Recent Posts

Pages: 1 ... 8 9 [10]
91
“ป้อง” เสียท่า!! โดน “มารี” ปั่นหัว









          ร้ายสุดขั้วจริงๆ สำหรับสาวมารี เบรินเนอร์ ในละคร "เมีย2018" ที่ล่าสุดยอมลงทุนทำตัวเองตกจากมอเตอร์ไซค์ ให้เจ็บตัวเล่น เพื่อให้พระเอก(จอมโง่) ป้อง-ณวัฒน์ ไม่ได้ไปพบลูกตามนัด โอ๊ย แค่เปิดหัวมาก็เกิดอาการหมั่นไส้สาวมารี ขึ้นมาอีกแล้วซิ!!

          เป็นฉากหลังจากที่ กันยา (มารี เบรินเนอร์) ลงทุนกระโดดลงจากมอเตอร์ไซค์ จนตนเองได้รับบาดเจ็บ เพราะต้องการให้ ธาดา (ป้อง-ณวัฒน์) อยู่ดูแลตน เพราะไม่อยากให้ธาดาไปพบหน้าลูกสาว

          ฉากนี้ ผู้กำกับ สันต์ ศรีแก้วหล่อ ยกกองไปถ่ายทำกันที่คอนโดหรู ย่านซอยลาซาล เมื่อทีมงานเซ็ตทุกอย่างพร้อม ก็เรียก ป้อง, มารี มาซักซ้อมคิวกันก่อนทันที หลังใช้เวลาซ้อมกันอยู่สักพัก ก็เดินหน้าพร้อมถ่ายทำจริงทันที เริ่มที่ ป้องประคองมารีที่เนื้อตัวเขียวช้ำ เข้ามาในห้อง แล้วค่อยๆ จับมารีนั่งบนเตียง ก่อนจะขอตัวออกไปจัดยา และเตรียมอุปกรณ์มาเช็ดตัวให้มารี แต่ระหว่างที่ป้องออกจากห้องไป โทรศัพท์มือถือของป้องก็ดังขึ้น มารีหันไป แล้วเห็นว่าปลายสายที่โทรเข้ามา คือ บี-น้ำทิพย์ มารีจึงรีบคว้ามารับสาย พร้อมเอ่ยปากว่า ป้องกำลังไปจัดโต๊ะอาหาร เตรียมดินเนอร์ พูดจบปุ๊บ มารีก็กดวางสายปั๊ป และยิ้มเยาะออกมาด้วยความสะใจ จากนั้นป้องก็เดินกลับเข้ามา ทำเอามารีรีบเปลี่ยนสีหน้า ให้ดูน่าสงสารทันที แล้วก็ได้ผล เมื่อป้องค่อยๆ ขยับตัวไปนั่งใกล้ๆ มารี แล้วเอ่ยปากว่าเป็นห่วงมารีต่างๆ นานา แล้วลงมือช่วยมารีถอดเสื้อออกอย่างระมัดระวัง แต่พอปลดเสื้อลงมาจนเห็นไหล่ ป้องก็ถึงกับหยุดกึก!! เพราะเนื้อตัวมารีเต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำเต็มตัว ด้วยความเป็นห่วง ป้องจึงอาสาจะเช็ดตัวให้มารีเอง แต่เริ่มเช็ดตัวไปได้ไม่เท่าไหร่ มารีก็เปิดเกมส์รุก ด้วยการโน้มตัวลงไปจุ๊บแก้มป้องเบาๆ ทำเอาป้องถึงกับเคลิ้มตามวางผ้าขนหนูทิ้ง แล้วจุ๊บกลับทันที จากนั้นทั้งคู่จะพากันล้มตัวลงบนเตียง ทำเอาทีมงานหน้ามอนิเตอร์ ที่อินจัด ถึงกับตบเข่าฉาดใหญ่ พร้อมหลุดปากอุทานด้วยความหมั่นไส้ว่า "แหม เจ็บขนาดนี้ยังจะ..ทำ!!" จากนั้นผู้กำกับจึงสั่งคัทเช็คเทป ขนาดเบื้องหลังยังทำเอาคนหมั่นไส้ได้ขนาดนี้ อยากรู้เบื้องหน้าจะขนาดไหน? ตามชมได้ในละครดราม่าสุดเผ็ดร้อน "เมีย2018" ออกอากาศคืนวันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคมนี้ เวลา 21.30 น. ช่องวัน 31
92
เรื่องย่อละคร “ไร้เสน่หา” ตอน 7 – 8 ออกอากาศวันที่ 23 – 24 กรกฎาคม 2561 เวลา 20.10น. ช่อง GMM25





           ตอน 7 ออกอากาศวันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม 2561 เวลา 20.10น. ช่อง GMM25
          จู่ๆ ทวีลาภ(ใต้ฝุ่น กนกฉัตร) ก็หายตัวไป ไม่ยอมติดต่อกับ นงราม(ป๊อก ปิยธิดา) ทำให้นงรามร้อนใจมาก ไปถามกับหัวหน้าของทวีลาภถึงได้รู้ความจริง ว่าทวีลาภลาออกจากบริษัทไปแล้ว หัวหน้าของทวีลาภเตือนนงรามด้วยความหวังดีว่า ทวีลาภเป็นคนไม่ดีชอบหลอกเงินผู้หญิง แต่นงรามกลับสติแตกคิดว่าเธอถูกกลั่นแกล้งให้แยกจากทวีลาภ
 
           ตอน 8 ออกอากาศวันอังคารที่ 24 กรกฎาคม 2561 เวลา 20.10น. ช่อง GMM25
          อาการทางจิตของนงรามเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนถูกส่งตัวมาอยู่โรงพยาบาล โดยมีหมอทยา(ณัฏฐ์ ทิวไผ่งาม) เป็นคนดูแล เนตรนลิน(แพท ชญานิษฐ์) เป็นห่วงนงรามมากรีบมาเยี่ยม แต่ก็ถูกนงรามอาละวาดใส่ตลอดเวลา จนหมอทยาต้องคอยปลอบเพื่อให้นงรามสงบลง
93
Movie Guide: เปิดโผ 5 สปายตัวท็อป ระเบิดเกมล่าระห่ำ 9 ประเทศ ใน “The Spy Who Dumped Me : 2 สปายสวมรอยข้ามโลก”





ความลับระดับโลกอยู่ในมือพวกเธอ!!! #TheSpyWhoDumpedMe #2สปายสวมรอยข้ามโลก
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=o0NQ8126DxU" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=o0NQ8126DxU</a>

          ถึงเวลาลุย! ถึงเวลาปฏิบัติการภารกิจยักษ์ระดับโลกไปกับ "The Spy Who Dumped Me : 2 สปายสวมรอยข้ามโลก" ภาพยนตร์แอคชั่นสายเดือดที่มี 2 นักแสดงสาวมาเป็นตัวนำเรื่อง และแน่นอนว่า 2 สปายสุดแซ่บไม่ใช่ใครที่ไหน เธอคือ มิล่า คูนิส และ เคท แม็คคินน่อน ที่ครั้งนี้เธอต้องมาสวมรอยเป็นสปายลับแบบไม่ตั้งตัว แต่ถึงไม่ได้ตั้งใจจะเป็นสายลับแต่ตอนนี้ความลับอยู่ในมือพวกเธอแล้ว!

          ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง "The Spy Who Dumped Me : 2 สปายสวมรอยข้ามโลก" ได้นักแสดงมากฝีมือมาร่วมประชันความสามารถกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มิล่า คูนิส ที่ครั้งนี้เธอไม่ได้มาเล่น ๆ แต่เธอมารับบทบาทสาวสไตล์ฮาวาย ที่ชีวิตพลิกผันมาเป็นสายลับจำเป็นในบทบาทของ "ออเดรย์" ฉายาของเธอ คือ "ปังลั่นโลก"

          ความมันส์คูณสองเพราะเพื่อนซี้ "มอร์แกน" ที่รับบทโดย "เคท แม็คคินน่อน" ก็แท็คทีมมาช่วยกันกู้โลก ไม่สนนักฆ่าหน้าไหน ฉายาของเธอ คือ "รั่วระเบิดโลก"

          หนุ่มหล่อประจำ The Spy Who Dumped Me อย่าง "แซม ฮิวเฮน" มาสวมมาดเจ้าหน้าที่โคตรแกร่งในบท "เซบาสเตียน" โดยฉายาของเขา คือ "หล่อกู้โลก"

          "ดรู" แฟนเก่าสุดเห่ยของ "ออเดรย์" ที่แอบเป็นซีไอเอลับ ๆ ตัวการก่อปัญหาทั้งหมด รับบทโดย "จัสติน เธอโรซ์" และแน่นอนว่า ฉายาของเขา คือ "เลวกระฉ่อนโลก"

          อีกหนึ่งตัวละครที่ต้องจับตา "นาดย่า" ความโหดของเธอระดับ 10 "อีวานน่า ซัคโน่" ไม่พลาดที่จะรับบทนี้ ซึ่งเธอมาพร้อมกับฉายาที่ว่า "ฆ่าเดือดโลก"

          "The Spy Who Dumped Me : 2 สปายสวมรอยข้ามโลก" ว่าด้วยเรื่องราวของ "ออเดรย์" (มิล่า คูนิส) สาวธรรมดาที่ชีวิตไม่ธรรมดา เพราะเธอไม่เคยรู้มาก่อนว่า "ดรู" (จัสติน เธอโรซ์)แฟนเก่าสุดเห่ยแท้จริงเป็นซีไอเอปลอมตัวมา! เธอถูกเจ้าหน้าที่พิเศษเรียกตัวไปสอบสวน และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการจับพลัดจับผลูไปเป็นสายลับจำเป็น ออเดรย์ตัดสินใจรวมพลังคู่ซี้ "มอร์แกน" (เคท แม็คคินน่อน) ออกเดินหน้าปฏิบัติการกู้โลก หลังจากที่พวกเธอดันไปคว้าแฟลชไดร์ฟเก็บความลับสุดยอดจากศพของมือสังหารมาได้ งานนี้ 2 สปายสาวต้องลุยสุดขีด หนีนักฆ่าที่ตามล่า และพาความลับนี้พุ่งทะยานข้ามโลก ตะลุย 9 ประเทศอย่างดุเดือด! งานนี้สองสาวจะต้องสวมรอยสายลับช่วยโลก She จะลุย! ลุกขึ้นมาบู๊สาดความมันส์ แอคชั่นเบอร์ใหญ่ทั้งเท่ แซ่บ และสตรองสุดพลังใน "The Spy Who Dumped Me" : 2 สปายสวมรอยข้ามโลก 2 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์
94
“ป้าแจ๋ว-ยุทธนา” ถือฤกษ์ดี ลั่นฆ้องบวงสรวง “พยากรณ์ซ่อนรัก ” จับคู่ขวัญคู่ใหม่ “เจมส์-จิรายุ” ประกบ “ไอซ์- ปรีชญา” ลงตัวเป๊ะ









          เป็นการร่วมงานกันครั้งแรก ของสองพระนางอย่าง "เจมส์-จิรายุ" และ "ไอซ์- ปรีชญา" ที่ผู้จัดและผู้กำกับมากฝีมืออย่าง "ป้าแจ๋ว ยุทธนา ลอพันธ์ไพบูลย์" รีบคว้ามาลงละครโรแมนติกดราม่า อย่าง "พยากรณ์ซ่อนรัก" ซึ่งเป็นละครเรื่องใหม่จากค่ายถนัดละคร ที่พร้อมนำเสนอแฟนๆละครให้ชมกันอีกครั้ง และนอกจากนี้ยังมี คุณชาคริต ดิเรกวัฒนชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารสายกิจการองค์กร สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 พร้อมด้วยนักแสดงอีกมากมายที่มาร่วมสร้างความสนุกไม่ว่าจะเป็น ไม้ วฤษฎิ์ ,เบนซ์ กมลชนก , ป็อป ธัชทร ,ซีน ภัสธรากรณ์ ,แพร์ พิชชาภา , ณัฐ ณัฐรัฐ , นก ศิขรินธาร , อุ๋ม อาภาศิริ ,นุ่น ดารัณ , ดี้ ชนานา , แจ๊บ เพ็ญเพ็ชร , โหน่ง วสันต์ , ครูรักษ์ ฯลฯ ร่วมมาบวงสรวงกันอย่างคับคั่ง เมื่อ วันอังคาร ที่ 17 กรกฏาคม 2561 ที่ช่อง 3 หนองแขมที่ผ่านมา

          สำหรับละครเรื่อง "พยากรณ์ซ่อนรัก" "ไม่มีใครหนีโชคชะตาพ้น แม้แต่คนทำนายโชคชะตาอย่าง เธอ!" เป็นละครแนวโรแมนติกดราม่า สืบสวน เรื่องราวของ "โรสิตา" (ไอซ์-ปรีชญา) ธิดากุหลาบพยากรณ์ เซเลบสาวสวยที่ได้ทำนายดูดวงให้กับคนดัง 6 คนแวดวงต่างๆ ผ่านรายการโชว์ แต่รายการดันนอกบทให้เธอดูดวงความลับของทั้ง 6 คน เธอกลับเห็นภาพตัวเองหวานแหววกับ "ธีรุตม์" (เจมส์ จิรายุ) ดาราหนุ่มที่เคยถูกเธอทำนายจนพลอยเดือดร้อนและได้กลายเป็นคู่ปรับกัน พร้อมๆ กับภาพที่เขาและเธอต้องวิ่งหนีกระสุนระเบิดเลือดกระจายไปพร้อมกับเขา กลายเป็นสิ่งที่เธอไม่กล้าบอกออกไป

          เรื่องราวของละคร "พยากรณ์ซ่อนรัก" จะทำให้เขาทั้งสองจะจะหนีโชคชะตาได้หรือไม่ จะสนุกและ โรแมนติกดราม่ามาน้อยแค่ไหน ติดตามรับชมได้ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เร็วๆนี้
95
ภาพข่าว: เอไอเอส สนับสนุนโครงการ “กด=ต่อชีวิต”



          นางเอกสาวหน้าหวาน แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์ ควงคู่ วิไล เคียงประดู่ (ซ้ายสุด) ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส ชวนลูกค้าเอไอเอสและคนไทยทุกคนร่วมทำบุญผ่านมือถือในโครงการ "กด=ต่อชีวิต" (กด เท่ากับ ต่อชีวิต) เพื่อหาเงินสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จัดขึ้นโดยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และมูลนิธิรามาธิบดีฯ สนใจร่วมบริจาคง่ายๆ เพียงกด *948*1111*100# แล้วโทรออก (กด 1 ครั้งเท่ากับบริจาค 100 บาท) ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2562
96
ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ใช้หัวใจกำกับ Shoplifters ครอบครัวที่ลัก





           Q: ได้ยินมาว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในญี่ปุ่น
          โคเรเอดะซัง: จริงๆ ก็ไม่ได้เอาข่าวจากเหตุการณ์จริงทั้งหมดมาสร้าง ที่ญี่ปุ่นเมื่อ 3ปีก่อน จะมีคดีค่อนข้างเยอะในเรื่องของการลักพาตัว และเรื่องที่มีครอบครัวใช้เงินบำนาญของผู้สูงอายุเลี้ยงตัวเองกันเยอะมาก ไม่ทำการทำงานกัน พอเกิดเหตุการณ์พวกนี้ขึ้นเยอะ เลยอยากลองนำมาเขียนเป็นภาพยนตร์ดู ไม่ได้นำมาใช้ทั้งหมด แต่แค่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้มาสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เท่านั้นครับ

          Q: สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ทำไมถึงเลือกหยิบประเด็น ครอบครัวนักขโมยของมาใช้
          โคเรเอดะซัง: แค่เอาคดีที่เกิดขึ้นบ่อยมาใช้เป็นประเด็นหลักเฉยๆ อย่างเช่น ครอบครัวหนึ่งที่เป็นขโมยกันยกบ้าน คือก็คิดแบบนั้นเอาไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มสร้างเลยครับ

          Q: ภายในเรื่องกล่าวถึงตัวละคร Aki ที่มีอาชีพ Chat phone เป็นตัวแทนความเหงา หรือสะท้อนสังคมไหม
          คุณโคเรเอดะ: ไม่ใช่เรื่องของความเหงาอะไรของตัวละครอากิ เพราะถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าครอบครัวนี้จะขโมยของกัน ทำอะไรหลบๆ ซ่อนๆ ตลอด เวลาอยู่บ้านก็หลบกันทั้งเรื่องจริงๆ อย่างตอนดูดอกไม้ไฟ ก็จะแอบดูกัน ไม่ออกไปเจอใคร เด็กๆ ก็จะไม่เรียกพ่อแม่ตรงๆ งานของอากิก็เหมือนกันที่ไม่ต้องเห็นหน้าลูกค้า ไม่รู้ชื่อ ไม่ทราบอะไรเลย ธีมหลักของเรื่องนี้ไม่ใช่ความเหงาแต่เป็นเรื่องของการหลบซ่อนครับ

          Q: ระหว่างภาพยนตร์เรื่องนี้ กับ No body knows เมื่อ15ปีที่แล้ว ซึ่งธีมหลักของเรื่องเป็นคนจนเหมือนกัน สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ไหม         
          คุณโคเรเอดะ: ทั้งสองเรื่องเหตุการณ์เกิดขึ้นที่โตเกียวเหมือนกันครับ ในส่วนของเรื่อง No body knows จะเน้นที่เรื่องของเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ในเรื่อง Shoplifters จะไปเน้นประเด็นของครอบครัวซะมากกว่า ไม่ใช่มีเพียงแค่เรื่องของเด็ก แต่ยังมีเรื่องของพวกผู้ใหญ่ที่มีปัญหา น่าจะเป็นจุดที่แตกต่างกันระหว่างสองเรื่องนี้

          Q: คนญี่ปุ่นค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเลือดเนื้อเชื้อไข ในมุมมองของคุณโคเรเอดะสายเลือดสำคัญไหมในการเป็นครอบครัว เพราะในหนังตัวละครแทบจะเป็นคนแปลกหน้ากันทั้งหมดเลย
          คุณโคเรเอดะ: ก็ไม่ได้คิดว่าสำคัญมากครับ อย่างในเรื่องนี้ครอบครัวนี้ก็สามารถก้าวข้ามผ่านเรื่องสายเลือดไปได้ พวกเขาผูกพันธ์กันแม้ไม่ได้เป็นครอบครัวจริงๆ อย่างป้ากับอากิ ที่เป็นสายเลือดกันจริงๆ ก็อยู่กันอย่างยากลำบากโดยที่ไม่ได้มีความผูกพันธ์กันครับ

          Q: คุณโคเรเอดะสนใจช่วงเวลาของเด็กๆ เป็นพิเศษในแง่ไหนบ้างหรือไม่ เพราะภาพยนตร์แต่ละเรื่องจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็ก และช่วงเวลาในวัยเด็กของคุณโคเระเอดะเป็นอย่างไรบ้าง มีเรื่องไหนที่สำคัญในชีวิต หรือหนักใจบ้างไหม
          คุณโคเรเอดะ: ส่วนใหญ่ที่นำเรื่องของเด็กมาเล่า เพราะรู้สึกว่าเด็กสามารถสื่ออารมณ์ให้แก่ผู้ชมได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ยิ่งในเรื่องของสายตา เหมือนเป็นการยืมสายตาของเด็กมาใช้ในการทำหนัง ทำให้ผู้ชมรู้สึกสนุกกับตัวละครนั้นได้ดี ส่วนเรื่องของตัวผมเองก็มีบ้างที่นำมาใส่ในหนังหลายๆ เรื่องแต่ก็ไม่ทั้งหมดครับ

          Q: ในภาพยนตร์นี้ ตัวละครเด็กนั้นสำคัญมาก เวลาแคสติ้งนักแสดงที่จะมารับบทนั้นๆ คุณโคเระดะมองหาอะไรบ้าง
          โคเรเอดะ: หลักๆ เลยคือจะมองจากภายนอกก่อน ว่าเด็กคนนี้เห็นแล้วอยากถ่าย อยากให้ไปแสดงในหนังของผมไหม วิธีออดิชันก็คือจะไม่ให้อ่านบท จะคิดบทสดให้เด็กพูดตามเลย แล้วจะฟังดูว่าเด็กคนนี้สามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติไหมครับ

          Q: ตอนออดิชันคุณโคเรเอดะเป็นคนเลือกนักแสดงเองใช่ไหม
          คุณโคเรเอดะ: แน่นอนครับ

          Q: ในขณะเดียวกันพอมีเรื่องของเด็กเยอะ อีกเรื่องประเด็นหลักๆ ที่เห็นได้ชัดเลย คือเรื่องของความเป็นพ่อ อะไรที่ทำให้คุณโคเรเอดะเลือกใช้ความเป็นพ่อเด่นขึ้นมาในผลงานนี้
          คุณโคเรเอดะ: เพราะตอนนี้ผมเป็นพ่อคนแล้ว ก็เลยมีมุมมองจากฝั่งความเป็นพ่อมากครับ

          Q: คนชอบจะเปรียบเทียบคุณโคเรเอดะกับผู้กำกับโอซุ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวเหมือนกัน คิดว่า ครอบครัวญี่ปุ่นในสมัยคุณโอซุเมื่อ 50ปีที่แล้ว กับครอบครัวญี่ปุ่นในปัจจุบัน ความหมายของครอบครัว ความสัมพันธ์ของครอบครัว และสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป มันต่างกันเยอะมากขนาดไหน
          คุณโคเระเอดะ: หนังของคุณโอซุมีครอบครัวหลายแบบ ก็ไม่รุ้ว่าจะเอาเรื่องไหนมาเปรียบเทียบกับของผมดี แต่ถ้าให้พูดถึงสมัยก่อนก็จะมีเรื่องของสงครามเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ไม่ได้ดูสงบสุขเท่าหนังของผมในทุกวันนี้ อย่างที่บ้านครอบครัวก็จะแตกแยกกัน เอาจริงๆ รู้สึกว่าไม่มีอะไรให้เปรียบเทียบมากก็คงเป็นเรื่องของครอบครัวนี่แหละมั้งครับ

          Shoplifters ครอบครัวที่ลัก
          2 สิงหาคมนี้ เฉพาะที่ house Rca และ SCALA
97


บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด โดย นายชานนท์ จิรายุกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขายบริษัทฯ จัดงานแถลงข่าวความสำเร็จครบรอบ 10 ปี ของออปโป้ (OPPO) ประเทศไทย พร้อมเปิดตัว OPPO Find X สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดที่มาพร้อมนวัตกรรมซ่อนกล้อง 3 มิติ (Stealth 3D Cameras) และรุ่นพิเศษ OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรม SuperVOOC สามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% ได้ภายในเวลาเพียงแค่ 35 นาที ตัวเครื่องดีไซน์ สุดหรูโดยได้รับแรงบันดาลใจจากรถยนต์ลัมโบร์กีนี หวังเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคไฮเอนด์ ร่วมสัมผัสนวัตกรรมและเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยจากสมาร์ทโฟนออปโป้ (OPPO) ได้ที่ออปโป้แบรนด์ช็อปทุกสาขาทั่วประเทศเร็วๆ นี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ Facebook : https://www.facebook.com/oppothai และ Website: www.oppo.com/th หรือ โทร. 02-126-3700
98



“ออปโป้” ฉลองครบรอบ 10 ปี ตอกย้ำความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัว OPPO Find X และ OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด เจาะกลุ่มตลาดไฮเอนด์

“ออปโป้” ฉลองครบรอบ 10 ปี ตอกย้ำความสำเร็จในการรุกตลาดประเทศไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปี อัดโปรโมชั่นฉลองอย่างยิ่งใหญ่ เปิดตัว OPPO Find X และ OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดที่มาพร้อมกับนวัตกรรมสุดล้ำ พร้อมวางกลยุทธ์เจาะกลุ่มตลาดไฮเอนด์ ขยายฐานลูกค้าอัพเปอร์คลาส



ชานนท์ จิรายุกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด กล่าวในงานแถลงข่าว ครบรอบ 10 ปี ของออปโป้ (OPPO) ประเทศไทย ว่า บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด ได้เข้ามาทำการตลาดและจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนแบรนด์ ออปโป้ (OPPO) ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นแบรนด์แรก อาทิ หน้าจอแสดงผล 2K เป็นเจ้าแรก หรือนวัตกรรมชาร์จไวอย่าง VOOC Flash Charge เป็นต้น ทำให้มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลอดระยะเวลา 10 ปี ส่งผลให้สมาร์ทโฟนออปโป้ครองตำแหน่งอันดับ 2 ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนสูงสุดในตลาดประเทศไทย และตำแหน่งอันดับ 4 ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนสูงสุดทั่วโลก ท่ามกลางการแข่งขันอย่างสูง (อ้างอิงข้อมูลจาก Canalys และ IDC)

นอกจากความสำเร็จในด้านการเติบโตทางธุรกิจแล้ว ออปโป้ยังเป็นผู้นำในฐานะแบรนด์รุ่นใหม่ที่ทันสมัยและโดดเด่นเรื่องแฟชั่น ด้วยการวิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อผลิตสมาร์ทโฟนที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างมีศักยภาพ และใส่ใจในการออกแบบดีไซน์ที่สวยงาม จนสร้างปรากฏการณ์ให้ตลาดสมาร์ทโฟนคึกคักในทุกๆ ซีซั่นของการเปิดตัวออปโป้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ตัวอย่างเช่น OPPO F7 ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2561 เป็นรุ่นที่เน้นความโดดเด่นเรื่องเซลฟี่ ด้วยระบบ AI Beauty 2.0 ช่วยประมวลผลและปรับแต่งภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทำให้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดจำหน่าย OPPO F7 มียอดขายสูงกว่ารุ่นเดิม OPPO F5 ถึง 3 เท่า และยังกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ขายดีอันดับ 1 ในทุกช่องทางหลังจากเพิ่งเปิดตัวไปได้เพียงแค่ 7 วันเท่านั้น นับว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นที่ขายดีที่สุดของออปโป้ ส่งผลให้ภาพรวมของปี 60 ที่ผ่านมานั้น ออปโป้เติบโตด้วยยอดขายสมาร์ทโฟนเพิ่มจากปี 59 ถึง 95.1%

เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปี ของ ออปโป้ (OPPO) ประเทศไทย จึงขอแนะนำ OPPO Find X (ออปโป้ ไฟน์ เอ็กซ์) ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส  ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดใน Series Find (ซีรี่ส์ ไฟน์) โดย OPPO Find X (ออปโป้ ไฟน์ เอ็กซ์) โดดเด่นด้วยการออกแบบ Panoramic หน้าจอแสดงผลขอบโค้งมน และขอบริมจอบางเป็นพิเศษ พื้นที่หน้าจอ 93.8% ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาสมาร์ทโฟนทุกรุ่นในตลาดขณะนี้ และมีนวัตกรรม Stealth 3D Cameras ที่ช่วยซ่อนกล้องทำให้บอดี้ของสมาร์ทโฟนสมบูรณ์แบบไร้รอยต่อ ส่วนกล้องหน้า AI มีความละเอียด 25 ล้านพิกเซล มาพร้อมเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ HDR 2.0 ถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรือแสงจ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเทคโนโลยีการตรวจจับใบหน้าแบบ 3D อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถใช้เทคโนโลยี 3D Structured Light Facial Recognition เพื่อปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าของผู้ใช้งานอย่างปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงการใช้งาน 3D AI Beauty ที่ช่วยให้การปรับแต่งใบหน้าให้ดูดีเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น และยังสามารถใช้งาน 3D Omoji ที่สามารถแสดงอารมณ์ผ่านตัวการ์ตูนโดยจับใบหน้าของผู้ใช้งานแบบ real time เพื่อให้การแชทที่สนุกสนาน แถมยังสามารถสร้างโมเดลตัวผู้ใช้เองเป็นตัวการ์ตูนได้อีกด้วย ตัวเครื่องโดดเด่นด้วยการดีไซน์ พร้อมการไล่เฉดสีบนฝาหลัง 3D ทำให้ตัวเครื่องดูแวววาวล้ำค่าเหมือนอัญมณี โดยมี 2 สี ได้แก่ สี Bordeaux Red และ Glacier Blue และเซอร์ไพรส์สุดพิเศษกับการเปิดตัว OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition (ออปโป้ ไฟน์ เอ็กซ์ ออโต้โมบิล ลัมโบร์กีนี อิดิชั่น) ที่เป็นรุ่นพิเศษ ซึ่งออปโป้ร่วมมือกับแบรนด์รถยนต์สัญชาติอิตาลี ลัมโบร์กีนี โดดเด่นด้วยงานดีไซน์สวยงามโดยได้รับแรงบันดาลใจจากแรงขับเคลื่อนอันรวดเร็ว ความหรูหรา และรูปลักษณ์ที่นำสมัยของรถยนต์ ลัมโบร์กีนี พร้อมนวัตกรรม SuperVOOC สามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% ได้ภายในเวลาเพียงแค่ 35 นาทีเท่านั้น

สำหรับกลยุทธ์โดยรวมในปีนี้ ชานนท์ จิรายุกุล กล่าวว่า ออปโป้ตั้งเป้าที่จะขึ้นเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยยังคงเน้นกลยุทธ์การรักษาภาพลักษณ์ในฐานะแบรนด์รุ่นใหม่และโดดเด่นเรื่องแฟชั่น รวมทั้งการมีผลิตภัณฑ์ที่ดีจากการวิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง แต่จะเพิ่มการขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคไฮเอนด์มากขึ้น จากการศึกษาข้อมูลตลาดสมาร์ทโฟนไทยในปี 2560 พบว่า ตลาดในภาพรวมยอดจำหน่ายลดลงไปประมาณ 7% แต่สัดส่วนมูลค่าของตลาดกลับเพิ่มขึ้นประมาณ 4% สะท้อนว่าพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มหันมาซื้อสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ ซึ่งออปโป้จะเริ่มรุกตลาดไฮเอนด์โดยประเดิมด้วย OPPO Find X (ออปโป้ ไฟน์ เอ็กซ์) และ OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition (ออปโป้ ไฟน์ เอ็กซ์ ออโต้โมบิล ลัมโบร์กีนี อิดิชั่น)
ที่คาดว่าจะได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค

นอกจากนี้ยังเตรียมโปรโมชั่นสุดพิเศษมากมายเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปี

•   สมาร์ทโฟน OPPO รุ่น A83 2018 (16GB) ราคา 0 บาท เมื่อซื้อแพ็คเกจ โทรไม่อั้นเน็ตไม่อั้น กับ TrueMove H
•   สมาร์ทโฟน OPPO รุ่น  A83 2018 (32GB) เหลือ 5,990 บาท จากราคาปกติ 6,490 บาท
•   สมาร์ทโฟน OPPO รุ่น A83 2018 (64GB) เหลือ 6,990 บาท จากราคาปกติ 7,490 บาท
•   สมาร์ทโฟน OPPO F7 เหลือ 9,990 บาท จากราคาปกติ 10,990 บาท
•   สมาร์ทโฟน OPPO F7 (128GB) เหลือ 13,990 บาท จากราคาปกติ 14,990 บาท
•   สมาร์ทโฟน OPPO R15 Pro เหลือ 17,990 บาท จากราคาปกติ 19,990 บาท และลดเพิ่มอีก 7,000 บาท เมื่อสมัครแพ็คเกจ TrueMove H

ร่วมสัมผัสนวัตกรรมและเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยจากสมาร์ทโฟนออปโป้ (OPPO) ได้ที่ออปโป้ แบรนด์ช็อปทุกสาขาทั่วประเทศเร็วๆ นี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ Facebook : https://www.facebook.com/oppothai และ Website: www.oppo.com/th หรือ โทร. 02-126-3700

**หมายเหตุ คุณชานนท์ จิรายุกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด ชื่อภาษาอังกฤษ Chanon Jirayukul Executive Vice President
99


ข่าวประชาสัมพันธ์ “เดอะ ทีค สาทร-ลุมพินี” คอนโดฯสุดเท่ จัดเต็มครบทุกฟังก์ชั่นตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่






“สาทร-ลุมพินี” ทำเลศูนย์กลางธุรกิจ ที่แวดล้อมไปด้วยสำนักงานขนาดใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯทั้งของภาครัฐ เอกชนไทย บริษัทข้ามชาติ สถานทูต โรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาล อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยยอดนิยมของกลุ่มคนมีรายได้สูงทั้งชาวไทยและต่างชาติ นอกจากนี้ที่นี่ ทำเล “สาทร-ลุมพินี” ยังครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบสนองการใช้ชีวิตของคนมืองได้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงการเดินทางที่สะดวกสบายด้วยระบบขนส่งมวลชนมีสถานีเชื่อมต่อ BTS และ MRT อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับถนนสายสำคัญๆของกรุงเทพฯซึ่งนอกจากสามารถเดินทางเพื่อเชื่อมต่อไปยังสถานที่สำคัญอื่นๆได้โดยง่ายแล้วยังทำให้สะดวกต่อการเดินทางในการเข้า-ออกนอกเมืองด้วยเช่นกัน







ด้วยศักยภาพของทำเล ทำให้เกิดการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม ที่วันนี้ในย่านดังกล่าวราคาขายเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 150,000-200,000 บาทต่อตารางเมตร ด้านผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า ( rental yield ) ก็อยู่ในระดับที่ดีไม่น้อยกว่า 4-5%ต่อปี

บริษัท  ทีค ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด  ผู้ประกอบการน้องใหม่ที่พัฒนาคอนโดมิเนียมแบรนด์ “เดอะ ทีค”หลังจากที่ประสบความสำเร็จในพัฒนาโครงการ เดอะ ทีค บางนา-ตราด ,โครงการเดอะ ทีค พัฒนาการ และโครงการเดอะ ทีค สุขุมวิท 39 ล่าสุด ได้เปิดตัว The Teak Sathorn-Lumpini (เดอะ ทีค สาทร-ลุมพินี)คอนโดมิเนียมใหม่ที่พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ Urban City Life : คอนโดฯมีความลงตัวทั้งด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่เน้นความทันสมัย และความกลมกลืนธรรมชาติกับพื้นที่โดยรอบได้อย่างลงตัว พร้อมจะเปิดให้จองสิทธิแบบ Exclusive Pre-saleในวันที่21-22 กรกฎาคม 2561 รับส่วนลดพิเศษ 100,000-200,000 บาท ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่ http://www.theteakcondo.com/sathorn-lumpini หรือติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทร 095 746 9891, 099 231 44 33

นายวรุตม์ ภาณุพัฒนพงศ์ CEO บริษัท  ทีค ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวถึงแนวคิดในการพัฒนาคอนโดมิเนียมว่า จะเน้นพัฒนาโครงการคอนโดฯแบบ Low Rise จำนวนหน่วยไม่มากให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน เพราะอยู่อาศัยกันไม่มาก เน้นความเป็นส่วนตัวเหมาะแก่การอยู่อาศัย  เพิ่มความลงตัวด้วยการออกแบบและจัดวาง Function โดยเฉพาะ ทั้งนี้ โครงการ เดอะ ทีค สาทร-ลุมพินี ตั้งอยู่ถนน ศรีบำเพ็ญ  แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120 บนเนื้อที่ 0-2-64 ไร่ ในซอยศรีบำเพ็ญ ถนนพระรามสี่ ย่านสาทร-ลุมพินี เดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ใกล้ MRT สถานีลุมพินีและคลองเตยทั้งห้างสรรพสินค้า Community malls สถานการศึกษาทุกระดับชั้น โรงพยาบาล โรงภาพยนตร์ สถานบันเทิงและสวนสาธารณะที่เป็นปอดของกรุงเทพฯ อย่างสวนลุมพินี

ส่วนงานด้านการออกแบบนั้นจะเน้นความเป็นธรรมชาติที่สอดประสานกับจังหวะชีวิตใจกลางเมือง นำมาสู่แรงบันดาลใจในการออกแบบตัวอาคารและการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างชาญฉลาด ด้วยการผสานรูปแบบที่ทันสมัยแบบ Urban City Life เข้ากับวัสดุธรรมชาติที่จัดวางให้เกิดเป็นเส้นสายที่ตัดกันในแบบมินิมอล เน้นขับมิติของตัวอาคารด้วยการเล่นระนาบ ทำให้ตัวอาคารทั้ง 8 ชั้น 78 ยูนิตของ โครงการ เดอะ ทีค สาทร-ลุมพินี  มีความลงตัวทั้งด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม และความกลมกลืนกับพื้นที่โดยรอบ รวมถึงการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์คุณภาพ ซึ่งบริเวณชั้น 1 จะเป็นพื้นที่จอดรถใต้อาคาร มีสวนหย่อมอยู่ข้างๆ ให้ความร่มรื่นเหมาะแก่การอยู่อาศัย ส่วนพื้นที่สำหรับพักอาศัยจะอยู่ถัดไปที่ชั้น 2 - 8 ของอาคารและแต่ละชั้นก็จะมีเพียง 78  ยูนิต พร้อมด้วยลิฟท์โดยสารแบบล็อคชั้นจำนวน 2 ตัว ต่ออาคารจึงค่อนข้างให้ความเป็นส่วนตัว

ห้องพักมีให้เลือกขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 25.1-44.3 ตารางเมตร (ตร.ม.) หรือแยกขนาดพื้นที่ใช้สอยของห้องแบบละเอียดมีทั้งหมด 9 แบบคือ Type A : 25.1 ตร.ม. / Type B : 28.8 ตร.ม. / Type C : 31.72 ตร.ม. / Type D : 31.40 ตร.ม.  / Type E : 32.35 ตร.ม. / Type F : 34.00 ตร.ม. / Type G : 31.9 ตร.ม.  / Type H : 35.5 ตร.ม. และType I : 44.3 ตร.ม. ราคาขายเฉลี่ย 127,000-143,000 บาทต่อตร.ม. รวมมูลค่าโครงการ 350 ล้านบาท เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคนทำงานยุคใหม่และคน  Gen Y  เริ่มดำเนินการก่อสร้าง เดือน ตุลาคม 2561 กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จปี เดือน ธันวาคม 2562

นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกภานในโครงการครบครัน ทั้งสระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย,สวนหย่อม, ลิฟท์โดยสาร 2 ตัว/อาคาร, ที่จอดรถประมาณ40 % รวมจอดซ้อนคัน ระบบ CCTV / Access Card ,Smart Lockerที่ใช้รองรับพัสดุจากการซื้อของออนไลน์ของคนยุคใหม่ และ EV Charger สำหรับการใช้งานรถ Hybrid และCo-working space พื้นที่สำนักงานร่วมที่สำหรับแบ่งปันความคิดสร้างสรรค์ที่ของกลุ่มคนวัยทำงานที่กำลังมาแรงและมีแนวโน้มการติบโตตามกระแสนิยม

โครงการ เดอะ ทีค สาทร-ลุมพินี คอนโดมิเนียมบนทำเลที่ดีที่สุดของถนนสาธร - ลุมพินี ที่ CEO ของ บริษัท  ทีค ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด  กล่าวอย่างมั่นใจในตอนท้ายว่า “โครงการ เดอะ ทีค สาทร-ลุมพินี” ก้าวเข้าสู่นิยามใหม่ของการใช้ชีวิตใจกลางเมือง ที่มีทุกอย่างครบ ทั้งความสะดวกสบายของชีวิตใจกลางเมืองหลวง ความรวดเร็วในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมโยงคุณกับทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯ ได้อย่างรวดเร็วและพื้นที่สีเขียวใจกลางกรุงที่พร้อมมอบความสดชื่นให้คุณในทุกวัน

*** ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานขาย โทร 095 746 9891, 099 231 44 33
100
ข่าวประชาสัมพันธ์ มูลนิธิโครงการหลวง ประกาศจัดงาน “โครงการหลวง 49” –น้ำพระทัย จากฟ้าสู่ดิน ระหว่างวันที่3-13 สิงหาคม61ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอด อย่างยั่งยืน” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

•   สินค้าแนะนำ ได้แก่ ควินัวชาสมุนไพรสดชาเขียวอัสสัมเฟต้าชีสดอกไม้กินได้  ข้าวบือบอไก่กระดูกดำ

•   ชวนชมนิทรรศการ “49 ปี โครงการหลวง สืบสาน รักษา ต่อยอด อย่างยั่งยืน”

•   ตกแต่งเต็มพื้นที่ด้วย “ดอกรวงผึ้ง” สีเหลืองอร่ามและสดใส เปรียบดังผืนแผ่นดินทองของไทยอันร่มเย็น


มูลนิธิโครงการหลวงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวการจัดงาน “โครงการหลวง 49”ซึ่งในปีนี้ได้เอาใจคนรักสุขภาพด้วยการคัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพดี และมีคุณประโยชน์สูง “ความสดอร่อย และส่งเสริมสุขภาพ” พร้อมรวมผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิโครงการหลวง วัตถุดิบ ผัก ผลไม้ เครื่องดื่ม และสินค้าแปรรูปกว่า3,000 รายการ โดยสินค้าเหล่านี้มีสุดยอดสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุยอดเยี่ยมทรงคุณค่าทางโภชนาการ จึงขอเชิญเลือกสรร ช้อป สินค้าคุณภาพดี สะอาด สดใหม่ และผ่านกรรมวิธีการพัฒนาค้นคว้าและวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวงอย่างดีที่สุดระหว่างวันที่ 3 – 13 สิงหาคม 2561 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

นายจรัลธาดา กรรณสูตองคมนตรีประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า งานโครงการหลวง 49- น้ำพระทัย จากฟ้าสู่ดิน ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวความคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอด อย่างยั่งยืน”เพื่อสืบสานรักษา และต่อยอด การดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง ตามพระราชปณิธานแน่วแน่ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดย “สืบสาน” หมายถึง สืบสานพระราชปณิธาน สืบสานเล่าขานถึงโครงการตามพระราชดำรัส เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนงานของมูลนิธิโครงการหลวง โดยถ่ายทอดผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติอันทรงคุณค่า บอกเล่าถึงปณิธานอันแน่วแน่ที่จะ สืบสาน รักษา และต่อยอดสืบต่อไป “รักษา” หมายถึง คงไว้ซึ่งคุณค่าของผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิโครงการหลวง มุ่งมั่น คัดสรร ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่า เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้มีรายได้อย่างยั่งยืนและสามารถดำรงชีวิตอย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสสืบไป “ต่อยอด” หมายถึง พัฒนาต่อให้ก้าวไกล ร่วมใจพัฒนาผลผลิตจากมูลนิธิโครงการหลวงเพื่อให้สินค้าไทยประจักษ์แจ้งสู่สากลโลก มุ่งนำเทคโนโลยีนวัตกรรมที่ได้จากการค้นคว้าวิจัย และแนวความคิดองค์ความรู้ใหม่ๆ มาปรับใช้อย่างสร้างสรรค์เพื่อต่อยอดผลการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวงอันทรงคุณค่าสืบไป

ทางด้านดร. จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานการจัดงานฯ กล่าวว่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์จะถูกเนรมิตให้เต็มไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นิทรรศการ “49 ปี โครงการหลวง สืบสาน รักษา ต่อยอด อย่างยั่งยืน”, การสาธิตการประกอบอาหารจากเชฟชื่อดัง เพื่อเป็นไอเดียในการรังสรรค์เมนูจากวัตถุดิบของโครงการหลวง, การแสดงจากชมรมนิสิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,การจำหน่ายสินค้าแนะนำและผลิตผลโครงการหลวง รวมกว่า3,000 รายการ นอกจากนี้ยังมีอาหารคาวหวานหลากเมนูที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาใหม่เป็นพิเศษ และจะจำหน่ายเฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น อาทิ ลาบเห็ดพ็อตโตเบลโล่ควินัว, ข้าวบือบอผัดชาเขียว, ไอศกรีมอาโวคาโด,ไอศกรีมผลไม้ 5 สี เพื่อสุขภาพ และถั่วแดงหลวงควินัวน้ำขิง เป็นต้น

การออกร้านโครงการส่วนพระองค์ 13 โครงการ1) มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาไทย 2)มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 3) ร้านจิตรลดา ในมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 4) มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพบางไทร ในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 5) ร้านภูฟ้า 6) มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 7) ร้านโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา 8 ) สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์  9) โครงการ "ถักร้อย-สร้อยรัก" ของมูลนิธิจุฬาภรณ์ 10) ร้าน ดร.น้ำจิต - ดร.น้ำใจ 11) มูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า 12) โครงการทูบีนัมเบอร์วัน13) กรมปศุสัตว์

การจัดงานโครงการหลวง 49-น้ำพระทัย จากฟ้าสู่ดิน ในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วนคือ มาสเตอร์การ์ด, บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน),บริษัท อ้วยอันโอสถ จำกัด, บริษัท เจริญกิจจงเสถียร จำกัด ,บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน),บริษัท ฮิตาชิ เอเซีย(ประเทศไทย) จำกัด,บริษัท บิลดิ้งส์ พอช จำกัดและ บริษัท เอลเม็ค วิศวกรรม จำกัด   

ดร. ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายตลาด มูลนิธิโครงการหลวง กล่าวเสริมว่าปีนี้ได้บรรจงคัดสรรสินค้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษเพื่อมาจำหน่ายภายในงานโครงการหลวง49ในครั้งนี้ได้แก่

•   ควินัว (Quinoa) ซูเปอร์ฟู้ดที่มีกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ ถึง 9 ชนิด มีเส้นใยสูง, โปรตีนสูง, ปราศจากกลูเตน อุดมไปด้วยสารอาหารทั้ง แมกนีเซียม, วิตามินบี, วิตามินอี, ธาตุเหล็ก, โพแทสเซียม, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส และสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.2560 มูลนิธิโครงการหลวง ได้วิจัยและส่งเสริมการเพาะปลูกควินัวในประเทศไทยเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น

•   ชาเขียวอัสสัม(Assam green tea) ผลิตจากชาป่าหรือชาพื้นเมือง ที่มีอายุ 500 ปี ได้รับรางวัลเหรียญเงิน World Tea Union (WTU) จากประเทศญี่ปุ่น กลิ่นหอมธรรมชาติ สีของน้ำชาเป็นสีเขียวอมเหลือง รสนุ่ม ดื่มแล้วลื่นคอ อุดมด้วยกรดอะมิโน "ธีอะนีน" (Theanine) ที่มีมากถึง 60% มีคุณสมบัติช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำให้สมาธิดีขึ้น คิดอ่านได้ดีขึ้น ลดความเครียดต่อแรงกดดัน เพิ่มคุณภาพการหลับ และช่วยให้นอนหลับสนิทขึ้น

•   ข้าวบือบอ หรือ ข้าวเหลือง(Highland Yellow Wild Rice) พันธุ์ข้าวเจ้าของชนเผ่าปกาเกอะญอ และ ละว้า มีลักษณะเมล็ดเรียวสั้น เปลือกข้าวมีสีฟางเข้ม ข้าวมีกลิ่นหอม นิ่มหุงขึ้นหม้อ ในข้าวมีสารแกมม่าโอไรซานอล ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C) ลดน้ำตาลในเลือด อุดมด้วยธาตุโพแทสเซียม ช่วยควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกาย ลดความดันโลหิต และมีธาตุเหล็ก ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง อีกทั้งมีธาตุสังกะสีสูง เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็ก

•   ดอกไม้กินได้(Edible Flower) ดอกไม้กินได้ของมูลนิธิโครงการหลวง มี 4 กลุ่มใหญ่ กลุ่มไม้ดอก กลุ่มดอกของผัก กลุ่มดอกของสมุนไพร และกลุ่มดอกของไม้ผล สายพันธุ์ของดอกไม้กินได้ มีทั้งซื้อสายพันธุ์มาจากต่างประเทศและเป็นดอกไม้ที่มีอยู่ในพื้นที่เดิมอยู่แล้ว ได้แก่1.ดอกเนสเตอร์เตียม (Nasturtium)2. ดอกบีโกเนีย(Begonia)3. ดอกดิล (Dill) 4.ดอกกุหลาบ (Rose) 5.ดอกผีเสื้อ(Dianthus) 7.ดอกแตงกวา(Cucumber flower)ขั้นตอนการผลิตดอกไม้กินได้มีความละเอียดอ่อนไม่แพ้พืชผักอื่นๆ ที่ต้องผลิตในระบบปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมี และใช้วิธีการปลูกแบบ Chef’s garden ซึ่งหมายถึงสวนดอกไม้หรือแปลงปลูกที่ละลานตาด้วยดอกไม้นานาชนิด และเก็บไปประกอบอาหารรับประทานได้ด้วย ไม่ใช่การผลิตเพื่อนำดอกไปประดับตกแต่งเพียงอย่างเดียว ดอกไม้กินได้มีสรรพคุณด้านการต่อต้านอนุมูลอิสระพร้อมกับช่วยชะลอความชรา ป้องกันโรคอัลไซเมอร์และต่อต้านมะเร็ง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสารเคมีที่ตกค้าง อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าดอกไม้ใดๆ ในโลกจะเข้าข่ายดอกไม้กินได้ทั้งหมด ดอกไม้ที่จะได้รับเลือกเข้าชมรม Edible Flowers จะต้องได้รับการทดสอบจากเชฟผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้คำแนะนำกับทีมงานโครงการหลวงได้ว่าดอกไม้ชนิดใดบ้างที่รับประทานได้ นั่นเพราะดอกไม้บางชนิดอาจมีพิษ

•   ไก่กระดูกดำ(Black Bone Chicken) เป็นไก่พันธุ์ที่หาทานได้ยาก ซึ่งเป็นไก่พื้นเมืองมีต้นกำเนิดมาจากมองโกเลีย เนื้อรสชาติหวานอร่อย โปรตีนสูง แต่มีไขมัน คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และกรดไขมันชนิดอิ่มตัวต่ำ สีดำที่ปรากฏในเนื้อและกระดูกเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยชาวจีนเชื่อว่าเป็นอาหารบำรุงเลือด เป็นอาหารบำรุงสำหรับผู้สูงอายุ

•   เฟต้าชีส (FETA) เฟต้าชีสของโครงการแปรรูผลิตภัณฑ์จากนม ผลิตจากนมควายสายพันธุ์เมซาน่า ที่สภานมอินเดียได้น้อมเกล้าถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ในปี พ.ศ.2539 และเลี้ยงบนพื้นที่สูงซึ่งกระบวนการทำชีสและการบ่มทำให้ชีสมีรสชาติเข้มข้น เนื้อสัมผัสนุ่ม และมีความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีโปรตีน แคลเซียม เหล็ก วิตามินเอ และฟอสฟอรัสสูงกว่านมโค  มีแคลลอรีและไขมันต่ำ ไม่ทำให้อ้วนเมื่อเทียบกับชีสชนิดอื่นๆทานคู่กับผลไม้ ขนมปัง แครกเกอร์ หรือขูดโรยใส่พิซซ่า พาสต้า สลัดหรือนำไปประกอบอาหารอื่นๆ อีกหลากหลายชนิด เช่น พายผักโขม, พายชีส และนำมาย่างใส่ในแซนวิชเป็นต้น

•   ชาสมุนไพรสด (Fresh Herbal Tea) เป็นชาจากสมุนไพรต่างประเทศในรูปแบบผลผลิตสดที่มีคุณสมบัติทางยา 7 ชนิด อาทิ เช่น เจเปนนิส มิ้นต์, เลมอนบาล์ม,  เลมอนทาร์ม, ชาหอม, ดอกคาร์โมมายด์ และหญ้าหวานที่ทำให้รสชาติกลมกล่อม ละเมียดละไมด้วยส่วนประกอบที่มีสัดส่วนลงตัว โดยที่ยังคงคุณสมบัติที่ดีของสมุนไพรแต่ละชนิดไว้อย่างสมดุลมีสรรพคุณ ช่วยลดความเครียด กลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากมิ้นต์ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ดีต่อระบบย่อยอาหาร

สำหรับนิทรรศการ “49 ปี โครงการหลวง สืบสาน รักษา ต่อยอด อย่างยั่งยืน” จัดขึ้น ณ บริเวณ เซ็นทรัล คอร์ท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรและเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙อีกทั้งร่วมน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ที่หาชมได้ยาก พระราชดำรัส และราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับงานโครงการหลวงนิทรรศการผลความก้าวหน้า3 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านเศรษฐกิจ แสดงความก้าวหน้าเกี่ยวกับพันธุ์พืชใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ควินัว ส้มคัมควัท ฝรั่งเนื้อแดง เป็นต้น 2.ด้านสังคม จำลองวิถีชนเผ่า งานหัตถกรรม ผ้าทอ งานฝีมือชนเผ่า ซึ่งเป็นการส่งเสริมอาชีพนอกภาคการเกษตร 3. ด้านสิ่งแวดล้อม แสดงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นที่สูง เช่น งานป่าชาวบ้าน ป่าสามอย่าง ประโยชน์สี่อย่าง สมุนไพรพื้นถิ่นบนพื้นที่ อาทิ เจียวกู่หลาน ปู่เฒ่าทิ้งไม้เท้า และชีวภัณฑ์สบู่อ่อนกำจัดแมลงเพื่อลดการใช้สารเคมี

นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด กล่าวว่า ดอยคำเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มุ่งส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากผลผลิตของเกษตรกรไทย เพื่อให้เกษตรกรไทยได้อยู่ดีกินดี พึ่งพาตนเองได้ อีกทั้งผู้บริโภคได้บริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่เป็นธรรม นำรายได้กลับไปพัฒนาและต่อยอดการเป็นธุรกิจเพื่อสังคมต่อไป ในงานโครงการหลวง 49 นี้ ดอยคำได้นำผลิตภัณฑ์มาจัดแสดงและจำหน่าย 5 รายการ ได้แก่ น้ำนมถั่วเหลืองผสมวุ้นมะพร้าว ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่นำมาจำหน่ายที่งานโครงการหลวงครั้งนี้เป็นแห่งแรก ผลิตจากถั่วเหลืองเต็มเมล็ด คงคุณค่าไว้ซึ่งจมูกถั่วเหลือง และมีแคลเซียมสูง พร้อมผสมวุ้นมะพร้าวเพื่อเพิ่มมิติในการดื่มให้สนุกยิ่งขึ้น ซอสมะเขือเทศ เพิ่มอรรถรสให้ทุกมื้ออาหาร ด้วยความสดฉ่ำจากเนื้อมะเขือเทศแท้มากถึง 77% ไม่เจือสี และไม่ใช้วัตถุกันเสีย ผลิตผลจากการส่งเสริมและสร้างรายได้ให้เกษตรกรภาคอีสาน สู่การต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านสินค้ามะเขือเทศ กลุ่มน้ำสมุนไพร พลังงานต่ำ น้ำตาล 0% ได้แก่ น้ำเจียวกู้หลานและดอกคำฝอย สูตรไม่เติมน้ำตาล จากคุณค่าสมุนไพรช่วยลดระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมความดัน ให้ความหวานด้วย สตีวิออล ไกลโคไซด์ สารสกัดบริสุทธิ์ที่ได้จากใบหญ้าหวาน น้ำใบแปะก๊วยและหล่อฮั่งก้วย สูตรไม่เติมน้ำตาล แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ใช้ความหวานธรรมชาติจากหล่อฮั่งก้วย น้ำเก๊กฮวยและคาโมไมล์ สูตรไม่เติมน้ำตาล ดื่มเย็นดับกระหาย ดื่มอุ่นสบายก่อนนอน นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมายที่ดอยคำนำมาจำหน่ายในราคาพิเศษ

คุณหญิงสุจิตรา จิราธิวัฒน์ มงคลกิติ รองประธานกรรมการ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า ทางศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ได้ตกแต่งสถานที่งาน “โครงการหลวง 49” ด้วยการประดับประดา “ดอกรวงผึ้ง” พร้อมด้วยหมู่มวลดอกไม้นานาชนิด สีเหลืองอร่ามและสดใสของดอกรวงผึ้ง เปรียบดั่งผืนแผ่นดินทองของไทย ให้ความรู้สึกร่มเย็น สบายตา นอกจากนี้ ยังเป็นไม้มงคลที่ช่วยเสริมความเป็นสิริมงคล โดยการนำภาพวาดดอกรวงผึ้ง มาตกแต่งด้วยเทคนิค Random Barsและ Hanging ให้เป็นภาพศิลปะที่มองได้จากหลายมุมมอง ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวโดยศิลปินชื่อดัง ครูปาน สมคิด คลังนอก ที่ออกแบบวาดภาพดอกรวงผึ้งที่นำมาประดับตกแต่งในโซนกิจกรรมทั้งหมดภายในงานโครงการหลวง 49

พิเศษ สำหรับลูกค้าที่ช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์โครงการหลวงภายในงาน “โครงการหลวง 49” ทางศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์จัดพนักงานบริการยกขนสินค้าไปส่งที่รถ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และลูกค้าสามารถใช้บริการแมสเซนเจอร์ส่งของด่วน จาก "สกู๊ตตาร์" ผู้เชี่ยวชาญในการบริการเเมสเซ็นเจอร์ส่งของด่วนภายใน 2 ชั่วโมงเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งสินค้าตรงถึงบ้านท่าน หรือส่งสินค้าให้กับคนที่คุณรัก โดยคิดค่าบริการตามระยะทาง และตลอดระยะเวลาการจัดงาน “โครงการหลวง 49” ระหว่างวันที่ 3-13 สิงหาคมนี้ ทาง สกู๊ตตาร์ ขอมอบส่วนลดค่าจัดส่งมูลค่า 50 บาทให้แก่ลูกค้าในงาน สนใจรับบริการ "สกู๊ตตาร์" สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเจ้าหน้าที่ภายในงาน

ในโอกาสนี้จึงขอเชิญประชาชนเที่ยวชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวงกว่า 3,000 รายการ ในงาน “โครงการหลวง 49” ระหว่างวันที่ 3-13 สิงหาคมนี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
Pages: 1 ... 8 9 [10]