Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
บริษัท บุ๊คพอยท์ จำกัด (อักษรสมาร์ท) ในเครือ บริษัท อักษรเจริญทัศน์ จอท. งานเปิดตัวหนังสือ ชุด รู้ทันวิทย์ คิดทันโลก


               ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 19 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บุคพอยท์จัดกิจกรรมเพื่อตอกย้ำ ความแรงและกระแสการตอบรับกับหนังสือ เสริมความรู้อิงหลักสูตรชุดนี้ พร้อมด้วยแขกรับเชิญ รพีพรรณ พัฒนเวช บรรณาธิการบริหาร บุคพอยท์ จำกัด และ ดร.ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม นักวิเคราะห์โครงการหนุ่มไฟแรงแห่ง สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง โดยมี น้องป๋อ-ตฤท รักศักดิ์สกุล พิธีกรรุ่นใหม่จาก Kids Club ดำเนินรายการ

               "เรื่องของฟิสิกส์เคมี ชีววิทยา หลายคนมองว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่อยู่รอบตัวเราและทำความเข้าใจได้ไม่ยาก หนังสือชุดนี้จะเป็นชุดที่ทำให้เราได้เปิดโลกของการเรียนรู้แบบใหม่ ที่ได้รู้เท่าทันวิทยาศาสตร์ สัมผัสวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้องจากการเรียนรู้ที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง กระตุ้นความคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลด้วยการนำเสนอผ่านเรื่องราวต่าง ๆ สอกแทรกสาระความรู้และสรุปผลการทดลองเพื่อเน้นย้ำความเข้าใจ ทำให้เกิดการเรียนรู้และจดจำหลักวิทยาศาสตร์แบบฝังราก ซึ่งสามารถใช้ต่อยอดความเข้าใจจากเนื้อหาในบทเรียนได้เป็นอย่างดี" เนื้อหาของหนังสือชุดนี้ถ่ายทอกโดย รพีพรรณ พัฒนเวช บรรณาธิการบริหาร บุ๊คพอยท์ จำกัด




               "ตัั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นหนังสือชุดนี้ ผมรู้สึกว่านี่คือหนังสือที่มีคุณภาพมากสำหรับเด็ก ๆ เพราะช่วยทำให้การเรียนเรื่องวิทยาศาสตร์ ทั้งฟิสิกสื เคมี ชีวะ เป็นเรื่องง่าย ๆ โดยนำเสนอแก่นของการเรียนรู้ในแต่ละเรื่องผ่านการดำเนินแบบเรื่องเล่าให้เด็กเกิดการติดตามและกระตุ้นให้เกิดการสงสัย ตั้งคำถาม กระตุ้นให้ทำการทดลอง พร้อมมีบทสรุปผลการทดลอง ซึ่งล้วนแต่เป็นการปูพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น ซึ่งทำให้การเรียนในระดับสูงขึ้นไปกลายเป็นเรื่องง่าย โดยไม่ต้องท่องจำ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของเด็ก ๆ ในการเริ่มต้นเรียนวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนมัธยม การเรียนวิทยาศาสตร์ก็จะสนุกมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน" อีกหนึ่งมุมมองของ ดร.ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม ผู้ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงวิทยาศาตร์มาโดยตลอดตั้งแต่เป็นผู้เรียถึงผู้สอน

               พบกับหนังสือ ชุด รู้ทันวิทย์ คิดทันโลก ทั้ง 35 เล่มได้แล้ววันนี้ที่ร้านซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ร้านบีทูเอส ร้านนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ และพิเศษในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 19  ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 15-26 ตุลาคม 2557 นี้ ที่บูธบุ๊คพอยท์ (อักษรสมาร์ท) S01 โซน C2 ได้จัดให้มีโปรโมชั่นพิเศษลด 15% ทุกเล่ม และลดพิเศษ 25% ทันทีเมื่อซื้อเป็นชุด และอย่าลืมติดตามให้ครบทั้งชุด 55 เล่ม เร็วๆ นี้
2
“ชายน์” ฟิตร่างกาย
เตรียมโชว์สเต็ปต์ ทะลุจอ



                อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขจริงๆสำหรับผู้ชายคนนี้ shine (ชายน์) หนุ่มใหญ่ไฟแรง จากสังกัด  สหภาพดนตรี พิสูจน์ผลงานเพลงแรก “ไม่อยากจะพูดมาก” ในจังหวะดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ให้ขาแดนซ์ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ได้โยกไปพร้อมกัน  ล่าสุดฟิตร่างกายเตรียมโชว์สเต็ปต์เขย่าจังหวะผ่านมิวสิกวีดีโอกับทีมเต้นระดับโลกพร้อมปล่อยความมันส์แล้ววันนี้

                ซึ่งมิวสิกวีดีโอเพลง “ไม่อยากจะพูดมาก”  รวบรวมทุกความจี๊ดจ๊าดถึงใจ ด้วยจังหวะเขย่าอารมณ์ฟังแล้วเป็นต้องโยกตาม งานนี้ชายน์ฟิตร่างกายเต็มที่ซ้อมเต้นข้ามวันข้ามคืนเตรียมโชว์สเต็ปต์ไม่แคร์อายุ กับนักเต้นระดับโลกทีม Dimaniac ที่มาร่วมสร้างสีสันหลังจากคว้ารางวัลอันดับ7 จากการแข่งขันในรายการ world of dance เป็นรายการที่รวมสุดยอดทีมเต้นจากทั่วทุกมุมโลก ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดอายุมาประชันฝีมือกัน ที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศอเมริกา การันตีความมันส์ บวกกับแสงสี Dark Light สะดุดตาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว






                สำหรับมิวสิกวีดีโอเพลงนี้  shine (ชายน์)  บอกว่า “ ผมอยากสร้างสีสันผลงานให้แตกต่างโดยผสมผสานผลงานเก่าที่เคยแต่งไว้กับดนตรีสมัยใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย รูปแบบมิวสิกวีดีโอไม่ธรรมดาแน่ๆครับ เพราะผมได้เชิญทีมเต้นมืออาชีพอย่าง  Dimaniac ร่วมเขย่าความมันส์ไปพร้อมกับผม  ทั้งหมุน กระโดด ตีลังกาผมใส่ชุดสีขาวทั้งตัวพอโดนแสงไฟเลเซอร์สาดมาเรืองแสงไปทั้งตัวเลยครับ ส่วนนางเอกทาสีหน้าทั้งหน้าเลย ใส่วิกผมสีๆพอโดนแสงไฟสาดมาวิ้งมากเหมือนตุ๊กตาเลย บรรยากาศในการถ่ายทำสนุกดีครับเหนื่อยดี(หัวเราะ) ผมต้องเต้นทั้งวันเลยทั้งเต้นเดี่ยว เต้นกับทีมโชคดีที่ผมฟิตร่างกายมาพอสมควรครับเลยไม่เมื่อยมากครับ ส่วนทีมเต้นมีความเป็นมืออาชีพมากมาถึงกองก็ซ้อมกันเลยมีความเป็นทีมเวิร์คมาก รับรองว่าคุณจะเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น อย่างน้อยๆก็ได้เห็นคนรุ่นผมเต้นระเบิดแดนซ์กระจาย (หัวเราะ) สนุกแน่ๆครับ”

                ปั้ม (หัวหน้าทีม) บอกว่า” ขอแนะนำตัวก่อนเลยนะครับพวกเราทีม Dimaniac มีสมาชิกทั้งหมด 36คน พวกเรารักการเต้นมากครับรวมตัวกันเพื่อการแข่งขันเน้นไต่อันดับ ล่าสุดพวกเราไปแข่งที่อเมริกา ในรายการ world of dance ได้รางวัลอันดับ 7ของโลกครับ พวกเราดีใจที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับพี่ชายน์ ได้โชว์ความสามารถผ่าน MV เพลง ไม่อยากจะพูดมาก  การถ่ายทำสนุกสนาน  ตอนไปถึงกองแอบตื่นเต้นครับคนเยอะเลย พี่ๆทีมงานเป็นกันเองมาก เอาขนมมาให้กินเยอะแยะเลยครับ  บรรยากาศในสตูมึดมาก เต็มไปด้วยเส้นแสงเลเซอร์เหมือนอยู่ในผับครับ พอเริ่มถ่ายทำแล้วเห็นพี่ชายน์เต้นตกใจเลยครับ พี่ชายน์เต้นเก่งมาก ไม่ธรรมดาจริงๆ  แสงสีเสียงอลังการสุดๆ ยังไงฝากติดตามมิวสิกวีดีโอเพลง ไม่อยากจะพูดมาก ด้วยนะครับ ”




                พร้อมระเบิดความมันส์แล้ววันนี้  ลองมาดูกันว่าหนุ่มใหญ่ ไฟแรงอย่างชายน์จะเต้นประชันฝีเท้ากับนักเต้นต่างวัยได้สนุกแค่ไหน ในมิวสิกวีดีโอเพลงแรก  “ไม่อยากจะพูดมาก”  และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของศิลปินในสังกัด สหภาพดนตรี ได้ที่   www.facebook.com/wearemusicunion  ตลอด 24ชั่วโมง  และทาง   IG wearemusicunion  พร้อมดาวน์โหลดได้ที่  *492 222 กด55
3
แนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรม (ARCHITECTURAL DESIGN CONCEPT)

งานสถาปัตยกรรมจะเป็นสิ่งแรกที่จะสื่อสารกับผู้ชม ดังนั้นการออกแบบอาคารแสดงประเทศไทยนั้นงานสถาปัตยกรรมจะต้องสื่อถึงสิ่งสำคัญ คือ สะท้อนความคิดหลักของงาน และมีกลิ่นอายของ “ความเป็นไทย” แนวคิดการออกแบบโดยใช้งานสถาปัตยกรรมแนวประเพณีนั้นได้นำไปแสดงอย่างต่อเนื่องและหลากหลายในการเข้าร่วมงานที่ผ่านมาของประเทศไทย นับเป็นความท้าทายของผู้ออกแบบในการปรับเปลี่ยนแนวคิดการออกแบบ และนำเสนอเป็นแนวสถาปัตยกรรมเชิงสัญญลักษณ์ ที่ยังคงต้องมีองค์ประกอบที่ยังคงกลิ่นอายความเป็นไทยในเอกลักษณ์ และใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเครื่องมือที่จะช่วยสะท้อนแนวความคิดหลักสาระสำคัญในการจัดแสดงภายใต้แนวคิด “Nourishing and Delighting the world” ที่ประเทศไทยได้หยิบยกเรื่องของอาหารไทยมาเป็นสื่อกลางในการที่จะทำให้นานาประเทศเข้าใจ และรับรู้ถึงความเป็นไทย

ผู้ออกแบบได้พิจารณานำกระบวนการทางความคิด และนำองค์ประกอบ ๓ ประการมาคลี่คลาย และใช้ในการออกแบบให้อาคารแสดงประเทศไทยเป็นสถาปัตยกรรมเชิงสัญลักษณ์ ประกอบด้วย

๑.   แรงบันดาลใจจาก “งอบ” สัญลักษณ์แห่งวิถีการเกษตร อัตลักษณ์และภูมิปัญญาไทย
“งอบ” เป็นสัญลักษณ์แทนผู้ผลิตอาหาร ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมายาวนานจากรุ่นสู่รุ่น และยังนิยมใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน เป็นนวัตกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำกับชาติใดในโลก

๒.   แรงบันดาลใจจาก “พญานาค” สัญลักษณ์แห่งความเชื่อ
“นาค” เป็นสัญลักษณ์ของน้ำซึ่งสามัญชนทั้งหลายใช้ในพิธีกรรม และสิ่งประดิษฐ์ต่างๆอย่างแพร่หลายที่สุดที่เห็นได้ชัด คือการคำนึงถึงพฤติกรรมของธาตุน้ำหรือพญานาคอยู่เสมอ ตลอดจนคำนึงถึงสิ่งที่จะต้องกระทำเพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งก่อขึ้นโดยธาตุน้ำ นาคเป็นตัวแทนความอุดมสมบูรณ์ ในการทำการเกษตร มีพิธีซึ่งเกี่ยวกับน้ำมากมาย และทุกครั้งที่เป็นพิธีกรรมสำคัญ พระเจ้าแผ่นดินจะทรงทำหน้าที่เปรียบเสมือนพระวิษณุ หรือพระอินทร์ปราบพญานาค

๓.   แรงบันดาลใจจาก “ฐานเจดีย์” สัญลักษณ์แห่งความศรัทธา
รูปแบบของงานสถาปัตยกรรมไทยประเพณีเป็นงานที่มีแบบแผน แต่การออกแบบจะเพียงนำรูปแบบดังกล่าวมาใช้โดยลดทอนรายละเอียด แต่ยังคงซึ่งรูปแบบในเชิงสัญลักษณ์

ดังนั้น ผู้ออกแบบจึงได้ประมวลผลทางความคิด นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในรูปลักษณ์ของอาคารแสดงประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการนำเสนอตัวตนความเป็นไทยในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากด้านสถาปัตยกรรมแนวประเพณีเหมือนที่ได้เคยนำเสนอไปทุกๆ ครั้ง ในการเข้าร่วมงาน World Expo เช่นที่ผ่านมา แต่ยังคงรากฐานที่มาของความเป็นไทยด้านศิลปวัฒนธรรม

หลายครั้งที่ผ่านมา การเข้าร่วมงานมหกรรมโลก World Expo ของประเทศไทยจะมีเป้าหมายหลักคือ การเผยแพร่ให้ประชาชนชาวโลกรับรู้ว่าประเทศไทยนั้นมีวัฒนธรรมเก่าแก่ มีขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่สืบทอดกันมายาวนานมีสถาปัตยกรรม วัด วัง ที่สวยงามประณีตบรรจง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว                       

การเปลี่ยนแปลงด้านการออกแบบอาคารแสดประเทศไทยที่จะเข้าร่วมในการแสดงงานครั้งนี้ดังกล่าว นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป้าประสงค์ที่เป็นผลต่อเนื่องในการนำเสนอโครงการ คือ การเปลี่ยนแปลง (CHANGE) ในอีก ๒ หัวข้อ ได้แก่

๑.   เป้าหมายที่เปลี่ยนไป : Goal Change
การเข้าร่วมงานมหกรรม World Expo ครั้งนี้ นอกจากจะคงการนำเสนอภาพลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรมประเพณี หากแต่ยังมีเป้าหมายด้านประชาสัมพันธ์การสร้างภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นในการที่ประเทศไทยสามารถเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตร และอาหารที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล มีความหลากหลายด้านรสชาติ และให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ถึงคุณค่าของอาหารไทย

๒.   ผลที่คาดว่าจะได้รับที่เปลี่ยนไป : Expected Outcome Change
เป็นการนำเสนอแนวทาง และเป้าหมายใหม่ ในการเปิดตลาดสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์อาหารไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์อาหารของไทยในตลาดโลก ซึ่งมั่นใจว่าจะทำให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนที่แตกต่างจากการเข้าร่วมงานในทุกครั้ง

ประเทศไทยจะไม่คาดหวังผลเพียงแค่การส่งเสริมท่องเที่ยว และการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ครั้งนี้ประเทศไทยคาดหวังว่าจะสามารถสร้าง Thailand Brand ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม สร้างให้เกิดการรับรู้ใน Brand สินค้าอาหารไทยในวงกว้าง รวมทั้งเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหารไทยซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของผลิตภัณฑ์อาหารไทย ในตลาดโลกได้ในอนาคต
4
แนวความคิดหลัก (MAIN THEME) ในการจัดงาน Expo Milano 2015, Italy

การจัดงาน Expo Milano 2015 ณ เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี กำหนดแนวคิดหลัก (Main Theme) การจัดงานว่า “Feeding the Planet, Energy for Life : อาหารหล่อเลี้ยงโลก พลังงานหล่อเลี้ยงชีวิต” ซึ่งเชื่อมโยงกับการพัฒนาแห่งสหัสวรรษขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Millennium Development Goals) และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและยั่งยืนของอาหารแห่งมนุษยชาติในอนาคต  เพื่อสร้างประสบการณ์อันหลากหลายที่นำมาซึ่งความประทับใจแก่ผู้เข้าชมงาน

ที่มาของแนวคิดหลัก (MAIN THEME) ในงานครั้งนี้ ผู้จัดงานได้นำประเด็นที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ได้คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. ๒๕๙๓ (ค.ศ. ๒๐๕๐) ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนถึง ๙.๑ พันล้านคน และประมาณการว่า ความต้องการอาหารจะเพิ่มสูงขึ้นอีกร้อยละ ๗๐

จึงทำให้เกิดประเด็นการหาหนทางแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารพร้อมกันไปกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพบูรณาการ ให้เกิดความยั่งยืน เพื่อสร้างผลผลิตอาหารที่เพียงพอสำหรับเลี้ยงดูประชากรโลก และสร้างเป็นพลังงานให้มนุษย์อย่างพอเพียง และยั่งยืนในอนาคต

หาแนวทางในการสร้างความมั่นคงทางอาหารเพื่อความอยู่ดีมีสุขของมนุษยชาติ ควบคู่ไปกับการคงอยู่ของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งได้เสนอแนวนโยบายใหม่สำหรับการจัดระบบการเกษตรที่เรียกว่า “Eco agriculture” ซึ่งเป็นวิธีการบริหารจัดการพื้นที่เชิงระบบเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ๓ ประการพร้อมกัน คือ
๑. เพื่อความยั่งยืนของการผลิตภาคเกษตร
๒. การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
๓. คำนึงถึงการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกร และชุมชนท้องถิ่น

แนวคิด (Concepts) ในการออกแบบการจัดแสดงนิทรรศการอาคารแสดงประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีตำแหน่งที่ตั้ง ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ และความหลากหลายทางชีวภาพ มีเอกลักษณ์ในวิถีชีวิต และความโดดเด่น ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และประเพณี

ปัจจุบันโลกกำลังถูกคุกคามจากความผันผวนปรวนแปรของสภาพดินฟ้าอากาศ ภาวะโลกร้อน และวิกฤตด้านอาหาร ประชากรเกือบพันล้านคนทั่วโลกตกอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร สืบเนื่องจากความยากจน และการขาดแคลนทรัพยากร แนวคิดของอาคารแสดงประเทศไทยคือ “การเลี้ยงดูโลกอย่างยั่งยืน” การจัดการกับปัญหาความขาดแคลนอาหารอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยแนวทางการจัดการระบบเกษตรกรรม รวมทั้งการใช้นวัตกรรมต่างๆเพื่อสร้างผลผลิตที่เพียงพอ และมีคุณภาพด้วยพัฒนาการอย่างต่อเนื่องยาวนาน และศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ประเทศไทยมุ่งเป้าเป็น “ครัวของโลก” และ“สร้างความสุขให้แก่ชาวโลก” ด้วยการพัฒนาทางด้านผลผลิตทางการเกษตรกระบวนการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐานในทุกขั้นตอน รวมทั้งการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและเอกลักษณ์ไทย เพื่อสรรค์สร้างผลผลิตทางอาหารเลี้ยงดูผู้คนทั่วโลก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดหัวข้อหลักการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ คือ  “Nourishing and Delighting the World”และกำหนดหัวข้อย่อย (Sub-Theme) สำหรับการจัดแสดงของอาคารแสดงประเทศไทย ดังนี้

๑. “TASTES : Thai ways, Thai flavors” (หลากรสชาติ หลายวิถี...ชีวิตไทย)
อาหารไทยสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความคิด จิตใจของคนไทยได้อย่างชัดเจน วัฒนธรรมอาหารการกินที่มีหลากหลาย อย่างน่าอัศจรรย์ สร้างสรรค์จากภูมิปัญญาในการเลือกสรรทรัพย์ในดิน สินในน้ำแต่ละอย่างมาปรุงเป็นอาหารสารพัดด้วยวิธีการต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะแตกต่างหลากหลายกันไปในแต่ละภูมิภาค

๒. “TRADITIONS : The Root of Qualities” (รากฐานแห่งคุณภาพ)
อาหารไทยสู่ครัวโลก จากทรัพย์ในดิน สินในน้ำที่อุดมสมบูรณ์ จากข้าว ปลา พืช ผัก ผลไม้ ผสาน จากภูมิปัญญาของบรรพชน ที่ชอบคิดค้น ดัดแปลง ประยุกต์ วัฒนธรรมจากที่ต่างๆ มาใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในสังคมของไทยได้คิดค้นปรุงอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ ด้วยเทคนิคต่างๆ สะสมเป็นองค์ความรู้สานต่อกันมาเป็นนวัตกรรมอาหารสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่การประยุกต์รสชาติ รูปแบบ และเครื่องปรุง สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ จนถึงการแปรรูป การเก็บรักษา การใช้เทคโนโลยีในการถนอม และบรรจุหีบห่อ มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอาหารไทย สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความคิด จิตใจของคนไทยได้อย่างชัดเจน เป็นสื่อทางวัฒนธรรมที่สร้างชื่อเสียงไทยให้ขจรขจายไปทั่วโลก ด้วยรสที่กลมกล่อม และอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการสมเป็น “สำรับเพื่อสุขภาพ”

๓. “TIMELY INNOVATIONS : Serving up a Dream” (นวัตกรรมอาหารไทยสู่ความฝันของคนทั้งโลก)
ปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารทั้งในด้านปริมาณ และคุณภาพกำลังเป็นสิ่งที่ทั่วโลกวิตกกังวลเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนจะต้องให้ความสำคัญ และหาแนวทางที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน ประเด็นนี้เหมือนเป็นความฝันของคนทั้งโลกที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาความอดอยากของประชากรโลก ปกป้องโลกของเราเพื่อให้สรรพชีวิตทุกชิวิตได้อาศัยอยู่บนโลกนี้ ได้อย่างยั่งยืน

๔. “Sustainability : The Equilibrium of Life” (สมดุลแห่งชีวิตที่ยั่งยืน)
ความเปลี่ยนแปลงของโลก และภาวะโลกร้อน มีผลกระทบโดยตรงต่อระบบการผลิตอาหารทั่วโลก ภาวะขาดแคลนอาหารเป็นปัญหาที่โลกเผชิญอยู่ในขณะนี้กระทบกับการใช้ชีวิตและสุขภาพของผู้คนกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบ กับการทำเกษตรกรรมในประเทศ

๕.  “King of Agriculture” (กษัตริย์แห่งเกษตร)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงได้รับยกย่องเป็น “พระมหากษัตริย์แห่งเกษตรกรรม” เนื่องจากพระองค์ได้ทรงพระราชทานแนวคิด และโครงการพระราชดำริมากมายเพื่อช่วยเหลือในด้านการทำเกษตรกรรมของประเทศ รวมทั้ง   ทรงพระราชทาน “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งเป็นแนวทางที่สมดุลในการดำเนินชีวิตอย่างยั่งยืน แสดงให้ชาวโลกได้ประจักษ์ในพระอัจฉริยภาพ และพระวิริยะอุตสาหะขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทยในด้านการเกษตร ความสำคัญของโครงการเกษตรที่พระองค์มีพระราชดำริ และพระราชทานให้เกษตรกรชาวไทย กษัตริย์แห่งการเกษตร ปราชญ์แห่งดินและน้ำ ธ.ผู้ทรงงานมากมายเพื่อเกษตรกรชาวไทย จนทั่วโลกให้การยกย่อง
5
ความเป็นมาของงานมหกรรมโลก (World Exposition)
   
งานมหกรรมโลก (The World Exposition) เรียกสั้นๆ ว่างาน World Expo เป็นงานที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของมวลมนุษยชาติ นับเป็นงานใหญ่อันดับ ๓ ของโลก รองจากงานมหกรรมกีฬาโอลิมปิก และการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งมีการจัดต่อเนื่องมาอย่างยาวนานกว่า ๑๕๐ ปี โดยมีประเทศต่างๆ หมุนเวียนเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ

การจัดงาน  World Expo อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานมหกรรมโลก (Bureau of International Exposition : BIE) ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขั้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ (ค.ศ. ๑๙๒๘) ภายใต้อนุสัญญา Paris Convention ขององค์การสันนิบาตชาติ ปัจจุบันมีสมาชิกถึง ๑๖๘ ประเทศ และประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ (ค.ศ. ๑๙๙๓)

ในปลายยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม งาน  World Expo  ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๔ (ค.ศ. ๑๘๕๑) ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในรัชสมัยของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติให้แก่เจ้าชาย Albert  ผู้ซึ่งสนพระทัยในงานด้านอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเวลานั้นประเทศอังกฤษมีความก้าวหน้าด้านวิทยาการเครื่องจักรไอน้ำในกระบวนการอุตสาหกรรม มีการผลิตสินค้าต่างๆ ในระบบโรงงาน และเมื่อระบบอุตสาหกรรมพัฒนาก้าวหน้าขึ้น ประเทศมหาอำนาจต่างๆ จึงจำเป็นต้องขยับขยายไปสู่ยุคการล่าอาณานิคมเพื่อหาแหล่งวัตถุดิบแรงงาน และ ตลาดของสินค้าที่ผลิตขึ้น

ในยุคแรกเริ่มของการจัดงาน World Expo ประเทศอังกฤษ และประเทศฝรั่งเศสจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นผู้จัด จากนั้นเป็นที่นิยมแพร่หลาย จนขยายไปถึงทวีปอเมริกา งาน  World Expo มีพัฒนาการ และเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
                         
หลังยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม เริ่มเข้าสู่ยุคแห่งการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ทั้งทางวิทยาการ ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีได้ถูกนำมาจัดแสดงในงานนี้ในช่วงศตวรรษที่ ๑๙ ถึงศตวรรษที่ ๒๐ งาน World Expo เป็นการจัดแสดงสิ่งประดิษฐ์ คิดค้นใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรม เครื่องจักร เครื่องโทรคมนาคม ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ และหลายสิ่งหลายอย่างที่เราได้ใช้ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ได้ถูกนำเสนอ จัดแสดง และพัฒนามาจากที่ได้เคยแสดงให้ปรากฎในงาน World Expo ในอดีตมาแล้วทั้งสิ้น เช่น พระราชวังคริสตัล หอไอเฟล สะพานโกลเด้นท์เกต รถไฟหัวจักรไอน้ำ รถไฟฟ้าความเร็วสูง รถยนต์ เรือกลไฟ เรือดำน้ำ บัลลูน ยานอวกาศ หลอดไฟฟ้า โทรเลข โทรศัพท์ โทรศัพท์ไร้สาย โทรทัศน์ขาวดำ โทรทัศน์สี กล้องถ่ายภาพนิ่ง กล้องถ่ายภาพยนตร์ และ ฟิล์มทั้งขาว-ดำ และสี ตลอดจนสิ่งใกล้ตัวที่เราใช้ และบริโภคกันอยู่ในปัจจุบัน เช่น ชิงช้าสวรรค์ ถุงน่อง เครื่องดื่มน้ำอัดลม แฮมเบอร์เกอร์ และอีกมากมายเหล่านี้เป็นต้น
                           
ช่วงปลายศตวรรษที่ ๒๐ เข้าสู่ยุคศตวรรษที่ ๒๑ ในปัจจุบัน สำนักงานมหกรรมโลก หรือ BIE ได้กำหนดให้งาน World Expo มีแนวความคิดหลักในการจัดงานที่เกี่ยวกับสภาพต่างๆ ที่มีผลกระทบกับความเป็นอยู่ของมวลมนุษยชาติมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากงาน World Expo ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ (ค.ศ. ๒๐๐๐) ที่เมือง Hanover สาธารณรัฐเยอรมัน ภายใต้แนวคิดหลักของการจัดงาน คือ "Man, Nature, Technology" ตามด้วยงานใน ปีพ.ศ. ๒๕๔๘ (ค.ศ. ๒๐๐๕) ที่เมือง Nagoya ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำหนดแนวคิดหลัก “Nature’s Wisdom”  และงานในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ (ค.ศ. ๒๐๑๐) ที่เมือง Shanghai สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีแนวคิดหลักคือ “Better City, Better Life” สำหรับงานในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ (ค.ศ. 2015) ที่เมือง Milan สาธารณรัฐอิตาลี ได้กำหนดแนวคิดหลักคือ “Feeding the World, Energy for Life”  มีแนวคิดการจัดแสดงถึงพัฒนาการทางด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ความมั่นคงทางอาหารเพื่อเลี้ยงมนุษยชาติในอนาคต

งานมหกรรมโลก The World Exposition ถือเป็นงานที่แสดงถึงความสำเร็จ ความสามารถ และความยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางความคิดสร้างสรรค์ และการประดิษฐ์คิดค้น เป็นเวทีแห่งการเผยแพร่ความรู้และวิทยาการ และเป็นเวทีแห่งการประชันขันแข่งความก้าวหน้าในทุกด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคม ด้านนวัตกรรม ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แม้กระทั่งวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม ซึ่งแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ว่าโลกของเราได้ก้าวไปข้างหน้าเสมออย่างไม่เคยหยุดยั้ง

ประเทศไทยเข้าร่วมงาน World Expo ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๕ (ค.ศ. ๑๘๖๒) ตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ครั้งที่เรายังเรียกตนเองว่า “สยาม” ท่ามกลางศักราชใหม่แห่งยุคล่าอาณานิคมด้วยพระปรีชาชาญด้านการต่างประเทศ ด้วยกุศโลบายที่แยบยลในการฝ่าวงล้อมแห่งการตกเป็นเมืองขึ้น การเข้าร่วมงาน World Expo เป็นคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ เป็นเครื่องมือหนึ่งที่นำ “สยาม” สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อคานอำนาจระหว่างชาติมหาอำนาจที่ไล่ล่าอาณานิคม และเป็นการประกาศสถานะความเป็นชาติเอกราชบนเวทีโลกของ “ประเทศไทย” ที่เทียบเท่าชาติมหาอำนาจ และนานาอารยประเทศในยุคนั้น และได้เข้าร่วมมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ (ค.ศ. ๑๙๑๑) ที่เมืองตูริน สาธารณรัฐอิตาลีเป็นเจ้าภาพในงาน World Expo ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ การเข้าร่วมงานที่เมืองมิลานในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ (ค.ศ. 2015) ครั้งนี้ จะช่วยตอกย้ำและแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการทูตที่แนบแน่นของทั้งสองประเทศที่มีมายาวนานถึง ๑๔๗ ปี
6
แม็คเอ็ดดูเคชั่น เปิดตัวหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก



          แม็คเอ็ดดูเคชั่น เปิดตัวหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก เดินหน้าสู่การศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Education) ด้วยการเป็น Education Solution Provider ผู้ตอบโจทย์ทางการศึกษาด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อเทคโนโลยีทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล โดยหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กที่แม็คเอ็ดดูเคชั่น ได้เปิดตัวในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งสื่อทางด้านการศึกษาที่เราให้ความสำคัญ เพื่อร่วมกับผู้ปกครองในการสร้างชั่วโมงทองให้เกิดขึ้นภายในครอบครัวด้วยการเล่านิทานให้ลูกฟังตั้งแต่เด็ก เพราะการถ่ายทอดความทรงจำที่ดี ความอบอุ่นเหล่านี้จะเป็นสายใยที่อยู่ในความทรงจำของน้องๆ หนูๆ ไปจนโต นับเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างกำแพงที่แข็งแกร่งของภูมิคุ้มกันทางจิตใจ

          หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กทั้ง 9 เล่มสำหรับเด็กวัยอนุบาลจนถึงชั้นประถมนี้ เนื้อเรื่องและภาพทั้งหมดมาจากฝีมือของสองนักวาดภาพสำหรับเด็กฝีมือเยี่ยมซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอย่าง รัตนา คชนาท และชนิดา โสภณวุฒิกุล ประกอบไปด้วย ชุด “รูปทรงหรรษา” สำหรับเด็กอายุ 3-5 ปีได้แก่ "ดาวนักมายากล" ฝึกการแก้ไขปัญหา, "หมวกของลุงวงกลม" รู้จักรูปทรงพื้นฐาน,"น้องสามเหลี่ยมซ่อนอยู่ไหน" ที่ทำให้รู้จักการสังเกตและเรียนรู้รูปทรงสามเหลี่ยมรอบๆ ตัว, "สี่เหลี่ยมขุดสมบัติ" ฝึกใช้ความคิดและรู้จักสี่เหลี่ยมชนิดต่างๆส่วนชุด “วัยซนคนเก่ง” สำหรับเด็กอายุ 6-12 ปีที่จัดทำขึ้นแบบ 2 ภาษา ได้แก่ "กี๊บก๊าบขยันเรียน" สอนเรื่องความใฝ่รู้, "ฉลามเกเรมาแล้ว" สอนเรื่องการผูกมิตรกับผู้อื่น, "ขนฟูๆ ของแกะยุ่ง" สอนเรื่องความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น, "ใจดี ดีใจ" รู้จักสีสันและเรียนรู้การผสมสีและ "เป็นแบบนี้ก็ดีดี๊ดี" มีเนื้อหาที่จะช่วยสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งในบางเล่มนั้นมีเนื้อหาที่สอดรับกับนโยบายการสร้างค่านิยมของคนไทย 12 ประการของรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วย ท่านที่สนใจหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือติดต่อ คุณชาญสรรค์ 086-3478825
7
“เกรท-วรินทร” ควง “มิ้นต์-ชาลิดา” ร่วมกิจกรรมคาราวานความสุข Happy Connections









          “เกรท-วรินทร” ควง “มิ้นต์-ชาลิดา” ร่วมกิจกรรมคาราวานความสุข ชวนแฟนๆ และลูกค้าแฮปปี้เปิดรับความสุขล้นปรี่ใช้เฟซบุ๊คฟรี 6 เดือน

          มีกิจกรรมมาให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงตลอดสำหรับดาราหนุ่มฮอต เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์ และดาราสาวสวยอารมณ์ดี มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง ที่ล่าสุดลงไปร่วมคาราวานความสุขของ “แฮปปี้” ชวนแฟน ๆ เปิดรับความสุขแบบล้นปรี่ในโอกาสที่ “เฟซบุ๊ก” จับมือแฮปปี้จัดกิจกรรม Happy Connections สนับสนุนความรักอย่างเป็นทางการ พร้อมนำความพิเศษสุด ๆ มาให้ แค่เปิดใช้ซิมใหม่จากแฮปปี้ทุกซิมตั้งแต่วันนี้ ก็เล่นเฟซบุ๊กฟรี 6 เดือนทันที เรียกได้ว่าฟินกันถึงที่กับสีสันของขบวนคาราวานไปทั่วเมืองเลยทีเดียว!

          โดยขบวนรถคาราวานความสุขอัดแน่นด้วยพลพรรคกระจายความสุขตัวพ่อตัวแม่ที่หยุดทุกสายตาขบวนนี้ออกสตาร์ทกันที่หน้าดีแทคเฮ้าส์ อาคารจามจุรีสแควร์ ก่อนจะเลี้ยวเข้าถนนอังรีดูนังต์ ลัดเลาะผ่านสยามพารากอน แล้วไปกระจายความสนุกกันแบบเต็มๆ ที่ลานสยามดิสคัฟเวอรี่

          ในขบวนคาราวาน มีเซเลบฯออนไลน์ตัวแม่มาร่วมสรรค์สร้างความสนุก ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้านมีหนวด ที่ลากชุดราตรียาวสีแดงสดมาเรียกเสียงกรี๊ดแบบสุดเสียงจากชาวแฮปปี้ทั่วสยาม พร้อมแท็กทีมมากับสองสาวสุดสวย หญิงแย้ นนทพร และ จิ๋วจิ๋ว สิปโปทัย ที่ช่วยย้ำจุดยืนของแฮปปี้ในการเชื่อมโยงผู้คนและส่งเสริมคนไทยให้รักกันยิ่งขึ้นผ่านเครือข่ายการสื่อสาร พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนถ่ายภาพขบวนรถคาราวานและ Happy Headbox จากนั้นอัพโหลดขึ้นเฟซบุ๊คหรืออินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมใส่แฮชแท็ก #facebookhappy ลุ้นรับรางวัลแพ็กเกจเดินทางเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของเฟซบุ๊กที่เมนโลปาร์ค แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา 1 รางวัล (สำหรับ 2 ท่าน) พร้อมรับรางวัลและของที่ระลึกอื่น ๆ อีกมากมายด้วย

          เกรท-วรินทร คุยว่า “วันนี้สนุกมากๆ เลยครับที่ได้มาร่วมกิจกรรมกับแฮปปี้และเฟซบุ๊ก ส่วนตัวผมคิดว่าเฟซบุ๊กมีประโยชน์มากในเรื่องการอัพเดทข่าวสารทั้งเรื่องเพื่อนๆ และเรื่องอื่นๆ รอบตัวมันก็มีหมด แล้วยิ่งมันอยู่บนมือถือก็ยิ่งสะดวกเพราะเราพกมือถือไปทุกที่ ว่างเมื่อไหร่ก็หยิบมาดูได้ อัพเดทข่าวสารจากทั่วโลกได้ทันที”

          ส่วนมิ้นต์-ชาลิดา บอกว่า “สนุกมากค่ะ และถูกใจมากที่ได้มาเจอแม่บ้านมีหนวดในวันนี้ เพราะนางเปรี้ยวมากจริง ๆ คงต้องยอมเลยค่ะ (หัวเราะ) พูดถึงเฟซบุ๊กมิ้นท์ว่าเฟซบุ๊กมีข้อดีตรงที่ช่วยเชื่อมเราให้ใกล้กับคนที่เรารักมากขึ้นค่ะ อย่างมิ้นท์เวลาไปไหนก็จะใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปแล้วอัพโหลดลงเฟซบุ๊ก แท็กรูปให้เพื่อน ๆ ดู แล้วก็อัพเดทข่าวสารของเพื่อน ๆ ไปด้วยเพราะเราก็ทำงานเยอะ ไม่ค่อยมีเวลา อาศัยเวลาว่างมาดูมือถือเวลารถติดนี่แหละค่ะ มีมือถือและเฟซบุ๊กอยู่ในมือก็ช่วยได้มากค่ะ”

          แฟน ๆ ละครที่มาสนุกกับหนุ่มเกรทและสาวมิ้นต์วันนี้ เตรียมตัวรอสนุกกับดารานักแสดงและเซเลบริตี้คนอื่น ๆ กันต่อได้ เพราะแคมเปญสนับสนุนความรักสร้างรอยยิ้มจากแฮปปี้ จะมีกิจกรรมสนุก ๆ สุดเซอร์ไพรส์มาสร้างความรู้สึกดีให้กับทุกคนอีกแน่นอน
8
สถาบันอาหาร ชี้ตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในเวียดนามรุ่ง…โอกาสทองของเอสเอ็มอีไทย

                 สถาบันอาหาร เผยตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในเวียดนามมาแรง  ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเปลี่ยน ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดมีอัตราการขยายตัวสูงเฉลี่ยร้อยละ 22.53 ต่อปี แนะเอสเอ็มอีไทยควรคว้าโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์เกรดพรีเมี่ยม สร้างความแตกต่าง ช่วงชิงตลาดที่เติบโตแบบก้าวกระโดด  ชี้ชาพร้อมดื่ม และน้ำผักน้ำผลไม้พร้อมดื่มกำลังเนื้อหอม

                 สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม โดยศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร จัดทำรายงานพฤตกรรมผู้บริโภค AEC เรื่องตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในเวียดนาม พบว่า เวียดนาม เป็นตลาดขนาดใหญ่ด้วยจำนวนประชากรมากถึง 88.78 ล้านคน และในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจเวียดนามมีการขยายตัวในทิศทางที่ดีขึ้น โดยปี 2556 มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP)  ร้อยละ 5.54

                 สำหรับประเทศไทย ตลาดเวียดนามนับว่ามีความสำคัญในด้านการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหาร โดยไทยสามารถส่งออกสินค้าอาหารในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 26,000 ล้านบาท ในด้านการลงทุนเวียดนามถือเป็นฐานการผลิตสินค้าอาหารแปรรูปที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มประมง เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารสัตว์ เป็นต้น ในด้านการบริโภคอาหารของชาวเวียดนามมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยนิยมรับประทานอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามการเติบโตของเศรษฐกิจ รูปแบบชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น ต้องการความสะดวกสบาย รวมไปถึงการใส่ใจดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น

                 ทั้งนี้ตลาดอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในเวียดนามมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2552 – 2556 โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 19.95 ต่อปี สามารถจำแนกเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพในภาชนะบรรจุ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 43.06 และเครื่องดื่มสัดส่วนร้อยละ 56.94  กล่าวเฉพาะตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2552-2556 มีอัตราการขยายตัวเชิงมูลค่าเฉลี่ยร้อยละ 22.53 ต่อปี และมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในปี 2557

                 นอกจากนี้ยังพบว่า ชาพร้อมดื่ม เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเวียดนาม โดยชาเขียวเป็นผลิตภัณฑ์ชาพร้อมดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ครองส่วนแบ่งร้อยละ 77 ของตลาดชาพร้อมดื่ม รองมาคือ ชาสมุนไพรด้วยส่วนแบ่งร้อยละ 15.50 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดชาพร้อมดื่มในเวียดนามมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2552-2556 มีอัตราการขยายตัวเชิงปริมาณเฉลี่ยร้อยละ 28.14 ต่อปี และมีอัตราการขยายตัวเชิงมูลค่าเฉลี่ยร้อยละ 27.68 โดยในปี 2556 ตลาดชาพร้อมดื่มของเวียดนามมีมูลค่า 14,822 พันล้านดง ด้วยปริมาณการบริโภค 1,155 ล้านลิตร

                 ขณะที่น้ำผักและผลไม้พร้อมดื่ม เป็นตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด โดยตั้งแต่ปี 2552-2556 มีอัตราการขยายตัวเชิงปริมาณเฉลี่ยร้อยละ 37.67 ต่อปีและมีอัตราการขยายตัวเชิงมูลค่าเฉลี่ยร้อยละ 35.44 ต่อปี เฉพาะในปี 2556 ตลาดน้ำผักและผลไม้พร้อมดื่มของเวียดนามมีมูลค่า 3,271.1 พันล้านดง ด้วยปริมาณการบริโภค 153.4 ล้านลิตร และคาดการณ์ว่า ในปี 2559 ตลาดน้ำผักและผลไม้พร้อมดื่มจะมีมูลค่าสูงถึง 4,412.10 พันล้านดง ด้วยปริมาณการบริโภค 216.30 ล้านลิตร

                 สำหรับเครื่องดื่มให้พลังงาน ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าสู่ตลาดมายาวนาน แต่เพิ่งจะได้รับความนิยมมากขึ้นตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา เครื่องดื่มให้พลังงานมีอัตราการเติบโตเชิงปริมาณเฉลี่ยร้อยละ 19.62 ต่อปี และมีอัตราการเติบโตเชิงมูลค่าเฉลี่ยร้อยละ 21.32 ต่อปี โดยในปี 2556 มีมูลค่า 1,351.2 พันล้านดง ด้วยการบริโภค 73.3 ล้านลิตร ในปี 2557 คาดว่าตลาดจะขยายตัวอยู่ที่ 1,459.30 พันล้านดง และจะโตถึง 1,655.1พันล้านดงในปี 2559

                 ด้วยความน่าสนใจทั้งในเรื่องขนาดตลาดและแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในเวียดนาม จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม และจากข้อมูลสถิติการส่งออกของ  กรมศุลกากรพบว่า “เครื่องดื่ม” เป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ไทยส่งออกไปเวียดนามมากที่สุด โดยมีเครื่องดื่มที่ไม่  อัดลมพร้อมบริโภคมีการส่งออกเป็นอันดับ 1 ของไทย ด้วยมูลค่าการส่งออก 6,255.67 ล้านบาทในปี 2556  คิดเป็นร้อยละ 23.56 ของมูลค่าการส่งออกอาหารของไทยไปเวียดนาม โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 33.62 ต่อปี

                 อย่างไรก็ตามมีข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี เพื่อกำหนดกลยุทธ์ด้านการตลาดในการเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในเวียดนาม โดยควรมุ่งเน้นการนำผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยจำหน่ายในเวียดนาม (Product Differentiate) เพื่อสร้างความแตกต่าง อาทิ ชาพร้อมดื่มบรรจุกระป๋องระดับพรีเมี่ยม เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์ การนำผลไม้เฉพาะฤดูกาลมาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มผลไม้เพื่อสุขภาพ เน้นจุดเด่นคือมีให้บริโภคได้เฉพาะบางฤดูกาลเท่านั้น หรือการพัฒนาเครื่องดื่มฟังก์ชั่นนัลระดับพรีเมี่ยมโดยการคัดสรรวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียง นอกจากนี้อาจพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยแตกต่างจากบรรจุภัณฑ์ทั่วไปในท้องตลาด โดยแนวโน้มการออกแบบบรรจุภัณฑ์เน้นรูปแบบที่เรียบง่าย แต่งดงาม โดยมุ่งเน้นไปที่การโชว์โลโก้ของแบรนด์ให้มีความโดดเด่น

                 โดยควรกระจายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายในเวียดนามที่มีศักยภาพในการกระจายสินค้าเข้าสู่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมได้อย่างทั่วถึง และมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด หรือในอีกทางหนึ่ง คือ การนำสินค้าเข้าจำหน่ายในร้านค้าส่งขนาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมนิยมมาเลือกซื้อสินค้าไปจำหน่ายในร้าน

                 ขณะเดียวกันก็ควรให้ความรู้ (Education Marketing) กับผู้บริโภคผ่านบทความเกี่ยวกับสุขภาพในสื่อต่างๆ อาทิ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และสื่อออนไลน์ ทั้งนี้ควรเน้นการทำการตลาดโดยใช้กลยุทธ์การบอกต่อ (Referral Marketing)ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เกิดการรับรู้ในตราสินค้า (Brand Awareness) และตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ง่ายขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคจะค่อนข้างเชื่อคำแนะนำของเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จัก  โดยจะเลือกซื้อสินค้าที่รู้จักโดยจดจำจากเอกลักษณ์ของตราสินค้า (Brand Identity) โดยเฉพาะสี และรูปภาพที่ปรากฏอยู่บนบรรจุภัณฑ์ มากกว่าการจดจำชื่อตราสินค้า ดังนั้นผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าไปทำตลาดในเวียดนามจึงต้องให้ความสำคัญกับการสร้างเอกลักษณ์ของตราสินค้าให้โดดเด่น จดจำได้ง่ายพร้อมกันไปด้วย
9
สถาบันอาหาร รายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมอาหารของไทย ม.ค.-ส.ค 57

                สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เผยรายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมอาหารของไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2557 ระหว่างเดือน ม.ค.-ส.ค. พบคนไทยนิยมบริโภคสินค้านำเข้ากลุ่มผลไม้ แอปเปิ้ล ส้ม องุ่นสดมากขึ้น ทั้งจากจีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.79  ชี้อาจกระทบผลไม้ไทยล้นตลาดช่วงผลผลิตออกมาก  ด้านส่งออกภาพรวมเติบโตร้อยละ 15.48 มีมูลค่าราว 695,583.91 ล้านบาท  ไก่แปรรูปขึ้นแท่นส่งออกอันดับ 1 มีมูลค่าส่งออกถึง 50,189.29 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 32.12


                ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม รายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมอาหารของไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2557 (ม.ค.- ส.ค.) พบว่า การนำเข้าวัตถุดิบและอาหารของไทยมีมูลค่ารวม 322,104.39 ล้านบาท มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2556  ร้อยละ 27.12 ปริมาณนำเข้า 11.01 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ร้อยละ 29.60 เฉพาะเดือนสิงหาคมมูลค่านำเข้า 45,140.24 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 50.83  เมื่อพิจารณาชนิดสินค้าที่นำเข้าในระดับภาพรวมพบว่าส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อแปรรูปโดยกลุ่มผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำมีมูลค่ามากที่สุดถึง 73,105.73 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.70 ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด โดยสินค้าที่นำเข้ามากที่สุด ได้แก่ สกิปแจ็คแช่แข็ง ปลาทะเลอื่นๆแช่แข็ง ทูน่าครีบเหลืองแช่แข็ง อัลบาคอร์แช่แข็ง และหมึกแช่แข็ง ทั้ง 5 รายการรวมกันมีสัดส่วนถึงร้อยละ 60 ของกลุ่มสัตว์น้ำ รองลงมาคือกากของเหลือจากการผลิตน้ำมัน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ร้อยละ 19.43เมล็ดถั่วเหลืองเพื่อการผลิตน้ำมันพืชและอาหารสัตว์ ร้อยละ 10.01 นมผงสำหรับทารก ร้อยละ 9.03 และกลุ่มข้าวสาลีหรือเมสลิน ร้อยละ 5.78 เป็นต้น


                นอกจากนี้ กลุ่มผลไม้มีส่วนแบ่งร้อยละ 5.59 ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด ช่วง 8 เดือนนี้มีมูลค่านำเข้า 17,994.95 ล้านบาท มีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.79 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว  ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าแอปเปิ้ลสดจากประเทศจีนมากกว่าครึ่ง ที่เหลือนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์  องุ่นสดนำเข้าจากจีน เปรู อินเดีย ออสเตรเลีย ส้มนำเข้าจากจีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา โดยคนไทยมีแนวโน้มบริโภคผลไม้นำเข้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากระดับราคาที่ลดลงจากอดีตมาก และสามารถซื้อได้ทั่วไป ซึ่งทำให้ผลไม้ในประเทศเองมีคู่แข่งและประสบปัญหาล้นตลาดในบางช่วงที่ผลผลิตออกมาก




                ในด้านมูลค่าส่งออกอาหาร เดือนสิงหาคม มีมูลค่าส่งออก 110,510 ล้านบาท มีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันกับปีที่แล้วร้อยละ 50.83 ทำให้มูลค่าส่งออกรวมสะสม 8 เดือนอยู่ที่ 695,583.91 ล้านบาท ปริมาณส่งออก 24.55 ล้านตัน อัตราขยายตัวเชิงมูลค่าร้อยละ 15.48 และเชิงปริมาณร้อยละ 12.10 นับเป็นแนวโน้มที่ดี  โดยพบว่ามูลค่าส่งออกมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกัน ในสินค้าเกือบทุกรายการ ยกเว้นสตาร์ชจากมันสำปะหลังที่วัตถุดิบไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการส่งออกเนื้อไก่แปรรูปที่ไต่ขึ้นมาเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ในช่วง 8 เดือนของปีนี้ มีมูลค่าส่งออกถึง 50,189.29 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 32.12 ในเชิงมูลค่า และร้อยละ 21.92 เชิงปริมาณ มีผลจากปริมาณผลผลิตในประเทศ  ช่วงปีนี้ลดลงร้อยละ 3.8 ขณะที่เนื้อไก่เป็นอาหารโปรตีนที่รับประทานง่าย สะดวกราคาถูก  ซึ่งพบว่าเนื้อไก่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสำหรับตลาดในสหภาพยุโรปส่วนใหญ่  ประกอบกับการที่ญี่ปุ่น มาเลเซีย  สิงคโปร์ เวียดนาม ฮ่องกง เกาหลีใต้ แอฟริกาใต้ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กลับมานำเข้าไก่สดจากไทย ช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับราคาไก่ในประเทศด้วย สัดส่วนการส่งออกไปญี่ปุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 40% ในปี 2556 เป็น 49% ในปี 2557 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากการส่งออกไก่ไปญี่ปุ่นไม่ถูกจำกัดด้วยโควต้า แนวโน้มอุตสาหกรรมไก่เนื้อของไทยในปีนี้น่าจะช่วยผลักดันให้ยอดการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นทดแทนการส่งออกที่หายไปของกุ้งได้บางส่วน

                ด้านการค้าอาหารกับ AEC ในช่วง ม.ค.-ส.ค. 2557 นี้ ไทยมีการส่งออกสินค้าอาหารไปยังอาเซียน 5.79 ล้านตัน มูลค่า 151,649.74 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.83 เชิงปริมาณ และร้อยละ 13.83 เชิงมูลค่า ขณะที่ไทยมีการนำเข้าสินค้าอาหารจากสมาชิกอาเซียนทั้งสิ้น 1.66 ล้านตัน มูลค่า 51,785.44 ล้านบาท ไทยอยู่ในฐานะเกินดุลการค้าอาหารกับอาเซียนทั้งนี้ สินค้าอาหารที่ไทยส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำตาลจากอ้อย มีสัดส่วนถึงร้อยละ 11.4 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดในช่วง 8 เดือนของปีนี้ โดยมีมูลค่า 17,271.62 ล้านบาท ปริมาณส่งออก 1.347 ล้านตัน มีอัตราขยายตัวทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่ามากกว่าร้อยละ 800 โดยตลาดหลักคืออินโดนีเซีย มีสัดส่วนถึงร้อยละ 80 ของมูลค่าส่งออกสินค้าชนิดนี้ในอาเซียน โดยสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกเป็นอันดับ 2 คือ เครื่องดื่มที่ไม่อัดลมพร้อมสำหรับบริโภคทันทีโดยไม่ต้องเจือจาง เป็นสินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวในระดับสูงเช่นกัน ตลาดหลักคือเวียดนาม และเมียนมาร์ มีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 46 และ 20.8 ตามลำดับ ทั้งนี้ เนื่องจากสินค้าของไทยได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพดี รสชาติอร่อย และราคาแข่งขันได้ นอกจากนี้ ข้าวหอมมะลิของไทย ก็เป็นที่ต้องการสำหรับตลาดบนอย่างสิงคโปร์และบรูไน ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวในระดับสูงเช่นกัน

                เมื่อพิจารณาในตลาดอาเซียนจะพบว่าในช่วงนี้ที่อุตสาหกรรมอาหารในประเทศสมาชิกใหม่อย่างกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารแปรรูปจากไทยอยู่ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องหาแนวทางการทำธุรกิจที่ยั่งยืนในอนาคต เพราะขณะนี้นักลงทุนต่างชาติที่มีศักยภาพสูงในด้านอุตสาหกรรมอาหารไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน ต่างก็ขยายการลงทุนเข้าสู่ทั้ง 4 ประเทศ เนื่องจากเล็งเห็นว่ามีความพร้อมด้านการเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบอาหาร  ดังนั้นหากไทยไม่มองลู่ทางในระยะยาว อาจจะเสียโอกาสในอนาคต
10
ชาร์ปแจกจริงกับเทศกาล “แจกชัด รับเต็มล้าน”


กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 24 ตุลาคม 2557- เมื่อเร็วๆนี้ มร. มาซามิ โออูเอะ กรรมการผู้จัดการบริษัท ชาร์ป ไทย จำกัด ได้มอบรางวัลใหญ่ รถยนตร์โตโยต้า แคมรี่ 2.0 จี รุ่นเอ็กซตรีมโม มูลค่า 1,359,000 บาท ให้คุณนารี แซ่ยั้ง ผู้โชคดีจากกิจกรรมเทศกาล “ชาร์ปแจกชัด รับเต็มล้าน” โดยการส่งคูปองจากการซื้อ SHARP AQUOS LED TV ขนาด 32” ขึ้นไปที่ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ  นอกจากนี้ยังมีรางวัลทองคำแท่ง หนัก 5 บาท จำนวน 8 รางวัล มูลค่ากว่า 800,000 บาท รวมมูลค่าของรางวัลทั้งสิ้นจากกิจกรรมครั้งนี้กว่า 2 ล้านบาท
Pages: [1] 2 3 ... 10