Recent Posts

Pages: 1 ... 6 7 [8] 9 10
71
“เติร์ด-มาเบล” แท็กทีมล่าปมสมบัติลับ จุดตายปริศนา! มูฟวี่พรีเมียร์ “อคิลลิสเคิร์ส กับสมบัติต้องคำสาป” ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24


เปิดโลกแฟนตาซีไทยกับปริศนาเหนือจริง เมื่อ “สมบัติต้องคำสาป” กลายเป็นชนวนคดีที่โยงทั้งความลับ การหักหลัง และจุดตายของมนุษย์ นำทีมไขปมโดย เติร์ด ลภัส, มาเบล สุชาดา, เก๋ไก๋ ณัฐธิชา, กัปตัน ชลธร และ จ๋อมแจ๋ม สุพิชชา เสริมทัพด้วย แมทธิว ดีน และ โดม จารุวัฒน์ ในหนังสืบสวนแฟนตาซีที่ผสมอารมณ์ขันและจินตนาการสุดแปลกตา ชวนลุ้นทุกเงื่อนงำจนถึงวินาทีสุดท้าย






ก้าวเข้าสู่โลกอคิลลิสเคิร์ส ดินแดนที่ผู้คนอายุยืนเกือบไร้ขีดจำกัด แต่ทุกชีวิตกลับมี “จุดตาย” ปริศนาซ่อนอยู่ โดยไม่มีใครรู้ว่าจุดอ่อนของตัวเองอยู่ตรงไหน เรื่องวุ่นเริ่มขึ้นเมื่อ ลุค (เติร์ด-ลภัส งามเชวง) นักสืบหนุ่มผู้มองเห็นจุดตายของคนอื่น ได้รับบัตรเชิญไปร่วมงานวันเกิดของคู่หมั้นเพื่อนสนิท ซึ่งเตรียมเปิดตัวสมบัติต้องคำสาปชิ้นสำคัญ แต่ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองกลับพลิกเป็นเกมล่าความจริง เมื่อกลุ่มคนร้ายบุกชิงสมบัติกลางงาน ก่อนจะเกิดการหักหลังกันเอง จนคดีธรรมดากลายเป็นปมใหญ่ที่ทั้งแปลก ลึกลับ และอันตราย ลุคจึงต้องจับคู่แบบไม่เต็มใจกับ ไซเรน (มาเบล-สุชาดา สอนพันธ์) นักต้มตุ๋นสาวไหวพริบจัด เพื่อไล่ล่าเบาะแสท่ามกลางผู้ต้องสงสัยที่ดูเหมือนทุกคนมีความลับซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็น จิน (กัปตัน-ชลธร คงยิ่งยง), วนิลลา (จ๋อมแจ๋ม-สุพิชชา สุบรรณพงษ์), วิสกี้ (เก๋ไก๋-ณัฐธิชา นามวงษ์) รวมถึง อัยการธีร์ (แมทธิว ดีน) และ สารวัตรพัฒน์ (โดม-จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม) ที่เข้ามาเติมแรงกดดันให้คดีนี้เข้มข้นยิ่งขึ้น ร่วมลุ้นว่าใครคือคนร้าย ใครคือคนลวง และสมบัติต้องคำสาปซ่อนความจริงอะไรไว้ ติดตามชม “อคิลลิสเคิร์ส กับสมบัติต้องคำสาป” วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคมนี้ เวลา 21.00 น. ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และ https://true4u.com/live
72
8.8 "ซูเลียน" รวมพลังนักธุรกิจทั่วประเทศ จัดประชุมใหญ่แห่งปี
พบ CEO "ดร.ปิยะวัฒน์" ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ธุรกิจ พร้อมฟรีคอนเสิร์ต "โชค รถแห่" ยกวง


บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ขอเชิญนักธุรกิจและสมาชิกซูเลียนทั่วประเทศ ร่วมงานประชุมใหญ่และพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณประดับเข็มเกียรติยศ ระหว่างวันที่ 8-9 สิงหาคม 2569 เพื่อร่วมอัปเดตทิศทางการดำเนินธุรกิจ รับฟังวิสัยทัศน์จากผู้บริหาร และร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของสมาชิกที่สร้างผลงานโดดเด่น พร้อมกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นอย่างครบครันตลอดทั้งสองวัน

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการบรรยายโดย ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ที่จะถ่ายทอดวิสัยทัศน์ ทิศทางการเติบโตขององค์กร และแนวคิดในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดศักยภาพให้กับนักธุรกิจซูเลียนทุกระดับ

ภายในงานยังมีพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณประดับเข็มเกียรติยศ เพื่อเชิดชูสมาชิกผู้สร้างผลงานโดดเด่น รวมถึงกิจกรรม "แม่คนนี้ดีที่หนึ่ง ประจำปี 2569" เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ เพื่อร่วมยกย่องคุณค่าของผู้เป็นแม่และสร้างบรรยากาศแห่งความอบอุ่นภายในครอบครัวซูเลียน ปิดท้ายด้วยฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง "โชค รถแห่" ที่จะมาสร้างสีสันและความสนุกให้กับผู้ร่วมงานตลอดช่วงกิจกรรม

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ขอเชิญสมาชิกและนักธุรกิจซูเลียนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมใหญ่ประจำปี ในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม และวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569 เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างเครือข่าย เติมแรงบันดาลใจ และก้าวไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน
73
ปราการสุดท้ายแห่งรัฐ บทบาทสถาบันราชการในการคานอำนาจการเมือง
และการปกป้องประโยชน์สาธารณะระยะยาว


"ข้าราชการประจำ" มักตกเป็นจำเลยคนแรกเมื่อรัฐเกิดความผิดพลาดในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นข้อหาความล่าช้า เทอะทะ หรือการเป็นเครื่องมือของรัฐบาลยุคก่อน ฝ่ายการเมืองซึ่งเข้ามาสู่อำนาจผ่านวัฏจักรการเลือกตั้ง มักใช้กลยุทธ์ "การโยนความผิด" เพื่อรักษาฐานเสียง โดยวาดภาพให้ข้าราชการประจำกลายเป็นกลุ่มอำนาจรัฐซ่อนเร้น (Deep State) หรืออุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผ่านปริซึมทางรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ ระบบราชการประจำคือ "สถาบันรัฐ" เพียงหนึ่งเดียวที่ทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลัง และหลักประกันความต่อเนื่องของรัฐชาติ ในขณะที่ฝ่ายการเมืองเปลี่ยนผ่าน และสลับสับเปลี่ยนเข้ามาเพียงชั่วคราว ข้าราชการประจำคือผู้แบกรับภาระในการปกป้องกติกาสูงสุด ธรรมาภิบาล และประโยชน์สาธารณะระยะยาวจากการถูกแทรกแซงโดยผลประโยชน์สั้นๆ ทางการเมือง

ข้าราชการประจำคือตัวแทนแห่งความยั่งยืนของแผ่นดิน และบทบาทการคานอำนาจของระบบราชการมีความสำคัญระดับวิกฤต ซึ่งหากระบบนี้ถูกทำลายหรือไร้ประสิทธิภาพ รัฐจะสูญเสียสมรรถนะในการบริหาร และหมักหมมจนนำไปสู่มหันตภัยทางการเมือง และสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเป็นอิสระ และการคานอำนาจของระบบราชการ อธิบายได้ว่าบทบาทของข้าราชการประจำในฐานะผู้คานอำนาจการเมือง สามารถทำความเข้าใจผ่านทฤษฎีทางรัฐศาสตร์สำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Max Weber ที่เสนอว่า ระบบราชการสมัยใหม่เปรียบเสมือนเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพราะขับเคลื่อนด้วย "ความชอบธรรมทางกฎหมาย" คุณลักษณะสำคัญคือ

ความเป็นกลางทางการเมือง
ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
และการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักระเบียบโดยปราศจากอารมณ์ส่วนตน

ความไร้อารมณ์ส่วนตนนี้ไม่ใช่ความใจดำ หากแต่เป็น "เกราะคุ้มกัน" ไม่ให้นักการเมืองใช้อำนาจตามอำเภอใจเพื่อตอบสนองพวกพ้อง ข้าราชการประจำจึงเป็นสถาบันที่ทำให้กฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างเท่าเทียม ไม่แปรผันไปตามกระแสประชานิยม หรืออย่างที่ Daniel Carpenter ได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบราชการที่ไม่ถูกครอบงำโดยนักการเมืองจะมีความน่าเชื่อถือ และมีความเป็นอิสระเชิงสถาบัน ความเป็นอิสระนี้ไม่ได้หมายถึงการแข็งขืนต่อประชาชน แต่คือการปกป้องนโยบายสาธารณะระยะยาว จากนักการเมืองที่มีกรอบเวลาในการทำงานสั้นเพียงรอบการเลือกตั้ง ข้าราชการคือผู้ที่มองข้ามช็อตไปถึงเสถียรภาพทางการเงิน คลัง พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในอีก 20-30 ปีข้างหน้า หรือแม้แต่ในมิติของ D. Roderick Kiewiet และ Mathew D. McCubbins ก็ได้กล่าวไว้ว่า ประชาชนคือ "ตัวการ" ที่มอบอำนาจให้นักการเมืองเป็น "ตัวแทน" แต่นักการเมืองมักเกิดภาวะ Moral Hazard หรือการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ดังนั้น ระบบราชการประจำจึงทำหน้าที่เป็น ตัวแทนระดับที่สอง ที่คอยทัดทาน ตรวจสอบ และชะลอนโยบายที่เป็นโทษต่อแผ่นดิน เพื่อไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจเกินขอบเขตที่ประชาชนมอบให้

บทบาทของข้าราชการประจำทำหน้าที่เป็นเสาหลักแห่งความมั่นคง ซึ่งมองได้ใน มิติสำคัญ คือ เป็นผู้รักษาความต่อเนื่องของรัฐ ในยามที่เกิดวิกฤตทางการเมือง รัฐบาลล้ม ลาออก หรือเกิดสุญญากาศทางอำนาจ ระบบราชการคือกลไกเดียวที่ทำให้โรงพยาบาลยังคงเปิดทำการ การเก็บภาษียังดำเนินไป การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนยังคงอยู่ และบริการสาธารณะไม่หยุดชะงัก

เป็นผู้ปกป้องความรู้เชิงเทคนิค นักการเมืองอาจมีความเชี่ยวชาญด้านการหาเสียง แต่ขาดความเข้าใจลึกซึ้งในข้อกฎหมาย และผลกระทบทางเทคนิค ข้าราชการประจำคือผู้รวบรวมข้อมูล ความผิดพลาดในอดีต และหลักการทางวิชาการ เพื่อเตือนสติและเสนอทางเลือกเชิงนโยบายที่รอบคอบ ดังนั้นการเป็นฝ่ายค้านภายในระบบ ข้าราชการประจำใช้ระเบียบ ขั้นตอนการงบประมาณ และกฎหมายในการตั้งคำถามต่อนโยบายที่สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงโครงสร้าง ซึ่งถือเป็นการคานอำนาจเงียบที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในระบบประชาธิปไตย

บทเรียนในต่างประเทศที่ชี้ให้เห็นว่าหากรัฐใดตัดสินใจทำลายความเป็นอิสระของระบบราชการ เพื่อเปิดทางให้ฝ่ายการเมืองเข้าครอบงำได้อย่างสมบูรณ์ รัฐนั้นจะพบกับความพังทลายเชิงโครงสร้าง

ยกตัวอย่างอย่างในช่วงศตวรรษที่ 19 สหรัฐฯ เคยใช้ระบบที่ผู้ชนะการเลือกตั้งสามารถปลดข้าราชการประจำ และแต่งตั้งหัวคะแนนของตนเข้าแทนที่ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ระบบราชการไร้ประสิทธิภาพอย่างรุนแรง เกิดการทุจริตมโหฬาร และบริการสาธารณะตกต่ำ วิกฤตการณ์นี้บีบบังคับให้สหรัฐฯ ต้องปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ผ่านกฎหมาย Pendleton Civil Service Act (1883) เพื่อดึงระบบราชการกลับมาสู่ระบบคุณธรรม และความเป็นกลางทางการเมือง

หรืออย่างที่ศรีลังกา หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในยุคปัจจุบัน คือการที่ฝ่ายการเมืองตระกูลหนึ่งขับเคลื่อนนโยบายประชานิยมขั้นสุด ตัดลดภาษีอย่างมโหฬาร และสั่งห้ามใช้นำเข้าปุ๋ยเคมีอย่างฉับพลันเพื่อเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์ 100% ซึ่งข้าราชการประจำในกระทรวงการคลัง และนักวิชาการเกษตรได้พยายามทัดทาน และเตือนถึงมหันตภัยที่จะเกิดขึ้นต่อดุลการชำระเงินและผลผลิตทางการเกษตร แต่นักการเมืองได้เข้าแทรกแซง ปลด และกดดันข้าราชการที่ไม่เห็นด้วย ผลลัพธ์คือ เศรษฐกิจศรีลังกาล่มสลาย รัฐขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ จนนำไปสู่ภาวะรัฐล้มละลาย และประชาชนต้องเผชิญความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส

หรือการแบ่งสรรอำนาจในเลบานอนที่เปิดโอกาสให้นักการเมืองแต่ละกลุ่มศาสนา และพรรคการเมืองเข้ายึดครองและแบ่งเค้กกระทรวงต่าง ๆ ข้าราชการประจำถูกลดบทบาทลงจนกลายเป็นเพียงบริวารของพรรคการเมือง ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งไฟฟ้า น้ำประปา และการจัดการขยะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง อันนำไปสู่เหตุการณ์ระเบิดครั้งใหญ่ที่ท่าเรือเบรุต ในปี 2020 ซึ่งสะท้อนถึงการไร้สมรรถนะของหน่วยงานรัฐที่ถูกการเมืองแทรกแซงจนไม่เหลือหลักวิชาการ

ข้าราชการประจำไม่ได้เป็นศัตรูของประชาธิปไตย หากแต่เป็น "นิติรัฐคุ้มภัย" ให้แก่ประชาธิปไตย การที่นักการเมืองสลับสับเปลี่ยนกันเข้ามาบริหารคือ "ความงามของระบอบตัวแทน" แต่การมีข้าราชการประจำที่เข้มแข็ง ยึดมั่นในหลักวิชาการ และกล้าทัดทานการกระทำที่ไม่ถูกต้อง คือหลักประกันว่าประเทศชาติจะไม่ล้มเหลวไปตามกระแสการเมืองที่ผันผวน

หากปราศจากข้าราชการประจำที่ยืนหยัดคานอำนาจ รัฐจะหมุนไปตามแรงเหวี่ยงของประชานิยมระยะสั้น วินัยการเงินการคลังจะถูกทำลาย ระบบหลักนิติธรรม จะถูกแทนที่ด้วยหลักอำนาจนิยม เพื่อการปฏิรูป และปกป้องระบบราชการประจำ จึงจำเป็นต้อง สร้างหลักประกันความเป็นอิสระจากการเมือง ปรับปรุงกฎหมายการบริหารงานบุคคลในภาครัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองใช้อำนาจโยกย้ายข้าราชการระดับสูงโดยไม่เป็นธรรมเพียงเพราะการทัดทานนโยบาย และยกระดับสมรรถนะเชิงเทคนิค ข้าราชการประจำต้องเร่งพัฒนาศักยภาพตนเองให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้คำแนะนำเชิงนโยบายของตนมีน้ำหนักทางวิชาการที่ฝ่ายการเมืองปฏิเสธได้ยาก รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบร่วมกัน สังคมต้องหยุดวาดภาพข้าราชการเป็นผู้ร้าย และหันมาสนับสนุนข้าราชการที่ยึดมั่นในความถูกต้อง เพื่อให้พวกเขามีเกราะคุ้มกันในการยืนหยัดเพื่อประโยชน์สูงสุดของแผ่นดินสืบไป
74
สคส. เดินหน้าขยายโอกาสเข้าถึงความรู้ PDPA ผ่าน "PDPC e-Learning"
เรียนฟรี ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมประกาศนียบัตร ต่อยอดศักยภาพคนไทยสู่สังคมดิจิทัลปลอดภัย
เผยยอดผู้เข้าเรียนล่าสุดทะลุ 8 หมื่นรายแล้ว


สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เดินหน้าขยายโอกาสการเข้าถึงความรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแก่ประชาชน ผ่านระบบ "PDPC e-Learning" แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ปฏิบัติงานจากทุกภาคส่วน สามารถเรียนรู้เรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ช่วยลดข้อจำกัดทั้งด้านค่าใช้จ่ายและการเดินทาง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถจัดสรรเวลาเรียนได้อย่างยืดหยุ่นตามความสะดวก โดยเมื่อเรียนครบและผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับ e-Certificate จาก สคส. เพื่อใช้เป็นหลักฐานรับรองการเรียนรู้ และต่อยอดการพัฒนาความรู้และศักยภาพของตนเอง รวมถึงนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและพัฒนาองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า การพัฒนา PDPC e-Learning ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการทำให้องค์ความรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเข้าถึงประชาชนได้อย่างสะดวกและทั่วถึง โดย สคส. ได้ออกแบบเนื้อหาให้เหมาะสมทั้งสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องการทำความเข้าใจสิทธิและแนวทางในการปกป้องข้อมูลของตนเอง

"PDPC e-Learning มีเป้าหมายสำคัญในการลดข้อจำกัดในการเข้าถึงความรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่าย เวลา สถานที่ หรือการเดินทาง ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษาและบริหารจัดการเวลาเรียนได้ด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ และเมื่อเรียนครบถ้วนและผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองความรู้จาก สคส. ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการพัฒนาศักยภาพของตนเองและองค์กรได้ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงความรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ประชาชนอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น" พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าว

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลตอบรับนับตั้งแต่เปิดให้บริการเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า มีผู้ลงทะเบียนเรียนแล้วเกือบ 8 หมื่นราย โดยผลการดำเนินงานสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด สะท้อนถึงความสนใจในการเรียนรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และช่วยขยายการเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน PDPA ไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวอีกว่า ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงภาระด้านกฎหมาย หรือเป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่ควรพัฒนาให้เป็นวัฒนธรรมองค์กรและความรับผิดชอบร่วมกันของคนในสังคม ตั้งแต่การเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น การใช้ข้อมูลอย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ตลอดจนการเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หลักสูตรของ สคส.นี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ เพราะความรู้ที่ได้รับจะช่วยลดโอกาสการเกิดปัญหาข้อมูลรั่วไหล ลดช่องว่างที่มิจฉาชีพอาจนำข้อมูลไปก่ออาชญากรรม และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของไทย

สคส. จะเดินหน้าพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร PDPC e-Learning ให้มีเนื้อหาที่ทันต่อสถานการณ์ กฎหมาย เทคโนโลยี และรูปแบบความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมขยายองค์ความรู้ไปยังหน่วยงานและประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อผลักดันให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นทักษะพื้นฐานของคนไทย และสร้างระบบนิเวศด้านข้อมูลที่ปลอดภัย โปร่งใส และเชื่อถือได้อย่างยั่งยืน

การขยายโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้ผ่าน PDPC e-Learning จึงไม่เพียงช่วยให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างสะดวกและไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นการสร้างพื้นฐานความรู้ให้คนไทยเข้าใจสิทธิของตนเอง รู้เท่าทันแนวทางการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และตระหนักถึงความรับผิดชอบในการใช้ข้อมูลของผู้อื่นอย่างเหมาะสม เพื่อร่วมกันสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย โปร่งใส และน่าเชื่อถือ

ผู้สนใจสามารถสมัครเรียนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://elearning.pdpc.or.th/

ช่องทางติดตามข่าวสาร สคส.
Website: www.pdpc.or.th
YouTube : https://www.youtube.com/@PDPCThailand
TikTok : https://www.tiktok.com/@pdpc.thailand
LINE OA : https://line.me/R/ti/p/@083lyqp
75
เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ผลิตกิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ 
บทเพลงรณรงค์เครือข่ายลดเค็ม ชื่อเพลง “ด้วยความห่วงไต”

76
ทำไมแผ่นดินไหวที่อิตาลีขนาดแค่ 4.7 แต่ทำให้อาคารหลายหลังเสียหายได้
โดย ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย




แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทางตอนใต้ของอิตาลี เมื่อวันที่ 31 ก.ค.69 ที่ผ่านมา มีขนาดเพียง 4.7 ซึ่งถือว่าไม่ใหญ่มาก แต่กลับสร้างความเสียหายให้อาคารหลายหลังได้

จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว อยู่ในเขตเมือง Pozzuoli ทางทิศตะวันตกของเมืองเนเปิลส์ พื้นที่ในแถบนี้ ยังเป็นแอ่งภูเขาไฟที่ยังไม่สงบ!

สาเหตุที่อาคารเสียหายน่าจะมาจาก

1. แผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่ความลึกเพียง 3 กม. ซึ่งถือว่าตื้นมาก เทียบกับแผ่นดินไหวทั่วไปที่มักเกิดที่ความลึกมากกว่านั้น ด้วยความที่ระยะตื้นมาก พลังงานจากคลื่นแผ่นดินไหวถูกลดทอนน้อย การสั่นไหวที่ผิวดินจึงรุนแรงมาก

2. จุดเกิดเหตุอยู่ในบริเวณแหล่งชุมชนหนาแน่น จึงกระทบต่ออาคารและประชาชนมาก

3. อาคารส่วนใหญ่ไม่ได้พังทั้งหลัง แต่ส่วนที่พังทลายคือ เปลือกและผนังอาคารที่แตกหักและร่วงลงมา โดยเฉพาะอาคารและโบสถ์เก่าที่ก่อสร้างจากอิฐหรือปูนปั้นไม่เสริมเหล็ก (Unreinforced masonry) จึงเปราะ แตกหัก และพังทลายได้ง่าย นอกจากอาคารพังทลายแล้ว ยังพบหินถล่มด้วย

4. แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เกิดจากรอยเลื่อนธรรมดา แต่เนื่องจากพื้นที่นี้อยู่ในเขตภูเขาไฟที่ยังไม่สงบ ใต้พื้นดินยังมีแม็กม่าหรือแก๊ส หรือของเหลวร้อนอยู่ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ bradyseism ดันให้พื้นดินยกและทรุดตัวแบบไม่สม่ำเสมอมาเป็นเวลานาน บางจุดยกสูงถึง 1.6 ม. ก็อาจทำให้อาคารบางส่วนสะสมรอยแตกร้าวหรือเสียมาก่อนหน้าแล้ว เมื่อเจอแผ่นดินไหวคราวนี้ จึงพังลงมา

5. พื้นที่แถบนี้ ยังมีกลุ่มแผ่นดินไหวสะเทือน (seismic swarm) ต่อเนื่องหลายครั้ง ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับกับการเป็นเขตภูเขาไฟที่ยังไม่สงบ อาจมีส่วนทำให้อาคารแตกร้าวเสียหายจากแผ่นดินไหวก่อนหน้าอยู่แล้วด้วย

ภาพจาก reuters.com
77
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) อุทิศถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ พร้อมนำเครื่องอุปโภคบริโภคในพิธี บริจาคให้แก่มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่ออุทิศถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ




วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม  ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการบำเพ็ญพระกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) ในพิธีข้ามสะพานโอฆสงสาร น้อมอุทิศถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  โอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้  พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึก ยุคล พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล หม่อมเจ้าฑิฆัมพร ยุคล และ หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในพิธีการบำเพ็ญพระกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) ประกอบด้วย บรรพชิตจีนนิกายสวดพระพุทธมนต์เปิดมณฑลพิธีและพิธีสรงดวงพระวิญญาณ พิธีสรงน้ำดวงพระวิญญาณ พิธีสังวัธยายสุขาวดีวยูหสูตร พิธีลอยกระทง และปล่อยนกปล่อยปลา พิธีโยคะตันตระ (ทิ้งกระจาด) และพิธีสดับปกรณ์ โดยมี นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และคณะหน่วยงานในเครือ เฝ้ารับเสด็จฯ และเข้าร่วมในพิธี เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ บริเวณพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง


สำหรับในการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดสร้างเครื่องกระดาษ ประกอบด้วย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ฉลองพระองค์ทำจากกระดาษ จำนวน 8 ชุด ประกอบด้วยฉลองพระองค์ที่เคยทรงในโอกาสต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นชุดที่ออกแบบตัดเย็บโดยใช้ผ้าไทยในท้องถิ่นจากภูมิภาคต่างๆ ทั้งหมดล้วนแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวงที่ทรงให้ความสำคัญและทรงยกระดับผ้าไทยสู่สากล เผยแพร่ความงดงามของหัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลก ได้แก่

          1. ฉลองพระองค์ตัดเย็บจากผ้าไหมปักประดับด้วยปีกแมลงทับ พระสนับเพลาแบบป้ายตัดเย็บจากผ้าไหมเครป ประดับพู่ไหม
          2.ฉลองพระองค์แบบผสมผสานไทย พ.ศ. 2528 "จากจุดเริ่มต้นที่ผ้าไหมมัดหมี่ พระราชประสงค์ในการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นก็ขยายไปพื้นที่อื่นๆ ด้วย เช่น ผ้าไหมแพรวาที่เป็นวัฒนธรรมการทอผ้าของชาวผู้ไท บ้านโพน จ.กาฬสินธุ์ ลักษณะดั้งเดิมของผ้าไหมแพรวา คือเป็นผ้าหน้าแคบ ใช้ห่มเฉียงบ่าเหมือนสไบ เมื่อมีพระราชประสงค์ให้ส่งเสริมการทอผ้าแพรวาเพื่อสร้างอาชีพ สืบต่อวัฒนธรรมไม่ให้สูญหาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปรับผ้าแพรวาโดยขยายเป็นผ้าหน้ากว้าง เพื่อสามารถนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าได้ รวมถึงสีจากเดิมที่มีสีแดง ก็เพิ่มสีอื่นๆ เข้ามา ดังเช่นฉลองพระองค์องค์นี้ที่เป็นสีชมพูพาสเทล"
          3. ฉลองพระองค์แบบสากล "ฉลองพระองค์ องค์นี้ เป็นฉลองพระองค์ทรงงาน ทรงเมื่อเสด็จเยี่ยมราษฎรทางภาคเหนือ มีการตกแต่งด้วยผ้าชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิ์ติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
          4. ฉลองพระองค์ชุดสูท ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่และผ้าไหมเครป จากห้องเสื้อบัลแมง โดยนายอีริก มอร์เทนเซน
          5. ฉลองพระองค์ชุดราตรี พ.ศ. 2528 ฉลองพระองค์องค์ตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ ทรงเมื่อครั้งเสด็จฯ
เยือนสหรัฐอเมริกาในปี 2528 เดิมทีผ้าไหมมัดหมี่เป็นผ้าที่ใช้นุ่งในชีวิตประจำวัน
          6. ฉลองพระองค์แบบผสมผสานไทย จากห้องเสื้อบัลแมง โดยนายอีริก มอร์เทนเซน ตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่
          7. ฉลองพระองค์ชุดราตรีสีกรมท่า ตัดเย็บโดยผ้าไหมกำมะหยี่ ปักประดับดิ้นทอง ลูกปัด และเลื่อม  ฝีมือการออกแบบตัดเย็บของนายปีแอร์ บัลแมง
          8. ฉลองพระองค์ชุดภูไท ตัดเย็บจากผ้าไหมแพรวา เมื่อครั้งทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวบ้านโพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นหญิงชาวภูไทแต่งกายด้วยเสื้อแขนกระบอกสีดำ และห่มสไบเฉียงผ้าแพรวาสีแดงอย่างงดงาม จึงทรงมีพระราชดำรัสว่า  "ผ้าที่ใส่นี่สวยมาก ทอให้พระราชินีได้ไหม" และทรงนำมาพัฒนาต่อยอดจนผ้าไหมแพรวากลายเป็น "ราชินีแห่งไหมไทย" ในโครงการศิลปาชีพ


อีกทั้งยังมี  สุนัขทรงเลี้ยงจำลองเหมือนจริง จำนวน 9 ตัว ได้แก่  คุณซูซี่ พันธุ์ Cocker Spaniel  คุณตุ้งติ้ง พันธุ์ Cocker Spaniel คุณเมเมี้ยว พันธุ์ Cocker Spaniel คุณหมีขาว พันธุ์ West Highland White Terrier คุณนกฮูก พันธุ์ Shih.Tzu คุณพุดดิ้ง พันธุ์ York Shire. Terrier คุณละเวง พันธุ์ Cocker Spaniel หลวงแจ่มภักดี พันธุ์ Saint Bernard และคุณสุดหล่อ พันธุ์ Dalnatian นอกจากนี้ ยังมีข้าราชบริพาร มหาดเล็ก คุณข้าหลวง นางสนองพระโอษฐ์ จำลองชุดปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่จริง จำนวน 16 คน เครื่องกระดาษชุดรถยนต์พระที่นั่ง มีสารัตถี 1 คน เครื่องกระดาษหีบทอง  โรงโขนละครจำลอง ภูเขาเงิน ภูเขาทอง ภูเขาเสริมพระบารมี พระคลังเงิน พระคลังทอง และเครื่องราชูปโภค


และในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิฯ นำเครื่องอุปโภคบริโภคในพิธีโยคะตันตระ (ทิ้งกระจาด) ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมัน น้ำปลา และน้ำดื่ม บริจาคให้แก่มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี  นางวิภา ภัทรกุลพงษ์ ประธานคณะทำงานบริหารของบริจาค มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ ณ มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นองค์กรสาธารณกุศล ก่อตั้งขึ้นมากว่า 116 ปี โดยชาวจีนโพ้นทะเลที่เข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารในประเทศไทยเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดินได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่สุดมิได้จากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีคุณูปการใหญ่หลวง ดังนั้น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วยคณะกรรมการ และหน่วยงานในเครือ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) น้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามประเพณีทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานจีนนิกาย ด้วยความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวทิตา ด้วยความน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และพร้อมตอบแทนคุณแผ่นดิน ด้วยการทำคุณงามความดีต่อไปตราบนานเท่านาน ภายใต้ปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 


78
“อาฒยา” เปิด 7 อันเดอร์ ขึ้นนำรอบแรกศึก “เอไอจี วีเมนส์ โอเพ่น” ที่อังกฤษ


อาฒยา ฐิติกุล


แฮรัน ยู


อาภิชญา ยุบล


ปาจรีย์ อนันต์นฤการ

30 กรกฎาคม 2569 - อาฒยา ฐิติกุล โปรสาวมือสองของโลก ประเดิมฟอร์มร้อนแรงหวด 7 อันเดอร์พาร์ 64 จากการทำ 7 เบอร์ดี้ แบบไร้โบกี้ ขึ้นนำรอบแรกศึก “เอไอจี วีเมนส์ โอเพ่น” เมเจอร์สุดท้ายของปีที่สนามรอยัล ลีแธม แอนด์เซนต์แอนส์ พาร์ 71 ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมี แฮรัน ยู มืออันดับสามของโลกจากเกาหลีใต้ และ ชิโอะ คุวากิ มือ 46 โลกจากญี่ปุ่น ตามหลังสองสโตรค (ภาพ: BGB Images)

กอล์ฟ “เอไอจี วีเมนส์ โอเพ่น” เมเจอร์หญิงรายการที่ 5 สุดท้ายของปี จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 50 ชิงเงินรางวัลรวม 10 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 337 ล้านบาท แข่งขัน ณ สนามรอยัล ลีแธม แอนด์เซนต์แอนส์ พาร์ 71 ประเทศอังกฤษ ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคมถึง 3 สิงหาคมนี้ มีนักกอล์ฟ 144 คนจาก 30 ประเทศลงชิงชัย โดยเป็นผู้เล่นชาวไทย 7 คน ได้แก่ อาฒยา ฐิติกุล, เอรียา จุฑานุกาล, ปาจรีย์ อนันต์นฤการ, ปภังกร ธวัชธนกิจ, ชเนตตี วรรณแสน, อาภิชญา ยุบล และ อัญชิสา อุตมะ

เปิดฉากการแข่งขันรอบแรก จีโน่-อาฒยา ฐิติกุล นักกอล์ฟสาวมืออันดับสองของโลก ประเดิมผลงานดีหลังจากหยุดพักแข่งไปสองสัปดาห์ โดยทำ 7 เบอร์ดี้ ไม่มีโบกี้ ขึ้นนำเดี่ยวที่สกอร์ 7 อันเดอร์พาร์ 64 โดยมี แฮรัน ยู เจ้าของสองแชมป์เมเจอร์ในปี 2026 จากเกาหลีใต้ และ ชิโอะ คุวากิ มือ 46 โลกจากญี่ปุ่น ตามมาที่อันดับสองร่วมด้วยสกอร์เท่ากันที่ 5 อันเดอร์พาร์ 66 จากการทำคนละ 6 เบอร์ดี้ เสียโบกี้เดียว

อาฒยา ฐิติกุล ซึ่งกำลังรอแชมป์เมเจอร์แรกให้ตัวเองเผยหลังขึ้นนำรอบแรกว่า “สนามนี้กรีนไม่ได้ยากมาก สิ่งที่ยากคือการทีช็อตไปลงบังเกอร์ ซึ่งวันนี้ทีช็อตไม่ตกบังเกอร์เลย แต่ก็มีช็อตที่ตีไม่ดีไปบังเกอร์แต่เหมือนเด้งข้ามไป ถือว่าโชคดีในบางหลุม ลงเล่นวันแรกตั้งแต่หยุดพักสองสัปดาห์ก็ยังตื่นเต้น เพราะไม่ว่าจะแข่งติดต่อกันหรือหยุดพัก พอออกไปแข่งหลุมแรกก็จะตื่นเต้นเสมอ เพราะเราอยากทำให้ออกมาดี จบรอบแรกรู้สึกดี ยังมีพลังบวกอยู่ รู้สึกเกมดี อารมณ์ดี ส่วนสภาพสนามไม่มีผล อยู่ที่ลมมากกว่า วันนี้ถือว่าโชคดีเพราะตอนใกล้ๆ จบลมไม่ได้แรงมาก แต่ด้วยความที่เป็นสนามลิงค์สบางทีเราก็เผื่อเยอะ ก็อยากเก็บความมั่นใจกับช็อตที่มีแบบนี้ไปเล่นต่อ รู้สึกว่าตัวเองมีช็อตที่ดีกว่าช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา การขึ้นนำรอบแรกก็ถือว่ามีแต้มต่อนิดหน่อย แต่ก็ยังบอกอะไรไม่ได้เพราะยังไม่ถึงครึ่งทาง แต่ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี”

ทางด้าน โปรพราว-ชเนตตี วรรณแสน มืออันดับ 85 ของโลก ทำผลงานดีตีเข้ามา 3 อันเดอร์พาร์ 68 ตามมาที่อันดับ 6 ร่วมกับ ชิซซี อิวาอิ มือ 29 โลกจากญี่ปุ่น ส่วนดาวดังอย่าง ลอตตี้ โวด กับ ชาร์ลีย์ ฮัลล์ มืออันดับ 5 และ 7 ของโลกชาวอังกฤษ หวดคนละ 2 อันเดอร์พาร์ 69 อยู่ในกลุ่มอันดับ 8 ร่วม, มิยู ยามาชิตะ มืออันดับ 6 ของโลกจากญี่ปุ่น ดีกรีแชมป์ปีที่แล้ว ทำ 1 โอเวอร์พาร์ 72 อยู่อันดับ 37 ร่วม และ เนลลี คอร์ดา มือหนึ่งของโลกจากสหรัฐฯ เครื่องยังไม่ร้อนตีเกินไป 2 โอเวอร์พาร์ 73 อยู่ในกลุ่มอันดับ 53 ร่วม

ขณะที่นักกอล์ฟไทยอีก 5 คน ทำสกอร์ดังนี้ เปียโน-อาภิชญา ยุบล ทำ 1 อันเดอร์พาร์ 70 อยู่อันดับ 17 ร่วม ส่วน แพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ, เมียว-ปาจรีย์ อนันต์นฤการ, แจน-อัญชิสา อุตมะ และ โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล อดีตแชมป์รายการนี้เมื่อปี 2016 ตีเกินคนละ 2 โอเวอร์พาร์ 73 รั้งอันดับ 53 ร่วม

รายละเอียดเพิ่มเติมของการแข่งขัน เอไอจี วีเมนส์ โอเพ่น ได้ที่เว็บไซต์ www.aigwomensopen.com
79
ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 เสิร์ฟมนต์รักหลอน “ดับแสงรวี” ซี-นุนิว พาผูกชะตาฝ่าคำสาปคฤหาสน์ลึกลับ


คอหนังไทยเตรียมลุ้นระทึกไปกับ “ดับแสงรวี” ภาพยนตร์รักพีเรียดสยองขวัญที่กลับมาปลุกมนตร์ลึกลับบนจออีกครั้ง นำแสดงโดยคู่ขวัญ “ซี-พฤกษ์” และ “นุนิว-ชวรินทร์”ถ่ายทอดสายสัมพันธ์ของคนสองคนที่ถูกชะตาผูกไว้จนไม่อาจหลีกหนี จากนิยายยอดนิยมสู่ภาพยนตร์ที่รวมทั้งความรัก ความลี้ลับ และแรงอาฆาตในคฤหาสน์เก่าสุดหลอน


ปี พ.ศ. 2504 แสงรวี (นุนิว-ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์) เด็กหนุ่มจากอยุธยา ถูกส่งเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์สิทธิกรกัลป์ ณ พระนคร และได้พบกับ พระเพลิง (ซี-พฤกษ์ พานิช) ทายาทหนุ่มผู้กำลังเผชิญเคราะห์หนักในวัยเบญจเพส เมื่อ ซินแสลี (ซินแส เป็นหนึ่ง) ทำนายว่าพระเพลิงต้องเร่งผูกดวงกับคู่ชะตาเพื่อหลบภัยถึงชีวิต แสงรวีจึงกลายเป็นคนสำคัญที่ไม่อาจแยกห่าง แม้ทั้งคู่จะเริ่มต้นด้วยความไม่ลงรอย แต่การใช้ชีวิตในคฤหาสน์กลับพาแสงรวีเข้าสู่เงามืดของอดีต ทั้งฝันร้าย เหตุการณ์ปริศนา และวิญญาณ กรรณิการ์ (ทับทิม-อัญรินทร์ ธีรานันพัฒน์) ที่ตามหลอกหลอนด้วยแรงอาฆาต ท่ามกลางความลับของตระกูลที่มี คุณปู่ของพระเพลิง (อาหนู-สุรศักดิ์ ชัยอรรถ), จัน (อาวอ-จิราวัฒน์ วชิรศรัณย์ภัทร), ไกลภพ (น้ำมนต์-กฤตนัย อาสาฬห์ประกิต) และ พุดซ้อน (น้ำปิง-นภัสกร ปิงเมือง) เข้ามาเกี่ยวพัน จากคนที่ไม่ถูกชะตา ความใกล้ชิดค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความห่วงใย เมื่อพระเพลิงต้องปกป้องแสงรวีจากวิญญาณแค้น พร้อมตามหาความจริงที่อาจพลิกชะตาของทั้งสองคน ติดตามชมภาพยนตร์ “ดับแสงรวี After Sundown” วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 เวลา 18.30 น. ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และ https://true4u.com/live/







80
ก้าวใหม่ที่น่าจับตา! "โปรจีโน่–อาฒยา ฐิติกุล" ร่วมครอบครัวไดกิ้นอย่างเป็นทางการ


อีกหนึ่งโมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เมื่อคณะผู้บริหาร บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องปรับอากาศและโซลูชันด้านอากาศระดับโลก ร่วมให้การต้อนรับ "โปรจีโน่–อาฒยา ฐิติกุล" นักกอล์ฟหญิงระดับโลก อย่างเป็นกันเอง ในโอกาสก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกคนใหม่ของ "ครอบครัวไดกิ้น" พร้อมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความประทับใจ สะท้อนถึงการเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างไดกิ้นและโปรจีโน่

การพบกันครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของผู้นำ 2 วงการ ที่สะท้อนการโคจรมาพบกันของแบรนด์ระดับโลกและนักกอล์ฟหญิงไทยผู้สร้างชื่อเสียงในเวทีระดับโลก โดยโปรจีโน่เตรียมร่วมเดินทางบทใหม่กับไดกิ้นในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งนี้เท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายโมเมนต์และความเคลื่อนไหวที่น่าติดตามจากไดกิ้นและโปรจีโน่ เตรียมพบกันได้เร็ว ๆ นี้
Pages: 1 ... 6 7 [8] 9 10