Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
ฉากดราม่า “รูปทอง” “ตั๊ก” ระเบิดอารมณ์ ตบ “แดน” หน้าชา









          ถือว่าเป็นคู่แม่ลูกที่ไม่ลงรอยกันตลอดทั้งเรื่องก็ว่าได้สำหรับ ตั๊ก - มยุรา เศวตศิลา กับ แดน – วรเวช ดานุวงศ์ ในละครเรื่อง รูปทอง ล่าสุดมีฉากที่ปะทะคารมกันอย่างดุเดือด เพราะต้องลงไม้ลงมือตบตีกันแบบถึงเนื้อถึงตัว เรียกว่ากว่าจะผ่านไปได้ก็ทำเอาทั้งคู่เครียดหนักกันเลยทีเดียว

          ฉากนี้เป็นตอนที่ อำพัน (ตั๊ก - มยุรา เศวตศิลา) จับได้ว่า หมู (แดน – วรเวช ดานุวงศ์) เป็นคนวางแผนให้ เสือ (ทอย - ปฐมพงศ์ เรือนใจดี) โกหกตน เรื่องเยีย (แก้ว – จริญญา ศิริมงคลสกุล ) และ เรียวข้าว (ปันปัน - สุทัตตา อุดมศิลป์) จนทำให้เสือเปลี่ยนไป อำพันโกรธมากพุ่งเข้าตบหน้าหมูทันที และไล่หมูออกออกจากบ้าน

          ฉากนี้ทีมยกกองไปถ่ายทำกันที่ทะเลหัวหิน ท่ามกลางอากาศร้อนทะลุ 40 องศา ซึ่งก็ไม่แพ้กันกับอารมณ์ของนักแสดงวันนี้ โดยผู้กำกับกู่ - เอกสิทธิ์ ตระกูลเกษมสุข ก็เรียกตั๊กกับแดนมาบรีฟและซ้อมคิวการตบ งานหนักตกอยู่ที่ตั๊กเพราะต้องตบหน้าแดนถึง 3 ครั้ง ซึ่งผู้กำกับก็สั่งให้ตั๊กตบจริง ก่อนถ่ายตั๊กก็เลยนัดแนะกับแดนว่าจะให้โดนเฉียดๆ พอ แต่แดนก็บอกว่าไม่ต้องเกรงใจเต็มที่ไปเลย พอถ่ายจริง ตั๊กพุ่งเข้าหาแดนง้างสุดมือตบ แดนก็สะบัดหน้าสุดแรงตามทิศทางตบของตั๊ก แต่ด้วยความโกรธจัดตั๊กจึงเข้าไปผลักแดนจนเซล้มลงไปกองกับพื้นทราย แดนพยายามเก็บอารมณ์เจ็บแล้วค่อยๆ ลุกขึ้น ตั๊กตามไปกระชากตัวแดนจะตบซ้ำ แต่แดนไม่ยอม ดึงมือตั๊กออกอย่างแรงแล้วเดินชนตั๊กจนเซไปอีกทาง ด้วยความแค้นเคืองสุดๆ ซึ่งแดนเผยถึงเบื้องหลังนี้ว่า "ชีวิตจริงผมไม่ค่อยทะเลาะกับแม่ พอเรื่องนี้ต้องปะทะกับพี่ตั๊กก็จะต้องทำการบ้านเยอะนิดหนึ่ง อย่างฉากนี้ผมก็บอกพี่ตั๊กตบจริงได้เลยนะเพราะจะได้อารมณ์ไม่ต้องหลายครั้ง ซึ่งพี่ตั๊กมืออาชีพอยู่แล้วเขาก็มีวิธีของเขาที่จะตบยังไงให้ดูแรง สุดท้ายก็ได้ฟีลอย่างที่เห็นครับ เดือดมาก อยากให้ติดตามกันดูครับ "

          ติดตามการปะทะอารมณ์อย่างเข้มข้นและดราม่าสุดเดือดนี้ของ ตั๊ก-แดน ในละครเรื่อง "รูปทอง" วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม นี้ เวลา 20.20น. ทางช่องGMM25
2
ข่าวประชาสัมพันธ์ ส่งมอบความรู้สึกดีๆ ผ่านกระเช้าของขวัญจากโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป



ส่งมอบความรู้สึกดีๆ ผ่านของขวัญสุดพิเศษ ที่คัดสรรมาเพื่อคนสำคัญของคุณ ด้วยหลากหลายกระเช้าของขวัญส่งความสุขให้ได้เลือกสรรค์ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ









ร้านเบเกอร์รี่ มอคค่า แอนด์ มัฟฟินส์ ได้จัดเตรียมกระเช้าของขวัญส่งความสุขในดีไซน์สุดหรูหรา ให้คุณได้เลือกถึง 4 แบบ คือ กระเช้าสยามคลาสสิค (Siam Classic) กระเช้าเสน่ห์สยาม (Siam Fascinating) กระเช้าสยามวินเทจ (Siam Vintage) และกระเช้าสยามงามสง่า (Siam Magnificence) ด้วยผลิตภัณฑ์โฮมเมดระดับพรีเมี่ยมหลากหลายประเภท อาทิ โฮมเมดฟรุตเค้ก, โฮมเมดคุ้กกี้, โฮมเมดช็อคโกแลต, มะม่วงอบแห้ง, มะพร้าวอบแห้ง, ทุเรียนอบกรอบ, ถั่วคลุกรสต้มยำ, ไปจนถึงชารสชาติหอมละมุนลิ้น, ไวน์แดง และแชมเปญระดับพรีเมียม หรือท่านสามารถเลือกรังสรรค์กระเช้าได้เองตามต้องการ ราคาเริ่มต้นเพียง 3,000 บาทเท่านั้น มอบให้เป็นของขวัญสำหรับแขกคนพิเศษ ลูกค้าคนสำคัญ หรือบุคคลที่คุณเคารพรัก เพื่อสร้างความทรงจำแสนล้ำค่าในทุกโอกาสสำคัญ

ร้านเบเกอร์รี่ มอคค่า แอนด์ มัฟฟินส์ ชั้น 1 โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ (BTS ราชดำริ) เปิดให้บริการทุกวัน
ตั้งแต่เวลา 07.00 ถึง 20.00 น. สอบถามเพิ่มเติมและสั่งจองกระเช้าของขวัญล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
โทร. 0 2126 8866 ต่อ 1226  อีเมล: mochamuffins.asia@anantara.com
3
WildAid Ambassadors Yao Ming and Jay Chou urge travellers to say no to ivory and shark fin at Bangkok’s Suvarnabhumi Airport




25th May 2018 (Bangkok) - WildAid launches a series of billboard advertisements featuring WildAid Ambassadors Yao Ming and Jay Chou at the Suvarnabhumi Airport in Bangkok,Thailand to raise awareness and reduce consumer demand for illicit or unsustainable wildlife products like elephant ivory and shark fin. Two advertisements on 33 billboards inside both the international and domestic arrival terminals of the Suvarnabhumi airport will be placed until mid-July 2018.

 The first advertisement features Jay Chou, a Taiwanese superstar emphasizing the importance of protecting our oceans by saying no to shark fin soup. The second advertisement features Yao Ming, long-time WildAid ambassador and former NBA star, advising travelers to avoid purchasing ivory, which is illegal to take in and out of Thailand. The message is a result of Thailand’s Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation joining forces with WildAid to reduce demand for ivory among travelers, as stipulated in Thailand’s National Ivory Action Plan.

The demand for ivory and ongoing poaching crisis claim the lives of up to 33,000 elephants per year. Many governments around the world have recently banned the domestic sale of ivory and the Thai government has taken several steps to protect elephants, including introducing the Elephant Ivory Act and prohibiting the domestic sale of African elephant ivory. “Thailand is committed to tackling the illegal ivory trade and we believe that to completely end it, law enforcement and reducing demand among consumers must go hand in hand. Our partnership with WildAid to reduce demand for ivory among travelers aligns with our National Ivory Action Plan and fight to protect the worlds’ elephants” said Pinsak Suraswadi, Deputy Director General to Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation, Thailand.

At the same time, WildAid’s recent report, “Sharks in Crisis: Evidence of Positive Behavioral Change in China as New Threats Emerge” exposes new trends in the consumption of shark products outside of China shining the light on the importance of expanding demand reduction efforts to places such as Thailand, Vietnam, Indonesia and Macau. An estimated 100 million sharks are killed every year and fins from up to 73 million sharks each year end up in shark fin soup. Thailand is home to an active domestic market for fins, with many consumers unaware of the wasteful practice of “finning” behind each bowl of shark fin soup: a shark’s fins are often cut off at sea, while the rest of the animal is thrown back into the water to die.

Once aware, most consumers are willing to change their behavior. For example, WildAid’s shark protection campaign with Yao Ming and Jackie Chan in China has helped reduce shark fin consumption by 80% since 2011.

“The support of celebrity ambassadors, media partners and local government entities like Thailand’s Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation is monumental to WildAid’s mission to end illegal wildlife trade. With their support we are able to reach more people, helping inform and dissuade them from buying products that threaten imperiled wildlife,” said John Baker, WildAid’s Chief Program Officer.

About WildAid
WildAid is a nonprofit organization with a mission to end the illegal wildlife trade in our lifetimes. While most conservation groups focus on directly protecting wildlife from poaching, WildAid primarily works to reduce global consumption of wildlife products, such as shark fin and elephant ivory, by changing attitudes and behavior, and providing comprehensive enforcement of marine sanctuaries. In Asia, where demand for ivory is highest, WildAid runs its Ivory Free campaigns in China, Hong Kong and now Thailand. With a global media partner network and a team of celebrity ambassadors including Prince William, Yao Ming and Lupita Nyong’o, WildAid leverages over $200 million in annual pro bono media support with a simple yet powerful message: When the Buying Stops, the Killing Can Too. For more information, visit http://www.wildaid.org/  www.ivoryfreethai.org
4
เหยา หมิง-เจย์ โจว ทูตไวล์ดเอด ชวนนักท่องเที่ยวไม่ซื้องาช้าง ไม่กินเมนูฉลาม ผ่านโฆษณาบิลบอร์ดที่สนามบินสุวรรณภูมิ




กรุงเทพมหานคร (25 พฤษภาคม 2561) - องค์กรไวล์ดเอด ช่วยสัตว์ป่า (WildAid) เปิดตัวสื่อรณรงค์ประเภทบิลบอร์ดที่ สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีทูตองค์กร นายเหยา หมิง อดีตนักบาสเกตบอลเอ็นบีเอชาวจีน และนายเจย์ โจว ซุปเปอร์สตาร์ ชื่อดังชาวไต้หวัน เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยไม่ซื้อผลิตภัณฑ์งาช้าง และไม่กินเมนูจากฉลาม

ผู้เดินทางผ่านสนามบินสุวรรณภูมิจะได้เห็นสื่อบิลบอร์ดของทูตองค์กรไวล์ดเอดทั้ง 2 ท่าน ภายในอาคารผู้โดยสารขาเข้า ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ รวมถึงบริเวณจุดรับกระเป๋า รวมทั้งหมด 33 ป้าย จนถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2561 โดยสื่อรณรงค์ของนายเจย์ โจว ต้องการให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการปกป้องทะเล ด้วยการเลิกบริโภคซุปหูฉลาม และเมนูที่ทำจากฉลาม ขณะที่บิลบอร์ดของนายเหยา หมิง ที่ยกกำปั้นชนกับงวงช้าง เป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในประเทศจีน ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่มีต่อช้าง หลังจากที่จีนยุติการค้างาช้างในประเทศแล้วเมื่อต้นปี 2561 ส่วนสื่อในสนามบินสุวรรณภูมิ นายเหยา หมิงเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวไม่ซื้องาช้างในไทย เพราะการนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ออกนอกประเทศถือว่าผิดกฎหมาย โดยมีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สนับสนุนงานรณรงค์ลดความต้องการ ผลิตภัณฑ์งาช้างร่วมกับองค์กรไวล์ดเอด เพื่อเป็นไปตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทย

ความต้องการผลิตภัณฑ์งาช้างกระตุ้นวิกฤตการฆ่าช้างเอางาในทวีปแอฟริกามากถึง 33,000ตัวต่อปี เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลหลายประเทศเดินหน้าปิดตลาดค้างาช้างในประเทศแล้ว ขณะที่รัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องช้าง ซึ่งรวมถึงการออกพระราชบัญญัติงาช้าง และแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ช้างแอฟริกันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ห้ามการซื้อขาย ผลิตภัณฑ์งาช้างแอฟริกันในไทย “ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะหยุดยั้งการค้าผลิตภัณฑ์งาช้างผิดกฎหมาย เราเชื่อว่า การปราบปรามการค้างาช้างผิดกฎหมายนั้น จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับการลดความต้องการ ผลิตภัณฑ์งาช้าง กรมอุทยานฯ ขอร่วมสนับสนุนองค์กรไวล์ดเอดในการลดความต้องการงาช้างกับนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาไทย ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการงาช้างของรัฐบาล และแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยที่จะปกป้องช้างทั่วโลกอีกด้วย” นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยาน

ในขณะที่รายงานเรื่อง “ฉลามเผชิญวิกฤต : ภัยคุกคามจากตลาดใหม่” - “Sharks in Crisis: Evidence of Positive Behavioral Change in China as New Threats Emerge” ขององค์กรไวล์ดเอดที่ออกเมื่อเร็วๆนี้ ได้เผยให้เห็นถึง แนวโน้มการบริโภคผลิตภัณฑ์จากฉลามในหลายๆ ประเทศที่กำลังขยายตัว อย่างไทย เวียดนาม อินโดนิเซีย และมาเก๊า ในขณะที่ผลสำรวจพบชาวจีนแผ่นดินใหญ่บริโภคหูฉลามน้อยลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องสร้าง

ความตระหนัก ให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของฉลามที่มีต่อท้องทะเล โดยในแต่ละปี มีฉลามราว 100ล้านตัวถูกฆ่า และครีบจากฉลามมากถึง 73 ล้านตัวถูกนำไปทำเป็นซุปหูฉลาม หรือเมนูจากฉลามอื่นๆ ประเทศไทยมีแนวโน้มจะเป็น
ตลาดผู้บริโภคที่สำคัญ โดยคนไทยจำนวนมากไม่ทราบถึงความสำคัญของฉลามที่มีต่อท้องทะเล และการกระทำอันโหดร้าย เบื้องหลังเมนูหูฉลาม ที่ฉลามถูกลากขึ้นมาเพื่อเฉือนครีบของมันออกทั้งหมด ก่อนจะถูกโยนทิ้งกลับลงสู่ทะเล ซึ่งทำให้ฉลามเหล่านั้นต้องจมน้ำตายทั้งเป็น เนื่องจากสูญเสียครีบอันเป็นอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิต

ผลสำรวจขององค์กรไวล์ดเอดพบว่า เมื่อผู้บริโภคได้ตระหนักถึงความโหดร้าย และความสำคัญของฉลามแล้ว พวกเขาพร้อมที่จะเลิกบริโภคเมนูจากฉลาม โดยโครงการรณรงค์ด้านฉลามขององค์กรไวล์ดเอด ที่นำโดยทูตองค์กรอย่าง นายเฉิน หลง และนายเหยา หมิงในประเทศจีน มีส่วนช่วยลดความต้องการบริโภคหูฉลามลงถึง 80% ตั้งแต่พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา

“การได้รับการสนับสนุนจากทูตองค์กรที่มีชื่อเสียงทั่วโลก พันธมิตรสื่อ และภาครัฐในหลายประเทศ อย่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ของประเทศไทย ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ภารกิจหลักขององค์กร นั่นคือ การยุติการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายบรรลุผล และด้วยความอนุเคราะห์และสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทำให้สื่อรณรงค์ของเรา เข้าถึงสาธารณชนมากขึ้น และหวังว่าจะหยุดยั้งความต้องการของมนุษย์ที่เป็นภัยคุกคามต่อสัตว์ป่าได้ เพราะหยุดซื้อ คืือ หยุดฆ่า“  นายจอห์น เบเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายโครงการรณรงค์ องค์กรไวล์ดเอด กล่าว

เกี่ยวกับ WildAid
WildAid (www.wildaid.org) คือ องค์กรไม่แสวงผลกำไร  มีเป้าหมายหลักเพื่อยุติการค้าสัตว์ป่า  และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า ผิดกฎหมาย WildAid เน้นรณรงค์เพื่อลดความต้องการบริโภค และความต้องการ ซื้อผลิตภัณฑ์สัตว์ป่า โดยเราหวังว่า ผู้บริโภคจะไม่กินหูฉลาม ไม่ซื้องาช้าง นอแรด และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าอื่นๆ อีกต่อไป

WildAidได้รับการสนับสนุนจากบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกกว่า 100 คน ร่วมเผยแพร่ข้อความรณรงค์ ให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหา การฆ่าและค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ผ่านสโลแกนหลักขององค์กร “When the Buying Stops, the Killing Can Too หยุดซื้อ คือ หยุดฆ่า

เราทำงานรณรงค์ที่เอเชียเป็นหลัก ในประเทศที่ยังมีความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์สัตว์ป่าสูง และได้ทำโครงการรณรงค์ Ivory Free หยุดซื้องาช้างในประเทศจีน ฮ่องกง และล่าสุดในไทย
www.wildaidthai.org  www.facebook.com/wildaidthailand IG: @wildaidthailand
5




Salmonfarm จับมือ Line Man ร่วมพาร์ทเนอร์ ลุยตลาดอาหารออนไลน์



ปัจจุบันกลุ่มผู้บริโภคมีแนวโน้มในการสั่งซื้ออาหารออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 20-40 ปี จะสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ของผู้ผลิต หรือผู้จำหน่ายเป็นหลัก รองลงมาคือแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ในโทรศัพท์มือถือ Salmonfarm จึงเล็งเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ จับการให้บริการส่งอาหารถึงมือผู้บริโภคแบบ delivery เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ตามกลไกทางการตลาด





Salmonfarm ให้บริการแซลมอลแบบเดลิเวอรี่ คัดสรรเนื้อปลาเกรดพรีเมี่ยมสด ใหม่ สายพันธ์นอร์เวย์ 100% ชูจุดเด่น เน้นอาหารที่มีส่วนประกอบแซลมอน สไตล์ฟิวชั่น มีหลากหลายเมนูให้เลือกสรร อาทิ ซาซิมิ, ยำ, สลัด, ข้าวหน้าต่างๆ และซูชิ เป็นต้น  เสิร์ฟพร้อมโชยุสูตรพิเศษ ปรุงรสด้วยความพิถีพิถัน รสชาติกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์  โดยซาซิมิทุกเซทจะมี โชยุสูตรพิเศษ วาซาบิสด น้ำยำสามรส เข้ากันกับเนื้อแซลมอน เบื่อกินสด เอามาคลุกน้ำยำได้อีกเมนู ตัดเลี่ยนได้ดีเยี่ยม

ทั้งนี้ Salmonfarm ร้านขายแซลมอนแบบเดลิเวอรี่ เปิดรับคำสั่งซื้อตลอด 24 ชม. จัดส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 – 02.00 น. โดยมีสาขาทั้งหมด 2 สาขา ได้แก่ สาขาสุขสวัสดิ์ และสาขารามอินทรา ส่วนด้านการให้บริการการขนส่ง Salmonfarm ดึง Line Man ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งกำหนดอัตราค่าบริการคำนวณตามระยะทาง ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการใช้บริการ Salmonfarm เสริมช่องการชำระค่าบริการผ่านบัตรเครดิต สามารถสั่งซื้อและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0968688842 หรือ https://m.facebook.com/salmonfarmm/ และ ไลน์ : @salmon_farm
6
เปิดแล้ววันนี้ “ท่องวิถี ๔ มรดกโลก”
เปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง ๔ มรดกโลก กลางใจเมือง


                     เปิดแล้ววันนี้ งานยิ่งใหญ่ “ท่องวิถี ๔ มรดกโลก” จัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง ๔ มรดกโลก อยุธยา ศรีเทพ สุโขทัย หลวงพระบาง พร้อมรวบรวมผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ วัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้าน รวมทั้งอาหารและของดีประจำจังหวัด มานำเสนอในงานระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ณ ลานกิจกรรมสแควร์ ซี ด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร


                     นายวรพจน์ แววสิงห์งาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวในพิธีเปิดงาน “ท่องวิถี ๔ มรดกโลก”  ว่า “การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งจะเห็นได้จากสถิตินักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วง ๒-๓ ปี ที่ผ่านมา จากในปี ๒๕๕๙ มีนักท่องเที่ยว จำนวน ๑.๙๕ ล้านคน เพิ่มขึ้นเป็น ๒.๒๐ ล้านคนในปี ๒๕๖๐ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐที่กำหนดให้เพชรบูรณ์เป็น ๑๒ เมืองต้องห้าม..พลาด ที่ต้องการการกระจายการท่องเที่ยวไปสู่เมืองรองที่มีศักยภาพที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเพชรบูรณ์มีความพร้อมสมบูรณ์ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ แหล่งน้ำ พรรณไม้ระบบนิเวศฯ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอีกทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการบริการมีความสมบูรณ์และสมดุลในเชิงกายภาพทางสังคมสูง มีประวัติความเป็นมาอย่างต่อเนื่องยาวนานในเชิงประวัติศาสตร์อารยธรรมและวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น มีการสั่งสมองค์ความรู้และภูมิปัญญาไทยที่มีคุณค่าอย่างมากมาย โดยเฉพาะอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ซึ่งกำลังรอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมืองโบราณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความเจริญสูงสุดทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม คาดว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ปี”

                     สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญในการประชาสัมพันธ์และทำตลาดเชิงรุก รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวทั้งจากในและต่างประเทศ จึงจัดทำโครงการเปิดประตูเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง ๔ มรดกโลก และจัดงาน “ท่องวิถี ๔ มรดกโลก” โดยนำเสนอเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์บนเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงแหล่งมรดกโลก ๔ กลุ่ม คือ พระนครศรีอยุธยา ศรีเทพ สุโขทัย หลวงพระบาง ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ อารยธรรมและวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็นภาพรวมแห่งการเป็นอารยธรรมเก่าแก่ที่ยิ่งใหญ่ของดินแดนสุวรรณภูมิ และสัมผัสกับมิติของการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของตน ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ณ ลานกิจกรรมสแควร์ ซี ด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์






                     แนวคิดของงานครั้งนี้กำหนดเอาไว้ว่า “ท่องวิถี ๔ มรดกโลก” หรือ “World Heritage Journey” เป็นการนำผู้ชมงานเดินทางท่องเที่ยวไปบนเส้นทาง ๔ มรดกโลก ภายในงานจะแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่ วิถีอารยธรรม (Exhibition Zone) นิทรรศการที่บอกเล่าความเป็นมาและข้อมูลรายละเอียดของ ๔ มรดกโลก วิถีย้อนอดีต (Photo Zone) เป็นจุดถ่ายภาพที่จะดึงดูดให้ผู้เข้าชมงานเก็บบันทึกภาพความประทับใจผ่านเลนส์ โดยจัดสถานที่และอุปกรณ์ประกอบฉากที่จะเนรมิตให้ผู้ที่ร่วมถ่ายภาพเสมือนหนึ่งได้ไปเยือนทั้ง ๔ มรดกโลก วิถีประเพณีวัฒนธรรม (Performance Zone) ส่วนของเวทีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น การแสดงของศิลปิน กิจกรรมสร้างสีสันให้ผู้เข้าชมงานได้ร่วมสนุก และวิถีของดีพื้นถิ่น (Product Zone) โซนร้านแสดงและจำหน่ายสินค้าของดีจังหวัดต่าง ๆ บนเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง ๔ มรดกโลก ที่รวบรวมไว้ทั้ง อาหาร งานฝีมือ สินค้าหัตถกรรม/อุตสาหกรรม ที่พัก ฯลฯ

                     “สำหรับอาหารและของดีประจำจังหวัด ที่นำเสนอในงานให้ได้ชมกัน มีทั้ง มะขามหวาน ทุเรียนลับแล น้ำพริก ข้าวหลาม ชา กาแฟสด สัปปะรด ผัก ผลไม้ออแกนิค แหนมเห็ด ผลิตภัณฑ์จากขิง กล้วยตาก เห็ดหลินจือ อาหารและเครื่องดื่มจากไร่กำนันจุล รวมทั้งผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่มีมาให้เลือกสรรกันอีกมายมาย อาทิ เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องสังคโลก น้ำมันนวด ผ้าทอมือ เครื่องนอนสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ที่ประดิษฐ์จากไม้ ซึ่งรับรองว่าไม่สร้างความผิดหวังให้กับผู้เข้าชมงานอย่างแน่นอน” รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวทิ้งท้าย











7
"ข้าวหงษ์ทอง" 80 ปี แห่งความสำเร็จ
สยายปีกผู้นำตลาดข้าวโลก


        นายวัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด (BSCM) พร้อมด้วย นางโสพรรณ มานะธัญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจียเม้งมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ร่วมเป็นประธานแถลงข่าวฉลองครบรอบ 80 ปี "ข้าวหงษ์ทอง" หรือ "GOLDEN PHOENIX" ก้าวสู่ผู้นำตลาดข้าวของโลก พร้อมออกผลิตภัณฑ์ใหม่รับกระแสเทรนสุขภาพเปิดตัวข้าว "Zuper Rice" ที่มีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีค่าสูงกว่าข้าวกล้องทั่วไปถึง 6 เท่า ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อเร็วๆ  นี้
8
"อิตัลไทยวิศวกรรม"
เปิดบ้านแถลงทิศทางธุรกิจปี 2561 ตั้งเป้ายอดขาย 6,000 ล้านบาท


        นายสกล เหล่าสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วย นายณัษฐา ประโมจนีย์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตัลไทยวิศวกรรม จำกัด หรือ  (ITALTHAI Engineering : ITE) จัดแถลงทิศทางธุรกิจ ปี 2561 ปรับทัพครั้งใหญ่เดินหน้าบุกตลาดธุรกิจใหม่ Smart Grid และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่นำไปสู่การพัฒนาระบบของประเทศ พร้อมขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 6,000 ล้านบาท และมีแผนขยายยอดขายให้ได้ 10,000 ล้านบาทภายใน 5 ปีข้างหน้า ณ อาคารอิตัลไทยทาวเวอร์ เมื่อเร็วๆ นี้ 
9
งานแถลงเปิดตัวภาพยนตร์ "ตุ๊ดตู่กู้ชาติ"


“พชร์ อานนท์”เปิดใจ “ตุ๊ดตู่กู้ชาติ” ให้สาระมากกว่าหนังตลก!

ผู้กำกับร้อยล้านที่มีผลงานภาพยนตร์ออกมาสู่สายตาไม่ขาดสายอย่าง พชร์ อานนท์ ล่าสุดได้โชว์ผลงานการกำกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง ตุ๊ดตู่กู้ชาติ  ภาพยนตร์แนวครบทุกรสชาติ ทั้งดราม่า คอมเมดี้ เอ็กชั่น เรียกว่าเป็นภาพยนตร์ที่ทุ่มทุ่นสร้างยาวนานที่สุดของ พชร์ อานนท์ ซึ่งได้เปิดใจเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า

ภาพยนตร์เรื่อง ตุ๊ดตู่กู้ชาติ มีเรื่องราวยังไง

-  เป็นเรื่องราวของตุ๊ดตู่5คนที่ต้องเดินทางไปสืบราชการลับที่เมืองยโสทราวดี เกิดเรื่องราวต่างๆมากมาย จนสุดท้ายความแตก ทั้งหมดถูกจับได้ จึงเกิดการต่อสู้ เพื่อกอบกู้บ้านเกิดเมืองนอน ที่ต้องแลกด้วยชีวิต เหตุการณ์จะเป็นยังไงต่ออยากให้มาติดตามกัน








ความยากของเรื่องนี้ เป็นยังไงบ้าง

-  ในเรื่องของการกำกับมันก็ไม่ได้ยากมาก เพราะเราสนุกกับมัน แต่ความยากของหนังเรื่องนี้คือ ใช้นักแสดงเยอะมาก และกว่าจะได้คิวของนักแสดงแต่ละคนให้มาลงตัวก็ยาก

และหนังเรื่องนี้เป็นแนวพีเรียด แนวย้อนยุค เสื้อผ้าหน้าผม คำพูดต่างๆที่เป็นโบราณ เราก็มีอาจารย์เฉพาะมาช่วยแปลคำต่างๆให้ถูกต้อง เป็นงานที่ละเอียดมาก


ทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงใช้เวลาถ่ายทำนานมาก

-  ด้วยความที่เรื่องนี้มีนักแสดงเยอะนั่นแหละ แต่ละคนก็มีงานล้น แต่ก็ยังสละเวลามาให้เรา บางทีกว่าจะได้คิวของแต่ละคน มันยาก เลยทำให้ใช้เวลาในการถ่ายทำเรืองนี้เกือบ2ปีเลย

และนอกจากคิวนักแสดงแล้ว ก็มีเรื่องของสภาพอากาศ โลเคชั่นที่ต้องรอตามฤดูกาล เพื่อให้ได้ภาพสมจริง และก็มีเรื่องเอ็กซิเดนต่างๆของนักแสดง อย่างพี่ติ๊ก ที่รับบทเป็นทองหอม แบบพรุ่งนี้จะถ่ายทำนัดโลเคชั่นและนักแสดงทุกคนแล้วแต่พี่ติ๊ก เกิดใส้ติ่งแตก วันนั้นก็ยกกองกระทันหัน และก็พักรอให้พี่ติ๊กรักษาตัวให้หายอยู่เป็นเดือนๆ แล้วที่สำคัญเราอยากทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาดีที่สุด เลยพยายามหาข้อมูลต่างๆ เราพิถีพิถันกับหนังของเราทุกเรื่อง แต่เรื่องนี้พิถึพิถันเป็นพิเศษ เพื่อให้หนังเรื่องนี้ออกมาดีสมกับการรอคอย


เห็นว่า ภาพยนตร์ ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ลงทุนเยอะมากจริงหรือเปล่า

-  หนังเรื่องนี้ถือว่าลงทุนเยอะกว่าหนังเรื่องอื่นๆที่ผ่านมา โปรดักชั่นของเรายิ่งใหญ่แน่นอน อย่างฉากยกทัพรบกัน ใช้นักแสดงหลายร้อยชีวิตเลย

ฝากภาพยนตร์เรื่อง ตุ๊ดตู่กู้ชาติหน่อย

-  อยากฝากให้คนดูติดตามเรื่องนี้กันนะครับ รับรองว่าคุ้มค่ากับคนดู หนังไม่ได้เน้นตลกอย่างเดียว หนังคือปลุกใจให้คนรักชาติ รักพี่รักน้อง ได้สาระกลับไปพร้อมเสียงหัวเราะแน่นอน ติดตามกันได้ทุกโรงภาพยนตร์ 24 พค นี้








เรื่องย่อ  ภาพยนตร์ตุ๊ดตู่กู้ชาติ

                          เรื่องราวของหมู่บ้านคุ้งระกาหมู่บ้านนอกเมืองหลวงที่มีวิถีชีวิตแบบบ้านๆ ทำนาทำไรเลี้ยงช้างตามภาษาชาวบ้านธรรมดาแต่ที่ทำให้หมู่บ้านคุ้งระกาดูไม่ธรรมดาก็เพราะมีชายไทยหัวใจหญิงอย่างป้าแฟง(หม่ำ ม๊กจ๊ก),เดือน(โก๊ะตี๋ อารามบอย),ทองหอม(ติ๊ก กลิ่นสี),ทองก้อน(จิ้ม ชวนชื่น)และสร้อย(น้องบิว ขาวคง)ที่คอยสร้างสีสันให้กับหมู่บ้านแห่งนี้ แต่ความสุขมักจะอยู่ได้ไม่นานเมื่อทัพของมังตราบุเรง(ฟิล์ม รัฐภูมิ) ลูกชายของพระเจ้าอโนรธา ปะละมินถิ่น(ตู่ นพพล)เจ้าเมืองยโสธาราวดี ได้หวังยกทัพมาตีเมืองอโสรยาเมืองหลวงของไทยแต่ทว่าการที่จะเข้าตีเมืองอโสรยาได้นั้นทัพของมังตราบุเรงจำเป็นต้องผ่านทางหมู่บ้านคุ้งระกาที่ตั้งขวางทางอยู่ทำให้หมู่บ้านคุ้งระกาตกอยู่ในอันตราย เมื่อพ่อใหญ่แห่งหมู่บ้านคุ้งระการู้ข่าวจึงเรียกชาวบ้านมาประชุมเพื่อหาอาสาสมัครไปสืบความ ที่เมืองยโสธาราวดีว่ากองทัพจะยกทัพมาตีหมู่บ้านของตนเมื่อใด ชาวบ้านเมื่อได้ฟังต่างเกี่ยงกันไม่มีใครอาสามีเพียงกลุ่มของป้าแฟงชายไทยหัวใจหญิงที่ขออาสาทำเพื่อประเทศชาติไปสืบความที่เมืองยโสธาราวดี

                          แต่ถ้าจะไปกันแค่กลุ่มของป้าแฟงอาจทำไม่สำเร็จพ่อใหญ่จึงให้ไกล(โย่ง อามแชร์),บุญถึง(โตส อัครัช)และแสง(สงกรานต์ รังสรรค์)ไปช่วยอีกแรง แล้วทั้งกลุ่มก็ออกเดินทางไปยังเมืองยโสธาราวดีโดยการปลอมตัวเป็นทหารของทัพยโสธาวดีที่กำลังเดินทัพกลับเมือง เมื่อไปถึงเมืองยโสธาราวดีกลุ่มของป้าแฟงก็แอบไปอยู่ในกลุ่มของนางรำเพื่อจะได้เข้าถึงตัวของมังตราบุเรงได้โดยง่ายส่วนคนที่เหลือก็ได้แอบไปสืบความกับเหล่าทหาร หลังจากที่ได้แยกย้ายกันไปสืบความ ในที่สุดพวกเขาก็ได้รู้วันยกทัพของเมืองยโสธาราวดี ที่จะบุกมาตีหมูบ้านของพวกเขาแต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะหนีกลับไปบอกความลับที่รู้มา พวกเขาก็ถูกจับได้ซะก่อนแล้วพวกเขาจะกลับไปช่วยหมู่บ้านของตนได้สำเร็จหรือไม่ มาเอาใจช่วยพวกเขาได้ใน “ตุ๊ดตู่กู้ชาติ”

นักแสดงนำ

หม่ำ จ๊กม๊ก,จิ้ม ชวนชื่น,ติ๊ก กลิ่นสี,โย่ง อามแชร์ ,สงกรานต์ เดอะว้อย ,ฟิล์ม รัฐภูมิ ,ขนมจีน กุลมาศ,ปู แบล็คเฮด ,จตุรงค์ มกจ๊ก, เป็กกี้ ศรีธัญญา, หนูเล็ก ก่อนบ่าย ,นก วนิดา ฯลฯ



















10
บทพิสูจน์เส้นทางความสนุก และสีสันที่แตกต่างของ MG3

•   การันตีความสำเร็จด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นทุกปีจนมียอดขายรวมทั้งสิ้น 17,000 คัน
•   MG3 ถูกยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 รถยนต์ที่น่าเป็นเจ้าของที่สุดจาดนิตยสาร ออโต้ เอ็กซ์เพรสจากประเทศอังกฤษ



บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ชูความสำเร็จรถยนต์ MG3  รถยนต์ซับคอมแพ็ค (Sub-compact) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้รถของคนรุ่นใหม่ด้วยคุณภาพสมรรถนะแห่งการขับขี่ที่สนุกสนานและสีสันที่สะดุดตาการันตีความสำเร็จกับและรางวัลจากนิตยสารระดับโลกอันเป็นบทพิสูจน์ถึงคุณภาพของรถยนต์ เอ็มจี

MG3 เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศไทยในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2014 และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2558 ในรุ่นแฮทช์แบค (Hatchback) และรุ่นครอส (Xross) ได้รับการยกย่องโดยนิตยสารรถยนต์ชั้นนําของประเทศอังกฤษอย่าง ออโต้ เอ็กซ์เพรส (Auto Express) ให้เป็น 1 ใน 10 รถยนต์ที่ “ควรค่าแก่การเป็นเจ้าของ” (The Top 10 Best Cars to Own) ในปี 2015 ส่งผลให้ MG3 เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทยรุ่นหนึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา









สำหรับในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา ตลาด  B-Segment มีอัตราการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ซึ่งรถยนต์ MG3 ถือเป็นหนึ่งสีสันที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาดรถยนต์กลุ่ม B-Segment โดยสามารถสร้างยอดจำหน่ายมากกว่า 17,000 คันทั่วประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งของรถยนต์ที่ ทาง เอ็มจี ได้ส่งถึงมือผู้บริโภคชาวไทย ด้วยยอดจำหน่ายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปีของ MG3 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มอบความไว้วางใจให้กับรถยนต์รุ่นนี้ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยคุณลักษณะด้านการขับขี่ คุณภาพ การออกแบบดีไซน์ ระบบความปลอดภัย และความคุ้มค่าของราคาที่มาพร้อมกับออปชั่นต่างๆ มากมาย ทำให้ได้รับกระแสตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายดีเกินคาด 

หากมองถึงโลกในยุคปัจจุบันลูกค้าจะเลือกซื้อรถยนต์ที่มาพร้อม นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องมอบความสนุกสนานให้กับผู้ขับขี่ ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่ต้องการให้รถรุ่นใหม่มีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยสำหรับทิศทางในการออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ของเอ็มจี นั้น ทางบริษัทได้นำเอ็มจี อี-โมชั่น ซึ่งเป็นรถต้นแบบ มาผสมผสานนวัตกรรมด้านการออกแบบ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ตเข้าไว้ด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในทุกมิติ  สำหรับ MG3 จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ทั้งนี้ เอ็มจี ยังคงเน้นความสนุกในการขับขี่ ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่ล้ำสมัย และเป็นผู้นำเทรนด์ เพื่อรองรับกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ในอนาคตอย่างแท้จริง  สามารถติดตาม NEW MG 3 ได้ในอนาคตอันใกล้นี้


###

เกี่ยวกับเอ็มจี

เอ็มจี ก่อตั้งขึ้นในปี 1924 โดยชื่อ MG นั้นย่อมาจาก Morris Garages เอ็มจีนับว่าเป็นแบรนด์สัญชาติอังกฤษที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นตลอดระยะเวลา 90 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันแบรนด์ เอ็มจี อยู่ภายใต้การดูแลของ เอสเอไอซี  โดย เอ็มจี มีศูนย์กลางทางด้านการออกแบบ ฟังก์ชั่นการใช้งาน และการออกแบบด้านเทคนิคที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เอ็มจี เป็นแบรนด์รถยนต์อังกฤษที่ใช้เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมตามแบบฉบับยุโรป โดยได้รับการสนับสนุนจาก เอสเอไอซี ทั้งในเรื่องการจัดหาวัสดุจากทั่วโลก รวมถึงการจัดการด้านซัพพลายเชนเกี่ยวกับส่วนประกอบของรถยนต์ ตลอดจนการจัดการด้านการควบคุมคุณภาพ รวมถึงบริการด้านอื่นๆ เอ็มจี เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากรถยนต์ 2 ที่นั่งรุ่น MGB Roadster ที่เปิดตัวออกมาครั้งแรกในปี 1962 ในวันนี้ เอ็มจีผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเพื่อการจัดจำหน่ายไปทั่วโลก

เกี่ยวกับเอ็มจี ประเทศไทย

บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 เพื่อกำกับดูแลงานด้านการขาย การตลาด และบริการหลังการขายของแบรนด์รถยนต์ เอ็มจี ในประเทศไทย และกำกับดูแลเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายของ เอ็มจี ทั้งที่เป็นบริษัทร่วมทุน และที่เป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และเอสเอไอซี ทั้งนี้ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ออโตโมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น (เอสเอไอซี) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมและมีขนาดใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของประเทศไทย ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ขึ้นเพื่อผลิตรถยนต์ เอ็มจี และจำหน่ายภายในประเทศไทย รวมทั้งการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยโรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช จังหวัดชลบุรี
Pages: [1] 2 3 ... 10