลองอ่านบทดูถึงตัวละครคาแร็คเตอร์ว่าเราเหมาะสมไหม และพอเราอ่านไปได้สักพักหนึ่ง หม่อมว่านิวก็เหมาะสมน่าเล่น เล่นได้ และพอหม่อมเขียนบทเสร็จแล้วเนี่ยก็เรียกเราเข้าไปอ่านดูและซ้อมกับบทจริงๆ เลยว่าคาแร็คเตอร์จะเป็นยังไง ฉากนี้ควรจะเป็นยังไง คิดยังไง บางทีก็มีมาริโอ้เข้ามาซ้อมด้วย มาซ้อมกับเป็นคู่ มีพี่เจี๊ยบ ศักราช มีนักแสดงหลายๆ คนเข้ามาลองเทสต์บทดูและก็อ่านบทดู ทำให้การแสดงในเวลาจริงมันเร็วขึ้นและก็ง่ายขึ้นเยอะ เพราะก่อนที่จะถ่ายทำเรามีเวลาในการซ้อมก่อนประมาณ 5-6 เดือนได้ รวมถึงผมได้เข้าไปเรียนคิวบู๊กับทีมพี่พันนา เพราะหม่อมบอกว่าจะมีคิวบู๊ด้วยประมาณ 2-3 คิว มีคิวชกมวย คิวไปช่วยคุณจันอะไรอย่างนี้ ก็เข้าไปซ้อมคิวก่อนเพื่อที่จะได้สมบูรณ์ที่สุดออกมาสวยที่สุด เพราะเราไม่เคยเล่นคิวบู๊อย่างจริงๆ จังๆ และอันนี้เป็นคิวบู๊ที่จริงจังมากครับ ก็ไปซ้อมกับพี่พันนาเลย รวมถึงในการฟิตหุ่น เพราะว่าในคาแร็คเตอร์ของเคน กระทิงทอง เป็นผู้ชายในบ้านที่เป็นคนสมัยก่อน เป็นคนใช้ในสมัยก่อนเขาไม่ใส่เสื้อผ้า คือจะใส่นุ่งเตี่ยวหรือผ้าตัวเดียวทุกวัน ทั้งวันที่อยู่ที่บ้านคือเราจะไม่ใส่เสื้อเลย ยกเว้นเวลาที่เราออกไปข้างนอก ออกไปตลาด ออกไปซื้อของ เรื่องหุ่นก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะสำคัญมาก และก็จะเทรนเข้าคอร์สฟิตเนสก่อนการถ่ายทำจริงจังเลยประมาณ 3-4 เดือน ก่อนถ่ายทำ ผมมีทั้งการเข้าคอร์สฟิตเนสโดยพี่ที่เป็นทีมชาติทางด้านฟิตเนสเลย ไปเข้าคอร์สกับเขาเลย มีทั้งการเล่นอย่างถูกต้อง เล่นสม่ำเสมอ แบ่งส่วนในการเล่นอย่างถูกต้อง ออกกำลังกายอย่างถูกต้องรวมถึงการคุมอาหารด้วยครับ คือเขาจะมีการคุมอาหารให้ทานแบบเป็นช่วงเวลา และก็ในปริมาณที่เหมาะสมที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการของนักฟิตเนสโดยเฉพาะ

          การแปลงโฉมให้เป็นตัวละครในเรื่องนี้
          พูดถึงการเมคอัพและทรงผมนะครับ ก็คือในตอนที่เป็นวัยรุ่นก็คือที่เราเปิดตัวประมาณสัก 16-17 ก็จะเป็นเมคอัพที่บางหน่อยแต่เนียน และก็จะมีการเติมแผลอยู่ตลอดเวลา เพราะเราเป็นพวกที่ค่อนข้างจะต่อยตีกับคนอื่นบ่อย ส่วนทรงผมเป็นทรงที่ง่ายๆ ที่ผมชอบมาก ตอนวันรุ่นจะเป็นทรงแบบเซอร์ๆ หน่อย ก็ใช้เจลหรือแว็กซ์เสยขึ้นตกๆ ลงมาสองข้างแล้วก็ฉีดน้ำให้เปียกๆ หน่อยอยู่ตลอดเวลา ก็เหมือนเป็นทรงนักกีฬาในสมัยก่อน แต่ว่าจะเป็นแฉกสองข้างลงมา ก็จะเป็นภาพที่ย้อนยุคกลับไปใช้เวลาในการเซ็ตที่น้อยมาก คือผมชอบมากตรงนี้ พอโตขึ้นมาแล้วก็จะมีจุดหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิต ก็ต้องเปลี่ยนทรงผมเปลี่ยนเมคอัพด้วย ก็คือช่วงที่เราเริ่มจะแต่งงาน และช่วงที่เราทำงานบริษัท โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เรียบร้อยมากขึ้น ถ้าสังเกตดีๆ ก็จะมีเปลี่ยนรองพื้นเปลี่ยนเมคอัพด้วย เปลี่ยนสีของเมคอัพด้วย คือจะโตยิ่งขึ้นจะมีการเติมรอยบนหน้าผากหรือตามที่ต่างๆ ถ้าคนสังเกตจะเห็นได้ชัด รวมถึงทรงผมที่เปลี่ยนไปอีกทรงหนึ่ง เป็นทรงเป๋หนึ่งข้าง เป๋ข้างเดียวก็จะเรียบและก็เรียบร้อยครับ จะเห็นได้ชัดว่าเคนจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น พอมาถึงช่วงวัยชราวัยแก่อะไรอย่างนี้ก็มีการเมคอัพนานพอสมควรเลย วันแรกที่ถ่ายวัยชราเลยเนี่ยก็จะมีนัดไปตั้งแต่เช้าเลย ไปเมคอัพแต่งหน้าทำผมก่อนเลย วันนั้นแต่งหน้าทำผมไปประมาณ 5-6 ชั่วโมงได้ทั้งผมและมาริโอ้นะครับ คือคนแก่เนี่ยรายละเอียดบนใบหน้ามันค่อนข้างละเอียดอ่อนและเยอะมาก ก็จะมีรอยย่น รอยกระ รอยหลายๆ อย่างที่ผ่านมาในชีวิต รวมถึงผมขาวและก็ใส่วิก การเชื่อมวิกเข้ากับหน้าเรา หลายๆ อย่างเลยรวมไปถึงคอและมือด้วย ถ้าสังเกตดีๆ มือก็จะเมคอัพด้วยเหมือนกัน มือก็กลายเป็นแบบมือย่น มือเหี่ยวแบบคนแก่เลย การเมคอัพผมพูดได้เลยว่าพี่ขวด (มนตรี วัดละเอียด) ทำรีเสิร์ชมาละเอียดมากจนแต่งออกมาได้สมบทบาทดีมากครับ

          บทนี้มีส่วนเหมือนหรือต่างจากตัวจริงอย่างไรบ้าง
          ส่วนเหมือนของบทเคน กระทิงทองกับตัวนิวเอง อาจจะเป็นตอนแรกที่ใกล้เคียงกัน เป็นวัยที่เล่นมากที่สุดของเรื่องนี้ คือวัย 18-20 ต้นๆ ก็จะตรงกับชีวิตจริงที่ผมอายุประมาณ 22 เฉลี่ยแล้วคนประมาณนี้วัยใกล้เคียงกัน รวมถึงเคนเป็นคนขี้เล่น ทะเล้น และก็เหมือนชอบแกล้งเพื่อน ส่วนตัวผมก็เป็นคนที่ชอบแกล้งเพื่อน เวลาอยู่กับเพื่อนเนี่ยจะเป็นคนค่อนข้างพูดเยอะและก็จะแกล้งเพื่อนอยู่ตลอดเวลา ก็จะเหมือนเคนที่ชอบแกล้งคุณจันอยู่ตลอดเวลาครับ และก็เป็นคนที่ชอบเล่นกีฬาเหมือนกัน กีฬาที่เคนชอบก็จะเป็นต่อยมวย ผมก็จะชอบเล่นกีฬาเหมือนกัน แล้วเคนก็ชอบไปเที่ยวเล่นใกล้ๆ บริเวณบ้าน ชอบสำรวจบ้านตามซอกมุมต่างๆ ตามตลาดครับ คือเคนจะชอบเดินเที่ยวไปเรื่อย เพราะในเรื่องเนี่ยเคนเป็นคุมแถวนั้นก็ว่าได้เพราะว่าต่อยมวยเก่งก็จะคุมอยู่แถวนั้น เหมือนกับผมตรงที่ชอบเดินทางไปไหนหลายๆ ที่ชอบสำรวจในเรื่องต่างๆ แต่ที่บ้านผมอาจจะไม่ได้เป็นคนคุมเท่านั้นเอง ก็จะแตกต่างกันตรงนั้น

FB:
          และก็เรื่องที่แตกต่างมากที่สุดก็คือ เรื่องผู้หญิงของเคนเนี่ยจะมาเป็นอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ คือเคนจะมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายๆ ด้านและก็หลายๆ คน และก็จะเหมือนใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานโดยที่ไม่สนอะไรเท่าไหร่ เป็นคนไม่คิดมาก โดยส่วนจะแตกต่างจากผมตรงที่เป็นคนที่คิดมากและก็จะไม่ค่อยปล่อยวางกับเรื่องต่างๆ จะชอบเก็บเอามาคิดโดยเฉพาะเรื่องในอดีต ชอบเก็บมาคิดอยู่คนเดียวเสมอ ทำให้ตรงนี้เป็นสิ่งที่หม่อมท่านก็ทราบอยู่แล้วว่าผมเป็นแบบนี้ก่อนที่จะเล่นอยู่แล้ว ก่อนเข้าคลาสเนี่ยก็จะให้ผมสงบสติและก็อยู่กับปัจจุบัน และก็พยายามตัดสิ่งในอดีตให้ได้เวลาที่อยู่ในคลาสนะครับ พอเข้ามาถ่ายจริง หม่อมก็จะให้ใช้เทคนิคในห้องนั้นมาใช้ในตอนถ่ายจริง ตัดสิ่งในอดีตออกไปและก็อยู่ปัจจุบันให้มากที่สุด ก็คือเคนจะอยู่กับปัจจุบันมากและก็มองโลกในแง่ดีอย่างเดียวเลย และก็ยิ้มแย้มกับทุกๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น

          อุปสรรคปัญหาในการแสดง
          อุปสรรคตอนถ่ายค่อนข้างที่จะะน้อยมากจนเรียกได้ว่าไม่มีเลยก็ว่าได้สำหรับ เคน กระทิงทองในวัยหนุ่ม แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นชัดๆ ก็มีเหมือนกันครับปัญหาค่อนข้างใหญ่เหมือนกัน อันแรกปัญหาที่เกิดกับตัวผมอันดับแรกเลยคือเป็นคิวบู๊เป็นคิวเปิดตัวต่อยมวย ก็คือตอนที่ไปซ้อมกับพี่พันนากับทีมสตั๊นต์แล้วเนี่ย ก่อนถ่ายทำจริงเรามีการซ้อมกันก่อนก็คือตามคิวเป๊ะๆ แต่พอเข้าไปถ่ายจริงในบ่ายวันนั้นเนี้ย มันเกิดอาการอะไรไม่รู้ที่ผมค่อนข้างที่จะงงตัวเองเหมือนกันคือ ลืมคิวว่าจะเตะก่อนหรือต่อยก่อนหรือะไรก่อน เราเบลอด้วยหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง ก็คือกล้องมาอยู่ตรงหน้าเรา แดดแรงมากวันนั้น เสียงคนเชียร์กระหึ่มมาก และเราไม่สามารถตัดได้ในสิ่งที่หม่อมเคยสอนในทุกๆ ฉาก คือตัดออกไปแต่ไม่สามารถทำได้ เรากลับไปคิดว่าทุกคนก็หวังไว้กับเราเยอะในฉากบู๊ หม่อมคาดกับเราไว้เยอะ ทุกอย่างเหมือนประดังเข้ามาในเวลาเดียวกันทำให้เราลืมทุกสิ่งทุกอย่างไป คิวบู๊กลายเป็นว่า ตึ้ง มืดแปดด้าน เราก็แบบยกการ์ดขึ้นมากางแล้วแบบพี่เขาก็แบบทำไมไม่เข้ามาวะ ทำไมไม่เข้าไป พี่ก็จะเข้ามาแหย่ๆ และก็ส่งซิกว่าต่อยๆ เราก็จะแบบหืมอะไรๆ เราก็แบบอะไรวะ งง สุดท้ายก็คัท โอ๊ยขอโทษครับๆ บอกไปว่าผมเป็นอะไรก็ไม่รู้ครับลืมบทหมดเลย ถ่ายมาตั้งหลายวันแต่ตายคิวที่เราชอบด้วย เรื่องคิวบู๊เวลาที่เราไปเรียนว่าเราชอบมาก ทีมพี่พันนาคิดท่าออกมาให้เราสวยมาก เราก็ทำได้ แต่พอเวลาถ่ายทำไมเราลืมทำไมเราทำไม่ได้ เราก็แบบเอาไงดีวะ ไม่ได้ๆ มันต้องได้ดิ เราก็ขอเวลาพักทำสมาธิก่อนคนเดียว และเราคิดแบบตอนที่ถ่ายฉากอื่นๆ ที่หม่อมให้เราคิดว่าเราเป็นเคน กระทิงทองอยู่แล้ว บทเราก็ซ้อมมาแล้วก่อนถ่ายทำตั้งห้าหกเดือนมันอยู่ในสมองเราแล้ว ลืมทุกอย่างให้หมดเลย อยู่กับปัจจุบัน เริ่มถ่าย ห้า สี่ สาม สองปุ๊บเริ่มเป็นเคน ลืมทุกอย่าง คิวบู๊เราซ้อมมานานแล้ว บททุกอย่างเราก็ผ่านมาแล้ว ลืมให้หมด ลืมคิวบู๊เลย เอาเว้ย คิวบู๊ลืมไป ต่อยอะไรไม่สนล่ะ ลืมให้หมด ห้า สี่ สาม สองปุ๊บๆ ไปเองหมดเลย สุดท้ายออกมาได้ดีกว่าตอนที่เราไปกังวลเยอะมาก คือออกมาตามที่ซ้อมไว้เลย ตามที่วางไว้เลยคือทุกอย่างได้ตามที่หม่อมหวังไว้ ตามที่ส่งเราไปซ้อมและก็ตอนซ้อมก่อนหน้าถ่ายทำเนี่ยเราทำได้ พอมาถ่ายคิวเทคนี้เราก็ทำได้เหมือนที่เราซ้อม เพราะว่าเราสามารถใช้เทคนิคใช้การอยู่กับปัจจุบันที่หม่อมสอนมาเนี่ยมาอยู่กับฉากนี้ได้ นั่นคือปัญหาใหญ่ที่สุดแล้วในเรื่องนี้ที่ผมเคยเจอมาตั้งแต่ถ่ายทำครับผม
          อีกปัญหาหนึ่งก็อาจจะเป็นปัญหาที่เล็กลงมากหน่อย ก็คือปัญหาตอนวัยชรา แต่ปัญหาเทคนิคอะไรอย่างนี้ก็จะเป็นแบบเดียวกันคือ เรากังวลกับตัวเองว่าเราต้องไปเล่นเป็นคนแก่อายุแปดสิบเก้าสิบเราจะทำได้เหรอ แต่พอได้ซ้อมก่อนถ่ายทำ ซ้อมเฉพาะคิวคนแก่โดยเฉพาะเลยว่าจะเป็นงี้ๆเพิ่มวิธีคิดเข้าไปอีก เพิ่มวิธีการแสดงออกมาเป็นการใส่วิธีคิดแบบคนแก่เข้าไป ก็ลองคิดดูและก็ลองแชร์ความคิดดูที่เราดูจากคุณปู่ของเราเนี่ย แชร์ลงไปในตัวละครตัวนี้ รวมถึงเราเอาจากคุณตามาด้วย เพราะคุณตาเราก็อายุประมาณแปดสิบแล้ว แต่คุณตาเรายังแข็งแรงอยู่ ยังขับรถสปอร์ตไปที่ต่างๆ อยู่เลย ท่านยังแข็งแรงอยู่ และก็เล่าให้หม่อมฟัง หม่อมก็บอกว่าเนี่ยแหละเคนเป็นแบบนี้แหละ ถึงแม้ว่าอายุจะแก่แล้ว แต่จิตใจยังเด็กอยู่ ยังแข็งแรงอยู่ สภาพจิตใจยังดีอยู่ครับ คือจะใช้เทคนิคจากคุณตาคุณปู่ผสมกัน เวลาถ่ายทำก็ใช้เทคนิคเดิมจากคิวบู๊กับทุกๆ ตอนคือลืมให้หมด ทุกอย่างอยู่ในหัวเราหมดแล้ว มันก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ

          ฉากอีโรติกในเรื่องนี้
          ฉากอีโรติกในเรื่องนี้ผมขอพูดในส่วนที่เป็นของผมเองนะครับ ในส่วนของนักแสดงคนอื่นผมไม่ได้เข้าไปดู ไม่เข้าไปยุ่ง คือไม่เข้าไปดูเลย ผมก็จะนอนเวลาเขาถ่ายกันผมไม่อยากดู ส่วนของผมแล้วเนี่ย ผมก็จะมีฉากอีโรติกของผมหลักๆ ก็จะมีกับผู้หญิงสามคนด้วยกันครับ ก็จะมีสายสร้อย สายสร้อยก็เหมือนคู่ขาเลยล่ะ เป็นคู่ขาเลยในเรื่องก็จะมีฉากกับสายสร้อยประมาณสองสามฉาก เหมือนเหตุการณ์มันดำเนินไป ก็คือฉากอีโรติกของหม่อมเนี่ยทุกเรื่องก็คือมันจะมีเหตุผลของมัน เราไม่ได้ต้องการที่จะมาขายอีโรติกซีนหรือว่าขายหนังที่เป็นแบบนี้ เป็นการสอนมากกว่า เพราะหม่อมบอกว่าการที่กิจกรรมเรื่องนี้มันเกิดขึ้นมาเพราะอะไร ทำไมมนุษย์ต้องทำแบบนี้ หม่อมสอนตลอดว่าเป็นกิจกรรม สิ่งที่มนุษย์ทำแล้วเกิดเราขึ้นมาไม่ใช่เหรอ มันไม่ใช่สิ่งที่ดีสิ่งที่แย่ แต่บางคนมองมันว่าแย่ ผมอยากให้ลองคิดตรงนี้ดูว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกันที่ทำให้เกิดมนุษย์ขึ้นมาอีกคนหนึ่ง ในเรื่องมีฉากนี้ขึ้นมาปุ๊บก็จะมีคุณแก้วมาเห็น ก็จะเกิดเหตุการณ์ต่อไปขึ้นมาว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณแก้วมาเห็นแบบนี้ปุ๊บ คุณแก้วซึ่งเป็นผู้หญิงที่บริสุทธิ์และก็ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาเลย ยังเด็กอยู่และมาเห็นเรื่องแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับแก รวมถึงคุณจันก็เป็นผู้ชายบริสุทธิ์เหมือนกันมาเห็นเราสังวาสกับสายสร้อย จะเกิดอะไรขึ้นกับคุณจัน มันก็ทำให้ชีวิตของตัวละครอีกตัวที่เข้ามาเห็นมาพัวพันเข้ามาเกี่ยวข้องเนี่ยเปลี่ยนไป หรือว่ามีอะไรเข้ามาเพิ่มมากขึ้น มันเป็นสิ่งที่ตามเหตุการณ์ที่หม่อมเขียนขึ้นมาอีก
          ถ้าถามว่าของผมเยอะไหม ก็ไม่เยอะเท่าไรนะ ถ้ามองไปตามเรื่องนะครับ ผมว่าลองดูก่อนเวลาที่คุณดูหนังจบทั้งเรื่องแล้วเนี่ย ฉากพวกเนี่ยมันแรงไปไหม มันเยอะไปไหมค่อยตัดสินหลังจากที่คุณดูหนังจบก่อน อย่าเพิ่งไปตีความหรือคาดหวังหรืออะไรก็แล้วแต่ ใจเย็นๆ และก็คอยไปชมในโรงภาพยนตร์ดีกว่า

          การร่วมงานกับทีมนักแสดง
          กับ ”มาริโอ้” เนี่ย ต้องบอกก่อนเลยผมกับมาริโอ้ค่อนข้างที่จะสนิทกันประมาณหนึ่ง เพราะเรารู้จักกันมาหลายปีมาก ตั้งแต่วัยรุ่นวัยทรงผมสกินเฮดเหมือนกัน ตอนนั้นเคยไว้ผมสกินเฮดเหมือนกัน และก็แคสโฆษณาก็เจอกันเป็นประจำอยู่แล้ว ก็จะเจอกันมาตั้งแต่ตอนนั้น ก็จะคุยกับโอ้มาตลอด เหมือนเวลาบางทีโอ้ก็มาคนเดียวเวลาไปแคส ผมก็ไปแคสคนเดียวเหมือนกัน เวลาเจอกันเราก็นั่งแบบนั่งรอคิวนั่งรอเรียกเบอร์เข้าไปแคส ก็นั่งรอ โอ้ก็นั่งรอเหมือนกัน เราก็พอเจอหน้าไอ้นี้กันบ่อยๆ มันมาคนเดียวตลอด ก็เริ่มแบบคุยกันเริ่มรู้จักกันจากตรงนั้น ก็เริ่มจากตรงนั้นก็ทำให้พูดคุยกันมาพอสมควร เริ่มมาสนิทกันจริงก็คือตอนเล่น “อุโมงค์ผาเมือง” ก็เจอกันที่บ้านหม่อม เราก็ย้อนพูดคุยกันถึงตอนที่แคสโฆษณาด้วยกัน ทำให้นึกย้อนกลับไปเห็นว่าทำให้มีเรื่องพูดคุยกันมากขึ้น มันก็ทำให้สนิทกันมากขึ้น และยิ่งตอนไปถ่ายอุโมงค์ฯ และเรามีโอกาสซ้อมกับมาริโอ้ด้วย เราเล่นเป็นพี่ชายมาริโอ้ ก็จะมีการซ้อมกันตลอดเวลาและก็ทำให้เราสนิทกันมากขึ้นอย่างนี้ ทำให้การถ่ายทำในเรื่องนี้ที่เราเข้าฉากกับมาริโอ้ส่วนใหญ่นั้น เก้าสิบเปอร์เซนต์ของผมเนี่ยคือเข้ากับมาริโอ้เลย ตั้งแต่ถ่ายทำมาทุกคิวเนี่ยถ้าจำไม่ผิดนะครับคิวสองคิวที่ผมไม่เจอหน้าโอ้ นอกนั้นคือเจอกันทุกวันเจอกันตลอดเวลาเลย ก็จะถ่ายด้วยกันตลอด ความสนิทกันก่อนหน้าที่จะถ่ายทำเนี่ย มันช่วยให้ในหนังดูกลมกลืนและก็สนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น เพราะว่าในเรื่องเราก็เป็นเพื่อนที่สนิทกันครับ ตรงนั้นก็คือเป็นสิ่งที่โชคดี
กับพี่ชุ (ชุดาภา จันทเขตต์) เนี่ย เราก็ค่อนข้างที่จะสนิทกับพี่ชุในระดับหนึ่งเหมือนกัน เพราะว่าเรื่องที่แล้วเราก็เล่นเป็นลูกพี่ชุเหมือนกันใน “อุโมงค์ผาเมือง” ก็จะมีการพูดคุยกันตลอด รวมถึงที่บ้านหม่อมเราก็จะเจอกับพี่ชุค่อนข้างบ่อย พี่ชุก็จะเข้ามาหาหม่อมค่อนข้างบ่อยก็จะมีการพูดคุยกัน พี่ชุก็จะมีการสอนอะไรเราตลอดเวลา เพราะพี่ชุก็เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงที่มีคุณภาพของเมืองไทยคนหนึ่งเลยในระดับต้นๆ แกก็จะสอนผมตลอดเวลาว่า การที่เราเป็นนักแสดงทั้งการวางตัว การใช้ชีวิต แกก็จะสอนผมตลอดเวลาเลย พอเรามาเล่นเป็นแม่ลูกกันเนี่ย อย่างที่บอกคือพี่ชุสอนผมในหลายๆ เรื่อง มันก็เหมือนแม่สอนลูก เราก็จะใช้ตรงนั้นเป็นเทคนิคเวลาเล่นก็นึกถึงคำสอนของพี่ชุ ก็คือจะสนิทกันในระดับหนึ่งอยู่แล้ว
          กับคนอื่นไม่ว่าจะเป็นพี่เจี๊ยบ, พี่ตั๊ก, พี่หญิง เราก็จะเจอกันที่บ้านหม่อม ในสามคนนี้เราจะสนิทกับพี่เจี๊ยบที่สุดเพราะว่าหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าผู้ชายเหมือนกัน ชอบเล่นกีฬาเหมือนกัน คือจะคุยกันเรื่องกีฬาเรื่องเล่นบาส เพราะว่าพี่เจี๊ยบจะเป็นคนที่เล่นกีฬาเหมือนกัน มีเทคนิคหรือจะสอนอะไร พี่เจี๊ยบก็จะสอนอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการใช้ชีวิตก็คือ พี่เจี๊ยบก็มีประสบการณ์ด้านบันเทิงค่อนข้างสูง แกก็จะสอนผมอยู่ตลอดเวลา

Navigation

[0] Message Index

[#] Next page

[*] Previous page

Go to full version