Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
กรุงศรี ออโต้ คว้ารางวัล Superbrands 2020
ครองแบรนด์สินเชื่อยานยนต์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจ 8 ปีซ้อน


               กรุงเทพฯ, 25 กุมภาพันธ์ 2564 – “กรุงศรี ออโต้” ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) นำโดยนางกฤติยา ศรีสนิท (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อ       ยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) รับรางวัล Superbrands 2020 ครองการเป็นแบรนด์สินเชื่อยานยนต์เพียงรายเดียวที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นและไว้วางใจอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

“จากกลยุทธ์การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า (CE: Customer Experience) ซึ่งมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ (Customer Centricity) ทำให้กรุงศรี ออโต้ ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงใจ พร้อมสร้างนวัตกรรมดิจิทัลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในทุกช่วงจังหวะชีวิต ส่งผลให้เรายังคงได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค และได้รับรางวัล Superbrands ติดต่อกันถึง 8 ปีซ้อน” นางกฤติยา กล่าว

รางวัล Superbrands ถือเป็นรางวัลมาตรฐานระดับโลกที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่ามีมาตรฐานสูงสุดในด้านการวัดและประเมินความสำเร็จด้านการสร้างแบรนด์ ผ่านการสำรวจและวิจัยผู้บริโภคทั่วประเทศร่วม 15,000 คน รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ และคณะกรรมการอิสระของซุปเปอร์แบรนด์ (Superbrands Council) โดยมีเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกแบรนด์ที่ได้รับรางวัล 3 หลักเกณฑ์ คือ คุณภาพของ แบรนด์ (Brand Quality) เอกลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Personality) และความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค (Brand Affinity)


####

ประสบการณ์ใหม่กับ กรุงศรี ออโต้

“กรุงศรี ออโต้” ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ให้บริการสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร ได้แก่ สินเชื่อเพื่อคนมีรถ “คาร์ ฟอร์ แคช” สินเชื่อรถบ้าน ”กรุงศรี รถบ้าน” สินเชื่อรถใหม่ “กรุงศรี นิว คาร์” สินเชื่อรถเต็นท์ “กรุงศรี ยูสด์ คาร์” สินเชื่อรถบรรทุกใหม่ “กรุงศรี ทรัค” ซึ่งให้บริการโดยกลุ่มงานธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สินเชื่อรถจักรยานยนต์ “กรุงศรี มอเตอร์ไซค์” สินเชื่อบิ๊ก ไบค์  “กรุงศรี บิ๊ก ไบค์” สินเชื่อบิ๊ก ไบค์ มือสอง “กรุงศรี ยูสด์ บิ๊ก ไบค์” สินเชื่อเพื่อคนมีรถ “คาร์ ฟอร์ แคช มอเตอร์ไซค์” สินเชื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ “กรุงศรี อินเวนทอรี่ ไฟแนนซ์” รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านการประกันภัย “กรุงศรี ออโต้ โบรคเกอร์” ซึ่งให้บริการโดยบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)

ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการสินเชื่อของกรุงศรี ออโต้ พร้อมรับคำปรึกษาทั้งเรื่องรถและเรื่องเงิน ช่วยให้เรื่องเงินเป็นเรื่องง่าย ผ่านสาขากรุงศรี ออโต้ 51 สาขาทั่วประเทศ รวมทั้งสาขาของธนาคารกรุงศรีอยุธยาทั่วประเทศ หรือติดต่อ "กรุงศรี ออโต้ คอล เซ็นเตอร์" โทร 02-740-7400 กด 1 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่​
www.krungsriauto.com หรือ  www.facebook.com/krungsriauto
2
ธรรมดาโลกไม่จำ! ส่องไอเดียโปรโมทแคมเปญ 3.3 Big Brands Sale สุดว้าว 
ครั้งแรกในโลก! เมื่อโลโก้ Shopee มาร่วมคอลแลบกับแบรนด์ดัง ความปังจึงบังเกิด





กรุงเทพ, 25 กุมภาพันธ์  2564 - นอกจากโปรโมชันที่จัดหนักจัดเต็มแล้ว เรื่อง ‘ความคิดสร้างสรรค์’ ช้อปปี้ก็ไม่น้อยหน้า เพราะล่าสุดในแคมเปญ Shopee 3.3 Big Brands Sale ช้อปปี้ เกิดนึกสนุกปิ๊งไอเดียสุดแหวกแนว ชวน 12 แบรนด์ดังทั้ง Lipton, Pond’s, Rexona, Sunsilk, Dove, Breeze, MamyPoko, Philips, Big C, Satin, Unilever และ Vaseline มาร่วมคอลแลบออกแบบโลโก้ร่วมกันครั้งแรกในโลก! โดยเป็นการผสมผสานจุดเด่นและไอคอนิกที่ผู้บริโภคจดจำได้เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งหลังจากเผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊ก Shopee ก็สามารถเรียกเสียงฮือฮาบนโลกออนไลน์ โดยมีการกระหน่ำกดไลก์ คอมเมนต์ และแชร์จำนวนมาก

‘Creative Content Marketing’ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากแบรนด์ในยุคปัจจุบัน สำหรับ ช้อปปี้ ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน มองว่าการคอลแลบอเรชันร่วมกับแบรนด์ผ่านแคมเปญ Shopee 3.3 Big Brands Sale ในครั้งนี้ เป็นการฉายภาพให้เห็นถึงหัวใจในการดำเนินธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ช้อปปี้ให้ความสำคัญเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคอนเทนต์ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึง สร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้บริโภคอย่างมีความหมาย ตลอดจนการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับผู้บริโภคในระยะยาว ซึ่งก่อนหน้านี้ช้อปปี้ได้รับการยกย่องให้เป็นอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มที่มีผลงานบนโซเชียลมีเดียยอดเยี่ยม การันตีด้วยรางวัล Thailand Zocial Awards ถึง 2 ปีซ้อน (2562-2563) ไม่เพียงเท่านี้การคอลแลบอเรชันดังกล่าวยังตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง และความเชื่อมั่นของแบรนด์ชั้นนำที่มีต่อช้อปปี้ในฐานะพันธมิตรด้านอีคอมเมิร์ซที่มีส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจในยุคดิจิทัลอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปชมผลงานการคอลแลบโลโก้สุดว้าวได้ที่ เฟซบุ๊ก Shopee และเตรียมตัวเคาท์ดาวน์เฉลิมฉลอง Shopee 3.3 Big Brands Sale ปักหมุดดีเดย์วันที่ 3 มีนาคม 2564 วันเดียว โดยจะได้พบกับ ‘Midnight Crazy Flash Sale’ ที่มาพร้อมสินค้าหลากหลายหมวดหมู่ในราคาสุดคุ้ม, ส่วนลดกว่า 50% จากแบรนด์ดังบน Shopee Mall, โค้ดส่วนลดจากช้อปปี้มากกว่า 50% พร้อมมีสิทธิรับโค้ดเงินคืนสูงสุด 50% Shopee Coins  สำหรับใครที่อดใจรอไม่ไหว อุ่นเครื่องรอช้อปได้เลย เพราะช้อปปี้ใจดีแจกโค้ดทุก 15 นาที ตั้งแต่ 5 ทุ่ม ของวันที่ 2 มีนาคม จนถึงตีหนึ่งของวันที่ 3 มีนาคมนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://shopee.co.th/m/3-3

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันช้อปปี้ได้ฟรีจาก App Store หรือ Google Play Store

เกี่ยวกับ Shopee (ช้อปปี้)

    Shopee เป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2558 ใน 7 ตลาดทั่วทั้งภูมิภาค เพื่อเชื่อมต่อผู้ซื้อ ผู้ขาย และภาคธุรกิจ

    Shopee ส่งมอบความสะดวกสบาย ปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้ใช้งานหลายล้านคนให้มีความเพลิดเพลินกับการเข้าใช้งานบนแพลตฟอร์มของเราในทุกๆวัน ด้วยการนำเสนอสินค้าที่หลากหลาย พร้อมด้วยระบบการชำระเงินและการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ รวมถึงการสร้างความบันเทิงผ่านหลากหลายฟีเจอร์ที่คัดสรรมาเพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้งานในแต่ละตลาดโดยเฉพาะ ขณะเดียวกัน Shopee เข้ามามีส่วนร่วมสำคัญในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาค ด้วยมีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการและแบรนด์สินค้าต่างๆ สามารถบรรลุเป้าหมายและประสบผลสำเร็จได้ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

Shopee อยู่ในกลุ่มของ บริษัท Sea (NYSE:SE) ผู้นำทางด้านเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเพื่อผู้ใช้งานในระดับโลก นอกเหนือจาก Shopee แล้ว Sea ยังมีธุรกิจหลักครอบคลุมทั้งในส่วนดิจิทัล เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ภายใต้ชื่อ การีนา และ บริการด้านการเงินแบบดิจิทัลภายใต้ชื่อ ซีมันนี่ Sea มีพันธกิจที่จะมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค และผู้ประกอบการรายย่อยให้ดียิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีอันล้ำหน้า

3
สวพส. เผยการวิจัยและพัฒนาการปลูกกัญชง (เฮมพ์) พืชเศรษฐกิจทางเลือก
คาดเคาะราคาเมล็ดพันธุ์ในเดือนเมษายน 64

               สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. เผยข้อมูลการวิจัยและพัฒนากัญชงหรือ เฮมพ์ พร้อมผลักดันเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ของเกษตรกร ซึ่งจากผลการวิจัยขณะนี้สามารถพัฒนาพันธุ์เฮมพ์ 4 พันธุ์ ที่ได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร คือ RPF1 , RPF2 , RPF3 และ RPF4 ซึ่งเป็นพันธุ์สำหรับผลิตเส้นใยโดยมีเปอร์เซ็นต์เส้นใย 12-14.7% ปริมาณสารที่เป็นประโยชน์ CBD 0.8-1.2% และมีปริมาณสารเสพติด THC ต่ำกว่า 0.3% และคาดว่าจะได้สายพันธุ์ใหม่ ๆ เพิ่มอีก 5 พันธุ์ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจปริมาณและคุณภาพของเมล็ด รวมทั้งการกำหนดราคาและแนวทางการบริหารจัดการ โดยคาดว่าจะสามารถจำหน่ายได้ประมาณเดือนเมษายน 2564


               นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เปิดเผยว่า เมื่อปี พ.ศ. 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้มีการศึกษาการเพาะปลูกกัญชงอย่างจริงจังในประเทศไทย ความว่า “....สมควรศึกษาและส่งเสริมให้เกษตรกรชาวเขาปลูกกัญชง เพื่อใช้เส้นใยผลิตเครื่องนุ่งห่มและจำหน่ายเป็นรายได้......” คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2548 มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ศึกษาและพิจารณาแนวทางการส่งเสริม และการควบคุมดูแลการปลูกกัญชง จากนั้น สศช. จึงได้ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และมูลนิธิโครงการหลวง เริ่มดำเนินการวิจัยและพัฒนากัญชงอย่างจริงจัง มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 โดยต่อมาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2552 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การส่งเสริมการปลูกเฮมพ์เป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูงฉบับที่ 1 พ.ศ. 2552 -2556 และเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการพัฒนาเฮมพ์บนพื้นที่สูง ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2553 – 2557) และแผนปฏิบัติการพื้นที่นำร่องส่งเสริมการปลูกเฮมพ์ 5 จังหวัด เชียงใหม่ น่าน เชียงราย ตาก และเพชรบูรณ์


               สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนากัญชง มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 จนกระทั้งปัจจุบัน โดยได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานที่สำคัญ คือ การพัฒนาพันธุ์ เทคโนโลยีการผลิต การแปรรูป การตลาด และสนับสนุนการผลักดันให้เป็นพืชเศรษฐกิจที่ถูกต้องตามกฏหมาย โดยระยะแรกมุ่งการใช้ประโยชน์ด้านเส้นใย และต่อมาได้ขยายการวิจัยและพัฒนาด้านสาร CBD เมล็ด และส่วนประกอบต่างๆ ซึ่งผลการวิจัยสามารถพัฒนาพันธุ์เฮมพ์ 4 พันธุ์ และได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร คือ RPF1 , RPF2 , RPF3 และ RPF4  ซึ่งเป็นพันธุ์สำหรับผลิตเส้นใยโดยมีเปอร์เซ็นต์เส้นใย 12-14.7% ปริมาณสารที่เป็นประโยชน์ CBD 0.8-1.2% และมีปริมาณสารเสพติด THC ต่ำกว่า 0.3% รวมทั้งเมล็ดมีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถผลิตเพื่อการบริโภคได้และคาดว่าจะได้สายพันธุ์ใหม่ ๆ เพิ่มอีก 5 พันธุ์ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ได้วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ระบบการปลูกภายใต้การควบคุมตามกฎหมาย รวมทั้งการแปรรูปเส้นใยเฮมพ์ และส่วนอื่น ๆ ของเฮมพ์ ส่งผลให้มีการแก้ไขกฎหมายและข้อกำหนด/ระเบียบต่าง ๆ ให้สามารถปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจได้


               จากการแก้กฏหมายและข้อกำหนด/ระเบียบ ฉบับที่สำคัญคือ“กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง (Hemp) พ.ศ. 2563” และ “ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2563”  ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง รวมทั้งกำหนดให้ส่วนของกัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ ใบ เมล็ด (seed และ grain) ราก ลำต้น และสารสกัด CBD ที่มี THC ต่ำกว่า 0.3% ทำให้กัญชงมีโอกาสที่จะเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกหนึ่งของเกษตรกร และขณะนี้มีเกษตรกร เอกชน และหน่วยงานต่าง ๆ จำนวนมากต้องการเมล็ดและส่วนประกอบต่าง ๆ ของเฮมพ์จาก สวพส. ทั้งเพื่อการปลูกและการศึกษาวิจัย




               สวพส. จึงได้กำหนดแนวทางการสนับสนุนและส่งเสริมการปลูกและพัฒนาการผลิตกัญชงโดย 1) จัดหาเมล็ดและส่วนต่าง ๆ ของกัญชงที่ไม่จัดเป็นพืชเสพติด สำหรับจำหน่ายแก่เกษตรกรที่ได้รับการอนุญาตปลูก โดยเมล็ดพันธุ์พันธุ์รับรองสำหรับฤดูการผลิตปี 2564 ระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2564 ค่อนข้างมีจำนวนจำกัดเนื่องจากไม่ได้มีการผลิตสำรองไว้ในปีที่ผ่านมา ก่อนกฏหมายอนุญาต ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจปริมาณและคุณภาพของเมล็ด รวมทั้งการกำหนดราคาและแนวทางการบริหารจัดการ โดยคาดว่าจะสามารถจำหน่ายได้ประมาณเดือนเมษายน 2564 และ 2.) ในฤดูการผลิต 2565-2566 ได้วางแผนส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงและโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงปลูกเฮมพ์เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ และส่วนประกอบของเฮมพ์ที่ไม่จัดเป็นยาเสพติดจำหน่าย โดยจะเริ่มรับแผนความต้องการจากผู้สนใจในเดือน เมษายน 2564






               “ด้วยคุณสมบัติอันหลากหลายของกัญชงหรือเฮมพ์ที่มีความยืดหยุ่น ทนทาน แข็งแรง ให้เส้นใยที่ยาว นำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เช่น เปลือก/เส้นใยทำผลิตภัณฑ์สิ่งทอ แกนลำต้นทำวัสดุก่อสร้าง เมล็ดมีคุณค่าทางโภชนาการสูงทำผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอาง และใบสามารถสกัดทำเป็นยารักษาโรค ทำให้มีการใช้ประโยชน์กันมานานและมีการวิจัยและพัฒนามากมาย โดย สวพส. พร้อมเป็นศูนย์กลางในการให้ข้อมูล การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ และขั้นตอนการปลูกให้แก่เกษตรกร บุคคลธรรมดา นิติบุคคล หน่วยราชการ วิสาหกิจชุมชนหรือภาคเอกชนที่สนใจ เพื่อให้สามารถนำไปสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ในอนาคต โดยสามารถติดตามข่าวสารต่าง ๆ ของ สถาบันฯ ผ่านเว็บไซต์ https://www.hrdi.or.th/ หรือ Facebook Fanpage : สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน) ” นายวิรัตน์ กล่าวส่งท้าย
4
วช. หนุนติดอุปกรณ์ส่งสัญญาณดาวเทียมติดตามเส้นทางอพยพเหยี่ยวดำไทยไปอินเดีย


สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนติดตั้งอุปกรณ์ติดตามด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมบนตัวเหยี่ยวดำไทยเพื่อศึกษาเส้นทางอพยพระหว่างประเทศ หลังพบนกเหยี่ยวชื่อ “นาก” ที่เกิดใน อ.ปากพลี จ.นครนายก อพยพผ่านเส้นทางเมียนมาร์ บังคลาเทศ และไปอาศัยอยู่ที่อินเดีย


ผศ.น.สพ.ดร.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว​ หน่วยวิจัยนกนักล่าและเวชศาสตร์การอนุรักษ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยนิเวศวิทยาของเหยี่ยวดำชนิดย่อยประจำถิ่นในประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สาธิตเทคนิคการติดอุปกรณ์ติดตามด้วยดาวเทียมบนตัวเหยี่ยวดำไทย และเทคนิคการติดตามเหยี่ยวดำไทยระหว่างประเทศด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อศึกษาเส้นทางอพยพ ณ สถาบันเกษตรอินทรีย์อาชีพแบบพอเพียง ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564




การติดอุปกรณ์ติดตามด้วยดาวเทียมบนตัวเหยี่ยวดำไทยหรือเหยี่ยวดำชนิดย่อยประจำถิ่นในประเทศไทย เพื่อศึกษาเส้นทางอพยพเพิ่มเติมหลังจากนักวิจัยพบว่า เหยี่ยวดำเพศผู้ชื่อนาก รหัส R96 ซึ่งเกิดที่ อ.ปากพลี จ.นครนายก และได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ติดตามด้วยดาวเทียม อพยพผ่านเส้นทางเมียนมาร์ บังคลาเทศ และไปอาศัยอยู่ในรัฐคานัทฑะกะ ประเทศอินเดียขณะนี้ รวมระยะทางอพยพประมาณ 4,000 กิโลเมตร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของอาเซียนในการติดอุปกรณ์ติดตามดังกล่าวให้เหยี่ยวดำไทย และยังได้พบข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเส้นทางอพยพของเหยี่ยวดำไทย ซึ่งเดิมเข้าใจว่าเป็นนกประจำถิ่นและอาศัยอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น ในปี พ.ศ. 2564 นี้ทีมวิจัยจึงมีแผนติดตามเหยี่ยวดำไทยด้วยดาวเทียมเพิ่มอีก 6 ตัว




ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกของโลกในการติดอุปกรณ์ติดตามด้วยดาวเทียมให้เหยี่ยวดำไทย ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า มิลวัส ไมแกรนส์ โกวินทะ (Milvus migrans govinda) เนื่องจากก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีการศึกษาเหยี่ยวดำชนิดย่อยโกวินทะด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม แต่มีทีมนักวิจัยอินเดียใช้เทคโนโลยีดาวเทียมศึกษาเหยี่ยวดำชนิดย่อยอีกชนิดคือ เหยี่ยวดำอพยพ หรือ เหยี่ยวดำใหญ่ หรือ เหยี่ยวหูดำ ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า มิลลัส ไมแกรนส์ ลิเนียตัส (Milvus migrans lineatus)




ข้อมูลจาก ผศ.น.สพ.ดร.ไชยยันต์ ระบุว่า เหยี่ยวดำไทยกระจายพันธุ์ในอนุทวีปอินเดีย ได้แก่ ปากีสถาน อินเดีย และเนปาล และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และไทย ยกเว้นมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ สำหรับในประเทศไทยพบการกระจายพันธุ์ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางลงไปถึง จ.เพชรบุรี โดยพื้นที่วิจัยของโครงการวิจัยนิเวศวิทยาของเหยี่ยวดำไทยอยู่ใน จ.นครนายก จ.อ่างทอง และ จ.เพชรบุรี




สถานภาพการอนุรักษ์เหยี่ยวดำไทยอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากภัยคุกคามจากการล่าลูกเหยี่ยวไปขายในวงการค้าสัตว์ป่า รวมทั้งต้นไม้สำหรับทำรังลดลง นอกจากนี้ยังไม่มีการศึกษานิเวศวิทยาการสืบพันธุ์ของเหยี่ยวดำไทยที่ทำรังวางไข่ในประเทศไทยและอาเซียนอย่างละเอียดเป็นระบบ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมจะช่วยตอบโจทย์วิจัยกรณีการอพยพย้ายถิ่นของเหยี่ยวดำไทยตามฤดูกาลเป็นครั้งแรกของอาเซียน และเส้นทางอพยพของนกเหยี่ยวชื่อนากยังเป็นครั้งแรกของโลกที่พบการอพยพจากเส้นทางทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก แตกต่างจากเส้นทางอพยพทั่วไปที่ย้ายถิ่นจากทิศเหนือลงทิศใต้


เหยี่ยวดำไทยมีขนาดตัวจากจะงอยปากจรดปลายหาง 510 – 600 เซ็นติเมตร โดยตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ มีน้ำหนักตัวประมาณ 500 – 800 กรัม อาหารของเหยี่ยวดำไทย ได้แก่ หนูนา ปลา งู คางคก ลูกนกน้ำ เช่น นกกวัก ซึ่งนักวิจัยจะใช้ข้อมูลใหม่ด้านนิเวศวิทยาและการอพยพสร้างความตระหนักให้เกิดความสนใจต่อพฤติกรรมเดินทางไกลของเหยี่ยว และให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของเหยี่ยวดำในฐานะทรัพยากรธรรมชาติ


พร้อมกันนี้ทีมวิจัยจะใช้ข้อมูลดังกล่าวจัดทำเป็นชุดความรู้ โดยจะจัดทำสื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชนและสาธารณะในรูปแบบแอปพลิเคชันสำหรับสมาร์ทโฟน และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แล้วส่งมอบให้แก่ชุมชนและโรงเรียนต่าง ๆ ฟรี เพื่อส่งเสริมศักยภาพของชุมชนปากพลีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ก่อเกิดรายได้ให้ชุมชน และเหยี่ยวดำได้รับการคุ้มครองไปด้วย ซึ่งจะเป็นต้นแบบของการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างยั่งยืนโดยชุมชนมีส่วนร่วม


ทางด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้ อว. ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมและสนับสนุนในการพัฒนางานิวัจยและนวัตกรรม เพื่อสร้างองค์ความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการต่อยอดงานวิจัยในทุกระดับ สำหรับประโยชน์จากโครงการวิจัยนิเวศวิทยาของเหยี่ยวดำชนิดย่อยประจำถิ่นในประเทศไทยนั้นคาดว่าจะทำให้ทราบนิเวศวิทยาของเหยี่ยวดำชนิดย่อยประจำถิ่นในประเทศไทย อันจะนำไปสู่การจัดการเพื่อแก้ปัญหาแนวโน้มการลดลงของประชากร และทราบถึงสถานภาพที่แท้จริงในปัจจุบันของเหยี่ยวดำชนิดนี้ และเผยแพร่สู่การเรียนรู้สู่ชุมชนเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีอยู่เหยี่ยวดำชนิดนี้ และสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเพื่อเพิ่มศักยภาพสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
5
ซัสโก้ ประกาศข่าวดี
จ่ายปันผลจากการดำเนินงานปี 2563 เพิ่มอีก 9 สตางค์ ต่อหุ้น


                นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมา จะเป็นช่วงที่ต้องดำเนินธุรกิจฝ่าฟันวิกฤตการระบาดของโควิด 19 (Covid-19) แต่ซัสโก้ ก็ยังสามารถสร้างผลกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจในปี 2563 ได้จำนวน 217.66 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และความพร้อมในการทำงานขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร พนักงาน ตลอดจนพันธมิตรธุรกิจต่างๆ จากผลกำไรดังกล่าว ซัสโก้ จึงประกาศ ข่าวดี โดยจะจ่ายปันผลจากการดำเนินงานปี 2563 ให้กับผู้ถือหุ้นเพิ่มอีก 9 สตางค์ต่อหุ้น กำหนดจ่ายวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 หลังจากที่จ่ายปันผลระหว่างกาล 2 สตางค์ต่อหุ้น ไปแล้ว ”
6
โครงการคืนคุณแผ่นดินร่วมกับ บ.พุทธธรรมประกันภัย จำกัด(มหาชน) มอบกรมธรรม์โควิด -19 เจอ จ่าย จบ ให้กับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์การยางแห่งประเทศไทย จำกัดทุกท่าน มูลค่ากว่า 26,450,000 บาท


วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน ทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์และช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง มีความห่วงใยสุขภาพพนักงานสหกรณ์ออมทรัพย์การยางแห่งประเทศไทย จำกัดทุกท่าน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ Covid-19 จึงมอบกรมธรรม์โควิด -19 เจอ จ่าย จบ มูลค่ากว่า 26,450,000 บาท




โดยมี พญ.อมราภรณ์ วิเศษสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ,คุณนรินทร์ ปัญญานนทชัย กรรมการผู้จัดการ , พญ.ภัทริน บุญนำ ประธานคณะกรรมการผลิตภัณฑ์ประกันภัย , คุณอัครพงษ์ กุลเดชนิธิพัฒน์ CEO บริษัท อินทิเกรทเต็ด ซิสเต็ม ซอฟท์แวร์ จำกัด , คุณส่งศักดิ์ ฉัตรชูสกุล CEO บริษัท อินทิเกรทเต็ด ซิสเต็ม ซอฟท์แวร์ จำกัด และคุณนพวรรณ ดุจศรีวัชร์ ผู้บริหารฝ่ายภาพลักษณ์และชื่อเสียงองค์กร มอบกรมธรรม์โควิด -19 เจอ จ่าย จบ ให้กับคุณพิษณุ หริกจันทร์ ประธานกรรมการ , คุณอนันต์ เพชรบูรณ์ รองประธานกรรมการคนที่ 1, คุณชฤทธิ์ เพ็ชรศรีประสิทธิ์ รองประธานกรรมการคนที่ 2 , คุณชัยศรี โชติรุ่งโรจน์ รองประธานกรรมการคนที่ 3 , คุณสุมณฑา ประสงค์ศรี ผู้จัดการ เป็นผู้รับ​มอบ


พญ.อมราภรณ์ วิเศษสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

พญ.อมราภรณ์  วิเศษสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “ตนเองเติบโตจากสหกรณ์ฯ ได้ทุนเรียนดีจากสหกรณ์ฯ ถึงได้เป็นหมอถึงทุกวันนี้ สหกรณ์ฯนั้นสอนให้รู้จักเก็บเงิน เพื่อเป็นทุนในการเป็นนักเรียนแพทย์ ซึ่งพอเรียนจบมาเงินก้อนที่ได้ก็นำไปส่งน้องชายให้เรียนจบแพทย์อีกคน นอกจากนี้สหกรณ์สอนเรื่องการลงทุน การมอบกรมธรรม์โควิด -19 เพราะคิดว่า ทุกคนจะได้มีกำลังใจในการทำงาน “


“คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน ท่านมีเจตนารมณ์ที่อยากดูแลสุขภาพสมาชิกสหกรณ์ฯ เนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทางสหกรณ์ฯ จึงมอบกรมธรรม์โควิด -19 เจอ จ่าย จบ ส่วนบริษัท พุทธธรรมประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีสโลแกน “พุทธธรรมนำพา ชาวประชาเป็นสุข”  ถึงแม้จะไม่สบายหรือติดโควิด-19 แต่ก็ยังมั่นใจว่ามีคนดูแล หมอรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้มอบกรมธรรม์ให้ สหกรณ์ออมทรัพย์การยางแห่งประเทศไทย จำกัด


คุณพิษณุ หริกจันทร์ ประธานกรรมการสหกรณ์ฯ

ทั้งนี้คุณพิษณุ หริกจันทร์ ประธานกรรมการสหกรณ์ฯ กล่าวว่า “ ในนามสหกรณ์ออมทรัพย์การยางฯ ขอขอบคุณ คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประโครงการคืนคุณแผ่นดิน ที่มอบสิ่งดีดีให้กับทางสหกรณ์ฯมาโดยตลอด ขอบคุณที่มอบกรมธรรม์โควิด-19 เจอ จ่าย จบ ให้กับสมาชิกสหกรณ์ฯทุกท่าน ตามเจตนารมณ์ที่คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ถือว่าเป็นความเมตตาที่ท่านได้มอบกรมธรรม์โควิด-19 เจอ จ่าย จบ ให้ไม่ต้องเสียอะไรสักบาท ซึ่งท่านเป็นผู้จ่ายค่าประกันให้เอง”


“ในโอกาสนี้ก็ต้องขอขอบคุณ คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน ขอบคุณในความเมตตา ทางสหกรณ์ฯมีความยินดีที่จะร่วมช่วยเหลือสังคมอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศชาติ ช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ตามที่โครงการคืนคุณแผ่นดินดำเนินการอยู่"


นอกจากนี้คุณอัครพงษ์ กุลเดชนิธิพัฒน์ CEO บริษัท อินทิเกรทเต็ด ซิสเต็ม ซอฟท์แวร์ จำกัด และ คุณส่งศักดิ์ ฉัตรชูสกุล CEO บริษัท อินทิเกรทเต็ด ซิสเต็ม ซอฟท์แวร์ จำกัด ได้หารือกับคุณพิษณุ หริกจันทร์ ประธานกรรมการ เกี่ยวกับโครงการสหกิจชุมชน ทุกคนเป็นเจ้าของ เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์การยางแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งมีสินค้าอุปโภค บริโภค สินค้าจำเป็นที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันราคาถูก โดยตั้งเป็นสหกรณ์บริการ




โครงการคืนคุณแผ่นดิน  ทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ให้กับประชาชน ส่วนรวม สังคม และประเทศชาติ อาทิ สืบทอดโครงการพระราชดำริ , คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน วิทยากรพิเศษบรรยายด้านสื่อโซเชียลแก่นักศึกษา อาจารย์พิเศษบรรยายการทำงานเพิ่อสังคม(จิตอาสา), แอปพลิเคชั่น M-Help Me ป้องกัน ช่วยเหลือ สื่อสาร , โครงการบริจาคยา , โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง , โครงการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ , อาสาสมัครจราจร(อส.จร.) , กำลังพลอาสา ,  ทำนุบำรุงอนุสาวรีย์ ,โครงการหมู่บ้านพัฒนาอย่างยั่งยืน , โครงการเยาวชนคนสร้างชาติ , โครงการคนไอทีเพื่อพัฒนาชาติ , โครงการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา , โครงการมีเพื่อนเป็นหมอ มีหมอเป็นเพื่อน , โครงการสหกิจชุมชน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ , โครงการนักรบเสื้อกาวน์ , โครงการสหกรณ์เพื่อชาติ ฯลฯ




สำหรับบริษัท พุทธธรรมประกันภัย จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจเป็นปีที่ 24 และมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายและคุ้มค่า เพื่อตอบสนองความต้องการและลดภาระความเสี่ยงภัยของลูกค้าให้เหมาะสมและครบถ้วน อาทิ ประกันภัยคนว่างงาน , ประกัน Covid-19 , ประกันรถยนต์ , ประกันอัคคีภัย , ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.) , การประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ,การประกันอุบัติเหตุกลุ่มและ ประกันภัยทางทะเลและการขนส่ง  หากท่านใดมีความสนใจกรมธรรม์ดีๆ ความคุ้มครองเกินคุ้ม จากบริษัท พุทธธรรมประกันภัย จำกัด (มหาชน) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-1054689
7
โฮมโปร รีเทิร์นคุ้มฉลองโปร 3:3 ลดสามต่อรับซัมเมอร์
ลดสูงสุด 70% ยิ่งช้อปยิ่งลด ตั้งแต่ 1 มี.ค. 64 – 3 มี.ค. 64
ที่โฮมโปรทุกสาขา และช้อปออนไลน์ทุกช่องทาง


โฮมโปร รีเทิร์นความคุ้ม ฉลองจัดเต็มดับเบิ้ลความฟินครั้งใหม่ กับโปรโมชั่น "3:3 HomePro DOUBLE DAY DOUBLE DEAL" ช้อปสินค้า และของตกแต่งบ้านสุดเพลินรับซัมเมอร์ พร้อมรับสิทธิ์ส่วนลดสามต่อ ยิ่งช้อปเยอะยิ่งลดแยะ พิเศษขั้นสุด !! กับขบวนสินค้าร่วมรายการราคาอิ่มใจ ลดสูงสุดถึง 70% !! มอบสุขต่อสองเพื่อครอบครัวโฮมโปร เฉพาะสมาชิกบัตรโฮมการ์ด รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 20% เมื่อใช้คะแนนโฮมการ์ดเท่ายอดซื้อสินค้ากลุ่ม LED TV. เฉพาะที่สาขาเท่านั้น พร้อมแลกความสุข เมื่อใช้คะแนนแลกเท่ายอดชำระ ลดเพิ่ม หรือรับเพิ่มสูงสุด 15% สำหรับสมาชิกบัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม และบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพรับส่วนลดเพิ่ม หรือ สำหรับสมาชิกบัตรเครดิต KTC และบัตรเครดิต KBank รับเครดิตเงินคืนเพิ่ม

บริการดีๆ ของคนรักบ้าน ช้อปง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว กับโฮมโปรแอปพลิเคชั่น โหลดเลยที่แอป "HomePro" และอีกผ่านสารพัดช่องทาง ที่ www.homepro.co.th และบริการ CHAT SHOP4YOU ที่ Line: @HomePro ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 64 – 31 มี.ค. 64 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center หมายเลข 1284
8
ชมรมเว็บคลับไทยแลนด์ ร่วม”ตลาดนัดปล่อยของ”@ฟอร์จูน​ ช็อปสินค้าดีราคาถูก


ชมรมเว็บคลับไทยแลนด์ เข้าร่วมแคมเปญ "ตลาดนัดปล่อยของ" เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 16.00 - 21.00 น. โดยจัด ทุกวันพุธ พฤหัส ศุกร์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่กำลังประสบกับวิกฤตโควิด ณ บริเวณลานฟอร์จูนสตรีท ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ แยกพระรามเก้า โดยมี คุณชัยวัฒน์ เอมวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหารงานอสังหาริมทรัพย์กองทุนรวม CPTGF บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) และคณะผู้บริหารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ดูแลอำนวยการ


โดยเปิดพื้นที่ด้านหน้าศูนย์การค้าฯ ให้ผู้ที่สนใจต้องการมาแลกเปลี่ยนสินค้ามาขายสินค้า เน้นเพียงไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมายและไม่เป็นอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น รองรับได้ 70 บูธ โดยพี่น้องสื่อฯได้ร่วมปล่อยของพร้อมทั้งยังมีกลุ่มบรรดาพริตตี้ เอ็มซี ต่างๆ ที่ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจในช่วงโควิด มาร่วมปล่อยของกันอย่างคึกคัก


ด้านการเดินทางสะดวก รถไฟฟ้า MRT สถานีพระรามเก้า มีเจ้าหน้าที่ดูแล ตรวจวัดอุณหภูมิ ปิดกั้น ทางเข้า-ออก ชัดเจน และทุกคนต้องสวมหน้ากาก และรักษาระยะห่าง


ทั้งนี้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตห้วยขวาง ได้เข้ามาสังเกตุการณ์ด้วย โดยงานรอบนี้จะมีถึงวันที่ 26 กพ.64 นี้ จึงขอเชิญชวนมาจับจ่ายสินค้าราคาถูกมากทั้งมือหนึ่งและมือสองและสิ่งของแปลกตาของเหล่าสื่อมวลชน

































9
เอบีบีเปิดตัวหุ่นยนต์โคบอทรุ่นใหม่ที่จะมาปลดล็อคระบบอัตโนมัติ
สำหรับอุตสาหกรรมและผู้ใช้งานครั้งแรก





เอบีบีขยายขีดความสามารถของ YuMi® หุ่นยนต์โคบอท หรือหุ่นยนต์ที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้ ด้วยหุ่นยนต์โคบอท 2 รุ่นใหม่ ภายใต้ชื่อ GoFa™ (โก-ฟา) และ SWIFTI™ (สวิฟท์ติ)

ธุรกิจจำนวน 8 ใน 10 แห่ง ระบุว่า มีความต้องการเพิ่มปริมาณการใช้งานหุ่นยนต์ในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งการเกิดโรคระบาดก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ช่วยเร่งให้ธุรกิจมีการลงทุนในระบบอัตโนมัติมากขึ้น

เอบีบีกำลังขยายผลิตภัณฑ์กลุ่มหุ่นยนต์โคบอท ด้วยหุ่นยนต์ GoFa™ และ SWIFTI™ ซึ่งมีความสามารถในการรับน้ำหนักได้มากขึ้นและทำงานได้เร็วกว่าเดิม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของหุ่นยนต์โคบอทจากเอบีบี หรือที่รู้จักกันภายใต้ชื่อ YuMi® ที่มีทั้งรุ่นสองแขนและแขนเดียว หุ่นยนต์โคบอทรุ่นใหม่นี้มีความแข็งแรง รวดเร็ว และทำงานได้มากกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้เอบีบีขยายธุรกิจเข้าไปสู่ภาคส่วนที่มีการเติบโตสูง โดยรวมถึงกลุ่มธุรกิจทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ สาธารณสุข สินค้าอุปโภคบริโภค การขนส่ง อาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น อีกทั้งยังช่วยให้รองรับความต้องการใช้งานระบบอัตโนมัติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลากหลายอุตสาหกรรม

หุ่นยนต์ GoFa™ และ SWIFTI™ ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานง่าย จึงลดความจำเป็นในการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนโปรแกรมเฉพาะทางภายในบริษัทของผู้ใช้งาน ซึ่งจะช่วยปลดล๊อคศักยภาพในการใช้งานหุ่นยนต์ให้แก่บรรดาธุรกิจต่างๆ เพราะสามารถใช้งานหุ่นยนต์โคบอทของพวกเขาได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีหลังจากแกะกล่องและสามารถติดตั้งใช้งานโดยไม่ต้องมีการฝึกอบรมใด ๆ เป็นพิเศษ





คุณซามิ อาติย่า ประธานกลุ่มธุรกิจหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของเอบีบี กล่าวว่า “หุ่นยนต์โคบอทกลุ่มใหม่นี้ เป็นหุ่นยนต์ที่มีความสามารถในการทำงานได้หลากหลายที่สุดในท้องตลาดขณะนี้ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง และช่วยให้ลูกค้าของเราเติบโตและเพิ่มผลผลิตได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” “หุ่นยนต์เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ทำการตั้งค่าและใช้งานได้ง่าย และยังมีผู้เชี่ยวชาญจากเอบีบีที่คอยให้ความช่วยเหลือไม่ว่าในรูปแบบออนไลน์หรือคอลเซ็นเตอร์ในหลายประเทศทั่วโลก สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ รวมไปถึงภาคส่วนใหม่ ๆ นอกเหนือไปจากอุตสาหกรรมการผลิต จะเปิดรับหุ่นยนต์เพื่อนำไปใช้งานเป็นครั้งแรก”

การขยายผลิตภัณฑ์กลุ่มหุ่นยนต์โคบอทของเอบีบีในครั้งนี้ มีเป้าหมายในการช่วยให้ทั้งผู้ใช้งานเดิมและผู้เริ่มใช้งานใหม่สามารถใช้งานระบบอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความท้าทายในตลาดหลัก 4 ประการ ได้แก่ การที่ผู้บริโภคมีรสนิยมหลากหลายขึ้นเรื่อย ๆ การขาดแคลนแรงงาน การก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัล และความไม่แน่นอน ซึ่งทั้งหมดล้วนผลักดันให้ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองและขับเคลื่อนให้ระบบอัตโนมัติเข้าไปสู่ธุรกิจในภาคส่วนใหม่ ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นจากเป้าหมายทางธุรกิจที่มุ่งเน้นไปยังภาคส่วนหรือธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูงด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่ ซึ่งจะช่วยผลักดันการเติบโตและทำกำไรได้





ระบบอัตโนมัติช่วยผลักดันอนาคตแห่งอุตสาหกรรมการผลิต

จากการสำรวจ1 ธุรกิจขนาดเล็กและใหญ่ทั่วโลกกว่า 1650 แห่ง ทั่วทั้งทวีปยุโรป อเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีน ผลปรากฎว่ากว่าร้อยละ 84 ของธุรกิจเหล่านั้นระบุว่า จะเพิ่มปริมาณการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติภายใน 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ร้อยละ 85 กล่าวว่าโรคระบาดเป็น “จุดเปลี่ยน” สำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมของพวกเขา โดยเฉพาะการระบาดของโควิด-19 ซึ่งจัดเป็นปัจจัยหลักที่เร่งให้มีการเพิ่มการลงทุนในระบบอัตโนมัติมากขึ้น ร้อยละ 43 ของบริษัททั้งหมดกล่าวว่า พวกเขากำลังมองหาหุ่นยนต์มาช่วยยกระดับด้านความปลอดภัยและสาธารณสุขในที่ทำงาน ร้อยละ 51 กล่าวว่าหุ่นยนต์น่าจะช่วยให้สามารถรักษาระยะห่างระหว่างบุคคลได้ และ กว่าหนึ่งในสาม หรือร้อยละ 36 กำลังพิจารณาการใช้หุ่นยนต์เพื่อเพิ่มคุณภาพการทำงานของพนักงาน และสุดท้าย ร้อยละ 78 ของบรรดาผู้บริหารระดับสูงกล่าวว่า การเฟ้นหาและรักษาพนักงานไว้สำหรับงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ และงานที่ค่อนข้างบั่นทอนสุขภาพจัดว่าเป็นความท้าทายอย่างหนี่ง

หุ่นยนต์โคบอทได้ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับพนักงานคนอื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องมีมาตรการหรือเครื่องป้องกัน อย่างเช่น รั้วกั้น รวมทั้งให้ติดตั้งและใช้งานได้ง่าย ในปี 2019 หุ่นยนต์โคบอทกว่า 22,000 ตัวได้ถูกใช้งานทั่วโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า2  มีการประมาณการณ์ว่าความต้องการใช้งานหุ่นยนต์โคบอทจะเติบโตโดยเฉลี่ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปีในระหว่างปี 2020 ถึง 20253 ขณะที่ยอดขายหุ่นยนต์โคบอท คาดว่าจะเติบโตจากประมาณ 0.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2019 ไปเป็น 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 20254  ตลาดโลกสำหรับหุ่นยนต์ทุกประเภทนั้นก็คาดว่าจะเติบโตจาก 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2020 ไปเป็น 5.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2023 (เฉลี่ยร้อยละ 9 ต่อปี)5

หุ่นยนต์ GoFa™ และ SWIFTI™  ออกแบบมาเพื่อช่วยธุรกิจให้ปรับกระบวนการผลิตให้เป็นแบบอัตโนมัติเพื่อช่วยพนักงานในงานเช่น การป้อนชิ้นงานเข้าเครื่องจักร การประกอบชิ้นส่วน และงานบรรจุสินค้าในอุตสาหกรรมผลิต ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ศูนย์รวมการขนส่งและคลังสินค้า เวิร์คช็อป รวมถึงโรงงานขนาดเล็ก





คุณอาติย่า กล่าวว่า“ในการเพิ่มไลน์ของผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ เราพยายามให้หุ่นยนต์โคบอทใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยมีศูนย์บริการคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา เพื่อช่วยให้นำไปใช้ในธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น ไม่ให้เกิดความล่าช้าซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ ที่ผู้ประกอบการไม่เลือกใช้หุ่นยนต์อย่างที่ผ่านมา” “จากประสบการณ์ของเรา การทำงานให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุดนั้น ได้จากการเก็บเกี่ยวทักษะของคน ควบคู่ไปกับการใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีใหม่ ๆ”

สำหรับผู้ใช้งานที่คุ้นเคยกับการใช้แท็ปเล็ตหรือสมาร์ทโฟน จะสามารถตั้งโปรแกรมและปรับเปลี่ยนโปรแกรมหุ่นยนต์โคบอทรุ่นใหม่นี้ได้อย่างง่ายดาย ด้วยการใช้งานเครื่องมือตั้งค่าเริ่มต้นแบบรวดเร็วของเอบีบี ผู้ใช้งานยังสามารถขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญของเอบีบีจากทุกมุมโลก ซึ่งได้รับการฝึกอบรมการติดตั้งหุ่นยนต์มากว่า 500,000 แบบตั้งแต่ปี 1974 รวมทั้งได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่ายพันธมิตรของเอบีบีกว่า 1,000 รายทั่วโลก





หุ่นยนต์ GoFa™ และ SWIFTI™ รุ่นใหม่นี้สร้างขึ้นโดยการต่อยอดมาจากความสำเร็จของหุ่นยนต์ตระกูล YuMi® หรือหุ่นยนต์โคบอทที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างแท้จริงตัวแรกของโลกจากเอบีบี ซึ่งได้ช่วยธุรกิจจัดการงานหลัก ๆ ด้วยความปลอดภัยมาตั้งแต่เปิดตัว เมื่อปี 2015 ทุกวันนี้หุ่นยนต์ YuMi ของ ABB จะทำงานร่วมกับพนักงานในโรงงาน เวิร์กช็อปและห้องปฏิบัติการทั่วทุกมุมโลก ปฏิบัติงานตั้งแต่ขันน็อต ประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงวาล์วและอุปกรณ์ USB รวมทั้งทดสอบเชื้อโควิดจากตัวอย่างที่เก็บมาในห้องปฏิบัติการ

ในการติดตั้งหุ่นยนต์โคบอทของเอบีบีทุกตัว จะมีโปรแกรมเริ่มใช้งานซึ่งมีหน่วยเชื่อมต่อข้อมูลแบบดิจิทัล ABB Ability™ ที่คอยติดตามเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล รวมทั้งมีสายด่วนไปยังศูนย์บริการเพื่อติดต่อผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค ซึ่งไม่มีค่าบริการสำหรับ 6 เดือนแรก และคอยให้ความช่วยเหลือในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้ที่ เว็บไซต์ของเอบีบี หรือกดที่นี่ เพื่อลงทะเบียนสำหรับการเข้าร่วมงานประชุมและงานเปิดตัวออนไลน์ ของหุ่นยนต์ GoFa™ และ SWIFTI™ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2021 เวลา 09.00 – 10.00 น. ณ เวลากลางของยุโรป (CET)

กด ที่นี่ เพื่ออ่านข้อมูลของ GoFa™ และ ที่นี่ สำหรับ SWIFTI™





เอบีบี (ABBN: SIX Swiss Ex) คือบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่คอยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับสังคมและเพิ่มผลผลิตแก่ภาคอุตสาหกรรมอันนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในอนาคต ด้วยบริการซอฟต์แวร์เชื่อมต่อ ไปจนถึงบริการด้านพลังงานไฟฟ้า หุ่นยนต์อัตโนมัติ และนวัตกรรมเคลื่อนไหวต่าง ๆ เอบีบี ใช้ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีอย่างขีดสุดเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไปข้างหน้า ด้วยประวัติศาสตร์และความเป็นเลิศยาวนานกว่า 130 ปี ความสำเร็จของเอบีบีขับเคลื่อนโดยทีมงานมากฝีมือถึง 105,000 คนในกว่า 100 ประเทศ http://www.abb.com

ABB Robotics & Discrete Automation เป็นผู้บุกเบิกด้านหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติของเครื่องจักร และบริการดิจิทัล โดยนำเสนอโซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่ยานยนต์ไปจนถึงอิเล็กทรอนิกส์ไปจนถึงโลจิสติกส์ ในฐานะหนึ่งในผู้ให้บริการทางด้านหุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติชั้นนำของโลกเราได้ส่งมอบโซลูชันหุ่นยนต์มากกว่า 500,000 ชิ้น เราช่วยลูกค้าของเราทุกขนาดเพื่อเพิ่มผลผลิตความยืดหยุ่นและความเรียบง่ายและเพื่อปรับปรุงคุณภาพผลผลิต เราสนับสนุนการเปลี่ยนไปสู่โรงงานที่เชื่อมต่อและห้องทดลองในอนาคต ABB Robotics & Discrete Automation มีพนักงานมากกว่า 10,000 คนในกว่า 100 แห่งในกว่า 53 ประเทศ





10
ซัสโก้ สาขาพุทธมณฑล สาย 2
เปิดร้านกาแฟ ดิโอโร่ ไดร์ฟทรู พร้อมมอบส่วนลดค่าน้ำมันลิตรละ 50 สตางค์


              นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ (ขวาสุด) กรรมการผู้จัดการ และ นายมาวีร์ สิมะโรจน์ (ซ้ายสุด) รองกรรมการผู้จัดการ สายงานปฏิบัติการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) ร่วมแสดงความยินดีกับ นางสาวภคมน สมบูรณ์เวชชการ (ที่ 2 จากซ้าย) Chief Operation Officer และนางสาววรรณินา สมบูรณ์เวชชการ (ที่ 2 จากขวา) Brand Experience Director บริษัท โกลเด้นครีม จำกัด ในโอกาสเปิดร้านกาแฟ ดิโอโร่ ไดร์ฟทรู (D’Oro Drive Thru) สาขาพุทธมณฑล สาย 2 เพื่อให้บริการแก่ผู้เดินทางสัญจร และผู้พักอาศัยในย่านพุทธมณฑล สาย 2 โดยมีโปรโมชันเปิดร้าน เพียงสมัครสมาชิกD’Oro รับโค้ดซื้อเครื่องดื่ม 1 ฟรี 1 ซึ่งเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา  06.30 – 19.00 นาฬิกา นอกจากนั้นพร้อมมอบโปรโมชันสุดพิเศษ จัดส่วนลดค่าน้ำมันทุกผลิตภัณฑ์ ณ สถานีฯ สาขาพุทธมณฑล สาย 2 ถึงลิตรละ 50 สตางค์ ให้กับลูกค้าที่แวะมาใช้บริการ ระหว่างวันที่ 24 – 28 กุมภาพันธ์ 2564 นี้


              สำหรับ ร้านกาแฟ ดิโอโร่ ไดร์ฟทรู (D’Oro Drive Thru) เปิดให้บริการภายในสถานีบริการน้ำมันซัสโก้ สาขาพุทธมณฑล สาย 2 เหมาะสำหรับลูกค้าผู้เดินทางสัญจร และผู้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ที่ต้องการออเดอร์เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และอาหาร ที่แสนอร่อย พร้อมตอบโจทย์ความสะดวกสบาย ภายใต้สภาวะความเร่งรีบในปัจจุบัน ด้วยบริการที่สามารถโทรสั่งออเดอร์ได้ล่วงหน้า โดย ดิโอโร่ ไดร์ฟทรู (D’Oro Drive Thru) ได้รับการออกแบบให้ตัวร้านมีดีไซน์ที่สวยงาม เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา นอกจากนี้ ยังเปิดให้มีโซนพื้นที่นั่งในร้าน เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าที่ต้องการนั่งผ่อนคลาย ภายใต้บรรยากาศที่แสนอบอุ่นเป็นกันเอง เหมาะที่จะนั่งจิบกาแฟแบบชิลๆ กับกลุ่มเพื่อนและครอบครัว







Pages: [1] 2 3 ... 10