ภาพยนตร์ > ข่าวภาพยนตร์
ภาพยนตร์เรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” 8 กันยายน
FB:
บทสัมภาษณ์ “ดอม เหตระกูล” ทุ่มเต็มที่กับการแสดง “หนังหม่อมน้อย” เป็นครั้งแรก ใน “อุโมงค์ผาเมือง”
บทบาท-คาแร็คเตอร์
สำหรับ “อุโมงค์ผาเมือง” ผมมารับบทเป็น “โจรป่าสิงห์คำ” ครับ สำหรับตัวโจรป่าสิงห์คำ พื้นเพเป็นลูกชาวนายากจน แล้วเหมือนเป็นคนที่พ่ายแพ้ต่อระบบก็เลยหนีเข้าป่าไปเพื่อเป็นโจร คอยปล้นคอยคุกคามผู้ที่มารุกรานอาณานิคมของเรา ซึ่งในช่วงประมาณ 500 ปีที่แล้วเป็นพม่า ซึ่งเจ้าหลวงส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่มาจากทางพม่า แล้วก็ยังมีคนเชื้อสายล้านนาไปสวามิพักตร์ ก็จะทำให้เรามีความรู้สึกกดดันในสังคม ออกปล้นคนรวยปล้นคนมั่งมีต่างๆ เหล่านี้ แต่ที่สำคัญคือสาเหตุเพราะว่าเป็นคนยากจนก็เลยมีความเก็บกดทางเพศพอสมควร คุณลักษณะนอกจากการปล้นแล้วก็จะมีการฉุดฆ่าข่มขืนด้วย ซึ่งสำหรับตัวละครตัวนี้ความซับซ้อนสำหรับภูมิหลังมันค่อนข้างเยอะ ทำให้การแสดงออกของตัวละครตัวนี้เป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างดิบ เถื่อน อาศัยชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในป่า แถมยังปากกล้า เป็นคนที่มีฝีปากมากคนหนึ่งด้วย
ในเรื่องมีการปรับเปลี่ยนลุคและการแสดงไปยังไงบ้าง
สำหรับบทผู้ร้ายก็มีผ่านมือไปบ้าง แต่ว่าพอมาคราวนี้ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของเราเองเป็นป่าเขาลำเนาไพรอยู่กับน้ำตก อยู่กับป่าเยอะ การแสดงเรามันค่อนข้างจะไปในทิศทางที่ดิบเถื่อน แล้วก็ไม่ค่อยมีตัวช่วยเยอะ เพราะในเรื่องของการใช้เสียงหรืออะไรก็ตามก็ต้องค่อนข้างที่จะใหญ่ โดยการที่เป็นคนยากมันค่อนข้างที่จะโผงผาง การแสดงนี้ถึงแม้ว่าเล่นบทที่ตรงไปตรงมาแต่ขั้นตอนทางการแสดงก็ค่อนข้างซับซ้อน
รูปลักษณ์ภายนอกก็ต้องตื่นมาแต่งตัวก่อนคนอื่นเขา 1-2 ชั่วโมงเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นผม ซึ่งก็เป็นผมยาว มีการติด Tattoo ต่างๆ เหล่านี้ ต้องไปเจอภูมิประเทศเองจริงๆ ถึงจะเล่นได้ อาจจะมีการซ้อมไม่กี่ครั้ง แต่สำหรับตัวบทก็ได้ทำการซ้อมมาแล้วตั้งแต่เวิร์คช็อปอยู่กับหม่อมน้อย ทีนี้อย่างอื่นก็จะเป็นการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมมากกว่าครับ
เรื่องราวของ “อุโมงค์ผาเมือง”
สำหรับ “อุโมค์ผาเมือง” เป็นบทประพันธ์ที่มีมาช้านานแล้วแล้วถูกนำมาเขียนใหม่เป็นภาคภาษาไทย ออริจินัลมาจากญี่ปุ่น แล้วก็ผลงานหนังครั้งแรกโดย “อากิระ คุโรซาว่า” ซึ่งหลังจากนั้น “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” ก็เขียนเป็นบทประพันธ์ในไทย เป็นบทประพันธ์ที่มีความลึกซึ้งในแง่มุมของตัวละคร ในแง่คิดไม่ว่าจะยุคสมัยหรือประเทศจะต่างกัน แต่ความขัดแย้งและความซับซ้อนมันก็ยังอยู่ในคนทุกคน ไม่จำกัดว่าจะอายุเท่าไหร่ ไม่จำกัดว่าจะเพศอะไร และไม่จำกัดว่าระยะเวลามันได้ผ่านล่วงเลยมากี่พันปีแล้ว คือเป็นสิ่งที่น่าคิดมาก แล้วบทประพันธ์ของเรื่องนี้คือ สิ่งที่คนเห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนคิด และบางครั้งความดีที่เรามองเห็นในคนบางคนแน่นอนมันต้องมีบางมุมที่เป็นด้านมืด และด้านมืดที่ว่านั้นคือมันถูกไตร่ตรองมันถูกคิด จนกระทั่งแปลออกมาเป็นกระบวนการของการกระทำที่มันไม่ได้แย่ มันไม่ได้ผิด แต่ว่าจริงๆ แล้วเริ่มต้นจากความคิดจากด้านมืดเสียมากกว่า ซึ่งตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นบทของพระอานนท์ บทของขุนศึกเจ้าหล้าฟ้า หรือว่าจะเป็นตัวของแม่หญิงคำแก้ว รวมถึงตัวของโจร ไม่ว่าจะเป็นสัปเหร่อหรือคนตัดฟืน คนเหล่านี้มีแง่มุมให้ได้คิดตั้งแต่คนชั้นล่างสุดของสังคมไปจนถึงคนชั้นสูงสุดในวงสังคมอย่างตัวละครของสิงห์คำก็อย่างที่บอกไปข้างต้น เป็นผู้พ่ายแพ้แก่ระบบ เป็นการพลิกผันกลับมาด้วยการกระทำเยี่ยงโจร บางครั้งในทัศนคติมันอาจจะถูกต้อง วิธีการที่ทำมันผิด แต่บางคนอยู่ในสถานะที่ทำอะไรก็ถูก แต่สิ่งที่ใช้วิจารณญาณว่าเราจะทำการนี้มันผิด ดังนั้นมันเป็นมุมมองให้ได้มอง แม้กระทั่งพระอานนท์ในเรื่อง ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากพระอานนท์ฟังการตัดสินคดีความคดีหนึ่ง ก็เกิดไม่มั่นใจกับสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังจากคำให้การของบุคคลถึงสามคน มันทำให้ไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ในธรรม มันจะเป็นอะไรกันแน่ ก็เกิดข้อสงสัยในวิชาที่เรียนพระพุทธศาสนา ถ้าเกิดพูดรวมๆ มันน่าจะเป็นเรื่องที่เกิดจากพระพุทธศาสนา ซึ่งแม้แต่พระเองก็ยังหลงทาง แต่ท้ายที่สุดแล้ว จากการฟังคำของคนต่างๆ การตัดสินโทษรวมไปถึงการหาคำตอบในบทสรุปต่างๆ เหล่านี้ ความจริงจะค่อยๆ เปิดเผยขึ้นทีละน้อยๆ แต่ถามว่าจริงๆ แล้วท้ายที่สุดของบทประพันธ์นี้ การตัดสินไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนไม่กี่คน แต่ว่าการตัดสินอยู่ที่คนดู เพราะจริงๆ แล้วคุณจะให้ใครถูกคุณจะให้ใครผิดในเรื่อง ซึ่งมันเป็นความแยบยลทางบทประพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นตัวของผู้ประพันธ์บทเองจากญี่ปุ่น มาจนถึงการแปลและเป็นบทประพันธ์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็มีความลึกลับและซับซ้อนมาก หลายๆ คนที่ได้อ่านบทประพันธ์ของเรื่องนี้ไปแล้ว ก็จะมีความรู้สึกประทับใจเพราะมันให้แง่มุมเยอะ บางทีอ่านแล้วซึ้งน้ำตาไหล แล้วแต่ประสบการณ์ของผู้อ่านแต่ละคนมันไม่เท่ากัน มันทำให้มองเห็นในระดับที่แตกต่างกัน บทสรุปของแต่ละคนนั้นย่อมไม่เท่ากัน และนี่คือความแยบยลของบทประพันธ์และการตีความต่างๆ ซึ่งครั้งหนึ่ง “หม่อมน้อย” ท่านเองก็เคยเป็นผู้กำกับละครเวที “ราโชมอน” แต่คราวนี้ถูกนำมาทำในเวอร์ชั่นของหนัง โดยรวมมันจะเรียลิสติกมาก ได้รู้วิถีชิวิตของคนไทยล้านนาเมื่อ500 ปีที่แล้ วมีเรื่องของค่านิยมทางความคิด มีเรื่องของกฎระเบียบการกระทำต่างๆ เกียรติศักดิ์ศรี และความเป็นผู้ชายความเป็นผู้หญิงอยู่ ซึ่งปัจจุบันนี้สังคมมันจะแปรเปลี่ยนไปเยอะ ผู้หญิงเองก็พยายามทำอะไรหลายๆ อย่างขึ้น เพื่อให้เกิดการยอมรับในวงสังคม แต่แน่นอนมันก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่อยากได้เจ้านายเป็นผู้หญิง มีผู้หญิงอีกหลายคนที่พยายามจะไฟท์เพื่อขึ้นมาว่า สิ่งที่เราทำนั้นมันถูกต้อง มันมีความขัดแย้งอยู่เนืองๆ ของชนชั้นสูงกับคนชั้นล่าง เกิดเป็นวรรณะขึ้นมา เราพยายามเหยียบกันไว้ แล้วเราก็บอกว่าไม่มีอะไร เราอยู่กันอย่างสันติ ความเป็นจริงแล้วเรื่องความคิดมันก็ยังมีอยู่แล้วในเรื่องนี้ ผมว่าน่าติดตามชมมาก โดยเฉพาะนักศึกษาไม่ว่าจะเป็นในสาขาวรรณกรรมหรืออะไรก็ตาม ลองมาดู เพราะนี่มันคือความซับซ้อนทางจิตวิทยา เป็นสิ่งที่คนเราไขว่คว้าในวันหนึ่งคนเราออกกฎขึ้นมาเพื่ออะไร เราอยู่กันอย่างผาสุก หรือท้ายที่สุดแล้วหนทางแห่งอิสระนั้นเป็นหนทางที่ผาสุกกว่า มันเป็นเหมือนแง่คิดให้เราได้ประมวลว่า ท้ายที่สุดแล้วตัวเราเองเป็นตัวละครตัวไหนในเรื่อง สะท้อนแง่มุมของมนุษย์ได้จริงๆ แต่ผ่านเหตุการณ์ของมนุษย์ที่ค่อนข้างรุนแรงกระทบกระเทือนและสะเทือนจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการฆ่ากัน การข่มขืน เหตุต่างๆ เหล่านี้มันเป็นเหตุจูงใจ พอมานั่งคิดแม้แต่คนที่นิ่งที่สุดอย่างพระอานนท์ก็ยังเกิดความสงสัย ความยากง่ายของตัวละครตัวนี้มันต้องเล่นหลายแง่มุมใช่ไหมตัวโจรป่าสิงห์คำผมว่าความยากน่าจะอยู่ตรงที่การแสดงซึ่งค่อนข้างดิบเถื่อน เป็นคนหนีสังคม เป็นคนขว้างโลกโผงผาง เราไม่มีกฎ เราไม่มีระเบียบ เราทำทุกอย่างที่เราอยากจะทำ ฉุดฆ่าใครก็ได้ เราจะไปปล้นสะดมใครก็ได้ เราหิววันนี้เราจะกินจะใช้ชีวิตเหมือนสัตว์ แต่ความง่ายของมันอยู่ที่เรื่องของเรา คนที่มองเห็นสิงห์คำ ถ้าเล่าถึงตัวเองเราเป็นโจร เรามีชีวิตที่อิสระ ถ้าแม่หญิงคำแก้วเล่าเราจะเป็นผู้ชายที่เลวมากเพราะเราไปข่มขืนเขา สำหรับเจ้าหล้าฟ้าเองก็จะเป็นอีกมุมหนึ่ง ท้ายที่สุดคนที่วงนอกก็จะมองเห็นสิงห์คำเป็นอีกอย่างหนึ่ง แม้กระทั่งสัปเหร่อ, คนตัดฟืน หรือพระเองก็มีมุมมองต่อโจรสิงห์คำในใจต่างกันไป แต่มันอาจจะไม่ได้ชัดมาก เพราะว่าพระอานนท์ฟังจากคนอื่นมาอีกทีหนึ่ง ดังนั้นการเล่นของสิงห์คำเป็นไปในทิศทางเดียวไม่ยากแต่มันต้องคงเค้าโครงของมันไว้ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องว่าท้ายที่สุดแล้วแต่ละคนมันจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่ การซ้อมก่อนการถ่ายทำจริงของหม่อมน้อยเป็นส่วนที่ช่วยในการแสดงมากน้อยแค่ไหนต้องยอมรับว่าผมอยู่ในวงการนี้มานาน การทำงานกับหม่อมน้อยเรื่องนี้ก็เป็นครั้งแรก หม่อมก็ได้ให้แง่คิดต่างๆ ที่เกี่ยวกับการวางรากฐานของตัวละครวางพื้นฐานของตัวละคร ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่หลายๆ คนมักจะลืม บางทีได้บทมา เราอ่านเราไม่คิดหรอกว่าอะไรยังไง เราคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าตัวละครที่เขาให้มามันควรอายุเท่าไหร่ แต่คือหม่อมจะให้แง่มุมที่สะท้อนมาว่า ทำไมคุณถึงเป็นโจร ทำไมเราต้องปล้น ก็เราไม่มีจะกิน อ๋อ...แปลว่าเราครอบครัวยากจน คือมันจะอ้างอิงไปถึงบางอย่าง ทำไมเราถึงข่มขืน อันนี้มันน่าคิด เราก็มองย้อนเราไม่ได้รับการเหลียวแลจากสาวๆ เพราะอะไรถึงไม่ได้รับการเหลียวแล คือเพราะเราจน เราครอบครัวยากไร้ เราไม่มีการศึกษา เราดิบเถื่อน พอเราได้ขัอมูลต่างๆเ หล่านี้ขึ้นมา มันจะเป็นการวางรากฐานของตัวละครขึ้นมา เราใช้ชีวิตอยู่กับอะไร เราอยู่กับป่าเราอยู่กับเขาต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งวิธีการสอนของหม่อมนอกจากการวางรากฐานแล้วยังให้พัฒนาการย้อนหลัง เพื่อไปดูโจรในวัยเด็กเองที่เคยเห็นหญิงคนหนึ่งนั่งเสลี่ยงผ่านไป แม่หญิงดูสวยจับใจมาก นี่มันเป็นความประทับใจครั้งแรก เหมือนเราเห็นทะเลครั้งแรก ทุกคนจะต้องวาดเหมือนกันหมดคือมีเส้นขอบฟ้ามีภูเขา พระอาทิตย์กำลังจะตกหรือกำลังจะขึ้นก็ไม่รู้ มีนกบินมีเมฆมีต้นมะพร้าวเป็นความประทับใจของเด็กที่เห็นทะเลครั้งแรก และเมื่อพูดถึงน้ำตก เราก็จะเห็นน้ำไหลลงมา นี่คือรูปวาด นี่คือความประทับใจ นี่คือการวางรากฐานของตัวละคร มีวิธีที่นำเสนอมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจิตวิทยา เรื่องของการให้คอมเม้นต์ ซึ่งตรงนี้เองที่หม่อมจะเปิดโอกาสให้ตัวนักแสดง คุณอยากจะใส่อะไรเพิ่ม คุณคิดว่าเขาควรจะเป็นยังไง เขาควรจะกิน ดื่ม หลับ นอนยังไง เป็นต้น โดยที่ไม่ต้องมีอะไรมาวุ่นวาย แล้วมันทำให้ตัวละครเข้าใจได้ง่าย คนที่มาเล่นเองเข้าใจได้ง่าย และยังถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตัวละครตัวนี้ไปให้คนอื่นๆ ได้เห็น ได้รับรู้ทิศทางของมันต่อไปในอนาคต โจรที่ไม่ถูกจับจะเป็นยังไง โจรที่ไม่ถูกประหารชีวิตจะเป็นยังไง เขาจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงในสังคม มันเป็นเบื้องหน้าและภูมิหลังอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าพูดง่ายๆ คือการสร้างบ้านให้ตัวละครตัวหนึ่งอยู่ ถ้าสมมติตัวเองว่าทุกครั้งที่ออกมาจากบ้าน คนต้องไปทำงาน ลองซักวันที่เมาเละหัวราน้ำ ผมบอกเลยครับทุกคนจะทำอะไรทุกอย่างเพี้ยนไปหมดเลย ตั้งแต่เช้านี้เราต้องเข้างานหรือเปล่า จะต้องกลับไปอาบน้ำแปรงฟันหรือยังไง ทุกอย่างจะบิดเบี้ยวไปหมด นี่คือการสร้างบ้านหรือการวางรากฐานให้ตัวละคร การวางรากฐานตรงนี้มีส่วนช่วยพี่ดอมมากน้อยแค่ไหนจากการที่เคยมีประสบการณ์มาแล้วดีครับ มันทำให้การพูดไดอะล็อค การรู้สึกนึกคิดของเรา มันจะเป็นไปในทิศทางที่ตัวละครตัวนั้นเป็น มันไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่เราควรจะพูดบอกคนบอกว่าจำบทไม่ได้ แต่จริงๆ คือไม่ได้จำบท แต่ถ้าว่าวันนี้เราเป็นสิงห์คำ มันทำให้เรากลืนกินคำพูดทุกอย่างย่อยในกระเพาะดูดซึมไปในกระแสเลือดในตัวเรา การขยับตัวมูฟเม้นต์ของตัวเราทั้งหมดนี่แหละ มันเป็นอุบายที่แยบยลมากในการเรียนการสอนของหม่อม คือการอยู่ในป่ามันต้องดุดัน มันต้องแข็งแรง แต่ถามว่าเราจะแข็งแรงไปกว่าทุกสรรพสิ่งไหมนั้น ก็เปล่า อย่าลืมว่าถึงแม้ว่าเราจะตัวใหญ่มากในกลุ่มคนของเรา แต่เราก็เล็กมากสำหรับธรรมชาติ การเรียนรู้วิถีของสิงห์คำเป็นวิถีหนึ่งที่ต้องใช้ความพยายาม ในขณะที่อนันดาหรือเจ้าหล้าฟ้าเขาจะเป็นที่ลักษณะสง่างาม แต่ซ่อนความรู้สึกทุกอย่างไว้ข้างใน ข้อขัดแย้งที่เกิดทุกอย่างในวงสังคม ความรู้สึกกดดันที่เกิดขึ้นต่อหน้าผู้คนต่างๆ มันทำให้เขารู้สึกต้องนิ่งต้องเย็นเพื่อกลบทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ในขณะที่สิงห์คำคิดจะทำอะไรๆ ก็ได้หมด การร่วมงานกับภาพยนตร์เรื่องนี้ โอกาสนี้หาได้ยากมากนะกับนักแสดงคนหนึ่งอย่างผม คือไม่ว่าจะเป็นทีมงานโปรดักชั่นของหม่อมน้อยก็ได้รับรางวัลกันมาแล้ว หม่อมเองก็บอกว่าจะไปคิดอะไรกับมันมากก็แค่รางวัล เราต้องอย่าไปยึดติดกับอดีตและอย่าไปคาดหวังกับอนาคต นี่คือสิ่งที่หม่อมมักจะบอกอยู่เสมอ อนันดาและพลอยเขาก็ร่วมงานกันมานานเรียกได้ว่าเป็นลูกศิษย์กลูกหม้อของหม่อมเองเลยก็ว่าได้ เขาค่อนข้างเข้าขากันดี แล้วเราก็ต้องตามให้ทัน อีกฝั่งหนึ่งก็คือเรื่องราวของเราทั้งสามคนที่เกิดขึ้นมันกลับกลายเป็นเรื่องเม้าท์ของคนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ สัปเหร่อ ซึ่งนำแสดงโดยพี่อ๊อฟ พงษ์พัฒน์, คนตัดฟืน แสดงโดยพี่หม่ำ แล้วก็พระอานนท์ โดย มาริโอ้ สามคนนี้เขาจะจับกลุ่มนั่งคุยกัน พูดถึงสิ่งที่มันกำลังผ่านไป มันก็จะเป็นไปอีกอย่างหนึ่ง เป็นทีมตะกร้อสองทีมกำลังสู้กันอยู่ เราต้องนึกว่ายังไงดี เราอาจจะนึกถึงเรื่องทิวทัศน์ที่สวยงาม การสู้กัน การข่มขืน การฆ่ากัน สิ่งที่อยู่ในก้นบึ้งหัวใจของทั้งสามคน สิ่งนี้คือสิ่งที่เราต้องนำออกมาให้เกิดบทสรุปในตอนท้าย เพื่อให้ผู้ชมหลายๆ คนได้ชมได้ติดตาม ปัจจุบันหม่อมก็จะพูดถึงบ่อยๆ เรื่องของข่าว Gossip ของดาราคนนั้นเป็นคู่คนนี้ แล้วจริงๆ แล้วมันไม่มีใครเห็นภาพนั้น เพราะเวลาเขาอยู่กันสองคนอยู่ในรถกันสองคน หรือไปเที่ยวไหนต่อไหนกันสองคน ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคืออะไร แต่ทุกคนจะเดากันไปเอง มันทำให้เราหยุดความคิดของเรากันแค่นั้น และเราก็จะเล่ากันแต่ข้อมูลเดิมๆ บางคนมันก็อย่างนี้แหละ โดยที่ไม่ได้ชั่งใจกับปัจจุบันที่เราอยู่กัน พอย้อนกลับมาเรื่องของอนันดากับพลอยถึงแม้ว่าเขาจะมีผลงานแสดงที่ร่วมกันมาพอสมควร สำหรับการเข้าขาในเรื่องนี้เขาเองที่เป็นคู่ที่มีความขัดแย้งกันอยู่กลายๆ ซึ่งโจรก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยกลายเป็นตัวแปรอยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้ง มันก็เลยทำให้รู้สึกว่าเราต้องไปร่วมอยู่ในวงเสวนาด้วยหรือเปล่า เราก็ต้องดันตัวเอง แต่ถ้าดันตัวเองออกมาก็กลายเป็นว่าเราจะเล่นไม่เข้าขากัน ดังนั้นการซ้อมของหม่อมการที่เรียกมาทำเวิร์คชอปมันเป็นสิ่งที่ดีมาก แล้วต้องบอกอีกอย่างไม่ว่าจะเป็นคุณอนันดา, พลอย หรือตัวหม่อมน้อยสมแล้วครับที่ได้รางวัลกวาดกันมาเยอะแยะขนาดนั้นในทุกๆ เวที ซึ่งนับถือมากครับไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของน้ำใจ ความสามารถ ความทุ่มเท นอกจากนี้ยังมีทีมงานท่านอื่นๆ ด้วยซึ่งไม่ว่าจะทีมงานช่างไฟ เสียง กล้อง มองทุกอย่างผ่านความสวยงาม สิ่งนี้ทำให้พี่ดอมต้องปรับตัวมากน้อยแค่ไหนหรือเป็นสิ่งที่ทำให้เราทำงานสนุกมากขึ้นเมื่อมาเจอทีมนี้ถ้าต่อยมวยต่อยกับคนไม่เก่งเราก็จะไม่เก่ง การทำงานแบบนี้มันช่วยให้เราพัฒนาตัวเองกับรูปแบบการทำงานที่หลายๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้มทำพรีโปรดักชั่น ทำเวิร์คชอปกับหม่อมเอง ซึ่งหม่อมจะให้ความสำคัญกับรายละเอียดสิ่งสำคัญต่างๆ ไปจนถึงองค์รวมด้วย การทำงานกับทีมงานทั้งหมด การทำงานกับนักแสดงท่านอื่นๆ ทำให้เรามองเห็นแง่มุมของการทำงานต่างๆ เยอะ ซึ่งตรงนี้เองถือว่าเป็นความภูมิใจ ถ้าถามปรับตัวเยอะไหมคือ ตัวผมเองปัจจุบันค่อนข้างยุ่ง ยุ่งกับงานของตัวเองเยอะ พยายามที่จะเจียดเวลามา เพราะเราก็เชื่อมั่นในคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้กับหม่อมว่า ถ้าเกิดรับเล่นแล้วก็จะเต็มที่ จะทำให้ได้ดีที่สุดอย่างที่หม่อมอยากจะได้ แต่อย่างหนึ่งที่เราต้องเข้าใจคือความทุ่มเทอย่างเดียวมันไม่พอ คือมันต้องมีเวลา ซึ่งเวลาเป็นสิ่งที่เราเองก็ต้องหา โอกาสนี้มันมีไม่บ่อยนักที่จะได้ร่วมงานกับบุคลากรชั้นนำในวงการครับ การร่วมงานกับอนันดา มีฉากแอ็คชั่นสู้กันด้วย เป็นยังไงบ้างสำหรับฉากแอ็คชั่นของโจรป่ากับขุนศึกในเรื่องมันเป็นสรุปการเล่าเรื่องของคนสองคนคือ โจรป่ากับคนตัดฟืน จากการทำงานก็ทำงานตามบริเวณน้ำตกแต่สิ่งที่มันแตกต่างกันก็คือ คนหนึ่งเล่าจากจินตนาการของตัวเองกับอีกคนหนึ่งเล่าจากสิ่งที่เขาเห็น การฝึกซ้อมก็ใช้เวลาพอสมควร ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการคิดกระบวนการของท่าต่างๆ ไปจนถึงการลงพื้นที่จริง ซึ่งการลงพื้นที่จริงมันมีความยากลำบากตรงที่พื้นผิวและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เหล่านี้ มีทิวทัศน์ที่เป็นหน้าผาใหญ่มากแล้วตัวแสดงก็ตัวเล็ก ดังนั้นสิ่งที่เคลื่อนไหวในฉากใหญ่ๆ อย่างโรงละครอะไรประมาณนี้ นักแสดงต้องเล่นให้ใหญ่ จะสู้กันก็ต้องทำให้ออกมาใหญ่ แต่พอไปอีกเรื่องหนึ่งมันก็ต้องวุ่นวายมันคือบทสรุปของการเอาชีวิตรอดและต้องทำงานแข่งกับเวลาพอสมควร แล้วถ่ายทำที่น้ำตกหมอกฟ้า มันอยู่ในหุบเขามันมืดค่อนข้างเร็ว ก็ต้องดิ้นรนกันพอสมควร ก็ฟกช้ำกันเยอะ ดาบที่ใช้ก็ตีนิ้วกันน่าดู มีหินเต็มไปหมด อยู่ในป่าถ่ายทำอยู่ทั้งวันกับสองฉากนี้ ได้ร่วมงานกับพี่พันนาด้วยใช่ครับ ทางทีมพี่พันนาต้องยอมรับว่าเซียนมากแม่น แน่น อุปกรณ์ครบ มีการถ่ายทอด มีการทดลองทุกอย่างในเรื่องของมุมมองและในเรื่องต่างๆ ให้ได้เห็นกันชัดเจน แล้วก็ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องของการปรับเปลี่ยน เพราะว่าจากสตูดิโอหรือที่ฝึกซ้อมของพี่พันนามาลงพื้นที่จริง มันก็ต้องมีเรื่องของการปรับเปลี่ยนไป บางครั้งก็ไม่รู้จะวิ่งยังไงเพราะในห้องซ้อมของพี่พันนาเองก็ไม่ได้มีอะไรเยอะ เพราะมันไม่มีต้นไม้มีน้ำตกหรืออะไรให้เห็น แต่พอได้ลงพื้นที่จริงบอกได้เลยว่าเร็วมาก พอหม่อมมาดูหม่อมก็บอกว่ามุมนี้ดีกว่าแล้ว พี่พันนาก็บอกว่าเดี๋ยวผมเล่นให้ดูก่อน เขาก็ฟันดาบกันแล้วก็บรรยากาศที่มีน้ำตกไหลลงมา เราก็แอบคิดว่เราจะทำได้ไหม ผมก็มองหน้ากับอนันดาแต่สุดท้ายก็เล่นกันได้ ซึ่งจุดหนึ่งมันก็อาจจะไม่ได้แนบเนียนอย่างที่ทีมงานพี่พันนาเขาเล่นกัน แต่ทีมงานพี่พันนาก็จะบอกว่ามันก็สตั๊นท์แมนเล่นครับ ยังไงมันก็คือสตั๊นท์แมน แต่ถ้าเกิดเราเล่นเองแล้วมันเนียนมันดูทุลักทุเลสมจริงกว่า ซึ่งสมัยนี้มันหายากแล้วสำหรับฉากแอ็คชั่นในสมัยก่อนที่เป็นฉากขาวดำนั้นคือเขาต่อยกันจริงๆ แต่พอมายุคนี้มันเปลี่ยนไป เรามีสายงานที่ผลิตนักแสดงสร้างงานต่างๆ เหล่านี้นั้นมันก็ดีขึ้นตามลำดับ วันนั้นเหนื่อยมากครับ เสียงหายเดินกลับคอห้อยกันหมดเลย โดยส่วนตัวแล้วมีความประทับใจฉากไหนเป็นพิเศษจริงๆ แล้วเป็นคำถามที่ตอบง่าย แต่ความหมายมันเยอะ มันประทับใจหมดเลย เพราะจากที่ได้ร่วมงานมาเป็นโปรดักชั่นที่ทำงานได้เร็ว มีการฝึกซ้อมที่แน่น มีการเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นี้นั้นทำงานกันได้อย่างลงตัวและเร็ว พอมาถึงเรื่องสถานที่การถ่ายทำ เรื่องของสวัสดิการการอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ทีมพร็อพ ทีมต่างๆ คือทุกอย่างมันลงตัว ทีมงานก็เหนื่อนย ตัวแสดงก็เหนื่อย แต่ผมคิดว่าคงไม่เหนื่อยเท่าทีมงาน หม่อมเองยิ่งเหนื่อยเพราะหม่อมต้องมาลงถึงเรื่องความรู้สึกนึกคิด การควบคุมภาพ การดูทางแสง การจัดพร็อพหรืออะไรต่างๆ ดูแลความเรียบร้อยเหมือนเป็นพ่อของโปรเจ็คต์นี้ มีความประทับใจที่ได้ทำงานร่วมกับอนันดา พลอย และได้เจอกับมาริโอ้บ้าง พี่อ๊อฟบ้างและพี่หม่ำ อันนี้คือได้เจอหลังเฟรม ซึ่งแต่ละคนก็น่ารักและพยายามตามล่าหาสิ่งใหม่ๆ มาลง ทำให้สนุกมากและประทับใจมากครับ นานๆทีจะได้เห็นพี่ดอมเล่นหนังแบบนี้ ส่วนตัวคาดหวังกับหนังเรื่องนี้ยังไงบ้างคาดหวังอะไร ผมคาดหวังในเรื่องแง่คิด ทำยังไงให้คนดูได้คิดจากแง่มุมของชีวิต คือจริงอยู่ว่านักแสดงที่ได้มาอยู่ในนี้เป็นนักแสดงที่มีคุณภาพผ่านงานกันมาแล้วกวาดรางวัลกันก็เยอะ คือตัวผมเองคงไม่เท่าไหร่ แต่องค์โดยรวมการตัดสินใจของตัวหม่อมเอง ผมคิดว่าเรี่องนี้เป็นหนังสวยทางความคิดเยอะ ก็คือดูได้ดูแล้วดีมีฉากสะเทือนอารมณ์ รู้สึกกดดันมีคำถามอยู่ในใจ เพราะว่าการทำหนังมันมีพัฒนา 3 คุณลักษณะ พัฒนาทางด้านอารมณ์ ดูแล้วทำให้คลายเครียด ต่อมามีการพัฒนาทางด้านสมอง เพราะยิ่งเรื่องมันซับซ้อนมากเท่าไหร่คนได้ใช้ความคิดตาม มองเห็นหนทางแก้ไขและอื่นๆอีกมาก พอออกจากโรงหนังมันทำให้เราประเมินว่าบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นในโรงหนัง มันเกิดขึ้นกับเราหรือเปล่า และอย่างสุดท้ายคือ เรื่องของการยกระดับจิตใจ เพราะแน่นอนมันมีเรื่องถูก มันต้องมีเรื่องผิด เราจะทำอะไร เราต้องเลือก มันเป็นการทะนุบำรุงจริยธรรมและอื่นๆ อีกมาก คือคนทุกคนอยากเป็นฮีโร่ เพราะว่าเราได้แรงบันดาลใจ มันยกกระดับมาแล้วว่าเราต้องทำความดี เราต้องยับยั้งอะไรต่างๆ เหล่านี้ มันเป็นการยกระดับทางจิตใจ แต่ท้ายที่สุดแล้วเราไม่สามารถตัดสินปัญหาด้วยกำลังได้อย่างเดียว ดังนั้นมันจะมีแง่มุมที่วันหนึ่งเราเองต้องไปหาคำตอบ และถ้าวันหนึ่งเราทำสำเร็จ เราก็จะกลับมามีอารมณ์ที่แจ่มใส ทั้งสามหัวข้อนี้หม่อมเป็นคนสอนอันนี้ต้องยกให้หม่อมเพราะมันเป็นสิ่งที่ได้กลับมา คือ 3 อย่างที่กล่าวมานี้มีใน “อุโมงค์ผาเมือง” แน่ๆ มีเต็มเหนี่ยว คือผมว่าเป็นบทประพันธ์ที่ดี คือบางช่วงอาจจะหนัก บางช่วงอาจจะได้ให้ขำขันกันบ้าง แต่แน่นอนว่ามันเป็นการพลิกบทบาทของใครหลายๆ คน และเนื้อเรื่องให้แง่คิดแน่นอนครับ
FB:
บทสัมภาษณ์ “พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ปล่อยของอีกครั้งในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “อุโมงค์ผาเมือง”
บทบาท-คาแร็คเตอร์
เรื่องนี้รับบทเป็น “สัปเหร่อ” ครับ จริงๆ แล้วสัปเหร่อเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในอุโมงค์ผาเมืองเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร ผ่านโลกมาเยอะมาก รับรู้นิสัยใจคอของมนุษย์ทั้งคนเป็นและคนตาย เพราะฉะนั้นเขาสามารถที่จะอ่านคนออกได้ค่อนข้างเยอะ เปรียบเทียบความเป็นอยู่ของแต่ละคน การใช้ชีวิตของแต่ละคนกับตัวเองได้ละเอียด คือสัปเหร่อเป็นคนที่ใช้ชีวิตในวิถีที่เรียกว่ากลางๆ ไม่สุดโต่ง ไม่มากไม่น้อย ทุกอย่างทำในลักษณะที่เป็นคนจริงๆ คือ ดีก็ดีชั่วก็ชั่ว ไม่ต้องตัดสิน ไม่ต้องอะไรกัน ใช้ชีวิตอยู่รอดกันไป สำหรับตัวละครตัวนี้ ไม่ว่าใครไม่เปรียบเทียบไม่ทะเลาะวิวาทไม่ต่อยตี ไม่โกหกตัวเอง ดีเขาก็ทำดี มันจะชั่วก็ต้องชั่ว เพราะฉะนั้นบางครั้งเขาสามารถที่จะหยิบผ้าออกจากร่างกายของเด็กที่มีสิทธิ์ที่จะตายได้ และเอาผ้าผืนนั้นไปขายโดยที่ไม่รู้สึกว่าผิดเลย เพราะว่าเด็กก็ต้องตายอยู่แล้ว เด็กที่ถูกเอามาทิ้งที่อุโมงผีผาเมืองเป็นอย่างนี้ทุกวัน วันละคนสองคน สิ่งเดียวที่มันช่วยได้คือ เอาผ้าห่มไปขายเพื่อยังชีพของตัวเอง แต่การช่วยชีวิตเด็กมันก็คงจะไม่ไหว เป็นคนที่ยอมรับความจริงกับตัวเอง ผ่านชีวิตมาเยอะก็เลยสามารถวิเคราะห์คนอื่นได้ ใครพูดจริงใครพูดโกหก
มีวิธีการสร้างคาแร็คเตอร์นี้อย่างไรบ้าง
ก็มีการคุยกันเยอะกับอาจารย์คือหม่อมน้อยเนี่ยนะครับว่าจะสร้างคาแร็คเตอร์ขนาดไหน ก็เป็นคนที่หน้าตาอัปลักษณ์ ต้องแต่งเอฟเฟกต์ที่ตัวทำหน้าทำตา แล้วผมก็ต้องทำเสียงให้แหบนิดหนึ่ง พิการขาเป๋ข้างหนึ่งไม่พอ เอามือหงอย ค่อนข้างที่จะเยอะนิดหนึ่งสำหรับตัวละครตัวนี้ สังเกตดีๆ ก็จะมีอาการสันนิบาต กระตุกบริเวณใบหน้าอยู่ตลอดเวลาในขณะที่พูด ก็เป็นอะไรที่ถูกสร้างขึ้นมา พูดไปกล้ามเนื้อที่ใบหน้าก็กระตุกไป เวลาเดินก็ขาหงอย ใช้แขนได้ข้างเดียวเพราะว่าแขนหงอยไปข้างหนึ่ง ใช้เวลาฝึกซ้อมค่อนข้างเยอะ ก็ต้องมีการค่อยๆ ปรับค่อยๆ เติม ส่วนกล้ามเนื้อกระตุกไปโผล่เอาตอนแสดง ก็ดีน่ารักดีสนุกดี เป็นตัวละครตัวหนึ่งที่น่ารักเลยล่ะ
การซ้อมก่อนการแสดงจริงมีส่วนช่วยมากน้อยแค่ไหน
แน่นอนอยู่แล้วนะครับว่า สิ่งที่สำคัญของการแสดงไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์หรือภาพยนตร์หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้ก้าวไปสู่ตัวละครได้ 100% ในวินาทีที่เราเดินเข้าไปในฉากแรก นั่นหมายความว่าขั้นตอนการคิด สร้างดีไซน์ บุคลิกลักษณะตัวละครถูกกำหนดขึ้นมาก่อน แต่ของอาจารย์นี่จะลงรายละเอียดลึกไปถึงการตีความในแต่ละฉากด้วย โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นบทประพันธ์ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านให้ความสำคัญกับบทพูดอย่างสูงสุด ผมจำได้สมัยที่เล่นละครเวทีเล่นเป็นโจร ท่านเขียนไว้เลยว่ากรุณาพูดให้ตรงทุกคำพูด เพราะทุกประโยคทุกคำพูดมีความหมายในตัวของมันเองทั้งนั้น คือโน้ตที่หม่อมคึกฤทธิ์ท่านเขียนไว้เลยตอนนั้น ซึ่งเราเอาบทประพันธ์ของท่านมาในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เหมือนกัน เพราะความหมายของแต่ละคำมีความหมายทุกอย่าง มันมีนัยในแต่ละประโยค แม้กระทั่งคำพูดของ “ลมพัดวูบหนึ่ง” ในตัวโจรที่พูดก็เห็นอะไรได้ตั้งเยอะแยะ สิ่งที่ตัวสัปเหร่อพูดถึง มนุษย์เราคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่เป็นโตของชาติบ้างล่ะ จากปรัชญาที่เป็นจริงในสังคม แต่คนที่มีความสุขคือคนที่ไม่มีอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องเด่นต้องดังหรือต้องรวย ไม่มีอะไรและไม่ต้องหลอกตัวเอง ผมว่าตรงนั้นเขามีความสุขที่สุด เขารวยเขาก็บอกว่าเขารวย ไม่ต้องหลอกตัวเอง
คาแร็คเตอร์เรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องอื่นเลย ต้องมีการเมคอัพ มีความลำบากในการแสดงหรือไม่
ผมว่ามันเสริมการแสดงมากกว่าอุปสรรคนะ เพราะว่าเมื่อเรามีรูปร่างที่มันเป็นไปตามต้องการในภาพยนตร์นะครับ ความไม่น่าเชื่อถือของตัวละครตัวนี้ก็ต้องเกิดขึ้นก่อน เพราะว่าความต้องการของตัวละครตัวนี้ คนที่ผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ ความน่าเกลียด ไม่เป็นที่ยอมรับ ความไม่น่าเชื่อถือ ความน่ากลัว ทุกอย่างมันจะค่อยๆ ถูกลดน้อยลง กลายเป็นว่าตัวละครตัวนี้เป็นมนุษย์มากที่สุด เป็นคนมากที่สุด และชั่วน้อยที่สุด เลวน้อยที่สุด ผมว่าตรงนี้สิ่งที่เอฟเฟ็คต์ต่างๆ เกี่ยวกับหน้าตาหรือความพิการต่างๆ มันทำให้ตัวละครตัวนี้มีความน่าเชื่อถือ แต่เรื่องราวต่างๆ ที่ถูกเล่าผ่านตัวละครตัวนี้ จะค่อยๆ สร้างพัฒนาความน่าเชื่อถือความเข้าใจ ความเป็นมนุษย์ผ่านตัวละครตัวนี้ เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับสอนให้รู้ว่าเราอย่ามองเพียงแค่รูปลักษณ์ของคนที่อยู่รอบข้างเรา ผมว่าต้องมองให้ลึกให้เข้าใจว่าอะไรที่มันซ่อนอยู่ในตัวเขา มันคือความดี มันคือความชั่ว อย่ามองเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก มันมีอะไรที่ซ่อนอยู่
การดำเนินเรื่องของตัวสัปเหร่อ
สัปเหร่อเรียนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในคดีนี้ไปพร้อมกับคนดู และวิเคราะห์ทำความเข้าใจผ่านตัวละครตัวนี้ได้มากที่สุด พระคือผู้ที่ไม่ได้รู้อะไรเลย ซึ่งพระเรียนรู้ธรรมะจากคนที่เรียกว่าสัปเหร่อ พระผู้ที่สอนธรรมะเนี่ยกลับต้องเรียนรู้จากคนที่เป็นสัปเหร่อ เพราะฉะนั้นตัวละครตัวนี้ถูกสร้างให้มีความไม่น่าเชื่อถือในตอนแรก หลังจากนั้นก็ค่อยๆ สร้างการยอมรับให้กับคนดู ถ้าเป็นตัวละครเหมือนกันก็คือเป็นการสร้างการยอมรับให้กับพระ ในความเป็นจริงของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ความน่าเชื่อถือกับคนดู สร้างแรงจูงใจให้กับคนดู รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นไปพร้อมกับคนดู
โดยในตัวอุโมงค์ก็เป็นบ้านของตัวสัปเหร่ออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในความแปลกของตัวละครแทบจะไม่มี แต่ในความแปลกของคนตัดฝืนซึ่งมีน้อยกว่าพระ เพราะในขณะที่มีเสียงร้องของสัปเหร่อที่โหยหวน คนตัดฝืนมันรู้และตกใจ นี่คือธรรมแรกที่สอน คือเรื่องของจิตเรื่องของสมาธิ หลังจากนั้นทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่เกิดในถ้ำแห่งนี้ เหมือนเกิดขึ้นในบ้าน มีคนเข้ามาในบ้านของสัปเหร่อ เนื่องจากมาสร้างความรำคาญเพราะนอนอยู่ คนจะหลับจะนอนก็มาพูดให้หนวกหู นั่นก็คือจุดเริ่มต้น แต่มันกลับไปฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น กับตัวละครสองตัวนั้น ได้เรียนรู้ธรรมะ และได้สอนธรรมะให้กับพระองค์หนึ่งซึ่งกำลังที่จะละด้วย
การร่วมงานกับมาริโอ้และหม่ำ จ๊กม๊ก
นักแสดงอาชีพไม่ต้องพูดถึงนะครับ อย่างทั้งสองท่านนี้ก็เคยเล่นหนังด้วยกันมาแล้ว หม่ำนี่ก็จริง ๆเจอกันบ่อยมาก ส่วนมากจะเป็นเรื่องรายการ แต่เรื่องของการแสดงน่าจะเป็นเรื่องแรกที่ทำงานด้วยกัน นักแสดงทั้งสองท่านส่งเสริมฉากให้มันสมบูรณ์ขึ้น ส่งเสริมความเชื่อของตัวละคร สร้างพลังงานให้กับฉากในแต่ละฉาก เป็นนักแสดงอาชีพที่สนุกมากครับ
หม่ำนี่ถือว่าเปลี่ยนคาแร็คเตอร์ไปเลย ทำได้ดี ลบความเป็นหม่ำออกไปได้ไปอย่างหมดจด เล่นเป็นคนตัดฟืนออกมาได้อย่างสวยงาม ซึ่งทำให้ฉากแต่ละฉากที่ได้แสดงร่วมกันมันสมบูรณ์ และพลังงานในแต่ละฉาก ผมเชื่อว่าสามารถสะกดคนดูได้อยู่ทุกครั้งที่ออกมา
จากตอนเล่นละครเวทีพี่อ๊อฟแสดงเป็นอีกตัวละครหนึ่ง
ตอนเล่นละครเวทีเล่นเป็นโจรครับ โดยในขณะที่เราเล่น เราก็จะแอบสังเกตตัวละครสัปเหร่อ เพราะพาร์ทของอุโมงค์ฯ มันมี 2 พาร์ท ของชายป่าที่เป็นเรื่องเล่าของ 3 คน ซามูไร, โจร, ผู้หญิง ในขณะที่ตรงอุโมงค์ประตูผี มันจะมี พระ, คนตัดฟืน, สัปเหร่อ ในขณะที่ตอนซ้อมกัน ฝั่งนี้เล่นเราจะแอบสังเกตดูตัวของสัปเหร่ออยู่ มันได้เรียนรู้ได้ทำความเข้าใจ บางครั้งมันก็วิ่งตาม บางครั้งก็วิ่งนำ เป็นตัวละครที่สนุกมากๆ จริงๆ ตัวละครทั้งหมดในเรื่องผมว่าน่าสนใจหมดนะ และมีคุณค่าในการส่งเสริมตัวภาพยนตร์ให้สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นตัวของแม่มาริโอ้ที่คุณชุดาภาเป็นผู้แสดง แม่ของแม่หญิงก็คือ ท็อป ดารณีนุช และน้องนิวที่เล่นเป็นพี่ของมาริโอ้ ตัวของเจ้าหลวงหรือใครก็ตาม ผมว่าทุกตัวละครได้สร้างความสมบูรณ์ให้กับภาพยนตร์อย่างสมบูรณ์แบบ เราทิ้งตัวละครตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้ ทุกตัวมีความสำคัญหมด ผลรวมก็คือส่งเสริมภาพยนตร์ให้มีความสมบูรณ์ครับ
การมาร่วมงานกับอาจารย์ตัวเองกดดันหรือไม่
ไม่เลยครับ เพราะจริงๆ แล้ววผมค่อนข้างที่จะไปเข้าคลาสกับหม่อมบ่อยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันก็เหมือนกับการทำคลาสหนึ่งอัน ที่ผ่านเรื่องเทคโนโลยีของกล้อง แต่ปกติเราก็จะซ้อมอยู่เหมือนเป็นอะไรก็ได้ ผมค่อนข้างจะเข้าไปคุยกับหม่อมบ่อยของเรื่องไดเร็กชั่น หรืออีกอาชีพหนึ่งของผู้กำกับจะต้องเข้าเรียนรู้วิธีที่จะให้เขาแสดง มันไม่ใช่วิธีแสดงแล้วจากที่ตัวเองไปเรียนกับหม่อม แต่เป็นเพื่อให้เป็นเขาแสดงให้ได้ เพื่อให้เขากระทำออกมาให้ได้ ได้กระทำสิ่งที่เราต้องการออกมาให้ได้ มันเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อาจารย์เขาสอนให้ เราต้องไปเรียนรู้เราต้องไปปรับความเข้าใจ
ความน่าสนใจโดยรวมของอุโมงค์ผาเมือง
จากที่ผมได้ดูแล้ว สิ่งที่ผมประทับใจมากๆ ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ของหม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ คือความเป็นพุทธบูชา หม่อมพยายามให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นพุทธบูชา เป็นธรรมะที่สอนให้กับคน เป็นภาพยนตร์ที่แปลกและใหม่จากละครเวที จากภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่เราเคยดู นั่นคือการสร้างภาพยนตร์ไทยหนึ่งเรื่องวัตถุประสงค์ก็เพื่อพุทธบูชา เป็นความรู้สึกที่ผมชอบมากๆ ผมว่านี่ก็เพียงพอที่จะทำให้เราควักเงินในกระเป๋ามาดูหนังดีๆ หนึ่งเรื่องได้ ซึ่งผมก็ภาวนาทุกครั้งว่าเมื่อหนังแปลกๆ ใหม่ๆ แบบนี้ออกมาก็ขอให้รายได้เยอะๆ เพราะเราจะได้มีแรงที่จะทำหนังที่มันแปลกและจะได้มีผลไปถึงคนดูที่จะเลือกดูอะไรที่มันแตกต่างที่ไม่ได้มีอยู่ทั่วๆ ไปที่เขาเรียกว่าเป็นแมส แต่ว่าการเป็นตัวเลือกมันก็เป็นอะไรที่น่าค้นคว้าและน่าค้นหาอย่างหนึ่งครับ
FB:
แอ็คชั่นสนั่นป่า “พันนา ฤทธิไกร” กำกับฉากบู๊ “อนันดา-ดอม” ร่วมงาน “หม่อมน้อย” ครั้งแรก ใน “อุโมงค์ผาเมือง”
นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่แห่งวงการภาพยนตร์ไทย เมื่อสุดยอดผู้กำกับคิวบู๊ระดับอินเตอร์ “พันนา ฤทธิไกร” จับมือกับผู้กำกับชั้นครูฝีมือละเมียด “หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ร่วมกันกำกับฉากต่อสู้อันน่าตื่นเต้นระหว่าง “อนันดา เอเวอริงแฮม” และ “ดอม เหตระกูล” ในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปีเรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง”
หม่อมน้อยเผยถึงฉากแอ็คชั่นนี้ว่า
“ผมไม่เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ซักเท่าไหร่นัก แต่ในเรื่องนี้ต้องมีฉากต่อสู้ของอนันดา และดอมท่ามกลางป่า และธรรมชาติอันสวยงามที่น้ำตกหมอกฟ้า ผมจึงต้องเชิญคุณพันนามาออกแบบและร่วมกำกับฉากแอ็คชั่นในหนังพีเรียดเรื่องนี้ แล้วก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับผู้กำกับคิวบู๊มืออาชีพระดับอินเตอร์อย่างนี้ คุณพันนาไม่ใช่แค่กำกับฉากบู๊ให้ดูสนุกตื่นเต้นเร้าใจเท่านั้น แต่ยังสร้างสรรค์ศิลปะการต่อสู้ในแบบฉบับวัฒนธรรมล้านนาโบราณออกมาได้อย่างสมจริงและงดงามจนน่าทึ่ง แบบที่ไม่เคยเห็นในเรื่องไหนมาก่อนเลย ไม่มีใครคาดคิดว่าพันนากับหม่อมน้อย หรือหม่ำกับหม่อมน้อยจะโคจรมาเจอกันได้ ก็ได้มาทำงานร่วมกันแล้วในเรื่องนี้ ถือเป็นสีสันอีกอย่างหนึ่งของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้”
เตรียมพบกับฉากแอ็คชั่นพีเรียดอันน่าตื่นเต้นเร้าใจและงดงามสุดประณีตจากฝีมือของยอดผู้กำกับทั้ง 2 ท่านนี้ได้ใน “อุโมงค์ผาเมือง” 8 กันยายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์
FB:
บทสัมภาษณ์ อนันดา เอเวอริงแฮม กับอีกหนึ่งบทบาทการแสดงขั้นเทพ ใน “อุโมงค์ผาเมือง”
บทบาท-คาแร็คเตอร์ และการดำเนินเรื่อง
ในเรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” ผมเล่นเป็น “ขุนศึกเจ้าหล้าฟ้า” ครับ คาแร็คเตอร์ของขุนศึกก็เป็นคนนิ่งสุขุม เป็นคนสง่าหน่อย เป็นคนไว้ตัวระดับหนึ่งตามที่เจ้าสมควรที่จะเป็น โดนเลี้ยงมาอย่างดี
เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่ขุนศึกกับภรรยากำลังเดินทางไปอีกเมืองหนึ่ง ระหว่างทางก็โดนดักทางโดยโจรป่าสิงห์คำที่พี่ดอมเขาเล่น เหตุการณ์ทุกอย่างมันก็จะเกิดจุดนั้นเป็นต้นไป ให้เล่าเรื่องมันยากมากเลย เพราะว่าเรื่องนี้มันมี 4 เวอร์ชั่น หลังจากนั้นก็จะมีเรื่องของการฆาตกรรมเกิดขึ้น มีข่มขืน หลังจากนั้นไปมันก็จะเป็นเวอร์ชั่นของตัวละครแต่ละตัว ว่าเขาจะเล่าในเชิงตัวเองให้เป็นอย่างไรบ้าง
คือพอเกิดเหตุขึ้นมาเนี่ย มันก็ต้องไปให้การกันถึงศาล ต้องบอกก่อนว่าตัวขุนศึกเนี่ยเป็นตัวละครที่ถูกฆาตกรรม ภรรยาผมเนี่ยแม่หญิงคำแก้ว ตัวละครของพลอยเฌอมาลย์เนี่ย ก็โดนข่มขืนด้วย หลังจากนั้นพอไปถึงศาล ตัวละครแต่ละตัวก็ให้การไม่เหมือนกัน ทุกตัวละครก็จะเล่าเรื่องดีเข้าตัวตลอด ก็แบบปรุงแต่งให้ตัวเองดูดีที่สุดเท่าที่จะดีได้
ความยากง่ายในการแสดงหนังพีเรียดเรื่องนี้
หนังพีเรียดก็เคยเล่นมาหลายเรื่องแล้วนะครับ มีทั้ง ชั่วฟ้าดินสลาย, ปืนใหญ่จอมสลัด มีละครเรื่อง ในฝัน แต่ส่วนมากเจอหนังพวกนี้ก็เล่นกับหม่อมทั้งนั้นเลยครับ เรื่องนี้มันก็ได้เล่นตัวละครใหม่อีกตัวหนึ่ง ซึ่งทุกตัวละครมันก็ไม่ได้เล่นเหมือนกันอยู่แล้ว ที่แตกต่างมากที่สุดคือโจทย์ของตัวละครนี้ที่มันแตกต่างไปจากตัวละครอื่นที่เคยเล่นมา โจทย์ของตัวละครนี้ก็คือว่าถูกมัดไว้ทั้งเรื่อง ถูกมัดมือถูกปิดปากขยับไม่ได้พูดไม่ได้ คราวนี้วิธีสื่อสารกับคนดูมันก็จะเปลี่ยนไปจากตัวละครอื่นๆ ที่เคยเล่นมาที่มีเสียงมีกิริยาที่สื่อสารกับคนดู แต่เรื่องนี้แทบจะไม่มีอะไรเลยที่สื่อสารกับคนดูเลย
อย่างตัวละครที่ไม่พูดจะบอกว่าเขาเป็นตัวละครที่ไม่มีความคิดมันก็ไม่ได้นะ อย่ามาเข้าใจว่าการที่ขยับตัวไม่ได้พูดไม่ได้คืออุปสรรค จริงๆ มันกลับเปิดช่องให้เราสื่อสารอีกแบบหนึ่งด้วยซ้ำไป ก็เลยให้เรากลับมาโฟกัสเรื่องของไดอะล็อกของตัวละครว่าระหว่างที่เหตุการณ์มันเกิดขึ้นอยู่ เขาคิดอย่างไร เขารู้สึกอย่างไร เขากำลังพูดอะไรอยู่เนี่ย ซึ่งเรารู้สึกว่าถ้าเราโกรธอยู่ เขาก็รู้ว่าเราโกรธ ไม่ต้องพูดอะไรหรอก เราก็ดูออกว่าเศร้าอยู่ มันก็ดูออก มันแค่ต้องห้ามชะล่าใจเฉยๆ ว่ามันง่ายมากแค่เล่นเป็นพอ มันไม่ต้องพูด พอเราชะล่าใจแล้วเราเล่นแค่เปลือกของมัน ก็ทำตาเครียดไป ทำหน้าเศร้าไป แต่จริงๆ แล้วเราก็คิดว่าทุกๆ เวลาเรากำลังพูดคุยกับตัวละครทุกตัวอยู่ เราก็พึมพำอยู่ในปากเหมือนกัน เหมือนแบบกูเกลียดมึงมากเลย มึงแย่มาก คือบางทีก็จะให้มันช่วยพูดความคิดให้มันเกิดขึ้นมา เก็บกดด้วยนิดหน่อย เพราะว่าตัวละครคนอื่นเขาพูดอยู่ตลอดเวลา เราอยากจะพูดกับเขามาก
บรรยากาศการถ่ายทำเป็นยังไงบ้าง
หนาวมากแต่ก็ดี เพราะปีนี้เรารู้สึกว่ามันแปลกๆ คือเราอาจจะติดความรู้สึกจาก “ชั่วฟ้าฯ” อากาศร้อน พอมาเรื่องนี้มาได้เจอกับอากาศหนาวมันก็ดีนะ อย่างน้อยก่อนปิดกล้องก็ได้เจอกับอากาศหนาวๆ บ้าง คือผมไม่ค่อยเท่าไหร่หรอกเพราะชุดผมมันเยอะอยู่แล้วไง เป็นขุนศึกชุดมันแต่งตัวเยอะ เรื่องนี้ใส่อยู่ประมาณ 3-4 ชั้นอยู่แล้ว แค่เฉพาะผ้าคลุมนี่ก็หนักไม่รู้กี่โลแล้ว ผมไม่มีหนาว ผมสงสารพี่ดอมมากกว่า พี่ดอมใส่เตี่ยววิ่งไปวิ่งมาอยู่ในอุณหภูมิ 8 องศาก็เหนื่อยเหมือนกัน คงหดหายไปหมดเลย ผมก็สงสารเขา
เรื่องนี้เมคอัพกับคอสตูมจัดเต็ม
เรื่องของเมคอัพกับคอสตูม จริงๆ มันก็เป็นสิ่งที่ช่วยเรื่องของการแสดง มันเป็นสิ่งที่แบบช่วยอินตัวละครได้ง่ายขึ้น แต่ว่ามันก็ไมได้สนุกเท่าไหร่หรอก เพราะว่ามันต้องตื่นตี 4 ทุกวันมาใส่วิกมาแต่งหน้า แต่งตัวอะไรอย่างนี้ เซ็งเหมือนกันนะเพราะว่าเรื่อง “ชั่วฟ้าฯ” นี่ผมได้ตื่นสายสุด อย่าง “ยุพดี” มันต้องแต่งตัวแยอะ พลอยก็จะโดนเรียกตี 4 พอเรื่องนี้ผมกับพี่ดอม พวกแก๊งผู้ชาย โดนเรียกตี 4 พลอยเขาก็ตื่นสายน่าอิจฉามาก แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเลย ชอบ
ผมว่าไปๆ มาๆ คอสตูมมันช่วยได้เยอะมาก อย่างวันก่อนเราถ่ายฉากต่อสู้กัน ตัวผ้าคลุมยาวๆ สีแดงอันนั้นมันทำให้ในฉากต่อสู้มันเห็นได้ชัดมากว่าแบบคาแร็คเตอร์มันต่างกันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งป่าเถื่อน คนหนึ่งมาจากโลกศิวิไลซ์ แล้วก็ Movement พอเราฟันดาบกันไปเนี่ยชุดของผมผ้าคลุมมันจะพลิ้วไปมา ส่วนของพี่ดอมมันก็ไม่มีอะไรมีแต่ตัว มีแต่ตัวเขามีกล้าม มีอะไรที่มัน Contrast ชุดมันช่วยได้เยอะมาก มันแทบจะไปได้ครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ
ฉากแอ็คชั่นของพี่พันนามาอยู่ในหนังพีเรียดของหม่อมน้อยเรื่องนี้
ฉากแอ็คชั่นมันมีอยู่ 2 แบบ มันจะมีอันสวยงามอันที่โจรป่าเขาเล่าประมาณว่า คือเพื่อที่ทำให้เขาดูเก่ง ก็ต้องทำให้ตัวละครดูเก่งมาก เก่งกว่าเขาด้วยซ้ำ ให้เขาดูแบบเหมือนเขาล้มขุนศึกได้ คือเราก็ต้องดูเป็นขุนศึกที่ไม่ใช่กะโหลกกะลาอะไรก็ไม่รู้ คือเราก็ต้องดูเป็นคนเก่งมาก ฉากนั้นก็เลยจะสวยงาม ผมก็จะแบบมีลีลาสุดๆ
อีกฉากหนึ่งที่สู้กันก็เป็นส่วนเรื่องเล่าของพี่หม่ำ ที่ดูท่าทางที่น่าจะใกล้ความจริงมากที่สุด ก็คือมันได้เห็นสันดานดิบของมนุษย์จริงๆ พอถึงเวลามันไม่อยากตาย มันออกอาการเป็นไงบ้าง ท่าทางออกหมดเลย มันมาด้วยแบบสัญชาตญาณอย่างเดียว มันมาด้วยแบบความกลัว อันนั้นก็จะคนละอย่างก็จะทุลักทุเล ทุเรศๆ นิดนึง ก็จะอีกแบบหนึ่ง ไปๆ มาๆ อันฉากสุดท้ายนั้นเหนื่อยกว่าอันที่สู้กันสวยงามด้วยซ้ำ เพราะมันใช้พลังอะดรีนาลินอย่างเดียว แหกปากกันอยู่นั่นแหละ เล่นไปแป็บเดียวแบบหน้ามืดเลยอ่ะ แต่ก็มันดี สนุกดีครับ ผมว่าก็เป็นปรากฏการณ์ดีเหมือนกันที่สไตล์แอ็คชั่นของพี่พันนามาอยู่ในหนังแบบของหม่อมน้อย มันก็ดูแปลกดี ตอนแรกผมก็คิดว่ามันจะขัดๆ กันมั้ย พอดูภาพแล้วออกแบบออกมาได้อย่างสวยงาม ก็คือมันก็บาลานซ์ระหว่างคิวสตั๊นท์กับสุนทรียะของภาพสไตล์หม่อมน้อย มันออกมาแบบมีความรุนแรง แต่ก็มีความเป็นกวีในเวลาเดียวกัน มีความสวยงามลงตัวมากกว่าที่คิดเยอะ
การร่วมงานกับหม่อมน้อยในเรื่องนี้ ง่ายขึ้นมั้ย
งานหม่อมนี่มีง่ายเหรอครับ ไม่รู้เหมือนกัน บางทีเราทำงานกับหม่อมบางทีเรารู้สึกว่ามันยากสุดชีวิตไว้ก่อน คือแบบทุกอย่างยากไว้ก่อน อย่าชะล่าใจ อย่าคิดว่าเก่ง อย่าคิดว่าชะล่าใจ แล้วพอเราใส่ใจพอทำการบ้านมาพอนี่ ล้างมันทิ้ง แล้วคิดว่ามันคือสิ่งที่ง่ายที่สุด เป็นสิ่งที่ประหลาดมาก ผมไม่รู้มันคือยากหรือไม่ยาก แต่มันเป็นเรื่องของสมาธิมากกว่า เป็นเรื่องของโฟกัสกับตัวละคร คือการที่เราฝึกฝนสมาธิ ให้มันพร้อมที่จะออกกองกับหม่อม สำหรับผมมันจะสำคัญกว่าทุกส่วน
อย่างพอผมทำงานกับหม่อมเรื่องของทฤษฎีมันเพิ่มขึ้น เร็วกว่าตอนผมอยู่กอง เพราะว่าภาษาการแสดงผมมันคือภาษาที่จะสอนมา พอเราคุยกันปรึกษากันได้ ตัวละครมีวิธีอย่างนี้ ตัวละครควรจะต้องทำอย่างนี้ด้วยเหตุผลอย่างนี้ๆ ก็เลยทุกครั้งที่ทำงานเนี่ยมันได้อะไรทุกครั้งเหมือนกับกองอื่นๆ แต่กองของหม่อมนี่มันจะได้อะไรมากกว่าในแง่ของการแสดงส่วนตัว เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของพลังงานของ Silent คำพูดที่เราไม่ได้ยิน ซึ่งตรงนั้นก็เป็นสิ่งเราไม่เคยทำมาก่อน ก็ช่วยเรื่องของการแสดงได้เยอะ
พลังงาน Silent ในการแสดงคืออะไร
คือถ้าสมมติเรามองหน้ากัน ผมเชื่อว่าผมสื่อสารอะไรกับพี่ได้โดยที่ไม่ต้องพูด เหมือนกับเพื่อนสนิทเราที่เวลามองหน้าเขาแล้วรู้ว่าถึงเวลาไปแล้วมึง เราก็รู้ คือตรงนั้นเรามักจะมองข้าม เพราะว่าเรามักจะมีสิ่งให้พูด อย่างหันไปบอกว่าถึงเวลาจะไปแล้วนะมึง คือเราไปโฟกัสกับคำพูดกับไดอะล็อกอะไรอย่างนี้ครับ พอเราได้กลับมาสู่ตัวเรา พวกอินเนอร์ไดอะล็อกคที่ทุกคนมี อย่างเช่นผมคุยกับพี่อยู่ผมเชื่อว่าพี่กำลังคิดอยู่ว่าพี่จะถามอะไรต่อ คือมันก็เป็นอินเนอร์ไดอะล็อกของพี่ มันก็เหมือนกันกับตัวละครของเรา บางทีเราไม่ได้สังเกตตรงนี้ เราไปยึดกับสิ่งที่ได้มาที่มันเป็นคำพูด เรามักจะไปยึดกับตรงนั้นเพราะมันง่าย พอผมพูดแล้วพี่ก็เข้าใจ มันไม่ได้ฝึกฝนอีกส่วนหนึ่งของการแสดง
มันก็มีฉากหนึ่งที่ตัวละครของพลอยสามารถฆ่าเราได้ โดยที่เราไม่พูดแม้แต่คำเดียว แต่พลอยเขาพูดคนเดียว เหมือนอย่ามองฉันอย่างนั้นสิ ทำไมคุณใช้สายตาอย่างนั้นมองฉัน พลอยแทบจะพูดแทนเราเลย แค่ตัวละครของเรามอง มันต้องมีไดอะล็อกเพราะไม่พูดกับเขาก็ไม่สามารถจะสื่อสารได้ เขาก็ไม่สามารถที่จะพูดประโยคของเขาต่อได้ มันก็ไปถึงจุดที่เขาฆ่าเราได้ด้วยซ้ำ เพราะเราไม่พูดแม้แต่คำเดียว
การแสดงร่วมกับพลอย
เล่นกับพลอยง่าย มันก็สบายใจ ก็คือในชีวิตจริงเราก็เป็นเพื่อนกัน แล้วก็มันแคร์กันจริงๆ ตอนทำงานมันก็เหมือนเราแคร์เพื่อนเรา เราก็อยากจะช่วยเขา เขาก็อยากจะช่วยเรา ระหว่างที่เราแสดงนี่เขาก็เป็นพาร์ตเนอร์ของจริง กล้องจะอยู่กับตัวผมหรือตัวเขา ผมก็รู้ว่าเขาก็แสดงกับตัวผม 100% ตลอดเวลา มันทำให้เราแบบอุ่นใจ
คือภาระของตัวเรามันเยอะมากในฉากพวกนี้ เคยสังเกตบ้างมั้ยว่า คนเรามักจะแบบใจหวั่นไหวที่สุดตอนที่คนเดินมาตบไหล่แล้วบอกว่า “ไม่เป็นไรนะ อย่าร้องไห้สิ” คือมันเป็นโมเมนต์อย่างนั้น คือผมแบบอยากจะอยู่กับเขา ช่วยเต็มที่ที่เราช่วยได้ อย่างนี้เหมือนบอกเขาอยู่ตลอดเวลากูเกลียดมึง แต่ว่ากูรักมึงอยู่นะ คือแบบสิ่งที่คุณกำลังพูดมันมีผลต่อผมเหมือนกัน ซึ่งตอนมันยิงมาทางผม คือผมต้องกดไว้มากกว่านี้อยู่แล้ว เพราะว่าผมต้องมีมาดของคนที่เย็นชา ผมมีมาดของขุนศึกอะไรก็ว่าไป แต่ในโมเมนต์นั้นผมอยากเป็นพาร์ตเนอร์ อยากช่วยเขาเต็มที่ แล้วมันก็กระทบเหมือนกันแหละ
มันอาจจะเป็นความรู้สึกที่เราแคร์มั้ง เราแคร์เขาจริงๆ เขาก็แคร์ความเป็นไปของเรา หน้ากองเหรอ นอกกองเหรอ ในชีวิตส่วนตัวเขาเหรออะไรก็ว่าไป แต่คือเราก็มีวินัยความเป็นมืออาชีพพอที่จะแยกส่วนนั้นออกไป แต่ว่ามันช่วยตรงที่ว่าไม่ต้องมาสร้างใหม่ตลอดเวลา มันมีเคมีของมันอยู่แล้ว พอเราเล่นอีกก็มักจะเจอตัวละครที่เป็นผัวเมียกัน รอบที่ 4 ถ้ามันจะมีมาดมันก็ไม่ใช่ ถ้าให้ผมเลือกคนที่จะเล่นหนังกับผมได้นะครับ คือช้อยส์แรกทุกครั้งก็เป็นพลอย มันมีความสบายใจอยู่สูงมาก แล้วแบบการแสดงส่วนมากมันต้องเชื่อใจกันสูงมาก การที่จะปั้นอันนี้ขึ้นมาใหม่ ให้มาคู่กับคนใหม่ มันไม่ใช่สิ่งง่าย พอตรงนี้มันมีมันก็สบายใจ
การร่วมงานครั้งแรกกับพี่ดอม
ใช่ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เราร่วมงานกัน พี่ดอมเป็นคนที่พลังงานสูงมาก คือไม่เคยเจอนักแสดงคนไหนที่พลังงานสูงเท่าเขา ทั้งในร่างกาย ทั้งใน Movement ทั้งในเสียงเขา เหมือนกระต่ายถือฉาบ พลังงานไม่มีหมดจริงๆ เหลือเชื่อจริงๆ แต่แกเป็นคนที่ค่อนข้างพูดจาผิดกับตัวละครนี้เหมือนกัน สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเหมือนกันคือสรีระเขากับตัวละคร แต่ตัวจริงเขาเป็นคนสุภาพมาก เป็นสุภาพบุรุษมาก ผู้ดีจริงๆ เป็นขุนศึกตัวจริง ผมน่ะดูเปลือกอาจจะดูเป็นผู้ดี แต่จริงๆ แล้ว ควรจะไปเป็นโจร (หัวเราะ)
ผมสังเกตพักหลังๆ เราก็สนิทกันมากขึ้น เราเล่นกันไปเราก็จะขอบคุณกันตลอดเลยแบบไม่รู้ทำไม ฉากโง่ๆ เดินรอบตัวกัน Thank you นะเว้ย Thank you ๆๆ คือเป็นนิสัยอ่ะ พี่ดอมน่ารักมาก ผมเล่นฉากที่เขาจะมาข่มขืนเมียผม แล้วผมโดนมัดอยู่แล้วผมรับไม่ได้ เมียผมก็ลุกขึ้นมาให้โอกาสผัวฉันหน่อยได้ไหม สู้กับเธอ ใครชนะฉันจะไปกับคนนั้น ผมก็ต้องมองพลอยแบบปลาบปลื้มใจ มองเขาแบบผู้หญิงคนนี้ยังมีเกียรติอยู่ แล้วก็แบบซึ้งใจในตัวเขาโน่นนี่นั่น แล้วพี่ดอมเขาก็มาเล่นให้ ทั้งคู่เลยนะเขามาเล่นให้หลังกล้อง หม่อมก็บอกถ้าน้ำตาไหลก็ปล่อยให้ไหลไปเลย เราก็เซ้นซิถีฟอยู่แล้วน้ำตาก็ไหล คัทเสร็จเนี่ยคนแรกที่มาขอบคุณผมเนี่ยคือพี่ดอม แกอยู่หลังกล้อง ผมต้องขอบคุณพี่เขา แกก็แบบพลอย Thank you นะก็อยู่กันแบบนี้แหละ 3 คนไหว้กันไปไหว้กันมา เราก็เฮ้ย Thank you นะ ก็ดีครับ รู้สึกพี่ดอมเขาก็เริ่มอินกับระบบการแสดงที่มันต้องอยู่เป็นพาร์ตเนอร์ มันต้องช่วยกันไป พี่ดอมเสียงแกแบบดังลั่นฟ้ามาก เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ขนาดยืนอยู่ข้างน้ำตกก็เอาเขาไม่ลง กดเขาไม่ลง เสียงแกดังมาก
ความน่าสนใจโดยรวม
สำหรับคนที่ชอบแบบฟังผ่านๆ ดูแบบผิวเผิน มันจะเข้าหายากไหม ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มัน Mass กว่า “ชั่วฟ้าฯ” เยอะเลย มีเรื่องฆาตกรรม มีเรื่องชู้สาว มีเรื่องข่มขืน มีบู๊ มีตลก มันเป็นหนังครบรสมากๆ คือพอมันเป็นหนังหม่อม เราก็ต้องเข้าใจว่ามันก็มีหลายเลเยอร์อยู่ คือเราจะได้อะไรจากมันก็แล้วแต่คนดู ถ้าแบบผิวเผินไปเลยนะ มันมีหมด เอาแค่ตัวละครผมที่ว่าแค่นั้น ฟังดูมันก็สนุกแล้ว มีพงษ์พัฒน์ มีมาริโอ้สาวกรี๊ด มีพี่หม่ำ มีผม พี่ดอม มีสาวสุดเซ็กซี่เฌอมาลย์ คือแบบองค์ประกอบมันครบมาก มันเป็นหนังที่พลังงานสูงมาก ตอนผมอ่านบทผมไม่รู้สึกว่ามันมีช่วงที่หน่วงเลย พอเปิดมามันเข้าเรื่องเลย มันเข้าเหตุการณ์เลย มันเป็นหนังที่ผมเชื่อได้แบบว่าในแง่คุณค่าของความบันเทิงมันครบถ้วนมาก
เรื่องเนื้อหาก็ไม่ต้องห่วงครับ หนังหม่อมเขาไม่ขาดอยู่แล้วครับ เป็นสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดแล้วกัน อย่าง “ชั่วฟ้า” มันก็แล้วแต่คนดู เขาก็แบบมองในมุมมองของยุพดีบ้าง ของส่างหม่องบ้าง ของพะโป้บ้าง อันนี้มันก็จะเช่นเดียวกันครับ มันก็จะมีหลายๆ มุมมองอะไรอย่างนี้ ในส่วนของผมเนี่ยผมชอบมากที่สุดคือ ตัวละครพอมันเล่าเรื่อง พอมันปรุงแต่งขึ้นมา มันมักจะมีเหตุผลขึ้นมาเลย มันจะดูแบบมีเหตุผล คือทุกอย่างเมคเซ้นส์ไปหมด แล้วพอมาเจอเรื่องจริงเนี่ยมันพลิกล็อกมาก มันจะได้เห็นสัญชาตญาณของมนุษย์จริงๆ ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มันประหลาดมาก แล้วความประพฤติของมันไม่ใช่สิ่งที่เรากำหนดได้ เหมือนชีวิตจริงมันแปลกไปกว่าหนัง แปลกไปกว่านิยาย แต่มันมีสิ่งแวดล้อมอยู่ในหนัง สุดท้ายแล้วแบบเออ...ใช่ มนุษย์มันเพี้ยนจริงๆ ว่ะ แล้วผมว่าทุกคนเดินออกจากโรงมันจะมีอะไรให้ไปถกกันตรงนี้ ความจริงของหนังเรื่องนี้มันเป็นแบบไหน เห็นตัวเองมันแน่นอนอยู่แล้ว มันมี 6 ตัวละครที่คุณได้เลือก อยู่ที่ต่างวัยต่างมุมมอง ทุกคนก็สามารถแบบเราเห็นใจตัวนี้ เราชอบมุมมองของตัวละครตัวนี้ อะไรแบบนี้แน่นอนครับ
FB:
“อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” ทุ่มเมคอัพทั้งตัว แปลงโฉมเป็น “สัปเหร่อ” สุดสมจริง ใน “อุโมงค์ผาเมือง”
ผ่านงานแสดงภาพยนตร์มาหลากหลายเรื่องจนขึ้นหิ้งเป็นอีกหนึ่งนักแสดงมากฝีมือของวงการสำหรับ “พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ที่ล่าสุดโดดลงมาร่วมแสดงในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “อุโมงค์ผาเมือง” ของผู้กำกับชั้นครูฝีมือละเมียด “หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” อาจารย์ทางการแสดงของเขาเอง งานนี้เลยจัดเต็มเมคอัพทั้งตัวครั้งละหลายชั่วโมงเพื่อแปลงโฉมเป็น “สัปเหร่อ” อย่างสมจริงเลยทีเดียว
“อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” เผยถึงการแปลงโฉมเพื่อการแสดงครั้งนี้ว่า
“เรื่องนี้ก็รับบทเป็น ‘สัปเหร่อ’ ครับ เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในอุโมงค์ผาเมืองมานาน ผ่านโลกมาเยอะ เป็นคนที่ยอมรับความจริง ก็มีการคุยกันเยอะกับอาจารย์หม่อมน้อยว่าจะสร้างคาแร็คเตอร์ขนาดไหน ก็เป็นคนที่หน้าตาอัปลักษณ์ ต้องแต่งเมคอัพเอฟเฟ็คต์ทั้งตัวทำหน้าทำตา แล้วผมก็ต้องทำเสียงให้แหบนิดหนึ่ง พิการขาเป๋ข้างหนึ่งไม่พอ เอามือหงอยด้วย สังเกตดีๆ ก็จะมีอาการหน้ากระตุกอยู่ตลอดเวลาขณะพูด ก็ใช้เวลาฝึกซ้อมค่อนข้างเยอะ ต้องค่อยๆ ปรับตัวกันไป
เรื่องของแผลเมคอัพทั้งตัวเนี่ย หม่อมบอกว่าอยากให้เห็นแล้วไม่แน่ใจว่านี่เป็นผีหรือคน ก็ได้เมคอัพมือหนึ่งอย่างคุณขวด (มนตรี วัดละเอียด) มาแต่งให้ ซึ่งใช้เวลาในการแต่งค่อนข้างนาน ครั้งละ 3-4 ชั่วโมงได้ แต่มันก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ ผมว่ามันเสริมการแสดงมากกว่าเป็นอุปสรรคด้วยซ้ำนะ เมคอัพเอฟเฟ็คต์เกี่ยวกับหน้าตาหรือความพิการต่างๆ มันทำให้ตัวละครตัวนี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ก็เหมือนกับสอนให้รู้ว่าเราอย่ามองเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก ผมว่าต้องมองให้ลึกให้เข้าใจว่าอะไรที่มันซ่อนอยู่ในตัวเขา มันคือความดี มันคือความชั่ว มันมีอะไรที่ซ่อนอยู่นะครับ”
พบกับการแปลงโฉมสมจริงและสุดยอดการแสดงของ “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” ได้ใน “อุโมงค์ผาเมือง” 8 กันยายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์
Navigation
[0] Message Index
[#] Next page
[*] Previous page
Go to full version