FB on December 17, 2011, 08:40:54 AM
“หม่ำ จ๊กมก” ควง “ตุ๊กกี้ สามช่า” ปะทะความฮาสุดหรรษา ส่งความสุข 26 ม.ค. 55 ใน “ปัญญาเรณู 2”


   

 
          นอกจากนักแสดงเด็กจะกลับมาแบบครบทีมในหนังสุดม่วนซื่นเรื่อง “ปัญญาเรณู 2” แล้ว งานนี้ยังเสริมทัพด้วยสองซุป’ตาร์ตลก “หม่ำ จ๊กมก” และ “ตุ๊กกี้ สามช่า” ที่ควงคู่กันมาจัดเต็มความสนุกสุดหรรษา ปะทะความฮาทวีคูณแบบหมัดต่อหมัดที่ดูแล้วรับรองหัวเราะรื่น ฉีกยิ้มหน้าบานตลอดปีใหม่นี้แน่นอน

          “ภาคนี้พี่บิณฑ์ก็เรียกตัวผมกับตุ๊กกี้ให้มาช่วยเล่นด้วย ปกติผมก็สนิทกับพี่บิณฑ์อยู่แล้ว ก็โอเคเลย ทำงานกันสบายๆ ไม่เครียด ในเรื่องผมก็เล่นเป็น ‘พี่กิ๋ง’ เป็นคนในหมู่บ้านที่สนิทกับปัญญา จริงๆ ภาคแรกก็โผล่มาแวบนึง ทีนี้ในภาค 2 กลับมาเต็มๆ เลย แล้วก็เข้ามาพัวพันกับตุ๊กกี้ที่เล่นเป็น ‘อภัสรา’ คู่หูของเรณู ทีนี้ต่างคนก็แอบชอบกันนะแต่ไม่แสดงออก พอมาเจอกันก็จะพูดจากัดกันอะไรอย่างงี้ แต่ในใจลึกๆ น่ะรักกัน แต่เล่นองค์กัน เพราะเรารุ่นใหญ่ไงต้องวางฟอร์มบ้าง ตรงนี้ก็เลยเกิดเป็นความสนุกขึ้น ได้ปะทะคารมและความฮากัน รับรองม่วนหลาย เล่นเรื่องนี้ก็ชอบครับเพราะได้พูดภาษาท้องถิ่น เป็นธรรมชาติของตัวเราเองด้วย โดยภาพรวมก็จะเป็นหนังชาวบ้านๆ หนังน่ารักของคนชนบทคนที่จะมีความรักความสามัคคีกัน เราจะรู้สึกได้เลย สังคมเหล่านี้ผมว่าคนเมืองคงลืมไปแล้ว ลองดูว่าตัวละครอย่างนี้มีความสุขมากแค่ไหน ดูหนัง “ปัญญาเรณู 2” แล้วคุณก็จะมีความสุขจริงๆ ครับ”

          “ปัญญาเรณู 2” พร้อมส่งความสุขและกำลังใจ “เอาอยู่-สู้ไหว” ต้อนรับปีสุดหรรษา 26 ม.ค. 2555 นี้

FB on December 23, 2011, 06:55:40 AM

“น้ำขิง ปัญญาเรณู” กลับมาวาดลวดลายม่วนหลาย ทั้งฮาทั้งดราม่าทวีคูณ ใน “ปัญญาเรณู 2”


 
           แจ้งเกิดเต็มๆ ไปแล้วใน “ปัญญาเรณู” ภาคแรก คราวนี้ “น้องน้ำขิง-สุธิดา หงษา” ได้ฤกษ์กลับมาปล่อยของอีกครั้งในภาคต่อของโปรเจ็คต์นี้ งานนี้เธอเลยจัดเต็มทุกลีลาทั้งร้องเต้นเล่นฮาและดราม่าแบบทวีคูณให้สมชื่อ “ปัญญาเรณู 2” ซะเลย

          น้ำขิง ยังคงรับบทเป็น “เรณู” สาวน้อยเจ้าของชื่อเรื่องสุดก๋ากั่น แสนมั่นใจ เรื่องร้องเล่นเต้นระเบิดไม่แพ้สาวใดในโลกหล้า เธอยังคงแอบรักปัญญาอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ยิ่งภาคนี้ได้ สาว อภัสรา (ตุ๊กกี้ ชิงร้อย) มาเป็นคู่หูคู่ฮา ก็ยิ่งทำให้เธอได้แสดงความโดดเด้งที่สุดแห่งบ้านโคกสะอาดแทบทะลุจอกันเลยทีเดียว

          “เรื่องนี้หนูก็ยังเล่นเป็น ‘เรณู’ เหมือนเดิมค่ะ เป็นเด็กแก่นแก้วที่ไม่ยอมใครค่ะ ชั้นคิดอย่างนั้นต้องได้อย่างนั้น และภาคนี้ก็จะแก่นแก้วมากขึ้นแล้วก็ยังแอบรักปัญญาอยู่เหมือนเดิม รักไม่มีวันเปลี่ยนแปลงค่ะ แล้วก็มีคู่หูเพิ่มขึ้นมาก็คือพี่ตุ๊กกี้ที่เล่นเป็นอภัสรา ตัวจะติดกันตลอด เฮไหนเฮนั่น เป็นที่ปรึกษาให้หนูในเรื่องต่างๆ ค่ะ แล้วก็จะคอยแกล้งคนนั้นคนนี้ โดยเฉพาะไอ้จอบที่ชอบกันท่าปัญญาให้ออกห่างจากหนู ซึ่งหนูก็จะไม่ยอม หนูจะสู้ทุกอย่างค่ะ ภาคนี้หนูยังต้องทั้งร้องทั้งเต้นหลายเพลงค่ะ เพลงเดี่ยวเพลงนึง ร้องคู่กับมิว ร้องคู่กับพี่ตุ๊กกี้ น่าฟังทั้งเพลงช้าเพลงเร็วเลยค่ะ ภาคนี้ลุงท็อปบอกเพิ่มบทให้ทุกคน หนูก็เลยต้องจัดเต็มการแสดงยิ่งกว่าเดิมค่ะ แล้วก็มีพี่ตุ๊กกี้กับลุงหม่ำมาช่วยเพิ่มความฮาด้วยค่ะ สนุกมากแน่นอน จะฮาก็ฮามาก จะเศร้าก็เศร้ามากค่ะ อยากให้มาชมกันเยอะๆ ค่ะ”

          ติดตามความแซบซ่าสุดเซี้ยวของ “น้องน้ำขิง” กันแบบเต็มๆ ได้ใน “ปัญญาเรณู 2” พร้อมส่งความสุขรับปีสุดหรรษา 26 ม.ค. 2555 นี้

FB on December 30, 2011, 09:56:14 AM
กลับมาแล้วเด้อ…อออออ ภาพยนตร์ม่วนคั่กคั่ก ฮักหลายหลาย “ปัญญาเรณู 2” แถลงข่าวสุดฮาครบทีม ส่งความม่วนซื่นรับปีฮ่าๆๆ


          ได้ฤกษ์ฮาแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว สำหรับภาพยนตร์ม่วนคั่กคั่กฮักล้ายหลายเรื่อง “ปัญญาเรณู 2” ของผู้กำกับมากความสามารถ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา ณ Centerpoint @ Centralworld ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ท่ามกลางบรรยากาศม่วนซื่นสุดฮาหัวเราะร่าตลอดงาน

          เปิดงานด้วย VDO Presentation ย้อนความสนุกสนานจากภาค 1 ถึงความหรรษาของภาค 2 ก่อนคึกคักเล็ดสะแด๊น (Let’s Dance) กับการโชว์ร้องเต้นเพลง What is call โดย “น้องน้ำขิง-ด.ญ.สุธิดา หงษา” และ “น้องมิว-ด.ญ.ธฤศวรรณ กาหาวงษ์” ที่ทำเอาผู้ร่วมงานอดขยับเท้าเร้า’รมณ์ขณะชมไปด้วยไม่ได้ ก็มันม่วนซะ...

          จากนั้นจึงเชิญทีมรุ่นใหญ่ ผู้กำกับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์”, “หม่ำ จ๊กมก” และ “ตุ๊กกี้ ชิงร้อย” ขึ้นมาพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำงานครั้งนี้ ก่อนจะต่อด้วยการรวมตัวของแก๊งป่วนปัญญา-เรณูและหมู่เพื่อนแห่งบ้านโคกสะอาด “น้องนํ้าขิง”, “น้องทิว-ด.ช.โชติทิวัตถ์ ผลรัศมี”, “น้องมิว”, “น้องจอบ-ด.ช.บุญฤทธิ์ จันทร์แก้ว” และ “น้องแซก-ด.ช.พงษ์สิทธิ์ นาเวียง” มาเมาท์ม่วนหัวเราะร่วนลั่นเวที

ปิดท้ายงานด้วยการชักฮูปชื่นมื่นของทีมงานภาพยนตร์และทีมผู้บริหารเป็นที่ระลึก

          “ปัญญาเรณู 2” พร้อมให้ม่วนซื่นชื่นบาน รับปีหัวเราะร่า (2)555... 26 มกรา ฮาเอาอยู่ทุกโรง

FB on December 30, 2011, 09:57:03 AM
บทสัมภาษณ์ ผู้กำกับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “ปัญญาเรณู 2”


 
          ที่มาที่ไปของโปรเจ็คต์ “ปัญญาเรณู”
          “ปัญญาเรณู” ภาคแรกนั้นเป็นโปรเจ็คต์ที่ผมคิดไว้ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่เริ่มเข้าวงการใหม่ๆ ก็ประมาณ 5-6 ปีที่ได้เล่นหนังมาแล้ว ก็คิดว่าซักวันหนึ่งอยากจะทำหนัง แล้วตอนนั้นหนังเด็กก็ไม่ค่อยมีใครทำซักเท่าไหร่ จนอยู่มาเป็น 10 ปีก็ยังไม่ได้ทำซักที จนได้มาทำโปรเจ็คต์เรื่อง “ตำนานกระสือ” ให้กับสหมงคลฟิล์ม ซึ่งในเรื่องก็มีเด็กๆ ร่วมแสดงด้วย พอทำงานกับเด็กบ่อยๆ เข้า เราก็เริ่มรู้สึกว่ามันบริสุทธิ์ มันง่าย ทำให้คนเข้าใจง่ายกับเด็กๆ ได้ พอเสร็จจากเรื่องนั้นก็ได้มาทำ “ช้างเพื่อนแก้ว” ก็มีช้างกับเด็กมาเล่นกัน มันก็เลยคิดว่าวันหนึ่งเราต้องทำหนังเด็กจริงๆ สักที และอีกอย่างตอนเด็กๆ เราก็เคยเรียนหนังสือเรื่อง “เรณูปัญญา” “มานีมานะ” อะไรพวกนี้อยู่ เราก็รู้สึกว่าเด็กในหนังสือพวกนี้เนี่ยทำให้เด็กสามารถเอาความคิดของเด็กพวกนี้มาใช้ในนิสัยของเด็กในยุคปัจจุบันนี้ได้ เช่น เด็กพวกนี้พอกลับจากโรงเรียน ก็จะช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ทำการบ้าน อ่านหนังสือ อะไรพวกนี้นะครับ ก็เลยคิดว่า น่าจะทำหนังเด็กๆ เรื่อง “ปัญญาเรณู” ก็คิดเรื่องนี้มาตั้งนานละ แต่เสนอหลายค่ายก็ไม่มีใครสนใจหนังเด็กเท่าไหร่ เราก็คิดว่า เอาน่าวันหนึ่งเดี๋ยวเก็บเงินได้ก่อนจะทำเรื่องนี้ แล้ววันนั้นก็มาถึงก็ได้ทำ “ปัญญาเรณู” ภาคแรกมันก็เป็นเรื่องราวจากตัวเองด้วย เพื่อนซึ่งอยู่ในภาคอีสาน จากประสบการณ์ของเราและของเพื่อนๆ เราก็คิดมาผูกเรื่องเอา ซึ่งจริงๆ 50% เป็นเรื่องของเราสมัยเด็กๆ ตอนเรียนป.1 ถึง ป.6 ได้ ก็จะมีหลายฉากที่เป็นของเรา เพราะฉะนั้นเมื่อถ่ายทอดออกมาแล้วเนี่ยหลายคนก็ชอบ เป็นธรรมชาติเหมือนสมัยที่เค้าเป็นเด็กก็เคยผ่านเหตุการณ์อย่างนี้แหละ หลายคนไปดูก็ชอบความน่ารักของเด็กๆ แล้วก็เล่นดีด้วย
          ซึ่งเรารู้สึกว่า มันยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ไม่สามารถเล่าให้จบได้ในภาคแรกภาคเดียว แต่ถามว่า พอทำภาคแรกไปแล้ว คิดจะทำภาค2มั้ย ก็คิดว่าตอนนั้นปัญหามันเยอะแยะมากมาย หนังเกือบไม่ได้ฉาย ไปหาใครก็ไม่มีใครสนใจ ก็คิดว่าคงจบแค่นั้นที่ภาคแรก แต่พอได้ฉายแล้ว เราก็คิดว่า ถ้าขาดทุนก็คงไม่ได้ทำภาคสองต่อ แต่ถ้าได้กำไรก็จะได้ทำภาค2 ต่อแน่นอน เพราะมันมีเรื่องราวอีกมากมาย แต่จังหวะพอเข้าวันแรกก็เอาละ ภาค2ไม่ได้ทำแน่นอน (หัวเราะ) เพราะดูรายได้แล้วก็ โอย...พระเจ้า ก็เอาวะ ไม่เป็นไร แต่อยู่ๆ พอมีคนไปดูแล้วปากต่อปากพูดกันต่อละว่า “ปัญญาเรณู” เป็นหนังน่ารัก เป็นหนังดีนะ ก็เลยทำให้คนไปดูมากขึ้นๆ ก็เลยทำให้รายได้ขึ้นมาเรื่อยๆ จนไม่ขาดทุน กำไรบ้างนิดหน่อย ก็เลยเอาวะ เพราะเราก็มีทุนภาคแรกที่ยังไม่หมดไปก็เลยนำมาทำภาคต่อเป็น “ปัญญาเรณู 2”

การแคสติ้ง จุดเด่นที่ทำให้เลือกทีมนักแสดงเด็กหลักๆ ทีมนี้มาเล่นเรื่องนี้
          ต้องถือว่าผมโชคดีมากนะครับ ที่ผมได้เจอพวกน้องๆ ทีมนี้ ผมเองตอนแคสติ้งในกรุงเทพฯ เราก็คัดเลือกเด็กที่สามารถพูดอีสานได้ อายุประมาณ 8-12 ขวบ ก็มากันเป็นพันคนได้เหมือนกันนะ ก็หน้าตาดี แต่งตัวดี แต่เด็กกรุงเทพฯ เวลามาแคสติ้งจะไม่ค่อยธรรมชาติ โอ้โห แต่งตัวมาแบบเต็มองค์เลย เราก็บอกคอนเซ็ปต์ไปว่า “เรณู” จะเป็นยังไงต้องอ้วนๆ ขี้เหร่ที่สุดยิ่งดี แต่ต้องอ้วน ต้องมีความสามารถ ปัญญาต้องผอมแต่แกร่ง แกร่งที่สามารถสู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้ ก็มาแคสมาร้องมาเต้นกันเยอะ แต่ก็ยังไม่ถูกใจ หนังเราก็กำลังจะเปิดจะทำยังไง ก็มีเพื่อนบอกว่า จะมีงานวันเด็กที่จัดที่วารินชำราบ เราก็ไปเลย นั่งเครื่องไปที่อุบลฯ ก็ไปเจอเด็กเยอะแยะมากมายมาเต้นมาร้องกัน
          แล้วก็มีอยู่คนเด็ก ตัวดำเมี่ยม อ้วนๆ ทาแป้งหน้าวอกขาว คอไม่ได้ทา คอดำปี๋ ขาวแต่หน้า แล้วก็ใส่ที่คาดผม ที่หนีบผมเป็นโบสีแดง ตัดกับชุดสีขาวมาก ตัวดำเมี่ยมเลย ขึ้นไปร้องเพลง “เชพบ๊ะ” ของอาภาพร นครสวรรค์ เราก็นั่งดู ก็โอ้โห...ถูกใจเรามาก ตัวก็อ้วน แล้วก็เต้นพั่บๆๆ เต้นทุกอย่าง มีความสามารถมากเลย แล้วมันเหมือนคาแร็คเตอร์ที่เราต้องการ โอเค เราก็ดูเค้าไปก่อน แนะนำตัวอะไรของเค้าไป “หนูชื่อสุธิดา นามสกุลหงษาค่ะ” เราก็เฮ้ย นามสกุลนี้เหมือนกับนักร้องคนนึง “หงษ์ทอง หงษา” เราก็เอ๊ะ...เป็นอะไรกัน เราก็เรียกมาถามว่าเป็นอะไรกัน “อ๋อ หงษ์ทอง หงษา เป็นอาหนูค่ะ เป็นน้องของแม่ เค้าตายไปแล้วนะ” ก็พูดเล่าให้ฟังหมดเลย เราก็ถามว่าสนใจเล่นหนังมั้ย ตอนแรกเค้าก็ยังไม่เชื่อ ก็บอกว่า “เดี๋ยวลองถามแม่ดูก่อน” แหม เล่นตัวด้วยนะ อะไรประมาณนี้ เราก็โอเค ดูเด็กคนอื่นต่อไป ก็ยังไม่เข้าตา ก็คุยกับแม่น้องน้ำขิง แม่ก็บอกว่า ก็ลองดูก็ได้ค่ะ ถ้าได้ คุณบิณฑ์ก็เอาไปก็แล้วกัน ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
          เราก็เลยลองเขียนบทให้เค้าเล่น เค้าก็ “โอ้โห ให้เล่นผีเข้าเลยเหรอ ต้องทำยังไง” เราก็อธิบายเค้าว่าเป็นยังไง หน้าตาต้องดุๆ ถลึงตา ตัวก็ต้องสั่นๆ นะ เค้าก็เล่นให้ดู ซึ่งเค้าไม่เคยเล่นมาก่อนนะ เพราะเค้าร้องแต่เพลง โอ้โห พอสั่งแอ็คชั่น เค้าก็เล่นเต็มที่ ตัวสั่นๆๆๆ ผมเผิมสะบัดเข้า มองจ้องชี้หน้าด่า เราก็บอกว่า ใช่เลยเด็กคนนี้ต้องเป็นเรณูเลย ซึ่งในเรื่องจริงๆ มันก็จะมีบทเนี่ย บทแกล้งว่าผีเข้า ต้องหลอกปัญญาให้กลัว ให้มารักเรณู ก็ใช้ได้เลย นี่คือที่มาของ “น้องน้ำขิง” ในบทนี้
          มาถึงตัว “ปัญญา” ผมดูอยู่ในงานนั้น ก็มีหลายคนหน้าตาโอเคเป็นเด็กบ้านนอกน่าสงสารแต่อ้วน บางคนหน้าตาไม่ได้แต่ตัวผอมแกร่ง มาเล่นก็ยังธรรมดาเพราะขี้อาย เด็กบ้านนอกส่วนใหญ่จะขี้อาย แต่ความสามารถเค้ามีอยู่ วงโปงลางอะไรต่างๆ เค้าจะเล่นได้หมด สุดท้ายก็ไม่ได้ ได้แต่น้องน้ำขิง หนังเราก็ใกล้เปิดกล้องแล้วจะทำไงดี แล้วเพื่อนก็โทรมาบอกว่าไปดูหนังเรื่อง “ครูบ้านนอกฯ” มีเด็กคนนึงนะหน้าตาใช้ได้ และเล่นโอเคเลย เราก็โทรหาธุรกิจกองถ่ายเลย “อ๋อ เด็กคนนี้อยู่ที่กาฬสินธุ์ คุณบิณฑ์จะเอามาดูมั้ย” ผมก็ติดต่อให้เอามาดู พอดีผมไปดูน้องน้ำขิงอีกครั้ง ก็นัดเค้ามาเจอกันที่อุบลฯ ก็นั่งรถมาพร้อมกับคุณแม่ ก็แต่งตัวหล่อมาเลย สไตล์เล่นหนังมาแล้วอะไรอย่างงั้นเลย แต่เราอยากเจอที่มันดิบๆ เป็นธรรมชาติที่สุด พอมาเจอเราก็มองเค้า เออหน้าตาเค้าได้ แต่เค้าไม่ผอมไง ถ้าเค้าผอมกว่านี้จะเป็นภาพที่ผมวางไว้เลย แต่ไม่ผอมก็ไม่เป็นไร ก็ลองให้เค้าเล่นดู ซึ่งเราก็ไปดูหนัง “ครูบ้านนอกฯ” มาแล้ว ก็เห็นว่าเค้าเล่นดราม่าได้ดี ร้องไห้ได้เลย ก็ลองให้เค้าเล่นร้องไห้ เพราะในภาคแรกต้องมีบทร้องไห้ แต่เค้าก็ยังทำไม่ได้ เราก็เลยเปลี่ยนบทให้เรณูมาจีบปัญญา เค้าก็เขินๆ ก็ยังไม่ได้ถูกใจเราเหมือนอย่างตอนน้ำขิงที่โดนใจเราเป๊ะๆ เลย แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปให้ครูสอนนิดหน่อยก็น่าจะได้ละ แต่ตอนนั้นก็คิดแล้วว่าต้องเอาแล้วล่ะ เพราะว่าเด็กก็มีประสบการณ์การแสดงมาบ้างแล้วก็ไม่น่าจะยาก เราก็บอกทั้งคู่ว่า นี่นะจะให้เล่นบทปัญญากับเรณูนะ ก็ทำตัวให้สนิทสนมกันไว้
แล้วผมก็ไปเลือกเด็กคนอื่นๆ เพื่อมาเล่นเป็นเพื่อนๆ ของเรณูกับปัญญา ก็ไปได้ “ไอ้จอบ” มา เค้าเป็นนักดนตรี เป็นโฆษกอยู่ในวงของโรงเรียนวารินชำราบ พอวงนี้มาเล่นปุ๊บ เค้าก็จะออกมาพูด “เพื่อนๆ ครับ...” เออ เราก็เห็นละ เด็กมันมีคาแร็คเตอร์ของมันดี คือสังเกตได้ ฟันมันจะเหยินออกมาเยอะ คนที่มีคาแร็คเตอร์เราจะชอบ เราก็เลยติดต่อให้มาเล่นเป็นเพื่อนปัญญา
          อีกคน “ไอ้แหว่ง” พูดไม่ชัด เค้าก็ออกมาเคาะกรับเป็นจังหวะ เราก็มอง เฮ้ย...มันเป็นคนที่หน้าตาดีนะ แต่อาภัพตรงแค่เรื่องปากแค่นั้น จะให้พูดอะไรก็ไม่ค่อยกล้าพูด พูดแล้วกลัวว่าคนไม่รู้เรื่อง เพราะเค้าพูดไม่ชัด เออ...คนนี้ก็มีคาแร็คเตอร์ของเค้าดี ก็เอามาเล่นเป็นเพื่อนปัญญาด้วย ก็มีหางเครื่องหลายคนซึ่งดูแล้วก็เล่นได้ เต้นได้เก่ง ก็เอามาเล่นเป็นเพื่อนของเรณู จนกระทั่งครบหมดแล้วก็เปิดกล้อง ทุกอย่างมันก็โอเค ลงตัวหมดครับ

การกำกับการแสดงเด็กๆ ผู้กำกับหลายคนว่ายาก สำหรับพี่บิณฑ์เองเป็นยังไงบ้าง
          อย่างที่ผมบอกว่าผมโชคดีที่ได้เด็กๆ กลุ่มนี้มา บางทีเราบอกไปแค่นี้ พี่ต้องการให้เป็นธรรมชาติที่สุดนะ อย่าคิดว่าถ่ายหนัง อย่าคิดว่าเล่นไม่เหมือน อย่างน้ำขิงที่เล่นเป็นเรณูเนี่ย บอกเค้าปุ๊บเค้าจะเข้าใจทันที เรณูนะเรารักผู้ชายคนนี้ ในอนาคตเค้าต้องมาเป็นสามีเรานะ ต้องมีลูกมีเต้าอยู่กับเรานะ ห้ามใครมามองมาแย่ง ใครเข้ามาต้องกันไว้เลยนะ
          ส่วนปัญญาเนี่ย เราก็บอกไปว่า เราชอบเค้าเป็นแค่เพื่อน ถ้าเกินเพื่อนเราก็จะรู้สึกว่าไม่ได้แล้วนะ ตัวน้องทิวแรกๆ ก็จะไม่ค่อยธรรมชาติเท่าไหร่ เพราะเค้ามาจากกาฬสินธุ์คนเดียว ซึ่งเค้าไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนพวกนี้ที่เป็นเพื่อนอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน เค้าจะสนิทกันมาก เพราะฉะนั้นผมก็ให้เค้ากินนอนอยู่ด้วยกัน ทีนี้ซักพัก ก็เริ่มสนิทสนมกัน มีพูดจาหยอกล้อกันได้ละ ทำให้เราเริ่มถ่ายตรงนี้ได้สบาย

ภาค 2 นี้ยังคงคิดเรื่อง-เขียนบท-กำกับทั้งหมด
          ครับ เหมือนเดิมครับ เพราะเหมือนกับว่าไอ้เรื่องพวกนี้มันอยู่ในสมองของเรา เราต้องการอะไรยังไง เหมือนภาคแรกเราคิดต่อเนื่องมายังภาคสองมั้ย คนที่ดูภาคแรกก็จะรู้ จะเข้าใจภาคสองทันที ใครที่ไม่ได้ดูภาคแรกก็อาจจะไม่เข้าใจในบางตัวละครนิดหน่อย ทั้งโจร, ทั้งเด็กกรุงเทพฯ คือถ้าดูภาคแรกก็จะรู้เลยว่ามันต่อเนื่องกันมา แต่อย่าง “ตุ๊กกี้” เข้ามาได้ยังไงนี่ โอเค คุณไม่ต้องไปดูภาคแรกเลย คุณจะดูรู้เรื่องได้เลยว่ามาได้ยังไง ตัวละคร “คุณหม่ำ” ก็จะรู้ได้ทันทีว่ามาได้ยังไง
          ถ้าพูดถึงภาคหนึ่งกับภาคสองเนี่ย มันก็ยังเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องในชีวิตของผมมาอยู่ เหมือนกับว่าภาคนี้จะเริ่มมาโชว์ลวดลายในเมืองมากขึ้น โชว์ความเป็นอีสานมากขึ้น ด้วยความที่คนอีสานเนี่ย ถ้าใครช่วยอะไรเค้าแล้วเนี่ย วันหนึ่งเค้าต้องตอบแทน ถ้าขอความช่วยเหลือมา เราก็จะไปช่วยเหลือเป็นการตอบแทนอะไรอย่างนี้

ความยากง่ายในด้านการเตรียมงานต่างๆ ของภาคนี้เป็นอย่างไรบ้าง
          จะยากมั้ย ก็ไม่เท่าไหร่นะครับ แต่ภาคหนึ่งนี่จะยากกว่าภาคสองแน่ๆ เพราะเป็นครั้งแรก เราต้องหาทุกอย่างหมดเลย เอ๊กซ์ตร้า, วงดนตรีต่างๆ, โลเกชั่นที่เหมือนกับที่เราต้องการจริงๆ แล้วก็กว่าจะได้คนมา มันก็ทำให้รู้สึกว่ายากจริงๆ แต่ภาคสองนี่มันมีหมดแล้ว สถานที่เหมือนเดิม นักแสดงเหมือนเดิม เพียงแต่จะเปลี่ยนธีม เปลี่ยนอารมณ์ เปลี่ยนคำพูดให้ไม่ซ้ำกับภาคแรก ให้ดูสนุกกว่าภาคแรก แล้วพวกแก๊กพวกมุกต่างๆ ในหนัง ผมไม่ได้อุปโลกน์ขึ้นมานะ มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งบางทีก็น่ารัก บางทีก็น่าสงสาร มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
โลเกชั่นหลักๆ ก็ยังเป็นที่วารินชำราบ อุบลฯ อยู่ เพราะมันยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่น่าเล่นเยอะ เป็นอะไรที่มองแล้วมันเขียว แต่พอมันแห้งแล้งก็ดูแห้งแล้งจริง มีวัวมีควาย รถอีแต๋น ยังดูเป็นลูกทุ่ง ท้องทุ่งท้องนาอยู่

การดำเนินเรื่องราวของภาคต่อนี้
          เปิดตัวภาคสองมาเนี่ยก็คือ ภาคแรกปัญญาจะสนิทกับควายมาก เรณูจะรู้เลยว่าปัญญาไปไหน ไปเลี้ยงควาย ตรงนี้คือที่เรณูมันขาดไป พอปัญญาไปเลี้ยงควาย เค้าก็ไม่รู้จะไปทำไม ไม่มีอะไรทำ พอภาคสองผมก็คิดละว่า เรณูจะต้องมีควาย พอปัญญาเอาควายไปเลี้ยง เรณูก็จะได้เอาไปเลี้ยงด้วย จะได้มีความใกล้ชิดกัน เรณูก็เลยพาพ่อไปซื้อควายมาเลี้ยง โดยจังหวะที่ไปซื้อควายเรณูก็เลยไปเจอตุ๊กกี้ แล้วบังเอิญก็ได้มาอยู่ด้วยกัน
          ส่วนด้านหม่ำเนี่ย ภาคแรกเรานึกอยากให้โผล่ก็โผล่แบบมารับเชิญนิดหน่อย แต่ภาคสองเนี่ยหม่ำจะมีเนื้อเรื่องมากขึ้น เป็นคนที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน แล้วก็มาเจอปัญญากับจอบ ก็จำได้ว่าเคยเจอกันมาก่อนตอนภาคแรกที่ขับรถไปส่งก็เลยสนิทกันต่อมา หม่ำก็มีอาชีพเผาถ่านในหมู่บ้านนั่นแหละ แต่ทีนี้พอหม่ำมาเจอกับตุ๊กกี้เนี่ยก็จะกัดกันตลอด ไม่ชอบหน้ากัน แต่ในใจลึกๆ จริงๆ ก็แอบชอบนะ แต่เล่นท่ากันอยู่ แล้วก็จะมีเหตุการณ์ที่อยู่ด้วยกันแล้วก็น่าประทับใจ แล้วก็ช่วยเหลือกันในยามคับขันอะไรอย่างงี้ แล้วก็มีเรื่องเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ ชาวบ้านกับพระก็ยังคอยช่วยกันอยู่เหมือนเดิม แล้วสุดท้ายเนี่ยมันก็มีเหตุการณ์ให้เด็กบ้านนอกต้องเข้าไปช่วยเด็กกรุงเทพฯ ในการแข่งขันร้องเพลง ทีนี้พอเข้ามากรุงเทพฯ มันก็จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ก็ต้องติดตามดูครับ

เหตุผลในการเลือก “หม่ำ จ๊กมก” และ “ตุ๊กกี้” มาเสริมทีมฮา
          ผมว่า ณ ปัจจุบันนี้เนี่ย ตุ๊กกี้เป็นอะไรที่ต้องยอมรับนะครับว่าเป็นอัจฉริยะของตลกหญิง ถ้ามีในเรื่องไหน แค่เห็นในโปสเตอร์ ผมว่าก็ต้องฮาละ ก็เลยอยากเอาหม่ำกับตุ๊กกี้เข้ามาช่วยสร้างสีสัน ทำให้หนังมีเนื้อหนังมีหน้าหนังมากขึ้น มีความสนุกสนานเฮฮามากขึ้น มันครบรสเลย ไม่ใช่ตลกอย่างเดียว แล้วก็ไม่ได้เครียดนะ เข้าไปดูหนังปัญญาเรณูแล้วก็จะรู้สึกว่า มันยิ้มได้ มันมีความน่ารัก หม่ำกับตุ๊กกี้ ผมมองไว้เลยว่าถ้าทำภาคสองเนี่ยจะต้องมี แต่บทบาทก็ไม่ได้เข้ามาเบียดเด็กนะ ผมเอามาเสริมให้ดูดี ให้เด็กสองคนนี้รู้สึกว่าเค้าได้พัฒนามากขึ้น เมื่อมีพี่สองคนนี้เข้ามาอยู่ เข้ามาร่วมแสดงกับพวกเค้า

การร่วมงานกับทีมนักแสดงหลัก การกำกับทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่เป็นอย่างไร
          รุ่นใหญ่นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย อย่างหม่ำเนี่ยบอกไกด์นิดเดียวแล้วก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเค้าเลย แล้วเราก็ชอบที่เค้าเล่น อย่างตุ๊กกี้ก็เหมือนกัน พี่ต้องการให้หนูทำอะไร อย่างงี้ๆ โอเค จัดให้ เค้าก็ทำของเค้าไปเอง ซึ่งพอเราดูหน้ามอนิเตอร์เราก็โอเค แต่บางทีเค้าก็ขออีกครั้งนะ เผื่อจะเล่นดีกว่าเก่า
          ส่วนรุ่นเด็กนี่พอต้องมาเล่นกับมืออาชีพรุ่นใหญ่เนี่ย จะรู้สึกฝ่อ จะไม่ค่อยกล้าเล่น บางทีน้องน้ำขิงเล่นกับตุ๊กกี้ปุ๊บ จะรู้สึกแหยเห็นชัดเลย พอตุ๊กกี้เค้าปล่อยเต็มที่เนี่ย น้ำขิงเค้ารับไม่ได้ ทำให้งงๆ ยิ้มแหยๆ ซึ่งเราจะคัททันที และอธิบายให้เค้ากล้าเล่นกล้าพูดกล้าล้อกล้าเถียง ไม่ใช่ไม่กล้าพูดมันไม่ใช่ เหมือนอย่างหม่ำที่สอนทั้งปัญญากับจอบว่าพูดได้ จะด่าจะว่าอะไรได้เลย เราเป็นเพื่อนกัน เด็กมันแหยเพราะไม่เคยเล่นกับซูเปอร์สตาร์ระดับนี้ พอซักพักนึงเค้าก็เล่นกันได้เลย เราก็บอกตุ๊กกี้ว่าเด็กมันไม่กล้าเล่น ก็จะให้ตุ๊กกี้คอยเล่นโน่นนี่ ทำตัวสนิทสนมกันหน่อย เด็กมันจะได้กล้าเล่น กล้าตีรุ่นเท่า ก็โอเคครับ การทำงานโดยรวมก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ

การถ่ายทำใช้เวลาอยู่นานเท่าไหร่
          เกือบ 2 เดือน ภาคแรกประมาณ 3 เดือนกว่าเกือบ 4 เดือนเพราะช้าเรื่องตัวแสดงเรื่องโลเกชั่นอะไรต่างๆ แต่ภาคสองนี่ทุกอย่างมันเคลียร์หมดเลยพอเราไปถึงก็ไปใส่ตู้มๆๆๆ ก็ประมาณเดือนกว่าๆ เอง ดีฮะ เพราะว่าถ้าผมรออีกเดือนหรือสองเดือนผมเสร็จเลย เพราะว่าน้ำท่วมอุบลฯ เพราะตอนนั้นหลังจากปิดกล้อง 2-3 อาทิตย์ น้ำก็ท่วมกาฬสินธุ์, อุบลฯ, ศรีสะเกษโดนหมดเลย

ฉากใหญ่ไฮไลต์ของเรื่อง
          ภาคนี้ก็ยังมีฉากใหญ่ที่น่าสนุกน่าชม และสะท้อนบรรยากาศความเป็นอีสานอยู่หลายๆ ฉากเลยนะครับ อย่างฉากตลาดควายเปิดเรื่องเนี่ย ผมคิดภาพไว้เลยว่าถ้าเค้าจะไปซื้อควายเนี่ย มันจะต้องมีควายเยอะๆ สามารถเลือกได้ ให้เห็นว่าภาคอีสานนี่ควายเป็นพันๆ ตัว แต่แปลกอย่างนึง ซึ่งวันที่เราเปิดกล้องไป เราเอาควายชาวบ้านมาตัวนึงมันชื่อ อีนวล แล้วชาวบ้านเค้าต้องเอาควายมาเข้าฉากด้วยระยะทาง 6 กิโล แล้วเดินมาด้วยนะครับ ไม่มีรถ สมมติเรานัด 9 โมงเช้า เค้าต้องเดินตั้งแต่ตี 5 เราก็รู้สึกว่ามันทรมานควายกับเจ้าของด้วย ซึ่งเราก็ถ่ายไอ้ตัวนี้ไปบ้างแล้วล่ะ แต่พออีกวันเราก็ไปถ่ายซีนที่ซื้อควายเนี่ย ผมก็ไปเจอตัวนึง ซึ่งคนที่ซื้อไปเนี่ยอาจเอาไปเลี้ยง เอาไปฆ่า เราก็เลยตัดสินใจซื้อเลยตัวนึง 25,000 ก็ถามเจ้าของว่าชื่ออะไร มันชื่อ อีนวล เราก็เฮ้ยชื่อเดียวกันกับตัวก่อนนั้นเลย แล้วหน้าตามันก็สวยมากเลยนะ เราก็เลยซื้อควายตัวนั้นมาที่กองถ่ายเลย ให้ชาวบ้านคนนึงเป็นคนดูแล แล้วทุกวันนี้เราก็ยกให้เค้า แล้ว ณ ปัจจุบันนี้มันก็คลอดลูกเป็นตัวผู้อีกตัวนึงซึ่งเค้าบอกว่ามันซนมาก เจ้าของก็ตั้งชื่อให้ว่า ปัญญา (หัวเราะ) เออก็แปลกดี แล้วอีนวลตัวที่ซื้อมามันก็เชื่องมาก จะจับให้มันนอน ให้ทำอะไรก็ทำหมด แล้วมันชอบกินมะม่วงสุกๆ มาก เห็นควายกินมะม่วงยิ่งกว่ากินหญ้าอีก มันก็แปลก แต่ทำให้เรารู้สึกว่า เราได้ฉากที่เราต้องการจริงๆ เราตื่นกันตั้งแต่ตี 2 ไปถึงโลเกชั่นกันตี 3 แต่งหน้าแต่งตาอะไรเสร็จประมาณตี 4 กว่าๆ ตี 5 เราเริ่มถ่าย มันก็เริ่มสว่าง พระอาทิตย์ก็เริ่มขึ้น จากควาย 2-3 ตัว เป็น 10 ตัว เป็น 100 ตัว เป็น 600 ตัว จนเป็นพันๆ ตัว โอ้โห...เยอะมากเลย เราก็ให้กล้องตั้งแช่ถ่ายควายไว้เลย เค้าจะเป็นตลาดซื้อขายควายกันเดือนละ 2 ครั้ง อยู่ห่างจากอุบลฯ ไปประมาณ 20 กิโล ฉากนี้ก็เป็นฉากที่ชอบฉากนึงเลยครับ
          ฉากลงแขกเกี่ยวข้าว ทุกวันนี้ก็ยังทำกันอยู่ไม่ว่าจะเป็นภาคอีสาน ภาคกลาง ก็ยังทำกันอยู่ ซึ่งชาวบ้านเค้าจะรู้เลยว่า การปลูกข้าวเนี่ย เค้าไม่ได้ปลูกพร้อมกัน บางทีบ้านนี้ปลูกก่อน อีกอาทิตย์นึงบ้านต่อไปปลูก และเวลาข้าวมันสุก มันก็จะไล่ๆ กันไป บ้านนี้ข้าวสุกปุ๊บ บ้านอื่นยังไม่สุก เค้าก็มาช่วยกันลงแขกกันเป็นร้อยๆ คน ช่วยกันเกี่ยวข้าว พอบ้านนี้เสร็จละ อาทิตย์หน้าอีกบ้านก็จะสุก ก็จะมาผลัดกันช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว หมายถึงความสามัคคีกันในหมู่บ้าน ซึ่งมันน่าจะมีอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่เดี๋ยวนี้หายากมาก เพราะเราไปแบ่งสีขึ้นมา มันก็เลยไม่ใช่อย่างนั้นแล้วไง ผมก็เลยคิดว่า อยากให้ชาวบ้านมีความสามัคคีกัน มีการละเล่นกัน เหมือนกับเมื่อก่อน 20-30 ปีเป็นยังไงก็อยากให้เป็นอย่างงั้น แต่เดี๋ยวนี้รถไถก็มีเยอะ แทร็คเตอร์ก็มีเยอะ แต่ความสัมพันธ์ ความเป็นมิตรภาพ ความเป็นลูกบ้าน-พ่อบ้านกัน มันหายไป ผมก็เลยเอาตรงนี้เข้ามา ก็อยากให้กลับมาสามัคคีกันเหมือนเดิม
          ฉากหนังกลางแปลง เดี๋ยวนี้ยอมรับว่าไม่ค่อยมี แต่ต้องเข้าไปลึกๆ จริงๆ ก็ยังมีอยู่ และฉากนี้มันก็เป็นสิ่งที่เกิดกับผมจริงๆ ไอ้ฉากขายยาถ่ายพยาธิเนี่ย ก็ไปดูหนังขายยานี่แหละ เค้าก็ฉายหนังไปซักพัก แล้วก็หยุดขายยาถ่ายพยาธิ ใครกินยาเข้าไปแล้ว มีพยาธิออกมา เอามาขายเลย ตอนนั้นเค้าให้ตัวละสองบาท โอ้โห...ผมก็กินไป มันออกมาประมาณ 6-7 ตัว ผมก็ไปอึใต้ถุนวิกมันเป็นไม้เก่าๆ แล้วก็เขี่ยเอาพยาธิไส้เดือนเนี่ยไปขาย โอ้โห...คนรอขายกันเต็มเลย มันเหมือนในหนังเลย มันคือชีวิตของเรานี่แหละ ปรากฏว่าไอ้ทีมที่ฉายหนัง ฉายเสร็จเค้าก็ไปกันเลย ไปตั้งแต่คืนก่อนนั้นแล้ว เค้ามาหลอกเราซื้อยาถ่ายพยาธิกิน เค้าบอกมารับซื้อตอนเช้า เค้าก็ไม่มา นั่นคือชีวิตจริง เราก็อยากให้เห็นว่า ยังไงคนต่างจังหวัดเค้าก็เชื่อว่าคุณพูดจริงทำจริง แต่แล้วเค้าก็โดนหลอกเหมือนเช่นเคย มันเป็นธรรมชาติของคนบ้านนอกจริงๆ เราก็เลยสร้างฉากนี้ขึ้นมา เพื่อใครเข้าไปดูแล้วอาจจะนึกถึงอดีตสมัยเด็กๆ แล้วมันก็จะมีความสุข
          ฉากประกวดร้องเพลง ผมโชคดีครับผมได้ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติในการถ่ายทำฉากนี้ ซึ่งอธิบดีกระทรวงวัฒนธรรมให้เกียรติเรามาก เงินทองไม่คิดเลย เพราะเค้าดูหนังปัญญาเรณูภาคแรก เค้าไปมาทั้งครอบครัว เค้าชอบเค้าชื่นชม เค้าก็ให้ใช้โลเกชั่นได้เต็มที่เลย ฉากนี้เลยอลังการ เป็นอย่างที่เราฝันเลย มุมกล้องมันจะค่อยๆ ถ่ายวงดนตรีไล่ขึ้นมาจากโพเดียม หางเครื่องก็ประมาณ 40-50 คน ร้องเพลง มีไดร์ไอซ์ มีฟองสบู่ มันก็โอเค ได้ภาพตามที่เราคิด เหมือนภาคสองเราอยากได้อะไรก็ได้ตามที่เราคิดจริงๆ ฉากนี้เป็นฉากจบที่ถ่ายอยู่ประมาณ 3 วันครับ เป็นการประกวดร้องเพลงตอนท้ายเฮฮา สนุกสนาน สุดท้ายแล้วก็มีดราม่า หนังผมสุดท้ายมันต้องมีดราม่าทุกที (หัวเราะ) เพลงในเรื่องนี้ก็สนุกพอๆ กับภาคแรก แต่ภาคนี้เราจะไปเน้นความเป็นอีสานกับความเป็นคนกรุงมากกว่า ซึ่งเมื่อนำมาผสมผสานกันแล้ว มันสามารถกลมกลืนไปด้วยกันได้ดีเลยครับ

คอสตูม-งานสร้างฉากในเรื่องนี้
          ก็คิดว่าน่าจะอลังการ ถ้าเป็นฉากในคอนเสิร์ตมันก็โอเค แต่ถ้าเป็นฉากในบ้านนอกผมก็อยากให้เป็นธรรมชาติมากกว่า ไม่ใช่ไปแต่งอะไรมากมาย ก็ให้ออกมาธรรมชาติ เราก็โอเคมากกว่า เอาดิบๆ เดิมๆ อย่างนั้นเลย ก็ถือว่าเอาเนื้อเรื่อง เอาความสนุกสนานของหนังเป็นหลักมากกว่า

เสน่ห์และความน่าสนใจโดยรวมในหนังเรื่องนี้
          ผมว่าจุดเด่นจริงๆ ก็คงเป็นความน่ารักเหมือนเดิมของเด็กๆ ทั้งปัญญาและเรณู รวมถึงภาคนี้จอบจะมีอะไรเข้ามาสนุกสนานมากขึ้น ภาคที่แล้วอาจจะแค่แจมๆ นิดหน่อย แต่ภาคนี้ก้าวเข้ามาเต็มตัว จอบเรื่องนี้น่ารักมากนะครับ แล้วก็มีน้องๆ หน้าใหม่ๆ เข้ามาเสริมในทีมของเด็กกรุงเทพฯ ด้วยนะครับ
          จุดเด่นอีกอย่างก็คือเรื่องรักใสๆ ความเป็นห่วงเป็นใยกัน การพูดถึงอนาคตว่า จะต้องเรียนให้จบปริญญา แต่มีความค้านระหว่างปริญญากับเรื่องเงิน เพราะฉะนั้นเด็กต่างจังหวัดจะมักไม่ค่อยคิดเรียนจนจบปริญญา เรียนพออ่านออกเขียนได้แล้วก็จะเริ่มทำงาน แต่มีความคิดของเรณูเข้ามาเสริมว่า เราต้องเรียนเยอะๆ จะได้มีความรู้มากๆ สิ่งนี้เป็นสาระที่ผมได้แอบแฝงไปในหนังให้มีความคิดกับเด็กๆ หลายๆ คน
          แล้วก็มันเป็นหนังที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอีสานยังอยู่ครบ เป็นความสามัคคีกันในหมู่บ้าน แม้แต่เรื่องโจรผู้ร้าย ถ้าร่วมมือร่วมใจกันก็สามารถจับได้ เด็กๆ ทั้งหมดก็ยังคงความเป็นปัญญาเรณูภาคแรกไว้ แต่จะน่ารักกว่าเดิม สนุกสนานมากขึ้นกว่าเดิม โดยได้ตุ๊กกี้กับคุณหม่ำเป็นคนที่จะเข้ามาเพิ่มเติมสีสันให้มากขึ้น ดูแล้วจะหัวเราะมากขึ้น ยิ้มมากขึ้น ความประทับใจมากขึ้น และยังดูได้ทั้งครอบครัวทั่วไปเหมือนเดิมครับ

FB on December 30, 2011, 09:57:59 AM
บทสัมภาษณ์ “ตุ๊กกี้ สามช่า – สุดารัตน์ บุตรพรม” เพิ่มสีสันความฮาใน “ปัญญาเรณู 2”



          บทบาท-คาแร็คเตอร์
          เรื่องนี้ตุ๊กกี้รับบทเป็น “อภัสรา” เป็นพี่สาวคนละพ่อคนละแม่กับน้องเรณูเลยค่ะ แต่ก็มีเหตุบังเอิญให้ต้องมาอยู่ด้วยกัน ในคาแร็คเตอร์อภัสราจะเป็นผู้หญิงคล้ายจะเป็นเด็กกะโปโล แต่ก็ไม่กะโปโล เค้าจะมีความคิดเป็นของตัวเอง แล้วก็สร้างความมั่นใจให้กับเรณูด้วยค่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประสบความสำเร็จด้านความรักของเรณูมาจากพี่อภัสรานี่ล่ะค่ะ

          เปลี่ยนลุคไปอีกแบบ
          ตุ๊กกี้เล่นหนังมาประมาณ 17 เรื่อง เรื่องนี้เปลี่ยนลุคไปอีกแบบ มันจะสวยก็ไม่สวย มันขาดๆ เกินๆ ยังไงไม่รู้ จริงๆ เรื่องนี้ ขอพี่บิณฑ์เล่นเองด้วย กะว่าพี่บิณฑ์จะปั้นเต็มที่เลย ปรากฏว่าตั้งแต่เห็นชุดนี่ล่ะค่ะ ผมมันก็มา หน้ามันก็มา ทุกอย่างมันก็มา เป็นอย่างงี้ล่ะค่ะ (ผมม้า ชุดนักบอล กางเกงบอลยกสูงถึงอก รองเท้าแตะ) โถ่เอ๊ย เจ้าหญิงตุ๊กกี้ เจ้าหญิงขายกบนะคะ ไปๆ มาๆ เมื่อได้ร่วมกับน้องปัญญา น้องเรณูก็ออกมาเป็นชุดนี้ล่ะค่ะ เป็นคนที่บ้านักกีฬามาก บ้าฟุตบอลมาก เลยแต่งชุดอย่างงี้ แต่ไม่ใช่ทอมนะคะ เป็นผู้หญิงห้าวๆ ค่ะ ในเรื่องตุ๊กกี้ก็จะกำพร้าพ่อแม่ อยู่กับคุณป้าค่ะ ด้วยวัยที่ใกล้เคียงกับน้องเรณู แต่จริงๆ ก็ไม่ได้อยู่ในคณะโปงลางกับน้องๆ เค้า แต่พอเค้าไปทางไหน เราก็ไปทางนั้น ไปๆ มาๆ ก็ได้มาอยู่ในวงกะเค้าด้วยซะงั้นค่ะ

          เรื่องราวของ “ปัญญาเรณู 2”
          ในเรื่อง “ปัญญาเรณู 2” ก็เป็นเรื่องต่อเนื่องจากภาคแรก เป็นเรื่องรักของเด็กภาคอีสาน ปัญญากะเรณู เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตของเด็กอีสาน เป็นกลเม็ดเด็ดพรายเรื่องความรักใสๆ แบบเด็กๆ ค่ะ ภาค 2 นี้ ตุ๊กกี้ กะพี่หม่ำจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญที่เพิ่มสีสันในภาคนี้ พี่อภัสราที่ตุ๊กกี้รับบทก็จะเป็นฝ่ายน้องเรณู ส่วนพี่หม่ำเนี่ยอยู่ฝ่ายเดียวกับปัญญา สองคนนี้ก็จะเป็นคนที่คอยผลักดันให้ปัญญา และเรณูได้มีความรักต่อกัน ในภาค 2 นี้ก็จะเป็นการใช้ชีวิตในการทำวงดนตรีให้มีความสำเร็จมากขึ้น เพราะเหมือนกับว่าก้าวไปอีกขั้นหนึ่งในการประกวดวงดนตรี มีความยากง่ายมากขึ้น ต้องเข้าไปอยู่ในกรุงเทพฯ ต้องแข่งขันกับวงของน้องเบนซ์ จูเนียร์ ที่มีความเก่งและพร้อมกว่าในเรื่องร้องเพลง จะชนะหรือไม่ เหล่าหลวงพ่อก็ยังมีความสำคัญในภาคนี้ พี่หม่ำกับตุ๊กกี้จะช่วยปัญญากะเรณูยังไง และอื่นๆ อีกเยอะแยะ ต้องติดตามชมกันในภาคสองนี้ค่ะ

          ความประทับใจที่มีต่อ “ปัญญาเรณู”
          จริงๆ เรื่อง “ปัญญาเรณู ภาคแรก” ตุ๊กกี้ก็ดูมาสองรอบ ไม่ว่าจะหนัง, ละคร รายการอะไรที่เกี่ยวพันกับภาคอีสาน ตุ๊กกี้ก็จะอินและเต็มที่มาก ในภาคสองนี้ ตุ๊กกี้ก็ขอเล่นเองซึ่งไม่ขอเคยขอเล่นเรื่องไหนมาก่อนเลย เรื่องนี้ขอพี่บิณฑ์เล่นเองเลย เพราะว่าตุ๊กกี้เป็นแฟนคลับปัญญาเรณู ปลื้มทั้งตัวละคร, ปลื้มทั้งบรรยากาศภาคอีสาน ที่สำคัญก็คือทำอะไรก็ตามที่บ่งบอกพื้นเพกำเนิดของตุ๊กกี้ก็คือภาคอีสานนี่ล่ะค่ะ ประทับใจทุกซีน ได้เล่นเรื่องปัญญาเรณูถือเป็นความประทับใจที่สุดแล้ว ขอเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ก็เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่แล้ว ขอบคุณพี่บิณฑ์แล้วก็ทีมงานทุกคนที่ให้โอกาสตุ๊กกี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้อย่างเต็มที่ค่ะ

          เรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องอื่นอย่างไรบ้าง
          จริงๆ บท “อภัสรา” ที่พี่บิณฑ์ผู้กำกับวางไว้นะคะ ซึ่งพี่บิณฑ์เก่งมากในการย่ออายุตุ๊กกี้ เด็กๆ นี่ไม่เกิน ม.3 ซักคน มากสุดก็ไอ้จอบ ม.3 นอกนั้นก็ไม่เกิน ม.3 อย่างเรณูก็ ป.4 ปัญญาก็ประมาณ ม.1 ขึ้น ม.2 พี่ตุ๊กกี้อายุ 32 แล้ว แต่ ณ เวลานี้เข้าฉากกับน้องๆ แล้วกลมกลืนกันมาก ณ จุดๆ นี้ไม่เคยเล่นที่ไหนมาก่อน ถ้าเป็นเด็กในชิงร้อยฯ ก็เป็นเด็กปัญญาอ่อนไปเลย ไม่ใช่เด็กแบบนี้ บอกได้เลยว่า คาแร็คเตอร์แบบนี้ไม่เคยเล่นเรื่องไหนมาก่อน เป็นหนังพี่บิณฑ์เค้าวางมุกไว้ เวลาที่พี่ตุ๊กกี้เล่น ผู้กำกับจะไว้ใจความเป็นตุ๊กกี้มาก ด้วยอายุในการทำงานและประสบการณ์ในการแสดง ก็จะให้ใส่เต็มที่เล่นเต็มร้อย ได้ไม่ได้ไปตัดต่อเอง แต่เรื่องนี้พี่บิณฑ์ก็จะให้เล่นในความเป็นอภัสรามาซัก 90 แล้วเอาความเป็นตุ๊กกี้ชิงร้อยมาแค่ 10% ซึ่งทำให้ตุ๊กกี้คิดว่าเมื่อรวมกันแล้วโอเคมาก เพราะว่าหนึ่งบทบาทที่เราท่องหรือแสดงออกมาก็จะรู้ถึงความเป็นอภัสรามากขึ้น ซึ่งแต่ละเรื่องจะเป็นตุ๊กกี้ดำเนินการแสดงเองซะส่วนมาก ใช้ความเป็นตุ๊กกี้เล่นซะมากที่สุด แต่ในเรื่องนี้แค่ 10% ใช้ความเป็นตุ๊กกี้พร้อมกับอีก 90% ที่พี่บิณฑ์วางไว้ มันรวมกันแล้วก็ถือว่ามันลงตัว เป็นความฮาแบบอมยิ้ม นึกถึงเมื่อไหร่ได้ยิ้มกันแน่นอนค่ะ

          นอกจากจะมีเรณูเป็นคู่หูแล้ว ยังมีเพื่อนรู้ใจอีกหนึ่งด้วย
          ค่ะ ในเรื่องนี้เปิดฉากพี่อภัสราได้เด็ดดวงมากค่ะ คือตั้งแต่เล่นหนังมาเนี่ย คนที่เข้าคู่ร่วมแจมกะตุ๊กกี้เนี่ยล้วนแล้วมีชื่อเสียงค่ะ แต่บุคคล เอ๊ะ...แต่จะเรียกว่าคนก็ไม่แน่ใจค่ะ คือสิ่งๆ นี้เค้ามีเขาค่ะ เค้าตัวใหญ่มาก เพราะแขกรับเชิญคนนี้เค้ามีความสำคัญกับพี่อภัสรามาก เค้าเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขอยู่เคียงข้างกันมา นั่นก็คือ บัฟฟาโล่หรือว่าควายนั่นเองค่ะ ก็คือควายตัวนี้เป็นฉากเปิดตัวในตลาดควายที่ใหญ่มากของ จ.อุบลนี้ ควายนับพันชีวิตในตลาดแห่งนี้ และเป็นซีนที่คุณป้าจะขายควายของอาภัสรา เป็นซีนอารมณ์ บอกได้คำเดียวว่าตุ๊กกี้ไม่เคยร้องไห้ฟูมฟายเสียของรักมากขนาดนี้เลยค่ะ ทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจเพื่อปัญญาเรณูภาค 2 นี้แหละค่ะ

          การร่วมงานกับทีมนักแสดง
          พูดถึงนักแสดงทั้งหมดนะคะ ด้วยพี่ตุ๊กกี้เป็นคนที่ครูพักลักจำมาว่า สัตว์เด็กเอฟเฟ็คต์สลิงคือจุดบอดในการทำภาพยนตร์ และในการทำงานต่างๆ นานา แต่จะบอกว่าใช้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้หรอกค่ะ ถามว่าเอาอย่างแรกอย่างสัตว์ คือควายที่ชื่อ นวลที่เข้าฉากกับตุ๊กกี้ เป็นเพื่อนรักกัน เป็นฉากที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา บอกได้คำเดียวเลยว่า นวลในเรื่องนี้คือควายที่พี่บิณฑ์ซื้อที่วารินชำราบ ซื้อเอง เลี้ยงเอง แล้วเค้าเชื่องมาก หนึ่งนี่คือรางวัลสำหรับตุ๊กกี้
          ต่อมาเด็กในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำขิง, ทิว, จอบ, หยก, แหว่ง, กี, มิว ทั้งหมดในภาพยนตร์เรื่องนี้ เด็กๆ เค้าผ่านการแสดงมาโดยภาคแรกเค้าเลี้ยงดูปูเสื่อกันมาแบบครอบครัว เราไม่ได้วางว่าคนนี้คือพระเอก คนนี้คือนางเอก เมื่อได้ร่วมงานกันเราก็ดูแลกันแบบพี่น้อง น้องๆ ที่นี่เค้าจะมีสัมมาคารวะ พูดง่าย แล้วก็จะรู้ว่าตุ๊กกี้เป็นผู้ใหญ่แล้ว นี่คือบทบาทที่ได้รับเท่านั้น พอหมดซีนไปความเป็นพี่น้องระหว่างเราก็น่ารักมาก
          บอกได้เลยว่าเรื่องนี้ประทับใจทีมงานทุกคน การอยู่กันเป็นครอบครัว ทำให้การทำงาน ผ่านไปได้ด้วยดี แล้วก็ไม่มีจุดบกพร่องใดๆ จะมีก็แต่เรื่องการเดินทางที่ค่อนข้างไกลระหว่างกรุงเทพกับอุบลฯ นอกนั้นไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ

          การกำกับและการร่วมงานกับผู้กำกับบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์
          การกำกับของพี่ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ฝีมือจากภาคแรกก็ทำให้ไว้เนื้อเชื่อใจได้ค่ะ มิฉะนั้นตุ๊กกี้ไม่สมัครมาเล่นเองหรอกค่ะ แล้วก็ด้วยบทบาท และความเชื่อใจของตุ๊กกี้กับพี่บิณฑ์ พี่บิณฑ์เชื่อใจตุ๊กกี้ในเรื่องการแสดง ตุ๊กกี้ก็เชื่อในความเป็นผู้กำกับของพี่บิณฑ์ค่ะ ในเมื่อเราจะร่วมมือลงขัน ลงมือทำในสิ่งๆ เดียวกัน เรามีใจเหมือนกันค่ะ แล้วก็ภูมิใจในความเป็นลูกอีสาน วัฒนธรรมของอีสาน ฉะนั้นแล้วทุกอย่างก็เลยดำเนินออกมาด้วยใจเต็มร้อย ต่างคนมีใจให้กัน ใจกับใจ ทุกอย่างเลยออกมาร้อยเปอร์เซนต์ค่ะ

          เรื่องนี้ได้โชว์ลูกคอร้องเพลงด้วย
          ใช่ค่ะ เป็นฉากซักผ้าตรงท่าน้ำ แล้วก็มีการพูดคุยสารทุกข์สุกดิบกัน ฉากนี้ก็เป็นฉากใหญ่ฉากหนึ่งที่อภัสรากับน้องเรณูต้องร่วมร้องเพลงร่วมกัน เพลง “กะละมัง” ค่ะ ระหว่างตุ๊กกี้กะน้องน้ำขิงค่ะ เป็นบทเพลงที่ 2 ตั้งแต่เล่นภาพยนตร์มาแล้วได้ร้องเองนะคะ ก็ดีใจมากนะคะ มันสำคัญตรงที่ว่า แดนเซอร์หรือหางเครื่องร่วมร้อยชีวิตค่ะ ยิ่งใหญ่มาก ดังนั้นเราจะไปถ่ายที่สตูดิโอแคบๆ ไม่ได้ค่ะ คุณบิณฑ์และทีมงานก็เลยยกมาถ่ายที่อุบลฯ ให้เห็นสระน้ำ ทุ่งนา ป่าไม้ ธรรมชาติของภาคอีสานให้เห็นกันเลยค่ะว่าอุดมสมบูรณ์ขนาดไหน วันนี้ก็ถือว่าเต็มที่ค่ะ ครึ่งวันของการถ่ายทำฉากนี้ ต้องติดตามว่าจะยิ่งใหญ่อลังการ สนุกสนานมากน้อยแค่ไหนค่ะ
          ฉากนี้มันเป็นฉากที่อภัสราต้องฝากตัวกับน้องเรณู เพราะทั้งชีวิตนี้ไม่เหลือใครแล้ว เพราะเรณูจะเป็นคนช่วยให้พี่อภัสราได้มีเพื่อน มีที่อยู่อาศัย มีความสุขมากยิ่งขึ้น ก็เลยหมือนกับว่าเราได้ปรับทุกข์และได้ร่วมสุขกัน มันจึงเกิดเป็นฉากนี้ขึ้นค่ะ
          การฝึกร้องเพลง “กะละมัง” ของตุ๊กกี้กะน้องน้ำขิง ได้ซีดีมาก็เปิดฟัง เพลงมันเพราะมาก ฟังแค่ 2-3 รอบก็ร้องได้แล้ว และก็ยังได้ครูดีอย่างน้ำขิงที่ร้องเพลงเก่งอยู่แล้ว และเป็นเพลงภาคอีสานบ้านตุ๊กกี้เอง บอกได้คำเดียวว่าฉลุยค่ะ และในเรื่องนี้มันไม่ได้ร้องอย่างเดียวนะคะ มันต้องมีเต้นด้วยค่ะ แต่ความชำนาญของตุ๊กกี้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา 5-6 ปี บวกกับความฉลาด และเก่งของน้องเรณูหรือน้องน้ำขิงนี่ล่ะค่ะ แหม 2-3 เทคแค่นั้นเองค่ะ ฉลุยค่ะ เพราะสนุกเต้น มันส์ ฮาในฉากนี้ ต้องติดตามค่ะ

          สะท้อนวิถีชนบทอีสานผ่านหลายฉากในเรื่องนี้
          ใช่ค่ะ จะว่าไปเรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องราวชีวิตชาวอีสานอยู่แล้ว ฉากต่างๆ ที่ออกมาก็เป็นวิถีชาวอีสานนี่แหละค่ะอย่างฉากเลี้ยงควาย ฉากจับปลาไหล ฉากลงแขกเกี่ยวข้าวที่ชาวบ้านจะมาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แล้วก็ยังมีฉากหนังขายยาหรือหนังกลางแปลง ซีนนี้ก็เป็นซีนของปัญญากะเรณู เป็นซีนวางแผนของเรณู เป็นฉากดูหนัง เราถ่ายกันตั้งแต่หกโมงครึ่งจนถึงตีสองสิบห้าค่ะ ที่นานเพราะอะไร มันเป็นซีนอารมณ์ค่ะ แขกไม่ได้รับเชิญก็มากันเยอะซะจริงๆ ค่ะ มาทีเป็นหมื่นเป็นล้าน น้องแมงเม่าค่ะ เปิดไฟที โอ้โห...เข้าปากบ้าง เข้าตาบ้าง พูดไปไม่รู้ไดอะล็อค แมงเม่าบินเข้าปากบ้าง วันนั้นก็เลยปาไปตีสอง แต่ก็สู้ตายค่ะ ด้วยจำนวนคนไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ แต่จำนวนพี่ๆ แมงเม่าเยอะเกินไป แต่ถามว่ากรุงเทพฯ มีมั้ย ไม่มีนะคะ นี่คือความพิเศษของทุ่งนาและก็บ้านของเราค่ะ         

          เสน่ห์และความน่าสนใจโดยรวมของเรื่องนี้
          เสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ สิ่งแรกคือบรรยากาศและวัฒนธรรมความเป็นภาคอีสานค่ะ ทั้งหมดทั้งมวลทั้งดนตรี คำพูด อากัปกิริยาการแต่งตัว เชื่อเลยค่ะว่าที่กรุงเทพฯ ไม่มีค่ะ นี่คือสิ่งแรกที่ดึงดูดให้เรื่องนี้น่าดู
          ต่อมาคือตัวนักแสดงนี่ล่ะค่ะ ขอบคุณพี่หม่ำด้วยนะคะที่เล่นภาพยนตร์เรื่องนี้ เชื่อว่าพี่หม่ำกับตุ๊กกี้ร่วมกันกันทำให้เรื่องนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นจาก 99% ความดีความเก่งความน่าดูที่เค้ามีอยู่แต่เดิมอยู่แล้ว ก็ขอเป็นหนึ่งจุดกับพี่หม่ำค่ะที่ช่วยเรื่องนี้เต็มร้อยค่ะ ความสนุกสนานเพิ่มจากเดิมแน่นอนค่ะ

FB on December 30, 2011, 09:58:39 AM
“ตุ๊กกี้” จัดเต็มคาแร็คเตอร์เด็ดดวง แปลงโฉม “สวยป่วง” ใน “ปัญญาเรณู 2”



          เป็นหนึ่งในทีมนักแสดงหลักที่เข้ามาเพิ่มสีสันความฮาม่วนซื่นใน “ปัญญาเรณู 2” ตลกหญิงแถวหน้าของวงการอย่าง “ตุ๊กกี้ สามช่า” ก็เลยขอจัดเต็มแปลงโฉมสุดแซบในลุคสวยป่วงๆ แหวกกว่าทุกเรื่องที่เคยเล่นมาจนคุณต้องตะลึงฮากันเลยทีเดียว กับบท “อภัสรา” อดีตสาวรำวงที่ได้มาอยู่บ้านเดียวกับเรณูโดยบังเอิญ จนกลายเป็นเพื่อนรุ่นพี่คู่ซี้ตัวติดกัน ไปไหนไปกัน เฮไหนเฮนั่น คอยวางแผนและช่วยเหลือเรณูอยู่เสมอ อภัสราจะเป็นสาวที่บ้าฟุตบอลมาก คอสตูมของเธอที่ใส่ก็เลยเป็นชุดฟุตบอลทุกเมื่อเชื่อวัน เธอเป็นคนมั่นใจในความสวยของตัวเองมาก ชอบต่อปากต่อคำกับ “พี่กิ๋ง” (หม่ำ จ๊กม๊ก) จนตกหลุมรักกันโดยไม่รู้ตัว

          “เรื่องนี้ตุ๊กกี้รับบทเป็น อภัสรา ก็จะเป็นผู้หญิงกะโปโล จะมีความคิดเป็นของตัวเอง แล้วก็สร้างความมั่นใจให้กับเรณูด้วยค่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประสบความสำเร็จด้านความรักของเรณูมาจากพี่อภัสรานี่ล่ะค่ะ แต่พอเป็นเรื่องรักของตัวเองกลับแก้ไม่ได้ค่ะ

          หูย ตุ๊กกี้เล่นหนังมาประมาณ 17 เรื่อง เรื่องนี้เปลี่ยนลุคไปอีกแบบ มันจะสวยก็ไม่สวย มันขาดๆ เกินๆ ยังไงไม่รู้ จริงๆ เรื่องนี้กะว่าพี่บิณฑ์จะปั้นเต็มที่เลย ปรากฏว่าตั้งแต่เห็นชุดนี่ล่ะค่ะ ผมมันก็มา หน้ามันก็มา ทุกอย่างมันก็มา ก็ออกมาเป็นชุดนี้ล่ะค่ะ (ผมม้า ชุดนักบอล กางเกงบอลยกสูงถึงอก รองเท้าแตะ) เป็นคนที่บ้าฟุตบอลมาก เลยแต่งชุดอย่างงี้ แต่ไม่ใช่ทอมนะคะ เป็นผู้หญิงห้าวๆ ค่ะ พี่บิณฑ์เก่งมากในการย่ออายุตุ๊กกี้ เวลาเข้าฉากกับน้องๆ แล้วกลมกลืนกันมาก บอกได้เลยว่าคาแร็คเตอร์แบบนี้ไม่เคยเล่นมาก่อน เป็นหนังพี่บิณฑ์เค้าวางมุกไว้ เป็นความฮาแบบฉบับปัญญาเรณู นึกถึงเมื่อไหร่ได้ยิ้มกันแน่นอนค่ะ ในภาคนี้ตุ๊กกี้กะพี่หม่ำจะเข้ามาเพิ่มสีสัน เสน่ห์ของภาคนี้ก็ยังคงอยู่ที่บรรยากาศและวัฒนธรรมความเป็นภาคอีสานทั้งมวลทั้งดนตรี คำพูด อากัปกิริยา การแต่งตัว รวมถึงความสนุกสนานก็ม่วนหลายมากขึ้นค่ะ”

          พร้อมชมความสวยป่วงแปลกแหวกทุกแนวของ “ตุ๊กกี้ สามช่า” ได้ใน “ปัญญาเรณู 2” พร้อมส่งความสุขรับปีฮ่าๆ 26 ม.ค. 2555 นี้
« Last Edit: December 30, 2011, 10:03:55 AM by FB »

FB on December 30, 2011, 10:00:16 AM
“ตุ๊กกี้” เสียของรัก ปล่อยโฮกลางตลาดควาย เปิดฉาก “ปัญญาเรณู 2”


 
          ผู้กำกับมากความสามารถ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” เนรมิตฉากเปิดฉากใหญ่ของหนังฮาม่วนซื่นภาคต่อ “ปัญญาเรณู 2” ด้วยการยกทีมงานหนังบุกไปถ่ายทำกันที่ตลาดควาย จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นฉากที่อดีตสาวรำวงอย่าง “อภัสรา” (ตุ๊กกี้ สามช่า) กำลังจะเสียของรักเป็นควายชื่ออีนวลไป และบังเอิญได้เจอกับ “เรณู” สาวสุดแซบที่กลายมาเป็นคู่ซี้คู่ฮากันตลอดเรื่อง

          ผู้กำกับฯ เผยถึงไฮไลต์ฉากเปิดเรื่องของโปรเจ็คต์สุดรักของเขาว่า

          “ภาคนี้ก็ยังมีฉากใหญ่ที่น่าสนุกน่าชม และสะท้อนบรรยากาศความเป็นอีสานอยู่หลายๆ ฉากเลยนะครับ อย่างฉากตลาดควายเปิดเรื่องเนี่ย ผมคิดภาพไว้เลยว่าถ้าเค้าจะไปซื้อควายเนี่ย มันจะต้องมีควายเยอะๆ สามารถเลือกได้ ให้เห็นว่าภาคอีสานนี่ควายเป็นพันๆ ตัว ฉากนี้จะเป็นฉากที่เรณูกำลังจะไปซื้อควายมาเลี้ยง จะได้อยู่ใกล้ชิดกับปัญญาที่จะชอบเลี้ยงควายมาก แล้วบังเอิญก็ไปเจอกับอภัสราที่กำลังจะเสียควายไป นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่ได้มาอยู่ด้วยกัน

          ฉากนี้เป็นฉากเปิดตัวตุ๊กกี้ด้วย ผู้ชมจะได้เห็นลุคใหม่ของตุ๊กกี้กันในฉากเปิดนี้เลย ตุ๊กกี้ก็จะต้องร้องไห้โฮกลางตลาดควายโวยวายไม่ยอมเสียควายสุดที่รักไป ซึ่งการแสดงก็ไม่ต้องห่วง ตุ๊กกี้ตีบทแตกอยู่แล้วครับ แต่วันนั้นต้องถ่ายกันทรหดนิดนึง เพราะเราต้องตื่นกันตั้งแต่ตี 2 ไปถึงโลเกชั่นกันตี 3 แต่งหน้าแต่งตาอะไรเสร็จประมาณตี 4 กว่าๆ ตี 5 เราเริ่มถ่าย มันก็เริ่มสว่าง พระอาทิตย์ก็เริ่มขึ้น จากควาย 2-3 ตัว เป็น 10 ตัว เป็น 100 ตัว เป็น 600 ตัว จนเป็นพันๆ ตัว โอ้โห...เยอะมากเลย เราก็ให้กล้องตั้งแช่ถ่ายควายไว้เลย เค้าจะเป็นตลาดซื้อขายควายกันเดือนละ 2 ครั้ง อยู่ห่างจากอุบลฯ ไปประมาณ 20 กิโล ฉากนี้ก็เป็นฉากที่ชอบฉากนึงเลยครับ คุ้มกับที่ต้องตื่นกันก่อนไก่โห่ แล้วก็ได้ฉากที่เราต้องการจริงๆ ครับ”

          เตรียมชมฉากเปิดไฮไลต์นี้ได้ใน “ปัญญาเรณู 2” ม่วนซื่น

FB on January 13, 2012, 08:11:45 AM
สกู๊ป: “น้ำขิง” สุดปลื้ม ทั้งเล่นทั้งร้องคู่ขวัญใจ “ตุ๊กกี้” ใน “ปัญญาเรณู 2”


   
           สาวน้อยเจ้าบทบาท “น้องน้ำขิง-สุธิดา หงษา” สุดแสนปลื้มอกปลื้มใจเป็นสองเท่าเมื่อได้มาแสดงภาพยนตร์ม่วนซื่อ “ปัญญาเรณู 2” ร่วมกับขวัญใจของเธอ “ตุ๊กกี้ สามช่า” ที่งานนี้ต้องทั้งเล่นทั้งร้องตีคู่ไปไหนไปกันตลอดเรื่องเลยทีเดียว แฝดต่างรุ่นแต่ไซส์ใกล้กันถือกำเนิดขึ้นในวงการแล้ว

          สาวตุ้ยนุ้ยฝีมือสุดแซ่บเผยความรู้สึกว่า...

“ดีใจมากๆ เลยค่ะที่ได้กลับมาเล่นภาค 2 แถมภาคนี้ยังได้เล่นได้ร้องเพลงคู่กับพี่ตุ๊กกี้ขวัญใจของหนูอีก ก็ติดตามงานของพี่เค้าตลอดค่ะ ปกติก็ปลื้มอยู่แล้ว พอได้มาเจอตัวจริง ได้มาเล่นเป็นคู่หูกันก็ยิ่งปลื้มยิ่งดีใจขึ้นไปอีกค่ะ ภูมิใจมาก ฮามากทุกวันค่ะ พี่ตุ๊กกี้เค้าจะสอนตลอดเรื่องการแสดง การพูดบท เติมคำนั้นคำนี้เข้าไป พี่เค้าน่ารักมากค่ะ สนุกสนานค่ะ พี่เค้าเก่ง มีความสามารถ หนูชอบพี่เค้ามาก ภูมิใจมากที่ได้มาเล่นกับพี่เค้า

          เรื่องนี้หนูก็ชอบทุกอย่างที่เป็นภาคอีสาน เพราะหนูเป็นคนอีสานค่ะ หนูกินอะไรทุกอย่างที่เป็นอีสาน หนูชอบมาก พี่ตุ๊กกี้มาหนูก็หาให้พี่เค้ากินทุกอย่าง พี่เค้าชอบกินรังผึ้ง น้ำผึ้งมันจะออกหวานๆ แต่พี่เค้าไม่กิน พี่เค้าจะกินรังมันอ่ะค่ะ ภาคนี้ก็จะสนุกสนานมากขึ้น ตลกมากขึ้น เพราะมีลุงหม่ำกับพี่ตุ๊กกี้มาเพิ่มสีสัน และก็มีการเข้าไปผจญภัยในกรุงเทพฯ ด้วยค่ะ”

          เตรียมพบกับสุดยอดการแสดงฮาเอาอยู่ของทั้งคู่ได้ใน “ปัญญาเรณู 2” พร้อมส่งความสุขรับปีสุดหรรษา 26 ม.ค. 2555 นี้ในโรงภาพยนตร์

FB on January 13, 2012, 08:12:31 AM
Movie: ปัญญาเรณู 2
 
กำหนดฉาย : 26 มกราคม 2555
แนว : คอเมดี้-ม่วนซื่น
นำแสดง : ด.ช.โชติทิวัตถ์ ผลรัศมี, ด.ญ.สุธิดา หงษา, หม่ำ จ๊กมก, สุดารัตน์ บุตรพรม (ตุ๊กกี้ ชิงร้อย), ด.ญ.ธฤศวรรณ กาหาวงษ์, ด.ช.พงษ์สิทธิ์ นาเวียง, ด.ช.บุญฤทธิ์ จันทร์แก้ว, หยอง ลูกหยี, สายสิน วงษ์คำเหลา
กำกับ : บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์
บทภาพยนตร์ : บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

กลับมาแล้วเด้อ...อออออ
"บักปัญญา" กับ "อีเรณู" พร้อมหมู่เพื่อนครบทีม
กลับมาสร้างความม่วนซื่นชื่นบานยกกำลังสองกันอีกครั้งกับ

ภาพยนตร์คุณภาพที่ร่วมผนึกกำลังสร้างสรรค์โดย
"สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล", "หัวฟิล์ม ท้ายฟิล์ม" และ "บิณฑ์ บูม บิสซิเนส"

จัดเต็มความสนุกสุดหรรษาโดยผู้กำกับ "บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์"
ครบเครื่องเรื่องร้องเล่นเต้นลั้ลลาครบทีมนักแสดงเล็กพริกขี้หนูจากภาคแรก
"น้องน้ำขิง - ด.ญ.สุธิดา หงษา", "น้องทิว - ด.ช.โชติทิวัตถ์ ผลรัศมี",
"น้องมิว - ด.ญ.ธฤศวรรณ กาหาวงษ์", "น้องแซก - ด.ช.พงษ์สิทธิ์ นาเวียง"
"น้องเปเล่ - ด.ช.บุญฤทธิ์ จันทร์แก้ว" ฯลฯ

เพิ่มสีสันความฮาเฮให้กับภาคต่อนี้แบบไม่ยั้งกับสองนักแสดงตลกซุป’ตาร์
"หม่ำ จ๊กม๊ก" และ "ตุ๊กกี้ สามช่า - สุดารัตน์ บุตรพรม"

กับการสานต่อเรื่องรักวุ่น ๆ ของรุ่นเล็กจากภาคแรกให้ทวีความสนุกสนานใสซื่อยิ่งขึ้นไปอีก
เมื่อปัญญาและเรณูพร้อมหมู่เพื่อนเกิดจับพลัดจับผลูต้องมาอลเวงเรื่องรัก และผจญภัยชีวิตวัยเด็กที่กรุงเทพฯ อย่างไม่คาดฝัน...
พร้อมส่งความสุขเรียกเสียงฮา... 26 มกราคม 2555 แน่นอน

เรื่องย่อ
          หลังเหตุการณ์ทั้งดีและร้ายในภาคแรกได้ผ่านพ้นไป และถึงแม้ "วงโปงลางหนหวย" ที่ "ปัญญา" (โชติทิวัตถ์ ผลรัศมี) และ "เรณู" (สุธิดา หงษา) เป็นสมาชิกอยู่จะไม่ได้เข้าแข่งขันในระดับจังหวัดก็ตาม แต่ทั้งคู่และหมู่เพื่อนก็กลับมาใช้ชีวิตในวัยเด็ก ณ หมู่บ้านโคกสะอาด อย่างสนุกสนานเช่นเคย
          แต่เรื่องรักวุ่น ๆ ของรุ่นเล็กก็ยังไม่จบลงง่ายๆ เมื่อเรณูอยากจะใกล้ชิดกับปัญญาให้มากขึ้น...อีกนิดนึง แผนการเอาชนะใจปัญญาจึงเริ่มต้นขึ้น โดยมี "อภัสรา" (ตุ๊กกี้ สามช่า) อดีตสาวรำวงผู้มั่นใจในความสวยของตนเอง มาเป็นกุนซือคอยช่วยเหลือทุกจังหวะ "ตื๊อสุดติ่งชิงใจเธอ" ไม่ว่าปัญญาจะทำอะไรอยู่ที่ไหน เรณูและอภัสราจะต้องเข้าไปสร้างความปั่นป่วนกวนใจปัญญาทุกครั้งไป
          ด้านปัญญานั้นก็มี "บักจอบ" (บุญฤทธิ์ จันทร์แก้ว) เพื่อนสนิทช่างจ้อ และ "พี่กิ๋ง " (หม่ำ จ๊กมก) หนุ่มรุ่นพี่ปากร้ายใจดีมาเป็นตัวช่วยกันท่าเว้นวรรคสองสาวให้ห่างจากปัญญาเช่นกัน
          จากเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้อภัสราได้พบกับพี่กิ๋งอยู่บ่อย ๆ แต่ด้วยความไม่กินเส้นทำให้ต้องปะทะคารมกันทุกครั้งที่เจอ เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่ตลอดเวลา แต่นานวันเข้าจังหวะหัวใจกลับเต้นไม่เหมือนเดิม เอาล่ะสิ จังซี่มันต้องถอน...
          เรื่องรักวุ่น ๆ ที่บ้านนาดูเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี ก็ดันมีเหตุให้ว้าวุ่นหัวใจเมื่อ "มิว" (ธฤศวรรณ กาหาวงษ์) และ "กี่" (พงษ์สิทธิ์ นาเวียง) เพื่อนจากเมืองกรุงที่เคยช่วยปัญญาและเรณูไว้ ได้เดินทางมาขอความช่วยเหลือจากปัญญาและเรณูให้เข้าร่วมแข่งขันร้องเพลงที่กรุงเทพฯ ด้วยกัน งานนี้ทำเอาเรณูเกิดอาการหวงปัญญาขึ้นมาทันควัน เมื่อเห็นมิวกับปัญญาสนิทกันเกินหน้าเกินตา
          เมื่อปัญญาและเรณูพร้อมหมู่เพื่อนตกลงปลงใจจะเข้าร่วมการแข่งขัน ทุกคนต่างก็ตั้งใจฝึกซ้อมโดยมีอภัสราผู้มากทักษะทางการเต้นคอยช่วยฝึกซ้อมอย่างเต็มที่
          และแล้วเวลาสำคัญก็มาถึง เมื่อทีมของปัญญาและเรณูเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปแข่งขัน แต่ระหว่างทางปัญญาเกิดหายตัวไปอย่างไม่คาดฝัน ทำให้ทั้งทีมต้องกังวลกับการหายตัวไปของปัญญา โดยเฉพาะเรณูที่เอาแต่เป็นห่วงปัญญาจนไม่มีสมาธิในการแข่งขันครั้งนี้แล้ว...
          เรื่องราวจะจบลงเช่นไร อภัสราและเรณูจะแก้ไขสถานการณ์นี้ยังไง ปัญญาจะกลับมาทันการแข่งขันหรือไม่ รักวุ่น ๆ ของรุ่นเล็กจะอลเวงแค่ไหน... เอาใจช่วยปัญญากับเรณูพร้อมหมู่เพื่อนด้วยเด้อจ้า


ไผเป็นไผ
บักปัญญา (น้องทิว - โชติทิวัตถ์ ผลรัศมี)
          หนุ่มน้อยคนซื่อ ร้องเพลงเพราะ รักเพื่อน มีน้ำใจงาม คอยช่วยเหลือเพื่อนทุกคนที่มีปัญหาอยู่เสมอ แต่บนโลกที่โหดร้ายทำให้บางครั้งความมีน้ำใจดีของปัญญากลับนำพาความเดือดร้อนมาสู่ตัวเขาด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และแน่นอน ปัญญายังคงเป็นหนุ่มที่เรณูหมายตาพร้อมจะมอบหัวใจให้เพียงคนเดียว
          "เรื่องนี้ผมยังรับบทเป็น ปัญญา ครับ เป็นเด็กซื่อ ๆ นิสัยดี ขี้อาย มีเรณูมาแอบชอบผมครับ และก็มีมิวเพื่อนผู้หญิงจากกรุงเทพฯ ไม่ได้คิดอะไรกับเรา แต่เรณูก็หึงผมครับ ในแก๊งผมก็จะมีจอบกับแหว่งเป็นเพื่อนซี้ครับ จะชอบกันเรณูไม่ให้มาจู้จี้กับผมครับ
          เล่นเรื่องนี้ก็ไม่ค่อยยากครับ เพราะภาคแรกผมก็เคยเล่นมาแล้ว แต่สัมภาษณ์นี่สิครับยากกว่า พูดไม่ค่อยได้เท่าไหร่ครับ (หัวเราะ) ก็อยากให้มาเบิ่งหนังเรื่องนี้นะครับ เพราะมันก็ม่วนกว่าภาคแรกครับ ภาคนี้มีลุงหม่ำกับพี่ตุ๊กกี้มาเล่นนำครับ ม่วนหลายครับ เบิ่งภาคแรกแล้วก็มาเบิ่งภาคสองครับ อย่าลืมนะครับ"

อีเรณู (น้องน้ำขิง - สุธิดา หงษา)
          สาวน้อยสุดก๋ากั่น แสนมั่นใจ ใสแซบเว่อร์ ร้องเล่นเต้นระเบิดไม่แพ้สาวใดในโลกหล้า เธอยังคงแอบรักปัญญาอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ยิ่งภาคนี้ได้สาวอภัสรามาเป็นคู่หูพี่เลี้ยง ยิ่งทำให้เธอได้แสดงแสนยานุภาพความโดดเด้งที่สุดแห่งบ้านโคกสะอาดแทบทะลุจอกันเลยทีเดียว
          "เรณูก็ยังเป็นเด็กแก่นแก้วเหมือนเดิมค่ะ แต่มาภาคนี้ก็จะแก่นแก้วมากขึ้น และก็ยังแอบหลงรักปัญญาอยู่เหมือนเดิม รักไม่มีวันเปลี่ยนแปลงค่ะ แล้วก็มีคู่หูเพิ่มขึ้นมา ก็คือพี่ตุ๊กกี้ที่เล่นเป็นอภัสรา ก็จะคอยแกล้งคนนั้นคนนี้โดยเฉพาะไอ้จอบที่ชอบกันปัญญาให้ออกห่างจากหนู ซึ่งหนูก็จะไม่ยอม หนูจะสู้ทุกอย่างค่ะ
          ภาคนี้หนูก็ยังทั้งร้องทั้งเต้นหลายเพลงค่ะ เพราะๆ ทุกเพลงทั้งเพลงช้าเพลงเร็วเลยค่ะ เสน่ห์ของภาคนี้ก็จะมีมากขึ้นเพราะว่ามีพี่ตุ๊กกี้กะลุงหม่ำมาช่วยให้ความฮาค่ะ แล้วหนังก็สะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยค่ะ สนุกมากแน่นอน จะฮาก็ฮามาก จะเศร้าก็เศร้ามากค่ะ"

พี่กิ๋ง (หม่ำ จ๊กมก)
          ชายหนุ่มผู้เคยขี่รถแมงกะไซค์ผ่านทางไปส่งปัญญาในภาคแรก ในภาคนี้เขาก็ได้ย้ายเข้าอยู่ในหมู่บ้านโคกสะอาดนี้ด้วย ประกอบอาชีพเผาถ่าน เป็นเพื่อนคู่หูรุ่นพี่ที่ได้สอนอะไรหลายๆ อย่างให้กับปัญญา พี่กิ๋งเป็นคนปากร้ายใจดี รวมทั้งเป็นคนปากหนักแอบชอบอภัสราแต่กลับชอบชวนทะเลาะทุกครั้งที่เจอกัน
          "ภาคนี้พี่บิณฑ์ก็เรียกตัวผมกับตุ๊กกี้ให้มาช่วยเล่นด้วย ปกติผมก็สนิทกับพี่บิณฑ์อยู่แล้ว ก็โอเคเลย ทำงานกันสบายๆ ไม่เครียด ในเรื่องผมก็เล่นเป็น "พี่กิ๋ง" เป็นคนในหมู่บ้านที่สนิทกับปัญญา จริง ๆ ภาคแรกก็โผล่มาแวบนึง ทีนี้ในภาค 2 กลับมาเต็ม ๆ เลย แล้วก็เข้ามาพัวพันกับตุ๊กกี้ที่เล่นเป็น "อภัสรา" คู่หูของเรณู ทีนี้ต่างคนก็แอบชอบกันนะแต่ไม่แสดงออก พอมาเจอกันก็จะพูดจากัดกัน แต่ในใจลึก ๆ น่ะรักกัน แต่เล่นตัวกัน เพราะรุ่นใหญ่ไงต้องวางฟอร์มบ้าง ก็เลยเกิดเป็นความสนุกขึ้น ได้ปะทะคารมและความฮากัน รับรองม่วนหลาย
          เล่นเรื่องนี้ก็ชอบครับเพราะได้พูดภาษาท้องถิ่น เป็นธรรมชาติของตัวเราเองด้วย โดยภาพรวมก็จะเป็นหนังชาวบ้าน ๆ หนังน่ารักของคนชนบทคนที่จะมีความรักความสามัคคีกัน เราจะรู้สึกได้เลย สังคมเหล่านี้ผมว่าคนเมืองคงลืมไปแล้ว ลองดูว่าตัวละครอย่างนี้มีความสุขมากแค่ไหน ดูหนัง ปัญญาเรณู 2 แล้วคุณก็จะมีความสุขจริง ๆ ครับ"

อภัสรา (ตุ๊กกี้ สามช่า)
          อดีตสาวรำวงที่ได้มาอยู่บ้านเดียวกับเรณูโดยบังเอิญ จนกลายเป็นเพื่อนรุ่นพี่คู่ซี้ตัวติดกัน เฮไหนเฮนั่น คอยวางแผนและช่วยเหลือเรณูอยู่เสมอ อภัสราจะเป็นสาวที่บ้าฟุตบอลมาก คอสตูมของเธอก็เลยเป็นชุดฟุตบอลทุกเมื่อเชื่อวัน เธอเป็นคนมั่นใจในความสวยของตัวเองมาก ชอบกัดกับพี่กิ๋งจนตกหลุมรักกันโดยไม่รู้ตัว
          "เรื่องนี้ตุ๊กกี้รับบทเป็น อภัสรา ก็จะเป็นผู้หญิงกะโปโล จะมีความคิดเป็นของตัวเอง แล้วก็สร้างความมั่นใจให้กับเรณูด้วยค่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประสบความสำเร็จด้านความรักของเรณูมาจากพี่อภัสรานี่ล่ะค่ะ แต่พอเป็นเรื่องรักของตัวเองกลับแก้ไม่ได้ค่ะ
          เรื่องนี้เปลี่ยนลุคไป มันจะสวยก็ไม่สวย มันขาด ๆ เกิน ๆ ยังไงไม่รู้ จริง ๆ เรื่องนี้กะว่าพี่บิณฑ์จะปั้นเต็มที่เลย ปรากฏว่าตั้งแต่เห็นชุดนี่ล่ะค่ะ ผมมันก็มา หน้ามันก็มา ทุกอย่างมันก็มา ก็ออกมาเป็นอย่างงี้ล่ะค่ะ
          ในภาคนี้ก็จะเป็นเรื่องต่อเนื่องจากภาคแรก เป็นเรื่องรักของเด็กภาคอีสานปัญญากะเรณู เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตของเด็กอีสาน เป็นกลเม็ดเด็ดพรายเรื่องความรักใส ๆ ภาคนี้ตุ๊กกี้กะพี่หม่ำจะเข้ามาเพิ่มสีสัน พี่อภัสราก็จะเป็นฝ่ายน้องเรณู ส่วนพี่หม่ำก็อยู่ฝ่ายเดียวกับปัญญา เสน่ห์ของภาคนี้ก็ยังคงอยู่ที่บรรยากาศและวัฒนธรรมความเป็นภาคอีสานทั้งมวลทั้งดนตรี คำพูด อากัปกิริยา การแต่งตัว รวมถึงความสนุกสนานก็ม่วนหลายมากขึ้นแน่นอนค่ะ"

บักจอบ (น้องเปเล่-บุญฤทธิ์ จันทร์แก้ว)
          หนุ่มน้อยหน้าซื่อผู้มีฟันเหยินเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ช่างพูด เป็นจอมวางแผนตัวยงและเป็นเพื่อนสนิทของปัญญา แต่เป็นคู่กัดกับเรณู เพราะเขามักจะกันท่าไม่ให้เรณูเข้าใกล้ปัญญา แต่กลับให้ปัญญาชิดใกล้คุณมิวมากกว่า งานนี้จอบเลยโดนเอาคืนจากเรณูและอภัสราอย่างเจ็บแสบจนแทบอยากจะร้องไห้ เพราะเอาไม่อยู่แล้วเด้อ
          "ภาคนี้ผมก็ยังเล่นเป็น ไอ้จอบ ครับ ชื่อจอบก็มีที่มาจากฟันเหยินของผมนี่แหละครับ ผมจะเป็นเพื่อนสนิทกับปัญญา ตัวแทบจะติดกัน ไปไหนไปกันตลอดเวลาครับ จะเป็นที่ปรึกษาให้กับปัญญาแทบทุกเรื่องเลยครับ โดยเฉพาะเรื่องรัก ๆ ผมมักจะคอยแกล้งเรณูไม่ให้มาใกล้ปัญญา ก็เลยโดนเรณูเล่นงานเอาคืนจนทรุดเลยครับ แต่จะเป็นยังไงต้องติดตามชมครับ รับรองม่วนหลาย ๆ เด้อครับ"
         
คุณมิว (น้องมิว - ธฤศวรรณ กาหาวงษ์)
          สาวน้อยสุดน่ารักจากกรุงเทพฯ มีความคิดสร้างสรรค์และมุ่งมั่นในการประกวดร้องเพลงรอบชิงชนะเลิศ จึงเดินทางมาขอความช่วยเหลือจากปัญญาและเรณูให้ใช้ความเป็นลูกทุ่งอันมีเอกลักษณ์เข้าร่วมวงแข่งขันด้วย อีกด้านหนึ่ง เธอก็เหมือนเป็นศัตรูหัวใจของเรณูโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว
          "เรื่องนี้รับเป็น มิว เป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ภาคแรกมาทัศนศึกษาที่อุบลฯ แล้วมาเจอปัญญากับเรณู แล้วก็เกิดความผูกพันกันในฐานะเพื่อน ก็มาช่วยเหลือเค้าในวงดนตรี ส่วนในภาค 2 นี้ มิวจะต้องมาขอความช่วยเหลือจากทั้งคู่ เพราะมันเป็นการแข่งขันที่ใหญ่มาก ๆ แล้วมิวก็อยากได้อะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ให้กับวงตัวเอง ก็เลยมาขอให้ปัญญากับเรณูร้องเพลงลูกทุ่งให้ ฉากแข่งขันร้องเพลงเป็นฉากใหญ่ไฮไลต์ฉากหนึ่งเลยค่ะ เต็มที่ทั้งแสงสีเสียงคอสตูมจัดเต็มทุกคนค่ะ ต้องจับตาดูให้ดีค่ะ"

เกร็ดหนัง
- ปัญญาเรณู 2 (2555) เป็นผลงานกำกับเรื่องที่ 6 ของผู้กำกับ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ โดยผลงานก่อนหน้านี้ได้แก่ ปัญญาเรณู (2554), เดอะโกร๋น ก๊วน กวน ผี (2547), ช้างเพื่อนแก้ว (2546), ตำนานกระสือ (2545), มนต์รักเพลงลูกทุ่ง (2538)
- ในภาค 2 นี้ ผู้กำกับฯ ยังคงคิดเรื่อง, เขียนบท, กำกับการแสดงเองทั้งหมดเหมือนเคย โดยเรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นประสบการณ์ในวัยเด็กของตนแทบทั้งสิ้น
- ปัญญาเรณู ทั้งสองภาค เป็นภาพยนตร์ไทยที่มีซับไตเติ้ลภาษาไทยด้วย เพราะหนังเว่าภาษาอีสาน (เกือบ) ทั้งเรื่อง
- ผู้กำกับฯ เห็นแววโดดเด้งของ น้องน้ำขิง - สุธิดา หงษา (หลานสาวของ หงษ์ทอง หงษา อดีตหนุ่มหมอลำซิ่งชื่อดังแห่งเมืองอุบล) จากการร้องและเต้นเพลง "เชพบ๊ะ" (อาภาพร นครสวรรค์) อย่างสุดสวิงในงานวันเด็กที่วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ทำเอาผู้กำกับต้องมนต์เธอในทันใด และเมื่อให้เธอลองเล่นบทผีเข้า (ซึ่งต่อมาก็คือฉากเจ้าแม่คะนองรักในภาคแรก) เธอก็เล่นแบบสุดตัวเหมือนโดนของจริงอะไรจริง จนทำให้ผู้กำกับต้องกดไลค์และมอบบท "เรณู" ให้เธออย่างไม่มีข้อแม้ใด ๆ
- น้องทิว - โชติทิวัตถ์ ผลรัศมี พระเอกของเรื่อง เคยแสดงเป็น ด.ช.ปัญญา ในเรื่อง ครูบ้านนอก บ้านหนองฮีใหญ่ (2553) ร่วมกับ หม่ำ จ๊กมก ก่อนที่จะมาโดดเด่นกับบท "บักปัญญา" ในเรื่องนี้ ซึ่งได้ร่วมแสดงกับลุงหม่ำทั้ง 2 ภาค
- นอกจากจะได้ หม่ำ จ๊กมก มาเป็นสีสันให้กับเรื่องแล้ว ปัญญาเรณู 2 ยังได้อีกหนึ่งตลกซุป’ตาร์อย่าง ตุ๊กกี้ ชิงร้อย มาเป็นผงชูรสสุดแซบในลุคสวยแปลกกว่าทุกเรื่องแหวกกว่าทุกแนวจนคุณต้องตะลึงฮากันเลยทีเดียว
- โลเกชั่นหลักยังคงถ่ายทำกันที่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กันแทบทั้งเรื่อง เพื่อให้ได้บรรยากาศความเป็นภาคอีสาน กลิ่นอายชนบท และธรรมชาติท้องทุ่งนาอันสวยงามน่าไปเยือนด้วย
- ในภาคนี้ ผู้กำกับฯ ยังคงสอดแทรกวัฒนธรรมอีสานที่มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายผ่านฉากต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากเลี้ยงควาย, ฉากแข่งจับปลาไหล, ฉากลงแขกเกี่ยวข้าว, ฉากตลาดควาย, ฉากร้องเพลง-ซ้อมเต้นกลางทุ่งนา, ฉากหนังกลางแปลง ฯลฯ
- จัดเต็มความหรรษาลั้ลลาไปกับหลากหลายบทเพลงสุดไพเราะตลอดเรื่อง โดยเฉพาะห้ามพลาดฉากแข่งขันร้องเพลงสุดยิ่งใหญ่ แสงสีเสียงสุดตระการตาท้ายเรื่องด้วย "การร้องจริง เต้นจริง ไม่มีลิปซิงค์ " ของเหล่านักแสดงเด็กมากความสามารถทีมนี้ และแน่นอน งานนี้ สาวตุ๊กกี้ เธอก็ไม่มีพลาดขอแจมทั้งร้องทั้งเต้นไปกับเขาด้วย
- ผู้กำกับ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ยังคงมีโครงการสร้างความสนุกสนานสานต่อความประทับใจยิ่งขึ้นไปอีกกับ (ว่าที่) โปรเจ็คต์ ปัญญาเรณู 3 รูปูรูปี ที่จะเด็ดสะระตี่โรตีกระจายในอินเดียขนาดไหน อีกไม่นานเกินรอ...

FB on January 13, 2012, 08:13:44 AM
“หม่ำ-ตุ๊กกี้” เกี่ยวไปเกี้ยวไป โชว์สเต็ปลงแขก กลางทุ่งอร่าม รวมพลังสามัคคีฮาใน “ปัญญาเรณู 2”







          เป็นอีกหนึ่งฉากใหญ่ในภาพยนตร์ม่วนซื่นระรื่นฮา “ปัญญาเรณู 2” ที่ผู้กำกับใจบุญ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” จัดเต็มระดมทีมนักแสดงหลักทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กพร้อมนักแสดงสมทบอีกครึ่งร้อยมาเข้าฉากลงแขกเกี่ยวกลางท้องทุ่งนาเหลืองอร่ามสวยงามใน จ.อุบลราชธานี ซึ่งไม่ได้เห็นกันบ่อยนักบนจอภาพยนตร์ไทย และเป็นการสะท้อนภาพความสามัคคีที่หาได้ยากขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้

          ฉากนี้โฟกัสไปที่สองสีสันความฮาอย่าง “หม่ำ จ๊กมก” และ “ตุ๊กกี้ สามช่า” ที่ต้องโชว์ลงแขกเกี่ยวข้าวไปเต้นรำไป (พร้อมปัญญาเรณู หมู่เพื่อน และชาวบ้าน) แถมยังต้องจีบเกี้ยวพาราสีกันไป ถือว่าได้ทั้งภาพสวยแปลกตา อารมณ์ฮาชื่นบาน สานต่อมิตรภาพและประเพณีไทยแบบทรีอินวัน (3 in 1) สามสเต็ปในฉากนี้ฉากเดียว...คักแท้เด-สุดๆ ไปเลย

“หม่ำ จ๊กมก” ได้เผยความรู้สึกถึงฉากนี้ว่า
          “ฉากเกี่ยวข้าวก็เป็นฉากสวยงามคล้ายๆ มิวสิควิดีโอ เพลงเพราะ ความพร้อมเพรียง การลงแขกเกี่ยวข้าวสมัยก่อนเวลาเค้าเกี่ยวข้าวก็จะมีความสนุกสนานกัน พอเกี่ยวข้าวเสร็จก็ทำส้มตำ ทำอาหารกินกัน พอตอนเย็นก็ตามประสาบ้านนอกภูธรก็จะมีกินเหล้ากัน เรียกว่าเป็นความรักความสามัคคีกัน เวลาเค้าจะมาเกี่ยวข้าวเค้าก็จะเชิญหมู่บ้านโน้น หมู่บ้านนี้ เหมือนพี่เหมือนน้องเหมือนพวกกันเค้าเรียกมาลงแขก ก็สนุกสนานดี สะท้อนวัฒนธรรม ทำให้คิดถึงสมัยก่อน สมัยพ่อแม่ไปช่วยเค้าเกี่ยว ก็รู้สึกคิดถึงบ้านเหมือนกันนะ บรรยากาศมันได้กลิ่นข้าวด้วยไง ข้าวที่กำลังจะเกี่ยว ก็มีร้องเพลงกัน เด็กๆ ทั้งหมดที่มาช่วย ชาวบ้านที่มาช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว ได้กลิ่นข้าว กลิ่นท้องนา ขี้โคลนขี้ควาย มันก็รู้สึกคิดถึงบ้าน บรรยากาศดี แล้วไปถ่ายที่อุบลด้วย”

ผู้กำกับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” กล่าวเสริมถึงฉากใหญ่ฉากนี้ว่า
          “ฉากลงแขกเกี่ยวข้าวทุกวันนี้ก็ยังทำกันอยู่ไม่ว่าจะเป็นภาคอีสาน ภาคกลางก็ยังทำกันอยู่ ซึ่งชาวบ้านเค้าจะรู้เลยว่า การปลูกข้าวเนี่ยเค้าไม่ได้ปลูกพร้อมกัน บางทีบ้านนี้ปลูกก่อน อีกอาทิตย์นึงบ้านต่อไปปลูก และเวลาข้าวมันสุก มันก็จะไล่ๆ กันไป บ้านนี้ข้าวสุกปุ๊บเค้าก็มาช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวเป็นร้อยๆ คน พอบ้านนี้เสร็จ อาทิตย์หน้าอีกบ้านก็จะสุก ก็จะมาผลัดกันช่วยกันเกี่ยวข้าว หมายถึงความสามัคคีกันในหมู่บ้าน ซึ่งมันน่าจะมีอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่เดี๋ยวนี้หายากมาก เพราะเราไปแบ่งสีขึ้นมา มันก็เลยไม่ใช่อย่างนั้นแล้วไง ผมก็เลยคิดว่า อยากให้ชาวบ้านมีความสามัคคีกัน มีการละเล่นกัน เหมือนกับเมื่อก่อน 20-30 ปีเป็นยังไงก็อยากให้เป็นอย่างงั้น แต่เดี๋ยวนี้รถไถก็มีเยอะ แทร็คเตอร์ก็มีแยะ ความสัมพันธ์และมิตรภาพความเป็นลูกบ้าน-พ่อบ้านกัน มันหายไป ผมก็เลยเอาตรงนี้เข้ามา ก็อยากให้คนไทยกลับมาสามัคคีกันเหมือนเดิมครับ”

          เตรียมชมอีกหนึ่งฉากใหญ่ไฮไลต์ที่สะท้อนภาพวัฒนธรรม-ประเพณีไทยอย่างสนุกสนานและสามัคคี ดูหนัง “ปัญญาเรณู 2” แล้วย้อนดูตนเองได้ 26 มกรา ฮาเอาอยู่ทุกโรง

FB on January 13, 2012, 08:14:21 AM
บทสัมภาษณ์ “น้องน้ำขิง-สุธิดา หงษา” จัดเต็มความน่ารักแก่นแก้วทวีคูณ ใน “ปัญญาเรณู 2”



บทบาท-คาแร็คเตอร์
          เรื่องนี้ “เรณู” ก็ยังเหมือนเดิมนะคะ เป็นเด็กแก่นแก้วที่ไม่ยอมใครค่ะ ชั้นคิดอย่างนั้นต้องได้อย่างนั้นประมาณนี้ค่ะ แต่มาภาคนี้ก็จะแก่นแก้วมากขึ้น และก็ยังแอบหลงรักปัญญาอยู่เหมือนเดิม รักไม่มีวันเปลี่ยนแปลงค่ะ ก็มีคู่หูเพิ่มขึ้นมา ก็คือพี่ตุ๊กกี้ ที่เล่นเป็น อภัสรา ก็จะคอยแกล้งคนนั้นคนนี้ โดยเฉพาะไอ้จอบ ที่ชอบกันปัญญาให้ออกห่างจากหนู ซึ่งหนูก็ไม่ยอม หนูจะสู้ทุกอย่างค่ะ จะต้องคอยกีดกันไม่ให้มิวอยู่ข้างปัญญา ภาคนี้หนูก็ต้องร้องเพลงเหมือนเดิมด้วย ได้ร้องคู่กับมิว ได้ร้องคู่กับพี่ตุ๊กกี้ ภาคนี้ได้เล่นกับพี่ตุ๊กกี้ ภูมิใจมาก ฮามากทุกวันค่ะ พี่ตุ๊กกี้เค้าจะสอนตลอดเรื่องการแสดง การพูดบท เติมคำนั้นคำนี้เข้าไป พี่เค้าน่ารักมากค่ะ
          แล้วก็จะมีคู่กัดของหนูคือ ไอ้จอบค่ะ จะคอยกันหนูไม่ให้ใกล้ปัญญา แล้วเวลามิวมา ก็จะชอบจับปัญญาให้ใกล้กัน ปัญญาจะเป็นคนยังไงก็ได้ แต่จอบจะทำให้ปัญญามาอยู่กับมิวให้ได้ แล้วหนูเลยหาวิธีแกล้งจอบให้ได้ เพราะมันทนไม่ไหวละ เลยต้องแกล้งให้สาสม จนวันนั้นจอบเป็นไข้เลยค่ะ จะแกล้งด้วยวิธีอะไร ต้องไปดูกันในหนังค่ะ

 

เรื่องราวของ “ปัญญาเรณู 2”
          ภาคนี้ก็ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยเรานะคะ ในเรื่องหนูก็จะไปเจอกับพี่ตุ๊กกี้ในฉากตลาดควายนี่แหละค่ะ เพราะอยากได้ควายไปเลี้ยงเป็นคู่กับปัญญา จะเดินเล่นหนุงหนิงกันอะไรอย่างนี้แหละค่ะ เพราะมีใจให้ปัญญาตลอด รักเค้ามาก ห่วงเค้ามาก ที่นี้พอไปเจอพี่ตุ๊กกี้แล้ว มันก็เริ่มเป็นคู่หูกันตั้งแต่ตอนนั้น ไม่ว่าทำอะไรก็เหมือนตัวติดกันค่ะ เหมือนเป็นพี่สาวคนนึงค่ะ
          ทีนี้ มิวกับกี่ ก็มาจากกรุงเทพฯ มาขอความช่วยเหลือ จะให้ทิวไปช่วยแข่งขันร้องเพลง ก็สลับกัน ภาคแรกที่เค้าเคยมาช่วยเรา พอภาคนี้เราก็ไปช่วยเค้าบ้าง แต่หนูก็ยังกันท่าไม่ให้มิวกับปัญญาใกล้กันค่ะ หนูไม่ชอบ หนูหวงของหนูค่ะ ทีนี้พอเราไปกรุงเทพฯ เพื่อช่วยมิวกับกี่ มันก็จะมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นมากมายค่ะ เหตุการณ์จะเป็นยังไงก็ต้องติดตามดูกันค่ะ


ยังต้องร้องเพลงด้วยในภาคนี้
          ก็ร้องหลายเพลงค่ะ ร้องเดี่ยวเพลงนึง กับพี่ตุ๊กกี้เพลงนึง แล้วก็ร้องกับพี่มิวเพลงนึงค่ะ
          ฉากร้องเพลงเดี่ยวก็คือเพลง “เครียดเด๊ะ” เป็นฉากตัดพ้อปัญญาที่เหมือนจะนอกใจเรา แอบมีใจให้สาวกรุงเทพฯ เราก็เสียใจ เศร้ามาก จะมีมะลิ กะจำปาเพื่อนสนิทคอยให้กำลังใจค่ะ เศร้ามาก เศร้าตลอด เป็นเพลงช้า แต่ก็จะมีท่าฮาๆ ด้วยค่ะ (ให้ร้องเพลงโชว์) ถึงเพลงจะเศร้า แต่มันก็จะมีความฮาๆ ติดมาด้วยนิดๆ อ่ะค่ะ เป็นยังไงก็ต้องไปดูในโรงนะคะ
          อีกเพลงร้องกะพี่ตุ๊กกี้ เพลง “กะละมัง” พูดถึงอากาศวันนี้มันร้อนอบอ้าว เราก็ซักผ้าไป ซึ่งฉากนี้หนูก็จะสัญญากะพี่อภัสราว่า หนูจะไม่ทิ้งพี่แน่นอน เพราะพี่เค้าอยู่กะป้าค่ะ โดนพ่อแม่ทิ้ง หนูก็โอบกอดพี่เค้า จะอยู่เคียงข้างเสมอ ซักผ้าไป เพลงก็ขึ้น ร้องเพลงไป เล่นไปเต้นไป สนุกสนานค่ะ เพลงสนุกดีค่ะ เต้นก็สนุก แดนเซอร์ก็เต็มที่ หนูก็เต็มที่ ทุกคนก็เต็มที่มากๆ ค่ะ ส่วนอีกเพลงร้องกับพี่มิวเป็นฉากร้องเพลงประกวดคู่กันค่ะ

หลายๆ ฉากในเรื่องให้กลิ่นอายแบบไทยๆ ที่หาดูยากในหนังยุคปัจจุบัน
          ใช่ค่ะ อย่างเช่น “ฉากเลี้ยงควาย” ก็ยากค่ะ เพราะหนูเป็นคนไม่เคยปลูกข้าว ปลูกแค่ผลไม้ที่บ้านหนูที่อุบลฯ เราไม่เคยคลุกคลีกับควาย เราก็เลยกลัว มีฉากนึงที่หนูโดนควายขวิดค่ะ หนูจะดึงมันเข้ามาๆ มันก็ไม่ยอมเข้ามา แล้วมันก็ขวิดหนู่ค่ะ
          “ฉากเกี่ยวข้าว” ฉากนี้หนูก็ได้เกี่ยวข้าวกับปัญญาค่ะ เกี่ยวเป็นคู่ๆ พี่ตุ๊กกี้ก็เกี่ยวคู่ลุงหม่ำ หนูก็สงสัยว่าทำไมมันถ่ายหลายเทคจัง ไม่เข้าใจ เห็นเค้าพูดกันว่า ลุงหม่ำเกี่ยวข้าวไม่เป็นค่ะ (หัวเราะ) แต่แกก็ทำท่าบิ้วไปกับเพลงได้ค่ะ ส่วนตัวหนูก็เกี่ยวไม่เป็นเหมือนกัน แต่ก็สู้ค่ะ วันนั้นหนูเกี่ยวทีละนิด แต่ก็ได้สองมัดใหญ่ค่ะ ก็เกี่ยวไม่เป็นจนเป็นเลยค่ะ
          “ฉากหนังกลางแปลง” ฉากนี้ก็จะเป็นฉากหนังขายยามาฉาย เราก็นัดปัญญาไปดูหนังกันดีกว่า วันนั้นเราก็แต่งตัวสวยซะเต็มยศเลย แต่ทีนี้พอไปถึงก็ไม่เจอปัญญาค่ะ หายังไงก็ไม่เจอ เลยตัดสินใจคว้าไมค์มาแล้วก็ตะโกนว่า “บักปัญญามึงอยู่ไส ออกมาฉาย ถ้าบ่ออกมาหนังบ่ฉาย” ปัญญาที่ไปหลบกับไอ้จอบ ไอ้แหว่งก็ออกมาค่ะ หนูก็งอนเดินสะบัดตูดออกไป เราต้องทำอารมณ์ดุๆ ค่ะ ก็เล่นอยู่หลายเทคเหมือนกัน ลุงท็อปก็จะบอกว่า ฉากนี้อารมณ์เดียวกับเจ้าแม่คะนองรักในภาคแรกเลยค่ะ ทีนี้ก็เล่นผ่านเลยค่ะ

ความประทับใจที่ได้กลับมาแสดงอีกครั้งในภาคนี้
          สนุกสนานค่ะ คือหนูได้มาเล่นกับพี่ตุ๊กกี้ขวัญใจหนู พี่เค้าเก่ง มีความสามารถ หนูชอบพี่เค้ามาก ภูมิใจมากที่ได้มาเล่นกับพี่เค้า เรื่องนี้หนูก็ชอบทุกอย่างที่เป็นภาคอีสาน เพราะหนูเป็นคนอีสานค่ะ หนูกินอะไรทุกอย่างที่เป็นอีสาน หนูชอบมาก พี่ตุ๊กกี้มาหนูก็หาให้พี่เค้ากินทุกอย่าง พี่เค้าชอบกินรังผึ้ง น้ำผึ้งมันจะออกหวานๆ แต่พี่เค้าไม่กิน พี่เค้าจะกินรังมันอ่ะค่ะ ความสนุกของภาคสองนี้ ก็จะสนุกสนานมากขึ้น เพราะมีลุงหม่ำกับพี่ตุ๊กกี้มาเพิ่มสีสัน และหนูกับพี่ตุ๊กกี้จะเล่นคู่กันเลยค่ะ ก็จะสนุกมากขึ้น มีการเข้าไปผจญภัยในกรุงเทพฯ มีความตลกมากขึ้นด้วยค่ะ

การแสดงในภาคนี้มีความยากง่ายอย่างไร
          มันก็ยากนะคะ ยิ่งภาคนี้หนูต้องเข้าเกือบทุกฉาก เพราะลุงท็อปบอกว่าเพิ่มบททุกคน เทียบกับภาคแรกมันก็ง่ายขึ้นมาบ้าง เพราะเรามีประสบการณ์มาบ้างแล้ว โดยรวมแล้วก็เล่นง่ายขึ้นกว่าภาคแรกค่ะ

การร่วมงานกับทีมนักแสดง
          พี่ทิวเค้าก็ตั้งใจอยู่นะคะ แต่เค้าจะพูดแบบสมรักษ์อ่ะค่ะ จนพี่ตุ๊กกี้ตั้งฉายาว่า สมรักษ์2 ค่ะ เค้าพูดไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่อ่ะค่ะ ลุงหม่ำจะไม่ค่อยคุยกะใคร จะเงียบๆ เป็นตัวของตัวเอง แต่เวลาเข้าฉากนี่จะกลายเป็นคนละคนเลยค่ะ เก่งมากค่ะ ส่วนพี่ตุ๊กกี้ก็จะเป็นตัวของตัวเอง แกจะเอาของมาฝากเรื่อย หนูก็ค่อนข้างสนิทกะพี่เค้าค่ะ แต่ก็ไม่ได้สนิทมาก เพราะพี่เค้าเป็นรุ่นใหญ่หนูไม่ค่อยกล้าไปเทียบกะเค้าค่ะ แต่ก็คุยกันได้สบายค่ะ

การทำงานของลุงท็อปผู้กำกับเป็นยังไง
          แกก็จะดุเป็นบางครั้งนะคะ ใส่อารมณ์เข้าไปเลย ไม่ต้องกลัว หนูก็ใส่ไปตามแก แกก็ดุบ้าง เลี้ยงขนมบ้าง ตอนใจดีก็จะใจดีมาก แต่ตอนดุก็ดุมากเหมือนกันค่ะ เป็นคนทำงานละเอียด กว่าจะผ่านไปแต่ละฉากก็จะยากและเล่นอยู่หลายครั้งเลยค่ะ

คาดหวังกับภาคสองยังไง
          สั้นๆ เลยนะคะ ก็ขอให้ไม่ขาดทุนก็แล้วกันค่ะ อยากให้คนมาดูเยอะๆ ค่ะ

ความน่าสนใจโดยรวมของภาคนี้
          เสน่ห์ของภาคนี้ก็จะมีมากขึ้น เพราะว่ามีพี่ตุ๊กกี้กะลุงหม่ำมาช่วยให้ความฮาค่ะ เรื่องนี้หนูก็ได้ร่วมงานกับไอดอลของหนู คือพี่ตุ๊กกี้กะลุงหม่ำ หนังสะท้อนกลิ่นอายวัฒนธรรมอีสาน ความสนุกจะเพิ่มขึ้นมาอีกเพราะมีพี่ตุ๊กกี้กะลุงหม่ำมาช่วย โดยคาแร็คเตอร์ของเรณูก็ก็จะแก่นแก้วมากขึ้น จะสร้างความป่วนมากขึ้น จะทำให้ปัญญามารักฉันให้ได้ ดีกว่าภาคแรกแน่นอน สนุกมากแน่นอน จะฮาก็ฮามาก จะเศร้าก็เศร้ามากค่ะ ก็ฝากหนัง “ปัญญาเรณู 2” เข้าฉายวันที่ 26 มกราคมไว้ด้วยค่ะ ติ๊ดใจเจ้าแม่คะนองรักจากภาคแรก ก็ต้องเบิ่งภาคนี้ค่ะ แซบหลายค่ะ อย่าลืมมาเบิ่งเด้อค่ะ หนูเล่นกับพี่ตุ๊กกี้ฝาแฝดหนูค่ะ

FB on January 18, 2012, 02:55:58 AM
“หม่ำ จ๊กมก” ชูรสฮา เล่น “ปัญญาเรณู 2” หวนคิดถึงบ้านเกิด



          มารับเล่นหนังฮาม่วนซื่นเรื่อง “ปัญญาเรณู 2” เพราะสนิทกับผู้กำกับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” แต่พอเล่นไปเล่นมากลับทำเอานักแสดงตลกแถวหน้าอย่าง “หม่ำ จ๊กมก” รู้สึกปลื้มใจได้หวนคิดถึงบ้านเกิดและวัยเยาว์ของตัวเองด้วย เพราะนอกจากความฮาเฮที่หนังมอบให้ตลอดเรื่องแล้ว ก็ยังสะท้อนถึงวิถีชีวิตพอเพียงที่เป็นสุขของชาวชนบทอีกด้วย

          “เล่นเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกคิดถึงบ้านเหมือนกันนะ บรรยากาศมันดี ได้กลิ่นโคลนสาปควาย กลิ่นข้าวที่กำลังจะเกี่ยว กลิ่นท้องนา มันก็รู้สึกคิดถึงบ้าน โดยภาพรวมก็จะเป็นหนังชาวบ้านๆ หนังน่ารักของคนชนบทคนต่างจังหวัด สีสันของคนที่โตแล้วลองนึกไปถึงวันที่เราอยู่บ้านนอก เราจะรู้สึกได้เลย...อย่างผมตอนเป็นเด็กก็ไม่ได้คิดอะไรนะ เจ็ดโมงเช้าตื่นมาก็ไปโรงเรียนเล่นกับเพื่อน ช่วยพ่อช่วยแม่เกี่ยวข้าวไถนาเลี้ยงควาย มันก็ได้อีกอารมณ์นึง ด้วยเนื้อเรื่องมันก็สะท้อนวิถีของชาวอีสาน มันครอบคลุมหนังทั้งเรื่องอยู่แล้ว

          ผมว่าเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ มันคงเป็นเรื่องที่ทำให้คนที่ไม่เคยอยู่บ้านนอกได้เห็นว่าเค้ามีอะไรทำกันเยอะแยะ อย่ามองเค้าเป็นแค่คนบ้านนอกภูธร เค้ามีความสุขมากนะ เค้าไม่ได้มีหนี้มีสินแบบพวกคนกรุงเทพฯ นะ แม้ว่าคุณจะขับรถ แต่คุณก็ยังผ่อนรถอยู่นะ แต่ว่าเค้าไม่จำเป็น มีจักรยานคันเดียวก็อยู่ได้ ตกเย็นหาผักอะไรมาลวกกินกับน้ำพริกก็ได้ ส้มตงส้มตำได้หมด ไปหาปูหาปลามากิน เค้าพอเพียงของเค้าอยู่แล้ว สังคมเหล่านี้ผมว่าคนเมืองคงลืมไปแล้ว ลองดูหนังเรื่องนี้ว่าตัวละครอย่างนี้มีความสุขมากแค่ไหน และมันก็สุขจริงๆ ดูหนังเรื่อง ปัญญาเรณู 2 นี้ คุณก็จะมีความสุข ย้อนไปถึงตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ หรือว่าคนที่เป็นคนต่างจังหวัดแล้วไปอยู่กรุงเทพฯ แล้วก็อาจจะคิดถึงบ้านเมื่อดูเรื่องนี้แล้วครับ”

          เตรียมพบกับความสนุกสนานฮาเอาอยู่ของ “ปัญญาเรณู 2” ได้ 26 ม.ค. 55 นี้ในโรงภาพยนตร์

FB on January 18, 2012, 02:56:35 AM
น้ำขิง นำทีมปัญญาเรณู 2 เดินสายวันเด็ก ขนผองเพื่อนโชว์ลีลาเรียกเสียงเชียร์จากแฟนๆ



          ใกล้ได้ฤกษ์เข้าฉายเต็มที สำหรับภาพยนตร์คอเมดี้-ม่วนซื่นที่ขนความน่ารักและความสนุกสุดหรรษา “ปัญญาเรณู 2” ที่ถือโอกาสดีในวันเด็กแห่งชาติ 14 มกราคมที่ผ่านมา ออกทัวร์พบปะแฟนๆ นำทีมโดย “บักปัญญา” น้องทิว-ด.ช.โชติทิวัตถ์ ผลรัศมี และ “เรณู” น้องน้ำขิง-ด.ญ.สุธิดา หงษา พร้อมขนผองเพื่อนมาร้องเล่นเต้นโชว์กับแบบสุดเหวี่ยง

          ทีมนักแสดงปัญญาเรณูได้พร้อมใจกันตระเวนทัวร์ตามที่ต่างๆ ทั้งห้างสรรพสินค้า และสถานที่ราชการที่จัดงาน เพื่อสร้างสีสันให้กับวันเด็กที่ผ่านมา ซึ่งไม่ว่าจะไปที่ไหนต่างก็ได้รับความสนใจจากน้องๆ หนูๆ มากมาย รวมไปถึงผู้ใหญ่ที่พาเด็กๆ ออกมาเที่ยวในวันนั้นด้วย ซึ่งแน่นอนว่าแฟนคลับเรียกร้องมาขนาดนี้แล้ว ทีมนักแสดงของเราก็ต้องตอบแทนด้วยการสร้างความสุขให้กับทุกคน โดยขนเพลงล่าสุดจากภาพยนตร์ปัญญาเรณู 2 ในเพลง What is call? มายักย้ายส่ายลีลาก็แบบเต็มที่ พร้อมทั้งร่วมสนุกตอบคำถามลุ้นรางวัลจากภาพยนตร์ด้วย ซึ่งงานนี้น้องๆ นักแสดงทุกคนต่างก็มีความสุขที่เห็นแฟนคลับมากมายตามมาให้กำลังใจกันทุกที่

          (น้ำขิง) “วันนี้หนูชวนเพื่อนๆ มาแสดงในงานวันเด็กหลายๆ ที่เลยคะ ทุกคนดีใจมากคะเพราะพวกเราไปที่ไหนก็มีแฟนๆหนังจากภาคที่แล้วมาส่งเสียงเชียร์ แล้วก็มีหลายๆ คนเต้นตามด้วย (หัวเราะ) แล้วหนูของมีของขวัญวันเด็กมาแจกเพื่อนๆ ที่มาดูพวกหนูวันนี้ด้วยคะ แล้วหนูก็อยากฝากให้ทุกคนที่ชอบปัญญาเรณูภาคที่แล้วมาช่วยกันติดตามเรื่องราวสนุกๆ ของภาคนี้ด้วยนะค่ะ รับรองคะว่าดูแล้วต้องมีความสุขออกมาจากโรง แต่ถ้าใครยังไม่เคยดูภาคที่แล้วก็ต้องมาดูภาคนี้ให้ได้ เพราะมีเพลงสนุกๆ ที่หนูกับเพื่อนๆ ทั้งร้องทั้งเต้นอีกเพียบเลยคะ แล้วในหนังก็ยังมีลุงหม่ำกับพี่ตุ๊กกี้มาสร้างเสียงหัวเราะพร้อมกับพวกหนูด้วยคะ”

          เด็กๆ เค้าออกมาการันตีความฮากันขนาดนี้ มีหรอที่จะพลาดได้กับภาพยนตร์ม่วนซื่นสดใสน่ารัก “ปัญญาเรณู 2” พร้อมส่งความสุข 26 มกราคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

FB on January 21, 2012, 08:14:54 AM
“ตุ๊กกี้” feat. “น้ำขิง” โชว์ลูกคอพร้อมลีลาเซิ้งกะละมัง!!! กลางธรรมชาติสีสันละลานตา ใน “ปัญญาเรณู 2”



          เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ บิณฑ์ทำ จัดหนักในภาพยนตร์ม่วนซื่นระรื่นฮา “ปัญญาเรณู 2” แทบทุกฉาก โดยฉากร้องเล่นเต้นเพลง “กะละมัง” นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งฉากใหญ่ของเรื่อง ที่เป็นจุดเริ่มต้นความสนิทสนมอันแนบแน่นของสองสาว “อภัสรา” (ตุ๊กกี้ ชิงร้อย) กับ “เรณู” (สุธิดา หงษา) ที่ซักผ้าไปก็ให้คำมั่นสัญญากันไปว่าจะไม่ทิ้งกันไปไหน จะเป็นพี่น้องกันตลอดไป แล้วความสนุกสนานเฮฮาของเพลงกะละมังก็ถูกบรรเลงขึ้นกลางทุ่งริมน้ำ พร้อมสีสันเสื้อผ้าหน้าผมของสองสาวและหางเครื่องสุดสวิงที่จัดเต็มทั้งร้องทั้งเต้นแบบสุดๆ ไปเลย

          สาวตุ๊กกี้พูดถึงฉากใหญ่นี้ว่า

          “ฉากนี้มันเป็นฉากซักผ้าตรงท่าน้ำ แล้วก็มีการพูดคุยสารทุกข์สุกดิบกัน อภัสราที่ตุ๊กกี้เล่นต้องฝากเนื้อฝากตัวกับน้องเรณู เพราะทั้งชีวิตนี้ไม่เหลือใครแล้ว เพราะเรณูจะเป็นคนช่วยให้พี่อภัสราได้มีเพื่อน มีที่อยู่อาศัย มีความสุขมากยิ่งขึ้น ก็เลยเหมือนกับว่าเราได้ปรับทุกข์และได้ร่วมสุขกัน

          ฉากนี้ก็เป็นฉากใหญ่ที่ตุ๊กกี้กับน้องน้ำขิงต้องร้องเพลง ‘กะละมัง’ ร่วมกันด้วยค่ะ เป็นเพลงที่ 2 ตั้งแต่เล่นหนังมาแล้วได้ร้องเองนะคะ ก็ดีใจมากค่ะ เพลงนี้มันเพราะมาก ฟังแค่ 2-3 รอบก็ร้องได้แล้ว และก็ยังได้ครูดีอย่างน้ำขิงที่ร้องเพลงเก่งอยู่แล้ว และเป็นเพลงภาคอีสานบ้านตุ๊กกี้เอง บอกได้คำเดียวว่าฉลุยค่ะ มันสำคัญตรงที่ว่า มันไม่ได้ร้องอย่างเดียวนะคะ มันต้องมีเต้นร่วมกับแดนเซอร์หรือหางเครื่องร่วมครึ่งร้อยชีวิตด้วยค่ะ ยิ่งใหญ่มาก ดังนั้นเราจะไปถ่ายที่สตูดิโอแคบๆ ไม่ได้ค่ะ คุณบิณฑ์และทีมงานก็เลยยกมาถ่ายที่อุบลฯ ให้เห็นสระน้ำ ทุ่งนา ป่าไม้ ธรรมชาติของภาคอีสานให้เห็นกันเลยค่ะว่าอุดมสมบูรณ์ขนาดไหน วันนี้ก็ถือว่าเต็มที่ค่ะ ครึ่งวันของการถ่ายทำฉากนี้ ด้วยความชำนาญในการเซิ้งกะละมังของตุ๊กกี้บวกความเก่งของน้องน้ำขิง แหม 2-3 เทคเองค่ะ ผ่านโลดค่ะ เพลงสนุก เต้นมันส์ฮามากๆ ต้องมาดูว่าจะยิ่งใหญ่อลังการ สนุกสนานมากน้อยแค่ไหนนะคะ”

          เตรียมชมอีกหนึ่งฉากใหญ่สุดสนุกสนานสีสันจัดจ้านของ “ปัญญาเรณู 2” ได้ 26 มกรา ฮาเอาอยู่ทุกโรง
 
          MV กะละมัง เพลงประกอบ “ปัญญาเรณู 2”
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=SW-YI3gUWQo" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=SW-YI3gUWQo</a>

FB on January 28, 2012, 07:26:48 AM
เปิดรอบปฐมทัศน์ “ปัญญาเรณู 2” พร้อมโชว์เมดเล่ย์เด้งดึ๋ง สุดม่วนคึกคัก หนักฮาหลายหลาย







          เปิดรอบปฐมทัศน์ไปแล้วกับภาพยนตร์ม่วนหลายเด้อเรื่อง “ปัญญาเรณู 2” ของผู้กำกับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ณ โรงภาพยนตร์ SF World Cinema ชั้น 8 Central World ในบรรยากาศสุดม่วนคึกคัก จัดหนักฮาล้ายหลายตลอดงาน

เปิดงานด้วย VDO Presentation ศึกชิงฮักบักปัญญา ก่อนที่จะต่อด้วยโชว์เมดเล่ย์เพลง(แอบ)ฮิตถึง 6 เพลง 6 ลีลาแดนซ์เด้งดึ๋งจาก “น้องน้ำขิง-ด.ญ.สุธิดา หงษา”, “น้องมิว-ด.ญ.ธฤศวรรณ กาหาวงษ์”, “น้องทิว-ด.ช.โชติทิวัตถ์ ผลรัศมี”, “น้องจอบ-ด.ช.บุญฤทธิ์ จันทร์แก้ว” และ “น้องแซก-ด.ช.พงษ์สิทธิ์ นาเวียง” ที่ทำเอาผู้ร่วมงานอดมันส์ม่วนหายเครียดเด๊ะไปเลยทีเดียว

          จากนั้น ทีมรุ่นใหญ่ทั้งผู้กำกับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์”, “หม่ำ จ๊กม๊ก” และ “ตุ๊กกี้ ชิงร้อย” ก็ขึ้นมาคล้องพวงมาลัยลัคกี้อีหลีเด้อให้กับทีมนักแสดงรุ่นเล็ก และพูดคุยสุดเฮฮา พร้อมชมตัวอย่างภาพยนตร์อุ่นเครื่องความสนุกก่อนที่จะไปชมเต็มๆ กันในโรง

ปิดท้ายงานด้วยการมอบของรางวัลให้กับสื่อมวลชนผู้โชคดี และถ่ายภาพร่วมกันของทีมงานภาพยนตร์และทีมผู้บริหารเป็นที่ระลึก

          “ปัญญาเรณู 2” พร้อมให้ม่วนซื่นคักแท้เด...สนุกสุดๆ ไปเลย 26 มกรา ฮาเอาอยู่ทุกโรง