Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - happy

Pages: [1] 2 3 ... 739
1
ยิปรอค จัดแสดงหน้าผาจำลอง
โชว์ประสิทธิภาพโซลูชั่นส์ยิปซัมอัจฉริยะ ณ งานสถาปนิก’59

บรรยายภาพ: บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตนวัตกรรมยิปซัมคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “ยิปรอค” นำโดย ธงชัย กมลพัฒนะ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายขายภายในประเทศต่างประเทศ, สหัทยา ทองปรีชา (ที่ 2  จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด, เปมิกา ทะวิไชย (ที่ 1 จากซ้าย) ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ระบบผนังยิปซัม, มรกต จิตอารีเสถียร (ที่ 2 จากขวา) ผู้จัดการผลิตภัณฑ์แผ่นฝ้าเพดานและกลุ่มสินค้าโครงคร่าวเหล็ก และวิศิษฎ์ ชัยสิทธิโรจน์ (ที่ 1 จากขวา) ผู้จัดการผลิตภัณฑ์กลุ่มปูนฉาบ ร่วมจัดแสดงบูทนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการก่อสร้างใหม่ล่าสุดภายใต้แนวคิด “Gyproc Fit Your Style” ณ งานสถาปนิก’59 อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้

บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตนวัตกรรมยิปซัมคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “ยิปรอค” และผู้ให้บริการโซลูชั่นส์ระบบผนังและฝ้าครบวงจรมากว่า 45 ปี ร่วมจัดแสดงบูทนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการก่อสร้างใหม่ล่าสุด ภายในงานแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม ครั้งที่ 30 (งานสถาปนิก'59) ระหว่างวันที่ 26 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2559 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็คอารีน่า เมืองทองธานี โดยครั้งนี้ ยิปรอคนำเสนอนวัตกรรมใหม่ภายใต้แนวคิด “Gyproc Fit Your Style” ซึ่งมีไฮไลท์คือกำแพงหน้าผาจำลอง (Gyproc Climbing Wall) เพื่อโชว์ประสิทธิภาพการใช้งานและความแข็งแกร่งอันน่าทึ่งของนวัตกรรมแผ่นยิปซัม ยิปรอค ฮาบิโต้  (Gyproc® HabitoTM)

แนวคิด Gyproc Fit Your Style นำเสนอนวัตกรรมการก่อสร้างใหม่ล่าสุดและรูปแบบการใช้งานผลิตภัณฑ์ยิปซัมคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “ยิปรอค” ในการก่อสร้างและตกแต่งอาคารที่สวยงามได้อย่างไร้ข้อจำกัด ซึ่งมีทั้งการใช้ผนังยิปซัมบอร์ด แผ่นฝ้าเพดาน ระบบโครงโลหะ และผลิตภัณฑ์ปูนปลาสเตอร์ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อการสร้างสรรค์ไลฟ์สไตล์การพักอาศัยที่เหนือระดับ โดยมีกิจกรรมไฮไลท์คือการจัดแสดงหน้าผาจำลองที่สร้างด้วยโซลูชั่นส์ผนังยิปซัมรูปแบบใหม่ ยิปรอค ฮาบิโต้  (Gyproc® HabitoTM) ซึ่งสมบูรณ์แบบทั้งด้านความแข็งแกร่งความทนทาน ประสิทธิภาพการใช้งานสูง และคุณภาพที่เชื่อถือได้ โดยสามารถรับน้ำหนักของการปีนป่ายได้อย่างน่าทึ่ง พร้อมคุณสมบัติป้องกันการกระแทกได้อย่างดีเยี่ยม ป้องกันเสียง และติดตั้งได้ง่าย






มร.ริชาร์ด จูเชรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้มีโอกาสจัดแสดงนวัตกรรมอีกครั้งในงานสถาปนิก’59 ซึ่งนับเป็นงานเอ็กซ์โปครั้งสำคัญที่รวบรวมทั้งผู้ค้าและผู้บริโภค ที่เปิดโอกาสให้เราได้จัดแสดงโซลูชั่นส์เพื่อการก่อสร้างชั้นเลิศและได้พบกับกลุ่มลูกค้าใหม่อีกเป็นจำนวนมาก ผู้เข้าชมงานยังสามารถขอคำปรึกษาเรื่องการตกแต่งบ้านจากทีมผู้เชี่ยวชาญของเราที่พร้อมให้บริการอย่างเป็นกันเอง ตลอดจนร่วมเล่นเกมส์และพบกับกิจกรรมอีกมากมายภายในบูทยิปรอค ซึ่งเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับลูกค้า ผู้รับเหมา สถาปนิก และผู้บริโภคทุกท่านในงานครั้งนี้”

ยิปรอคจะนำเสนอ 3 ผลิตภัณฑ์ใหม่ในงานสถาปนิก’59 ได้แก่ ปูนยิปรอค แม็กเนติค (Gyproc® Magnetic Plaster)ปูนฉาบตกแต่งภายในสูตรพิเศษที่ทำให้ผนังทั่วไปสามารถยึดเกาะกับแถบแม่เหล็กได้ พร้อมคุณสมบัติการปกปิดรอยแตกร้าวได้เนียนสนิท ฝ้าเพดานยิปโทน (Gyptone) แผ่นฝ้าที่สามารถดูดซับเสียงสะท้อนภายในห้อง และช่วยปรับสภาพอากาศภายในห้องได้อย่างดีเยี่ยม เหมาะสำหรับสถาบันการศึกษา โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านค้า และสำนักงาน และ แผ่นยิปซัม กลาสรอค เอช โอเชียน (Glasroc H Ocean) แผ่นยิปซัมสำหรับใช้ในพื้นที่เปียก ด้วยคุณสมบัติป้องกันความชื้นและเชื้อรามากกว่าแผ่นยิปซัมทั่วไป นอกจากนี้ ผู้เข้าเยี่ยมชมบูทยิปรอคยังสามารถขอคำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ รวมถึงแนวทางการสร้างสรรค์ไลฟ์สไตล์การพักอาศัยชั้นเลิศจากทีมผู้เชี่ยวชาญได้ตลอดระยะเวลาการจัดงาน


Habito Wall.


Magnatic


Glasroc H Ocean


Magnetic sack


Habito Board

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมและโปรโมชั่นของยิปรอคภายในงาน กรุณาติดตามข่าวสารบนเฟสบุ๊ค ยิปรอคคลับ ที่ www.facebook.com/gyprocclub พร้อมลุ้นรับของรางวัลพรีเมี่ยมจากยิปรอคบนหน้าเพจได้ ตลอดช่วงเวลาการจัดงานสถาปนิก'59

###

เกี่ยวกับ บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน)

บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2511 โดยเป็นบริษัทแรกที่ดำเนินการผลิตแผ่นยิปซัมและปูนปลาสเตอร์ในประเทศไทย ผลิตภัณฑ์ของไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่มได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วเมืองไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ปัจจุบันมีโรงงานรองรับการผลิต 2 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี และ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม นำเสนอสินค้าและการบริการครบวงจร ครอบคลุมทั้งแผ่นยิปซัม ฝ้าเพดาน ระบบโครงสร้าง และปูนปลาสเตอร์ พร้อมโซลูชั่นในการตกแต่งอาคารสำหรับผู้ใช้
 
ด้วยการตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บริษัทจึงยึดมั่นการดำเนินงานภายใต้แนวคิดยิปรอค 3G  ได้แก่ Green Products ด้วยมาตรฐาน ASTM D5116-90 จึงรับประกันว่าผลิตภัณฑ์มีการแพร่กระจายของสารเคมีในระดับต่ำ ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่น้อยกว่า 30% และปราศจากสารกัมมันตรังสีหรือสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ Green Solutions  นำเสนอระบบผนังและฝ้าเพดานแบบประหยัดพลังงาน อาทิ โซลูชั่นเทอร์มัล ที่สามารถป้องกันความร้อนจากภายนอกแพร่เข้าสู่ภายในอาคาร จึงช่วยลดภาระของเครื่องปรับอากาศและลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ และ Green Manufacturing เน้นกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกขั้นตอน พร้อมติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียที่ทันสมัยและระบบประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง รับรองด้วยมาตรฐาน ISO 14001 และ ผลิตภัณฑ์ฉลากสีเขียว (Green Label)


เกี่ยวกับ แซง-โกแบ็ง ( Saint-Gobain )

บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน) เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแซง-โกแบ็ง เครือบริษัทการผลิตโครงสร้างอาคารรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีความเชี่ยวชาญระดับสูงในการออกแบบ การผลิต และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้ตรงกลุ่มผู้บริโภคทั้งในวงการอุตสาหกรรม และกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป โดยบริษัทได้ลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในราคาที่คุ้มค่า ซึ่งผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ ต่อต้านแบคทีเรีย มีความสวยงามและอายุการใช้งานที่ยาวนาน ในขณะที่ผู้ใช้สามารถติดตั้งผลิตภัณฑ์ได้อย่างง่ายดาย ช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มสวัสดิภาพในการปฏิบัติงาน
 
แซง-โกแบ็ง ดำเนินงาน 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มนวัตกรรมกระจกแผ่นเรียบ กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ กลุ่มผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง และกลุ่มการจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ปัจจุบัน แซง-โกแบ็ง ดำเนินธุรกิจมาแล้วกว่า 350 ปี และมีพนักงานผู้เชี่ยวชาญกว่า 180,000 คนทั่วโลก ซึ่งสามารถยืนยันถึงความชำนาญการ และการนำเสนอโซลูชั่น ที่สอดคล้องกับความต้องการที่แตกต่างในแต่ละพื้นที่ได้อย่างลงตัว แซง-โกแบ็ง ยังได้รับการรับรองให้เป็น 1 ใน 10  บริษัทผู้ว่าจ้างยอดเยี่ยมแห่งเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2016
 
หากต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับยิปรอคและแซง-โกแบ็ง กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ http://www.gyproc.co.th/ หรือ https://www.facebook.com/GyprocClub

2
ทอสเท็ม นำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยแบบครบวงจร
ในงานสถาปนิก'59 อิมแพ็คเมืองทองธานี

เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ “EXTERIOR Series” ที่พัฒนาขึ้นสำหรับตลาดอาเซียนโดยเฉพาะ
ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคทั้งในไทยและอาเซียน

บรรยายภาพ (จากซ้าย) เฉาอัน หวัง รองประธาน ลิกซิล เฮาส์ซิง เทคโนโลยี ประจำภูมิภาคเอเชีย, พิทยา เตชะรุ่ง นิรันดร์ ผู้จัดการทั่วไป ลิกซิล เฮาส์ซิ่ง เทคโนโลยี ประเทศไทย, คริสโตเฟอร์ เจ แมค ประธานกรรมการ ลิกซิล     เฮาส์ซิ่ง เทคโนโลยี อินเตอร์เนชั่นแนล บิสซิเนส, เคอิจิ โอชิม่า ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจต่างประเทศ ลิกซิล เฮาส์ซิ่ง เทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่นม ซาโทรู นากาซาโก ผู้จัดการทั่วไป สินค้ากลุ่มตกแต่งภายนอก ลิกซิล เฮาส์ซิ่ง เทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่น และศิรินทรา จิตตราวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดส่วนภูมิภาค ลิกซิล เฮาส์ซิ่ง เทคโนโลยี ประเทศไทย ร่วมออกบูธในงานแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม ครั้งที่ 30 (งานสถาปนิก'59) เปิดตัวเทคโนโลยีและกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการตกแต่งบ้านแบบครบวงจร จากทอสเท็ม ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็คอารีน่า เมืองทองธานี กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆนี้

กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆนี้ - ทอสเท็ม (TOSTEM) ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ประตูและหน้าต่างอะลูมิเนียม ภายใต้เครือบริษัท ลิกซิล กรุ๊ป ผู้ผลิตและพัฒนาโซลูชั่นส์เพื่อที่พักอาศัยแลการใช้ชีวิตชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ประกาศรุกตลาดบ้านและที่อยู่อาศัยเมืองไทยอย่างเต็มตัวในปี 2559 โดยกำหนดประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นเชิงกลยุทธ์เพื่อการขยายเครือข่ายสู่ตลาดอาเซียนในอนาคต พร้อมเปิดตัวเทคโนโลยีและกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการตกแต่งบ้านแบบครบวงจรในปีนี้ พร้อมสาธิตการทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมการที่อยู่อาศัยระดับคุณภาพ ภายในงานแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม ครั้งที่ 30 (งานสถาปนิก'59) ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็คอารีน่า เมืองทองธานี

ทอสเท็ม มุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อมอบความสะดวกสบายและการใช้สอยพื้นที่ในเมืองอย่างคุ้มค่าแก่ผู้อยู่อาศัย ด้วยคุณสมบัติชั้นเลิศ ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีคุณภาพสูงและใช้งานง่าย สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านมาตรฐานอุตสาหกรรมอันเข้มงวดของประเทศญี่ปุ่น (JIS) โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ลิกซิล ประเทศไทย สำนักงานใหญ่และศูนย์การผลิตประจำภูมิภาคอาเซียนของบริษัท ได้ก่อตั้งบริษัทตัวแทนขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้พัฒนาโครงการและผู้รับเหมาก่อสร้างทุกระดับในเมืองไทย


ภายในงานสถาปนิก'59 นายพิทยา เตชะรุ่งนิรันดร์ ผู้จัดการทั่วไป รับหน้าที่นำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อ เอ็กซ์ทีเรีย ซีรี่ส์ (EXTERIOR series) ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับตลาดอาเซียนโดยเฉพาะ “ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มีทั้งโรงจอดรถสำเร็จรูป (มีจำหน่ายแล้วในเมืองไทย) รั้วและประตูรั้วภายนอกอาคาร รวมถึงวัสดุตกแต่งผนังคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งพัฒนาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของวงการก่อสร้างในปัจจุบันและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดอย่างครอบคลุม”
 
นอกเหนือจากการรับประกันด้านคุณภาพการใช้งาน ผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มนี้ยังใช้งานง่าย ปลอดภัย และปกป้องผู้ใช้อาคารจากผู้บุกรุกภายนอกได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการติดตั้งและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเหมาะสำหรับโครงการพักอาศัยในเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง “กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่นี้จึงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศของเราในการยกระดับคุณภาพพื้นที่พักอาศัยทั้งภายในและภายนอกอาคารเพื่อผู้บริโภคทุกคน”
 
อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่จากทอสเท็มคือราวจับอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุ ผู้ที่นั่งรถเข็น และเด็กเล็กสามารถยึดจับในขณะขึ้นลงบันไดได้อย่างสะดวกสบายโดยใช้แรงน้อยลง 50% นับเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจในการยกระดับคุณภาพชีวิตและมอบความสุขในการพักอาศัยแก่ผู้บริโภคของทอสเท็ม
 
นายพิทยา เตชะรุ่งนิรันดร์ กล่าวเสริมว่าผลิตภัณฑ์ของทอสเท็ม ทั้งกรอบประตูและหน้าต่างล้วนมอบประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีเยี่ยมทั้งในด้านความแข็งแรงทนทาน การป้องกันอากาศและการรั่วซึมของน้ำ การป้องกันเสียง ด้วยคุณภาพและความพึงพอใจระดับสูงสุดที่ทอสเท็มมุ่งมั่นนำเสนอให้แก่ผู้บริโภคในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน


บรรยายภาพ (จากซ้าย) ซาโทรู นากาซาโก ผู้จัดการทั่วไป สินค้ากลุ่มตกแต่งภายนอก ลิกซิล เฮาส์ซิ่ง เทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่น เคอิจิ โอชิม่า ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจต่างประเทศ ลิกซิล เฮาส์ซิ่ง เทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่น คริสโตเฟอร์ เจ แมค ประธานกรรมการ ลิกซิล เฮาส์ซิ่ง เทคโนโลยี อินเตอร์เนชั่นแนล บิสซิเนส พิทยา เตชะรุ่งนิรันดร์ ผู้จัดการทั่วไป ลิกซิล เฮาส์ซิ่ง เทคโนโลยี ประเทศไทย ศิรินทรา จิตตราวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดส่วนภูมิภาค ลิกซิล เฮาส์ซิ่ง เทคโนโลยี ประเทศไทย เฉาอัน หวัง รองประธาน ลิกซิล เฮาส์ซิง เทคโนโลยี ประจำภูมิภาคเอเชีย พร้อมด้วย พัดชา เอนกอายุวัฒน์ นักร้องชื่อดังจากอะคาเดมี่ แฟนเทเชีย 2 ถ่ายภาพร่วมกัน ณ บูธทอสเท็ม ในงานสถาปนิก’59 อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นส์เพื่อตลาดอาเซียนที่ท้าทายและเติบโตอย่างรวดเร็ว

การออกแบบที่พักอาศัยในภูมิภาคอาเซียนในปัจจุบัน นิยมสร้างให้อาคารที่มีเพดานสูงและช่องหน้าต่างขนาดใหญ่ เพื่อเปิดรับบรรยากาศจากภายนอก โดยในส่วนของระเบียงมักใช้ประตูบานเฟี้ยมเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ให้ดูโปร่งกว้างและเพิ่มการระบายอากาศที่ดี และยังทำให้ผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมสามารถชื่นชมทัศนียภาพได้แบบไร้สิ่งบดบัง ทอสเท็ม ตอบสนองความต้องการของกระแสงานดีไซน์ดังกล่าว ด้วยการนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งสำหรับโครงการที่พักอาศัยทั้งในรูปแบบอาคารสูงและอาคารแนวราบแบบครบวงจร ดังต่อไปนี้
 
·         โครงการที่พักอาศัยแนวราบระดับลักชัวรี่ – กลุ่มผลิตภัณฑ์ พีเซเว่นซีรี่ส์ (P7 series)

·         โครงการที่พักอาศัยแนวราบที่ต้องการความคุ้มค่า – กลุ่มผลิตภัณฑ์ วีซีรี่ส์ (WE Series)

·         การเปิดรับทัศนียภาพ – ประตูบานเฟี้ยม

·         โครงการที่พักอาศัยแบบอาคารสูง – กลุ่มผลิตภัณฑ์ วีพลัส (WE Plus)

·         กลุ่มผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ – ประตูระบายอากาศ ประตูทางเข้า โรงจอดรถสำเร็จรูป
 
นายพิทยา เตชะรุ่งนิรันดร์ อธิบายว่า “หลังจากทอสเท็มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็ได้รับความสนใจจากผู้พัฒนาโครงการเป็นจำนวนมาก ซึ่งเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของเราในโครงการห้องชุดพักอาศัยระดับไฮเอนด์ในหลายโครงการ ซึ่งนอกจากประตูและหน้าต่างสำหรับภายในและภายนอกอาคาร รวมถึงประตูบานเฟี้ยมสำหรับที่พักอาศัยแล้ว บริษัทยังนำเสนอผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานพื้นที่พักอาศัยอีกหลายรายการ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงพื้นที่ภายในและส่วนระเบียงสำหรับอาคารทุกประเภท”
 
บริษัท ทอสเท็ม (ประเทศไทย) จำกัด เป็นโรงงานขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาของ ลิกซิล คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) ดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม (ชนิดเส้น) และเป็นผู้ผลิตสินค้าประตูหน้าต่างแบรนด์ทอสเท็มในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 โดยสินค้าที่ผลิตส่วนใหญ่จะส่งกลับไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น สำหรับผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ทอสเท็มในประเทศไทย ผลิตด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ภายใต้มาตรฐานเดียวกับการผลิตสินค้าซึ่งจัดจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น และจัดจำหน่ายโดย บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)


###

เกี่ยวกับ ลิกซิล คอร์ปอเรชั่น

ลิกซิล คอร์ปอเรชั่น คือหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในธุรกิจวัสดุตกแต่งอาคารและอุปกรณ์เกี่ยวกับบ้าน ซึ่งมี สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ลิกซิลเป็นกลุ่มบริษัทผู้ประกอบธุรกิจในการผลิตและจำหน่ายสินค้าเพื่อที่พักอาศัยแบบครบวงจร สร้างผลิตภัณฑ์และบริการด้วยเทคโนโลยีคุณภาพสูงเพื่อตอบโจทย์ปัญหาการใช้งานที่พักอาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ
 
ลิกซิลมีวิสัยทัศน์สู่การเป็นผู้นำในธุรกิจวัสดุตกแต่งอาคารและอุปกรณ์เกี่ยวกับบ้านระดับโลก ปัจจุบัน ลิกซิลนำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ทั้งแบรนด์ อเมริกัน สแตนดาร์ด, โกรเฮ่, อินแนกซ์, จาโด, ลิกซิล, ทอสเท็ม, และ โทเอ็กซ์ ลิกซิลนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงพร้อมงานดีไซน์ที่สวยงามล้ำสมัย บริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด และโซลูชั่นส์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์แบบ ลิกซิล โกลบอล คอมพานี เป็นบริษัทสาขาของ ลิกซิล คอร์ปอเรชั่น รับผิดชอบด้านการพัฒนาธุรกิจนอกประเทศญี่ปุ่นของเครือบริษัท โดยมีจุดมุ่งหมายในการยกระดับให้เครือบริษัทเป็นผู้นำระดับโลกในด้านธุรกิจวัสดุตกแต่งอาคาร ปัจจุบันมีการดำเนินงานฝ่ายขายและการผลิตในประเทศต่างๆ มากกว่า 70 ประเทศ โดยมียอดจำหน่ายในต่างประเทศราว  1,600 ล้านเยน ลิกซิล อาเซียน ประกอบด้วยบริษัท 19 แห่งภายใต้การบริหารงานของลิกซิล โกลบอล คอมพานี ซึ่งตั้งอยู่ทั้งในไทย เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย พม่า กัมพูชา อินเดีย และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย โดยมีพนักงานรวมมากกว่า 70,000 คน
 
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ http://www.lixil.co.th/tostem

3
กระทรวงอุตฯ เปิดตัว "เอสเอ็มอี สปริง อัพ" ยกระดับ SMEs ก้าวกระโดด


                    กรุงเทพฯ 29 เมษายน 2559 – ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (คนกลาง) ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ที่ปรึกษาโครงการเอสเอ็มอี สปริง อัพ (SMEs Spring Up) (ที่ 3 จากซ้าย) และนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) (ที่ 5จากซ้าย ) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเปิดตัวโครงการ SMEs Spring Up ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐบาลและภาคเอกชน ในการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมศักยภาพ SMEs สู่องค์กรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดด ตั้งเป้าพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs 100 รายภายในปีนี้ งานจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ห้องกมลทิพย์ 3  โรงแรม เดอะ สุโกศล ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ

###

คำบรรยายภาพจากซ้าย: นางจารี จันทร์เนตร  เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม,  นายสนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์   ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม,  ดร.คณิศ  แสงสุพรรณ  ที่ปรึกษาโครงการเอสเอ็มอี สปริง อัพ (SMEs Spring Up),  ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน), ดร.สมชาย หาญหิรัญ  อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และนายพิสิฐ  รังสฤษฎ์วุฒิกุล  ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม

4
อุตฯจักรกลเกษตรแนะรัฐบาลเร่งสร้างนวัตกรรม-องค์ความรู้ให้เกษตรกรไทย

อิมแพ็ค จับมือ คอมเอ็กซ์โพเซียม พร้อมจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2016 งานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติเพื่อธุรกิจการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน จัดขึ้นครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 8 –10 กันยายน  2559 ณ อาคาร 5 – 6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อุ่นเครื่องจัดเสวนาหัวข้อ “นวัตกรรมการเกษตรในอนาคต ตอบรับยุคอาเซียนพัฒนาแบบยั่งยืน” โดยคณะที่ปรึกษาการจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2016


                  นายญาณพล ลิมปนะโชคชัย เลขาธิการกลุ่มฯ เครื่องจักรกลการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  เปิดเผยว่า ภาคการเกษตรของไทยยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งในเรื่องของค่าปุ๋ย ค่ายา และอัตราค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งภาคการเกษตรของไทยยังไม่สามารถนำนวัตกรรมใหม่มาใช้ในการเกษตรได้มากนัก ตลอดจนเกษตรกรไทยยังขาดองค์ความรู้ในการเพาะปลูกและการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งประเทศไทยจะต้องเร่งสร้างฐานองค์ความรู้  Know-how เพื่อพัฒนาคุณภาพและผลิตภาพ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

                  ทั้งนี้รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือผลักดันให้มีนวัตกรรมทางการเกษตรมากขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการเพาะปลูก เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย  โดยปัจจุบันพืชที่ให้มูลค่าสูงและได้รับความสนใจมาก คือ   หญ้าเนเปียร์ที่ใช้ในภาคปศุสัตว์  ซึ่งหากรัฐบาลเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยี จะสามารถเพิ่มมูลค่าการผลิต ในการส่งออกและการแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน  รวมทั้งผลผลิตที่ออกมาจะมีคุณภาพสูง

                  เช่นเดียวกับดร.สมสิทธิ์ มูลสถาน ที่ปรึกษาสมาคมเครื่องจักรกลไทย กล่าวว่า นวัตกรรมเครื่องจักรกลทางการเกษตรของคนไทยไม่ได้ถูกรับรองมาตรฐาน แม้จะได้รับเครื่องหมายรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ม.อ.ก.) ก็ตาม แต่เครื่องหมาย ม.อ.ก.ยังไม่ได้ถูกรับรองในระดับสากล จึงทำให้เครื่องจักรกลทางการเกษตรที่ผลิตจากประเทศไทยไม่มีมาตรฐาน แต่ยืนยันว่าเครื่องจักรกลของคนไทยมีความปลอดภัยสูง ซึ่งรัฐบาลควรเร่งผลักดันให้ความช่วยเหลือเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่วนการจัดงาน  SIMA ASEAN Thailand 2016 มั่นใจว่าจะช่วยนักประดิษฐ์ของไทยในการแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเครื่องจักรกลทางการเกษตรผ่านทางการประกวด ซึ่งจะนำไปสู่มาตรฐานที่ดีขึ้นในอนาคต   

                  ด้านนายทศพร ศรีศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ กล่าวว่า หากประเทศไทยใช้นวัตกรรมทางการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าถึงองค์ความรู้ จะช่วยสร้างมาตรฐานของไทยในระดับสากล ดังนั้นการเปิดเวทีเครื่องจักรกลเกษตรจากทั่วทุกมุมโลกจะช่วยให้ทุกภาคส่วนเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูล และยังช่วยยกระดับการเกษตรไทย มั่นใจว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร เป็นส่วนสำคัญการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทย

                  งาน SIMA ASEAN Thailand 2016 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 10 กันยายน 2559 ณ อาคาร 5 – 6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ถือเป็นการตอกย้ำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านการเกษตรในระดับอาเซียน ต่อเนื่องสู่ระดับโลกได้ในอนาคตอย่างมั่นคง

5
เอ.พี. ฮอนด้า ชวนคนไทยร่วมบริจาคเงินช่วยผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวคุมาโมโตะ-เอกวาดอร์


                 บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย จัดโครงการพิเศษ RIDE FOR KUMAMOTO & ECAUDOR ชวนคนไทยร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวที่จังหวัดคุมาโมโตะประเทศญี่ปุ่น และที่ประเทศเอกวาดอร์ รายได้จากการบริจาคมอบให้กับทั้งสองประเทศผ่านทางสภากาชาดไทย

                 ผู้ที่สนใจสามารถบริจาคได้ที่กล่องรับบริจาคภายในศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2559 สำหรับผู้ที่บริจาคตั้งแต่สามร้อยบาทขึ้นไปจะได้รับเสื้อยืด RIDE FOR KUMAMOTO & ECAUDOR แทนคำขอบคุณ


6
AIMS พันธมิตรทางธุรกิจหลักของ TCCT รับรางวัล“2016 Frost & Sullivan’s Malaysia Data Center Hosting Service Provider of the Year”


รางวัล 2016 Frost & Sullivan’s Malaysia Data Center Service Provider of the Year

28 เมษายน 2558 มาเลเซีย - ต่อเนื่องจากการได้รับรางวัล “2016 Frost & Sullivan’s Thailand Data Center Hosting Service Provider of the Year” ของทีซีซี เทคโนโลยี บริษัทขอแสดงความยินดีกับ AIMS พันธมิตรทางธุรกิจสัญชาติมาเลเซียเนื่องจากล่าสุด AIMS ได้รับรางวัล 2016 Frost & Sullivan’s Malaysia Data Center Service Provider of the Year” สำหรับบริษัท The AIMS Group of Companies (AIMS) เป็นผู้ให้บริการชั้นนำของประเทศมาเลเซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นกลางในด้านศูนย์ข้อมูลระดับพรีเมียม รวมถึงบริการ Managed Services และเช่นเดียวกับ TCCT บริษัท AIMS ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของ Asia Data Center Alliance หรือ ADCA อีกด้วย

“TCCT ภูมิใจกับความทุ่มเทของ AIMS พันธมิตรหลัก ที่มีต่ออุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลรวมถึงการให้บริการลูกค้า ในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้ง Asia Data Center Alliance เราขอสัญญาว่า AIMS และ TCCT จะเดินหน้ายกระดับมาตรฐานและคุณภาพของศูนย์ข้อมูลของประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” คุณวลีพร สายะสิต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด หรือ TCCT กล่าว


รางวัล “2016 Frost & Sullivan’s Thailand Data Center Hosting Service Provider of the Year”



เกี่ยวกับ ทีซีซี เทคโนโลยี (TCCT)

บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (TCCT) เป็นบริษัทในเครือของ TCC Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย TCCT เป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรอง SAP Hosting Partner & SAP Cloud Certified Partner และ Microsoft Certified Partner ด้วยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์มากมายทั่วโลก TCCT สามารถยังให้บริการแมเนจ โฮสติ้ง รวมถึงโซลูชั่นคลาวด์ที่ดีที่สุดผ่านโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นขององค์กรที่มองหาผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัจจุบัน TCCT ไม่เพียงแต่ให้บริการด้วยศูนย์ข้อมูลสำหรับธุรกิจประกอบการในย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ และในย่านตะวันออกของกรุงเทพฯ แต่ยังมุ่งเน้นการให้บริการด้วยศูนย์ข้อมูลสำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมและศูนย์ข้อมูลระหว่างประเทศผ่านทางพันธมิตรกลุ่ม Asia Data Center Alliance (ADCA)  ทั้ง 5 ประเทศอีกด้วย  www.tcc-technology.com

AIMS, TCCT’s Strategic Partner, Won the Award “2016 Frost & Sullivan’s Malaysia Data Center Hosting Service Provider of the Year”

April 28, 16, Malaysia - Following TCCT’s winning of “2016 Frost & Sullivan’s Thailand Data Center Hosting Service Provider of the Year”, TCCT would like to congratulate AIMS, our Malaysian strategic partner, for winning the award “2016 Frost & Sullivan’s Malaysia Data Center Service Provider of the Year”.The AIMS Group of Companies or AIMS is Malaysia and South East Asia’s leading provider of premium carrier neutral data center and managed services and also a member of Asia Data Center Alliance (ADCA).

“TCCT is proud of our strategic partner on its devotion to data center industry and service provisioning. As part of Asia Data Center Alliance founding members, AIMS and TCCT will continue to leverage data center standard and quality for countries in Southeast Asia”, said Waleeporn Sayasit, Corporate Marketing Director of T.C.C. Technology Co., Ltd. or TCCT.



About TCC Technology (TCCT)

T.C.C. Technology Co., Ltd. (TCCT) is a member of the TCC Group, one of the largest conglomerates in Thailand. TCCT is the first certified SAP Hosting and SAP Cloud Partner in Thailand and also a Microsoft Certified Partner, offering the best-in-class cloud-based solutions and data center services via its strong collaboration with various global partners. TCCT offers commercial managed hosting and infrastructure solutions designed to meet increasing demands from organizations looking to outsource their information technology requirements. TCCT currently operates not only highly secure multiple world-class Enterprise Data Centers in downtown Bangkok and the city’s eastern suburbs, but also covers Industrial and International Data Centers in Asia in five countries via its Asia Data Center Alliance (ADCA) network.

www.tcc-technology.com

7
ดีแทคต่อยอดแคมเปญ super sale แรงไม่หยุดพร้อมจับมือ เอซุส เปิดตัวสมาร์ทโฟน 4G สเปคเทพ รุ่นพิเศษ "Asus Zenfone dtac edition" เพียง 2,990 บาท


29 เมษายน 2559 – นางสาวปริศนา รัตนสุวรรณศรี ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดธุรกิจโพสต์เพด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ต่อยอดแคมเปญ super sale แรงไม่หยุด ส่งโปรโมชั่นสุดคุ้ม อาทิ รับฟรีสมาร์ทโฟน 4G หรือรับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 12,000 บาท บนแพ็กเกจ Super non stop ที่ดีที่สุดเล่นเน็ตได้ไม่หยุดสูงสุดเดือนละ 100GB พร้อมร่วมมือกับ เจสัน หวัง ผู้จัดการประจำประเทศไทย แผนก Open Platform บริษัท เอซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เอาใจคนรักสมาร์ทโฟน 4G สเปคเทพเปิดตัว รุ่นพิเศษ "Asus Zenfone dtac edition" นับเป็นครั้งแรกของดีแทคและเอซุสสำหรับการร่วมมือกันออกสมาร์ทโฟน 4G ในราคาที่คุ้มค่าที่สุดในตลาด โดยลูกค้าดีแทคสามารถเป็นเจ้าของ "Asus Zenfone dtac edition" ในราคาสุดคุ้มเพียง 2,990 บาท (จากปกติ 4,990บาท) โดยไม่ต้องชำระค่าบริการล่วงหน้า ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าดีแทคได้เปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟน 4G กันอย่างทั่วถึง รองรับการขยายสัญญาณ 4G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศแล้วและขยายอย่างต่อเนื่อง มั่นใจได้ถึงคุณภาพที่ดีที่สุดบนราคาที่คุ้มค่าที่สุดจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่างเอซุส ด้วยสเปคของสมาร์ทโฟน 4G  "Asus Zenfone dtac edition" ที่ได้พัฒนาจาก "Asus Zenfone 2" ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟน 4G ของ Asus ที่ได้รับการตอบรับที่ดีมาก สามารถจำหน่ายได้ 20กว่าล้านเครื่องทั่วโลกภายในปี 2015 และยังได้รางวัล IF design award ชนะเลิศสาขาการออกแบบอุปกรณ์โทรศัพท์ยอดเยี่ยมประจำปี 2015


โดย "Asus Zenfone dtac edition" นี้ เหมาะกับพฤติกรรมลูกค้าในปัจจุบันที่เน้นการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ ด้วยหน้าจอที่มีขนาด 5.5 นิ้ว HD IPS (1280 x 720) รองรับ 4G และการใช้งาน 2 ซิม Qualcomm Snapdragon 400 Quad Core 1.4GHz กล้อง 8MP f2.0 พร้อม Dual Tone LED Flash กล้องหน้า 5MP แบตเตอรี่ 3,010 mAh หน่วยความจำ Ram 2GB / Rom 16GB รองรับ MicroSD สูงสุด 128GB มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี อาทิ สีดำ สีแดง และสีฟ้าที่ทำเป็นสีพิเศษเพื่อดีแทคโดยเฉพาะ
 
นอกจากนี้ยังขยายโปรโมชั่น Super Sale มอบความคุ้มค่ากับสมาร์ทโฟน 4G ที่เพิ่มเข้ามาอีกหลากหลายรุ่น มีโปรโมชั่นให้เลือก 2 แบบ

•       ราคาพิเศษแบบไม่ต้องจ่ายค่าบริการล่วงหน้า
•       iPhone5S เหลือเพียง 9,900บาท (จากปกติ 13,000บาท)
•       Galaxy J2 เหลือเพียง 4,490 บาท (จากปกติ 4,990บาท) พร้อมรับส่วนลดค่าบริการรายเดือน 3,600 บาท เดือนละ 300 บาท 12 เดือน เมื่อสมัครแพ็กเกจ Super non-stop หรือ เต็ม Max ตั้งแต่ 599 บาทขึ้นไป
•       ราคาพิเศษ เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 3,600บาท รับส่วนลดคืนเดือนละ 360บาทนาน 10 เดือนพร้อมเล่นเน็ตไม่หยุดเดือนละ 16GB
•       ฟรี Asus Zenfone dtac edition (จากปกติ 4,990บาท)
•       Samsung Galaxy A5 (2016) เหลือเพียง 9,900บาท (จากปกติ 13,900บาท)
•       Samsung Galaxy A7 (2016) เหลือเพียง 11,900บาท (จากปกติ 15,900บาท)
นอกจากนี้ยังโปรโมชั่นรับฟรี Asus Zenfone2 Laser 5" และ dtac phone รุ่น Eagle Blade 3G และรุ่นอื่นๆ ราคาสุดพิเศษอีกมากมาย อาทิ dtac phone รุ่น Joey Jet2, Samsung Galaxy S7/S7 EDGE, Sony Xperia Z5 Premium/Z5/M5/C5 Ultra, Asus Zenfone max, Asus Zenfone Zoom และ OPPO F1

สำหรับลูกค้าปัจจุบัน เปิดเบอร์ใหม่ ย้ายค่ายเบอร์เดิม หรือเปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือนสามารถเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟน 4G และสัมผัสประสบการณ์ 4G จากดีแทคได้ง่ายๆ พร้อมสมัครแพ็กเกจที่ดีที่สุด Super non-stop เล่นเน็ตได้ไม่มีหยุด ใช้ไม่หมดทบไปได้ จ่ายเพียง 2,499 บาทต่อเดือน รับเน็ตสูงสุดเดือนละ 100GB และรับผ่อนจ่ายเครื่องสบาย 0% นานสูงสุด 24 เดือน พิเศษ! รับส่วนลดสมาร์ทโฟนเพิ่ม 1,500 บาท สำหรับลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิม ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2559 ที่ ศูนย์บริการดีแทคทุกสาขาทั่วประเทศ ลูกค้าสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dtac.co.th




dtac Partners up with ASUS to Leverage Super Sale Campaign with High-Spec 4G Smartphone "Asus Zenfone dtac Edition" at Only THB2,990

29 April 2016 - As a leverage of the Super Sale campaign with free 4G smartphone giveaway and up to 12,000 baht of device discount on the best Super Non-Stop package of up to 100GB non-stop Internet, Prisana Ratanasuwanasri, Senior Vice President, Postpaid Division, Total Access Communication PLC or dtac, and Jason Wang, Country Manager, ASUS Open Platform, together release their first collaboration in "Asus Zenfone dtac edition", the latest high-spec, high-value 4G smartphone at 2,990 baht (from 4,990 baht) with no advance bill payment required. This aims at urging dtac customers who are currently using non-4G mobile phones to switch to 4G smartphones, corresponding to dtac's 4G signal coverage expansion to every part of Thailand. "Asus Zenfone dtac edition" is a sequel of "Asus Zenfone 2", which has been outstandingly received worldwide with over 20 million devices sold in 2015 and iF Design Award as best phone design in 2015.

Specially made in response to customers' mobile Internet behavior nowadays, "Asus Zenfone dtac edition" features 5.5" HD IPS (1280 x 720) display, 4G and dual SIM functions, Qualcomm Snapdragon 400 Quad Core 1.4GHz, 8MP rear camera with f2.0, dual tone LED flash, 5MP front camera, 3,010 mAh battery, 2GB RAM, 16GB ROM, up to 128GB MicroSD, and 3 colors available: black, red and, especially for dtac only, Lake Blue.


More 4G smartphones are available in the Super Sale campaign with 2 options as follows:
•       Smartphones at special price with no advance monthly fee payment
•       iPhone5S at only 9,900 baht (from 13,000 baht)
•       Galaxy J2 at only 4,490 baht (from 4,990 baht) and 300-baht monthly fee discount for 12 months (3,600 baht in total) with any subscription of Super Non-Stop or Tem Max package valued 599 baht or more
•       Smartphones at special price, 360-baht monthly fee discount for 10 months, and 16GB non-stop Internet with 3,600-baht advance monthly fee payment
•       Free Asus Zenfone dtac edition (from 4,990 baht)
•       Samsung Galaxy A5 (2016) at only 9,900 baht (from 13,900 baht)
•       Samsung Galaxy A7 (2016) at only 11,900 baht (from 15,900 baht)

 
In addition to the preceding promotions, customers can also get free Asus Zenfone 2 Laser 5" and dtac Phone Eagle Blade 3G and purchase other smartphones of their choice at special price including dtac phone Joey Jet 2, Samsung Galaxy S7/S7 EDGE, Sony Xperia Z5 Premium/Z5/M5/C5 Ultra, Asus Zenfone max, Asus Zenfone Zoom, and OPPO F1.
 
Experience the new 4G smartphone and dtac 4G simply by subscribing to Super Non-Stop package, the best package for non-stop Internet with remaining Internet carryover, at only 2,499 baht/month for up to 100GB Internet/month and 0% interest installment plan of up to 24 months. This promotion is open for existing, new, Mobile Number Portability or prepaid to postpaid customers. Special! Receive an extra 1,500-baht discount on any smartphone purchase for Mobile Number Portability customers from today until May 31, 2016 at every dtac service center nationwide. Please visit www.dtac.co.th for further information.

8
ดีแทคจัดทำ White Paper "เส้นทางสู่ดิจิทัลไทยแลนด์" ผลักดันร่วมวาระของรัฐบาล


29 เมษายน 2559 – ประเทศไทยพร้อมยกระดับศักยภาพสู่ผู้นำทางด้านดิจิทัลในกลุ่มประเทศอาเซียนภายในปี พ.ศ. 2563 ดีแทคพร้อมนำเสนอผ่าน White Paper บรรจุวิสัยทัศน์และข้อเสนอแนะนำประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลสู่ระดับสากล

รายงานหัวข้อ "เส้นทางสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ อินเทอร์เน็ตเพื่อทุกคน" ได้ถูกนำเสนออย่างเป็นทางการในงาน Asia Pacific Digital Societies Policy Forum 2016 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 เมษายน 2559 โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและ สมาคมจีเอสเอ็ม (GSMA) ในรายงานฉบับดังกล่าวดีแทคได้จัดทำข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมและกำหนดเป็น 6 ยุทธศาสตร์หลักเพื่อให้รัฐบาลพิจารณาสู่การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ในปี พ.ศ. 2563 ตลอดจนข้อเสนอแนะและบทพิสูจน์ทุกยุทธศาสตร์อย่างครอบคลุม



นายลาร์ส  นอร์ลิ่ง

นายลาร์ส  นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า "การนำเสนอ 'สมุดปกขาว' หรือ 'White Paper' ในหัวข้อ 'เส้นทางสู่ดิจิทัลไทยแลนด์' เป็นคำมั่นสัญญาและแผนระยะยาวที่ดีแทคจะสนับสนุนประเทศไทยไปสู่สังคมเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงร่วมผลักดันและส่งเสริมความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐที่เป็นผู้ออกกฎหมายและกำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และภาคสังคมต่างๆ สำหรับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลนั้นก็เพื่อส่งเสริมให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ประชาชน เศรษฐกิจ รวมทั้งเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันทางธุรกิจในภูมิภาค ในรายงานฉบับนี้ดีแทคจึงมุ่งเน้นที่จะสรรหาแผนงานในอนาคตที่สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม  เพื่อจะนำประเทศไทยไปสู่สังคมดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบภายในปี พ.ศ. 2563"

รายงานนี้จะช่วยผลักดันประสิทธิภาพของเศรษฐกิจดิจิทัล ที่จะมีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และทำหน้าที่เป็นแรงผลักดันสู่นวัตกรรมเชิงมหภาคและการเติบโตที่สำคัญของชาติ ซึ่งดำเนินการสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในรายงาน White Paper ยังระบุถึงความท้าทายและโอกาสที่จะพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของชาติ และเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันสำหรับอุตสาหกรรมไทยในกลุ่มประเทศอาเซียน หรือประเทศอื่นอีกด้วย

นายลาร์ส กล่าวเพิ่มเติมว่า "รายงานฉบับนี้เป็นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมชัดเจน และการสนับสนุนจากดีแทคเพื่อให้สังคมไทยก้าวไปสู่สังคมเศรษฐกิจดิจิทัลได้สำเร็จ จากการที่ได้ดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลายาวนานในประเทศไทย พร้อมมุมมองในเศรษฐกิจดิจิทัลเกิดใหม่ด้านอื่นๆ การที่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลจะประสบความสำเร็จได้จำเป็นจะต้องดำเนินไปพร้อมกัน  ดีแทคมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อจะร่วมผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัลที่แท้จริงเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนไทยทั้งประเทศ" 


วิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อโครงการดิจิทัลไทยแลนด์

เศรษฐกิจดิจิทัลมีผลต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม และผลิตผลของตลาดแรงงาน การจ้างงานและความสามารถทางการแข่งขันในสังคมเศรษฐกิจอาเซียนและประเทศอื่นๆ และเพื่อปฏิบัติตามร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล พ.ศ. 2559 เพื่อการสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในประเทศไทย และเป็นผู้นำด้านดิจิทัลในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งดีแทคได้กำหนด 6 ยุทธศาสตร์สำคัญ พร้อมข้อเสนอดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1: โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล (Digital Infrastructure)

ประเทศไทยยังมีอุปสรรคต่อการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลทั้งในแง่ของการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้งเครือข่ายดิจิทัลแบบพื้นฐาน (Fixed Infrastructure) และโมบายล์ (Mobile Infrastructure) ที่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะในเทคโนโลยี 4G ดังนั้น ข้อเสนอแนะของดีแทคคือ รัฐบาลจะต้องพิจารณากำหนดแผนจัดสรรคลื่นความถี่ (Spectrum Roadmap) และจัดการประมูลคลื่นความถี่คลื่น 700, 850, 1800, 2300 และ 2600 MHz เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรทั้งแบบโครงสร้างพื้นฐานและอินเทอร์เน็ตบนมือถือในราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะเพิ่มการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรในทุกระดับของสังคม และสะท้อนถึงการสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ภายในปี พ.ศ. 2559 จะนำอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือบรอดแบนด์สู่ 30,000 หมู่บ้านทั่วประเทศเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้งนี้ดีแทคยังสนับสนุนภาครัฐสำหรับการจัดทำกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมในการสร้างเสาสถานีฐานในพื้นที่ห่างไกล และพัฒนาโครงสร้างเครือข่ายเคเบิ้ลใต้น้ำร่วมกัน

ยุทธศาสตร์ที่ 2: ระบบนิเวศเชิงนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation Ecosystem)

เพื่อให้เศรษฐกิจไทยบรรลุเป้าหมายและเพิ่มศักยภาพสูงสุด เทคโนโลยีดิจิทัลจะต้องเข้าถึงภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SME ซึ่งถือเป็นจำนวนมากกว่าร้อยละ 99 ของธุรกิจในประเทศไทย ในรายงานฉบับนี้ดีแทคได้มุ่งเน้นส่งเสริมระบบนิเวศดิจิทัลของธุรกิจสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการโดยความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยในปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นมาดีแทคได้จัดตั้งโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพต่างๆ และแอปพลิเคชั่นชั้นนำ มากมาย เช่น แอปพลิเคชั่นสำหรับจัดการด้านการเงินจาก Piggipo แอปพลิเคชั่นเคลมประกันรถยนต์จาก Claim Di และอุปกรณ์ช่วยดูแลรถยนต์ผ่านสมาร์ทโฟนจาก Drivebot ทั้งนี้ ดีแทคได้ผลักดันเป็นรูปธรรมด้วยการจัดตั้ง บริษัท ดีแทค แอคเซอเลอเรท จำกัด ส่งเสริมนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนสตาร์ทอัพไทย โดยเร่งสนับสนุนสร้างนักรบทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยตั้งเป้าปี พ.ศ. 2563  จะผลักดันเหล่าสตาร์ทอัพไทยให้มีมูลค่า 2,000 ล้านบาท และก้าวสู่อันดับ 1 ของสตาร์ทอัพกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมทั้งดีแทค แอคเซอเลอเรท มุ่งตั้งเป้าสู่การสร้าง Tech Giant ให้เกิดขึ้นในไทย

ยุทธศาสตร์ที่ 3: เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสังคมที่เท่าเทียม (Digital Technology for an Equitable Society)

ใน พ.ศ. 2558 มีคนไทยจำนวน 48 ล้านคน ยังคงไม่ได้รับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและยังไม่ได้รับประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลประสบความสำเร็จ คือ เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลต้องเป็นหนึ่งเดียวโดยมุ่งที่จะลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างประชากรในเมืองและชนบท และเพิ่มรายรับของประชากรในชนบทโดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทย นอกจากการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ของโครงการ Internet For All  ข้อเสนอของดีแทคยังรวมถึงการเชื่อมต่อคนไทยจากการดำเนินงานทั้งภาครัฐและเอกชนสู่บริการด้านสุขภาพ การศึกษา การเงิน และการเกษตร ด้วยการส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม

ยุทธศาสตร์ที่ 4: บริการอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ (eGovernment Services)

ปัจจัยหลักของโครงการดิจิทัลไทยแลนด์คือ ข้อมูลที่โปร่งใสและทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลและบริการสาธารณะผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังคงตามหลังประเทศพัฒนาแล้วในด้านบริการสาธารณะออนไลน์พื้นฐานต่างๆ โดยข้อมูลสาธารณะส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบดิจิทัลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ในส่วนของ  "เครือข่ายซูเปอร์ไฮเวย์" แห่งชาติ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า ระบบเครือข่ายสื่อสารข้อมูลเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ (Government Information Network - GIN) หรือ Super GIN กำลังอยู่ระหว่างการจัดตั้งเพื่อเชื่อมต่อระบบข้อมูลรัฐที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะทำให้เข้าถึงข้อมูลสาธารณะต่างๆ ได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้น และสนับสนุนรัฐบาล ดีแทคเสนอแนะทำความร่วมมือกับภาคเอกชน ซึ่งมีทรัพยากรที่จำเป็นต่อการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ เช่นบริการเพย์สบาย (Paysbuy) ของดีแทคที่ขยายบริการด้านการเงินการธนาคารผ่านบริการบนมือถือ

ยุทธศาสตร์ที่ 5: ทุนมนุษย์ (Human Capital)

การสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของไทยนั้นอาจต้องชะงักด้วยช่องว่างในระบบการศึกษาและความพร้อมเชิงดิจิทัลของแรงงาน ความท้าทายหลักอีกประการของประเทศไทยคือการเสริมความแข็งแกร่งทั้งด้านความรู้ดิจิทัลและภาษาอังกฤษเพื่อให้แรงงานไทยสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในโลกที่เชื่อมต่อ การศึกษาระดับสูงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง และต้องเริ่มจากการสร้างเสริมทักษะพื้นฐานไอซีทีแก่ประชากรทั้งหมด ข้อเสนอทางหนึ่งคือให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในส่วนนี้ด้วยการจัดหาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและทรัพยากรบุคคลที่สามารถให้คำแนะนำที่เกี่ยวข้องและทันสมัย เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในโครงการเน็ตอาสาของดีแทค ที่มีอาสาสมัครเป็นผู้สอนการใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 60 คน และช่วยเชื่อมต่อคนไทยมาแล้วกว่า 50,000 คนทั่วประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ 6: กรอบการทำงานองค์รวมเพื่อดิจิทัลไทยแลนด์ (Holistic Frameworks for a Digital Thailand)

เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ประเทศไทยต้องการกรอบการทำงานองค์รวมที่สนับสนุนสำหรับกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อกำหนดที่จะกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล ดีแทคเสนอแนะให้มีการปรับปรุงร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านกระบวนการที่โปร่งใสและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันที่เป็นธรรมทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงความเป็นอิสระของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่จะจัดสรรคลื่นความถี่ผ่านการประมูลแข่งขันที่โปร่งใสควรเป็นสิ่งที่ได้รับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ในการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศไทย



dtac Publishes Whitepaper on Realizing Thailand's Digital Economy;
Pledges Commitment to Government-led Agenda


April 29, 2016 - April 29, 2016 – Thailand can and should reasonably expect to be the leading digital nation in ASEAN by 2020, according to a whitepaper released today by dtac (Total Access Communication PLC) which sets out a projected vision and recommendations for realizing a world-class Digital Economy and Society in Thailand.

Thailand can and should reasonably expect to be the leading digital nation in ASEAN by 2020, according to a whitepaper released today by dtac (Total Access Communication PLC) which sets out a projected vision and recommendations for realizing a world-class Digital Economy and Society in Thailand. The report, 'REALIZING DIGITAL THAILAND: An Internet not for the few, but for the many,' was formally presented at the Asia Pacific Digital Societies Policy Forum 2016 in Bangkok on 27-28 April, hosted by the GSMA and MICT.  In the document, dtac outlines concrete propositions within six key government-defined pillars for building a Digital Economy in Thailand by 2020, alongside proof points in each area to illustrate a wide-ranging commitment.
 
"This Digital Thailand whitepaper is part of our long-term commitment helping realize the country's digital future and encourage cooperation from multiple stakeholders, including policy-makers, the private sector and civil society,"
said Lars  Norling, Chief Executive Officer, Total Access Communication PLC (dtac). "The Royal Thai Government's vision for a Digital Economy will benefit the nation, its people, the economy and regional competitiveness. We therefore focused this report on providing a tangible roadmap for accelerating the efforts that will make it possibly to achieve nationwide digitalization by 2020."
 
The report articulates Digital Economy's ability to transform industries and impact people's lives in clear-cut, positive ways, underscoring its importance as a driver of macro innovation and growth. In line with initiatives set out by the Royal Government of Thailand and reinforced by the Ministry of Information and Communication Technology (MICT), dtac's Digital Economy whitepaper further outlines the challenges and opportunities to develop a national digitized economy and enhance Thai industrial competitiveness within the ASEAN Economic Community and beyond.
 
"This report presents dtac's concrete recommendations and support for achieving the process of digitalization, formulated by our long partnership with Thailand and experience in other emerging digital economies. Achieving a Digital Economy and Society must be a collaborative effort, and dtac is committed to working with all stakeholders to see the construction of a truly Digital Thailand that will benefit the entire population," concluded Norling.


The Shared Vision for Digital Thailand The emergence of a Digital Thailand will have direct benefits in the areas of GDP growth and broad-based socioeconomic prosperity and inclusion; labor productivity and employment and competitiveness within the ASEAN Economic Community and beyond. In order to realize the ICT Ministry's draft 2016 Development Plan for Economy and Digital Society and become a digital leader within the ASEAN Economic Community, dtac is outlining recommendations and is committed to contributing under six primary pillars.

Pillar 1: Digital Infrastructure

Thailand is lacking in both fixed and mobile digital infrastructure coverage and mobile penetration compared to developed nations, particularly at the 4G level. To address this, dtac recommends the development of a spectrum roadmap for the allocation and auction of 700, 850, 1800, 2300, 2600 MHz bands to support affordable and universal fixed and mobile broadband internet access. This will increase online access at all levels of Thai society, mirroring the government's 2016 aim to bring broadband to 30,000 villages through national basic digital infrastructure upgrades. dtac also supports the government's National Infrastructure Fund initiative to promote tower sharing in remote areas and develop submarine connectivity infrastructure sharing.

Pillar 2: Digital Innovation Ecosystem

For the Thai economy to attain and increase its full potential, digital technology must be further incorporated within the Thai business community—specifically within SMEs which account for more than 99% of all businesses in Thailand. Within the report, dtac endorses the promotion of the digital startup ecosystem through multiple partnerships with all stakeholders. As an example, since 2013 dtac Accelerate has enabled multiple Thai tech companies, including personal finance app Piggipo, insurance claim app Claim Di, and car diagnostic device outfit Drivebot.

Pillar 3: Digital Technology for an Equitable Society

In 2015, 48 million Thais remained unconnected to the internet and thus unable to avail themselves to the socioeconomic and cultural benefits of this technology.[1] The parameters of a successful Digital Economy is that it must be inclusive, aimed at alleviating urban-rural disparity and boosting rural incomes, particularly among Thailand's agricultural backbone. In line with the company's Internet For All strategy, dtac recommends undertaking public/private partnerships to digitize health, education, financial and agricultural services that promote greater equity amongst Thais.

Pillar 4: eGovernment Services

Thailand is currently placed behind developed nations in the online availability of basic public services, with the majority of public records not digitally available to citizens. The national "superhighway network"– or Super GIN – is currently being established to link existing government data systems.

To support this governmental work, dtac recommends engaging the private sector to accelerate the provision of e-government services, as seen in the creation of dtac's 'Paysbuy', a Mobile Financial Service.


Pillar 5: Human Capital

Thailand's Digital Economy could be hampered by gaps in the educational system and workforce digital readiness. A further challenge will be strengthening both digital literacy and English language skills for Thais, beginning with building basic ICT skills for the population. One way to initiate this is sourcing private sector expertise and human capital to deliver up-to-date and relevant instruction, such as dtac's Net Arsa. To date, this has helped connect more than 50,000 Thais through more than 60 volunteer internet coaches.

Pillar 6: Holistic Frameworks for a Digital Thailand

To implement a Digital Society, Thailand requires holistic frameworks for laws, regulations, and criteria governing the digital sector. dtac recommends revising Thailand's digital economy laws in a transparent manner through public consultation that offers a level playing field for state and private companies. As well as guaranteeing the independence of the National Broadcasting and Telecommunications Commission in ensuring allocation of spectrum through transparent and competitive auctions.

9
ดีแทคมอบเงิน 9.9 แสนบาทให้ยูนิเซฟ ช่วยเหลือเด็กขาดอาหารในเซาท์ซูดาน


28 เมษายน 2559 - ดีแทคมอบเงิน 998,954.50 บาทให้ยูนิเซฟ เพื่อนำไปช่วยเหลือเด็กขาดแคลนอาหารและน้ำขั้นรุนแรงในประเทศเซาท์ซูดาน  บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค มอบเงินที่ได้รับบริจาคจากลูกค้าผ่านการส่ง SMS จำนวน 998,954.50 บาทให้แก่องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เพื่อสมทบทุนโครงการ 'ระดมทุนเพื่อเด็กขาดแคลนอาหารในประเทศเซาท์ซูดาน' เพื่อช่วยเหลือเด็กกว่า 235,000 คน ที่เผชิญกับสภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารอันเนื่องมากจากสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน และทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 โดยเงินทุนจะถูกนำไปใช้การดำเนินงานด้านโภชนาการ รักษาโรคขาดสารอาหารและภาวะทุพโภชนาการรุนแรงเฉียบพลัน

บรรยายภาพ: นายลาร์ส นอร์ลิ่ง (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) มอบเงินจำนวน 998,954.50 บาท ที่ได้จากการร่วมบริจาคของลูกค้าดีแทค ให้นายโธมัส ดาวิน (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เพื่อนำไปช่วยเหลือเด็กในประเทศเซาท์ซูดาน




dtac presents nine hundred ninety thousand baht donation to unicef to help children in South Sudan

April 28, 2016 – Total Access Communication PLC. or dtac gives unicef Thailand THB 998,954.50 donation from dtac customers who donated through SMS campaign 'help treating children in South Sudan from severe acute malnutrition' to provide emergency life-saving food to more than 235,000 children that are already vulnerable to food insecurity after nearly four decades of civil war. Since violence erupted in December 2013, famine looms in South Sudan and unicef has appealed for everyone to take part in saving the children's lives.

Picture: Lars Norling (3rd from left), CEO of Total Access Communication PLC. (dtac), presents THB 998,954.50 donation to Thomas Davin (2nd from left), Representative for UNICEF Thailand.

10
ดีแทค แอคเซอเลอเรท สนับสนุนงาน Startup Thailand 2016 สร้างนักรบทางเศรษฐกิจ ต่อยอดสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
พร้อมประกาศผล 11 ทีมสตาร์ทอัพที่ได้ร่วมโครงการ dtac accelerate batch 4



28 เมษายน 2559 –  บริษัท ดีแทค แอคเซอเลอเรท จำกัด ร่วมสนับสนุนการจัดงาน Startup Thailand 2016 พร้อมขานรับและส่งเสริมนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนสตาร์ทอัพไทย โดยครั้งนี้ดีแทคได้นำทัพเหล่าสตาร์ทอัพแถวหน้าเบอร์หนึ่งจากโครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท อย่างคับคั่งมาร่วมแชร์ประสบการณ์ ที่บูธ ดีแทค แอคเซอเลอเรท   ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่  28 เม.ย. – 1 พ.ค. 2559 พร้อมประกาศผล 11 ทีมสตาร์ทอัพที่ได้รับการคัดเลือกร่วมโครงการ dtac accelerate batch 4 จากงาน Pitch Day ที่มีไอเดียสุดเจ๋ง เกาะกระแสสตาร์ทอัพในตลาดโลก ทั้ง Fin Tech, Agri Tech, Health Tech, Sport Tech, Beauty Tech, Insurance Tech, IOT ช่วยคนตาบอด, Retail Commerce, และ Cloud Source ช่วยผลักดันให้เงินทุนสนับสนุนและหานักลงทุน raise fund ให้ในระดับโลก พร้อมสนับสนุนให้สามารถเปิดตลาด ไปสู่ตลาดลูกค้าของเทเลนอร์กว่า 200 ล้านคน ที่มีอยู่ทั้ง 13 ประเทศทั่วโลก
 
ดีแทค แอคเซอเลอเรท ประกาศผล 11 ทีมที่เข้ารอบสุดท้ายในโครงการเป็นปีที่ 4 จากทีมที่นำเสนอผลงานในวัน Pitch Day ที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกทั้งหมด 24 ทีม (จากใบสมัครทั้งหมดที่มากกว่า 500ทีม)  ซึ่งทุกทีมต่างงัดเอาความคิดสร้างสรรค์ โซลูชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการในไลฟ์สไตล์ชีวิตประจำวัน รวมถึงบิสิเนสโมเดลและความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลงานให้สำเร็จ เข้ามาประชันต่อหน้ากรรมการและ Mentors อย่างคึกคัก ปีนี้หลายๆ ทีมมีไอเดียที่ดี และทีมงานมีศักยภาพสูง ทำให้คณะกรรมการตัดสินใจด้วยความยากลำบาก จนในที่สุดจึงได้ผู้เข้ารอบสุดท้ายทั้งหมด 11 ทีมได้แก่ ทีม Finnomena, ทีม WearandShare ทีม Fabbrigade ทีม Savinsure  ทีม Freshket ทีม Fastwork ทีม CloudCommerce ทีม Health at Home ทีม Visionear ทีม PlanforFit และทีม Eventpass  ซึ่งทุกทีมที่เข้ารอบได้เลือก Mentors ที่จะช่วยให้คำปรึกษาประจำทุกทีมอย่างใกล้ชิด ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ โดยมี Mentor ที่จะช่วยดูแลและโค้ชชิ่งให้กับทั้ง 11 ทีม ดังนี้
 
1. นายทิวา ยอร์ค จาก Kaidee.com จะเป็น Mentor ให้กับทีม Fabbrigade และทีม Visionear
2. นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย เป็น Mentor ให้กับทีม Fastwork
3. นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือป้อม Tarad.com เป็น Mentor ประจำทีม CloudCommerce และ Savinsure
4. นายณัฐวุธ พึงเจริญพงศ์ หรือหมู Ookbee  เป็น Mentor ทีม Finnomena และทีม PlanforFit
5. นายไผท ผดุงถิ่น หรือโบ๊ท จาก Builk ดูแลทีม Health at Home และ Freshket
6. นายกิตตินันท์ อนุพันธ์ หรือแจ็ค Claim di ดูแลทีม Eventpass และทีม WearandShare
 
ซึ่งทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเงินทุนทีมละ 5 แสนบาท ถึง 1.5 ล้านบาท พร้อมรับการสนับสนุนในเชิงพาณิชย์มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านบาท ต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มเข้า Boot Camp วันแรก คอร์สอบรม Intensive Boot Camp  เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2559 และนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายประกาศผลในวัน Demo day ในเดือนสิงหาคมนี้


นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า " ดีแทคพร้อมสนับสนุนทีมที่ร่วมโครงการในแต่ละปีที่ผ่านมาอย่างจริงจัง ด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรที่มีอย่างเต็มที่ พร้อมช่วยทำตลาดทั้งในประเทศและในระดับโลก ด้วยศักยภาพของเทเลนอร์ กรุ๊ปที่ดำเนินงานอยู่ใน 13 ประเทศทั่วโลก พร้อมช่วยหาเงินทุนสนับสนุน ด้วย Connection กับ VC ระดับโลกที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนกับทีมที่ดีแทค แอคเซอเลอเรทบ่มเพาะขึ้นมา รวมทั้งการจัดสถานที่ทำงานที่ Hangar Co working space ให้เหล่าสตาร์ทอัพภายในตึกดีแทค จัด Boot camp อบรมทั้ง 11 ทีมจากกูรูสตาร์ทอัพระดับโลก เชิญ Mentors ที่มีชื่อเสียงและผลงานที่เป็นที่ยอมรับในวงการสตาร์ทอัพ มาโค้ชชิ่งแต่ละทีมอย่างใกล้ชิด จะเห็นได้ว่าเราทุ่มเทและให้ความสำคัญกับโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรทเป็นอย่างมากในทุกๆ ปีที่ผ่านมา"

นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการนวัตกรรมธุรกิจ และดีแทค แอคเซอเลอเรท กล่าวว่า "เราได้เห็นสตาร์ทอัพที่นำเสนอไอเดียมาในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังเป็นเทรนของโลก ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม ปีนี้ ดีแทค แอคเซอเลอเรท ได้คัดเลือก 11 ทีมสุดท้ายเพื่อก้าวเข้าสู่การอบรม Intensive Boot Camp ทั้ง 11 ทีม มีไอเดียและผลงานที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก มีบริการที่หลากหลาย แต่ละคนมีความเป็นมืออาชีพมี Business Insight ในธุรกิจที่นำเสนอ หลายทีมมีความตั้งใจที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมและช่วยเหลือสังคม และที่สำคัญมีความตั้งใจจริง ที่จะเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบธุรกิจสตาร์ทอัพ อย่างจริงจัง โดยมีผลงานที่โดดเด่น เป็นแอปพลิเคชั่นที่สร้างสรรค์ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน มีทีมงานด้านไอทีที่แข็งแกร่ง มีโมเดลการทำธุรกิจ การตลาดที่ชัดเจนทำได้จริง เหมาะสมกับความต้องการในตลาดเมืองไทย และสามารถขยายสเกลทำซ้ำ หรือ Repeatable ทุกทีมที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่การคัดเลือกรอบสุดท้ายตอบโจทย์ไปที่เป้าหมายของ dtac accelerate ปีนี้ ที่เน้นการสร้างสรรค์ นวัตกรรมทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับระบบ Mobile Internet Ecosystem ซึ่งมีผู้นิยมใช้ข้อมูลและคอนเทนท์ของไทย และเป็นแอปพลิเคชั่นที่มีแนวคิดใหม่ๆ ที่มาช่วยสร้างสีสันและไลฟ์สไตล์และยกระดับคุณภาพชีวิตสำหรับคนไทย"
 
ทั้งนี้ดีแทคได้นำทัพเหล่าสตาร์ทอัพแถวหน้าเบอร์หนึ่งจากโครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท และทีมที่ร่วมโครงการใน batch 4 มาร่วมแชร์ประสบการณ์ ที่บูธ ดีแทค แอคเซอเลอเรท  ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตลอดทั้ง 4 วัน พบกับสตาร์ทอัพเบอร์หนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศไทยและเอเชีย จากโครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท  ที่ดำเนินการมาแล้วอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 อาทิ Claim di สตาร์ทอัพที่อยู่ระดับ series A เป็นรายแรกของประเทศไทย Tech Farm แอปพลิเคชั่นที่ช่วยภาคเกษตรกรรมของไทย เพื่อเพิ่มผลผลิตฟาร์มกุ้งฟาร์มปลาส่งออกสู่ตลาดโลก,  Piggipo สตาร์ทอัพด้าน Fin Tech ที่ช่วยบริหารจัดการบัตรเครดิต ที่เติบโตขยายธุรกิจไปกว่า 6 ประเทศในอาเซียน Skootar แอปพลิเคชั่นที่ช่วย SME ในการรับส่งเอกสาร เก็บเช็ค วางบิล Drivebot อุปกรณ์ที่ช่วยเก็บข้อมูล ตรวจเช็ครถยนต์  Giztix เป็นบริการที่ช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมลอจิสติก และเหล่าสตาร์ทอัพแถวหน้าของประเทศกว่า 20 ทีม ที่จะมาร่วมพูดคุย แชร์ประสบการณ์ ให้ความรู้และคำแนะนำ แก่สตาร์ทอัพหน้าใหม่ และผู้ที่สนใจในธุรกิจสตาร์ทอัพ หรือผู้ที่สนใจเข้าสมัครร่วมโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท และกิจกรรมสุดพิเศษ กับ Finnomena สตาร์ทอัพ กูรูด้านการเงิน หรือ Fin Tech แห่งยุคดิจิทัล แถวหน้าของประเทศไทย จะร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ "ใช้ FINTECH อย่างไรให้รวย" ในวันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน 2559 เวลา 13:00-14:00 น. ณ บูธดีแทค ห้อง Plenary ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์





11
news & activity / สถาปนิก4
« on: April 28, 2016, 04:32:36 PM »
4

12
news & activity / สถาปนิก3
« on: April 28, 2016, 04:31:38 PM »
3

13
news & activity / สถาปนิก2
« on: April 28, 2016, 04:30:39 PM »
2

14
news & activity / สถาปนิก1
« on: April 28, 2016, 04:29:06 PM »
1

15
การแสดงหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ "เรื่อง ครุฑานุภาพ" ในระบบ HoLogram Light & Sound

                  สภาสังคมสงเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมป์ ร่วมกับ บริษัท เอ็นชาแนล ไทยแลนด์ จำกัด (N Channel Thailand ) และ นาฎศาลาหุ่นละครเล็กโจหลุยส์  เปิดม่านงานแถลงข่าว  งาน เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา สมเด็จพระนางจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แสดงหุ่นละครเล็กโจหลุยส์  เรื่อง “ครุฑานุภาพ  ในระบบ  HoLogram  Light & Sound” เตรียมจัดแสดง ขึ้นทั้งหมด 9 รอบ ในช่วง 14 -17 กรกฏาคม ศกนี้ ณศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย  โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตร นำเงินทูลเกล้าถวายฯ  และ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ทั่วประเทศ  เพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมอันดีของประเทศไทย เชิญชวนประชาชนร่วมชมการแสดงในครั้งนี้  สามารถซื้อบัตรชมการแสดงผ่าน  www.thaiticketmajor.com หรือ Thaiticket Major ทุกสาขา




                  พลตรีหญิง คุณหญิงอัสนีย์ เสาวภาพ ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมป์ เปิดเผยว่า “ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้จัดงานงานเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา สมเด็จพระนางจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ขึ้นในครั้งนี้ ได้นำการแสดงหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ เรื่อง “ครุฑานุภาพ ในระบบ HoLogram Light & Sound ”เพื่อเฉลิมพระเกียรติ  ซึ่งจะจัดทั้งหมด  9 รอบ  เตรียมการแสดงในวันที่ 14-17 กรกฏาคม  2559 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยรายได้จะนำทูลเกล้าถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมี เสื้อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ “ครุฑานุภาพ” จำหน่ายเสื้อยืด Polo ราคา 399 บาท  เนื้อผ้า  DRY TECH กับเสื้อ T-Shirt ราคาตัวละ 299 บาท มีตั้งแต่ไซส์ SS จนถึง XXL  มีทั้งหมดจำนวน  3 สี คือ ฟ้า ม่วง และ สีเหลือง จำหน่ายจนกว่าสินค้าจะหมด  ติดต่อสั่งซื้อได้ที่  www.thaiticketmajor.com  หรือ Thaiticket Major ทุกสาขา  โทร 02-2623456  หรือ Line id: King Garuda  Call 092-642-2424

                  ด้านนายวิพล อำนวยผลชัย กรรมการบริหาร บริษัท เอ็นชาแนลไทยแลนด์  จำกัด กล่าวเสริมว่า “ การจัดการแสดงหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ งานเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา สมเด็จพระนางจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เรื่อง “ ครุฑานุภาพ ในระบบ HoLogram Light&Sound” จุดประสงค์เพื่อสืบสานวัฒนธรรมอันงดงามของไทย เกี่ยวกับ หุ่นละครเล็กโจหลุยส์ จึงได้เห็นความสำคัญของจากการแสดงครั้งนี้ และ ครั้งนี้ได้นำ เทคโนโลยีสมัยใหม่ จากประเทศเกาหลีใต้มาผสมผสานกับการแสดงในครั้งนี้เพื่อสร้างความสนใจให้เกิดขึ้นในกลุ่มเป้าหมายมีผลดีต่อเยาวชนรุ่นใหม่ได้ชมการแสดงในระบบใหม่ที่เรียกว่า  HoLogram Light & Sound และให้ประชาชนทั่วไปสนใจมากยิ่งขึ้น จำหน่ายบัตรแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ราคาบัตรตั้งแต่ 600 , 900 และ 1,500 บาท โดยบัตรทุกที่นั่งมีส่วนลด 10% หรือกรณีสั่งซื้อตั้งแต่  5 ใบขึ้นไปได้รับส่วนลด 15% ในการซื้อบัตร ณ จุดจำหน่ายหลัก 14 สาขาของ Thaiticket   สามารถสอบถามเบอร์โทรศัพท์  02-262-3456 และ ซื้อบัตรได้ที่ทาง www.thaiticketmajor.com














Pages: [1] 2 3 ... 739