Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
"ไวไว" มอบเต็นท์รวมมูลค่า 200,000 บาท
ให้ศาลเจ้าพ่อโต๊ะกงเพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์


นางสาวนิรชา บุญจิตธรรม (ที่ 4 ซ้าย) ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า "ไวไว" เป็นตัวแทนมอบเต็นท์ไวไว มูลค่า 200,000 บาท ให้แก่ศาลเจ้าพ่อโต๊ะกง หัวแหลม ปากคลองแกลง จ.ระยอง เพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์ โดยมี นายพิสิฐ อณิชกุล (ที่ 2 ซ้าย) ที่ปรึกษาศาลเจ้าพ่อโต๊ะกงรับมอบ พร้อมด้วย นายสุรพล อิทธิ์ประเสริฐ (ซ้าย) นายกเทศมนตรี ตำบลแกลงกะเฉด, นายสมชาย เวชสัมฤทธิ์ (ที่ 3 ซ้าย) รองประธานศาลเจ้าพ่อโต๊ะกง และแขกผู้มีเกียรติร่วมแสดงความยินดี ณ ศาลเจ้าพ่อโต๊ะกง หัวแหลม ปากคลองแกลง เมื่อเร็วๆ นี้
2
ข่าวประชาสัมพันธ์ กูรูเผยอนาคตการท่องเที่ยวไทยหลังติดอันดับโลก ย้ำต้องมีการจัดการที่ดีเพื่อความยั่งยืน ในงาน Thailand Tourism Forum 2019


ในภาพจากซ้าย
1.        Mr. Bill Barnett, Managing Director C9 Hotelworks
          บิล บาร์เน็ต กรรมการผู้จัดการซีไนน์ โฮเทลเวิร์คส์
2.        Mr. Charles Blocker, Chairman of AMCHAM
          ชาร์ลีส์ บล็อกเกอร์ ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย
3.        Mr. Shantha de Silva, Head of Resorts and Thailand & Indonesia, InterContinental Group
          ชานฐา เดอ ซิลวา หัวหน้าฝ่ายรีสอร์ทในไทยและอินโดนีเซีย กลุ่มโรงแรมคอนติเนนตัล
4.        Ms. Supaluck Umpujh, Chairwoman of The Mall Group Co., Ltd
          ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด
5.        Ms. Heidi Gallant, Executive Director of The American Chamber of Commerce in Thailand
          เฮดี แกลแลนท์ กรรมการบริหารหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย
6.        Mr. Jesper Palmqvist, Area Director for Asia Pacific of STR
           แจสเปร์ ปาล์มควิส ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก STR Global
7.        Mr. David Johnson, CEO of Delivering Asia Communications
          เดวิด จอห์นสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดลิเวอร์ริ่ง เอเชีย คอมมิวนิเคชั่นส์


กรุงเทพฯ, ประเทศไทย (21 มกราคม 2562) – ทัพผู้ประกอบการท่องเที่ยวตบเท้าเข้างาน Thailand Tourism Forum 2019 (ไทยแลนด์ ทัวร์ริสซึ่ม ฟอรั่ม) หรือ TTF 2019 สุดยอดการประชุมด้านการท่องเที่ยวไทยประจำปี 2562 ภายใต้หัวข้อ “การจัดการการท่องเที่ยวเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและผลลัพธ์ที่ยั่งยืน” (MANAGING TOURISM– Ensuring Great Experiences and Sustainable Outcomes) เจาะอนาคตการท่องเที่ยวไทย และสร้างแผนการพลิกโฉมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการคมนาคม เผยหลังไทยติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกต้องมีการจัดการที่ดีเพื่อความยั่งยืน พร้อมร่วมสร้างประวัติศาสตร์การประชุมของธุรกิจการท่องเที่ยวและการบริการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย ด้วยจำนวนผู้ร่วมงานกว่า 1,000 คน ณ โรงเเรมอินเตอร์คอนติเนนทัล กรุงเทพฯ วันที่ 21 มกราคม 2562

กลับมาอีกครั้งกับงาน Thailand Tourism Forum (TTF) ครั้งที่ 8 โดยในปีนี้มุ่งเน้นประเด็นการรับมือและการจัดการการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงการระดับยักษ์ใหญ่ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว อาทิ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ สวนสนุก การเชื่อมโยงทางคมนาคม แอร์พอร์ตเรลลิงค์ และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อให้สอดคล้องกับปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่องและทุบสถิติทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้กรุงเทพฯ ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก (Most-Visited City, ข้อมูลจาก Mastercard Communications วันที่ 25 กันยายน 2561) โดยภายในงานมีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบริการเข้าร่วมถึง 850 คน พร้อมด้วยกูรูและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์อย่างเข้มข้น


งานสุดยอดการประชุมด้านการท่องเที่ยวเปิดเวทีโดย บิล บาร์เน็ต กรรมการผู้จัดการซีไนน์ โฮเทลเวิร์คส์ (C9 Hotelworks) หนึ่งในผู้ก่อตั้งงานเสวนาไทยแลนด์ ทัวร์ริสซึ่ม ฟอรั่ม กล่าวเปิดงานในหัวข้อหลัก “การจัดการการท่องเที่ยว - สร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและผลลัพธ์ที่ยั่งยืน” (Managing Tourism – Ensuring Great Experiences and Sustainable Outcomes) ใจความว่า “TTF2019 เดินทางมาถึงจุดสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย เราจำเป็นต้องพัฒนาและขยับขยายโครงสร้างพื้นฐานของการท่องเที่ยวในประเทศเพื่อตอบสองการเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น โดยเราจะต้องเน้นที่โครงการพัฒนาใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น และในขณะเดียวกันก็ต้องมองไปถึงวิธีการจัดการของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในอนาคต เพื่อให้แน่ใจว่า ประสบความสำเร็จในระยะยาวและยั่งยืน”


ต่อด้วยการบรรยายของ ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ในหัวข้อ “ความสำคัญของธุรกิจบันเทิงและการบริการที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว” (Importance of Retail, Entertainment & Hospitality – Better Tourism Experiences) โดยกล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของโลก ในฐานะที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป เป็นผู้พัฒนาธุรกิจการค้าปลีกและแหล่งความบันเทิงชั้นนำของประเทศไทย บริษัทจึงวางนโยบายให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจการค้าและสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก ด้วยการพลิกโฉมคอนเซ็ปต์ศูนย์การค้าสู่แหล่งท่องเที่ยวที่ครบวงจรทั้งการช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์ โดยล่าสุดเราได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง AEG ผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิงและกีฬาอันดับหนึ่งของโลก ด้วยเงินลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท สร้าง WORLD-CLASS ARENA ขึ้น 2 แห่ง ได้แก่ EM LIVE ซึ่งจะตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มสเฟียร์ (THE EMSPHERE) และ BANGKOK ARENA ตั้งอยู่ที่โครงการแบงค็อก มอลล์ (BANGKOK MALL) ซึ่งจะเป็นโครงการระดับแฟล็กชิพ เป็น GRAND STATEMENT ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป จะกลายเป็น ICONIC LANDMARK ที่สำคัญในการดึงดูดลูกค้าทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่เติบโตแบบก้าวกระโดดของเมืองไทย”


ด้าน แจสเปร์ ปาล์มควิส ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก STR Global สถาบันรายงานสถิติโรงแรมทั่วโลกระบุว่า ได้เผยตัวเลขด้านการท่องเที่ยวไทยปีที่ผ่านมาว่า “ในปี 2561 ภาพรวมการเติบโตการท่องเที่ยวของประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 1% จากปีที่ผ่านมา ด้านธุรกิจการท่องเที่ยวเติบโตขึ้น 2% มีการก่อสร้างโรงแรมใหม่ ๆ มากขึ้น ด้านการเติบโตรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ของกรุงเทพฯ อยู่ที่ 4.9% ซึ่งนับเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีการแข่งขันกันของโรงแรมใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นในตลาดก็ตาม และนี่ไม่ใช่เพียงแค่การเติบโตระยะสั้นเท่านั้น แต่การเติบโตระยะยาว ซึ่งนับเป็นสัญญาณของการเติบโตที่แข็งแกร่งมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตามมาด้วยพื้นที่พัทยา 2.9% หัวหิน 2.1% และภูเก็ต 0.4% ในขณะที่เชียงใหม่เติบโตคงที่ ส่วนกระบี่การเติบโตถดถอย -1.0% และสมุย -6.8% ซึ่งอาจเป็นผลมาจากวิกฤตภัยธรรมชาติ" 

และผู้ร่วมบรรยายท่านอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ Robert V.R. Hecker กรรมการผู้จัดการ Horwath HTL บรรยายหัวข้อ “Essentials of Master Planning” David Keen ประธานบริหาร QUO และ Stephan Roemer กรรมการผู้จัดการ Diethelm Travel Group ร่วมบรรยายหัวข้อ “Destination Marketing – Thailand & Overseas Best Cases”  Nihat Ercan หัวหน้าฝ่ายลงทุนจาก JLL Hotels & Hospitality Group กล่าวประเด็นเรื่องการลงทุนในหัวข้อ “A World View of Hotel Costs – Develop or Acquire?” และปิดท้ายด้วยบรรยายจาก วิมินตรา แจงนิน หัวหน้ากองบรรณาธิการจาก Hotel Intel ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “Chindia” (China and India) หนึ่งในสามของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย

ทั้งนี้ Thailand Tourism Forum นับเป็นงานประชุมระดับชาติซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเดือนมกราคม โดยความร่วมมือระหว่างสองผู้จัดหลักได้แก่ หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) และบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจโรงแรมชั้นนำ ซีไนน์ โฮเท็ลเวิร์คส์ (C9 Hotelworks) ซึ่งการจัดงานที่ผ่าน ๆ มาประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีจำนวนผู้เข้าร่วมงานเพิ่มมากขึ้นทุกปีจากทั่วภูมิภาค และงานดังกล่าวยังได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในอีเวนท์ชั้นนำของแวดวงธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวของเมืองไทย ผู้เข้าร่วมงาน Thailand Tourism Forum ได้ร่วมฟังมุมมอง ประสบการณ์ รวมไปถึงข้อมูลตัวเลขที่น่าสนใจ การประเมินความเสี่ยง และเทรนด์ด้านการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่แบ่งปันโดยผู้นำและผู้เชี่ยวชาญในภาคธุรกิจการโรงแรมและการท่องเที่ยวทั่วเมืองไทย สำหรับรายเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.thailandtourismforum.com

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมและการบรรยายภายในงาน www.thailandtourismforum.com
3
ข่าวประชาสัมพันธ์ 14 กุมภาพันธ์ ฉลองค่ำคืนวาเลนไทน์สุดพิเศษกับคนที่คุณรัก ณ ห้องอาหารนิมมาน บาร์ & กริล โรงแรมแคนทารี ฮิลส์ เชียงใหม่



ห้องอาหารนิมมาน บาร์ & กริล โรงแรมแคนทารี ฮิลส์ เชียงใหม่ ขอเชิญคุณและคนพิเศษมา สัมผัสบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักกับมื้อค่ำใต้แสงเทียนสุดประทับใจในเทศกาลอาหารบุฟเฟ่ต์ฉลอง วันวาเลนไทน์ ในวันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 18.00-22.00 น. ราคาเพียง ท่านละ 690++ บาท (รวมสปาร์คกลิ้งไวน์ 1 แก้ว)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โรงแรมแคนทารี ฮิลส์ เชียงใหม่ โทร. 053-222-111 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.kantarycollection.com
4
ภาพข่าวประชาสัมพันธ์ ลพบุรีจัดใหญ่ “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี”



ลพบุรีจัดใหญ่ “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี : จังหวัดลพบุรี อวดศักยภาพโชว์ความพร้อมด้านการท่องเที่ยว จัดงานใหญ่ “เปิดตัวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จังหวัดลพบุรี” โดยมี นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ (คนที่ 2 จากซ้าย) ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานพิธีเปิด  พร้อมด้วย นายวินัย พันธุ์อยู่ (คนที่ 5 จากซ้าย) พัฒนาการจังหวัดลพบุรี และ นายศรีชัย ตันฑะโสภณ (คนที่ 5 จากขวา) นายอำเภอเมืองลพบุรี ร่วมเป็นสักขีพยานในงานพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เพื่อประกาศความพร้อมและศักยภาพของจังหวัดลพบุรีในการเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับนักท่องเที่ยว สร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไป
5






เวที “Juste Debout Bangkok 2019” ร้อนระอุ!! นักเต้นตัวจริงแห่สมัครแน่น ลุ้นไปแข่งขันเวทีระดับโลกที่ฝรั่งเศส













เป็นอีกหนึ่งเวทีระดับอินเตอร์ที่เปิดโอกาสให้เหล่าสายแดนซ์ได้มาพิสูจน์ความสามารถ สำหรับการแข่งขันเต้นสุดยิ่งใหญ่ Juste Debout ที่โด่งดังมาตั้งแต่ปี 2002 โดยในปีนี้ประเทศไทยคว้าลิขสิทธิ์เป็นผู้จัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรายการ Juste Debout Bangkok 2019 (จัส เดอบู แบงค็อก 2019) เพื่อเปิดฟลอร์ให้ผู้ที่มีใจรักการเต้นแนว Street Dance ได้มีพื้นที่แสดงความสามารถกันอย่างเต็มที่ โดยใช้ศาสตร์การเต้น 4 ประเภทคือ Hiphop Locking Popping และ House มาประชันศึกกันอย่างดุเดือด เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนักเต้น 4 ทีมสุดท้าย จากผู้สมัครทั้งหมด 250 ทีม ที่ MCC HALL เดอะมอลล์ บางกะปิ

งานนี้นอกจากจะยกเวทีคุณภาพมาให้สายแดนซ์ได้โชว์ศักยภาพกันแล้ว ยังเป็นการมอบโอกาสสุดพิเศษให้เยาวชนและน้องๆ เด็กด้อยโอกาสกว่า 1,000 คนในประเทศไทยได้เข้าชมและสัมผัสประสบการณ์จริงที่ตื่นเต้นเร้าใจ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจพร้อมกับการสานฝัน  เปรียบเหมือนเวทีนี้เป็นสะพานที่พาน้องๆ ก้าวสู่เส้นทางของการเป็นนักเต้นมืออาชีพอีกด้วย ซึ่งบรรยากาศภายในงานเริ่มต้น 2 พิธีกรคู่ซี้ ชิน-ชินวุฒ และ ซาร่า-นลิน พร้อมด้วย Bruce Ykanij เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดการแข่งขัน Juste Debout ก่อนเปิดด้วยโชว์พิเศษจากน้องๆ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ กว่า 50 ชีวิต และโชว์ความท็อปฟอร์มจากคณะกรรมการ Nelson, Tweet Boogie, Manu และ Tony Mcgregor ก่อนจะถึงช่วงเวลาสุดตื่นเต้นเร้าใจกับการแข่งขันของ บรรดานักเต้น เท้าไฟที่งัดท่าเต้นแนวสตรีทแดนซ์ 4 สไตล์ มาประชันกันแบบชนิดไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว จากนั้นก็ถึงช่วงเวลาสำคัญของการตัดสิน ซึ่งกว่าจะฝ่าฟันมาจนถึงรอบสุดท้ายแต่ละทีมต้องใช้เทคนิคที่ซุ่มซ้อมกันมาเป็นอย่างดี เพื่อชนะใจกรรมการให้ได้ จนในที่สุดก็ได้แชมป์ทั้ง 4 ทีม ได้แก่ Jose&Kayi , Nastya&Andrey , Monsta Kai&Man Of God , Acky&Mtpop







โดยผู้ชนะทั้ง 4 ทีมได้รับเงินรางวัลมูลค่ากว่า 4 แสนบาทพร้อมสิทธิ์บินลัดฟ้าไปแข่งขันชิงแชมป์โลกในรายการ “Juste Debout Paris 2019” ที่ประเทศฝรั่งเศส งานนี้ขอซูฮกยกนิ้วให้กับความเก่งของทุกทีมจริงๆ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของการแข่งขันเต้นระดับโลก Juste Debout 2019 ได้ที่ www.facebook.com/JDBANGKOK
6
ไพร์ม สตีล มิลล์ เปิดตัว “บ้านเหล็ก BLOX Living” นวัตกรรมใหม่ครั้งแรกของเมืองไทย สามารถลดปัญหามลพิษ ช่วยประหยัดพลังงานจากฉนวนกั้นความร้อนเย็นได้






   ไพร์ม สตีล มิลล์ ผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กแผ่นม้วนหน้าแคบรายใหญ่ของเมืองไทย ชูจุดเด่นความแตกต่างของผลิตภัณฑ์เหล็กรีดร้อนที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นเหล็กรูปพรรณต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสามารถตอบโจทย์การใช้งานเหล็กแบบเต็มรูปได้หลากหลาย เปิดตัว “บ้านเหล็ก BLOX Living” นวัตกรรมใหม่ครั้งแรกของเมืองไทย สามารถลดปัญหามลพิษในอากาศจากฝุ่นควันที่เกิดจากการก่อสร้าง และช่วยประหยัดพลังงานจากฉนวนกันความร้อนเย็นได้ ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 500     ยูนิต เจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความทันสมัย สะดวก รวดเร็ว และกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการ นำไปใช้เป็นออฟฟิศ ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ พร้อมจำหน่ายในงานสถาปนิก’62 ซึ่งจัดขึ้นในเดือนเมษายนนี้



   นายวินท์ สุธีรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด
เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2019 ว่า บริษัทฯ มีนโยบายในการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์เหล็ก Value added กับแบรนด์ และสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ด้วยจุดเด่นของบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กม้วนหน้าแคบที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นเหล็กรูปพรรณต่าง ๆ ได้หลากหลาย ทำให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานเหล็กแบบเต็มรูปแบบตรงตามความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้เป็นอย่างดี  ในปีนี้ บริษัทฯ ได้คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมเปิดตัว “บ้านเหล็ก” ภายใต้แบรนด์ BLOX Living นวัตกรรมใหม่ครั้งแรกของเมืองไทย ที่ช่วยลดปัญหามลพิษในอากาศจากฝุ่นควันที่เกิดจากการก่อสร้าง ซึ่งแบบเดิมต้องใช้ อิฐ หิน ปูน ทราย และปูนซีเมนต์ ในการก่อสร้างบ้าน ทำให้เกิดฝุ่นควันฟุ้งกระจาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดพลังงาน ด้วยจุดเด่นของแผ่นฉนวนกันความร้อนเย็นรอบด้านจะทำหน้าที่ป้องกันความร้อนเย็นไม่ให้เข้าภายในตัวบ้าน และเมื่ออากาศหนาวก็จะทำให้ภายในบ้านอุ่นได้ ทั้งนี้ บ้านเหล็ก เกิดจากแนวคิด “People’s Home” บ้านดี ๆ ที่ทุกคนจับต้องได้ทั้งคุณภาพและราคา ด้วยการออกแบบที่ทันสมัย ใช้วัสดุที่คงทน และเหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนอย่างเมืองไทย







บ้านเหล็ก BLOX Living จะออกแบบมาในลักษณะ Modular System ที่ลูกค้าสามารถลดเพิ่มขนาดความต้องการของพื้นที่อยู่อาศัยได้ตลอดเวลา ใน 2 รูปแบบ คือ
•   แบบ Package : สามารถเลือกไซส์ตามขนาดพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว ตั้งแต่ 15 ตารางเมตร, 30 ตารางเมตร, 60 ตารางเมตร และ 90 ตารางเมตร
•   แบบ LEGO : ลูกค้าสามารถเลือกเพิ่มขนาดเพื่อประกอบต่อเติมได้ตามจำนวนโครงและผนัง

          คุณสมบัติพิเศษของ “บ้านเหล็ก BLOX Living” ได้ถูกออกแบบเป็นบ้านที่ผลิตแบบกึ่งสำเร็จรูปจากโรงงานที่มีระบบควบคุมคุณภาพ มีมาตรฐานเท่ากันทุกหลัง น้ำหนักเบา มีความสะดวกและง่ายในการติดตั้ง เคลื่อนย้าย รื้อถอน ประกอบใหม่ได้ตามต้องการ โดยใช้เวลาในการติดตั้งทั้งหมดภายในวันเดียวสามารถเข้าอยู่ได้ทันที และยังสามารถซื้อได้ในราคาประหยัด

           กลุ่มเป้าหมายของบ้านเหล็กนั้น นายวินท์ กล่าวว่า เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดชอบความทันสมัยสะดวก รวดเร็ว ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเองหรือเพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับการทำธุรกิจ Startup ต่าง ๆ เช่น ออฟฟิศ ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ อย่างไรก็ตาม บ้านเหล็ก BLOX Living ยังมีจุดเด่นที่ความแตกต่างของคุณภาพผลิตภัณฑ์เหล็กของไพร์ม สตีล มิลล์ คือ การนำนวัตกรรมของถังคูลเลอร์ที่มีความเย็น 2 ชั้น เป็นแผ่นฉนวนกันความร้อนเย็นรอบบ้าน ซึ่งจะทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ความร้อนจากแสงแดดและความหนาวเย็นเข้าสู่ ตัวบ้าน ทำให้บ้านเย็นสบาย ทำให้ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าจากพัดลมและเครื่องปรับอากาศได้

   ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายจำหน่ายบ้านเหล็กในปีแรกไว้ประมาณ 500 ยูนิต แบ่งกลุ่มประเภทลูกค้า ดังนี้ กลุ่มลูกค้าซื้อบ้านใหม่เพื่ออยู่อาศัย ซื้อเพื่อต่อเติม และเพื่อประกอบธุรกิจ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถทำให้คนรุ่นใหม่มีบ้านและสถานที่ประกอบธุรกิจอยู่อย่างง่าย ๆ สะดวกสบาย ในราคาประหยัด
7




กลุ่มทรู เผยโฉม “การ์ดเกมโปเกมอนเวอร์ชั่นภาษาไทย” ที่ทุกคนรอคอยในราคาเอื้อมถึง ชวนสาวกไทยได้เล่นการ์ดเกมคุณภาพพรีเมียมพร้อมกันทั่วประเทศ 1 ก.พ.นี้ ประเดิมโชว์ในงาน “โปเกมอนเทรดดิ้งการ์ดเกม เฟิร์สอิมแพ็คชาเลนจ์”






กลุ่มทรู ผู้ได้รับสิทธิ์คาแรคเตอร์โปเกมอนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัว “การ์ดเกมโปเกมอน“ การ์ดเกมที่ขายดีที่สุดในโลก ในเวอร์ชั่นภาษาไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งผลิตและนำเข้าตรงจากญี่ปุ่นคุณภาพระดับพรีเมี่ยมในราคาที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้ พร้อมเปิดตัวในงาน“โปเกมอนเทรดดิ้งการ์ดเกม เฟิร์สอิมแพ็ค  ชาเลนจ์” (Pokémon Trading Card Game First Impact Challenge) ที่ Thailand E-Sports Arena ชั้น 5 ศูนย์การค้า เดอะ สตรีทรัชดา รวมเหล่าแฟนคลับโปเกมอน และนักเล่นการ์ดเกมไทยให้ได้สัมผัส“การ์ดเกมโปเกมอน”เวอร์ชั่นภาษาไทย และ Battle กันในสนาม ก่อนวางขายจริง ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเล่นโดยมีผู้ตัดสินและ กูรูคอยแนะนำ รวมถึงการแข่งขันด้วย Deck ฉบับภาษาไทยครั้งแรกของเหล่านักเล่นการ์ดระดับเทพ เพื่อชิงความเป็นที่ 1 ของชาเลนจ์แรกในประเทศไทย และ Battle รอบพิเศษกับโปเกมอนการ์ดเกม Top Class Player จากบริษัทผู้ออกแบบและสร้างสรรการ์ดเกมโปเกมอน Creatures Inc. สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับกิจกรรมพบปะและขอลายเซ็นจากนักวาดภาพประกอบโปเกมอนการ์ดชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น  โดยการ์ดเกมโปเกมอนเวอร์ชั่นภาษาไทย จะวางจำหน่ายพร้อมกันในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ผ่านร้าน 7-Eleven และร้านจำหน่ายการ์ดเกมทั่วประเทศ

นายธานินทร์ ติรณสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ธุรกิจคอนเทนต์ กีฬาและเด็ก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
กล่าวว่า การ์ดเกมโปเกมอนเป็นชุดการ์ดเกมที่ได้รับความนิยมแพร่หลายจนมียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก มากถึง 2,100 ล้านใบ โดยในประเทศไทยก็มีผู้เล่นเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นการ์ดเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษที่มีราคาสูง ทรูในฐานะผู้ได้รับสิทธิ์คาแรคเตอร์โปเกมอนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยจึงได้ผลิตการ์ดเกมนี้ในเวอร์ชันภาษาไทย โดยสั่งพิมพ์และนำเข้าตรงจากญี่ปุ่นให้ผู้เล่นชาวไทยได้เล่น การ์ดเกมคุณภาพ ในราคาที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้ ซึ่งการเล่นการ์ดเกมได้รับการยอมรับในระดับโลกให้เป็นกีฬาชนิดหนึ่ง ที่ช่วยฝึกสมอง ฝึกสมาธิ และฝึกการวางแผน เพราะผู้เล่นจะสามารถสร้างแบบแผนวิธีการเล่นของตนเพื่อให้ชนะคู่แข่งได้อย่างเป็นอิสระ โดยได้เปิดตัวการ์ดเกมเวอร์ชันไทยนี้ในงาน “โปเกมอนเทรดดิ้งการ์ดเกม เฟิร์สอิมแพ็คชาเลนจ์” (Pokémon Trading Card Game First Impact Challenge) ที่ Thailand E-Sports Arena ชั้น 5 ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา ซึ่งเป็นงานรวมตัวเหล่าแฟนคลับโปเกมอน และผู้เล่นการ์ดเกม ให้ได้สัมผัสกับประสบการณ์สุดพิเศษ อาทิ การแข่งขันด้วย Deck ฉบับภาษาไทยครั้งแรกของเหล่านักเล่นการ์ดระดับเทพทั้ง 64 คน เพื่อชิงความเป็นที่ 1 ของชาเลนจ์แรกในประเทศไทย โดยผู้ร่วมงานจะ Battle กันในสนามจริง มีผู้ตัดสินและกูรูคอยแนะนำตอบทุกข้อสงสัย  รวมทั้งจะได้ Battle รอบพิเศษกับโปเกมอนการ์ดเกม Top Class Player จากบริษัทผู้ออกแบบและสร้างสรรงานอาร์ท อย่าง Creatures Inc. พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้สาวกพันธุ์แท้ได้พบปะและขอลายเซ็นจากนักวาดภาพประกอบโปเกมอนการ์ดชื่อดังบินตรงจากประเทศญี่ปุ่น
 
การ์ดเกมโปเกมอนเวอร์ชั่นภาษาไทย ผลิตโดยใช้วัสดุคุณภาพชั้นเยี่ยมจากญี่ปุ่นมีทั้งหมด 300 แบบ แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ 2 ประเภท คือ 1.Theme Pack ซึ่งเป็นสำรับจำเป็นสำหรับการเริ่มเล่น มี 60 ใบ โดยในแต่ละสำรับจะมีการ์ดสุ่มไม่เหมือนกัน จำหน่ายในราคาชุดละ199 บาท 2.Booster Pack เป็นซองที่ใช้เป็นการ์ดเสริมจำนวนซองละ 6 ใบ ที่มีคุณลักษณะพิเศษในการเล่น และจะมีการ์ดหายากที่เป็นที่ต้องการของนักเล่นการ์ดมือฉกาจและนักสะสม สับเปลี่ยนกันทั้งหมด180 แบบ โดยจำหน่ายในราคาชุดละ 49 บาท จำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ผ่านร้าน 7-Eleven และร้านจำหน่ายการ์ดเกมทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ www.facebook/pokémontcgth

เกี่ยวกับการ์ดเกม
การ์ดเกม เป็นเกมแนวใหม่ที่พัฒนามาจากเกมไพ่ โดยการ์ดเกมนั้นจะมีชุดการ์ดที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ ผู้เล่นจะต้องหาซื้อการ์ดเข้ามาสะสมในกองของตัวเองเพื่อให้มีความสามารถสูงขึ้น ในแต่ละกล่องหรือซองมีการ์ดไม่เหมือนกัน การ์ดแต่ละใบหาได้ยากง่ายต่างกัน การ์ดที่หายากมักจะเป็นการ์ดที่เก่ง และมักมีราคาสูง มักนำเนื้อเรื่องจากนิยายและภาพยนตร์ที่โด่งดังมาเป็นจุดขาย เช่น การ์ดสตาร์ วอร์ส การ์ดแฮรี่ พอตเตอร์ การ์ดโปเกมอน เป็นต้น มักมีการจัดชุดการ์ด เรียกว่า เด็ค (deck) เพื่อสร้างชุดการ์ดของตนเอง แล้วนำไปต่อสู้กับชุดการ์ดของผู้เล่นคนอื่นๆ มีการใช้การ์ดตั้งแต่สองใบขึ้นไปร่วมกันจนเกิดผลที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมเรียกว่าการทำ Combo
8


เอสเค-ทู ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน 2019 เปิดตัว เฟเชียล ทรีทเมนท์ เอ็สเซ็นส์ ลิมิเต็ด เอดิชั่น พร้อมด้วยขวดใหม่ลวดลายบิดเกลียวสุดล้ำ



[ประเทศไทย][มกราคม, 2562] – เอสเค-ทู ต้อนรับศักราชใหม่ ด้วยการเปิดตัว เฟเชียล ทรีทเมนท์ เอ็สเซ็นส์ รุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น (SK-II Facial Treatment Essence New Year Limited Edition) เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งการเริ่มต้นใหม่ ให้แก่ผู้หญิงทั่วโลก



ขวดเฟเชียล ทรีทเมนท์ เอ็สเซ็นส์ รุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ลายใหม่ล่าสุด ได้รับแรงบันดาลใจจากปีกุน ปีนักษัตรประจำปีนี้ ถ่ายทอดผ่านลวดลายกราฟฟิคอันโดดเด่นแต่แฝงด้วยความสนุกสนาน ด้วยลายเส้นบิดเกลียวพาดผ่านรอบขวดสีแดงเข้ม ที่สื่อนัยยะถึงหางหมู เพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง

เกี่ยวกับ เอสเค-ทู เฟเชียล ทรีทเมนท์ เอ็สเซ็นส์

กว่า 38 ปีมาแล้วที่ เฟเชียล ทรีทเมนท์ เอ็สเซ็นส์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลมากที่สุด*และผลิตภัณฑ์ขายดีอันดับหนึ่งของเอสเค-ทู ด้วยส่วนประกอบสำคัญอย่างพิเทร่า™ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบชีวภาพทางธรรมชาติที่อุดมไปด้วย วิตามินต่างๆ กรดอะมิโน และแร่ธาตุมากมาย

พิเทร่า™ อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ กว่า 50 ชนิด ที่ช่วยปรับสภาพผิวให้สามารถทำงานตามกลไกธรรมชาติ* พร้อมกักเก็บความชุ่มชื้นเป็นเวลานาน และบำรุงผิวให้นุ่ม กระจ่างใส และชุ่มชื่น

เริ่มต้นปีใหม่นี้ด้วยผิวกระจ่างใส กับ เอสเค-ทู เฟเชียล ทรีทเมนท์ เอ็สเซ็นส์ รุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น

สถานที่จำหน่ายและราคา
เอสเค-ทู เฟเชียล ทรีทเมนท์ เอ็สเซ็นส์ รุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น วางจำหน่ายที่เคาน์เตอร์ทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในราคา 7,400 บาท

เกี่ยวกับเอสเค-ทู

เป็นเวลากว่า 35 ปีแล้ว ที่เอสเค-ทูได้เข้าถึงชีวิตของผู้หญิงทั่วโลกด้วยแนวคิด #changedestiny ผ่านการมีผิวกระจ่างใสและชีวิตที่เราเป็นผู้กำหนดได้เอง เรื่องราวเบื้องหลังเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ของเอสเค-ทูสังเกตเห็นคนงานสูงวัยที่ทำงานในโรงบ่มสาเกในประเทศญี่ปุ่น มีใบหน้าที่มีริ้วรอย แต่กลับมีมือที่ดูอ่อนเยาว์และนุ่มอย่างไม่น่าเชื่อ พวกเขาได้ค้นพบสาเหตุว่า เป็นเพราะมือของคนงานเหล่านั้นสัมผัสโดยตรงกับการหมักบ่มสาเกเป็นเวลาสม่ำเสมอ และได้นำมาศึกษาวิจัยเป็นเวลาหลายปีจนได้ พิเทร่า™ ของเหลวชีวภาพทางธรรมชาติจากกระบวนการหมักบ่มยีสต์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา พิเทร่า™ ก็กลายเป็นความลับสู่ผิวกระจ่างใสกระจ่างใส 5 มิติ ได้แก่ ความกระจ่างใส ความกระชับ ความเรียบเนียน จุดด่างดำ และความยืดหยุ่นต่อการเกิดริ้วรอย ปัจจุบัน เอสเค-ทูเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิวใน 13 ประเทศ และยังคงส่งต่อพลังของผิวกระจ่างใสผ่านผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมอย่าง เฟเชียล ทรีทเมนท์ เอ็สเซ็นส์ อาร์.เอ็น.เอ พาวเวอร์ เรดิคอล นิว เอจ และ เจนนอปติกส์ ออร่า เอ็สเซ็นส์ 
ติดตามทุกๆอัพเดทและข้อมูลของเอสเค-ทูได้ที่ http://www.sk-ii.com
9




เดิร์มโมฟิกซ์ เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ “ไฮโปรลีน คอมเพล็กซ์ คอลลาเจน” เสนองานประชุมวิชาการแพทย์ผิวหนังและชะลอวัยนานาชาติ แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา





พญ.พรศญาพัชร์ ลิขิตธรรมกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดิร์มโมฟิกซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด ถูกเทียบเชิญเสนอนวัตกรรมใหม่ “ไฮโปรลีน คอมเพล็กซ์ คอลลาเจน” ภายใต้แบรนด์ DERMOFIX  ในงาน " 10th A4M Thailand Congress on Anti-Aging and Aesthetic Medicine 2018" งานประชุมวิชาการแพทย์นานาชาติ  โดยเข้าร่วมบรรยายผลงานวิจัย “ Anti-aging effect of oral very high proline complex collagen (DERMOFIX) on skin properties: a randomized, double-blind, placebo-controlled clinical study” เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งผลิตภัณฑ์ DERMOFIX ผ่านการคิดค้น และวิจัยด้วยศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เผยผลลัพธ์ด้านการชะลอวัยของผิวหนัง ได้ถึง 6 ประการ อาทิ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว, เพิ่มความชุ่มชื้น ให้ผิว, ริ้วรอยจางลง ร่องลึกดูตื้นขึ้น, ลดดัชนีเม็ดสีเมลานิน ส่งผลให้ผิวดูขาวขึ้น, เพิ่มความเรียบเนียนของผิว และ ลดอัตราการสูญเสียน้ำของผิว และยังช่วยลดอาการปวดข้อเข่า ลดเสียงดังในเข่า ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นของข้อเข่าเสื่อม รวมถึงเพิ่มการเหยียดงอของข้อ อีกด้วย





ทั้งนี้สาร “โปรลีน คอมเพล็กซ์” ที่มีปริมาณสูงในผลิตภัณฑ์ DERMOFIX เป็นกลุ่มกรดอะมิโนจำเพาะที่ใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติในร่างกาย โดยผลิตภัณฑ์ DERMOFIX มีความปลอดภัยสูง จากผลการตรวจเลือดก่อน และหลังรับประทาน เป็นปกติทุกประการ อีกทั้งยังผ่านการจดอนุสิทธิบัตรถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า DERMOFIX ไฮโปรลีน คอมเพล็กซ์ คอลลาเจน ให้ประสิทธิผลด้านการชะลอวัยผิวหนังที่ดีมากกว่าและเร็วกว่าคอลลาเจนทั่วไปและยาหลอก ให้ผลดีช่วยบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมรวมถึงอวัยวะที่มีคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบได้รับการฟื้นฟู และปลอดภัยจากผลตรวจเลือด ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.095-541-6363 หรือ https://www.facebook.com/dermofixthailand/
10



“แดรี่ควีน” เผยกลยุทธ์มัดใจคนไทยยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ฉลองความสำเร็จเปิดสาขาครบ 500 แห่ง เตรียมทุ่มงบ 100 ล้านบาท เปิดเกมรุกเต็มสูบตลอดปี 2562


กรุงเทพฯ – “แดรี่ควีน” เผยความสำเร็จผลการดำเนินธุรกิจ 5 ปี เติบโตเฉลี่ยปีละ 4% เตรียมทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท เปิดเกมรุกด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1) เร่งเพิ่มพันธมิตรค้าปลีก และแฟรนไชส์ซี สร้างความได้เปรียบด้านช่องทางการขาย (Strategic Partner) 2) เลือกโลเคชั่นในการขยายสาขาเน้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น (Strategic Location) และ  3) มุ่งสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง (Customer Satisfaction) ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และเน้นทำการตลาดบนช่องทางออนไลน์มากขึ้น ล่าสุด จัดแคมเปญฉลองความสำเร็จครบ 500 สาขา แจกฟรีไอศกรีมบลิซซาร์ดรส “ข้าวเหนียวใบเตยมะม่วง” ที่มาพร้อม “มะพร้าวคั่ว” ครั้งแรกของโลก! จำนวนรวม 1,000 ถ้วย  เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา พร้อมเตรียมจำหน่ายให้เหล่าคนรักไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟได้ลิ้มลองความอร่อยของรสชาติพิเศษนี้ ตลอดเดือนมกราคม ณ ร้านแดรี่ควีน สาขาอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เท่านั้น

นายนครินทร์ ธรรมหทัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไมเนอร์ ดีคิว จำกัด บริษัทในเครือไมเนอร์ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจร้านไอศกรีม “แดรี่ควีน” กล่าวว่า “แดรี่ควีน เป็นแบรนด์จากสหรัฐอเมริกาที่มีประวัติยาวนานถึง 79 ปี ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “ความอร่อยที่ให้คุณสัมผัสได้ในทุกโมเม้นต์” โดยผลิตภัณฑ์ที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่ทำให้คนทั่วโลกรวมถึงคนไทยคุ้นเคยกับแบรนด์แดรี่ควีน ก็คือ ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ (Soft-serve) ที่รู้จักกันในชื่อเมนู ‘บลิซซาร์ด’ (Blizzard® Treat) ปัจจุบันแดรี่ควีนมีสาขาเปิดให้บริการทั่วโลก กว่า 6,800 แห่ง สำหรับในประเทศไทย ไมเนอร์ ดีคิว เป็นผู้นำแบรนด์ ‘แดรี่ควีน’ เข้ามาทำตลาดตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2539 โดยมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจ 2 แบบ คือ ร้านที่บริหารโดยไมเนอร์ ดีคิว และร้านแฟรนไชส์ ในขณะที่ ในด้านผลิตภัณฑ์ แดรี่ควีนเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทที่ลูกค้าเลือกรับประทานเพื่อความพึงพอใจ เราจึงมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตอบทุกความต้องการ และทุกช่วงเวลาให้กับลูกค้า ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเภท ได้แก่ 1) ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ 2) ไอศกรีมเค้ก/ไอศกรีมแซนวิช 3) ฮอทดอก และ 4) เครื่องดื่ม โดยจำหน่ายในราคาตั้งแต่ 10 บาท ไปจนถึง 495 บาท มีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือคนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 18-29 ปี ที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ รสชาติถูกปาก จำหน่ายในราคาที่เข้าถึงได้ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม”

“ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมายอดขายของบริษัทฯ เติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยสองปัจจัยหลัก คือ 1) จากไลฟ์สไตล์การกินดื่มของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป นิยมรับประทานของว่าง เช่น ขนม หรือของหวานกันมากขึ้น ประกอบกับประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน ‘ไอศกรีม’ จึงกลายเป็นตัวเลือกท็อปฮิตของคนไทย และ 2) การวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนสอดรับกับความต้องการของตลาด

โดยบริษัทฯ เน้นการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องโดยใช้ 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ กลยุทธ์ ‘Strategic Partner' การจับมือกับพันธมิตรกลุ่มธุรกิจค้าปลีก และผู้ซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ กลยุทธ์ ‘Strategic Location’ เลือกโลเคชั่นที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย และกลยุทธ์ ‘Customer Satisfaction’ การสร้างความพึงพอใจในทุกความต้องการให้แก่ลูกค้า รวมถึงการนำเสนอจุดแข็งของแบรนด์ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพผลิตจากนมโค มีความหลากหลาย และมีนวัตกรรม โดยเฉพาะซิกเนเจอร์ “อัพไซด์ ดาวน์” ในเมนูบลิซซาร์ดที่ผู้บริโภคมีการจดจำได้ดี โดยทั้งสามกลยุทธ์ดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้เพื่อการเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้มากที่สุดทั้งในแง่ของความสะดวกในการซื้อ และการเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภค ส่งผลให้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แดรี่ควีนมีรายได้เติบโตต่อเนื่องตลอด 5 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ ปีละ 4% และเป็นแบรนด์ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟที่มีสาขามากที่สุดในประเทศไทยด้วยจำนวนทั้งสิ้น 500 สาขา”

ล่าสุด “แดรี่ควีน” ได้จัดกิจกรรม “500 Stores Celebration” ฉลองความสำเร็จในโอกาสเปิดสาขาให้บริการในประเทศไทยครบ 500 แห่ง เอาใจคนรักไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ ด้วยการแจกฟรีไอศกรีมบลิซซาร์ดรส “ข้าวเหนียวใบเตยมะม่วง” ที่มาพร้อม “มะพร้าวคั่ว” ท็อปปิ้งสูตรเฉพาะ ครั้งแรกของโลก! จำนวนรวม 1,000 ถ้วย เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา พร้อมเตรียมจำหน่ายไอศกรีมบลิซซาร์ดรสชาติพิเศษนี้ในราคา 40 บาท ต่อเนื่องตลอดเดือนมกราคมนี้ เฉพาะที่ร้านแดรี่ควีน สาขาอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิเท่านั้น

นายนครินทร์ เปิดเผยว่า “สำหรับทิศทาง และเป้าหมายการดำเนินธุรกิจ ในปีพ.ศ. 2562 บริษัทฯ ได้เตรียมงบการตลาดไว้ที่ 100 ล้านบาท เพื่อรักษาตำแหน่งผู้เล่นหลักในกลุ่มไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ ที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก พร้อมกันนี้ยังเตรียมขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้นผ่านการนำเสนอความหลากหลายของเมนูให้มากขึ้น โดยเน้นสร้างความแปลกใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์กลุ่มฮอทดอก และเครื่องดื่มที่มีรสชาติถูกปากคนไทย ควบคู่ไปกับการสานต่อกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ เน้นให้ความสำคัญกับเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ด้วยการสร้างความแข็งแกร่งผ่านการเพิ่มทักษะ และเทคนิคในการบริหารจัดการธุรกิจให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด การเลือก Strategic Location เพื่อช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มอีก 40 แห่งภายในปีพ.ศ. 2562 โดยในปีนี้บริษัทฯ ไม่ได้เน้นขยายสาขาตามสภาพภูมิศาสตร์แต่จะเน้นการเข้าไปอยู่ในทุกโอกาสของลูกค้าให้มากขึ้น เช่น บริการโมบาย ยูนิต หรือ ฟู้ด ทรัคส์ เข้าไปจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในงานอีเว้นท์ต่างๆ เป็นต้น ตลอดจนเน้นการสร้างความพึงพอใจในทุกความต้องการให้กับลูกค้าด้วยการเสริมบริการเดลิเวอรี่เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า พร้อมกับการทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ และการจัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ เพื่อให้เกิดแบรนด์รอยัลตี้ และแบรด์แอดโวเคซี่ โดยมีเป้าหมายในอีก 3-5 ปีข้างหน้า คือมอบประสบการณ์ความอร่อยให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างครอบคลุม ด้วยการขยายสาขาให้ครบ 1,000 สาขาทั่วประเทศ”

“ปัจจุบันเทรนด์การบริโภคอาหาร และเครื่องดื่มของคนไทยในยุคดิจิทัล ที่นอกจากจะเลือกแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์ตรงตามความต้องการของตนเองแล้ว ยังมองหาผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกระแส มีการนำเสนอเอกลักษณ์ที่น่าสนใจ เหมาะกับการแชร์ลงบนโซเชียลมีเดียของตนเอง ในขณะเดียวกันต้องเป็นแบรนด์ ที่เข้าถึงได้ง่าย ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายตอบทุกความต้องการของตนเองได้ภายในที่เดียว จากเทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภคต่างๆ เหล่านี้ บริษัทฯ มองว่าจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยผลักดันให้เกิดการแข่งขันในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และแคมเปญส่งเสริมการขายจากผู้เล่นในตลาดจนกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการบริโภคต่อเนื่องตลอดทั้งปี” นายนครินทร์ กล่าวสรุป
Pages: [1] 2 3 ... 10