Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - news

Pages: [1] 2 3 ... 272
1
“ลิตเติ้ล แบงค็อก” คว้าสิทธิ์โชว์เมนูอาหารไทยรสชาติต้นตำรับในงาน World Expo 2020Dubai



ดีป้าเปิดตัว“ลิตเติ้ล แบงค็อก”ร้านอาหารประจำอาคารแสดงประเทศไทยในงานWorld Expo 2020 Dubai เตรียมโชว์มนต์เสน่ห์ของอาหารไทยผ่านเครื่องปรุงที่แสดงออกถึงมาตรฐานและรสชาติที่เป็นอาหารไทยแท้ พร้อมรังสรรค์เมนูพิเศษสำหรับงานนี้โดยเฉพาะให้กับเหล่าผู้เข้าชมงานจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม 2563-10 เมษายน 2564 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า)
กล่าวว่าอาคารแสดงประเทศไทยในงาน World Expo 2020 Dubaiครั้งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่โซน Mobility ขนาด 3,606 ตรม.หรือ 2.25 ไร่ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยเข้าร่วมในงานเวิลด์เอ็กซ์โป โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด“การขับเคลื่อนสู่อนาคต”(Mobility for the future) ทั้งนี้นอกจากการจัดแสดงนิทรรศการในอาคารแสดงประเทศไทยแล้วยังมีการจัดสรรพื้นที่ส่วนร้านอาหารเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารไทยให้คนต่างชาติได้สัมผัสและลิ้มลอง ซึ่งนับเป็นความโดดเด่นหนึ่งของประเทศไทยที่นานาประเทศให้การยอมรับ โดยการจัดงานทุกครั้งที่ผ่านมา ร้านอาหารไทยมีเสียงตอบรับและได้รับความนิยมเป็นอย่างดีเสมอมา


Pineapple Fried Rice little Bangkok


Massaman Curry little Bangkok


Tom Yum kung  little Bangkok


โดยมีผู้ประกอบการสนใจเข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการร้านอาหารภายในอาคารแสดงประเทศไทยครั้งนี้จำนวน 5 บริษัท ซึ่งบริษัทที่ทางคณะกรรมการเห็นว่ามีความพร้อมและผ่านการคัดเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่นี้คือร้านลิตเติ้ล แบงค็อก (Little Bangkok) ซึ่งถือเป็นร้านอาหารไทยยอดนิยมในเมืองดูไบสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เปิดดำเนินงานโดยคนไทยซึ่งจะมาให้บริการบริเวณชั้นล่างของอาคารแสดงประเทศไทย บนพื้นที่กว่า160 ตร.ม. มีการตกแต่งร้านแบบคอนเทมโพรารี หรือไทยร่วมสมัยเน้นความอบอุ่น นั่งสบาย สามารถรองรับได้จำนวน 50ที่นั่ง และเน้นให้ความสำคัญกับคุณภาพและวัตถุดิบในการปรุงอาหาร เน้นการปรุงสดใหม่ ลูกค้าทุกคนที่เข้ามาที่ร้านจะได้รับประทานอาหารรสชาติไทยแท้และที่มีคุณภาพแน่นอน

สำหรับในงานเวิลด์เอ็กซ์โปครั้งนี้ เราจะนำอาหารไทยที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งความหลากหลายของเครื่องปรุงที่เกิดจากการผสมผสานของสมุนไพรข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดของเมนูชั้นนำอย่าง ต้มยำกุ้ง ความเข้มข้นของเครื่องเทศอย่างแกงมัสมั่น ศิลปะของการเคี่ยวกะทิและพริกแกงที่มีสีสันสวยงามของแกงเขียวหวาน หรือสตรีทฟู้ดยอดฮิตอย่างผัดไท ผัดเปรี้ยวหวาน ผัดกะเพรา และน้ำสมุนไพรต่างๆ หรือขนมไทยอื่นๆ พร้อมเมนูพิเศษผลัดเปลี่ยนตลอดระยะเวลา 6 เดือน มั่นใจว่าจะมอบความประทับใจให้กับผู้เข้าชมงานทั้งหลายอย่างแน่นอน

“การขับเคลื่อนสู่อนาคต (Mobility for the future)นั้นไม่ได้แสดงออกแค่เพียงศิลปวัฒนธรรมที่สื่อสารผ่านทางสถาปัตยกรรมหรือเทคโนโลยีที่ทางประเทศไทย โดยกระทรวงดีอี และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเตรียมนำเสนอเพียงอย่างเดียวแต่ยังแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมสัมพันธไมตรีในแบบชาวสยามเมืองยิ้มที่ทำให้ประเทศไทยแตกต่างและโดดเด่นจนกลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงคนไทยกับคนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้กับต่างชาติ ยังสามารถสื่อสารผ่านอาหารไทยเพราะชื่อเสียงอาหารไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ”ดร.ณัฐพล กล่าว

ด้านนายเกิดจักรี เหมะพรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม บริษัทCulex Hospitalityหรือผู้ก่อตั้งร้านลิตเติ้ล แบงค็อก
กล่าวว่าการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาคารแสดงประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนร่วมในการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในนามของประเทศไทย และเป็นโอกาสอันดีในการที่จะเผยแพร่วัฒนธรรมและอาหารไทยสู่ชาวต่างชาติ โดยร้านลิตเติ้ล แบงค็อก มีสาขาถึง 8 สาขาในเมืองดูไบ และเปิดให้บริการมาแล้วกว่า 6ปี อีกทั้งยังได้รับการประกาศนียบัตรว่าเป็นร้านอาหารไทยยอดเยี่ยมในปี 2019 จาก TripAdvisor เว็บไซต์ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลกและได้รับรางวัลจาก Zomato แอปพลิเคชันค้นหาร้านอาหารและสั่งอาหารที่ใหญ่ที่สุดให้เป็น The Winner ในสาขา Best Pan Asian Casual Dine 2018ปัจจุบันร้านลิตเติล แบงค็อก เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในเรื่องของคุณภาพ รสชาติ และความรวดเร็วด้านการให้บริการนอกจากธุรกิจร้านอาหารแล้วLittle Bangkok ยังให้บริการด้านแคทเทอริ่ง (Catering) บริการจำหน่ายอาหารแบบควิกมีล (Quick meal) ในซูเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วย

นอกจากนี้ ทางร้านลิตเติ้ล แบงค็อกยังจัดกิจกรรมพิเศษ “กินข้าว แชะ แชร์”ที่ร้านลิตเติ้ล แบงค็อกทุกสาขาในดูไบ ถ่ายรูปอาหาร หรือบรรยากาศภายในร้าน เริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึง 24 สิงหาคม 2562 เพื่อลุ้นรับตั๋วเครื่องบินเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยจำนวน 30ใบ โดยได้จัดแคมเปญพิเศษ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานดูไบและตะวันออกกลาง และบริษัท การบินไทย มหาชน จำกัด สำนักงานดูไบและตะวันออกกลาง พร้อมด้วยความร่วมมือจากอาคารแสดงประเทศไทย เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และประชาสัมพันธ์อาหารไทยให้ชาวต่างชาติ ณ เมืองดูไบได้มีโอกาสมาสัมผัสกับบรรยากาศของความเป็นไทย

สำหรับงาน World Expo 2020 Dubai เป็นการแสดงศักยภาพการเป็นผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัลของไทยบนเวทีโลกตั้งเป้าดึงนักลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศไทยในมิติ Digital for Development ต่อยอดจากประเทศที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกด้วยความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนสุวรรณภูมิและวัฒนธรรมอันโดดเด่นแบบสยามเมืองยิ้มสู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาด้านดิจิทัลที่สามารถเชื่อมต่อทุกคนไปยังทุกที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นงานแสดงนิทรรศการที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นมหกรรมที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์อันดับ 3 ของโลก รองจากกีฬาโอลิมปิกและฟุตบอลโลก ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุก 5 ปี

โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม 2563 ถึง 10 เมษายน 2564 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นเวลา 6 เดือน ภายใต้หัวข้อหลัก“เชื่อมความคิด สร้างอนาคต : CONNECTING MINDS, CREATING THE FUTURE เพื่อเป็นสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไปและส่งสัญญาณต่อให้ทุกคนร่วมใจกันพัฒนาโลกภายใต้3หัวข้อย่อยได้แก่1.โอกาส(Opportunity)2.การขับเคลื่อน(Mobility) และ3.ความยั่งยืน (Sustainability) 

ติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมภูมิใจกับอาคารแสดงประเทศไทยที่ FB: IG: Youtube:Expo2020DubaiThailandหรือ  https://expo2020dubaithailand.com

2
เลเวลอัพ โฮลดิ้ง จัดเวิร์คชอป “China Digital Marketing” เปิดโลกการตลาดจีน...ส่งต่อความรู้สู่สังคม






บริษัท เลเวลอัพ โฮลดิ้งจำกัด ( Level Up Holding Co., Ltd.) นำโดย นายอิทธิชัย อรรถกระวีสุนทร ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำตลาดออนไลน์ในจีน พร้อมด้วย นายบรรณ ภุชงค์เจริญผู้ก่อตั้ง บริษัท เลเวลอัพ โฮลดิ้งจำกัดและผู้เชี่ยวชาญการทำตลาดในจีนร่วมจัดเวิร์คชอป “China Digital Marketing”ภายใต้หัวข้อ “The Little Red Book Application (XiaoHongShu)” มอบความรู้ด้านเทคนิคการตลาดจีน รวมไปถึงเทรนการทำธุรกิจอย่างไรให้ประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัลบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของประเทศจีน ให้แก่นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 คณะบริหารธุรกิจสาขาวิชาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ มุ่งเน้นธุรกิจจีนมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 130 คน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ใหม่ๆ สามารถนำไปต่อยอด และเกิดประโยชน์อย่างสูงสุดต่อการศึกษานอกจากนี้การจัดเวิร์คชอป “China Digital Marketing”ยังเน้นการปฏิบัติและเรียนรู้จริงจากคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการทำตลาดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของประเทศจีน พร้อมมีการจัดมอบรางวัลสำหรับนักศึกษาที่ผลิตชิ้นงานได้โดดเด่น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการศึกษา และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง

ทั้งนี้ บริษัท เลเวลอัพ โฮลดิ้งจำกัด ( Level Up Holding Co., Ltd.) ถือเป็นเอเจนซี่ด้านการทำตลาดออนไลน์จีน เบอร์หนึ่งของประเทศไทย ด้วยประสบการณ์ด้านการดำเนินงานส่งผู้ประกอบการณ์ไทยประสบความสำเร็จในประเทศจีนกว่า 50 แบรนด์ และยังเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทชั้นนำต่างๆ มากมาย สำหรับผู้สนใจต้องการที่ปรึกษาการทำตลาดออนไลน์ในประเทศจีน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 064-106-8833 และ www.levelupthailand.com หรือ Facebook: @levelupthailand

3
ArcGIS แพลตฟอร์มภูมิสารสนเทศ รุกหนักตลาดอสังหาฯส่ง 4 เครื่องมืออัจฉริยะช่วยวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มแต้มต่อธุรกิจ




3D Building Typology Simulation


ArcGIS Pro LandManagement


Esri-Urban


Intregate BIM&GIS


บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัท ซีดีจี ผู้นำด้าน Location Intelligence การวิเคราะห์ภูมิสารสนเทศในมุมมองใหม่ๆ เผยพบผลสำรวจของซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก ชี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคเอเชียมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเติบโตต่อเนื่อง ที่อยู่อาศัยย่านชานเมืองเป็นกระแสที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่พบว่าตลาดที่อยู่อาศัยย่านชานเมืองขยาย จากปัจจัยหนุนด้านการพัฒนาระบบคมนาคมอย่างรวดเร็ว ทำให้เทรนด์การมีบ้านชานเมืองเริ่มกลับมาได้รับความนิยม เพื่อก้าวตามสถานการณ์รับการขยายตัวของเมือง นักลงทุนอสังหาต้องอาศัยตัวช่วยเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง สบช่องส่ง ArcGIS แพลตฟอร์มด้านภูมิสารสนเทศอัจฉริยะ ด้วย 4 เครื่องมือตัวช่วยแก้เกมส์ธุรกิจอสังหาฯ ยุคการเปลี่ยนแปลง มุ่งวิเคราะห์วางกลยุทธ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ปัจจุบันมีบริษัทพัฒนาอสังหาฯ 5 อันดับแรกของประเทศใช้ ArcGIS แพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือ เพื่อตั้งรับกับสถานการณ์ธุรกิจอสังหาฯ ที่เกิดขึ้น


นางสาวธนพร ฐิติสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด
เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยังมีแนวโน้มการเติบโตแต่ในทางกลับกันอุตสาหกรรมนี้ยังต้องเผชิญกับความท้าทาย จากการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจรวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยี โดยผลสำรวจของซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก ชี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคเอเชียมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากยักษ์ใหญ่ของเอเชียอย่างประเทศจีน มีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ทั้งในแง่การคมนาคมและโครงการเชิงพาณิชย์ โดยจีนมีการพัฒนาในพื้นที่ใหม่ ๆ ในหลายหัวเมือง เป็นแรงขับให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องในภูมิภาค โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย ที่เอื้อต่อการซื้อเพื่ออยู่อาศัย ลงทุน หรือตากอากาศ ผู้ประกอบการและผู้ซื้อต้องเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

“สำหรับสถานการณ์ในย่านชานเมือง จากการสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก พบว่าเป็นกระแสที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยพบว่ามีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 1 จากความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะพื้นที่สีเหลืองที่เป็นเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย ดีมานด์โตราว 10% สูงกว่าเขตสีส้มที่มีดีมานด์โต 5% ขณะที่พื้นที่สีน้ำตาลและสีแดงมีดีมานด์ลดลง เผย 3 ทำเลเด่น มีนบุรี-บางกะปิ สายไหม-สะพานใหม่ และบางใหญ่-นนทบุรี จากอานิสงส์ใกล้เมือง ใกล้รถไฟฟ้า รวมถึงปัจจัยหนุนด้านการพัฒนาระบบคมนาคมอย่างรวดเร็ว ทำให้เทรนด์การมีบ้านชานเมืองเริ่มกลับมาได้รับความนิยม เพื่อก้าวตามสถานการณ์รับการขยายตัวของเมือง นักลงทุนอสังหาต้องอาศัยตัวช่วยเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง บริษัทฯสบช่องส่ง ArcGIS แพลตฟอร์มด้านภูมิสารสนเทศอัจฉริยะ ที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก โดดเด่นในเรื่องของ Location Intelligence โดยในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นำมาใช้เพื่อการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ด้วย 4 เครื่องมือ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน วิเคราะห์สภาพธุรกิจ และพยุงสถานการณ์ให้ดำเนินไปในทิศทางที่เหมาะสม” นางสาวธนพรกล่าว

ทั้งนี้ ArcGIS แพลตฟอร์มด้านภูมิสารสนเทศอัจฉริยะ มีระบบการทำงานที่หลากหลายครบเครื่อง คือ 1. ระบบบริหารจัดการแปลงที่ดิน (Land Analysis) ช่วยตั้งแต่การวิเคราะห์หาปัจจัยต่อพื้นที่ศักยภาพในการลงทุน  โดยการนำเอาข้อมูลจากนายหน้าที่ดินมาจัดเก็บและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการลงทุนจากปัจจัยของตัวธุรกิจและข้อมูลของแต่ละพื้นที่ ติดตามสถานะการซื้อขายของแต่ละแปลงที่ดิน และเข้าถึงข้อมูลแบบ เรียลไทม์(real-time) รวมไปถึงนำการเสนอข้อมูลต่อผู้บริหารในรูปแบบของ Interactive Dashboard สรุปข้อมูลในมุมมองต่างๆ เพื่อให้สามารถดูและทำความเข้าใจได้ง่ายๆ ใช้เวลาในการตีความสั้นๆ และสามารถตอบโจทย์ในทางธุรกิจได้ เพื่อการตัดสินใจที่ทรงประสิทธิภาพมากกว่าที่เคย 2. ระบบจำลองพื้นที่โครงการและอาคารแบบ 3 มิติ (3D Building Typology Simulation) สร้างแบบจำลองพื้นที่และอาคารแบบ Interactive 3D รูปแบบต่าง ๆ ตามเงื่อนไขของข้อมูลพื้นที่สีเขียวตาม FAR, BCR และ OSR ที่เป็นข้อกำหนดขนาดของอาคารที่สามารถสร้างได้  คือ อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน และอัตราส่วนที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม ภายใต้เงื่อนไขและข้อกำหนดทางกฎหมาย รูปแบบขอบเขตอาคารที่ต้องการ เช่น รูปแบบตัวแอล (L Shape) รูปแบบตัวไอ (I Shape) ออกมาเป็นภาพจำลอง 3 มิติให้เห็นพื้นที่ ขนาด และความสูงของอาคาร รวมไปถึงพื้นที่ใช้สอยภายในอาคาร และสร้างรายงานสรุปข้อมูลและจำลองอาคาร 3 มิติให้แบบอัตโนมัติ 3. ระบบการออกแบบอาคารร่วมกับเทคโนโลยี CAD และ BIM (GIS Integrate with CAD and BIM) มี Plugin ที่ช่วยในการเขียนแบบด้วยเทคโนโลยี CAD (Computer Aided Design) หรือการใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบเกี่ยวกับอาคาร รวมไปถึงส่วนประกอบอาคารหรือระบบวิศวกรรม รวมทั้งสนับสนุนการทำงานเชิงพื้นที่ร่วมกับโมเดล BIM (Building Information Modeling ) หรือการจำลองข้อมูลต่าง ๆของอาคาร  ไม่ว่าจะเป็นโมเดลอาคารเพื่อการก่อสร้าง หรือแม้แต่ข้อมูลระบบสาธารณูปโภคอาคาร เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถวิเคราะห์เชิงพื้นที่ และสนับสนุนการทำงานภาคสนามร่วมกับข้อมูลอาคารที่มีความถูกต้องสูงด้วยเทคโนโลยี CAD และ BIM 4. ระบบการบริหารจัดการพื้นที่ภายในอาคาร (Property Management) อำนวยความสะดวกในการจัดการและดูแลพื้นที่ระหว่างเจ้าของโครงการและผู้เช่าอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเรียกดูข้อมูลพื้นที่ ติดตามปริมาณความหนาแน่นของการใช้งานพื้นที่ อัปเดตสถานะการเช่าพื้นที่ จัดเก็บสัญญาเช่า รวมไปถึงแอพพลิเคชั่นเพื่อผู้เช่าในการแจ้งปัญหาการใช้งานอาคาร ไปจนถึงการแจกจ่ายงานให้ผู้รับผิดชอบ และสรุปภาพรวมการดำเนินงานต่าง ๆ ในโครงการแบบ real-time ในรูปแบบ Interactive Dashboard

นางสาวธนพรกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีบริษัทพัฒนาอสังหาฯ 5 อันดับแรกของประเทศใช้ ArcGIS แพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือในการวางกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อตั้งรับกับสถานการณ์ธุรกิจอสังหาฯ ที่เกิดขึ้น โดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทยแห่งหนึ่ง ได้นำเทคโนโลยี ArcGIS ไปปรับใช้ในการบริหารจัดการแปลงที่ดิน หรือ Land Analysis ที่ช่วยนำเอาข้อมูล ที่มีรายละเอียดสภาพแวดล้อม สาธารณูปโภค ร้านค้า สถานพยาบาล สถานศึกษา สถานที่สำคัญต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลโครงการอสังหาริมทรัพย์ในละแวกใกล้เคียง มาจัดเก็บวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการลงทุนจากปัจจัยของตัวธุรกิจและข้อมูลของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียด เพื่อเป็นข้อมูลช่วยสนับสนุนการตัดสินใจซื้อแปลงที่ดิน เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการทำงานภายในองค์กร

นอกจากนี้ยังมีบริษัทชั้นนำอีกราย ที่นำเทคโนโลยี ArcGIS ไปวิเคราะห์เชิงพื้นที่ สร้างความเป็นผู้นำในการจับจองที่ดิน รวมถึงทำแผนที่แสดงตำแหน่งโครงการต่าง ๆ ของบริษัท และปรับใช้ในการแสดงสถานการณ์น้ำท่วมในเขตกรุงเทพและปริมณฑลแบบ เรียลไทม์ซึ่งแสดงบริเวณน้ำท่วม แนวป้องกันน้ำท่วม เส้นทางเลี่ยง เพื่อใช้ในการสัญจร หลีกเลี่ยงน้ำท่วม เส้นทางที่ไม่แนะนำ รวมทั้งเส้นทางที่ปิดการสัญจร จุดอพยพสำหรับผู้ที่ถูกน้ำท่วมที่พักอาศัย และอาคารหรือสถานที่สำหรับจอดรถ เพื่อเตรียมตัวตั้งรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ นางสาวธนพรกล่าวเสริม

เกี่ยวกับ บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด

บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัท ซีดีจี เป็นผู้นำด้าน Location Intelligence และเป็นตัวแทนหลักในการจัดจำหน่ายเทคโนโลยีและบริการของผลิตภัณฑ์ภูมิสารสนเทศชั้นนำจาก ESRI Inc ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งภายในประเทศไทยและรวมถึงประเทศในกลุ่ม CLMV อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) มีความเชี่ยวชาญและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS) สำหรับภาคธุรกิจ ภาครัฐบาล กองทัพ และภาคการศึกษา พร้อมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.esrith.com

เกี่ยวกับ กลุ่มบริษัท ซีดีจี
กลุ่มบริษัทซีดีจี (CDG Group) ผู้ให้บริการด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจรแก่องค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 50 ปี ในการให้บริการด้านไอทีโซลูชันที่เป็นเลิศ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบระบบ พัฒนา จัดหาอุปกรณ์ พร้อมติดตั้งระบบฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกรูปแบบ ตลอดจนบริการฝึกอบรมให้แก่บุคลากรในองค์กรของลูกค้าให้พร้อมนำไปปฏิบัติงานได้ทันที ภายใต้วิสัยทัศน์ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีโซลูชันที่ใช้งานได้จริง ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาให้แก่สังคมอย่างสร้างสรรค์เพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.cdg.co.th

4


สวทช. – เมืองนวัตกรรมอาหาร เปิดบ้านเครือข่ายภาคเหนือหนุนผู้ประกอบการชา กาแฟ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน




กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) จัดกิจกรรม “Site Visit: Food Pilot Plant Facilities #3 เปิดบ้านเครือข่าย Food Innopolis ภาคเหนือ” ในโครงการ “Tea & Coffee Innovation Trip” ระหว่างวันที่ 8 - 12 กรกฎาคม 2562 ที่จังหวัดเชียงราย เพื่อเรียนรู้ระบบชาและกาแฟ ทั้งในเชิงศิลปะและอุตสาหกรรม รวมถึงเข้าเยี่ยมชมโรงงานต้นแบบ เครื่องมืออุปกรณ์ บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และเพื่อให้เกิดการบูรณาการและเชื่อมโยงการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งนำไปสู่การส่งเสริมศักยภาพและขีดความสามารถของอุตสาหกรรมชาและกาแฟ รวมถึงอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องของประเทศในอนาคต


น.ส.สุธีรา อาจเจริญ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis: FI) สวทช.
กล่าวว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ดำเนินการสนับสนุนผู้ประกอบการอาหารโดยเฉพาะด้านชาและกาแฟให้มีการทำนวัตกรรมมากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงการให้คำปรึกษาและแนะนำเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจถึงระบบชาและกาแฟ โดยการดำเนินงานของ Food Innopolis จะทำงานในลักษณะเครือข่ายร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงสถาบันวิจัยต่างๆ ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยกิจกรรม Site Visit: Food Pilot Plant Facilities #3 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ ระหว่างวันที่ 8 - 12 กรกฎาคม 2562 ที่จังหวัดเชียงราย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมและเยี่ยมชมโรงงานต้นแบบ เพื่อผลักดันให้เกิดการเพิ่มศักยภาพงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยพัฒนาร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และการสร้างธุรกิจเทคโนโลยี

โดยหน่วยงานเครือข่ายที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วย อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Science and Technology Park, Chiang Mai University: STeP), คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ศูนย์พัฒนากาแฟล้านนาไทย (Lanna Thai Coffee Development Center) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งผู้ประกอบการจะได้รับความรู้ และสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และนวัตกรรมมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นด้านของการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสและการทดสอบผู้บริโภค บริการวิเคราะห์ทดสอบทางเคมี มาตรฐานการทดสอบในระดับสากล รวมถึงการบริการเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการปลูก การจัดการคุณภาพของผลผลิต และการคัดแยกคุณภาพเมล็ด การบริการลดความชื้นเมล็ด บริการคลิกนิกเกษตรเพื่อการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาคุณภาพ รวมทั้งการให้คำแนะนำเพื่อการขึ้นทะเบียนแปลงปลูกตามระบบรับรองการผลิต ทั้งนี้จะทำให้เกิดความเชื่อมโยง ต่อยอดธุรกิจ และเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้ก้าวสู่ระดับสากล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงยั่งยืนต่อไป


รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Science and Technology Park, Chiang Mai University: STeP) กล่าวว่า STeP หน่วยงานในส่วนงานวิชาการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม (University Industry Linkage: UIL) เพื่อผลักดันให้เกิดการเพิ่มศักยภาพงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยพัฒนาร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและการสร้างธุรกิจเทคโนโลยีเริ่มต้น (Tech Startups) โดย STeP ดำเนินงานบนพื้นฐานของการบูรณาการทรัพยากรของมหาวิทยาลัย ทั้งผลงานการวิจัย นักวิจัย เครื่องมือวิจัย ตลอดจนห้องปฏิบัติการให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ยังมีหน่วยการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสและการทดสอบผู้บริโภคการ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน และบริการผู้ประกอบการ ด้านการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสและการทดสอบผู้บริโภค โดยเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการและคุณภาพตามมาตรฐานสากล รวมถึงโรงงานต้นแบบ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่พร้อมให้บริการทั้งหน่วยงานภายใน และผู้ประกอบการทางด้านอาหารในด้านต่างๆ ได้แก่ บริการงานการเรียนการสอนในคณะอุตสาหกรรมเกษตร บริการผลิตเพื่อการทดลองตลาด รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 


พัชนี สุวรรณวิศลกิจ นักวิทยาศาสตร์เกษตรศูนย์วิจัยและฝึกอบรมที่สูง คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์พัฒนากาแฟล้านนาไทย (Lanna Thai Coffee Development Center) กล่าวว่า ศูนย์พัฒนากาแฟล้านนาไทย ตั้งอยู่ที่ศูนย์วิจัย สาธิตและฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ดำเนินการรวบรวม ความรู้ อุปกรณ์ และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตกาแฟอะราบิกาแบบครบวงจร รวมถึงดําเนินการพัฒนากระบวนการแปรรูปเมล็ดกาแฟคั่วให้มีคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีระดับสูง และบริการวิชาการให้กับผู้สนใจทั้งกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกาแฟ


ผศ.ดร.ทองเลียน บัวจูม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า มีหน่วยงานที่สนับสนุนโครงการนี้ในส่วนของโรงงานผลิตพืช หรือ Plant Factory กลุ่มวิจัยฟาร์มอัจฉริยะและโซลูชั่นเกษตร เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรที่ตอบสนองความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการในทุกระดับ ด้วยระบบการควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการปลูกพืช โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรด้วยเทคโนโลยีที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ Food Machinery Research Center คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ให้การบริการทางวิชาการ และให้บริการเครื่องมือวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ทางด้านอาหาร รวมถึงกลุ่มเครื่องจักรกลอาหารทั้งภายในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภายนอก และผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงศูนย์การศึกษาด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปะวิทยาการอาหารนานาชาติ (International Gastronomy Tourism Centre: iGTC) มีเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน นอกจากนี้ยังส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดเชียงใหม่ด้วยการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสมัยใหม่อีกด้วย


ดร จุฑามาศ นิวัฒน์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า สนับสนุนเมืองนวัตกรรมอาหารในส่วนของดำเนินงานศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยงานที่ให้บริการเครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยครบครัน มีสถานที่ และบุคลากรที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพ โดยให้บริการสนับสนุนการเรียนการสอน งานวิจัยบริการวิชาการให้กับสังคม บริการวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าทั้งจากชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งการตรวจวิเคราะห์น้ำทิ้งของภาครัฐและเอกชน ซึ่งใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทดสอบขั้นสูง ปัจจุบันห้องปฏิบัติการสอบเทียบศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ฯ ได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน มอก.17025-2543 (ISO/IEC 17025:2005) สาขาการสอบเทียบมวล รายการการสอบเทียบเครื่องชั่งไฟฟ้า ตามวิธี UKAS-LAB14 และที่ขาดไม่ได้คือ สถาบันชา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่มีความพร้อมในการให้บริการวิเคราะห์ทดสอบทางเคมีของชาและผลิตภัณฑ์ชา ให้กับผู้ปลูก ผู้ผลิต ผู้ประกอบการชา นักวิชาการ นักวิจัยและผู้สนใจทั่วไป เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าวิจัยชาและผลิตภัณฑ์ชาของไทยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งให้บริการวิชาการและเทคโนโลยีเกี่ยวกับชาเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมชาของไทยให้ก้าวหน้าสู่ระดับสากล โดยห้องปฏิบัติการชามีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน วัสดุอุปกรณ์และสารเคมีที่มีความพร้อมสำหรับการดำเนินงานวิจัย รวมทั้งได้มีการพัฒนาเพื่อมุ่งสู่การรับรองระบบมาตรฐาน ISO/IEC 17025

5
ข่าวประชาสัมพันธ์ ก้าวสู่สังเวียนดิจิทัล:ประธานบริหารฝ่ายดิจิทัล นายทาโระ ชิมาดะ มองภาพการเปลี่ยนแปลงของโตชิบาไว้อย่างไร



เทคโนโลยี CPS คืออะไรกันแน่? และเพราะเหตุใดโตชิบาจึงให้ความสำคัญกับสิ่งนี้? ประธานบริหารฝ่ายดิจิทัล นายทาโระ ชิมาดะ เผยแผนกลยุทธ์ของโตชิบาที่ไม่ใช่เพียง Digital Evolution (DE) แต่ต้องปฏิรูปองค์กรด้วย Digital Transformation (DX) เพื่อขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี Cyber Physical Systems (CPS)

โดยโตชิบาจะใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลที่รวบรวมจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัท เพื่อนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้บริโภค เพราะธุรกิจที่สามารถคว้าโอกาสจาก DX มีศักยภาพสูงในการขึ้นมาเป็นแพลตฟอร์มให้แบรนด์อื่นๆ รวมถึงแบรนด์คู่แข่ง เข้ามาใช้พื้นที่ในการนำเสนอสินค้าและบริการ ตลอดจนเปลี่ยนโฉมห่วงโซ่คุณค่าขึ้นมาใหม่

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.toshiba-clip.com/en/detail/7279

อนาคตของยานยนต์ผ่านมุมมองของเซมิคอนดักเตอร์: เกิดอะไรขึ้นบ้างในชั้นแนวหน้า



‘Recognition’ หรือ ‘การรับรู้’ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบขับเคลื่อนด้วยตนเอง เพราะเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจของตัวรถ ซึ่งหน่วยประมวลผลภาพตระกูล Visconti ของโตชิบาเป็นอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีการรับรู้ภาพระดับสูง แต่ใช้พลังงานต่ำ ทั้งยังสามารถจับภาพผู้คน ตลอดจนสิ่งกีดขวางต่างๆ แม้ในสภาวะที่ทัศนวิสัยไม่ดี จึงช่วยให้ การขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ในปัจจุบันที่หลายแบรนด์ต่างแข่งกันพัฒนาระบบขับเคลื่อนด้วยตนเองให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น โตชิบาได้ใช้ประโยชน์จาก AI และกำลังเร่งพัฒนา DNN-IP (Deep Neural Network-Intellectual Property) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI ที่สร้างเลียนแบบระบบประสาทสมองของมนุษย์
ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.toshiba-clip.com/en/detail/5886

6


Smart SME EXPO 2019 สำเร็จเกินคาด !! คนเข้างานกว่า 110,250 คน แห่จองแฟรนไชส์น่าลงทุน ดันยอดเงินสะพัดกว่า 2,685 ลบ.






ปิดฉากอย่างงดงามสมเป็นงานใหญ่แห่งปี Smart SME EXPO 2019 ที่บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด สานแนวร่วมภาครัฐ ภาคเอกชน เหล่าธนาคาร และหน่วยงาน พันธมิตร จัดขึ้นเพื่อร่วมกันผลักดันและขับเคลื่อนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในโลกยุคดิจิทัล ภายใต้แนวคิด "ที่เดียวจบพบทางรวย"  โดยในปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าเยี่ยมชมงานเกินความคาดหมาย รวมยอดคนเข้างาน 110,250 คน หนุนให้ยอดจองสินเชื่อในงานทะลุ  2,051.79 ล้านบาท สร้างเงินสะพัดในงานได้มากถึง  2,685 .ล้านบาท


คุณพิสิษฐ์ ประกิจวรพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า "การจัดงาน Smart SME EXPO 2019 ในปีนี้ได้รับการตอบรับจากผู้เข้าชมงานอย่างล้นหลาม โดยการจัดงานทั้ง 4 วันมียอดคนเข้าร่วมงานทั้งสิ้น 110,250 คน เรียกว่าเกินความคาดหมาย โดยส่วนใหญ่ตั้งใจเข้ามาเลือกซื้อ

แฟรนไชส์ในงาน ทำให้ยอดขายแฟรนไชส์สร้างมูลค่าถึง 127,389,844 บาท แฟรนไชส์ที่ได้รับความนิยมคือ แฟรนไชส์คลังน้ำมันออสซี่ออยล์ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว และ คัฟฟ่า คอฟฟี่เมคเกอร์  นอกจากนี้ยอดขอสินเชื่อในงานก็ทำยอดทุบสถิติเช่นกัน โดยยอดรวมขอสินเชื่อในงานสูงถึง 2,051,790,002 บาท  ซึ่งปีนี้ธนชาตครองแชมป์มียอดขอสินเชื่อสูงถึง 642 ล้านบาท, ออมสิน 466.48 ล้านบาท, SME D Bank 356.91 ล้านบาท, กสิกรไทย 209.60 ล้านบาท, Exim Bank 161.20 ล้านบาท, ทีเอ็มบี 60 ล้านบาท, ธนาคารกรุงเทพ 53 ล้านบาท, ธ.ก.ส. 42.60 ล้านบาท ส่วน บสย.มียอดค้ำสินเชื่อ 203.70 ล้านบาท และ.พิเศษในงานนี้ ธอส. ยังได้ยอดจองสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำสูงถึง 3,096.27 ล้านบาทในงานอีกด้วย

สำหรับการเจรจาจับคู่ธุรกิจภายในงานได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการที่มีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อเข้าสู่ตลาดใหญ่ในประเทศและตลาด CLMV ซึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยมในการเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในประเทศและ CLMV เป็นกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม โดยยอดเจรจาจับคู่ธุรกิจภายในงานมูลค่ารวมอยู่ที่ 350 ล้านบาท ส่วนการสัมมนาให้ความรู้และอบรมอาชีพภายในงานมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 1,245 คน โดยหัวข้อที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือความรู้ในเรื่องการใช้สื่อโซเชียลมีเดียมาประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจ ซึ่งสอดรับกับการทรานฟอร์มธุรกิจให้ทันโลกยุค 4.0 ในปัจจุบัน

จากภาพรวมการจัดงาน Smart SME EXPO 2019 สะท้อนให้เห็นว่าแม้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะชะลอตัว  แต่คนส่วนใหญ่กลับตื่นตัวและให้ความสนใจในเรื่องลงทุนทำธุรกิจอย่างคึกคัก ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศกลับมามีชีวิตชีวา เป็นไปตามความมุ่งหมายของผู้จัดงานที่ต้องการให้ Smart SME EXPO 2019 เป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งหน่วยงานต่าง ๆ ในการสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ” คุณพิสิษฐ์ทิ้งท้าย

7
INDA และ Playground@AIS DC ขอเชิญชมงานนิทรรศการ interactive สุดล้ำ IoT GARDEN




คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนิสิตชั้นปีที่ 2 หลักสูตรการออกแบบสถาปัตยกรรม (นานาชาติ) หรือ INDA ร่วมกับ Playground@AIS DC ขอเชิญชมงานนิทรรศการแบบ interactive สุดล้ำในชื่องานว่า IoT GARDEN ซึ่งเกิดจากแนวความคิดในการนำข้อมูล IoT (Internet of Things) ที่วัดได้มาจาก 12 เขตในกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็น ค่าความชื้น ค่า PM2.5 หรือค่าความถี่เสียงต่างๆ มานำเสนอในรูปแบบสวนดอกไม้ดิจิทัลที่สามารถปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับผู้ชมได้ สามารถเข้าชมผลงานได้ที่ AIS Design Centre ณ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม ชั้น 5 ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2562

8
สวทช. นำ Chatbot เสริมศักยภาพงานบริการสาธารณสุข ในพื้นที่ EEC




(12 ก.ค. 62) จ.ระยอง - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “เสริมศักยภาพงานบริการสาธารณสุขด้วย Chatbot” นับเป็นครั้งแรกสำหรับผู้ให้บริการสาธารณสุขและงานบริการด้านสุขภาพ ในพื้นที่เขต EEC (ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) และจังหวัดอื่นๆ) ที่จะได้ทดลองใช้เครื่องมือ Chatbot เพื่อช่วยงานบริการ ตอบทุกคำถาม บริการลูกค้า และเก็บข้อมูลจากกระบวนการประสานงาน มุ่งลดปัญหางานซ้ำซ้อน ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการยุค 4.0


ดร. ชยกฤต เจริญศิริวัฒน์ นักวิจัยอาวุโส สวทช. ดูแลเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) กล่าวว่า เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. มีโครงการที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการในด้านต่าง ๆ ทั้งภาคการค้า ภาคอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว และอีกหนึ่งภารกิจคือ การส่งเสริมเทคโนโลยี ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ ที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ให้ความสำคัญกับการลงทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ประเทศ โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพของประเทศสู่ประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยซอฟต์แวร์พาร์คเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดเวลากับผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้ผลักดันด้านงานบริการด้านสาธารณสุข ให้มีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับงานบริการมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยี Chatbot เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อจำลองบทสนทนาของมนุษย์ ให้สามารถพูดคุย สื่อสารกับมนุษย์ผ่านทางเสียงหรือข้อความแบบ real-time โดยนำมาปรับใช้ในกลุ่มสถานพยาบาลเพื่อรับมือกับปัญหาในการตอบคำถามซ้ำซ้อน รวดเร็ว และไม่มีหยุดพัก สามารถค้นหาข้อมูลได้ตรงประเด็น บางครั้งอาจจะแก้ปัญหาง่าย ๆ ได้โดยไม่ต้องรอพึ่งคน ทั้งยังช่วยให้หน่วยงานสามารถบริการประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น คนไข้หรือญาติคนไข้ที่ต้องการนัดแพทย์ สามารถทำการนัดผ่าน chatbot ได้ เมื่อมาถึงโรงพยาบาลและทำการกดคิวที่หน้าห้อง พอถึงคิว bot จะส่งข้อความเตือนให้เดินมาที่หน้าห้องตรวจได้ เป็นต้น นอกจากนี้ คนไข้ที่ต้องดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เช่น ภูมิแพ้ เบาหวาน หรือสตรีมีครรภ์ จะสามารถสร้าง bot เพื่อดูแล ไต่ถาม หรือตอบคำถามคนไข้กลุ่มนี้ได้ โดยการสร้างระบบ AI ที่ดึงเอาความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาไว้ในฐานข้อมูล และนำออกมาเพื่อใช้ตอบคำถามของคนไข้ได้


ด้านวิทยากร นายอัจฉริยะ ดาโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง AIYA ในฐานะสตาร์ทอัพผู้บุกเบิกเทคโนโลยี AI กล่าวว่า กิจกรรม Workshop ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยกับการเปิดตัว ‘Meddy Chatbot คู่ใจสถานพยาบาล’ ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งผู้ประกอบการและผู้ให้บริการกลุ่มโรงพยาบาลที่เข้า Workshop จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างและการใช้งานของตัว Meddy Chatbot อย่างละเอียด รวมถึงรับฟังประสบการณ์การนำ Chatbot เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของธุรกิจต่าง ๆ ทำให้ได้รู้จักและเข้าใจเทคโนโลยี Chatbot พร้อมเรียนรู้วิธีทำและวิธีใช้งาน Chatbot เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดและปรับใช้กับธุรกิจของตนเองได้

“การนำเทคโนโลยี Chatbot มาปรับใช้ในกลุ่มสถานพยาบาล สามารถมองได้ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ Chat ซึ่งปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ช่องทางการติดต่อสื่อสารที่เปลี่ยนจากการโทรเป็นการ Chat และส่วนที่สองคือ Bot เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยทำงานแทนคนในงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ อีกทั้งยังสามารถทำได้ 24 ชั่วโมง มีความแม่นยำ เก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก และเรียนรู้ได้รวดเร็ว สถานพยาบาลจึงควรมีการนำเทคโนโลยี Chatbot มาปรับใช้ในการติดต่อสื่อสารกันภายในสถานพยาบาล เช่น การรับส่งเวร ปัจจุบันมักใช้ Line ในการดำเนินการ แต่ Line ไม่มีการเก็บข้อมูล อีกทั้งการรับส่งเวรนั้นควรเป็นไปตามมาตรฐาน ISBAR คือ การสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะของผู้ป่วย (Identification-Situation-Background-Assessment-Recommendation) ซึ่งสถานพยาบาลสามารถนำเทคโนโลยี Chatbot เข้าไปใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ได้” นายอัจฉริยะ กล่าว


ด้านผู้ให้บริการกลุ่มโรงพยาบาล นายแพทย์สุกิจ บรรจงกิจ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาระบบบริการสุขภาพ โรงพยาบาลระยอง กล่าวว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลระยองกำลังพัฒนาให้เป็นโรงพยาบาลคุณภาพที่ไว้วางใจของผู้รับบริการด้วยทรัพยากรที่จำกัด และความคาดหวังของผู้รับบริการและภาระงานที่มากขึ้น โรงพยาบาลมียอดผู้ป่วยนอกที่มารับบริการเกิน 2,000 คนต่อวัน ในขณะที่อัตรากำลังคนยังขาดแคลนจึงต้องพัฒนาระบบงานให้มีคุณภาพและคล่องตัวยิ่งขึ้น โรงพยาบาลพยายามใช้วิธีลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนในอดีตและใช้ระบบสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ในทุกระบบงานเพื่อก้าวเข้าสู่ความเป็น smart hospital ซึ่งการเข้าร่วมร่วมกิจกรรม workshop ด้าน Chatbot ครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มช่องทางการสื่อสารกับผู้รับบริการให้ดียิ่งขึ้นในภาวะกำลังคนน้อย ไม่สมดุลกับผู้รับบริการที่มากขึ้น และผู้รับบริการจะได้รับข้อมูลได้อย่างรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง สามารถค้นหาข้อมูลได้ตรงประเด็น เพิ่มความพึงพอใจผู้รับบริการ รวมถึงเกิดภาพลักษณ์เชิงบวกต่อโรงพยาบาล  ทั้งนี้ โรงพยาบาลระยอง มีแนวทางพัฒนาและยกระดับระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลให้เป็น digital hospital เพื่อเพิ่มมาตรฐานและคุณค่าบริการ เพิ่มความสุขของผู้ให้และผู้รับบริการ รวมถึงเพิ่มการสร้างนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อการให้บริการ (innovative organization) รวมถึงพัฒนา PHR (Personal Health record) หรือข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยสามารถใช้และเชื่อมโยงในทุกสถานบริการ ตลอดจนระบบนัดและคิวออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันเพื่อลดความแออัดและระยะเวลารอคอย การใช้ big data และ AI มาช่วยในการวินิจฉัยโรค และ block chain มาช่วยด้านความถูกต้องและปลอดภัยของข้อมูล เป็นต้น





บรรยากาศการ Workshop สอนทำ Chatbot



โฉมหน้า Meddy Chatbot คู่ใจสถานพยาบาล



โฉมหน้า Chatbot สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะของผู้ป่วย (ISBAR)

9
สสว. เฟ้นหาสุดยอดผู้ประกอบการต้นแบบระดับจังหวัดสู่โครงการประชารัฐเพื่อพัฒนาวิสาหกิจชุมชน






สสว. เฟ้นหนักรอบ 3 ก่อนโค้งสุดท้าย โครงการประชารัฐเพื่อพัฒนาวิสาหกิจชุมชน และ SMEs ก้าวสู่ตลาด 4.0 สิงหาคมนี้รู้ผล 10 สุดยอดผู้ประกอบการระดับจังหวัดแน่นอน

รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ISMED เดินหน้าจัดกิจกรรมการทดสอบตลาด (Market Test) ทั่วประเทศสำหรับผู้ประกอบการ OTOP และ SMEs ที่ผ่านการคัดเลือกมาจากรอบ 2 คือ รอบการอบรม และค้นหา New Business Model และเป็นผู้มีความพร้อมเข้าสู่รอบลึกเพื่อค้นหาสุดยอดผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน และ SMEs ระดับจังหวัด เพียง 10 ราย ภายใต้โครงการประชารัฐเพื่อพัฒนาวิสาหกิจชุมชน และ SMEs ก้าวสู่ตลาด 4.0

โดยรอบ Market Test ถือเป็นรอบที่ 3 นับเป็นรอบที่ต้องการให้ผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือก ได้ต่อยอดแผนงานสร้างทักษะการตลาด โดยศึกษาข้อมูลตรงจากผู้บริโภค และเรียนรู้จากภาคปฏิบัติจริง ในพื้นที่จำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ  จำนวนสินค้าทั้งหมด ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้นำมาทดสอบตลาด รวมไม่น้อยกว่า 500  ผลิตภัณฑ์จากจำนวนผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 120 คนใน 4 ภูมิภาคที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อสร้างประสบการณ์การนำเสนอแนวคิดสินค้า และบริการที่ผ่านการพัฒนาสำหรับธุรกิจและการตลาดธุรกิจ ยุค 4.0  เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงแผนธุรกิจ และทดสอบการตอบรับของตลาด รวมทั้งการสร้างรายได้   ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นการประเมินผลสำเร็จเชิงพาณิชย์ พิจารณาจากคะแนนจากการทดสอบตลาด ควบคู่กับแผนการปรับเปลี่ยนธุรกิจ สู่การคัดเลือกรอบสุดท้ายในการค้นหาสุดยอด “ผู้ประกอบการต้นแบบระดับจังหวัด” ต่อไป

การคัดเลือกรอบ 3 หรือรอบ Market Test การทดสอบตลาด ได้เริ่มแล้วที่ภาคใต้ ณ ตลาดน้ำคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 14-15 มิถุนายน 2562  และภาคเหนือ จัด ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายน 2562 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 7 กรกฎาคม 2562 ณ MCC ฮอลล์ ชั้น 3 เดอะมอลล์โคราช  และภาคกลางจะจัดระหว่างวันที่ 17-21 กรกฎาคม 2562 ในงาน Thailand Industry Expo 2019 ณ ชาเลนเจอร์ 2 และ 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ทั้งนี้ สสว. ตั้งเป้าหมายปี 2562 ในการสร้างผู้นำธุรกิจชุมชนระดับจังหวัด ไม่น้อยกว่า 10 รายทั่วประเทศ เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายชุมชนกระจายในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจท้องถิ่น (Local Business) สู่คุณภาพ และมาตรฐาน พร้อมขยายช่องทางการค้าใหม่รองรับยุค 4.0 ซึ่งบทสรุปสุดท้ายของโครงการประชารัฐเพื่อพัฒนาวิสาหกิจชุมชน และ SMEs หรือ OTOP SMEs Transformer 4.0 จะพร้อมประกาศผลผู้ชนะภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยผู้ชนะจะได้รับงบประมาณสนับสนุนการจัดทำแผน และการปรึกษาแนะนำมูลค่า 100,000 บาท

10
ภาพข่าวประชาสัมพันธ์ ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า “เมกาโฮม”  Call Center 1347



เมกาโฮม ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง ของใช้ในบ้าน เพิ่มอีกหนึ่งความใส่ใจ เพื่อลูกค้าช่าง ผู้รับเหมา และคนทำบ้านตัวจริง ด้วยศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า “เมกาโฮม” Call Center 1347 พร้อมที่จะตอบทุกคำถามเกี่ยวกับโปรโมชั่นสินค้า หรือทุกข้อสงสัยในทุกบริการของ เมกาโฮม  เพียงกดโทรศัพท์ 1347  สอบถามได้ระหว่างช่วงเวลา 07.00 – 20.00 น. ของทุกวัน

ผู้ที่สนใจวัสดุก่อสร้าง ของใช้ในบ้านจำหน่ายส่ง-ปลีก ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
www.megahome.co.th;
https://www.facebook.com/MegahomeCenter/   



11
ข่าวประชาสัมพันธ์ อินทนิล เดินหน้า ECO Brand ตัวจริง ประกาศ 100% Natural Cup ตั้งเป้าผู้นำแก้วย่อยสลาย 100 ล้านใบ ในปี 2563







อินทนิล เปิดตัวฝายกดื่มรูปแบบใหม่ กระชับ ใช้ง่าย สร้างกระแส “ไม่หลอด” และ “ร้านกาแฟ สีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ ปลุกสำนึกคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ใช่แค่รักกาแฟ แต่ต้องช่วยกันดูแลโลกใบนี้


นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
กล่าวว่า ตามที่กลุ่มธุรกิจบางจาก ได้ให้ความสำคัญต่อสังคมและสิ่ง แวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะร้านอินทนิล ซึ่งเป็นผู้นำของธุรกิจกาแฟที่ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” (Eco Brand) ด้วยการรณรงค์ลดการใช้พลาสติก ผ่านโครงการ “นำแก้วมาเอง” เป็นรายแรกๆ ตั้งแต่ปี 2554, การริเริ่มใช้ ”แก้วไบโอพลาสติก” (Bio Cup) ซึ่งผลิตจากพืชและย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ 100% (Biodegradable Plastic - Bio Based) ตั้งแต่ปี 2558 จนเป็นผู้ใช้รายใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน, การทดลองเปลี่ยนมาใช้ “ฝายกดื่ม” ในเมนูเย็น เพื่อลดขยะจากหลอดพลาสติกในปี 2561 (อินทนิลไม่หลอด) และพัฒนาสู่ฝายกดื่มรูปแบบใหม่ ที่มีกำหนดให้บริการพร้อมกันทุกสาขาทั่วประเทศในวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มิถุนายน 2562 รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์รายการต่างๆ อาทิ แก้วกระดาษเคลือบไบโอพลาสติกสำหรับเมนูร้อน และหลอดไบโอพลาสติก ซึ่งทั้งหมดนี้ เพื่อลดปริมาณพลาสติกที่ไม่ย่อยสลายแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ลดปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวความคิด “อินทนิลทุกแก้วของคุณ เพื่อโลกของเราทุกคน” (Inthanin Natural Cups)

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับภาครัฐ ในการลดใช้ถุงพลาสติกทุกวันที่ 4 ของเดือนอีกด้วย โดยในเดือนมิถุนายน ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก บริษัทฯ ได้จัดให้มีโครงการ “อินทนิลไม่หลอด-ปลอดถุง” เพิ่มเติม ด้วยการงดแจกหลอดและถุงพลาสติก ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2562 (วันสิ่งแวดล้อมโลก) ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 (วันปลอดถุงพลาสติกสากล)

และล่าสุด ได้จัดทำโครงการ “แก้วเพาะกล้า” ร่วมกับศูนย์เพาะชำกล้าไม้ ของกรมป่าไม้ ในการทดลองใช้วัสดุย่อยสลาย ด้วยแก้วไบโอพลาสติกของอินทนิล ซึ่งผลิตจากพลาสติกชีวภาพ 100% (Bioplastic) ย่อยสลายโดยธรรมชาติภายใน 180 วัน (ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม) ในศูนย์เพาะชำกล้าไม้ 3 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ ราชบุรี และฉะเชิงเทรา เพื่อทดแทนถุงพลาสติกสำหรับเพาะชำกล้าไม้ของสำนักส่งเสริมการปลูกป่า เป็นระยะเวลา 1 ปี  โดยศูนย์เพาะชำกล้าไม้ มีโครงการเปลี่ยนมาใช้วัสดุย่อยสลายภายใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่าปีละ 50 ล้านใบ

นายชัยวัฒน์ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแก้วอินทนิลเพิ่มเติมว่า หลังการทดลองเปลี่ยนมาใช้ ”ฝายกดื่ม” ในเมนูเย็นเมื่อปี 2561 อินทนิลได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่องจากการทดลองใช้งานจริง เพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดขณะยกดื่ม โดยในส่วนของเมนูร้อน อินทนิลได้เปลี่ยนมาใช้แก้วกระดาษเคลือบใบโอพลาสติก (PBS) เป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่คอลเลคชั่นปีใหม่ ส่วนแก้วเมนูเย็นและฝาโดมนั้น เป็นไบโอพลาสติก (PLA) อยู่แล้ว ตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งคาดว่าอินทนิลจะสามารถช่วยลดการใช้พลาสติก ด้วยแก้วย่อยสลายไบโอคัพได้ครบ 100 ล้านใบ ภายในปี 2563 รวมถึงมีแผนจะเปลี่ยนมาใช้หลอดไบโอพลาสติกภายในไตรมาส 3 และการปรับบรรจุภัณฑ์อื่นๆ ภายในร้าน เพื่อให้อินทนิลเป็นร้านกาแฟสีเขียว ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ปัจจุบัน อินทนิล นอกจากจะเป็นแบรนด์ที่มีการใช้ไบโอพลาสติกมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย และเป็นผู้นำแก้วย่อยสลายในกลุ่มธุรกิจกาแฟแล้ว จะเห็นได้ว่า อินทนิลมีความมุ่งหวังและตั้งใจจริง ในการสร้างความตระหนักรู้กับสังคม เรื่องการลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และเอาจริงเอาจังกับการรับผิดชอบปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านเครือข่ายผู้บริโภค เพราะการดื่มกาแฟ 1 แก้วของอินทนิล นอกจากเมล็ดกาแฟคุณภาพ อาราบิก้าแท้ 100% ที่ให้รสนุ่มหอมละมุนแล้ว ทุกแก้วของอินทนิลจะไม่ใช่แค่การดื่มกาแฟ แต่เป็นการบริโภคด้วยจิตสำนึกที่ดี และร่วมรับผิดชอบโลกใบนี้ไปพร้อมกัน

12
ไวล์ดเอด จับมือแพลน บี มีเดีย ชวน #ฉลองไม่ฉลาม ผ่านสื่อดิจิตอล ย่านช้อปปิ้งชื่อดังเนื่องในวันรู้จักฉลาม




กรุงเทพฯ (12 กรกฎาคม 2562)  -  องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) ร่วมกับบริษัทแพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ผู้นำในบริการสื่อโฆษณาภายนอกที่อยู่อาศัย (Out of Home Media)  ผนึกกำลังปกป้องฉลาม ผู้รักษาความสมดุลของระบบนิเวศในท้องทะเล ด้วยสื่อรณรงค์ชุดใหม่ล่าสุดชวนทุกคน #ฉลองไม่ฉลาม ด้วยการไม่เสิร์ฟ ไม่ทานหูฉลามในงานแต่งงาน และงานฉลองต่างๆ ผ่านสื่อดิจิตอลของแพลน บี ในย่านศูนย์การค้าชื่อดังกลางกรุงเทพมหานคร อย่าง EM District เนื่องในวันรู้จักฉลาม หรือ Shark Awareness Day ที่ตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคม ของทุกปี



สื่อรณรงค์ล่าสุดที่ผลิตโดยองค์กรไวล์ดเอด มีเป้าหมายเพื่อบอกว่า การจัดงานแต่งงาน ถึอเป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ของชีวิต มีเรื่องให้ต้องเลือก ต้องตัดสินใจมากมาย และสิ่งที่เลือกมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน อาจมีผลกระทบตามมาอย่างที่เราคาดไม่ถึง การเสิร์ฟหูฉลามในวันสำคัญ คือการเลือกที่แย่ที่สุด เพราะฉลาม คือสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ ที่เปรียบเหมือนเสือในป่า พวกมันกำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่เกิดจากความต้องการบริโภค และการประมงเกินขนาด 

ผู้ที่ผ่านไปมาบริเวณ Em District สามารถติดตามสื่อรณรงค์ล่าสุดนี้ที่จอด้านหน้าศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม และเอ็มควอเทียร์ ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงกลางเดือนสิงหาคม 

ทุกๆ ปี มีฉลามมากถึง 100 ล้านตัวถูกฆ่า และในจำนวนนี้ ครีบจากฉลามมากถึง 73 ล้านตัว ถูกนำไปทำเป็นซุปหูฉลาม หรือเมนูอื่นๆ ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ทราบถึงการกระทำอันโหดร้ายเบื้องหลังเมนูหูฉลาม ที่ฉลามจะถูกลากขึ้นมาเพื่อเฉือนครีบของมันออกทั้งหมด ก่อนจะถูกโยนทิ้งกลับลงสู่ท้องทะเล ซึ่งทำให้ฉลามเหล่านั้นต้องจมน้ำตายทั้งเป็น เนื่องจากสูญเสียครีบอันเป็นอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิต

ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย พ.ศ 2560 ขององค์กรไวลด์เอดที่พบว่า คนไทยในเขตเมืองมากกว่าครึ่งเคยบริโภคหูฉลาม และมากกว่า 60% ต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต โดยผู้บริโภคทานหูฉลามบ่อยครั้งที่สุดที่งานรื่นเริงต่างๆ นั่นคือ งานแต่งงาน (72%) งานรวมญาติ (61%) และงานเลี้ยงธุรกิจ (47%)  ซึ่งเป็นที่มาของสื่อรณรงค์ชุดใหม่ เดินหน้าโครงการรณรงค์ #ฉลองไม่ฉลาม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

“บริษัทแพลน บี มีเดีย ภูมิใจที่ได้ร่วมกับองค์กรไวล์ดเอดในการปกป้องฉลาม เราตระหนักดีถึงการลดลงของประชากรฉลามทั่วโลก และความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องสร้างความตระหนักในเรื่องนี้ต่อสาธารณชน ความร่วมมือระหว่างแพลน บี และไวล์ดเอด ตอกย้ำถึงการยึดมั่นในนโยบายในการส่งเสริม และสนับสนุนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราเชื่อว่า นวตกรรมสื่อโฆษณาภายนอกที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองซึ่งเป็นจุดแข็งของเรา ผนวกกับสื่อรณรงค์สร้างสรรค์ อย่างโครงการ #ฉลองไม่ฉลาม ขององค์กรไวล์ดเอดจะทำให้การรณรงค์เข้าถึงสาธารณชนจำนวนมากตลอดทั้งเดือนนี้ และเรายินดีที่เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาความสมดุลกลับคืนสู่ท้องทะเล”  คุณปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) กล่าว

ที่ผ่านมา บริษัท แพลน บี มีเดีย ได้ยึดมั่นและส่งเสริมนโยบายการสร้างสังคมที่ยั่งยืน โดยเอื้อเฟื้อพื้นที่โฆษณาของบริษัทเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการขององค์กรไม่แสวงผลกำไรหลายแห่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

“ความร่วมมือระหว่างองค์กรไวล์ดเอด และ บริษัทแพลน บี ถือว่าสำคัญมากในการยกระดับการเผยแพร่โครงการ  #ฉลองไม่ฉลาม ให้เข้าถึงสาธารณชนหลายล้านคนในประเทศไทย เราเชื่อว่าการสนับสนุนจากแพลน บีในครั้งนี้ จะสามารถผลักดันค่านิยมใหม่ของการไม่เสิร์ฟ ไม่ทานหูฉลามในงานแต่งงาน และในทุกๆ โอกาสให้เป็นที่แพร่หลายในสังคมมากยิ่งขึ้น” นายจอห์น เบเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายโครงการรณรงค์ องค์กรไวล์ดเอด กล่าว

โครงการรณรงค์ #ฉลองไม่ฉลาม และสื่อรณรงค์ชุดใหม่ล่าสุดสร้างสรรค์โดยบริษัท #BBDOBangkok   

เอเจนซี่โฆษณาแถวหน้าของไทย ให้กับองค์กรไวลด์เอด นอกจากสื่อโฆษณาภายนอกบ้านแล้ว จะเผยแพร่สื่อดังกล่าวทางโซเชียล มีเดีย และออนไลน์อื่นๆ

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับบรรณาธิการและผู้สื่อข่าว
ดาวน์โหลดโฆษณา และรูปเพื่อประกอบข่าว: https://bit.ly/2Sb5oB4
ดาวน์โหลดผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในไทย: https://bit.ly/2RLuViI

ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับฉลาม และภัยคุกคามฉลาม ในวันรู้จักฉลาม:
•   วันที่ 14 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวัน Shark Awareness Day หรือ วันรู้จักฉลาม ถือเป็นโอกาสสำคัญของปี ที่จะสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับฉลาม ให้กับคนทั่วไปได้รับรู้ถึงความสำคัญของฉลามที่มีต่อระบบนิเวศ และภัยคุกคามประชากรฉลามทั่วโลกในขณะนี้
•   ฉลามทำหน้าที่รักษาความสมดุลของท้องทะเล เหมือนเสือในป่า โดยทำหน้าที่ควบคุมประชากรและพฤติกรรมสัตว์ทะเล ควบคุมโรคระบาด มีการศึกษาพบว่า ในบริเวณที่ประชากรฉลามหายไป มีส่วนสัมพันธ์ต่อการลดลงของประชากรปลาหลายชนิด และความเสื่อมโทรมของปะการัง
•   ในแต่ละปีฉลามราว 100ล้านตัวถูกฆ่า ในจำนวนนี้ครีบจากฉลาม 73ล้านตัว ถูกนำไปทำเป็นซุปหูฉลาม การล่าฉลามเพื่อตัดครีบ เป็นการปฏิบัติที่ไม่ยั่งยืนและโหดร้าย โดยฉลามถูกลากขึ้นมาเพื่อเฉือนครีบออกทั้งหมด ก่อนจะถูกโยนทิ้งกลับลงสู่ทะเล ซึ่งทำให้ฉลามต้องจมน้ำตายทั้งเป็น เนื่องจากสูญเสียครีบอันเป็นอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิต
•   1 ใน 4 ของสายพันธุ์ฉลามกำลังถูกคุกคามและเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ โดยภัยคุกคามหลักเกิดจากการทำประมงเกินขนาด -Dulvy et al.
•   การประมงเชิงพาณิชย์แบบที่ตั้งใจจับ และไม่ได้ตั้งใจ หรือที่เป็นผลพลอยได้จากการทำประมง ถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อฉลาม รวมถึงการติดเครื่องมือประมงที่สูญหาย หรือถูกทิ้ง การติดพันขยะในทะเลตามร่างกาย และปริมาณไมโครพลาสติกที่เพิ่มขึ้นในทะเล
•   ฉลามเติบโตช้า และสายพันธุ์ขนาดใหญ่จะขยายพันธุ์ช้า ใช้เวลาตั้งครรภ์เฉลี่ย 1-3ปี ดังนั้นการเพิ่มจำนวนประชากรของฉลามหลายสายพันธุ์จึงทำได้ไม่เร็วเมื่อเทียบกับการประมงเกินขนาด
•   ผู้บริโภคจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ครีบฉลามที่บริโภคมาจากสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และมาจากการล่าฉลามแบบยั่งยืนหรือไม่ เนื่องจากต้องตรวจดีเอ็นเอเท่านั้น
•   ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าหูฉลามรายใหญ่สุดนอกทวีปเอเชีย ผ่านกฎหมายห้ามการนำเข้า และส่งออกครีบฉลาม เมื่อเดือนมิถุนายน 2562

เกี่ยวกับ  WildAid
WildAid (www.wildaid.org) คือ องค์กรไม่แสวงผลกำไร  มีเป้าหมายหลักเพื่อยุติการค้าสัตว์ป่า  และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า ผิดกฎหมาย WildAid เน้นรณรงค์เพื่อลดความต้องการบริโภค และความต้องการ ซื้อผลิตภัณฑ์สัตว์ป่า โดยเราหวังว่า ผู้บริโภคจะไม่กินหูฉลาม ไม่ซื้องาช้าง นอแรด และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าอื่นๆ อีกต่อไป

WildAidได้รับการสนับสนุนจากบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกกว่า 100 คน ร่วมเผยแพร่ข้อความรณรงค์ ให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหา การฆ่าและค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ผ่านสโลแกนหลักขององค์กร “When the Buying Stops, the Killing Can Too หยุดซื้อ คือ หยุดฆ่า

เราทำงานรณรงค์ที่เอเชียเป็นหลัก ในประเทศที่ยังมีความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์สัตว์ป่าสูง และได้ทำโครงการรณรงค์ Ivory Free หยุดซื้องาช้างในประเทศจีน ฮ่องกง และล่าสุดในไทย
www.wildaidthai.org       www.facebook.com/wildaidthailand    IG: @wildaidthailand

13



สวทช. - อว. จับมือ สมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทยใช้เทคโนโลยีดูแลผู้สูงอายุ เล็งขยายผล 200 แห่งทั่วประเทศ








(12 กรกฎาคม 2562) ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ นายแพทย์ฆนัท ครุธกุล นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วย “การพัฒนาและขยายผลการใช้ประโยชน์ระบบบริหารสถานดูแลผู้สูงอายุ” เพื่อเป็นการยกระดับการดูแลและการให้บริการผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้สูงอายุ ที่เป็นสมาชิกของสมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทย ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รองรับสังคมสูงอายุคุณภาพในอนาคต โดยมี ดร.นพัฐกานต์ เกิดแสง ฝ่ายวิชาการสมาคมฯ และผู้บริหารบ้านทิพย์รดาเอลเดอรี่แคร์ นางสาววันทนีย์ พันธชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สวทช. ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมและข้อมูลเพื่อสุขภาพ A-MED สวทช. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ เวทีกลาง ฮอลล์99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (บางนา)


ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือ การพัฒนาและขยายผลการใช้ประโยชน์ระบบบริหารสถานดูแลผู้สูงอายุ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสถานดูแลผู้สูงอายุ และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการและการปฏิบัติงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้ได้รับการดูแลที่ดี ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อผู้สูงอายุที่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัย พัฒนาทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อผู้สูงอายุ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมการบริการและดูแลผู้สูงอายุของประเทศให้มีศักยภาพในการรองรับสังคมผู้สูงวัยในอนาคต

ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ในปี 2564 ซึ่งจะมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด จากนั้นจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด (Super Aged Society) ในปี 2574 จะมีประชากรสูงอายุถึงร้อยละ 28 ทำให้หลายฝ่ายตระหนักและให้ความสำคัญกับการเตรียมการรองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะมาถึงในระยะเวลาอันใกล้นี้ รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัยและมีแผนงานบูรณาการซึ่งดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องและมีความก้าวหน้ามาโดยลำดับ ผ่านโครงการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่ออนาคตสังคมสูงวัย ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีการบริการที่เหมาะสมและเอื้อต่อการดำรงชีวิต

ดร.กัลยา กล่าวว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี ร่วมกับ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ ดำเนินการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อผู้สูงอายุ ร่วมมือกับ สมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทยของผู้ประกอบการกิจการผู้สูงอายุในประเทศ เพื่อนำระบบบริหารสถานดูแลผู้สูงอายุไปใช้งาน มุ่งหวังให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนาโดยนักนวัตกร และนักวิจัยไทย สามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาธุรกิจการให้บริการและดูแลผู้สูงอายุ พัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้ดูแลผู้สูงอายุ (ผู้ใช้งาน) และผู้สูงอายุ (ผู้รับบริการ) ได้อย่างแท้จริง

สวทช. โดย ทีมนักวิจัยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) และ สมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทย ได้นำระบบบริหารสถานดูแลผู้สูงอายุ ไปใช้ในระยะนำร่องปี 2562 ที่บ้านทิพย์รดาเอลเดอรี่แคร์ ซึ่งมีความพร้อมในการร่วมพัฒนาและขยายผลการใช้งานระบบบริหารสถานดูแลผู้สูงอายุ ร่วมกับทีมวิจัยนวัตกรรมและข้อมูลเพื่อสุขภาพ เสริมสร้างการให้บริการดูแลผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น

“จากการที่ได้สำรวจพื้นที่และความต้องการในเบื้องต้น จึงมีแผนพัฒนาระบบ เช่น  ระบบบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพของผู้สูงอายุ ข้อมูลทางสุขภาพของผู้สูงอายุจะได้รับการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการพัฒนาเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสุขภาพในรายบุคคล และจะแจ้งเตือน หรือแนะนำผู้ดูแลให้ดำเนินการแก้ไขได้อย่างเหมาะสม ระบบบริหารการดูแลผู้สูงอายุ (Care Plan Management) เป็นเครื่องมือในการช่วยการวางแผน ติดตาม ควบคุมคุณภาพ การดูแลผู้สูงอายุ สร้างความมั่นใจในบริการ สำหรับญาติหรือผู้เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ระบบบริหารจัดการด้านโภชนาการของผู้สูงอายุ เพื่อคำนวณอาหารที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ที่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์และครบถ้วน และ ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น ผู้ดูแลสถานดูแลสามารถแจ้งไปที่สายด่วน 1669 ซึ่งจะมีการส่งข้อมูลพิกัดสถานดูแลผู้สูงอายุ พร้อมกับข้อมูลพื้นฐานทางสุขภาพของผู้สูงอายุไปพร้อมกันด้วย ทำให้การตอบสนองให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น”





อย่างไรก็ตามการร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการนำงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดและร่วมแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน อีกทั้งยังสามารถขยายผลให้ครอบคลุมไปยังผู้ประกอบการกิจการผู้สูงอายุรายอื่น ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทย อีกกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ อันจะเป็นการยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมการให้บริการและดูแลผู้สูงอายุไทยได้อย่างครอบคลุมทั้งมิติทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อคุณภาพของผู้สูงอายุที่ดีขึ้น สร้างโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจยุคเศรษฐกิจสูงวัยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป


นายแพทย์ฆนัท ครุธกุล นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า สมาคมฯ มีผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกประมาณ 300 คน โดยสมาคมฯ ทำหน้าที่ในการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานบริการของสมาชิก เพื่อส่งเสริมให้เกิดคุณภาพที่เป็นมาตรฐานในการบริการที่ดี ซึ่งจะส่งต่อการดูแลผู้สูงอายุที่ดีขึ้นด้วย ทั้งนี้สมาคมฯ ได้หารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการจัดทำมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้สูงอายุจำเป็นต้องรับทราบว่าสถานบริการไหนมีมาตรฐาน ทั้งในเรื่องคุณภาพบริการและการไม่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค นอกจากนั้นแล้วสมาคมฯ เตรียมที่จะทำป้ายสัญลักษณ์ให้ทราบว่าสถานบริการดังกล่าวเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ซึ่งในกรณีที่มีปัญหาสามารถประสานมาที่สมาคมฯ เพื่อเป็นตัวกลางในการประสานงานเรื่องต่างๆได้ รวมทั้งเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ จาก สวทช. เพื่อนำงานวิจัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งสมาคมฯ จะหารือร่วมกับสมาชิกเพื่อมีการถ่ายทอดองค์ความรู้และใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเพื่อดูแลผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


ด้าน ดร.นพัฐกานต์ เกิดแสง ฝ่ายวิชาการสมาคมฯ ในฐานะผู้บริหารบ้านทิพย์รดาเอลเดอรี่แคร์ เปิดเผยว่า งานวิจัยต่างๆ เป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะโดยปกติในสถานดูแลผู้สูงอายุมีสหสาขาวิชาชีพมาดูแลผู้สูงอายุร่วมกันอยู่ก็จริง แต่การเช็กเอกสารผู้ป่วยผู้สูงอายุแต่ละท่านระบบเอกสารเยอะและใช้เวลานาน หรือการจะพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์ ต้องมีการเขียนบันทึกใบส่งตัวเพื่อจะบอกอาหารให้แพทย์ทราบ หากมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก สวทช. ในการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบและดึงข้อมูลออกมา น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ ผู้ดูแลและแพทย์ได้ นอกจากนั้นแล้วระบบฉุกเฉินในการดูแลผู้สูงอายุ ที่สวทช. จะเชื่อมกับ 1669 ที่สามารถรู้ตำแหน่งของสถานบริการผู้สูงอายุได้ทันที ก็คิดว่าจะเกิดประโยชน์กับผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่อยู่ประจำในสถานดูแลผู้สูอายุได้อย่างทันท่วงที

14
ภาพข่าวประชาสัมพันธ์ ETDA จัดงาน “1ST THAILAND DIGITAL ID SYMPOSIUM 2019” ชวนกูรูนานาชาติแชร์ไอเดีย ผลักดันดิจิทัลไอดีไทยให้สำเร็จ



เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย จัดงานประชุมวิชาการ “1ST THAILAND DIGITAL ID SYMPOSIUM 2019” ภายใต้แนวคิด “Unlocking the Potential of Thailand Digital Economy : International Digital ID Use Cases”  โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน (คนที่ 5 จากซ้าย) พร้อมด้วย นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ประธานกรรมการ ETDA (คนที่ 4 จากซ้าย) นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงาน ETDA (คนที่ 6 จากซ้าย) นายธีระ อภัยวงศ์ ที่ปรึกษา ETDA (คนที่ 3 จากซ้าย) ร่วมงาน เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนนานาชาติ ในการพัฒนาระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลหรือ Digital ID (ดิจิทัลไอดี) นับเป็นงานประชุมวิชาการด้านดิจิทัลไอดีครั้งแรกในประเทศไทยที่ยิ่งใหญ่สุดแห่งปี ณ ห้องอินฟินิตี้บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

15

ข่าวประชาสัมพันธ์ ผลสำรวจจากซีบราเผย องค์กรชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เห็นตรงกันว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยีพกพา เป็นปัจจัยสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจ ภายในปี 2023 การลงทุนในเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (disruptive technologies) และอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงระดับใช้ในองค์กร จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงานภาคสนามทำงานได้ดีขึ้น


คำบรรยายภาพ: มร. ทาน อิ๊ก จิน, ผู้จัดการฝ่ายเวอร์ติคอลโซลูชั่น อุตสาหกรรมการผลิต การขนส่ง และโลจิสติกส์ ประจำเอเชียแปซิฟิก, ซีบรา เทคโนโลยีส์ (ซ้าย) และ คุณศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์, ผู้จัดการประจำประเทศไทย, ซีบรา เทคโนโลยีส์ (ขวา)

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 11 กรกฏาคม 2019 – ซีบรา เทคโนโลยีส์ (NASDAQ: ZBRA) ผู้นำนวัตกรรมด้านโซลูชั่นที่ทันสมัยสำหรับองค์กร และเครือข่ายคู่ค้าที่ครอบคลุมเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้แก่องค์กรยุคใหม่ เปิดเผยผลงานวิจัยเกี่ยวกับ อนาคตการปฏิบัติงานภาคสนาม (Future of Field Operations)  ว่าองค์กรด้านการขนส่งในเอเชียแปซิฟิกกว่า 60% จะเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีอุปกรณ์พกพามากขึ้นเรื่อยๆ โดยผลงานวิจัยจากซีบรายังชี้ให้เห็นว่าการลงทุนนั้นจะมุ่งเน้นไปทางด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก และในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาระดับใช้งานในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานภาคสนาม และสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าเมื่อได้รับบริการ โดยธุรกิจและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและถูกสำรวจในรายงานนี้ได้แก่  ธุรกิจระบบการจัดการพาหนะขนส่ง ธุรกิจบริการภาคสนาม ธุรกิจที่ให้บริการด้านหลักฐานในการขนส่ง และธุรกิจที่ให้การดูแลทุกขั้นตอนการส่งสินค้าไปจนถึงมือผู้รับ


มร. ทาน อิ๊ก จิน, ผู้จัดการฝ่ายเวอร์ติคอลโซลูชั่น อุตสาหกรรมการผลิต การขนส่ง และโลจิสติกส์ ประจำเอเชียแปซิฟิก, ซีบรา เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า “การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ส่งผลให้ความคาดหวังของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นเมื่อสั่งสินค้า การยกระดับการบริการภาคสนามให้แตกต่างจากคู่แข่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ด้วยเหตุนี้เอง ธุรกิจจึงเริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองด้านการลงทุนโดยหันมาให้ความสำคัญกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพามากขึ้น โดยงานวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่า ความท้าทายภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่แปรผันตามความต้องการตลาด เป็นตัวกระตุ้นให้องค์กรต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยีภาพเสมือนจริง (AR) และระบบฉลากบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ (intelligent labels) มาปรับใช้ เพื่อยกระดับการทำงานให้ทันสมัย”


คุณศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์, ผู้จัดการประจำประเทศไทย, ซีบรา เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า “จากผลสำรวจของเราพบว่า 3 สิ่งหลักที่ส่งผลให้องค์กรด้านการขนส่งทั่วเอเชียแปซิฟิกต้องปรับเปลี่ยนการให้บริการเนื่องจาก ความคาดหวังเรื่องประสิทธิภาพและบริการที่ได้รับผู้ของบริโภคในยุคปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้น  เทรนด์การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาแทนการใช้กระดาษได้รับความนิยมมากขึ้น และการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่และระบบเครือข่ายที่มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น   มากกว่าครึ่งขององค์กรในเอเชียแปซิฟิกให้ความสำคัญกับการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาระดับใช้งานในองค์กรมาใช้เป็นอันดับหนึ่ง โดยองค์กรที่มีความคิดก้าวหน้าเหล่านี้ใช้ 3 กลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่าง กล่าวคือ องค์กรเหล่านี้จะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีตามความเหมาะสมและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีอย่างทั่วถึงทั้งองค์กร องค์กรเหล่านี้จะทำการวิเคราะห์ต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) เทคโนโลยีอย่างสม่ำเสมอ ท้ายสุดคือองค์กรเหล่านี้จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงานเพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจ”



จากรายงานยังมีผลสำรวจที่น่าสนใจได้แก่;

การให้พนักงานที่ลงพื้นที่ปฏิบัติงานใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาระดับใช้งานในองค์กร ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันทางธุรกิจ

•   44% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิก ให้ความสำคัญกับการลงทุนในด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพา
•   58% ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขยายการใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาให้ทั่วถึงในทุกส่วนขององค์กร และมีแนวโน้มที่จะแพร่หลายไปยังองค์กรอื่นๆมากถึง 97% ของภูมิภาค ในปี 2023
•   ผลสำรวจคาดการณ์ว่า ในระหว่างปี 2018 จนถึงปี 2023 อัตราส่วนการใช้งานคอมพิวเตอร์พกพาที่มาพร้อมเครื่องสแกนบาร์โค้ดในตัวจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 41 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการใช้เครื่องพิมพ์พกพาและแท็บเล็ตสำหรับงานภาคสนาม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 60 เปอร์เซ็นต์และ 57 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ซึ่งความถูกต้องแม่นยำต่อการจัดการสินค้าในคลัง การจัดส่ง และในการตรวจสอบสินค้าคงคลังจะช่วยสร้างรายได้ให้แก่องค์กรเพิ่มขึ้น

การบริการและการสนับสนุนดูแลหลังการขายเป็นปัจจัยสำคัญที่องค์กรคำนึงถึงเมื่อนำอุปกรณ์พกพามาปรับใช้กับพนักงานผู้ปฏิบัติงาน
•   องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีพกพาสำหรับการทำงานกว่า 83% จะทำการวิเคราะห์ต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) ก่อนการวิเคราะห์รายจ่ายการลงทุนในเทคโนโลยี
•   มีเพียง 34% ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้น ที่เชื่อว่าสมาร์ทโฟนที่ใช้งานได้ทั่วไปมี TCO สูงกว่าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตระดับใช้งานในองค์กร

การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ๆ และเครือข่ายเชื่อมต่อที่เร็วยิ่งขึ้น ส่งผลต่อการปฏิบัติงานภาคสนาม
•   องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีพกพาสำหรับการทำงานมีแนวโน้มที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเร็วกว่าองค์กรอื่นๆ
•   มีการคาดการณ์ว่าองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีพกพาสำหรับการทำงานมีแนวโน้มดังต่อไปนี้
o   หันมาใช้งานระบบเซนเซอร์ เทคโนโลยีการระบุเอกลักษณ์ด้วยคลื่นวิทยุ (RFID) และระบบฉลากบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะเพิ่มมากขึ้น จาก 76% ในปี 2018 เป็น 98% ในปี 2023
o   นำเทคโนโลยีภาพเสมือนจริง (AR) มาใช้ในการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น จาก 68% ในปี 2018 เป็น 95% ในปี 2023  ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการรายละเอียดขั้นตอนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการจัดการสินค้า
o   เพิ่มการใช้ Blockchain เพื่อควบคุมข้อมูลสินค้า หรือเอกสารจากบริษัทคู่ค้า  โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 68% ในปี 2018 เป็น 96% ในปี 2023 
 
ผลสำรวจจากทุกภูมิภาค พบว่า
•   ทวีปเอเชีย แปซิฟิก:
ผลสำรวจพบว่า 44% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิกที่ซีบราได้ทำการสำรวจ มีความเห็นว่าการโหลดดิ้งสินค้าอัตโนมัติ เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เข้ามาทดแทนกระบวนการทำงานรูปแบบเดิมเป็นอย่างมาก และจากทั่วโลก มีองค์กรที่เห็นด้วยกับความเห็นดังกล่าวราว  28%
•   ทวีปยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา: พบว่า 70% ของภาคธุรกิจ มีความคิดเห็นว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ผลักดันให้การปฏิบัติงานภาคสนามต้องทำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
•   ทวีปละตินอเมริกา: พบว่าองค์กรจำนวนมากถึง 83% ของภูมิภาค หรือเทียบได้เป็น 70% จากทั่วโลก มีความเห็นว่าเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง (4G / 5G) เป็นตัวช่วยสำคัญในการผลักดันการลงทุนด้านเทคโนโลยีสำหรับการขนส่ง
•   ทวีปอเมริกาเหนือ: พบว่า 36% ขององค์กรที่สำรวจจะเริ่มนำแท็บเล็ตระดับใช้งานในองค์กรเข้ามาช่วยในการปฏิบัติงานในปีหน้า
 
ความเป็นมาและขั้นตอนการสำรวจ
•   ผลสำรวจของซีบรา เทคโนโลยีส์ ในชื่อ “The Future of Field Operations Vision study” แสดงสาเหตุหลักที่องค์กรต่างๆเริ่มหันมาลงทุนด้านเทคโนโลยีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพามากขึ้น เป็นอันดับแรกในการพัฒนาเชิงธุรกิจ โดยพบว่าองค์กรต่างๆ วางแผนการลงทุนใช้งบประมาณมากกว่าครึ่งหนึ่งเพื่อพัฒนาเชิงรุก เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง รวมถึงพัฒนาระบบต่างๆให้การขับเคลื่อนธุรกิจให้เป็นไปอย่างราบรื่น
•   ซีบรา เทคโนโลยีส์ ทำการสำรวจผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการสัมภาษณ์ผู้มีอำนาจตัดสินใจในการใช้งบประมาณลงทุนทางธุรกิจ จำนวน 2,075 ราย จาก 20 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล เม็กซิโก โคลอมเบีย ชิลี อาร์เจนตินา ฝรั่งเศส เยอรมัน สหราชอาณาจักร อิตาลี สวีเดน เนเธอร์แลนด์ ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

เกี่ยวกับซีบรา เทคโนโลยีส์
ซีบรา (NASDAQ: ZBRA) ช่วยเพื่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมค้าปลีก/e-commerce อุตสาหกรรมโรงงานการผลิต อุตสาหกรรมการขนส่งและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ และอื่นๆ ผ่านการทำงานควบคู่กับพันธมิตรกว่า 10,000 รายใน 100 ประเทศทั่วโลกเพื่อนำเสนอนวัตกรรมที่ตรงต่อความต้องการที่แตกต่างของแต่ละอุตสาหกรรม อีกทั้งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเชื่อมต่อการทำงานระหว่างคน วัตถุ และข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างประสิทธิภาพให้แก่ทุกธุรกิจและอุตสาหกรรม โซลูชั่นของซีบราช่วยยกระดับคุณภาพการบริการให้แก่ธุรกิจค้าปลีก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาและระบุตำแหน่งให้ธุรกิจซัพพลายเชน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยให้แก่อุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ ซีบราถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในร้อยบริษัทอเมริกันที่น่าทำงานมากที่สุด 4 ปีติดต่อกันโดยนิตยสารฟอร์บส ซีบราเพิ่มประสิทธิภาพให้ลูกค้าเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าชมได้ที่ www.zebra.com
หรือติดตามข่าวสารได้ทาง LinkedIn, Twitter, Facebook

Pages: [1] 2 3 ... 272