ภาพยนตร์ > ข่าวภาพยนตร์
ภาพยนตร์เรื่อง “คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์” 9 สิงหาคม 2555
FB:
Q: แฟนๆ จะได้เห็นเคมีทางการแสดงที่ลงตัวระหว่างแดนกับแพทตี้อย่างไรบ้าง
ผมกับน้องแพทตี้เหรอครับ เข้าฉากกันเผอิญว่าอาจจะเป็นเพราะเราสนิทกันอยู่แล้ว คือเขามีความคุ้นเคยกัน พอคุ้นเคยกันเนี่ยการพูดจาการตอบโต้กันมันก็เร็ว การกำกับก็เลยง่ายขึ้นครับ ซึ่งช่วยในการทำงานมากเหมือนกันเพราะในบทมันมีช่วงเวลาน้อยมาก คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์ คนสองคนนี้จะมีความรู้สึกดีๆ ต่อกันได้ยังไง มันต้องเป็นเรื่องการเอาเคมีความเข้ากันได้ของตัวละครมาวัดกันเลยครับ ซึ่งงานที่ออกมาก็โอเคครับเรียกว่าพอใจในระดับหนึ่งเลย
Q: นอกจากตัวละครหลักที่แดนตั้งใจเขียนออกมาให้เป็นสีสันใหม่ๆ แล้ว ยังมีตัวละครสมทบน่ารักๆ อีกเยอะช่วยเล่าถึงเหล่านักแสดงสมทบ และบทบาทของพวกเขาให้ฟังหน่อย
ยาย - ยายของชวดที่อยู่ที่ต่างจังหวัดนะครับ ภาพแรกที่ตั้งใจให้เป็นคือยายต้องเป็นผู้หญิงหน้าซื่อๆ ใจดีๆ อบอุ่น น่ารัก แต่ก็ต้องแอบแสบเหมือนกัน ซึ่งยากมาก ตัวละครนี้หากันนานมากเลยครับ แล้วก็ผมก็ไปนึกถึงคุณแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ขึ้นมา เพราะเราเป็นคนสุพรรณเหมือนกัน เรารับรู้อยู่แล้วว่าท่านเป็นคนยังไง แต่ยังไม่เคยเห็นมุมแอบเจ้าเล่ห์น่ะครับ ผมก็ไปหาคุณแม่ขวัญจิตที่สุพรรณเลย ไปพูดคุยได้เจอมุมที่น่ารัก แล้วก็ลองให้ท่านเล่นมุมเจ้าเล่ห์ดูสายตาอีกแบบก็ใช่เลยครับ ใช่มากๆ ก็เลยได้ร่วมงานกัน คุณแม่ก็เต็มที่ครับ ทำการบ้านมาดีมาก บทตัวยายเป็นบทที่ยาวมากครับ แต่คุณแม่ก็พูดได้แบบเป๊ะๆ เลย ท่านมีพรสวรรค์ในเรื่องนี้อยู่แล้ว อีกอันนึงที่ท่านมีคือความทะลึ่งครับ (หัวเราะ) ท่านมีความสามารถในเรื่องทะลึ่งที่น่ารักมากๆ คือภาพยนต์เรื่องนี้มันอาจจะมีความทะลึ่งนิดๆ หน่อยๆ ตามสไตล์ของวัยรุ่นทั่วไปอ่ะครับ ท่านก็เล่นออกมาได้น่ารักมากครับ จนผมอยากกอดน่ะ ผมเล่นเรื่องนี้ผมก็อยากกอดยายตัวเองเลยล่ะครับ
พ่อแม่ คุณพ่อคุณแม่ของเพ็ญนะ อีกสองตัวละครที่ผมรักมากเหมือนกัน เพราะว่าครอบครัวนี้มีความสุขมาก คุณพ่อคุณแม่รักกันอยู่ด้วยกันสองคนกุ๊กกิ๊ก เมื่อเรากลับบ้านมาเหนื่อยๆ ท่านก็สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับเราได้ และนอกจากสร้างรอยยิ้มแล้วเวลาเรามีปัญหาท่านสามารถสอนเราได้ ทีนี้เรื่องการหานักแสดงเนี่ยก็ยากมากเหมือนกัน จะทำอย่างไรให้ดูอบอุ่นสนุกน่ารัก แต่ว่าผมแค่อยากได้ทางใหม่ ความรู้สึกใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเห็นคุณพ่อคุณแม่ในหนังแบบนี้ ผมเลยเลือกนักแสดงคนหนึ่งซึ่งเป็นนักแสดงใหม่คือพี่ตึ้ง (ธนศักดิ์ อุ่นอ่อน) เขาก็อยู่ในวงการแวดวงนี้แหละแต่เป็นนักพากย์ครับ เช่นรายการทีวีแชมป์เปี้ยนก็เป็นเสียงเขา เขาไม่เคยแสดงภาพยนตร์มาก่อนเลย ผมได้มีโอกาสไปพากย์หนังกับเขาน่ะครับ แล้วก็เจอเขา ได้เห็นอะไรบางอย่างของเขา ความมีเสน่ห์ และหน้าตาก็เป็นคุณพ่อน้องแพทตี้ได้ ก็ชวนเขามาแล้วเขาเล่นแบบถูกใจมากน่ะครับ เล่นน่ารักมากเล่นดี ผมชอบเลยครับ คุณแม่ก็เหมือนกัน คุณแม่คือพี่เจี๊ยบ (นนทิยา จิวบางป่า) พี่เจี๊ยบนี่ก็น่ารัก วันแรกนี่พวกเขาไม่เคยเจอกันมาก่อนเลย เหมือนเขาแทบจะไม่รู้จักกันมาก่อนเลย แต่เขาเจอกันดูรักกันเลยน่ะครับ สนิทกันมากแล้ว ด้วยความเป็นมืออาชีพของเขาน่ะครับ เขาก็ทำความสนิทสนมกันเองเวลาเขาเล่น เขาก็ดูน่ารักจริงๆ เป็นพ่อแม่ที่แกล้งกันหยอกกันตลอดเวลาน่ะครับ
แจ็ค ตัวละครแจ็ค เป็นเจ้าของรายการที่เพ็ญมาทำงานด้วย เขาเป็นเจ้าของรายการเต้นแอโรบิคพ่วงการขายสินค้า ที่มีท่าเฉพาะตัวที่ไม่ค่อยน่าเต้นตามเท่าไหร่ บทนี้ได้พี่กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ (ณัฐวุฒิ ศรีหมอก) มาเล่น เขาเป็นเจ้าของบริษัทที่พรีเซนต์ความเป็นตัวเอง ที่ใช้คาแร็คเตอร์ของตัวเองเป็นจุดขาย หลังๆ นี้เราก็เห็นเจ้าของสินค้าหลายๆ คนเอาตัวเองเป็นพรีเซนเตอร์แล้ว และแจ็คเองก็เป็นแบบนั้น และก็ไม่ได้เป็นคนซีเรียสอะไรเป็นคนที่ทำงานกับลูกน้องสบายๆ เขาจะมีสองบุคลิก คือตอนที่เป็นผู้บริหารก็เป็นผู้บริหารที่ขรึมๆ น่ะครับ นิ่งๆ แท่ๆ หน่อย แต่พอตอนที่เขาต้องไปรายการแอโรบิคของเขาจะปลดปล่อยความเป็นตัวเองเต็มที่ กอล์ฟนี่สนิทกันอยู่แล้ว เป็นเพื่อนกัน เพราะฉะนั้นเรารู้ทางอยู่แล้วว่าเขามาทางไหน แต่นี่คืออีกตัวละครที่เหนือความคาดหมายจากตอนที่ผมทำบทน่ะครับ เวลากอล์ฟเล่นเขามีความสามารถในการพูดไดอะล็อค การใช้เสียงที่สูงต่ำหนักเบา เขามีความสามารถเรื่องนี้มาก เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาขาย สินค้าของเขาหรือการที่เขาพูดกับลูกน้อง มันดูแล้วมันก็น่าซื้อของเขาจริงๆ ถึงแม้ว่าของมันจะดูแปลกๆ แต่มันก็น่าสนใจ ก็ดีใจที่ได้กอล์ฟมาช่วยกัน ขอบคุณมากครับ
Q: นอกจากเขียนบท กำกับนักแสดงและกำกับภาพยนตร์แล้วยังแสดงเองด้วยแต่ไม่ใช่แค่นี้ได้ข่าวมาว่าในภาพยนตร์เรื่องนี้แดนเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกๆ ส่วนของภาพยนตร์เลย
การทำงานในเรื่องนี้นอกจากงานผู้กำกับแล้ว เผอิญว่าผมเป็นคนเขียนบทเองด้วยก็เลยจะรู้ภาพที่ต้องการในหัวมากที่สุด ก็เลยเข้าไปช่วยการทำงานในส่วนอื่นๆ ด้วย ไม่ได้อยากไปยุ่งกับตำแหน่งอื่นๆ นะครับ เราก็เคารพในหน้าที่ซึ่งกันและกัน และทีมงานแต่ละคนผมก็เลือกมาเอง เพราะเราเห็นความสามารถของเขาอยู่แล้ว ถือเป็นการช่วยกันมากกว่า ได้ทำในหลายส่วนครับทั้งในเรื่องของการหาโลเคชั่น
เราจะได้เห็นอะไรบ้าง แน่ๆ เลยนะครับเหตุการณ์ “คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์” ก็ไปเกิดกันที่ เกาะกูด จังหวัดตราด นะครับ การเดินทางไปยากลำบากมากจริงๆ มันยากมากอย่างนักแสดงก็เป็นชั่วโมงแล้วกว่าจะเดินทางไปถึง แต่ที่หนักกว่านั้นก็คือรถขนเครื่องปั่นไฟ รถขนอุปกรณ์ต่างๆ 20 กว่าชั่วโมง ที่ลอยอยู่บนแพ ข้ามวันข้ามคืนว่าจะข้ามมาถ่ายทำกันได้ครับ แต่การที่ได้ฉากที่นี่ผมคิดว่าคุ้มมากเพราะเกาะนี้นอกจากจะมีความสวยงามแล้ว มียังมีความพิเศษอีกเยอะครับเกาะนี้ไม่ได้มีแต่ทะเลอย่างเดียวยังมีภูเขา มีแม่น้ำ มีป่าโกงกาง และที่สำคัญยังมีความบริสุทธิ์ ความเจริญยังเข้าไปไม่ถึงมากนัก มีบรรยากาศที่แตกต่างกับกรุงเทพมาก เหมาะกับการที่ตัวละครจะมีช่วงเวลาพิเศษกันที่นี่ ได้หนีจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่เหมือนหลุดมาอีกโลกนึงครับ แต่การทำงานก็ลำบากไม่ใช่เล่น ถนนในเกาะไม่ค่อยดีนัก บางส่วนไม่มีถนนเข้าไป โดยเฉพาะด้านริมหาดติดหน้าผา ไม่มีถนนที่รถใหญ่เข้าได้ เข้าได้แต่มอเตอร์ไซด์ เพราะฉะนั้นของบางอย่างเนี่ย ก็ต้องใช้แรงคนแบกครับ แบกอ้อมเขาไป ช่วยกันแบกสายไฟขึ้นไปบนเขา ต้องไปแหวกหญ้าถางทางทำทางลงจากหน้าผาเพื่อให้ได้ภาพที่แตกต่างและสวยที่สุดครับ แต่ก็ทุลักทุเลกันพอสมควร (หัวเราะ) การทำงานมันก็ยาก แต่คุ้มค่าครับผมหาโลเคชั่นนี้นานพอสมควรเลยทีเดียวกว่าจะลงตัว ส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากไปในที่ๆ เขาถ่ายหนังหรือคนไปกันเยอะๆ เพื่อภาพที่ออกมาจะได้สวยและสดใหม่มากที่สุดครับ โลเคชั่นทะเลของเรายังมีอีกที่ครับ ก็คือที่ ปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นฉากบาร์ริมทะเล ซึ่งกว่าจะหาที่ได้ก็ลำบากเช่นกัน ต้องขับรถเข้ามาจากชายหาดรถก็มีติดหล่มกันไปบ้าง ฉากนี้ จริงๆ แล้วเป็นพื้นทรายโล่งๆ เปล่าๆ แต่นี่ทำการเซ็ตฉากขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ใช้เวลาสร้างประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะมันยากอยู่นะครับกับการสร้างบาร์บนพื้นทราย แถมมีเรื่องของน้ำขึ้นน้ำลงมาเกี่ยวอีกด้วยต้องวางแผนก่อสร้างกันให้เป๊ะเลยว่า สร้างแล้วน้ำจะไม่ท่วม ก็ต้องยกเครดิตทีมอาร์ตเขาครับเก่งมาก
นอกจากนั้นฉากของเราก็จะเป็น ก็เป็นกิจกรรมในเมืองเป็นห้างกลางกรุง และสถานที่เที่ยวที่ช้อปปิ้งของคนรุ่นใหม่อีกหลายแห่ง ให้เห็นไลฟ์สไตล์คนเมือง ทั้งดูหนัง ทานข้าวฟังเพลง ก็เป็นชีวิตสองฝั่ง ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปเราก็จะได้เห็นชีวิตสองฝั่งชีวิตที่ดูแล้ววุ่นวายมากๆ กับฝั่งที่อยู่แล้วนิ่งๆ สงบๆ ให้เลือกกันได้ตามความชอบครับ
FB:
ส่วนเรื่องหน้าเรื่องทรงผมการแต่งกายอะไรก็มีส่วนบ้างก็มีไปซื้อของเองด้วยครับเพราะเสื้อผ้ามันก็เป็นการบอกบุคลิกของตัวละครได้ ยกตัวอย่างชวด ตัวผมเอง เสื้อผ้าจะเป็นวินเทจ (Vintage) นิดๆ ที่เลือกเป็นวินเทจมันเป็นเรื่องของการค้นหา บ้างครั้งการตามหาสิ่งที่ถูกใจก็ต้องรอเวลาเลือก ส่วนตัวของเพ็ญนะ ก็เป็นเรื่องของความสดใสร่าเริง เสื้อผ้าก็จะเป็นที่เราดูแล้วรู้ก็จะเป็นเสื้อผ้าที่ดูแล้วคล่องแคล่ว ส่วนเสื้อผ้าของ ต้นหลิว จะเป็นออกแนวเซ็กซี่หน่อย เพราะเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก มั่นใจว่าฉันสวยที่สุดในโลก เสื้อผ้าก็จะจะเปิดไหล่ ผ่าหน้า ผ่าหลัง ส่วนปกป้อง ก็จะเป็นผู้ชายอบอุ่นนะครับ เสื้อผ้าก็จะเป็นสุขุม นุ่มลึก ดูเรียบร้อยอ่อนโยนครับ
Q: หนังแดน วรเวชกำกับเองทั้งทีมีเพลงประกอบภาพยนตร์ให้แฟนๆ ได้ฟังกันบ้างไหม
อีกอย่างหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ความพิเศษของเรื่องคืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์ เป็นเรื่องของเสียงเพลงครับ ผมได้เพื่อนๆศิลปิน มาร่วมพูดคุยถึงไอเดียว่าอยากได้เนื้อหาแบบไหน ดนตรีแบบไหน แนวไหนก็พูดคุยกันจนได้เพลงประกอบภาพยนตร์มา 3 เพลง สามแนว จาก วง Slot Machine มากับเพลงเร็วสนุกๆ และยังมาร่วมมาแจมในหนัง งานนี้คุ้มครับมาดูหนังแต่ได้ชมคอนเสิร์ตไปด้วย จากนั้นก็มีเพลงสากลเพราะๆ ของวง Sobic ศิลปินเดนมาร์กหัวใจไทย ที่ผมก็ได้ถ่าย MV ประกอบภาพยนตร์เอาไว้ระหว่างถ่ายทำ และสุดท้ายเพลงช้าสุดพิเศษ จาก ซิน วง Singular ที่มาช่วยถ่ายทอดอารมณ์หนังออกมาเป็นบทเพลงได้ไพเราะมากอยากให้ลองติดตามฟังกันครับ
Q: มีข่าวแอบบอกมาว่าการทำงานหนังเรื่องนี้แดนเป็นคนละเอียดมาก ทุกอย่างต้องเป๊ะๆ มีในจุดไหนที่เราใส่ใจเป็นพิเศษบ้าง
จริงๆ ผมก็ใส่ใจตลอดนะครับ เพียงแต่ว่าฉากที่ต้องละเอียดหน่อยอาจจะเป็นเรื่องของฉากที่เกี่ยวข้องกับการทำอาหาร ยกตัวอย่างฉากบาร์ละกัน ซีนนี้มีเรื่องของการชงเหล้ามีเทคนิคของการชงเหล้า เราก็อยากให้มันสมจริงขึ้นมา ทีมงานก็เลยไปเชิญบาร์เทนเดอร์ตัวจริงจากโรงแรมดังแห่งหนึ่งขึ้นมา เพื่อให้ได้สูตรที่เป๊ะที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็ออกมาเป๊ะจริงๆ ดูน่าตื่นตามากครับ ผู้ชมจะได้เห็นการทำค้อกเทลที่ผมว่าปกติแล้วไม่ได้หาดูกันง่ายๆ หรอก มีการตั้งแก้วเป็นทาวเวอร์ รินเหล้าให้ไหลลงมาเป็นระดับแล้วจุดไฟ หรือค้อกเทลหน้าตาแปลกๆ อีกหลายตัว ก็ต้องไปลองดูกันครับ
Q: มีคนเมาท์มาว่า ผู้กำกับสั่งได้ทุกคนเลยนะแต่ลืมบทของตัวเอง จริงรึเปล่า
มันเป็นอย่างนี้ครับ (หัวเราะ) เล่าให้ฟังคือวันนี้เราใช้สมาธิเยอะมากอ่ะแล้วมีอยู่ซีนหนึ่งก็ ตกใจตัวเองเหมือนกัน คือมันเป็นซีนร้านกาแฟคือวันนั้นมันเร่งมาก เราก็ไปบรีฟทุกคน ทุกคนซ้อมเสร็จหมดละ เราก็พร้อมแล้วใช่ไหม เราก็ไปนั่งที่แค่รู้ว่าตัวเองนั่งตรงไหนมันอยู่ในหัวเรา เราก็ไปนั่งเสร็จปุ๊บ พอเค้าแอ็คชั่นปุ๊บ เฮ้ยไม่มีอะไรอยู่ในหัวเลย เราลืมไปว่าเราต้องเล่นด้วยไง เราต้องเล่นแล้วเราก็มีไดอาล็อคยาวมาก ก็ต้องพักแป๊ปนึงที่คนอื่นซ้อมมาลืมหมด แต่ผมต้องไปนั่งท่องบทใหม่เพราะว่า เราลืมนึกถึงตัวเอง พอแอ็คชั่นเฮ้ยลืมไปว่าตัวเองต้องนั่งอยู่ในเซ็ทด้วยไง เนี้ยมันก็มีเหตุการณ์อยู่บ้างประปรายครับ (หัวเราะ)
Q: มีเรื่องเครียดที่เกิดขึ้นในกองบ้างไหม ที่ไม่อยากให้ทีมงานรับรู้
แน่นอนว่า การทำงานก็ต้องมีช่วงเวลาที่เครียดบ้าง แต่ว่าเราไม่ควรเครียดให้กับทีมเราเห็น ผมอยากให้ทำงานทำให้ทุกคนมีความสุขที่สุด จริงๆ ก็มีปัญหาเกิดขึ้นหลายอย่างระหว่างในการถ่ายทำ เช่น ผมป่วย แต่เราก็ต้องไม่บอกให้ทีมงานรู้เราจะโดนเป็นห่วง เราก็จะรู้สึกว่าทำอะไรแล้วไม่ค่อยสะดวกเท่าไร ผมเลยรักษาตัวเองด้วยเสียงหัวเราะของตัวเองมันก็จะหายดีเอง แล้วก็ปัญหามันเกิดขึ้นเยอะมาก จะถ่ายไม่ทันเอย ของบางชิ้นไม่ได้ เสื้อผ้าโดนปั่นในล้อรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเรากำลังจะถ่ายแล้วในซีนต่อไป เป็นเสื้อนางเอกด้วย แล้วอยู่เกาะกูดด้วยจะหาเสื้อผ้ายังไง มีเรื่องเยอะมากแล้ว แต่เราห้ามเครียดเด็ดขาด เป็นสิ่งที่คอยบอกตัวเองไว้ตลอดว่าถ้าเราเครียดจนทนไม่ไหวจริงๆ เราต้องเดินไปที่อื่นครับ เราต้องไม่ยืนตรงที่มีคนเยอะครับ เดินไปหัวเราะกับคนอื่นไปแกล้งไปอำใครเพื่อไม่ซีเรียสและให้กองไม่ซีเรียส เพราะสิ่งที่ผมต้องการคืออยากให้บรรยากาศกองมันดีที่สุดครับ
Q: การทำงานเรื่องนี้ต้องแลกด้วยอะไรบ้าง
สิ่งที่ต้องแลกก็คือเราต้องทำเพลง ทำอัลบั้มต้องใช้สมาธิว่าเราสามารถแต่งเพลงนึงเสร็จได้แต่ว่ามันจะออกมาไม่ดีที่สุด ผมก็เลยคิดว่าผมควรจะทำออกมาทีละชิ้นทีละอันดีกว่านะครับ ถึงแม้ว่าจะโดนดูดพลังไปทั้งร่างกายแต่ว่าสิ่งที่ได้กลับมามันก็เป็นความสุขที่เราได้ทำงานได้เห็นคนอื่นยิ้ม แล้วก็ถามว่าคุ้มไหมกับการที่เราแลกมา ผมว่าคุ้มมากครับ
Q: มุมมองของแดนเปลี่ยนไปไหมจากก่อนทำหนัง
หลังจากที่ทำหนังเสร็จแล้วก็สิ่งที่ได้แน่ๆ คือความสุขที่เราได้ทำ ทำมันแล้วก็ได้อย่างที่เราต้องการ ถามว่าแล้วเราจะทำงานกับมันต่อไหมในเรื่องที่สองหรืออะไรยังไงมันก็ ก็ต้องบอกจริงๆ ว่าการทำงานแบบนี้เป็นการทำงานเหนื่อยมากนะครับ หนังเรื่องมันใช้พลังงานเยอะมาก พลังงานคน พลังงานใจ พลังงานสมองมากมาย แต่ก็ถือเป็นงานที่ดีนะครับ เป็นงานที่จุดประสงค์สุดท้ายของการสำเร็จชิ้นงานก็คือการสร้างความบันเทิงให้กับคุณทุกคนที่ได้ดูผมก็เลยรักงานนี้เหมือนกัน
จะทำหนังต่อไหมมันอยู่ที่เรามีแรงแล้วมีเรื่องอยู่ในหัวไหม ผมทำเมื่อผมรู้สึก ผมทำเมื่อผมคิดได้ เพราะว่าผมคิดว่าผมทำงานศิลปะอยู่อาจต้องรอกับวันที่ผมนึกอะไรที่มันออกจริงๆ แล้วเราก็ค่อยทำ จริงๆ วันนี้ครับก็สุดพลังแล้วก็ฝากติดตามกันด้วยแล้วกัน
Q: เมื่อได้ยินคำว่า “คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์” ในครั้งแรก รู้สึกอย่างไรบ้างและคิดว่า เวลาสั้นๆ สามวันสองคืนนั้นจะทำให้คนเราตกหลุมรัก กันได้รึเปล่า
ได้ยินคำว่าคืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์เรานึกถึงอะไรเรานึกถึงช่วงเวลาอะไรบางอย่างที่เป็นช่วงเวลาปาฏิหาริย์ ช่วงเวลาของความพิเศษอ่ะครับ คุณจะคิดถึงสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นในหนังผมก็จะสร้างหนังให้มันเป็นอะไรที่มันเหมือนการทัวร์ที่น่าจดจำจนไปเล่าต่อให้คนอื่นฟังได้ไม่มีเบื่อ
หากถามว่า 3 วัน 2 คืนนี้ คนเราจะรักกันได้ไหม ผมว่า 3 วัน 2 คืนนี้คนเรารักกันไม่ได้แต่ตกหลุมรักกันได้ ผมบอกไม่ถูกแต่มันไม่ใช่รักที่แบบรักคุณแบบรักคุณตลอดไป แต่มันจะแบบหลงรักอะไรอย่างนี้ มันคนละความรู้สึกกันนะ มันเกิดขึ้นได้แน่นอน คืนเดียวก็เกิดขึ้นได้ ครับ
Q: หากมีเวลา 3 วัน 2 คืนจะทำอะไรให้กับคนที่รักบ้าง
ถ้ามีโอกาสที่อยากจะทำให้ใน 3 วัน 2 คืนก็คงจะไม่ปล่อยให้หลุดลอยไป คือหมายความว่าจะทำให้มีแต่เสียงหัวเราะ คือสามวันสองคืนให้มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขโคตรๆ ก็จะต้องอะไรทำไรที่มันต้องถูกจดจำไปอ่ะครับ เช่น ทำกิจกรรมที่ครั้งหนึ่งในชีวิต มันจะต้องเป็นช่วงเวลาที่ถูกจดจำตลอดไปครับ ทำอะไรก็ได้แต่มีความสุขตลอดไป ครับ
FB:
“แดน” ควงคนรู้ใจ “แพทตี้– บีม” เปิดตัว “คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์” หนังรัก รั่ว อารมณ์ดี
และแล้วก็ได้เวลาเปิดตัว “คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์” ภาพยนตร์ HAPPY COMEDY ROMANTIC จากค่าย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ผลงานโชว์ความสามารถอีกด้านของหนุ่ม “แดน” วรเวช ดานุวงศ์ ในการเป็นผู้กำกับ- เขียนบทภาพยนตร์ ควบแสดงนำครั้งแรกในชีวิต โดยแดนได้นำทีมนักแสดงนำ แพทตี้ อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา และ บีม กวี ตันจรารักษ์ ร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์ทำงาน ที่แสนสนุก ป่วนฮา เคล้าอารมณ์รัก ณ ลาน Sky Dining Hall ชั้น 6 สยามดิสคัฟเวอร์รี่ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
เริ่มงานด้วยผู้กำกับและนักแสดงทั้งสาม แดน-บีม-แพทตี้ ขึ้นแนะนำคาแรคเตอร์ของตัวเอง พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวหนังรัก ฉบับแดน ที่ว่าด้วยเรื่องของการตัดสินใจเลือก คนที่เรารัก ว่าจะเป็นคนไหน คนที่ “ใช่” หรือ คนที่ “ใกล้” และจะเป็นไปได้ไหมที่คนเราจะตกหลุมรักกันในช่วงเวลาเพียง 3 วัน 2 คืน โดยบีม และน้องแพทตี้ก็ขอเมาท์ระยะเผาขนหนุ่มแดนกันอย่างสนุกปาก ถึงเรื่องรั่วๆ มันส์ๆ ตลอดการถ่ายทำภาพยนตร์ครั้งนี้ และ ชื่นชมการทำงานของแดน ในฐานะผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ทุ่มเทแบบสุดๆ ตั้งใจทำภาพยนตร์ให้สนุกเพื่อสร้างรอยยิ้มให้กับทุกคน เซอร์ไพรส์พิเศษด้วยคลิปวีดีโอ ส่งตรงมาจากสาวสวย นุช นีรนาท วิคทอเรีย โคทส์ ที่ติดภารกิจเรียนการแสดงอยู่ต่างประเทศ จึงไม่สามารถมาร่วมงานได้ แต่ก็ส่งภาพมาทักทายทุกคน พร้อมทั้งเล่าประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับผู้กำกับและนักแสดงมากฝีมือในเรื่องนี้อีกด้วย
นอกจากนี้ยังได้ชมมิวสิควิดีโอ และฟังเพลงประกอบภาพยนตร์พร้อมกันเป็นครั้งแรกในงานนี้ กับบทเพลงเพราะๆ “พอ” จากวง Slot machine ที่แต่งเพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ เป็นจังหวะโดนใจมันส์ๆ โดดเด่นด้วยเสียงผิวปากที่ทุกคนที่ได้ฟังแล้วต่างลงความเห็นว่าติดหูตั้งแต่ได้ยินครั้งแรกเลยทีเดียว ปิดท้ายด้วยการเชิญผู้บริหารแห่งค่ายสหมงคลฟิล์มฯ คุณอวิกา เตชะรัตนประเสริฐ รองประธานกรรมการฝ่ายการตลาด, คุณจาตุศม เตชะรัตนประเสริฐ รองประธานกรรมการฝ่ายสื่อสารการตลาด, คุณชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ รองประธานกรรมการฝ่ายขาย และ คุณศิตา วอสเบียน ผู้ร่วมควบคุมงานสร้าง บริษัท บาแรมยู ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับนักแสดง - ผู้กำกับ เพื่อเป็นเกียรติและเป็นที่ระลึกในงานเปิดตัวภาพยนตร์ครั้งนี้
เตรียมใจ “ตกหลุมรัก” ใครสักคนกันได้ ใน “คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์”
กำหนดฉาย 9 สิงหาคมนี้
FB:
บทสัมภาษณ์ “แพทตี้ จาก คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์”
แพทตี้-อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา สาวน้อยหน้าใสขวัญใจหนุ่มๆ กับบทบาทนางเอกเต็มตัวครั้งแรก สุดรั่ว แสนฮา แสบซ่า และสุดซึ้งใน “คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์” ภาพยนตร์ HAPPY COMEDY ROMANTIC
Q: เรียกได้ว่าแพทตี้เป็น นักแสดงรุ่นใหม่ที่มีงานต่อเนื่องมากที่สุดคนหนึ่ง งานในวงการที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง มีชอบงานด้านไหนเป็นพิเศษและมีสิ่งไหนที่อยากลองอีกไหม
แพทตี้ก็เริ่มเข้าวงการมาจากภาพยนตร์เรื่องปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น นะคะ จากนั้นก็มีภาพยนตร์ต่อมาเรื่อยๆ มีถ่ายโฆษณา, เล่นละคร, ได้ร้องเพลง ที่รัก กับพี่ ปราโมทย์ ปาทาน มีถ่ายมิวสิควีดีโอบ้าง ล่าสุดก็มีเพิ่งถ่าย MV คนเดิมของเธอ กับพี่บี้ เดอะสตาร์ ค่ะ และตอนนี้ก็มีภาพยนตร์เรื่อง คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์ค่ะ ถ้าถามว่าชอบงานไหนจริงๆ แต่ละงานค่อนข้างแตกต่างกันอยู่แล้วค่ะ สนุกแตกต่างกันไป ตอนนี้ก็คือเป็นช่วงที่ศึกษาไปเรื่อยๆ มีงานไหนเข้ามาเราก็ลองดู เราก็ดูว่าสุดท้ายเราชอบตรงไหนมากที่สุด แต่ถ้าอยากลองก็คืองาน เดินแบบค่ะที่ยังไม่ได้ลองจริงจังค่ะ
Q: ทราบมาว่าแพทตี้มีความสนใจในเรื่องภาพยนตร์เป็นพิเศษถึงขั้นไปเรียนมาทางด้านภาพยนตร์โดยเฉพาะ เริ่มมีความมีความสนใจในเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนไหน
ตอนเด็กๆ ก็ยังไม่ค่อยสนใจนะคะ เพิ่งมามีช่วงหลังๆ ค่ะ ช่วงเริ่มโตขึ้นเริ่มรู้สึกว่าเราดูหนัง แล้วเราสนุกมากขึ้นและเราก็เริ่มมีความสนใจมากขึ้นค่ะ และก็มามากที่สุดก็ตอนที่เรามีโอกาสได้ทำงาน ก็คือพอเรามาทำงานด้านภาพยนตร์ด้วย เราอาจจะเคยรู้เรื่องแต่เบื้องหน้า แต่พอเรามามองพี่ๆ ในกองถ่ายทำงานเบื้องหลัง เราก็แบบ เอ๊ะ เขาทำอันนี้ยังไง เพื่ออะไร เรคคอร์ดยังไง ทำไมเขาต้องจัดไฟแบบนี้ เราก็เลยมีความรู้สึกว่าอยากรู้ตรงนั้นก็เลยไปเรียนค่ะ แพทตี้เรียนจบจากสถาบันเอสเออีค่ะ สาขาทางด้านภาพยนตร์ พอเราเรียนแล้วก็เราก็รู้หลายๆอย่างมากขึ้น ในอนาคตอาจจะลองศึกษาในเรื่องของการทำเบื้องหลังเพิ่มเติม เพราะว่าตอนนี้เริ่มรู้มากขึ้นล่ะ พอเราไปถ่ายหนังก็จะรู้ล่ะว่าโอเคเขาถือไมค์บูมมายังงี้นะเพื่อที่จะให้องศามันเท่านี้ๆ คือตอนนี้เราค่อนข้างที่จะรู้หมดทุกอย่างล่ะ ว่าขั้นตอนของการทำงานทั้งหมดเป็นอย่างไร แต่ว่าอาจจะรอเวลาอีกนิดให้ความคิดของเราชัดเจนมากขึ้นว่าอยากจะทำอะไรค่ะ
Q: คิดว่าเสน่ห์ของภาพยนตร์อยู่ตรงไหน
เสน่ห์ของหนังอยู่ที่มันสามารถถ่ายทอดความเป็นจริงได้ เป็นสื่อที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของคนๆ ทั้งชีวิตหนึ่งมาแสดงในระยะเวลาชั่วโมงครึ่งได้ แต่เราต้องใช้ความสามารถในการถ่ายทอดทั้งหมดให้คนที่นั่งดูเราอินไปกับเรา รับรู้ไปกับเราว่า เราต้องการที่จะสื่ออะไร อยากให้เขารับรู้ชีวิตของเราเป็นแบบไหน ตอนนั้นเราเก็บกด เราท้อแท้ เรายังไง ซึ่งถ้าทำได้แม้มีเวลาแค่ชั่วโมงครึ่ง แต่เขาจะรู้ชีวิตเราตั้งแต่เด็กเกิดมาเป็นยังไงค่ะ
Q: ในฐานะที่แพทตี้ เล่นหนังรักมาหลายเรื่องคิดว่าอะไรเป็นเหตุผลที่หนังแนว Romantic –Comedy นี้ได้รับความนิยม และทำออกมาได้ไม่มีซ้ำไม่มีเบื่อ
อันดับแรกอาจจะเป็นเพราะหนังแนวนี้มันไม่เครียด อันดับที่สองอาจจะตลกด้วยหรือว่าดูแล้วยิ้ม คนดูที่เขาเครียดจากงาน เขาก็ไม่อยากดูหนังที่ดราม่าเพิ่มความเครียดให้ตัวเอง คือหนังแนวนี้ค่อนข้าง
เบสิคที่ใครก็เข้าไปดูได้ ทั้งเด็กหรือว่าผู้ใหญ่ค่ะ ดูแล้วก็ได้รอยยิ้ม กลับมา และอาจจะเป็นเพราะว่าความรักมันเข้าถึงทุกคนได้ มีส่วนร่วมอยู่ในชีวิตของทุกๆ คน ทุกคนก็ย่อมจะมีความรักอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นแบบพ่อแม่พี่น้องหรือว่าเพื่อน แฟน ซึ่งอาจจะตรงกับหลายๆ คนที่เข้าไปดู บางคนก็ฝันว่าฉันอยากมีชีวิตแบบนี้ ดูแล้วก็จะเคลิ้มตามอะไรอย่างนี้ค่ะ มีอารมณ์ร่วมมากกว่าค่ะ
Q: แพทตี้ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างไร และตอนที่ได้ยินชื่อเรื่องครั้งแรกรู้สึกยังไงบ้าง
ตอนที่แพทได้รู้ชื่อเรื่องก็ชอบแล้ว ว่า แปลกดี แล้วก็ดูมีอะไรในชื่อของมันอะไรอย่างนี้ แพทเองก็ไม่รู้อะไรมาก แต่ก็ทราบว่าพี่แดนจะมีโปรเจ็คนี้ขึ้นมา ก็เห็นเขาทำบทเรื่อยๆ จนเสร็จ ทำนู่น ทำนี้ เสร็จจบทุกอย่าง ก็ถึงจะมีทางผู้ใหญ่เข้ามาคุยค่ะว่าสนใจที่จะรับบทไหม
Q: พอรู้ว่าแดนเป็นคนกำกับและเขียนบทเองด้วยรู้สึกยังไงบ้าง และเขาได้มีเกริ่นกับเราก่อนไหม
ก็รู้สึกยินดีด้วยนะคะที่เขาจะเป็นผู้กำกับ เขาก็มีเล่าให้ฟังบ้างคร่าวๆค่ะ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะได้เล่นด้วย เขาก็บอกว่าจะเป็นหนังอารมณ์ดี อารมณ์รัก แพทว่าที่เขาเขียนบทเองกำกับเองด้วยก็ดีแล้วค่ะเพราะเขาสามารถบอกเราได้มากที่สุดว่าเขาอยากได้อะไร ที่เขาเขียนแบบนี้มาเพื่ออะไร เพื่อที่เราจะถ่ายทอดออกมาเป็นแบบไหน พอได้เห็นการทำงานก็รู้สึกว่า อุ๊ย เขามีมุมแบบนี้นี้ด้วยหรอ (หัวเราะ) เป็นเสน่ห์แบบเฉพาะตัวของเขาไป ไม่ได้ไปแบบซ้ำใคร ค่ะ
Q: พอเราตกลงรับบทนี้รู้สึกอย่างไรบ้างกังวลบ้างรึเปล่า เพราะนี่เป็นการเป็นนางเอกเต็มตัวครั้งแรกด้วย และมีการเตรียมตัวในการทำงานครั้งนี้เป็นพิเศษรึเปล่า
ตอนแรกก็รู้สึกกังวลว่าเราจะถ่ายทอดออกมาได้ตามที่พี่แดนต้องการหรือเปล่าค่ะ ยังกังวลเรื่องนั้น แต่ก็ไม่ได้คิดถึงว่า เอ๊ะ ทำไมต้องเลือกเราอะไรอย่างนี้ แค่คิดว่าถ้าเขาเลือกเรา เขาก็คงคิดดีที่สุดแล้วว่าจะให้เราเล่นนะ แต่ว่าเราก็กังวลในส่วนของเรามากกว่า ว่าตอนถ่ายทำเราจะเป็นยังไง เราจะทำให้ทั้งกองรอเราหรือเปล่า หรือว่าเราจะถ่ายทอดออกมาตามที่ผู้กำกับต้องการได้หรือเปล่า จะทำออกมาได้ดีไหม กังวลเรื่องนั้นมากกว่า เมื่อก่อนเราเคยเล่นหนังมาก็จริงแต่ว่าไม่ได้กับขั้นเต็มตัวเล่นทั้งเรื่องอะไรอย่างนี้ค่ะ พอครั้งนี้มาแล้วก็แบบเสียวๆ นิดหน่อย เอ๊ะ จะเป็นยังไงนะ ก็ตื่นเต้นค่ะ
ตอนที่รับเล่นเรื่องนี้อันดับแรกเราชอบในเรื่องของบทค่ะ รู้สึกว่าตัวละครของราเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์มาก พี่แดนเขียนขึ้นมาเพื่อให้มีอะไรให้เล่นเยอะ มีตั้งหลายแบบหลายแนวอะไรอย่างนี้ค่ะ เราก็ตื่นเต้นที่จะต้องเล่นทุกอย่าง ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะเล่นได้หรือเปล่า มีบู๊ด้วย มีดราม่า มีตลก มีซึ้ง เขาเขียนมาครบก็เลยทำให้รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้รวมทุกอย่างอ่ะค่ะ คนดูก็น่าจะเซอร์ไพรส์ดีกับบางฉากค่ะ
ส่วนเรื่องการเตรียมตัว ก่อนที่ถ่ายกัน ก็มีการเวิร์คช้อปเพื่อที่เราจะได้รู้ลึกขึ้นในเรื่องของตัวละครว่า เพ็ญเขาเป็นผู้หญิงแบบไหน ทำงานอะไร ที่บ้านเขาเป็นยังไง ดูนิสัยพื้นฐานของเขาลึกๆแล้วเขาเป็นผู้หญิงแบบไหนอะไรแบบนี้ค่ะ ก่อนที่จะมาถ่ายเราจะได้รู้เบื้องหลังของเขาส่วนหนึ่งเพื่อที่จะได้ถ่ายทอดออกมาให้ดีที่สุดอะไรอย่างนี้ค่ะ แต่พอถ่ายจริงๆ บางทีก็จะมีโดนคัทบ้างแบบว่าอันนี้เด็กไปนะ ก็ต้องคิดให้โตขึ้นการพูด การนั่งการยืน การเดินอะไรอย่างนี้อ่ะค่ะ ก็พยายามให้ดูโตขึ้น ดูเป็นสาวออฟฟิศจริงๆ สาวพีอาร์เขามีบุคลิกเป็นแบบไหน เราก็ศึกษามาคร่าวๆ ว่าอ้อ พีอาร์เขาเป็นแบบนี้ ดูคล่องแคล่วว่องไว ดูเป็นผู้หญิงเก่ง ผู้หญิงฉลาดอะไรอย่างนี้ค่ะ
FB:
Q: ต้องให้แพทตี้เล่าให้ฟังแล้วล่ะว่าเรื่องราวของคืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์เป็นอย่างไรบ้าง
ในเรื่องนะค่ะ แพทก็รับบทเป็น เพ็ญ เป็นผู้หญิงเก่ง เป็นผู้หญิงทำงานค่ะ ซึ่งก็ค่อนข้างทันสมัย ชอบช้อปปิ้งดูหนัง เพ็ญมีครอบครัวที่ดีค่ะ ก็จะทุกคนรักกันเป็นครอบครัวที่เพียบพร้อม เพ็ญค่อนข้างมีชีวิตที่ลงตัว มีแฟนก็เป็นคุณหมอที่ทั้งหล่อทั้งรวยเรียกได้ว่าชีวิตเกือบเพอร์เฟ็กต์ค่ะ มันก็จะมีปัญหาอยู่นิดหน่อยก็คือจาก พี่ปกป้อง (บีม กวี ตันจรารักษ์) ในเรื่องเขาอาจจะเคร่งกับเรา บางทีก็อาจจะทำให้เพ็ญไม่ได้เป็นตัวเองเท่าไร แต่วันหนึ่งที่เราดันไปเจอผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นผู้ชายที่ประหลาดๆ ก็คือชวด รับบทโดยพี่แดนค่ะ เข้ามาหาเราเพื่อที่จะต้องการปรึกษาเราเรื่องจีบต้นหลิว (นุช นีรนาท วิคทอเรีย โคทส์) ต้นหลิวเป็นเพื่อนสนิทของเรา ซึ่งชวดก็มาตามวนเวียนตอแยตลอดจากไม่รู้จักก็เลยสนิทไปโดยปริยายค่ะ จากนั้นก็มีเหตุการณ์ที่เพ็ญกับชวดได้ใช้เวลา คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์ด้วยกัน หลังจากเวลานั้นก็ทำให้ทั้งคู่ต้องมานึกทบทวนในความสัมพันธ์ ได้ถามใจตัวเองมากขึ้น
Q: ตัวละครเพ็ญมี เสน่ห์ความน่าสนใจอย่างไร
บุคลิกของตัวเพ็ญจะน่ารักและก็สวย จริงๆเขาอาจจะไม่ได้สวยมาก แต่ข้างในเขาแบบว่ามองโลกในแง่ดี คนที่เข้ามาคุยกับเขาก็สามารถตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้ได้ ส่วนเรื่องงานของเขาเนี่ย ในเรื่องเขาคือพีอาร์ ในเชิงของโซเชียลเน็ตเวิร์ค พวกเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ แล้วเขาพยายามหาช่องทางใหม่เพื่อที่จะทำให้สินค้าของทางบริษัทติดตลาด จนเขาได้รับนับถือจากเจ้านาย ถูกยกย่องว่าทุกอย่างที่อยู่ในท้องตลาดที่ทุกคนรู้จักก็เป็นเพราะเพ็ญเป็นคนทำ ในเรื่องการงานเพ็ญก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จมากเหมือนกัน สามารถตัดสินใจได้ตัวเองได้เกือบทุกอย่างเพ็ญเป็นผู้หญิงทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์และก็ชอบช้อปปิ้งที่เหมือนผู้หญิงสมัยนี้ที่เขาทำกัน แต่ช้อปปิ้ง แต่เฉพาะของเซลล์เท่านั้นนะคะ
ความสัมพันธ์ในครอบครัว เพ็ญเป็นลูกคนเดียว จริงๆ แล้วครอบครัวเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก คุณพ่อคุณแม่ก็ค่อนข้างที่จะปล่อยเพ็ญ เพราะรู้ว่าเด็กวัยรุ่นเดี๋ยวนี้เป็นยังไง เป็นแบบครอบครัวอารมณ์ดีค่ะ มองโลกในแง่ดี พูดคุยกันดีๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส มาถึงก็กอดกันก่อนคุยกันเล่น คือทั้งหมดที่เพ็ญอารมณ์ดี มองโลกในแง่ดีพื้นฐานก็จะได้จากครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ และเพ็ญมีแฟนแล้ว ก็คือพี่ปกป้อง พี่ปกป้องก็เป็นคุณหมอที่ทั้งหล่อทั้งรวย เรียกได้ว่าครบทุกอย่างน่ะค่ะ เขาก็ดูแลเราดี ดีมากจนเราเหมือนแบบไข่ในหิน จนเราไม่ได้เป็นตัวเราเองเท่าไร ไม่เต็มร้อยก็ด้วยความที่ยอมทุกอย่างก็เพราะว่าความรัก เพราะเรารักเขาคบกันมานาน
Q: การทำงานกับพี่บีมเป็นไงบ้าง บุคลิกของปกป้องเหมือนตัวจริงไหม
พี่บีมอย่างเรื่องก่อนหน้านี้ก็แสดงในเรื่องเดียวกัน แต่ไม่ได้เล่นด้วยกันก็เจอกันแบบแว้บไปแว้บมา แต่พอมาเรื่องนี้ก็มาเป็นแฟนกันเลย แรกๆ ก็จะเกร็งๆ เขินๆ นิดหน่อยตามประสาค่ะ แต่พอมาร่วมกันจริงๆ ก็จริงๆแล้วเขาเป็นคนตลกเหมือนกันนะค่ะ เขาก็มีมุมที่ชอบหยอกล้อเล่นอะไรอย่างนี้ ตอนทำงานก็จะทำให้เราสบายๆ ในเรื่องยิ่งเป็นแฟนกันก็ยิ่งสนิทกันอะไรอย่างนี้ ก็สบายเขาก็จะขำๆ ยิ้มๆ สบาย เฮฮา บุคลิกเขาค่อนข้างคล้ายๆ ปกป้องเหมือนกันเลยนะ ด้วยความที่ว่าในเรื่องปกป้องเป็นคุณหมอหน้าที่ต้องรักสะอาดแน่นอนต้องดูเรียบร้อย ดุเนี้ยบทุกอย่างเป๊ะ แต่พี่บีมเขาก็ดูคล้าย ดูเข้า ดูตรงกับบุคลิกแบบนี้ค่ะ เขาแสดงเป็นคุณหมอที่เชี่ยวชาญเลยทีเดียว ตอนทำงานก็สนุกค่ะ มีหลุดขำหลายๆ ฉากเหมือนกัน เพราะเขินด้วย ฮา ด้วย (หัวเราะ)
Q: ความสัมพันธ์ของเพ็ญและชวดเป็นอย่างไรบ้าง เสน่ห์ของชวดอยู่ที่ไหนมีส่วนคล้ายกับแดนไหม
ตัวละครของชวดก็จะมีมุมแปลกๆ บ้าง ชวดก็จะเป็นคนบอกเลยว่าแบบ เอ๋ ทำไมคุณทำแบบนี้ล่ะ ทำไมทำอย่างนี้ล่ะ ก็จะเป็นกระจกสะท้อนส่องเพ็ญอีกทีหนึ่ง ส่วนชวดกับพี่แดนจริงๆ ก็ไม่ได้ต่างกันมากนะ เพราะว่าด้วยความที่ว่าชวดเขาเป็นผู้ชายอารมณ์ดีเหมือนกัน หมายถึงว่าเป็นคนอารมณ์ดี มองโลกในแง่ดีคล้ายๆ กัน ถ้าตัวบุคลิกพี่แดนน่าจะคล้ายๆ กัน
เสน่ห์ของตัวชวดน่าจะเป็นความเป็นตัวของ ที่เขาอารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี การที่เวลาเราคุยกับเขา เรามีความสุขอ่ะเราได้ยิ้มสุด หัวเราะสุด เราได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ และเราก็ได้ทำ เราค่อนข้างจะปล่อยฟรีมากๆ กับเพ็ญ สมมุติตัวของเพ็ญอยากเล่นเกม เขาก็ไม่มีการบ่นเลยว่า อู้ยโตป่านนี้แล้วยังจะเล่นเกม กลับกลายเป็นว่าเขาเป็นคนที่ฉุดเพ็ญเข้าไปและบอกว่าไปเล่นเกมกัน แต่ว่าพอเพ็ญอยู่กับพี่ปกป้องเพ็ญก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง พี่ปกป้องก็จะแบบไปเหอะน่า ไปเหอะ กลับกันเถอะ ก็จะค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชวดกับปกป้องจะคนละขั้วกันเลย
Q: ในเรื่องนี้แพทตี้ได้ประกบกับสาวซุเปอร์โมเดลสุดฮอต นุช นีรนาท ซึ่งเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกแต่ต้องมาเป็นเพื่อนสนิทกันในบทเพ็ญกับต้นหลิว การทำงานครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง
เพ็ญกับต้นหลิวสนิทกันนานมากแล้วค่ะ และก็ด้วยความที่ไลฟ์สไตล์คล้ายๆ กันก็คือเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่ตามเทรนด์ เวลาไปช้อปปิ้งก็จะไปช้อปด้วยกัน แต่ว่าของเพ็ญเนี่ยจะเน้นของเซลล์ ของต้นหลิวเขาจะเป็นแบบคอลเลคชั่นใหม่เท่านั้น ก็จะต่างกันแค่นี้ ส่วนเรื่องแต่งตัวเนี่ยก็จะคล้ายๆ กันไม่ได้ต่างกันมาก
ต้นหลิวก็เป็นตัวละครที่สำคัญมากเหมือนกันค่ะ ถ้าขาดต้นหลิวไปก็จะไม่สามารถทำให้เพ็ญกับชวดมีโอกาสที่จะได้รู้จักกัน เพราะว่าชวดเข้ามาเพื่อที่จะจีบกับต้นหลิวซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเรา
ต้นหลิวเนี่ยเขาเป็นพิธีกร ในเรื่องเขาสวยมากหนุ่มๆทุกคนที่เห็นเขาก็จะเข้ามาจีบก็รวมชวดด้วยเป็นหนึ่งในนั้นที่ชอบต้นหลิวและเข้ามาจะจีบต้นหลิว เวลาเพ็ญอยู่กับต้นหลิว ก็จะหมองๆ หน่อย เพราะต้นหลิวเขาสวยสง่าก็ดึงผู้ชายไปหมดเลย (หัวเราะ)
ต้นหลิวรับบทโดย นุช นีรนาท ค่ะ นุชเขาเป็นนางแบบอยู่แล้วแล้วพอมาบวกกับบุคลิกแบบต้นหลิวด้วยที่แบบสวยที่หนุ่มๆ ใครเห็นก็ต้องชอบอะไรเงี้ย สำหรับแพทคิดว่าเขาเข้ากับบุคลิกนี้มาก แม้กระทั่งในกองอย่างนี้ผู้ชายทุกคนจะแบบ อยากเจอนุชๆ อยากถ่ายรูปกับนุช คือแบบทุกคนค่อนข้างหลงรักเขา ส่วนการทำงานก่อนหน้านี้ยังไม่เคยเจอกันเลยค่ะ เจอครั้งแรกที่ตอนไปเวิร์คช้อปก็ตอนที่เขามาก็น่ารักดี เฟรนด์ลี่ คุยง่าย และพอลองเล่นต่อบทกันตอนที่ทำงานจริงๆ ก็ง่าย เขาเองก็ผ่านด้านการแสดงมาอยู่แล้วค่ะ ก็เล่นผ่านฉลุยไปได้ด้วยดีค่ะ ทำให้ชิลๆ สบายในกองค่ะ
Q: ในเรื่องยังมีตัวละครที่ใกล้ชิดกับเพ็ญมากก็คือ คุณพ่อคุณแม่ อยากให้เล่าถึงการทำงานของครอบครัวอารมณ์ดีนี้หน่อย
ในเรื่องคุณพ่อคุณแม่ก็จะเป็นพี่ตึ๊ง (ธนศักดิ์ อุ่นอ่อน) กับพี่เจี๊ยบ (นนทิยา จิวบางป่า) ค่ะ ก่อนหน้านี้ก็ยังไม่มีโอกาสได้ร่วมงานกันเลยค่ะแค่รู้ประวัติคร่าวๆว่าเขาเป็นใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร พอวันที่เวิร์คช้อปค่ะ พอพวกพี่ๆ เขามาเขามืออาชีพกันมาก มารับบทคู่กันได้ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้จักกันเลย วันถ่ายจริงก็ยิ่งแบบลื่นไหลทุกคนในกองก็ขำหัวเราะกับสิ่งที่เขาเล่นเพราะเขาเข้าขากันมาก ในเรื่องเวลาเพ็ญมีปัญหาอะไรเพ็ญก็จะคอยปรึกษากับคุณแม่คุณพ่อค่ะ ปรึกษาได้ทุกเรื่องเพราะว่าคุณแม่คุณพ่อเขาจะเหมือนวันรุ่นมากกว่าค่ะ เขารู้ว่าต้องทำแบบไหน ต้องคิดแบบไหนถ้าเจอเรื่องแบบนี้มาควรจะคิดแบบนี้นะ และเขาก็ค่อนข้างให้คำปรึกษากับลูกได้ดีมากเหมือนกัน เพ็ญก็สามารถเอาไปใช้ได้
Q: ในเรื่องนี้แพทตี้ได้เล่นกับนักแสดงรุ่นใหญ่ คุณแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ศิลปินแห่งชาติ รู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้ร่วมงานกันครั้งนี้
ในเรื่องนะค่ะก็จะมีตัวละครหนึ่งที่สำคัญเหมือนกันก็คือคุณยาย คุณยายก็เป็นคุณยายของชวด อยู่ที่ต่างจังหวัดค่ะ ถ้าพูดถึงคุณยายทุกคนจะคิดว่าคุณยายแก่ๆ ไม่ค่อยมีแรงหรือว่าไร แต่ว่าคาแร็คเตอร์ของคุณยายในเรื่องไม่ใช่อย่างนั้นเลย คือคุณยายก็จะเป็นคุณยายที่ทันสมัย วัยรุ่น เผลอๆ บางทีวัยรุ่นกว่าตัวชวดอีก ก็จะแบบอารมณ์ดียิ้มแย้ม ส่วนคนที่มาเล่นคุณยายก็เป็นคุณแม่ขวัญจิต ตอนแรกก็จะแบบ อุ๊ย ตื่นเต้น คุณแม่ขวัญจิตค่ะ และก็พอมาเล่นจริงๆ คุณแม่เขาถ่ายทอดออกมาให้ตัวละครคุณยายตัวเนี้ยน่ารักมาก คือวิธีการพูด วิธีการที่เวลายายคุยกับชวด จะดูแบบน่ารักดูแบบเอ็นดูมากๆ ก็ดีค่ะ ตอนร่วมงานก็จะสบายๆ ค่ะ
Navigation
[0] Message Index
[#] Next page
[*] Previous page
Go to full version