Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - happy

Pages: [1] 2 3 ... 1618
1
รายงานข้อมูลสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ณ วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564


🇹🇭🇹🇭ประเทศไทย
ผู้ติดเชื้อสะสม 25,881 ราย
(เพิ่มขึ้น 72 ราย)

-เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้น 50 ราย
-เป็นผู้ติดเชื้อที่กลับจากต่างประเทศใน Quarantine เพิ่มขึ้น 9 ราย
-เป็นผู้ติดเชื้อจากการตรวจคัดกรองเชิงรุกวันนี้ 13 ราย(ยอดผู้ติดเชื้อสะสมจาก
การตรวจคัดกรองเชิงรุกอยู่ที่14,498 ราย)

เสียชีวิตรวม 83 ราย (วันนี้ไม่มีรายงาน
ผู้เสียชีวิต)
รักษาหายป่วยแล้ว 25,022 ราย(96.68%)
(มีผู้ป่วยกลับบ้านเพิ่มขึ้น 70 ราย)
รักษาอยู่ในโรงพยาบาล 776 ราย

ผู้ติดเชื้อรายใหม่ภายในประเทศ50 ราย มีรายละเอียดดังนี้

จาก สมุทรสาคร(34) ปทุมธานี(6) กรุงเทพฯ(5) ตาก(2)  นครปฐม(2) อยุธยา(1)



สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เป็นผู้ที่เดินทาง
มาจากต่างประเทศ เพิ่มขึ้นในวันนี้ 9 ราย
และเข้า Quarantine โดยเข้ารับการรักษาที่กรุงเทพ(3)  สมุทรปราการ(1) ชลบุรี(3) ตาก(1) และอยู่ระหว่างประสาน(1) มีรายละเอียดดังนี้

- จากประเทศอิหร่าน 1  ราย
- จากประเทศไนจีเรีย 1  ราย
- จากประเทศซาอุดิอาระเบีย 1  ราย
- จากประเทศอาร์เมเนีย 1  ราย
- จากประเทศสหราชอาณาจักร 3  ราย
- จากประเทศกานา 1  ราย
- จากประเทศเมียนมา 1  ราย



🌐 สถานการณ์โลกในวันนี้

- ยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลก 113.9 ล้านราย มีจำนวนผู้เสียชีวิตสะสมกว่า 2.5 ล้านราย​ (คิดเป็นร้อยละ 2.2 ของจำนวนผู้ติดเชื้อ)
ในขณะที่ผู้รักษาหายมีจำนวน 89.5 ล้านราย (คิดเป็นร้อยละ78.6)
- สหรัฐอเมริกา มียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ 80,625 ราย และยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่อันดับ 1 ของโลก อยู่ที่ 523,082 ราย
- อินเดีย ยอดผู้ติดเชื้อสะสมทะลุ 11 ล้านรายแล้ว โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 16,056 ราย ทั้งนี้ยอดผู้รักษาหายในอินเดียอยู่ที่ 10.7 ล้านราย  คิดเป็นร้อยละ 97
- ไทยมียอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่อันดับ 114 และยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่อันดับ 153 ของโลก



🌐 สถานการณ์อาเซียนในวันนี้

- เมียนมา ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสม 141,875 ราย โดยมียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยในรอบ 7 วันที่ผ่านมาอยู่ที่ 21 ราย และมีจำนวนผู้เสียชีวิตกว่า 3,198 ราย
- มาเลเซีย ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 295,951ราย โดยยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 2,253ราย
- กัมพูชา ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสม 767 ราย
มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 0 ราย
- ลาว ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสม 45 ราย
โดยกำลังรักษาอยู่ 3 ราย
- เวียดนาม ผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 6 ราย และมียอดผู้เสียชีวิตสะสม 35 ราย

ประมวลข้อมูลโดย กรมควบคุมโรค และศูนย์ปฏิบัติการด้านนวัตกรรม
การแพทย์ และการวิจัยและพัฒนา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

2
รายงานข้อมูลสถานการณ์คุณภาพอากาศ ณ วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564


ณ เวลา 16.00 น. คุณภาพอากาศโดยรวมของพื้นที่กรุงเทพฯ มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ อย่าลืมสวมอุปกรณ์ป้องกันตัวเอง
#DustBoy #pm2_5

ที่มา : รายงานค่าฝุ่น PM2.5 (ug/m3) จากจุดติดตั้งเครื่องวัดฝุ่น DustBoy

ศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพอากาศ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
https://pm2_5.nrct.go.th

3
สถิติสำคัญเกี่ยวกับโรคโควิด-19
ในแต่ละประเทศทั่วโลก
ข้อมูล ณ วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564


วันนี้มีผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกกว่า 113ล้านรายและมีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 2.52ล้านรายโดยประมวลข้อมูลในภาพรวมดังนี้

  จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมต่อประชากร
  จำนวนผู้เสียชีวิตรวมต่อประชากร
  อัตราการเสียชีวิตต่อผู้ติดเชื้อ
  จำนวนผู้รักษาหายแล้วรวมต่อประชากร
  อัตราผู้รักษาหายแล้วต่อผู้ติดเชื้อ

วิเคราะห์และประมวลข้อมูลโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์
วิจัยและนวัตกรรม









4
ฟัลครัม เวนเจอร์ส จัดหนักแคมเปญโค้งสุดท้ายไตรมาสแรก”พานารา เทพารักษ์”
ส่วนลดสูงสุดถึง 1,000,000 บาท


พร้อมของแถมชุดครัวและติดตั้งแอร์ทุกห้อง วอลเปเปอร์ และอื่นๆอีกมากมาย เสริมสภาพคล่องหลังประคองตัวผ่านโควิด-19 จากการโอนบ้านเฟส 1–2 ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป


นายสมศักดิ์ ศรีคุรุวาฬ​ ผู้อำนวยการ บริษัท ฟัลครัม เวนเจอร์ส จำกัด ผู้ดำเนินโครงการพานารา เทพารักษ์ ภายใต้แนวคิด “ชีวิตที่เหนือกว่า กับพื้นที่ชีวิตที่กว้างกว่าใคร” บ้านเดี่ยวคุณภาพติดถนนใหญ่เทพารักษ์ กล่าวว่า บริษัทฯ เตรียมจัดแคมเปญ”ต้อนรับเดือนมีนาคม” เพื่อสมนาคุณลูกค้าในช่วงโค้งสุดท้ายไตรมาสแรกของปีนี้ ประกอบด้วยส่วนลด 1,000,000 บาท พร้อมของแถมชุดครัวและเครื่องใช้ไฟฟ้า ติดตั้งแอร์ทุกห้อง วอลเปเปอร์ และอื่นๆอีกมากมาย โดยคาดว่าได้รับผลตอบรับที่ดี และที่สำคัญในปีนี้จะมีรายได้ก้อนใหญ่มาเสริมสภาพคล่องหลังประคองตัวผ่านสถานการณ์โควิด-19 จากการโอนส่งมอบบ้านให้ลูกค้า สำหรับโครงการพานารา เทพารักษ์ เฟสแรก-เฟสที่สอง ซึ่งคาดว่าจะทยอยส่งมอบได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงปลายปีนี้ รวมมูลค่าประมาณ 725 ล้านบาท ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ถึงความจริงใจและมาตรฐานของบริษัทฯ ที่มุ่งจะเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการบ้านที่มีคุณภาพได้เป็นอย่างดี

“ต้นปีที่แล้วหลังจากเปิดขายทางการเพียงสัปดาห์เดียวก็เจอกับสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับแผนเช่นเดียวกับคนอื่น แต่ปรากฏว่าเราสามารถ sold out เฟสแรกด้วยเวลาไม่นาน เชื่อว่าเพราะจุดแข็งเรื่องทำเลที่ตั้งติดถนนใหญ่เทพารักษ์ รวมถึงดีไซน์ฟังก์ชั่นแบบบ้านและการออกแบบวางผังโครงการโดนใจ ทำให้มีลูกค้าให้ความสนใจเข้ามาดูบ้านและเซ็นสัญญาต่อเนื่อง ช่วงนี้เราเปิดขายเฟสที่สองและสาม และเพื่อสมนาคุณลูกค้าช่วงโค้งสุดท้ายไตรมาสแรก จึงได้จัดแคมเปญส่วนลด เงินสด 1,000,000 บาท พร้อมฟรีชุดครัวและเครื่องใช้ไฟฟ้า ติดตั้งแอร์ทุกห้อง วอลเปเปอร์ และอื่นๆ คิดว่าลูกค้าจะตัดสินใจได้เร็วขึ้น” นายสมศักดิ์ กล่าว

โครงการพานารา เทพารักษ์ เกิดจากการร่วมทุนของกลุ่มกรีนฟิลด์ แอดไวซอรี่ (Greenfield Advisory Pte Ltd – Singapore) ประเทศสิงคโปร์ กับทุนโรงแรมไทย เป็นบ้านเดี่ยวคุณภาพบนทำเลทอง 30 ไร่ติดถนนเทพารักษ์ ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี สมุทรปราการ ประกอบด้วย บ้านขนาด 2 ชั้น และ 3 ชั้น ขนาด 50-60 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 182-367 ตร.ม. มี 3 Type ราคาบ้าน 7-19 ล้านบาท จำนวน 129 หลัง แบ่งเป็นสามเฟส มูลค่าโครงการรวมประมาณ 1,250 ล้านบาท ข้อมูลเพิ่มเติมเยี่ยมชม​ www.panaravilla.com

5
"พิมรี่พาย" จับมือ "F.HERO" สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการเพลง
เปิดตัวค่ายเพลงรุ่นใหม่ "High Cloud Entertainment" 
พร้อมขนทัพศิลปินกลุ่มแรก เตรียมผลักดัน T-POP เต็มตัว





เปิดตัวอลังการสมกับเป็นค่ายเพลงน้องใหม่ไฟแรงอย่าง "High Cloud Entertainment” ที่เกิดจากการรวมตัวกันของ 3 ผู้บริหาร นำทีมโดย “F.HERO” (เอฟ ฮีโร่) หรือ “กอล์ฟ – ณัฐวุฒ ศรีหมอก” โปรดิวเซอร์ และ ศิลปินแถวหน้าของเมืองไทย ที่กวาดรางวัลการันตีคุณภาพจากสื่อทุกสำนักในฐานะศิลปินยอดเยี่ยมแห่งปี จับมือร่วมงานครั้งแรกกับตัวแม่ Youtuber ที่เพิ่งชิมลางเส้นทางสายศิลปินเต็มตัวอย่าง “Pimrypie” (พิมรี่พาย) หรือ “พิมรดาภรณ์ เบญจวัฒนะพัชร” กับซิงเกิลเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอย่าง “อย่านะคะ” กวาดยอดวิวจนขึ้นอันดับ 1 ไปกว่า 40 ล้านวิว พร้อมด้วย “หลุยส์ - ธชา คงคาเขต” หรือ “หลุยส์ Rap Is Now” ผู้เปิดพื้นที่และรันวงการ Hip-Hop ไทยให้กับเด็กรุ่นใหม่มาอย่างยาวนาน นอกจากนั้นยังเป็นศิลปินมากความสามารถในนาม “1 Flow” และผู้อยู่เบื้องหลังเพลงดัง และศิลปินที่ประสบความสำเร็จแห่งยุคอีกด้วย




โดยภายในงานแถลงข่าวเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ เริ่มด้วยโชว์สุดพิเศษที่ทาง "High Cloud Entertainment” ขนทัพศิลปินทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ นำทีมโดย F.HERO ที่มาพร้อมซิงเกิลแรกประเดิมค่ายที่เพิ่งปล่อยไปล่าสุด “Sad Movie” ต่อเนื่องด้วยเพลงใหม่ที่ยังไม่เคยปล่อยที่ไหนมาก่อนอย่างเพลง “น้ำลาย” จากศิลปิน TXRBO และ “ฮาคูน่ามาทาท่า" จากศิลปิน Boom boom cash และปิดท้ายด้วยครั้งแรกกับการโชว์แบบสด ๆ ในฐานะศิลปินเต็มตัวของ Pimrypie ในซิงเกิลสุดฮิต “อย่านะคะ” จากนั้นเป็นการพูดคุยของ 3 ผู้บริหาร ที่มาเล่าถึงที่มาของการเปิดค่าย High Cloud Entertainment ซึ่งคำว่า “High Cloud” คือก้อนเมฆที่หลากหลายรูปทรง ไม่จำกัดรูปร่างและสีสัน เปรียบเหมือนแนวดนตรีคุณภาพที่ไม่จำกัดแนวที่จะถูกสร้างสรรค์ภายใต้การสนับสนุนของ High Cloud Entertainment เพื่อผลักดัน THAI POP ที่หลากหลายให้แฟน ๆ ได้ฟัง ซึ่งงานนี้ปิดท้ายด้วยการเปิดตัวทัพศิลปินที่พร้อมเดินหน้าสร้างผลงานอย่างเต็มที่ ทั้ง F.HERO (เอฟฮีโร่),  “Pimrypie” (พิมรี่พาย), “1 Flow” (วันโฟล), Boom Boom Cash (บูมบูมแคช) , Txrbo (เทอร์โบ), Bear Knuckle (แบร์นัคเคิล) และ DTTAH (Don't try this at home -ด็อน ถราย ดิส แอท โฮม) รวมไปถึงกลุ่มศิลปินฝึกหัดอย่าง  WHA WHA (หว่าหวา) และ THB (ทีเอชบี) ที่กำลังจะมีผลงานในอนาคต นี่เป็นเพียงศิลปินเพียงบางส่วน รับประกันว่ายังมีศิลปินอีกมากมายที่พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนวงการ T-POP และ High Cloud Entertainment อย่างแน่นอน

ติดตามความเคลื่อนไหวของค่าย “High Cloud Entertainment” ได้ทาง https://www.facebook.com/Highcloudentertainment และ Youtube : High Cloud Entertainment





























6
โอกาสในวิกฤต ชีวิตต้องรอด ของธุรกิจ SME อาหารแช่แข็งพร้อมรับประทาน
กับมุมคิดแบบ “จุไรรัตน์ รามจาตุ” หญิงแกร่งแห่ง อารีฟู้ดส์




“ถ้าล้มแล้วไม่ลุก ไม่ใช่แค่เราที่เดือดร้อน แต่พนักงานอีก 80 ชีวิต ที่เป็นเหมือนครอบครัวของเรา จะต้องเดือดร้อนไปด้วย!”

“จุไรรัตน์ รามจาตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารีฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด ธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ทำอาหารพร้อมรับประทานแช่แข็งทั้งคาว หวาน ส่งให้กับครัวร้อนในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง บอกเล่าเรื่องราว เมื่อวันที่สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 รอบแรก ส่งผลรุนแรงต่อธุรกิจของเธอ


“ปกติแล้วธุรกิจของเราจะสร้างรายได้ประมาณ 150 ล้านบาทต่อปีจากรายได้หลักคือ อาหารแช่แข็งพร้อมอุ่นขายที่เราซัพพลายให้กับครัวร้อนของซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ แต่เมื่อปีที่แล้วมีโควิด-19 พฤติกรรมคนเปลี่ยน กับข้าวหรืออาหารแบบตักร้อนถาดรวมใหญ่ขายไม่ค่อยได้ รายได้ลดลงมาก ขณะที่รายจ่ายไม่ได้ลดลงเลย ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า ต้องตั้งสติ ต้องสู้ ไม่สู้ไม่ได้ เพราะถ้าเราล้มแล้วไม่ยอมลุกขึ้นเดินต่อ ไม่ใช่แค่เราที่เดือดร้อน แต่พนักงานอีก 80 ชีวิตที่เป็นเหมือนครอบครัวของเรา จะต้องเดือดร้อนไปด้วย ...”

เมื่อดึงสติกลับมาได้ เธอทำทุกวิถีทางเพื่อให้ธุรกิจรอด มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงาน ทรัพย์สินอะไรที่จะช่วยหนุนสภาพคล่องได้ เธอเอามาใช้ต่อลมหายใจเกือบหมดหน้าตัก รวมถึง ปรับมุมคิดวางแผนสู้ต่อ...


“แม็คโคร แนะนำให้เราผลิตสินค้าประเภท RTE หรือ Ready to Eat อาหารพร้อมรับประทาน รองรับกับพฤติกรรมผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้บริโภคที่ลดความนิยมอาหารปรุงสุกในครัวอุ่นร้อนของห้างฯ หันมาเลือกซื้ออาหารแช่แข็งพร้อมทานมากขึ้น จากเหตุผลด้านความปลอดภัย ความสะดวก และอายุของอาหารที่เก็บได้นานกว่า เรามองเห็นโอกาสนั้นเพราะธุรกิจเราได้รับผลกระทบเต็มๆ จึงเริ่มต้นผลิตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ 8 รายการให้กับแม็คโคร เมื่อกลางปี 2563”

สำหรับสินค้าอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานของอารีฟู้ดส์ ที่ผลิตภายใต้เฮ้าส์แบรนด์ของแม็คโคร ประกอบด้วย แกงเหลือง, แกงไตปลา,  คั่วกลิ้ง, สปาเก็ตตี้คาโบนาร่าแฮม, สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศหมู, สปาเก็ตตี้ขี้เมาหมู, ข้าวซอย, แกงฮังเล และเมื่อเร็วๆ นี้ได้เปิดตัว แบรนด์ “เฮง เฮง เฮง” ที่เป็นสินค้าช่วงตรุษจีน (ไก่ไทยต้ม, เป็ดพะโล้, หมูสามชั้นพะโล้, ปลากระพงทองนึ่ง) ซึ่งเน้นผลิตในขนาดที่ผู้ประกอบการต้องการ พร้อมนำไปอุ่นขายต่อถ้วยได้ทันที


หลังปรับตัวสู้อย่างสุดกำลัง สินค้าได้รับการตอบรับดี  ธุรกิจ​ “อารีฟู้ดส์” เริ่มหายใจคล่องขึ้น เครื่องจักร 6 ไลน์ผลิตในโรงงาน กลับมาคึกคักเปิดรับคำสั่งซื้อที่ทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง  ขณะที่พนักงานทุกชีวิตก็ไม่ย่อท้อ ขอร่วมแรงใจสู้วิกฤตไปพร้อมกัน

“การที่ SMEs รายเล็กๆ จะเข้าโมเดิร์นเทรดได้นั้นไม่ง่าย เรามีสิ่งที่จะสู้ได้คือ คุณภาพและราคา ที่สำคัญต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เขาสั่งเราผลิตให้ได้”



จุไรรัตน์​ แบ่งปันเคล็ด(ไม่) ลับทำธุรกิจให้อยู่รอด ด้วย หลัก 3 รู้ นั่นคือ  1. รู้ความต้องการว่าลูกค้า โดยใช้ข้อดีของ SMEs คือความยืดหยุ่น ปรับตัวง่าย ให้เป็นประโยชน์ 2. รู้เทรนด์ตลาดของกลุ่มธุรกิจอาหาร ยิ่งรู้ล่วงหน้ายิ่งดี เริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ และ 3. รู้ราคาสินค้าในตลาด โดยเฉพาะ “ตลาดนัด” ที่เป็นผู้บริโภคทั่วไป เพราะหากขายแพง ผู้ประกอบการนำไปขายต่อขายไม่ได้ สินค้าก็จะไม่ถูกเลือก

“การทำธุรกิจ​ ไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ได้​ ไม่ใช่ว่ามีผลิตภัณฑ์เท่านี้จะมีเท่านี้ตลอดไป อย่าลืมว่าธุรกิจอาหารคู่แข่งเยอะมาก หากไม่พัฒนา สักวันคู่แข่งจะมาแย่งพื้นที่เรา อีกทั้งต้องมองช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ  หมั่นเพิ่มความหลากหลายให้ผลิตภัณฑ์ตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก”

ทุกวันนี้ “อารีฟู้ดส์” มีรายได้เพิ่มขึ้น ยืนหยัดได้แม้วันที่โควิด-19 ส่งผลกระทบระลอกใหม่ พนักงานกว่า 80 ชีวิตยังคงมีงานทำ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ซึ่งหากคิดรายได้ทั้งหมดในตอนนี้ของอารีย์ฟู้ด เธอว่า... กว่า 60% มาจาก แม็คโคร เพื่อนคู่คิดธุรกิจรายย่อย ที่ทำให้เธอลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง!

7
แม็คโคร หนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จัดลดต้นทุน เพิ่มกำไร ครั้งยิ่งใหญ่ให้ร้านค้า!


แม็คโคร ร่วมกับ พันธมิตรผู้ผลิตสินค้า จัดมหกรรมสินค้าลดราคาครั้งยิ่งใหญ่เพื่อผู้ประกอบการ​ “ลดแรงเพื่อผู้ประกอบการ” ตั้งแต่วันที่ 24 –28 กุมภาพันธ์นี้ตลอด 5 วันเต็มทุกสาขาทั่วประเทศ มุ่งช่วยเหลือร้านค้าปลีกรายย่อย โชห่วย มินิมาร์ท ให้สมกับสโลแกนติดหูอย่าง “แม็คโคร คู่คิดธุรกิจรายย่อย”


... เห็นว่าความร่วมมือนี้ ทั้งเจ้าภาพแม็คโคร และบิ๊กซัพพลายเออร์ต่างๆ ตั้งใจกันเต็มที่ เพื่อกระจายสินค้าราคาถูกผ่านร้านโชห่วยไปให้ถึงมือพี่น้องประชาชนผู้เป็นปลายทางของห่วงโซ่  ที่ไม่เพียงแค่สินค้าราคาดีงามพระรามแปด แต่ยังอำนวยความสะดวกให้ “โชห่วย” ยุคนิวนอร์มอล  เน้นเข้าถึงทุกช่องทางการติดต่อ ไม่ว่าจะมาที่สาขา โทรศัพท์ติดต่อศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ที่สาขา, Line@ ของแต่ละสาขา, แม็คโครคลิก, แม็คโครแอปพลิเคชั่น


ที่สำคัญ มหกรรมสินค้าลดแรงเพื่อผู้ประกอบการ จะจัดอย่างต่อเนื่องทุกเดือน ยาวไปถึงสิ้นปี’64 เลยทีเดียว ธุรกิจรายเล็กโปรดติดตามความเคลื่อนไหวแบบ อย่ากระพริบตา!

8
ครั้งแรกของ ‘ซิกน่าประกันภัย’ Co-Project ร่วมกับ แฟชั่นดีไซน์เนอร์ชื่อดังระดับโลก ‘ฌอน ชวนล ไคสิริ’ แห่งแบรนด์ POEM มอบความสุขผ่านหน้ากากผ้ารุ่น Limited Edition


กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 25 กุมภาพันธ์ 2564 – ซิกน่าประกันภัย​ ในฐานะผู้นำวงการประกันสุขภาพระดับโลก เดินหน้าเติมเต็มความสุข ส่งต่อความแคร์ มอบความห่วงใยให้แก่ลูกค้าผ่านโมเดล ‘3 สุข - Cigna My Happiness’ จับมือร่วมกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำอย่าง ‘POEM’ (โพเอม) รังสรรค์หน้ากากผ้ารุ่น Limited Edition ที่ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถันจาก​ คุณ ‘ฌอน' ชวนล ไคสิริ ไอคอนดีไซเนอร์ชื่อดังของเมืองไทย มุ่งเน้นการนำเสนอดีไซน์ที่เรียบง่าย ทันสมัย สวมใส่สบาย ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Simple yet Classy’ พร้อมให้ลูกค้าได้สัมผัสกับหน้ากากผ้าที่มีคุณภาพสูง ดีไซน์สวย และสามารถสวมใส่ได้ทุกวัน


คุณชนัญญา จัยสิน, รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซิกน่า ประกันภัย จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “ในปีนี้ ซิกน่าต้อนรับศักราชใหม่ด้วยการเน้นย้ำถึงกลยุทธ์ทางการตลาดภายใต้แนวคิด ‘3 สุข’ เพื่อเติมเต็มความสุขให้แก่ลูกค้าในทุกช่วงเส้นทางการเป็นลูกค้าของซิกน่า ไม่ว่าจะสุขทั้งทาง กาย ใจ และการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ หรือ New normal ที่ส่งผลให้เกิดไลฟ์สไตล์แบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น การที่ลูกค้าต้องสวมใส่หน้ากากทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เราจึงตั้งใจที่จะมอบสิทธิพิเศษเหล่านี้เพื่อดูแลลูกค้าของเรา ผ่านการสนับสนุนและส่งเสริมให้ลูกค้าใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย ห่างไกลจากโรคภัยต่าง ๆ ประกอบกับการตอกย้ำถึงกลยุทธ์หลักขององค์กร ในการเพิ่มขีดความสามารถของพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ให้มีความหลากหลายและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เราจึงได้ร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลกอย่าง POEM ซึ่งถือเป็นการร่วมมือกันครั้งแรกของวงการประกันภัยและแบรนด์เสื้อผ้า เรายินดีเป็นอย่างยิ่ง และหวังว่าจะได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าทุกคน”



คุณธีรวุฒิ สุธนะเสรีพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซิกน่า ประกันภัย

จากความห่วงใยของซิกน่า ที่คอยมุ่งเน้นช่วยเหลือให้ผู้คนในชุมชนที่เราดำเนินธุรกิจอยู่ มีสุขภาพและชีวิตที่ดียิ่งขึ้นมาโดยตลอด วันนี้ซิกน่าจึงได้นำเสนอหน้ากากผ้ารุ่น Limited Edition เพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ โดยซิกน่าได้รับเกียรติจาก​ คุณฌอน ชวนล ไคสิริ​ เจ้าของแบรนด์และดีไซเนอร์แบรนด์ไทยชั้นนำที่มีชื่อเสียงไกลระดับโลกอย่าง POEM (โพเอม) เป็นผู้ออกแบบให้ ซึ่งหน้ากากผ้าดังกล่าวมีจุดเด่นด้านการดีไซน์ที่ถูกออกแบบอย่างประณีต เพื่อเสริมบุคลิกให้ผู้สวมใส่ดูโดดเด่น สามารถใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง (unisex) เนื้อผ้าผลิตจากผ้ามัสลิน ใยผ้าผ้ายแท้ 100% และสามารถซักได้มากกว่า 100 ครั้ง โดยคุณภาพของเนื้อผ้าไม่เสื่อม อีกทั้ง คุณสมบัติพิเศษของเนื้อผ้ายังสามารถต้านการซึมผ่านของละอองฝอยได้เป็นอย่างดี เพื่อป้องกันการติดต่อของเชื้อไวรัสที่ปะปนอยู่ในอากาศ นอกจากนี้ คุณฌอนยังได้ออกแบบตัวหน้ากากผ้าให้สวมใส่สบาย มีความทันสมัย โดดเด่นไปด้วยลวดลายเส้น และการพิมพไล่สีแบบออมเบร (Ombre) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของ POEM อีกด้วย

คุณฌอน ชวนล ไคสิริ, เจ้าของและดีไซเนอร์แบรนด์โพเอม (POEM) กล่าวว่า “การร่วมทำโปรเจกต์กับซิกน่า ถือเป็นครั้งแรกของวงการแฟชั่นที่ได้ร่วมมือกับภาคประกันภัย เรามองว่าการร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความยินดีของเรา ที่ได้ร่วมส่งมอบหน้ากากผ้าที่มีคุณภาพดีและมีดีไซน์อันโดดเด่น สวยงามตามแบบฉบับของโพเอมให้แก่ผู้สวมใส่ทุกคน ผมหวังว่าลูกค้าซิกน่าทุกท่าน จะชื่นชอบกับชิ้นงานที่พวกเราตั้งใจทำ และหวังว่าหน้ากากผ้า CIGNA x POEM จะกลายเป็นอีกหนึ่งไอเทมที่ลูกค้าทุกคนต้องมีติดตัวไว้ในช่วงการดำเนินชีวิตแบบ New Normal นี้”

ใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์ การ์ดไม่ตก สวมใส่หน้ากากทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน ด้วยความห่วงใยจากซิกน่าประกันภัย

#CignaXPOEM #ชีวิตติดแมส #CignaThailand


หมายเหตุ :

บริษัทขอสงวนสิทธิ์เฉพาะลูกค้าที่ถือกรมธรรม์ที่มีผลบังคับใช้ในช่วง 31 ม.ค. 2564 เท่านั้น
เงื่อนไขการแลกรับของสมนาคุณเป็นไปตามที่ทางบริษัทฯ กำหนด


#####

เกี่ยวกับซิกน่า ประเทศไทย

ซิกน่า ประเทศไทย เป็นบริษัทในเครือของซิกน่า บริษัทประกันสุขภาพระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีลูกค้ากว่า 95 ล้านคนทั่วโลก ซิกน่าเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2545 โดยดำเนินธุรกิจเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการนำเสนอประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลและประกันสุขภาพผ่านช่องทางเทเลมาร์เก็ตติ้งและการตลาดทางตรงในประเทศไทย ผลิตภัณฑ์ของซิกน่าประเทศไทยคือแผนประกันสุขภาพ แผนประกันอุบัติเหตุ และ แผนประกันการเดินทางที่เป็นนวัตกรรมเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกค้ารายบุคคลรวมถึงบุคคลในครอบครัวอันเป็นที่รัก สามารถพบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับซิกน่าประเทศไทยได้ที่​ www.Cigna.co.th

9
รายการ “หนีเที่ยวกัน”
เสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 08.30 น. Workpoint ช่อง 23
“ซัน” โดนขิงหนักมาก!!
“เด็ก 5 ขวบยังทำได้”




                ฆ่าได้หยามไม่ได้! พิธีกรหนุ่ม ซัน-ประชากร เจอศึกหนักซะแล้ว เมื่อเซียนสีน้ำระดับอาจารย์ขอท้าโชว์ฝีมือ งานนี้ยังโดนขิงว่า เด็ก 5 ขวบยังวาดได้! ซันเลยฮึดสู้ งัดสกิลศิลปะ สะบัดพู่กันวาดรูปให้ชมเป็นขวัญตา รอดหรือเละ? รอดูกัน จากนั้นไปชิมอาหารกลางป่า ท็อป 5 ของเขาใหญ่ ฝีมือเชฟที่ควบทั้งนักกีฬาทีมชาติและอาร์ติสต์ในคนเดียว สนุกครบรส หนีเที่ยวกัน” วันเสาร์ที่ 27 ก.พ. นี้ เวลา 08.30 น. ทาง Workpoint ช่อง 23 ดูย้อนหลังได้ทาง YouTube Flukelee https://www.youtube.com/results?search_query=flukelee และไปหนีเที่ยวกันแบบ unlimited ที่เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/nheetiew/ และอินสตาแกรม @nheetiewgun.th














10
ฮายกกำลังสอง กับภาพยนตร์อารมณ์ดี  2 เรื่องสุดฮาจากทรูโฟร์ยู ช่อง 24


วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์นี้เตรียมฮายกกำลังสอง กับ 2 ภาพยนตร์ตลกสุดฮา จากนักแสดงเบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย ที่แค่เห็นหน้าก็ทำเอายิ้มไม่หุบแล้ว พบกับฝีมือการแสดง​ ณัฐนี สิทธิสมาน​ นักแสดงรุ่นเก๋ามากความสามารถที่มาพร้อมกับฉายา เจ้าแม่ผีปอบ กับภาพยนตร์เรื่อง​ บ้านผีปอบ 2008  เวลา 14.45 , 21.00  น.​ พบความสนุกกับเรื่องราวผีๆ โดยมีหมอผีประจำหมู่บ้านที่คอยขจัดปัดเป่าความเจ็บไข้ให้กับชาวบ้าน และมี หยิบ ( ณัฐนี สิทธิสมาน) ภรรยาและ ชบา ( วนิดา โกลเดน ) ลูกสาว คอยช่วยเหลืออย่างไม่เต็มใจ แต่ต้องทำเพื่อความอยู่รอด แต่แล้วหมอคล้ายก็ต้องพบกับอุปสรรคเมื่อกลุ่มแพทย์อาสา ที่มีความเก่งที่สามารถรักษาชาวบ้านให้หายได้โดยเร็ว ชาวบ้านที่เคยเชื่อถือและศรัทธาในหมอคล้าย ก็เริ่มลดลงเรื่อยๆจนหมอคล้ายไม่พอใจ โกรธแค้นจนต้องใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วย โดยการปลุกปอบขึ้นมา ปอบหยิบถูกปลุกขึ้นมาพร้อมภารกิจฮาขำจนกรามค้าง


ต่อด้วยผลงานของพระเอกสุดหล่ออารมณ์ดี​ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์​ ในภาพยนตร์เรื่อง​ ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ I FINE THANK YOU LOVE YOU เวลา 18.30 น. ที่มี เพลง (ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร) เป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษสาว ต้องพบกับเรื่องราวอันสุดแสนจะน่าปวดหัว เมื่อเธอตัดสินใจทิ้ง ยิม (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) แฟนหนุ่มคนไทยไปอเมริกา แต่ด้วยความที่ยิมฟังภาษาอังกฤษไม่ออก เธอจึงอัดวีดิโอบอกเลิกใส่ธัมป์ไดรว์แล้วขอร้องให้เพลงช่วยไปเปิดแปลให้ยิมฟัง เมื่อยิมรู้ว่าถูกบอกเลิกก็โมโหมาก จึงตัดสินใจไปสมัครเรียนภาษาอังกฤษกับเพลง โดยหวังจะตามไปง้อแฟนที่อเมริกา ในขณะเดียวกัน เพลงก็ไปตกหลุมรักกับ คุณพฤกษ์ (ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ) ลูกศิษย์ในคอร์สภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ เพราะเป็นหนุ่มหล่อ ชาติตระกูลดี และเป็นดั่งชายในฝันของผู้หญิงทุกคน จนในที่สุดทั้งสองก็ตกลงเป็นแฟนกัน ระหว่างที่การเรียนการสอนของเพลงและยิมค่อยๆ ผ่านไปในแต่ละวัน ทั้งคู่ซึ่งเคยดูเหมือนเกลียดกันในตอนแรก กลับค่อยๆ พอกพูนความรู้สึกดีๆ ต่อกันขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ทันรู้ตัว แล้วความสัมพันธ์ระหว่างติวเตอร์และลูกศิษย์คู่นี้จะลงเอยเช่นไร​ ห้ามพลาดชมหนังดีหนังสนุก ดูฟรีดูได้ทุกวันทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และทาง​ https://true4u.com/live/

11
รายงานข้อมูลสถานการณ์คุณภาพอากาศ ณ วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564
.

คุณภาพอากาศโดยรวมของพื้นที่กรุงเทพฯ มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ณ เวลา 7.00 น. อยู่ระหว่าง  8 - 67 ug/m3
อย่าลืมสวมอุปกรณ์ป้องกันตัวเอง   
#DustBoy #pm2_5

ที่มา : รายงานค่าฝุ่น PM2.5 (ug/m3) จากจุดติดตั้งเครื่องวัดฝุ่น DustBoy

ศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพอากาศ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม​
https://pm2_5.nrct.go.th

12
กรุงศรี ออโต้ คว้ารางวัล Superbrands 2020
ครองแบรนด์สินเชื่อยานยนต์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจ 8 ปีซ้อน


               กรุงเทพฯ, 25 กุมภาพันธ์ 2564 – “กรุงศรี ออโต้” ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) นำโดยนางกฤติยา ศรีสนิท (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) รับรางวัล Superbrands 2020 ครองการเป็นแบรนด์สินเชื่อยานยนต์เพียงรายเดียวที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นและไว้วางใจอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

“จากกลยุทธ์การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า (CE: Customer Experience) ซึ่งมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ (Customer Centricity) ทำให้กรุงศรี ออโต้ ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงใจ พร้อมสร้างนวัตกรรมดิจิทัลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในทุกช่วงจังหวะชีวิต ส่งผลให้เรายังคงได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค และได้รับรางวัล Superbrands ติดต่อกันถึง 8 ปีซ้อน” นางกฤติยา กล่าว

รางวัล Superbrands ถือเป็นรางวัลมาตรฐานระดับโลกที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่ามีมาตรฐานสูงสุดในด้านการวัดและประเมินความสำเร็จด้านการสร้างแบรนด์ ผ่านการสำรวจและวิจัยผู้บริโภคทั่วประเทศร่วม 15,000 คน รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ และคณะกรรมการอิสระของซุปเปอร์แบรนด์ (Superbrands Council) โดยมีเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกแบรนด์ที่ได้รับรางวัล 3 หลักเกณฑ์ คือ คุณภาพของ แบรนด์ (Brand Quality) เอกลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Personality) และความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค (Brand Affinity)


####

ประสบการณ์ใหม่กับ กรุงศรี ออโต้

“กรุงศรี ออโต้” ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ให้บริการสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร ได้แก่ สินเชื่อเพื่อคนมีรถ “คาร์ ฟอร์ แคช” สินเชื่อรถบ้าน ”กรุงศรี รถบ้าน” สินเชื่อรถใหม่ “กรุงศรี นิว คาร์” สินเชื่อรถเต็นท์ “กรุงศรี ยูสด์ คาร์” สินเชื่อรถบรรทุกใหม่ “กรุงศรี ทรัค” ซึ่งให้บริการโดยกลุ่มงานธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สินเชื่อรถจักรยานยนต์ “กรุงศรี มอเตอร์ไซค์” สินเชื่อบิ๊ก ไบค์  “กรุงศรี บิ๊ก ไบค์” สินเชื่อบิ๊ก ไบค์ มือสอง “กรุงศรี ยูสด์ บิ๊ก ไบค์” สินเชื่อเพื่อคนมีรถ “คาร์ ฟอร์ แคช มอเตอร์ไซค์” สินเชื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ “กรุงศรี อินเวนทอรี่ ไฟแนนซ์” รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านการประกันภัย “กรุงศรี ออโต้ โบรคเกอร์” ซึ่งให้บริการโดยบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)

ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการสินเชื่อของกรุงศรี ออโต้ พร้อมรับคำปรึกษาทั้งเรื่องรถและเรื่องเงิน ช่วยให้เรื่องเงินเป็นเรื่องง่าย ผ่านสาขากรุงศรี ออโต้ 51 สาขาทั่วประเทศ รวมทั้งสาขาของธนาคารกรุงศรีอยุธยาทั่วประเทศ หรือติดต่อ "กรุงศรี ออโต้ คอล เซ็นเตอร์" โทร 02-740-7400 กด 1 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่​
www.krungsriauto.com หรือ  www.facebook.com/krungsriauto

13
ธรรมดาโลกไม่จำ! ส่องไอเดียโปรโมทแคมเปญ 3.3 Big Brands Sale สุดว้าว 
ครั้งแรกในโลก! เมื่อโลโก้ Shopee มาร่วมคอลแลบกับแบรนด์ดัง ความปังจึงบังเกิด





กรุงเทพ, 25 กุมภาพันธ์  2564 - นอกจากโปรโมชันที่จัดหนักจัดเต็มแล้ว เรื่อง ‘ความคิดสร้างสรรค์’ ช้อปปี้ก็ไม่น้อยหน้า เพราะล่าสุดในแคมเปญ Shopee 3.3 Big Brands Sale ช้อปปี้ เกิดนึกสนุกปิ๊งไอเดียสุดแหวกแนว ชวน 12 แบรนด์ดังทั้ง Lipton, Pond’s, Rexona, Sunsilk, Dove, Breeze, MamyPoko, Philips, Big C, Satin, Unilever และ Vaseline มาร่วมคอลแลบออกแบบโลโก้ร่วมกันครั้งแรกในโลก! โดยเป็นการผสมผสานจุดเด่นและไอคอนิกที่ผู้บริโภคจดจำได้เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งหลังจากเผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊ก Shopee ก็สามารถเรียกเสียงฮือฮาบนโลกออนไลน์ โดยมีการกระหน่ำกดไลก์ คอมเมนต์ และแชร์จำนวนมาก

‘Creative Content Marketing’ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากแบรนด์ในยุคปัจจุบัน สำหรับ ช้อปปี้ ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน มองว่าการคอลแลบอเรชันร่วมกับแบรนด์ผ่านแคมเปญ Shopee 3.3 Big Brands Sale ในครั้งนี้ เป็นการฉายภาพให้เห็นถึงหัวใจในการดำเนินธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ช้อปปี้ให้ความสำคัญเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคอนเทนต์ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึง สร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้บริโภคอย่างมีความหมาย ตลอดจนการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับผู้บริโภคในระยะยาว ซึ่งก่อนหน้านี้ช้อปปี้ได้รับการยกย่องให้เป็นอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มที่มีผลงานบนโซเชียลมีเดียยอดเยี่ยม การันตีด้วยรางวัล Thailand Zocial Awards ถึง 2 ปีซ้อน (2562-2563) ไม่เพียงเท่านี้การคอลแลบอเรชันดังกล่าวยังตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง และความเชื่อมั่นของแบรนด์ชั้นนำที่มีต่อช้อปปี้ในฐานะพันธมิตรด้านอีคอมเมิร์ซที่มีส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจในยุคดิจิทัลอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปชมผลงานการคอลแลบโลโก้สุดว้าวได้ที่ เฟซบุ๊ก Shopee และเตรียมตัวเคาท์ดาวน์เฉลิมฉลอง Shopee 3.3 Big Brands Sale ปักหมุดดีเดย์วันที่ 3 มีนาคม 2564 วันเดียว โดยจะได้พบกับ ‘Midnight Crazy Flash Sale’ ที่มาพร้อมสินค้าหลากหลายหมวดหมู่ในราคาสุดคุ้ม, ส่วนลดกว่า 50% จากแบรนด์ดังบน Shopee Mall, โค้ดส่วนลดจากช้อปปี้มากกว่า 50% พร้อมมีสิทธิรับโค้ดเงินคืนสูงสุด 50% Shopee Coins  สำหรับใครที่อดใจรอไม่ไหว อุ่นเครื่องรอช้อปได้เลย เพราะช้อปปี้ใจดีแจกโค้ดทุก 15 นาที ตั้งแต่ 5 ทุ่ม ของวันที่ 2 มีนาคม จนถึงตีหนึ่งของวันที่ 3 มีนาคมนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://shopee.co.th/m/3-3

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันช้อปปี้ได้ฟรีจาก App Store หรือ Google Play Store

เกี่ยวกับ Shopee (ช้อปปี้)

    Shopee เป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2558 ใน 7 ตลาดทั่วทั้งภูมิภาค เพื่อเชื่อมต่อผู้ซื้อ ผู้ขาย และภาคธุรกิจ

    Shopee ส่งมอบความสะดวกสบาย ปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้ใช้งานหลายล้านคนให้มีความเพลิดเพลินกับการเข้าใช้งานบนแพลตฟอร์มของเราในทุกๆวัน ด้วยการนำเสนอสินค้าที่หลากหลาย พร้อมด้วยระบบการชำระเงินและการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ รวมถึงการสร้างความบันเทิงผ่านหลากหลายฟีเจอร์ที่คัดสรรมาเพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้งานในแต่ละตลาดโดยเฉพาะ ขณะเดียวกัน Shopee เข้ามามีส่วนร่วมสำคัญในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาค ด้วยมีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการและแบรนด์สินค้าต่างๆ สามารถบรรลุเป้าหมายและประสบผลสำเร็จได้ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

Shopee อยู่ในกลุ่มของ บริษัท Sea (NYSE:SE) ผู้นำทางด้านเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเพื่อผู้ใช้งานในระดับโลก นอกเหนือจาก Shopee แล้ว Sea ยังมีธุรกิจหลักครอบคลุมทั้งในส่วนดิจิทัล เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ภายใต้ชื่อ การีนา และ บริการด้านการเงินแบบดิจิทัลภายใต้ชื่อ ซีมันนี่ Sea มีพันธกิจที่จะมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค และผู้ประกอบการรายย่อยให้ดียิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีอันล้ำหน้า


14
สวพส. เผยการวิจัยและพัฒนาการปลูกกัญชง (เฮมพ์) พืชเศรษฐกิจทางเลือก
คาดเคาะราคาเมล็ดพันธุ์ในเดือนเมษายน 64

               สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. เผยข้อมูลการวิจัยและพัฒนากัญชงหรือ เฮมพ์ พร้อมผลักดันเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ของเกษตรกร ซึ่งจากผลการวิจัยขณะนี้สามารถพัฒนาพันธุ์เฮมพ์ 4 พันธุ์ ที่ได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร คือ RPF1 , RPF2 , RPF3 และ RPF4 ซึ่งเป็นพันธุ์สำหรับผลิตเส้นใยโดยมีเปอร์เซ็นต์เส้นใย 12-14.7% ปริมาณสารที่เป็นประโยชน์ CBD 0.8-1.2% และมีปริมาณสารเสพติด THC ต่ำกว่า 0.3% และคาดว่าจะได้สายพันธุ์ใหม่ ๆ เพิ่มอีก 5 พันธุ์ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจปริมาณและคุณภาพของเมล็ด รวมทั้งการกำหนดราคาและแนวทางการบริหารจัดการ โดยคาดว่าจะสามารถจำหน่ายได้ประมาณเดือนเมษายน 2564


               นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เปิดเผยว่า เมื่อปี พ.ศ. 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้มีการศึกษาการเพาะปลูกกัญชงอย่างจริงจังในประเทศไทย ความว่า “....สมควรศึกษาและส่งเสริมให้เกษตรกรชาวเขาปลูกกัญชง เพื่อใช้เส้นใยผลิตเครื่องนุ่งห่มและจำหน่ายเป็นรายได้......” คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2548 มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ศึกษาและพิจารณาแนวทางการส่งเสริม และการควบคุมดูแลการปลูกกัญชง จากนั้น สศช. จึงได้ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และมูลนิธิโครงการหลวง เริ่มดำเนินการวิจัยและพัฒนากัญชงอย่างจริงจัง มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 โดยต่อมาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2552 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การส่งเสริมการปลูกเฮมพ์เป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูงฉบับที่ 1 พ.ศ. 2552 -2556 และเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการพัฒนาเฮมพ์บนพื้นที่สูง ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2553 – 2557) และแผนปฏิบัติการพื้นที่นำร่องส่งเสริมการปลูกเฮมพ์ 5 จังหวัด เชียงใหม่ น่าน เชียงราย ตาก และเพชรบูรณ์


               สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนากัญชง มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 จนกระทั้งปัจจุบัน โดยได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานที่สำคัญ คือ การพัฒนาพันธุ์ เทคโนโลยีการผลิต การแปรรูป การตลาด และสนับสนุนการผลักดันให้เป็นพืชเศรษฐกิจที่ถูกต้องตามกฏหมาย โดยระยะแรกมุ่งการใช้ประโยชน์ด้านเส้นใย และต่อมาได้ขยายการวิจัยและพัฒนาด้านสาร CBD เมล็ด และส่วนประกอบต่างๆ ซึ่งผลการวิจัยสามารถพัฒนาพันธุ์เฮมพ์ 4 พันธุ์ และได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร คือ RPF1 , RPF2 , RPF3 และ RPF4  ซึ่งเป็นพันธุ์สำหรับผลิตเส้นใยโดยมีเปอร์เซ็นต์เส้นใย 12-14.7% ปริมาณสารที่เป็นประโยชน์ CBD 0.8-1.2% และมีปริมาณสารเสพติด THC ต่ำกว่า 0.3% รวมทั้งเมล็ดมีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถผลิตเพื่อการบริโภคได้และคาดว่าจะได้สายพันธุ์ใหม่ ๆ เพิ่มอีก 5 พันธุ์ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ได้วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ระบบการปลูกภายใต้การควบคุมตามกฎหมาย รวมทั้งการแปรรูปเส้นใยเฮมพ์ และส่วนอื่น ๆ ของเฮมพ์ ส่งผลให้มีการแก้ไขกฎหมายและข้อกำหนด/ระเบียบต่าง ๆ ให้สามารถปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจได้


               จากการแก้กฏหมายและข้อกำหนด/ระเบียบ ฉบับที่สำคัญคือ“กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง (Hemp) พ.ศ. 2563” และ “ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2563”  ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง รวมทั้งกำหนดให้ส่วนของกัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ ใบ เมล็ด (seed และ grain) ราก ลำต้น และสารสกัด CBD ที่มี THC ต่ำกว่า 0.3% ทำให้กัญชงมีโอกาสที่จะเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกหนึ่งของเกษตรกร และขณะนี้มีเกษตรกร เอกชน และหน่วยงานต่าง ๆ จำนวนมากต้องการเมล็ดและส่วนประกอบต่าง ๆ ของเฮมพ์จาก สวพส. ทั้งเพื่อการปลูกและการศึกษาวิจัย




               สวพส. จึงได้กำหนดแนวทางการสนับสนุนและส่งเสริมการปลูกและพัฒนาการผลิตกัญชงโดย 1) จัดหาเมล็ดและส่วนต่าง ๆ ของกัญชงที่ไม่จัดเป็นพืชเสพติด สำหรับจำหน่ายแก่เกษตรกรที่ได้รับการอนุญาตปลูก โดยเมล็ดพันธุ์พันธุ์รับรองสำหรับฤดูการผลิตปี 2564 ระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2564 ค่อนข้างมีจำนวนจำกัดเนื่องจากไม่ได้มีการผลิตสำรองไว้ในปีที่ผ่านมา ก่อนกฏหมายอนุญาต ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจปริมาณและคุณภาพของเมล็ด รวมทั้งการกำหนดราคาและแนวทางการบริหารจัดการ โดยคาดว่าจะสามารถจำหน่ายได้ประมาณเดือนเมษายน 2564 และ 2.) ในฤดูการผลิต 2565-2566 ได้วางแผนส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงและโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงปลูกเฮมพ์เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ และส่วนประกอบของเฮมพ์ที่ไม่จัดเป็นยาเสพติดจำหน่าย โดยจะเริ่มรับแผนความต้องการจากผู้สนใจในเดือน เมษายน 2564






               “ด้วยคุณสมบัติอันหลากหลายของกัญชงหรือเฮมพ์ที่มีความยืดหยุ่น ทนทาน แข็งแรง ให้เส้นใยที่ยาว นำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เช่น เปลือก/เส้นใยทำผลิตภัณฑ์สิ่งทอ แกนลำต้นทำวัสดุก่อสร้าง เมล็ดมีคุณค่าทางโภชนาการสูงทำผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอาง และใบสามารถสกัดทำเป็นยารักษาโรค ทำให้มีการใช้ประโยชน์กันมานานและมีการวิจัยและพัฒนามากมาย โดย สวพส. พร้อมเป็นศูนย์กลางในการให้ข้อมูล การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ และขั้นตอนการปลูกให้แก่เกษตรกร บุคคลธรรมดา นิติบุคคล หน่วยราชการ วิสาหกิจชุมชนหรือภาคเอกชนที่สนใจ เพื่อให้สามารถนำไปสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ในอนาคต โดยสามารถติดตามข่าวสารต่าง ๆ ของ สถาบันฯ ผ่านเว็บไซต์ https://www.hrdi.or.th/ หรือ Facebook Fanpage : สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน) ” นายวิรัตน์ กล่าวส่งท้าย

15
วช. หนุนติดอุปกรณ์ส่งสัญญาณดาวเทียมติดตามเส้นทางอพยพเหยี่ยวดำไทยไปอินเดีย


สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนติดตั้งอุปกรณ์ติดตามด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมบนตัวเหยี่ยวดำไทยเพื่อศึกษาเส้นทางอพยพระหว่างประเทศ หลังพบนกเหยี่ยวชื่อ “นาก” ที่เกิดใน อ.ปากพลี จ.นครนายก อพยพผ่านเส้นทางเมียนมาร์ บังคลาเทศ และไปอาศัยอยู่ที่อินเดีย


ผศ.น.สพ.ดร.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว​ หน่วยวิจัยนกนักล่าและเวชศาสตร์การอนุรักษ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยนิเวศวิทยาของเหยี่ยวดำชนิดย่อยประจำถิ่นในประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สาธิตเทคนิคการติดอุปกรณ์ติดตามด้วยดาวเทียมบนตัวเหยี่ยวดำไทย และเทคนิคการติดตามเหยี่ยวดำไทยระหว่างประเทศด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อศึกษาเส้นทางอพยพ ณ สถาบันเกษตรอินทรีย์อาชีพแบบพอเพียง ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564




การติดอุปกรณ์ติดตามด้วยดาวเทียมบนตัวเหยี่ยวดำไทยหรือเหยี่ยวดำชนิดย่อยประจำถิ่นในประเทศไทย เพื่อศึกษาเส้นทางอพยพเพิ่มเติมหลังจากนักวิจัยพบว่า เหยี่ยวดำเพศผู้ชื่อนาก รหัส R96 ซึ่งเกิดที่ อ.ปากพลี จ.นครนายก และได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ติดตามด้วยดาวเทียม อพยพผ่านเส้นทางเมียนมาร์ บังคลาเทศ และไปอาศัยอยู่ในรัฐคานัทฑะกะ ประเทศอินเดียขณะนี้ รวมระยะทางอพยพประมาณ 4,000 กิโลเมตร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของอาเซียนในการติดอุปกรณ์ติดตามดังกล่าวให้เหยี่ยวดำไทย และยังได้พบข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเส้นทางอพยพของเหยี่ยวดำไทย ซึ่งเดิมเข้าใจว่าเป็นนกประจำถิ่นและอาศัยอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น ในปี พ.ศ. 2564 นี้ทีมวิจัยจึงมีแผนติดตามเหยี่ยวดำไทยด้วยดาวเทียมเพิ่มอีก 6 ตัว




ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกของโลกในการติดอุปกรณ์ติดตามด้วยดาวเทียมให้เหยี่ยวดำไทย ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า มิลวัส ไมแกรนส์ โกวินทะ (Milvus migrans govinda) เนื่องจากก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีการศึกษาเหยี่ยวดำชนิดย่อยโกวินทะด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม แต่มีทีมนักวิจัยอินเดียใช้เทคโนโลยีดาวเทียมศึกษาเหยี่ยวดำชนิดย่อยอีกชนิดคือ เหยี่ยวดำอพยพ หรือ เหยี่ยวดำใหญ่ หรือ เหยี่ยวหูดำ ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า มิลลัส ไมแกรนส์ ลิเนียตัส (Milvus migrans lineatus)




ข้อมูลจาก ผศ.น.สพ.ดร.ไชยยันต์ ระบุว่า เหยี่ยวดำไทยกระจายพันธุ์ในอนุทวีปอินเดีย ได้แก่ ปากีสถาน อินเดีย และเนปาล และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และไทย ยกเว้นมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ สำหรับในประเทศไทยพบการกระจายพันธุ์ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางลงไปถึง จ.เพชรบุรี โดยพื้นที่วิจัยของโครงการวิจัยนิเวศวิทยาของเหยี่ยวดำไทยอยู่ใน จ.นครนายก จ.อ่างทอง และ จ.เพชรบุรี




สถานภาพการอนุรักษ์เหยี่ยวดำไทยอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากภัยคุกคามจากการล่าลูกเหยี่ยวไปขายในวงการค้าสัตว์ป่า รวมทั้งต้นไม้สำหรับทำรังลดลง นอกจากนี้ยังไม่มีการศึกษานิเวศวิทยาการสืบพันธุ์ของเหยี่ยวดำไทยที่ทำรังวางไข่ในประเทศไทยและอาเซียนอย่างละเอียดเป็นระบบ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมจะช่วยตอบโจทย์วิจัยกรณีการอพยพย้ายถิ่นของเหยี่ยวดำไทยตามฤดูกาลเป็นครั้งแรกของอาเซียน และเส้นทางอพยพของนกเหยี่ยวชื่อนากยังเป็นครั้งแรกของโลกที่พบการอพยพจากเส้นทางทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก แตกต่างจากเส้นทางอพยพทั่วไปที่ย้ายถิ่นจากทิศเหนือลงทิศใต้


เหยี่ยวดำไทยมีขนาดตัวจากจะงอยปากจรดปลายหาง 510 – 600 เซ็นติเมตร โดยตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ มีน้ำหนักตัวประมาณ 500 – 800 กรัม อาหารของเหยี่ยวดำไทย ได้แก่ หนูนา ปลา งู คางคก ลูกนกน้ำ เช่น นกกวัก ซึ่งนักวิจัยจะใช้ข้อมูลใหม่ด้านนิเวศวิทยาและการอพยพสร้างความตระหนักให้เกิดความสนใจต่อพฤติกรรมเดินทางไกลของเหยี่ยว และให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของเหยี่ยวดำในฐานะทรัพยากรธรรมชาติ


พร้อมกันนี้ทีมวิจัยจะใช้ข้อมูลดังกล่าวจัดทำเป็นชุดความรู้ โดยจะจัดทำสื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชนและสาธารณะในรูปแบบแอปพลิเคชันสำหรับสมาร์ทโฟน และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แล้วส่งมอบให้แก่ชุมชนและโรงเรียนต่าง ๆ ฟรี เพื่อส่งเสริมศักยภาพของชุมชนปากพลีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ก่อเกิดรายได้ให้ชุมชน และเหยี่ยวดำได้รับการคุ้มครองไปด้วย ซึ่งจะเป็นต้นแบบของการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างยั่งยืนโดยชุมชนมีส่วนร่วม


ทางด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้ อว. ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมและสนับสนุนในการพัฒนางานิวัจยและนวัตกรรม เพื่อสร้างองค์ความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการต่อยอดงานวิจัยในทุกระดับ สำหรับประโยชน์จากโครงการวิจัยนิเวศวิทยาของเหยี่ยวดำชนิดย่อยประจำถิ่นในประเทศไทยนั้นคาดว่าจะทำให้ทราบนิเวศวิทยาของเหยี่ยวดำชนิดย่อยประจำถิ่นในประเทศไทย อันจะนำไปสู่การจัดการเพื่อแก้ปัญหาแนวโน้มการลดลงของประชากร และทราบถึงสถานภาพที่แท้จริงในปัจจุบันของเหยี่ยวดำชนิดนี้ และเผยแพร่สู่การเรียนรู้สู่ชุมชนเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีอยู่เหยี่ยวดำชนิดนี้ และสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเพื่อเพิ่มศักยภาพสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

Pages: [1] 2 3 ... 1618