ภาพยนตร์ > ข่าวภาพยนตร์
ภาพยนตร์เรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” 8 กันยายน
FB:
***รวมพลทีมงานเบื้องหลัง สร้างสรรค์ระดับมืออาชีพ***
“เนื่องจากมีการค้นคว้าข้อมูลไว้อย่างละเอียดเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เลยทำให้การเตรียมงาน การทำงานก็เร็ว หลายคนตกใจว่า อ้าว ทำเสร็จแล้วเหรอ ทำไมเร็วขนาดนี้ เพราะตอนที่ยากที่สุดและการทำงานที่ยากที่สุดมันไม่ใช่ตอนถ่ายทำ มันอยู่ที่การศึกษาหาข้อมูลมากกว่า แต่เราได้เตรียมไว้หมดแล้ว เพียงแต่เอามาปัดฝุ่นใหม่ แล้วก็แทบจะไม่ต้องศึกษาอะไรเพิ่มเติมเลย เราทำกันมาอย่างละเอียดลออหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยของเรื่องที่เกิดในยุคสมัยไหน ไม่ว่าจะเป็นด้านงานศิลปะ งานเครื่องแต่งกาย หรือแม้แต่ปรัชญา ความคิดหรือไอเดียในการนำเสนอภาพผ่านการทำงานกันอย่างละเอียดมาแล้ว การเตรียมงานเลยค่อนข้างเร็ว
ในช่วงเตรียมงาน เราก็ต้องให้ทุกฝ่ายเดินทางไปที่เชียงใหม่ ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางของการเตรียมงานทั้งหมดก่อน ทุกฝ่ายก็ไปหมดเลย เพื่อที่จะไปศึกษาข้อมูลอีกหนึ่งครั้ง ทุกฝ่ายในภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าเป็นมืออาชีพทุกคน เป็นเรื่องที่เป็นความถนัดเชี่ยวชาญของแต่ละคนหมดเลย เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันก็เลยเร็วมาก
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายศิลป์ที่เราได้ คุณแป๊ะ พัฒน์ฑริก มีสายญาติ ผู้ออกแบบงานสร้างที่ส่วนใหญ่ทำหนังของต่างประเทศมากกว่า ซึ่งแต่เดิมเมื่อ 10 ปีที่แล้วตัวคุณแป๊ะเองก็ได้ศึกษามาแล้วเรียบร้อย รู้อย่างละเอียดแล้ว เมื่อมีการนำมาทำใหม่ ก็เหมือนได้ทำการบ้านกันมาพร้อมอยู่แล้ว มันก็เลยง่ายในแง่ศิลปกรรม
ฝ่ายเสื้อผ้า ก็ได้ โต้ง นพดล เตโช ที่ร่วมงานกันมาตลอดตั้งแต่โบราณกาล ไม่ว่าจะเป็นละครเรื่องสี่แผ่นดิน, ในฝัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ก็ใช้โต้งอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นงานนี้โต้งก็ศึกษาเรื่องนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว และยิ่งวัฒนธรรมล้านนาที่ย้อนกลับไปเมื่อ 500 ปีที่แล้ว ก็ไปศึกษาค้นคว้ามา เขาก็เป็นมืออาชีพทางด้านนี้อยู่แล้ว
ฝ่ายเมคอัพก็ต้องเลือก อาจารย์ขวด มนตรี วัดละเอียด เลย และท่านก็เป็นมือหนึ่งของประเทศนี้ เพราะว่ามันมีหลายอย่างที่จะต้องมีสร้างสรรค์กันใหม่ เช่น หน้าของสัปเหร่อ รอยสัก หัวมาริโอ้ ก็ต้องแปลงโฉมกันเยอะทีเดียว ฝ่ายนี้ก็จะงานหนักมากเช่นกัน
ด้านซีจีเพื่อความสมบูรณ์ของหนังเราก็ได้ คุณแคน (อาทยา บุญสูง) ซีจีมือหนึ่งของประเทศไทยที่เคยทำงานให้ฮอลลีวู้ด เป็นมืออาชีพทางซีจีโดยตรงมาอยู่ในกองถ่ายในทุกซีน มาช่วยกันแก้ปัญหา ต้องมีการพูดคุยประชุมกันทุกคน
ฝ่ายภาพ คุณกบ (พนม พรมชาติ) ผู้กำกับภาพที่เคยร่วมงานกันจากเรื่องที่แล้ว ถ่ายภาพออกมาได้อย่างสวยงามตรงคอนเซ็ปต์อย่างที่เราอยากได้ ดนตรีประกอบ คุณป้อ (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์) ก็ไปด้วย คือไปให้มีความเข้าใจและเห็นเป็นรูปธรรมเหมือนกัน แล้วค่อยกลับมาประชุมกัน เลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดออกมาให้กับภาพยนตร์
รวมถึงเรื่องนี้ยังมีคิวบู๊คิวแอ็คชั่นอยู่ด้วย เราได้มือหนึ่งทางด้านนี้อย่าง คุณพันนา ฤทธิไกร มาร่วมงานออกแบบฉากต่อสู้ที่สมจริง แปลกใหม่สวยงามให้ด้วย ไม่มีใครคาดคิดว่าพันนากับหม่อมน้อย หรือหม่ำกับหม่อมน้อยจะโคจรมาเจอกันได้ ก็ได้มาทำงานร่วมกันแล้วในเรื่องนี้ ก็เป็นสีสันอีกอย่างหนึ่งของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้”
(พัฒน์ฑริก มีสายญาติ – ผู้ออกแบบงานสร้าง) “เคยทำละครเวทีเรื่อง แฮมเล็ต ด้วยกันกับหม่อมน้อย แล้วก็เตรียมโปรเจ็คต์เรื่องนี้ด้วยกันเมื่อสิบปีที่แล้ว แต่ก็เพิ่งมีโอกาสได้ทำปีนี้ การเตรียมงานก็ง่ายขึ้น แต่คอนเซ็ปต์ที่วางไว้จากคราวนั้น คราวนี้น่าจะลึกซึ้งยิ่งกว่า เพราะเราก็ผ่านประสบการณ์อะไรกันมาเยอะนะครับ มองอะไรชัดเจนมากกว่า มีอะไรดีๆ ที่ใส่ไปในหนังเยอะ การออกแบบฉากในเรื่องนี้ พี่จะเรียกงานคัฟเวอร์ เราจะไม่ดูของเก่าให้เข้าไปในสมองเลย จะไม่ดูภาพราโชมอนเก่าเลยว่าเขาเป็นยังไง ไม่ว่าจะกี่เวอร์ชั่นก็ตาม เพราะดูไปมันอาจจะทำให้ติดตาได้ เราประมวลเอาจากสิ่งที่อ่าน วิเคราะห์และครีเอทว่าภาพที่จะออกมากมันควรจะเป็นยังไง มันไม่ใช่หนังประวัติศาสตร์ถึงจะต้องออกแบบฉากให้เป๊ะๆ เราสามารถครีเอทเพิ่มเติมได้จากที่เราค้นคว้ามาระดับหนึ่ง หนังหม่อมน้อยเรื่องนี้หรือแทบทุกเรื่องก็ว่าได้จะให้ความสำคัญทางด้านศิลปะงานสร้างด้านต่างๆ อย่างสูง ทั้งฉาก เสื้อผ้า แต่งหน้า ทำผม รวมถึงบทภาพยนตร์ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นมาสเตอร์พีซอีกชิ้นหนึ่งของหม่อมน้อยได้เลยนะครับ”
(มนตรี วัดละเอียด – หัวหน้าทีมเมคอัพ) “ภาพรวมทั้งหมดของเรื่องนี้ก็จะดูแลเรื่องหน้า-ผมตั้งแต่ธรรมดาที่สุด สวยงามมาก ไปจนถึงสเปเชียลเอฟเฟคต์ ในรายละเอียดของเรื่องราวเยอะมาก คือโดยภาพรวมไม่ต้องเหมือนของจริงซะทีเดียว ดูตามลักษณะของตัวละครแล้วก็ดูภาพรวมซึ่งอาจจะหยิบภาคเหนือของไทย แล้วก็พม่า หรือไทยใหญ่เอามาผสมผสานกันได้ คือเรื่องนี้เราก็รีเสิร์ชแล้วก็เอามาปรับและพัฒนาไปด้วยให้เหมาะสมกับภาพยนตร์ของเรา ในเรื่องนี้การทำรอยสักจะเยอะ ก็ต้องค้นคว้าเรืองนี้เยอะว่าจะใช้ลายแบบไหน เรื่องทรงผม ผู้ชายก็ผมยาวกันทั้งเมือง ก็เป็นเรื่องของการทำวิกซึ่งต้องใช้มากพอสมควร ส่วนเรื่องของการแต่งหน้าถ้าเป็นตัวเอกก็จะเน้นถึงบุคลิกซึ่งจะมากกว่าปกติหรือเรียกว่าเป็นสไตล์ความชอบของตัวเราและของผู้กำกับโดยยึดโครงที่เป็นธรรมชาติเป็นหลัก เช่น ขุนศึก ก็อยากให้ดูสง่างามหล่อ หรือว่าพระก็ยังไว้คิ้วในสมัยนั้น แม่หญิงภรรยาขุนศึกเราจะดัดแปลงมาจากผมพม่ากับไทยใหญ่แล้วก็เอาล้านนาผสมไปด้วย เรื่องหัวมาริโอ้ก็หนักใจพอสมควร พอเป็นภาพเคลื่อนไหวมันก็มีตัวแปรเยอะ ก็ต้องใช้ซีจีเข้ามาช่วยด้วย เอฟเฟ็คต์ก็มีแผลเป็นทั้งตัวของคุณพงษ์พัฒน์ อันนั้นก็สนุก รายละเอียดเยอะแต่ก็ทำกันเพลินเลย ทั้งหมดเราได้ความร่วมมือจากนักแสดงดีมาก ทุกคนพยายามทำงานของตัวเองให้เต็มที่ ทำให้พอใจหมดเลยในทุกๆ เรื่อง”
(นพดล เตโช - ออกแบบเครื่องแต่งกาย) “เรื่องแรกทำละคร ลูกทาส ของหม่อมน้อย ก็ได้รางวัลเลย แล้วจากนั้นก็ทำหนังพีเรียดกับพี่หง่าว ยุทธนา เรื่อง ยุวชนทหาร แล้วก็มี ไอ้ฟัก, October Sonata ทำมาเรื่อยๆ แล้วก็มาทำ ชั่วฟ้าดินสลาย ของหม่อมน้อย ก็ศึกษามาตลอดเลย หนังพีเรียดมันมีอะไรน่าสนใจกว่าปัจจุบันมากๆ ก็ชอบเลย สนุก ได้ออกแบบอะไรต่างๆ มันเหมือนเป็นตัวเราร้อยเปอร์เซนต์เลย ที่ทำกับหม่อมน้อยมาจะเป็นเรียลิสติกส่วนใหญ่ พอมาถึงเรื่องนี้มันจะมาแนวเหนือจริงเลย ก็มาจากการค้นคว้ารีเสิร์ชและก็จินตนาการใส่เข้าไปด้วย ก็ผสมผสานเข้าไป ความน่าสนใจโดยรวมถ้าโฟกัสแค่ที่คอสตูมมันอาจจะโดดเกินไป มันต้องอาศัยทีมเวิร์คด้านต่างๆ เข้าไปด้วย ซึ่งถือว่าเป็นทีมเวิร์คที่ดีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว”
(พนม พรมชาติ – ผู้กำกับภาพ) “ร่วมงานกับหม่อมน้อยก็เรื่อง ชั่วฟ้าดินสลาย แต่มาถ่ายเต็มตัวจริงๆ ก็ในเรื่องนี้ การกำกับภาพจะว่ายากก็ไม่ยาก ง่ายก็ไม่ง่ายซะทีเดียว โจทย์คือหม่อมอยากได้โทนภาพสีแบบภาพเขียนฝาผนังโบราณ มันก็เลยยากไปเลย เพราะปกติไม่มีใครถ่ายกันอย่างนี้ พอได้โจทย์มา เราก็ไปหาหนังจิตรกรรมมาดูเรื่องโทนเรื่องสีอะไรต่างๆ เป็นการศึกษาเพิ่มเติมก่อน เรื่องนี้นอกจากที่หม่อมอยากได้โจทย์เป็นภาพเขียนอย่างที่บอกแล้ว หม่อมก็ต้องการให้เราถ่ายการดำเนินเรื่องแต่ละพาร์ทแต่ละคนแต่ละมุมมองให้แตกต่างกันด้วยทั้งพาร์ทของโจรป่า, ขุนศึก, แม่หญิง การเคลื่อนไหวกล้อง การถ่ายทำอะไรต่างๆ ก็จะไม่เหมือนกันเลย ก็ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว”
(ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ – ดนตรีประกอบ) “ในการทำดนตรีประกอบแต่ละเรื่องก็ไม่เหมือนกันนะครับ อย่างเรื่องนี้หม่อมก็จะให้บทมาอ่านก่อน แล้วก็พออ่านเสร็จ เราก็ลองจินตนาการไปก่อนว่ามันจะออกมาแนวไหนสไตล์ไหน จนกระทั่งหนังถ่ายเสร็จ ตัดต่อเสร็จ เราถึงจะรู้ไดเร็คชั่นจริงๆ ละว่าเราจะไปทางไหน ดนตรีประกอบเรื่องนี้จะออกไปทางแนวเหนือจริงแฟนตาซี เพราะเรื่องนี้จะเล่าเรื่องบาปบุญคุณโทษกิเลสตัณหา เราเลยต้องทำให้เหนือจริง ให้ขลังเข้าไว้ ทำให้บทบาทการแสดงของแต่ละคน การเล่าเรื่องของแต่ละพาร์ทดูใหญ่เกินจริง เพิ่มขนาดของบรรยากาศ เพิ่มขนาดของอารมณ์ เพิ่มขนาดของเรื่อง หรือแม้กระทั่งเพิ่มขนาดของกิเลสตัณหาในเรื่องด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ความเป็นแฟนตาซีของมันจะทำให้เราตกเข้าไปในวังวนของหนังเรื่องนี้ ดนตรีประกอบเรื่องนี้ก็จะค่อนข้างสำคัญมากๆ ทำให้เรื่องดำเนินไปได้เร็วขึ้น ไม่ให้ความรู้สึกว่าช้า หนังจะเร็วขึ้น ดนตรีประกอบเรื่องนี้จะทำให้พาร์ทของหนังที่ยาวหดลงและเราจะตามเรื่องไปได้ง่ายขึ้น นี่คือหน้าที่หลักของดนตรีประกอบเรื่องนี้เลย คือหัวใจของเรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องของศาสนา ดนตรีประกอบเรื่องนี้ก็จะออกมาขลังและศักดิ์สิทธิ์ และสามารถซึมซับบรรยากาศและเรื่องราวได้อย่างไม่รู้ตัว”
(อาทยา บุญสูง - Visual Effects Supervisor) “ผมทำงานหนังฮอลลีวู้ดอยู่ 7 ปี เรื่องนี้ก็มาร่วมงานกับหม่อมน้อยเพราะรู้สึกสนใจและอยากเรียนรู้การทำหนังไทยของหม่อมไปด้วย เรื่องนี้มีซีจีอยู่ 200 กว่าช็อต ส่วนใหญ่เลยจะแก้ไขเกี่ยวกับการแต่งหน้า ก็คือตรงหัวมาริโอ้ และบางอย่างที่ใช้เล่าเรื่องที่ไม่สามารถทำได้จริง เช่น ฉากที่น้องพลอยไปอยู่ในฝูงผีเสื้อ ผีเสื้อจริงมันไม่มี เราก็ใส่ผีเสื้อซีจีเข้าไป หรือบางฉากที่ไม่สามารถทำจริงได้ เช่น ขว้างดาบให้มันลงตรงจุดนั้นพอดีได้ เราก็ทำดาบซีจีเข้าไปสวม โดยส่วนใหญ่อันนี้จะเป็นเอฟเฟ็คต์ที่ทำเหมือนจริงก็ให้เนียนไปกับตัวเนื้อหนัง เป็นตัวเล่าเรื่องมากกว่า ซึ่งตัวผมเองชอบทำงานพวกนี้มากกว่าไปทำพวกหุ่นยนต์หรือเอเลี่ยนพวกนี้ หม่อมน้อยมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ทำงานด้วยกันก็จะง่าย เป็นผู้กำกับที่แท้จริง เป็นครูบาอาจารย์ ทำงานกับหม่อมก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ไม่ใช่แค่การทำหนังเท่านั้น เรื่องประสบการณ์ชีวิตมีอะไรถามได้หมด แล้วก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนกลับมาด้วย ดังนั้นจึงรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำงานกับหม่อมครับ หนังที่ทำเป็นหนังที่มีคุณค่าน่าทำ หลายๆ อย่างที่หม่อมพยายามสอดแทรกเข้าไป มันก็เป็นความจริงของชีวิตทั้งนั้นครับ”
FB:
ฉลองครบรอบ “100 ปีชาตกาล พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” “40 ปีบริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด”
***โลเกชั่นงามแปลกตา น่าค้นหาความหมายซ่อนเร้น***
“โลเกชั่นส่วนใหญ่มันก็โดนเลือกมาแล้วเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นเพียงแค่เป็นการไปดูอีกครั้งหนึ่งแค่นั้นเองว่ามันคงสภาพเดิมอยู่หรือเปล่า หลายๆ ที่ก็ยังคงสภาพเดิมอยู่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราศึกษาค้นคว้าไว้ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่บางสถานที่ก็ต้องสร้างอะไรเพิ่มเติมมากมายอยู่เหมือนกัน
เราเลือกโลเกชั่น 3 จังหวัด ทั้งที่เชียงใหม่ก็ถ่ายที่ถ้ำหลวงเชียงดาว, วัดอุโมงค์, น้ำตกหมอกฟ้า, ลานบนดอยม่อนแจ่ม ม่อนล่อง ซึ่งบางที่ก็เดินทางค่อนข้างยากลำบาก ที่ลำปางก็ถ่ายที่พระธาตุลำปางหลวง ที่เชียงรายก็ถ่ายที่เวียงป่าเป้า ก็เดินทางไปถ่ายในที่ที่ไม่เคยมีใครขึ้นไปถ่ายเลย ซึ่งสวยงามมาก เพราะตอน ชั่วฟ้าดินสลาย ก็ถ่ายแค่เชียงใหม่, เชียงราย เรื่องนี้โลเกชั่นก็แตกออกไปอีกมากมายและตัวละครเยอะกว่า และมีฉากที่ต้องสร้างเยอะกว่า มันก็ค่อนข้างจะยุ่ง และทีมงานก็เยอะกว่า แต่ก็เป็นไปได้ด้วยดี ทุกอย่างก็ราบรื่นเป็นไปตามที่เป้าหมายวางเอาไว้ แม้กระทั่งมีพายุฝนก็ตาม ตอนแรกคิดว่าจะต้องมีการเลื่อนกำหนดปิดกล้องไปอีก แต่นับว่าเป็นบุญ ทุกอย่างก็สำเร็จไปได้ตามที่ใจปรารถนา
คือเรามองว่าฉากอุโมงค์ผาเมือง นอกจากเป็นกำแพงเมืองที่มีอุโมงค์อยู่ข้างใต้ ความหมายที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นคือเหมือนภาพยนตร์เรื่องนี้พาคนดูเข้าไปในอุโมงค์ เข้าไปสัมผัสถึงจิตใจเบื้องลึกของมนุษย์ทุกคนที่นับวันก็ยิ่งเสื่อมลง เหมือนกับคำสอนของพระที่บอกไว้ว่า ตอนสร้างอุโมงค์ผาเมืองแต่ก่อนก็สร้างไว้อย่างใหญ่โตและแข็งแรงดี นานเข้าก็เสื่อมโทรมไปเหมือนใจคน คือสะท้อนให้เห็นถึงสภาพจิตใจมนุษย์ในยุคที่เสื่อมที่สุดเมื่อมนุษย์ยึดแต่วัตถุ เงินทอง และทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองดูดี มีความสุข คือความเห็นแก่ตัวนั่นเอง ความเห็นแก่ตัวก็ก่อให้เกิดปัญหาระดับประเทศชาติเราก็ได้เห็นๆ กันมา เพราะฉะนั้นจะบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สอนเพียงศีลธรรมอย่างเดียวก็ไม่ใช่ มันก็สอนให้คนดูได้รู้ว่าชีวิตคืออะไร เรากำลังเผชิญอยู่กับอะไร และเราควรจะแก้มันอย่างไร
ฉากประหารที่ลานหลวง เราไปถ่ายที่ม่อนแจ่ม คือเรามองว่าให้ดูดีๆ ว่าภาพทำไมต้องอยู่บนเขา ฉากข้างหลังก็เป็นภูเขาที่ซับซ้อน และให้การบนเวที เห็นไหมว่าแต่ละคนดูใหญ่กว่าธรรมชาติ โดยมีภูเขาสลับซับซ้อนอยู่ ทุกตัวละครจะรู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติ เหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะโจรป่าและเมียขุนศึก แต่จริงๆ แล้วมนุษย์พ่ายแพ้ธรรมชาติ ซึ่งผิดกับที่เราไปถ่ายที่บนยอดเขาที่เวียงป่าเป้า ที่เห็นพระหนุ่มเดินออกจากวัด และดูพระองค์เล็กนิดเดียว ในขณะที่ธรรมชาติดูใหญ่มโหฬาร มนุษย์ก็แค่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติก็แค่นั้นเอง แต่เรามักจะคิดว่าเราเหนือธรรมชาติ จะพูดไปเมื่อมีแผ่นดินไหวที่ไหนอย่างไรเรายังพ่ายแพ้ หรือสึนามิที่ญี่ปุ่นเราก็พ่ายแพ้หมดเลย นึกว่าตัวเองสูงส่งกว่า โดยเฉพาะเจ้าหลวง เองก็ยังสร้างปะรำพิธีอย่างกับเป็นสวรรค์อยู่บนยอดเขา และจะมีการใช้ Long Shot มากที่จะทำให้เห็นความเวิ้งว้าง เกิดมาแล้วก็เวิ้งว้าง เหมือนตายคนเดียวและต้องเผชิญชะตากรรมอันยิ่งใหญ่มาก มีทหารคอยเฝ้า มีกฎเกณฑ์ของสังคมมาล้อมกรอบตัวละครอยู่หมดเลย ตัวเจ้าหลวงก็เหมือนผู้ที่เสวยสุขกับวัตถุกับเครื่องแต่งกายกับรอบกายที่มีข้าทาสบริวาร เสวยแต่ความสุข แม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังให้การพิพากษาอยู่นะ แต่ก็ยังเสวยสุขกับเกียรติยศ ที่มันเป็นกิเลสทั้งหลาย เราจึงจำเป็นต้องสร้างฉากลานหลวงให้เกิดขึ้นบนยอดเขา เพื่อให้ได้ความรู้สึกนี้ ยังมีอีกหลายๆ ฉากที่มีความหมายซ่อนเร้นอยู่ให้ติดตามและตีความได้ ทุกอย่างมีความหมายหมด”
ผู้ต้องหา, เหยื่อ และพยานปากเอก
ขุนศึกเจ้าหล้าฟ้า (อนันดา เอเวอริงแฮม) - เกิดในตระกูลขุนนาง ถูกอบรมเลี้ยงดูมาในแบบคนชั้นสูง มีการศึกษาดี และหยิ่งทะนงในเกียรติภูมิของตนเยี่ยงขุนนางและนักรบ มีชีวิตที่เป็นระเบียบวินัย และมีหลักเกณฑ์จนทำให้ขาดความเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและวิญญาณ ทำให้การตัดสินใจหลายๆ ครั้งในชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับความถูกต้องในสังคมมากกว่าความเป็นมนุษย์
“โจทย์ของตัวละครตัวนี้ที่มันแตกต่างไปจากตัวละครอื่นที่เคยเล่นมา คือมันถูกมัดไว้ทั้งเรื่อง ถูกมัดมือถูกปิดปากขยับไม่ได้พูดไม่ได้ คราวนี้วิธีสื่อสารกับคนดูมันก็จะเปลี่ยนไปจากตัวอื่นๆ ที่เคยเล่นมา เรื่องนี้แทบจะไม่มีอะไรเลยสื่อสารกับคนดู อย่างตัวละครที่ไม่พูดจะบอกว่าเขาเป็นตัวละครที่ไม่มีความคิดมันก็ไม่ได้ อย่าเข้าใจว่าการที่ขยับตัวไม่ได้พูดไม่ได้คืออุปสรรค จริงๆ มันเปิดช่องให้เราสื่อสารอีกแบบหนึ่งด้วยซ้ำไป ก็เลยทำให้เรากลับมาโฟกัสเรื่องของไดอะล็อกของตัวละครว่าระหว่างที่เหตุการณ์มันเกิดขึ้นอยู่เขาคิดอย่างไร เขารู้สึกอย่างไร เขากำลังพูดอะไรอยู่เนี่ย เราก็คิดว่าทุกๆ เวลาเรากำลังพูดคุยกับตัวละครทุกตัวอยู่ เราก็พึมพำอยู่ในปากเหมือนแบบกูเกลียดมึงมากเลย มึงแย่มาก คือบางทีก็จะให้มันช่วยพูด ให้ความคิดมันเกิดขึ้นมา เก็บกดด้วยนิดหน่อยเพราะคนอื่นเขาพูดอยู่ตลอดเวลา เราอยากจะพูดกับเขามาก”
แม่หญิงคำแก้ว (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) - ภรรยาผู้เลอโฉมของขุนเจ้าศึกหล้าฟ้า พื้นเพของหล่อนเป็นเพียงบุตรสาวคนครัวในบ้านของขุนศึกนั่นเอง แต่ด้วยความงามเป็นเลิศของหล่อน ทำให้ขุนศึกเมตตาชุบเลี้ยงเป็นภรรยาอย่างออกหน้าออกตา
“เรียกว่าเป็นบทบาทที่เข้มข้นที่สุดในชีวิตที่เคยเล่นมา แล้วเล่นอย่างหมดตัวจริงๆ คราวนี้พลอยใส่เต็มที่ มันจะเน้นเรื่องการแสดงล้วนๆ แล้วก็ความสนุกหลากหลายมันดูแล้วมัน ไดอะล็อค 2 หน้าสุดท้ายของพลอยเป็นที่หลากหลายอารมณ์มาก ร้องไห้ หัวเราะเป็นคนบ้า เหมือนหมาไฮยีน่าเลย ลุกขึ้นมาหัวเราะใส่หน้าผู้ชาย ด่าๆๆ แล้วถุยน้ำลายใส่ มันสะใจมากค่ะ เป็นบทที่ยากจริงๆ”
โจรป่าสิงห์คำ (ดอม เหตระกูล) – ขุนโจรที่โหดร้ายที่สุดในยุคสมัย เป็นที่เกรงกลัวของชาวบ้านทุกหัวระแหง โดยเฉพาะพวกที่มีฐานะดี เพราะโจรป่าสิงห์คำมักจะปล้นฆ่าเศรษฐีเพื่อนำเงินทองมาแจกจ่ายให้แก่ราษฎรที่ยากไร้ โจรป่ามีรูปร่างกำยำบึกบึนสมชาย มีเสน่ห์เย้ายวนต่อสตรีเพศ สำหรับเขาแล้ว ที่สุดในชีวิตก็คือ เงินทองทรัพย์สมบัติ เหล้า และผู้หญิง
“ต้องยอมรับว่าผมอยู่ในวงการนี้มานาน การทำงานกับหม่อมน้อยเรื่องนี้ก็เป็นครั้งแรก หม่อมก็ได้ให้แง่คิดต่างๆ ที่เกี่ยวกับการวางรากฐานของตัวละคร ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่หลายๆ คนมักจะลืม บางทีได้บทมาอ่าน เราไม่คิดหรอกว่าอะไรยังไง แต่หม่อมจะให้แง่มุมที่สะท้อนว่าทำไมคุณถึงเป็นโจร ทำไมเราต้องปล้นก็เราไม่มีจะกิน คือมันจะอ้างอิงไปถึงบางอย่าง ทำไมเราถึงข่มขืน ก็มองย้อนไปว่าเราไม่ได้รับการเหลียวแลจากสาวๆ พอเราได้ขัอมูลต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมามันจะป็นการวางรากฐานของตัวละครขึ้นมา การวางรากฐานของตัวละครมีวิธีที่นำเสนอมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจิตวิทยา เรื่องของการให้คอมเม้นต์ซึ่งตรงนี้เองที่หม่อมจะเปิดโอกาสให้นักแสดง คุณอยากจะใส่อะไรเพิ่ม คุณคิดว่าเขาควรจะเป็นยังไง มันทำให้ตัวละครเข้าใจได้ง่าย คนที่มาเล่นเองเข้าใจได้ง่ายและยังถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดตัวละครตัวนี้ไปให้คนอื่นๆ ได้เห็นได้รับรู้ได้ดีอีกด้วย”
พระหนุ่มอานนทภิกขุ (มาริโอ้ เมาเร่อ) - บุตรชายคนเดียวของเศรษฐีทำกระจกที่เมืองเชียงคำ ผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ยังเด็ก จนมีความใฝ่ฝันว่าจะบวชเรียนในพระบวรศาสนาจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ท่านเป็นผู้พบขุนศึกผู้ตายและภรรยาก่อนเกิดเหตุฆาตกรรมอันน่าสะเทือนใจ และเป็นเหตุให้ท่านต้องย้อนกลับมามองและเรียนรู้ถึงชีวิตมนุษย์และตัวเองใหม่อีกครั้ง
“บทนี้ยากพอตัวเลยครับ ก่อนอื่นเลยโอ้ไม่เคยเล่นหนังพีเรียดมาก่อนเลย แล้วพอได้มาเล่นมันก็เป็นการท้าทายอย่างหนึ่งที่ได้ทำงานกับอาจารย์ของเราก็คือหม่อมน้อยครับ บทพระหนุ่มจะเหมือนโอ้ตรงการมองโลกในด้านดี ตัวพระอานนท์ถ้าหาเหตุผมไม่ได้ก็จะจิตตก แล้วจะรู้สึกแย่ไปหมดเลย นี่คือสิ่งที่ต่างกับตัวโอ้ครับ ถ้าหาคำตอบไม่ได้โอ้ก็จะเฉยๆ ก็จะปล่อยไปแล้วค่อยหาคำตอบไปเรื่อยๆ อีกที แต่พระอานนท์เนี่ยจะไม่ได้เลย คือด้วยความที่พระอานนท์เป็นเหมือนผ้าขาวแล้วพอมีอะไรมากระทบใจของพระอานนท์ให้แปดเปื้อน ทุกอย่างมันจะแย่ไปหมดเลยครับ ทำให้พระอานนท์จิตตกคิดว่าตัวเองโง่ ไม่สามารถจะสั่งสอนใครได้อีกต่อไป”
คนตัดฝืน (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) – เป็นคนหน้าซื่อที่ศรัทธาในพระศาสนา แต่ยากจนเพราะมีลูกเล็กๆ หลายคน เขาเป็นคนดีขยันหมั่นเพียรที่จะทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว ชายตัดฟืนคนนี้เป็นคนพบศพขุนศึกเจ้าหล้าฟ้า ทำให้ต้องมาให้การในศาล ซึ่งเป็นเหตุให้เขาได้ร่วมสนทนาถึงคดีนี้กับพระหนุ่มและสัปเหร่อในอุโมงค์ผาเมืองด้วย
“เล่นเรื่องนี้ผมค่อนข้างซีเรียสมากนะ ดราม่ามาเลย หม่อมอยากให้เป็นแบบนั้น ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายของผมมาก ผมคิดว่าเป็นหนังเรื่องที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเล่นมาเลย แต่ผมก็กลัวคนดูจะไม่เชื่อจากหน้าของผมนะ กลัวจะไม่เชื่อความเป็นคนซีเรียสของผมในเรื่อง หม่อมน้อยอยากให้หม่ำเปลี่ยนบุคลิก แต่ไม่รู้คนดูจะรับผมได้หรือเปล่านะ แต่จากเนื้อหนังทั้งหมดเนี่ย เป็นหนังที่ดีสำหรับผมเลยล่ะ หม่อมเป็นผู้กำกับที่ทำงานละเอียด ไม่แปลกเลยที่หนังหม่อมจะได้รางวัลอยู่ตลอด หม่อมน้อยแกพิถีพิถันและละเอียดในการกำกับมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแสดงหรือมุมกล้องไม่ปล่อยแม้แต่เม็ดเดียว ผมได้ความรู้จากแกมากๆ เลย สมกับเป็นปรมาจารย์ทางการแสดงของนักแสดงชั้นนำ
หลายคนในวงการ ผมพูดได้ว่าการร่วมงานกับหม่อมน้อยในเรื่องนี้ เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามาก เหมือนผมได้ด๊อกเตอร์ทางการแสดงจากมหาวิทยาลัยหม่อมน้อยเลย”
สัปเหร่อ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) - เป็นสัปเหร่อแก่ที่อาศัยอยู่ในอุโมงค์ผาเมือง ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน มีความคุ้นเคยทั้งคนเป็นและคนตาย จึงมีความเข้าใจวิถีทางชีวิตของมนุษย์ได้อย่างดีในทุกแง่มุม เขามักจะมองโลกและใช้ชีวิตอย่างเป็นกลาง จึงทำให้เขาสามารถวิเคราะห์นิสัยมนุษย์ได้อย่างแม่นยำ
“สัปเหร่อเรียนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในคดีนี้ไปพร้อมกับคนดู และวิเคราะห์ทำความเข้าใจชีวิตได้มากที่สุด สิ่งที่ผมประทับใจมากๆ ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ของหม่อมหลวงพันธุ์เทวนพก็คือ สิ่งที่หม่อมพยายามให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นพุทธบูชา เป็นธรรมมะที่สอนคน เป็นความรู้สึกที่ผมชอบมากๆ ในเรื่องนี้ครับ”
FB:
บันทึกผ่านอุโมงค์ผาเมือง
จริงๆ แล้วเรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” เป็นเรื่องจำลองของโลกในยุคปัจจุบันนี้เอง คือเมื่อมนุษย์เป็นทาสวัตถุ ทาสเงิน และทาสเกียรติยศ และก็มีอัตตาสูงคือยึดตัวตนเท่านั้นเป็นเรื่องสำคัญ ปากท้องเท่านั้นที่เป็นเรื่องสำคัญโดยไม่นึกถึงการให้ซึ่งกันและกัน ไม่เคยคิดถึงการบริสุทธิ์ของจิตใจ อะไรฉกฉวยได้ฉกฉวยเอา ศาสนาก็ทำบุญไปงั้นๆ ทุกคนก็อยู่กับธุรกิจส่วนตัวตั้งหน้าตั้งตาหาเงิน เงินคือพระเจ้า ตอนนี้มันเหมือนกับเป็นยุคเสื่อมที่สุดของโลก ซึ่งมันก็เป็นแก่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าทำไมตัวละครทั้ง 3 ถึงให้การว่าตัวเองเป็นผู้ผิดหมด มันก็ง่ายๆ คือทุกคนก็อัตตาสูง มักจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดูดีให้กับตัวเอง ก็ไม่แตกต่างอะไรจากมนุษย์ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในวงการบันเทิงที่ออกสื่อต่างๆ เพื่อพูดถึงภาพลักษณ์ตัวเองในแง่ที่อยากจะให้คนอื่นเห็นตัวเองเป็นเช่นไร
มนุษย์เราก็มีทั้งดีและไม่ดี ภาพยนตร์เรื่องนี้พูดถึงความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ มนุษย์อยากจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ เป็นฮีโร่ให้ทุกคนกล่าวขวัญถึงไม่ว่าจะทางใดทางหนึ่ง คุณเก่งมาก รวยมาก มีอำนาจมาก ขอให้เป็นคนพิเศษของประเทศเข้าว่า เขาก็จะมีความสุขในเบื้องหลังความพิเศษเหล่านั้น จะปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีใครในโลกนี้สมบูรณ์สักคนเดียว
การชมภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าการเกิดเป็นคนไม่มีใครสมบูรณ์ และความสมบูรณ์เป็นไปได้แค่ความคิดฝันเท่านั้น ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสมมติขึ้น การเล่าแต่ละครั้งเป็นเรื่องคิดฝันของแต่ละตัวละครที่อยากให้คนอื่นมองตัวเองเป็นเช่นนั้นในบทบาทที่ตัวเองต้องการ
อีกประเด็นหนึ่งคือต้องฟัง มันเป็นหนังไดอะล็อก ความคมคายของไดอะล็อก ความลึกซึ้ง ความหมายที่เข้าใจง่ายๆ ไม่ได้ยากเย็นเข็ญใจอะไร คือถ้าฟังก็จะสนุกกับบทสนทนา ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยศิลปะหลายๆ ด้านมาประกอบกัน ไม่ใช่ศิลปะภาพยนตร์ที่ว่ากันด้วยภาพเพียงอย่างเดียว บทสนทนาก็มีความหมาย สีก็มีความหมาย บรรยากาศก็สื่อความหมาย ศิลปะการแสดงที่สูงส่งที่มีทั้งธรรมชาติและไม่ธรรมชาติก็มีความหมาย คือเหมือนเป็นศิลปะชิ้นหนึ่งที่ไม่ต้องคิดมากนัก แค่นี้ก็จะดูหนังสนุก และก็มีหลากหลายรสชาติ สนุก ตลก ตื่นเต้น บู๊ รัญจวนจิต มีทุกอารมณ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ มันดูไม่ยาก แต่คุณเป็นคนช่างสังเกตหรือเปล่า ถ้าคุณมัวดูแต่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณจะไม่ได้อะไรจากมันเลย แต่สำหรับเราในแง่คนที่ทำภาพยนตร์เรื่องนี้ คนที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วรู้สึกว่าอยากเข้าวัด อยากทำบุญ แค่นี้เราก็ถือว่าการทำหนังเรื่องนี้ของเราประสบความสำเร็จแล้ว
เกร็ดภาพยนตร์
1) ภาพยนตร์เรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” (2554) ดัดแปลงจากบทละครเวทีเรื่อง “ราโชมอน” ของ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” (2454-2538) ซึ่งเรียบเรียงและดัดแปลงจากเรื่องสั้น 2 เรื่อง คือ “Rashomon” (ประตูผี) และ “In a Grove” (ในป่าละเมาะ) ของนักประพันธ์ยอดฝีมือชาวญี่ปุ่น “ริวโนะสุเกะ อะคุตะงะวะ” (2435-2470) อันเป็นที่มาของภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องดังก้องโลกอย่าง “Rashomon” (2493) ผลงานการกำกับลำดับที่ 11 ของ “อากิระ คุโรซาวา” (2453-2541) จักรพรรดิแห่งภาพยนตร์ญี่ปุ่นนั่นเอง
2) สู่การเขียนบทสุดละเมียดและกำกับอย่างสุดวิจิตรตระการตาของผู้กำกับชั้นครู “ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล” เป็นผลงานลำดับที่ 10 ถัดจากภาพยนตร์ขึ้นหิ้งอย่าง เพลิงพิศวาส (2527), ช่างมันฉันไม่แคร์ (2529), ฉันผู้ชายนะยะ (2530), นางนวล (2530), เผื่อใจไว้ให้กันสักหน่อย (2532), ความรักไม่มีชื่อ (2533), มหัศจรรย์แห่งรัก (2538), อันดากับฟ้าใส (2540) และ ชั่วฟ้าดินสลาย (2553)
3) ละครเวทีเรื่อง “ราโชมอน” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ออกแสดงอย่างเป็นทางการถึง 4 ครั้ง ในรอบ 27 ปี ดังนี้
- ครั้งแรก (10 มีนาคม พ.ศ. 2508) หน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำแสดงโดย สุพรรณ บูรณะพิมพ์, อาคม มกรานนท์, อาจิต รัศมิทัต, สาหัส บุญ-หลง, มาลี เวชประเสริฐ, มนัส บุณยเกียรติ, ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
- ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2515) ที่หอประชุมเอยูเอ จัดโดย คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำแสดงโดย จันทรา ชัยนาม ฯลฯ กำกับการแสดงโดย เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง (นักวิจารณ์ละครและภาพยนตร์ “มุมสูง” นิตยสารมติชนรายสัปดาห์ในปัจจุบัน)
- ครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2529) ที่โรงละครคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำแสดงโดย อรชุมา ยุทธวงศ์, ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง, ม.ร.ว. อุษณิษา สุขสวัสดิ์ ฯลฯ กำกับการแสดงโดย อะสา สะกอสกี้ (นักแสดงละครบรอดเวย์จากนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา)
- ครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2535) ที่มณเฑียรทองเธียเตอร์ โรงแรมมณเฑียร นำแสดงโดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, ธัญญา โสภณ, รวิวรรณ จินดา, ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ฯลฯ กำกับการแสดงโดย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล (ออกแสดงในโรงละครอาชีพครั้งแรก ทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์ ยาวนานถึง 3 เดือน รวม 72 รอบ)
4) ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง “Rashomon” ของผู้กำกับอากิระ คุโรซาวา ออกฉายครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2493 ก่อนที่จะเดินทางไปฉายประกวดและคว้ารางวัลจาก “เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส” ที่ประเทศอิตาลี พ.ศ. 2494 และเข้าฉายที่สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2494 ก่อนที่จะได้เข้าชิงและคว้ารางวัลอีกหลายสถาบัน รวมถึง “รางวัลออสการ์เกียรติยศ” (Honorary Award) เมื่อปี พ.ศ. 2495 อีกด้วย
5) ระดมทีมนักแสดงแถวหน้าของเมืองไทยไม่ว่าจะเป็น มาริโอ้ เมาเร่อ, อนันดา เอเวอริงแฮม, เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา, ดอม เหตระกูล, ศักราช ฤกษ์ธำรงค์, รัดเกล้า อามระดิษ และนักแสดงสมทบอีกมากมายมาประชันบทบาทสุดเข้มข้นเป็นครั้งแรก ในเรื่องราวสนุกชวนติดตามที่สอดแทรกเนื้อหาสาระไปตลอดทุกอณูภาพยนตร์
6) “อุโมงค์ผาเมือง” เลือกสรรค์อย่างละเอียดและถ่ายทำในหลากหลายสถานที่สวยงามแปลกตาที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในภาพยนตร์ไทย อาทิเช่น ถ้ำเชียงดาว, วัดอุโมงค์, น้ำตกหมอกฟ้า, ม่อนล่อง, ม่อนแจ่ม ดาราเทวี จ. เชียงใหม่, พระธาตุลำปางหลวง จ. ลำปาง และเวียงป่าเป้า จ. เชียงราย
7) ผ่านการสร้างสรรค์จากทีมงานเบื้องหลังมืออาชีพในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบงานสร้างอย่างวิจิตรตระการตาในทุกฉาก, การกำกับภาพและจัดแสงสุดละเมียดงดงามในทุกเฟรมภาพ, งานออกแบบเครื่องแต่งกายล้านนาสุดประณีตทุกชุด, การเมคอัพสุดบรรจงในทุกตัวละคร รวมถึงดนตรีประกอบสุดขลังทุกบรรยากาศภาพยนตร์ เหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะดึงดูดและตราตรึงผู้ชมไปตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องอย่างสุดประทับใจ
FB:
แถลงข่าว “อุโมงค์ผาเมือง” สุดยิ่งใหญ่ เปิดตัว “ทีมนักแสดงนำ” ครั้งแรก พร้อมเผยเบื้องหลังการทำงานเต็มรูปแบบ
แถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปีเรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” ผลงานกำกับสุดละเมียดเรื่องล่าสุดของผู้กำกับชั้นครู “ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา ณ สถาบันคึกฤทธิ์ (ซอยงามดูพลี พระรามสี่) ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักจากการให้ความสนใจของสื่อมวลชนอย่างคั่บคั่ง
เริ่มด้วยการร่ายรำเปิดงานของ “รัดเกล้า อามระดิษ” หนึ่งในทีมนักแสดงของเรื่องที่งานนี้รับหน้าที่พิธีกรพาเข้าสู่อุโมงค์ผาเมืองอย่างตรึงผู้ร่วมงานตั้งแต่นาทีแรกเลยทีเดียว ก่อนที่จะเรียนเชิญ “ม.ร.ว. ปรีดิยาธร” เทวกุล” ท่านประธานกรรมการมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้นกล่าวเปิดงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ
จากนั้นจึงเป็นการเปิดเผยเรื่องราวความเป็นมาแห่งภาพยนตร์ทรงคุณค่าเรื่องนี้ ด้วยพรีเซ้นต์เบื้องหลังงานสร้างสุดยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดตัวทีมนักแสดงนำไม่ว่าจะเป็น “อนันดา เอเวอริงแฮม”, “มาริโอ้ เมาเร่อ”, “พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง”, “ดอม เหตระกูล”, “เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา”, “ศักราช ฤกษ์ธำรงค์”, “ธัญญา โสภณ”, “ชุดาภา จันทเขตต์” และ “รัดเกล้า อามระดิษ” อย่างสุดอลังการด้วยขบวนการแต่งกายในคาแร็คเตอร์ภาพยนตร์อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งบอกเล่าความรู้สึกสุดภาคภูมิในการที่ได้ร่วมงานกับสุดยอดผู้กำกับอย่าง “หม่อมน้อย” ที่ขึ้นมากล่าวถึงความรู้สึกต่อภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างสุดประทับใจ
ปิดท้ายงานด้วยการถ่ายภาพรวมของบรรดาแขกผู้เกียรติ, ผู้บริหาร และทีมงานภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่ระลึก “อุโมงค์ผาเมือง” ดัดแปลงจากวรรณกรรมบทละคร “ราโชมอน” หรือ “ประตูผี” ของ ฯพณฯ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งจะนำผู้ชมดำดิ่งไปสู่ความมืดมิดในเบื้องลึกเกินหยั่งถึงของความเป็นมนุษย์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนบนจอภาพยนตร์ 8 ก.ย. นี้ ทุกโรงภาพยนตร์
FB:
"หม่ำ ปลื้มร่วมงาน หม่อมน้อย ใน “อุโมงค์ผาเมือง” เหมือนจบปริญญาเอกทางการแสดง"
“เรื่องนี้เป็นหนังที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเล่นมาเลย” “หม่ำ จ๊กมก” สุดปลื้ม ร่วมงาน “หม่อมน้อย” ใน “อุโมงค์ผาเมือง” เหมือนจบปริญญาเอกทางการแสดง
“หม่ำ จ๊กมก” (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) สุดยอดตลกแห่งวงการบันเทิงปลื้มสุดชีวิต ที่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับชั้นครู “หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ในภาพยนตร์เรื่องยิ่งใหญ่แห่งปี “อุโมงค์ผาเมือง” โดยรับบทชีวิตหนักเป็น “คนตัดฟืนหน้าซื่อ” ผู้กำความลับในคดีฆาตกรรมปริศนาแห่งนครผาเมือง หม่ำเผยความในใจต่อบทบาทนี้ว่า
“เล่นเรื่องนี้ผมค่อนข้างซีเรียสมากนะ ดราม่ามาเลย หม่อมอยากให้เป็นแบบนั้น ซึ่งผมก็คิดอยู่นานกว่าจะตัดสินใจรับแสดงหนังเรื่องนื้ เพราะเป็นบทชีวิตหนักอย่างที่ผมไม่เคยแสดงมาก่อนในชีวิต ไม่ใช่ทางผมเลย เป็นเรื่องท้าทายของผมมาก เพราะตัวละครตัวนี้ต้องซ่อนความรู้สึกอยู่ลึกมากมีทั้งโลภ โกรธ หลงอยู่ในตัวละครตัวเดียว พูดได้ว่าหลากหลายอารมณ์มาก อีกทั้งบทพูดก็ยาวมาก ผิดไม่ได้แม้แต่คำเดียว เพราะเป็นบทประพันธ์โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ผมใช้เวลาตัดสินใจอยู่หลายวัน คิดว่ามันเป็นสิ่งใหม่ ท้าทายดี หม่อมน้อยคงเห็นอะไรในตัวผม จากนั้นก็ไปซ้อมบทกับหม่อมน้อยทั้งๆ ที่ในชีวิตผมไม่เคยต้องซ้อมบทก่อนการแสดงเลย แต่เป็นหม่อมผมยอม
ผมคิดว่าเป็นหนังเรื่องที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเล่นมาเลย แต่ผมก็กลัวคนดูจะไม่เชื่อจากหน้าของผมนะ กลัวจะไม่เชื่อความเป็นคนซีเรียสของผมในเรื่อง หม่อมน้อยอยากให้หม่ำเปลี่ยนบุคลิก แต่ไม่รู้คนดูจะรับผมได้หรือเปล่านะ แต่จากเนื้อหนังทั้งหมดเนี่ย เป็นหนังที่ดีสำหรับผมเลยล่ะ หม่อมเป็นผู้กำกับที่ทำงานละเอียด ไม่แปลกเลยที่หนังหม่อมจะได้รางวัลอยู่ตลอด หม่อมน้อยแกพิถีพิถันและละเอียดในการกำกับมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแสดงหรือมุมกล้องไม่ปล่อยแม้แต่เม็ดเดียว ผมได้ความรู้จากแกมากเลย สมกับเป็นปรมาจารย์ทางการแสดงของนักแสดงชั้นนำหลายคนในวงการ ผมพูดได้ว่าการร่วมงานกับหม่อมน้อยในเรื่อง ‘อุโมงค์ผาเมือง’ ครั้งนี้ เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากสำหรับผม เหมือนผมได้ด๊อกเตอร์ทางการแสดงจากมหาวิทยาลัยหม่อมน้อย”
“อุโมงค์ผาเมือง” ดัดแปลงจากวรรณกรรมบทละคร “ราโชมอน” หรือ “ประตูผี” ของ ฯพณฯ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งจะนำผู้ชมดำดิ่งไปสู่ความมืดมิดในเบื้องลึกเกินหยั่งถึงของความเป็นมนุษย์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนบนจอภาพยนตร์ สร้างเพื่อเฉลิมฉลอง “40 ปีของบริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” และ “ครบรอบ 100 ปีชาตกาลของ ฯพณฯ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” พร้อมเข้าฉาย 8 ก.ย. นี้
Navigation
[0] Message Index
[#] Next page
[*] Previous page
Go to full version