Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - activity

Pages: [1] 2 3 ... 52
1
ปอร์เช่ พานาเมร่า รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (Porsche Panamera 10 Years Edition)








สตุ๊ทการ์ท. ปอร์เช่เฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีให้แก่ยนตรกรรมสายพันธุ์สปอร์ต 4 ประตู พานาเมร่า (Panamera) ด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษ Porsche Panamera 10 Years Edition มอบความแตกต่างอย่างเหนือระดับให้แก่ผู้ครอบครอง โดยการเพิ่มรายการอุปกรณ์มาตรฐานในส่วนของความสะดวกสบาย และระบบช่วงล่าง รวมไปถึงงานออกแบบที่โดดเด่น บ่งบอกถึงความพิเศษที่ไม่ซ้ำใคร อาทิ ล้ออัลลอยใหม่ ขนาด 21 นิ้ว ลาย Panamera Sport Design สี satin-gloss White Gold Metallic และ ตราสัญลักษณ์ “Panamera10” สี White Gold Metallic ติดตั้งบนประตูหน้าทั้ง 2 ฝั่ง ที่มีเฉพาะรุ่นนี้ เท่านั้น นอกจากนี้ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวยังได้รับการติดตั้งภายในห้องโดยสารบริเวณแผงคอนโซล ฝั่งผู้โดยสารตอนหน้า และบนแผ่นปิดธรณีประตู งานตกแต่งภายในเน้นความเรียบหรู ประดับด้วยหนังแท้สีดำคุณภาพสูง เดินตะเข็บสี White Gold สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น พบกับยนตรกรรมสปอร์ตซีดานสุดพิเศษได้ในรุ่น พานาเมร่า 4 (Panamera 4) และ พานาเมร่า 4 อี ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid)

เพิ่มเติมอุปกรณ์มาตรฐานเต็มพิกัด
ปอร์เช่ พานาเมร่า รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (Porsche Panamera 10 Years Edition) มาพร้อมอุปกรณ์อำนวย ความสะดวก และเสริมความปลอดภัยเพิ่มเติมหลากหลายรายการ: ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า LED matrix ซึ่งรวมเอาระบบ PDLS Plus ไว้ด้วยกัน ระบบ Lane Change Assist และ Lane Keeping Assist พร้อมระบบแจ้งเตือนสัญญาณจราจร traffic sign recognition ระบบช่วยเหลือการจอด Park Assist พร้อมกล้องมองหลัง นอกจากนี้ ยนตรกรรมสปอร์ตรุ่นพิเศษ ยังได้รับการติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติม อาทิ ระบบหลังคากระจกพาโนรามิค กระจกตัดแสง privacy glass เบาะนั่งปรับระดับด้วยไฟฟ้า 14 ทิศทางพร้อมระบบปรับอุณหภูมิเบาะ ประทับตราสัญลักษณ์ปอร์เช่ บริเวณหมอนรองศีรษะ ระบบประตูดูดsoft-close วิทยุdigital และระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง BOSE® Surround Sound

ติดตั้งระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ adaptive three-chamber air suspension ซึ่งรวมเอาระบบควบคุม เสถียรภาพ Porsche Active Suspension Management (PASM) และระบบพวงมาลัย Power Steering Plus เอาไว้ด้วยกัน ปอร์เช่ พานาเมร่า รุ่นพิเศษ (Panamera10) ยังคงรักษาสมรรถนะการขับขี่และการบังคับควบคุมอันโดดเด่น สไตล์สปอร์ตสายพันธุ์แท้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับ ปอร์เช่ พานาเมร่า รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (Panamera 10 Years Edition) รุ่นไฮบริด (Hybrid) มาพร้อมระบบ on-board charger ที่มี charging capacity สูงถึง 7.2 กิโลวัตต์ มากกว่ามาตรฐานทั่วไปที่มีเพียง 3.6 กิโลวัตต์

ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (Porsche Panamera 4 10 Years Edition) ประจำการ ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน ไบเทอร์โบ ขนาดความจุ 2.9  ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 330 แรงม้า  (243 กิโลวัตต์) และสำหรับปอร์เช่ พานาเมร่า 4 E-Hybrid รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (Porsche Panamera 4 E-Hybrid 10 Years Edition) ผสานพลังเครื่องยนต์เบนซิน ไบเทอร์โบ ขนาดความจุ 2.9 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า สมรรถนะสูงที่ให้กำลังถึง 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) เมื่อทำงานควบคู่กันสามารถให้พละกำลังสูงสุดกว่า 462 แรงม้า (340 กิโลวัตต์) เปิดรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่่ โชว์รูม ปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

ครบรอบ 10 ปี ปอร์เช่ พานาเมร่า (Porsche Panamera): ยนตรกรรมสปอร์ตซาลูนหรูหรา ผู้บุกเบิกขุมพลัง ไฮบริด
เป็นระยะเวลา 10 ปี ที่ปอร์เช่ได้เผยโฉมรถยนต์เพื่อรองรับตลาดกลุ่มใหม่ นั่นคือ พานาเมร่า (Panamera) บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำจากประเทศเยอรมนี นำเสนอยานยนต์แกรนทัวริ่งสายพันธุ์แรกในเดือนเมษายน 2009 นี่คือยานพาหนะหรูที่ไม่มีคู่แข่งรายใดเทียบเคียงได้ รถยนต์ที่ผสมผสานระหว่างสมรรถนะชั้นเลิศที่ผู้ขับขี่สามารถ คาดหวังจะได้รับจากรถสปอร์ต หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความหรูหราและเปี่ยมอรรถประโยชน์ของรถซาลูน ปัจจุบันเจเนอเรชั่นที่2 ได้รับการผลิตขึ้นที่โรงงานปอร์เช่ Leipzig พร้อมรูปแบบตัวถังที่มีให้เลือกตามความต้องการถึง  3 รูปแบบ ความยอดเยี่ยมที่เหนือล้ำของพานาเมร่า (Panamera) ส่งผลต่อยอดจำหน่ายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 250,000 คัน นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรก

ประวัติความเป็นมาของรถสปอร์ต 4 ที่นั่งจากปอร์เช่ สามารถย้อนกลับไปในภูมิหลังของบริษัทเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 70 ปี วิศวกรของปอร์เช่ได้เคยนำเสนอแนวคิดดังกล่าวในช่วงยุค 1950 โดยพวกเขาทำการพัฒนารถยนต์ 4 4 ที่นั่งอันแสนสะดวกสบาย ซึ่งมีพื้นฐานมาจากปอร์เช่ 356 นั่นคือรถยนต์ที่มีชื่อว่า Type 530 มันได้รับการขยายความยาวฐานล้อ เพิ่มขนาดของประตู รวมทั้งยกระดับความสูงของหลังคาห้องโดยสารตอนหลัง ก่อให้เกิดวิวัฒนาการอื่นๆที่ตามมาอีกมากมาย อาทิ รถต้นแบบ 4 ประตูอันมีพื้นฐานมาจากปอร์เช่ 911 (Porsche 911) ต่อมาในช่วงยุค 1980 ปอร์เช่ 928 ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น  ถึงแม้ว่ารถต้นแบบหลายรุ่นจะไม่ได้รับการอนุมัติให้ผลิตขึ้นเพื่อ จำหน่ายจริงด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์

เริ่มต้นยุคมิลเลเนี่ยม ปอร์เช่ศึกษาทิศทางของตลาดรถยนต์ และวิเคราะห์คู่แข่งอย่างจริงจัง ผลคือการตัดสินใจ พัฒนารถสปอร์ต4ประตูซาลูนทรง hatchback อีกครั้ง ด้วยการวางกลยุทธ์ การพัฒนาเอาไว้โดยมุ่งเน้นที่ความโดดเด่น ด้านสมรรถนะการขับขี่ชั้นเลิศ พื้นที่ภายในห้องโดยสารที่ตอบโจทย์การใช้งาน และเอกลักษณ์งานออกแบบอันเป็น บุคลิกเฉพาะตัวของปอร์เช่ พานาเมร่า (Porsche Panamera) คันแรก หรือที่รู้จักด้วยรหัสเรียกขานภายในองค์กรว่า G1 ได้เผยโฉมสู่สายตาสาธารณชนเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2009 บนชั้น 94 ของ World Financial Center ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งถูกพัฒนาให้เหนือล้ำกว่าคู่แข่ง โดยมีแนวคิดหลักที่ผสมผสานระหว่าง ความสปอร์ต และความสะดวกสบาย ทั้งหมดทั้งมวลข้างต้นต้องพรั่งพร้อมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับเหนือชั้น: นับเป็นครั้งแรกสำหรับการติดตั้งระบบ start-stop ในรถยนต์ระดับหรูจากสายการผลิตปกติ นอกจากนี้ในรุ่นเรือธง พานาเมร่า เทอร์โบ (Panamera Turbo) ยังได้รับการติดตั้งระบบช่วงล่างแบบถุงลม หรือ air suspension ซึ่งสามารถปรับระดับปริมาตรอากาศภายในได้ ตามความต้องการเป็นครั้งแรกของโลก เช่นเดียวกับ สปอยเลอร์หลัง multi-dimensionally ปรับระดับได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยนตรกรรมแกรนทัวริ่งสุดหรูจากปอร์เช่ยังเป็นผู้กำหนดบรรทัดฐานใหม่ให้แก่รถยนต์รุ่นอื่นๆ ที่กำลังจะตามมา ด้วยหน้าจอแสดงผลรูปแบบใหม่ และแนวคิดในการควบคุมฟังก์ชันการทำงานผ่านหน้าจอสัมผัส

ปอร์เช่กำหนดบรรทัดฐานและเป้าหมายหลักในการพัฒนายานพาหนะพลังงานไฟฟ้าโดยอาศัยพานาเมร่าเป็นจุดเริ่มต้นในปี 2011 ด้วยการติดตั้งระบบ parallel full hybrid เป็นครั้งแรกของโลกในรถยนต์ซาลูนระดับหรู พานาเมร่า เอส ไฮบริด (Panamera S Hybrid) คือหนึ่งในรถยนต์ที่ให้ความประหยัดเชื้อเพลิงดีเยี่ยมที่สุดของปอร์เช่ แม้ว่าจะมีพละกำลังสูงสุดถึง 380 แรงม้าก็ตาม 2 ปีหลังจากนั้น พานาเมร่า เอส อี-ไฮบริด (Panamera S E-Hybrid) จึงได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ในฐานะสปอร์ตซีดานขุมพลัง plug-in hybrid คันแรกของโลก ส่งผลให้มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ พานาเมร่า (Panamera) กลายเป็นผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยความ สำคัญต่อความแข็งแกร่งของปอร์เช่อย่างยิ่ง: ตามมาติดๆ ในปี 2013 ด้วยรุ่นตัวถัง แกรน ทัวริสโม่ (Gran Turismo) ด้วยพละกำลังมหาศาลติดตัวกว่า 570 แรงม้า พร้อมความสะดวกสบายด้วยการขยายระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น นำพาปอร์เช่ย่างก้าวเข้าสู่ตลาดกลุ่มใหม่ได้อย่างสวยงาม

รุ่นใหม่ล่าสุด: เจเนอเรชั่นที่ 2 เปิดตัวในปี 2016
กระบวนการพัฒนาปอร์เช่ พานาเมร่า (Porsche Panamera) เจเนอเรชันที่สอง (G2) เกิดขึ้นจากวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ยิ่งขึ้นกว่าเดิม: สิ่งที่ถูกเพิ่มเติมลงในมาตรฐานใหม่ของยนตรกรรมสปอร์ต ซาลูนแกรนทัวริ่ง จากรุ่นปกติ และรุ่นฐานล้อยาว เปิดตัวครั้งแรกของโลกในกรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2016 คือสไตล์ตัวถังที่ 3 ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่บนพื้นฐาน เดียวกัน: พานาเมร่า สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera Sport Turismo) เปิดตัวในปี 2017 ด้วยงานออกแบบภายนอกที่เฉียบคม และแนวคิดในการออกแบบตัวถังที่เน้นรองรับความอเนกประสงค์ บนรถยนต์ระดับหรู พานาเมร่า(Panamera) G2 มีภาพลักษณ์ที่สปอร์ตและงามสง่ายิ่งขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่ใช้งานเปี่ยม อรรถประโยชน์เช่นเดิม: ภายใต้รูปทรงอันแข็งแกร่งได้ถูกบรรจุนวัตกรรมเทคโนโลยียานยนต์ล้ำสมัยเอาไว้เต็มพิกัด แน่นอนว่ารวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ล่าสุด อาทิ หน้าจอแสดงผลความละเอียดสูง พร้อมฟังก์ชันควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ในตัวรถด้วยระบบสัมผัส ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ three-chamber air suspension ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง rear-axle steering และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ PDCC Sport electromechanical roll stabilisation ยิ่งไปกว่านั้น พานาเมร่า (Panamera) ยังถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติด้านสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมไม่ว่าจะบนเส้นทางสาธารณะ หรือแม้แต่ในสนามแข่ง ความเร็วสูง เครื่องยนต์เบนซินบล็อกใหม่ถูกนำมาเสริมทัพอย่างลงตัว ตอบสนองต่อความต้องการในทุกระดับความแรง เริ่มต้นตั้งแต่ 330 แรงม้า จนถึง 550 แรงม้า เต็มพิกัดความแรงด้วยรุ่นขุมพลังไฟฟ้าสมรรถนะสูง plug-in hybrid เจเนอเรชั่นที่ 2 ระบบ boost strategy ซึ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากยนตรกรรมซูเปอร์สปอร์ต 918 สไปเดอร์ (918 Spyder) เสริมประสิทธิภาพการทำงานให้รถแกรนทัวริ่งสามารถกระทบไหล่กับสปอร์ตพันธุ์แท้ได้อย่างไม่เป็นรอง โดยมีรุ่นเรือธงคือ พานาเมร่า เทอร์โบ เอส อี ไฮบริด (Panamera Turbo S E-Hybrid) ที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า พบกับข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม พร้อมทั้งภาพยนตร์และภาพถ่ายประกอบเนื้อหาได้ที่ Porsche Newsroom: newsroom.porsche.de

ปอร์เช่ พานาเมร่า 4  (Porsche Panamera 4) รุ่นพิเศษ  ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (10 Years Edition): อัตราการบริโภค น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 11.9 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 8.4 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 194-192 กรัมต่อกิโลเมตร

ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Porsche Panamera 4 E-Hybrid) รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (10 Years Edition): อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 37-38 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 2.7-2.6 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร; อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 16.1 – 16.0 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 62-60 กรัมต่อกิโลเมตร

อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ เฉลี่ยได้รับการตรวจสอบตาม มาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP) ล่าสุด สำหรับค่าการตรวจวัดอัตราการ บริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยตามมาตรฐาน NEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วง เวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงของ NEDC ที่ได้จากวิธีการอื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้

เกี่ยวกับ AAS Auto Service
ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่าง เป็นทางการ ได้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าปอร์เช่ทุกท่าน ด้วยทีมวิศวกรที่ผ่านการ ทดสอบระดับเหรียญทอง (ZPT3 Gold Theory Test & Recertification) ถึง 12 คน ซึ่งถือว่ามี จำนวนมากที่สุดของศูนย์รถยนต์ปอร์เช่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคทั้งหมด 13 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึง ความสำคัญ ในเรื่องการให้บริการหลังการขาย โดย เอเอเอส ทุ่มงบการอบรมวิศวกร ของเราให้มีคุณภาพสูงสุด ตามนโยบาย หลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอส ดูแลทั้งรถและคุณ AAS Looking after YOU and your CAR” เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า “AAS The Name you can Trust” ซึ่งพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาดำเนินงานมากกว่า 30 ปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
AAS Auto Service Co., Ltd. หรือ http://dealer.porsche.co.th/thailand
Porsche Centre Bangkok โทร. 02-522-6655
Porsche Centre Pattanakarn โทร. 02-369-1111
Porsche City Showroom Siam Paragon ชั้น 2 โทร. 02-610-9911
Porsche Studio Bangkok ICONSIAM ชั้น 1 โทร. 02-288-0911

2




ข่าวประชาสัมพันธ์ กลุ่มบริษัทไทยแสง จันทบุรี โลจิสติกส์ มั่นใจใช้วอลโว่ ทรัคส์ รับขนส่งผลไม้ไทย-จีนโตก้าวกระโดด

•   สั่งวอลโว่ ทรัคส์ จำนวน 41 คัน รองรับธุรกิจขยายตัว

•   ย้ำตลาดส่งออกผลไม้ไทยไปจีนโต 200 – 300% ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คาดปีนี้จะโตอีกไม่ต่ำกว่า 100%

•   ส่งออกผลไม้ไทยรับอานิสงส์จากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ทำให้ธุรกิจโตอย่างต่อเนื่อง


บริษัท เจียงไห่ คุณมั่น อินเตอร์เฟรท ทรานสปอร์ต จำกัด หนึ่งในกลุ่มบริษัท ไทยแสง จันทบุรี โลจิสติกส์  ซึ่งเป็นผู้ให้บริการงานโลจิสติกส์ชั้นนำ เดินหน้าสั่งซื้อรถวอลโว่ ทรัคส์ ล๊อตใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กรที่ได้รับอานิสงส์จากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนกับประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้คำสั่งซื้อสินค้าทางการเกษตรจากประเทศไทยไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว



นายสมหวัง กันยาปรีดากุล กรรมการผู้จัดการ บ.เจียงไห่คุนมั่นฯ เปิดเผยว่าจากการลงทุนสั่งซื้อรถบรรทุกเพิ่มดังกล่าวเป็นการยืนยันความเชื่อมั่นในธุรกิจขนส่งสินค้าการเกษตรระหว่างประเทศจีนกับประเทศไทยของบริษัท ซึ่งปีที่แล้ว ธุรกิจการขนส่งของบริษัทพุ่งสูงถึง 200% และคาดว่าปีนี้ธุรกิจจะยังคงเติบโตต่อเนื่องอีกไม่ต่ำกว่า 100%

นอกจากนี้ นายสมหวังยังกล่าวเพิ่มว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศจีนกับประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้รัฐบาลจีนมีนโยบายลดการนำเข้าสินค้าทางการเกษตรบางชนิดจากประเทศเวียดนาม ซึ่งถือเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา จึงทำให้ความต้องการสินค้าทางการเกษตรจากประเทศไทยเป็นที่ต้องการมากขึ้นในประเทศจีน “จากปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ธุรกิจของเราในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็วและยังจะเติบโตต่อเนื่องในปีนี้และในอนาคต” นายสมหวัง กล่าว




บริษัทไทยแสงจันทบุรี โลจิสติกส์ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2556 โดยดำเนินกิจการขนส่งสินค้าทางการเกษตรระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน โดยสินค้าที่ส่งออกจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนคือ ผลไม้สด อาทิเช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย ขนุน กล้วยไข่ และมะพร้าว เป็นต้น โดยสินค้าเหล่านี้มีแหล่งผลิตกระจายไปทั่วประเทศไทย ขณะที่พืชผลทางการเกษตรที่ส่งจากประเทศจีนมายังประเทศไทยคือผักและผลไม้สด อาทิเช่น ส้ม องุ่น ลูกพับ แอปเปิ้ลและผักทุกชนิด โดยมีการขนส่งไป-กลับทุกวัน ไม่ต่ำกว่าวันละ 20-30 ตู้คอนเทนเนอร์

นายสมหวังกล่าวว่าจากความต้องการพืชผลทางการเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้นจากทั้งสองประเทศ ทำให้ความต้องการใช้บริการขนส่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ บ.เจียงไห่คุนมั่นฯจึงตัดสินใจสั่งซื้อรถวอลโว่ ทรัคส์ เพิ่มอีก 41 คัน โดยครั้งนี้ทางบริษัทได้ทำการสั่งซื้อ 2 รุ่นได้แก่ Volvo FH13 400 แรงม้า และ Volvo FM13 400 แรงม้า ซึ่งปัจจุบันบริษัทของเรามีจำนวนรถบรรทุก รวมเป็น175คัน

“เราตัดสินใจสั่งซื้อรถวอลโว่ ทรัคส์ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกเพราะเราได้ศึกษาเทคโนโลยีของรถวอลโว่ ทรัคส์ มาระยะหนึ่งแล้ว จนเรามั่นใจว่ารถวอลโว่ ทรัคส์ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเราที่ต้องการใช้รถเพื่อการขนส่งระยะไกล ด้วยต้นทุนการบริหารจัดการที่ต่ำ สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ซึ่งราคางานบริการที่เราเสนอกับลูกค้า เราอยู่ในระดับแนวหน้าที่ลูกค้ายอมรับได้” นายสมหวัง กล่าว

นายสมหวังกล่าวว่าเส้นทางขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังประเทศจีน เป็นเส้นทางประจำโดยผ่านด่านศุลกากรเชียงของ จังหวัดเชียงราย ข้ามไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ด้านห้วยทราย จากนั้นก็จะใช้เส้นทาง R3A มุ่งสู่ชายแดนจีนที่ด่านบ่อเต็นและทำการขนถ่ายสินค้าใส่รถบรรทุกจีนณ.บริเวณนั้น

“ผมมั่นใจว่าคุณภาพของรถวอลโว่ ทรัคส์ สามารถรองรับกับการใช้งานที่หนัก และขนส่งระยะทางไกลจากประเทศไทยไปยังชายแดนประเทศจีนนั้น และสามารถวิ่งงานได้อย่างต่อเนื่อง” นายสมหวัง กล่าว

นายสมหวัง กล่าวว่าบริษัท มีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจขนส่งจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากเมื่อโครงการยุทธศาสตร์พัฒนาภายใต้ชื่อ “One Belt One Road” ที่รัฐบาลจีนผลักดันให้เกิดขึ้นเพื่อขยายเส้นทางการค้า การคมนาคมขนส่งข้ามแดน โดยประเทศไทยจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาดังกล่าว ซึ่งหากการพัฒนาสำเร็จ จะทำให้เส้นทางขนส่งไปยังประเทศจีนและประเทศอื่นๆ สามารถทำได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้นจากระบบถนนที่ได้มาตรฐานสากลในทุกประเทศที่เข้าร่วม

“สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะย้ำก็คือบริษัท มีความภูมิใจอย่างมากที่เราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรชาวไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากราคาพืชผลที่เราส่งไปยังประเทศจีน ขณะเดียวกัน เราก็มีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยมีผักและผลไม้ที่สดจากประเทศจีนมาขายในประเทศไทยในราคาที่ไม่แพง” นายสมหวัง กล่าว

3
เอเอเอสฯ คว้ารางวัล Porsche Service Excellence Award 2019 ประจำเดือนสิงหาคม การันตีความเป็นเลิศ ของทีม After Sales Service








กรุงเทพฯ. ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่ อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย สร้างความมั่นใจในการตามนโยบาย เอเอเอสฯ ดูแลทั้งคุณและรถ “AAS Looking after YOU and your CAR” พร้อมตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่งเรื่อง รถยนต์ปอร์เช่ของทีมวิศวกร แผนกบริการหลังการขาย  (After Sales Service) และศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานรับรอง จากโรงงานปอร์เช่เอจี (Porsche AG) ประเทศเยอรมนี ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศ “Porsche Service Excellence Award 2019” ประจำเดือนสิงหาคม 2562

โดยรางวัล Porsche Service Excellence Award ถือเป็นรางวัลการันตีคุณภาพและความสามารถของทีมวิศวกร และศูนย์บริการรถยนต์ปอร์เช่ทั้งหมด 13 ประเทศในภูมิภาคเอเซีย แปซิฟิค โดยมีเกณฑ์ที่ใช้วัดผลหลายขั้นตอนเป็น ประจำทุกเดือน เช่น การทดสอบความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ปอร์เช่ ความรู้ทางเทคนิคและทักษะการบริการของเหล่าวิศวกรเอเอเอสฯ ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ดีเลิศของโรงงานปอร์เช่ เยอรมนี รวมถึงการวัดผลจากระดับหมุนเวียนการขาย และผลประกอบการของสินค้าอะไหล่ (Parts) อุปกรณ์ตกแต่ง (Tequipment) และสินค้าต่างๆ จาก Porsche Driver’s Selection นอกจากนี้ยังวัดผลจากการรับประกันความถูกต้อง และความรวดเร็วของการส่งสินค้าอะไหล่ การลงทะเบียน ข้อมูลรถยนต์ และการรายงานประจำเดือนอีกด้วย โดยเอเอเอสฯ เริ่มต้นปีแห่งการรักษาคุณภาพด้วยการทำคะแนน ยอดเยี่ยมจนคว้ารางวัล Porsche Service Excellence Award อย่างต่อเนื่อง เป็นการยืนยันถึงคุณภาพและความเชื่อมั่น ที่เอเอเอสฯ พร้อมมอบแด่ลูกค้าอย่างยั่งยืน

เกี่ยวกับ AAS Auto Service
ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็น ทางการได้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าปอร์เช่ทุกท่าน ด้วยทีมวิศวกรที่ผ่านการทดสอบ ระดับเหรียญทอง (ZPT3 Gold Theory Test & Recertification) ถึง 12 คน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากที่สุดของศูนย์รถยนต์ ปอร์เช่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคทั้งหมด 13 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องการให้บริการหลังการขาย โดย เอเอเอส ทุ่มงบการอบรมวิศวกรของเราให้มีคุณภาพสูงสุดตามนโยบายหลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอส ดูแลทั้งรถและคุณ AAS Looking after YOU and your CAR” เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า AAS The Name you can Trust ซึ่งพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาดำเนินงานมากกว่า 30 ปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Porsche Centre Bangkok โทร. 02-522-6655
Porsche Centre Pattanakarn โทร. 02-369-1111
Porsche City Showroom Siam Paragon ชั้น 2 โทร. 02-610-9911
Porsche Studio Bangkok (ICONSIAM) ชั้น 1 โทร 02-288-0911

4
ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ และยนตรกรรมชั้นนำ 5 แบรนด์ นำที่สุดแห่งความหรูหรา ของยนตกรรมระดับโลกให้ชมในงาน EastVille Prestige Collection 2019



















ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ จัดงาน “EastVille Prestige Collection 2019” จัดแสดงที่สุดแห่งความหรูหรา ของยนตกรรมระดับโลก สะท้อนนิยามแห่งความหรูหรา ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจ เฟอร์รารี่ ประเทศไทย บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด, ปอร์เช่ ประเทศไทย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด, มาเซราติ ประเทศไทย บริษัท มาเซราติ ประเทศไทย จำกัด, แอสตัน มาร์ติน บริษัท เกย์ดอน มอเตอร์ เซลส์ แอนด์ เซอร์วิสเซส จำกัด, ฟอร์ด มัสแตง บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้คอนเซ็ปต์ “THE ULTIMATE LUXURY” ระหว่างวันที่ 24 – 30 กันยายน 2562 ณ บริเวณลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ 
 
สำหรับยนตรกรรมสุดหรูชั้นนำจาก 5 ค่ายรถยนต์ระดับโลก ที่ขนทัพยนตรกรรมไฮไลท์ มาโชว์ความหรูหราอย่างเหนือระดับ พร้อมข้อเสนอพิเศษขอแต่ละค่ายเฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น ได้แก่

Ferrari ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษกับ “เฟอร์รารี่ พอร์โตฟิโน” (Ferrari Portofino) สปอร์ตคาร์รูปแบบแกรนด์ทัวริสโม ที่รวมความสปอร์ต หรูหราและความสะดวกสบาย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มาพร้อมหลังคาแข็งเปิดและปิดประทุนภายในเวลาเพียง 14 วินาที และขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ ให้แรงม้าถึง 600 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 ในเวลา 3.5 วินาที
สำหรับลูกค้าที่จองรถรุ่นที่ร่วมรายการภายในงานรับ ตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพฯ - อิตาลี Business Class จำนวน 2 ที่นั่ง พร้อมเข้าร่วมชม Ferrari Factory Tour*

Porsche ยนตรกรรมสปอร์ตคาร์ระดับตำนานเจเนอเรชั่นที่ 8 “Porsche 911 Carrera S” รุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมรหัสตัวถัง 992 ท้าทายทุกข้อจำกัดของกาลเวลา พร้อมปลุกเร้าชีพจรของผู้หลงในยนตรกรรมสปอร์ตคาร์ ซึ่งได้รับการพัฒนามาให้ทรงพลังมากยิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าที่เคยมีมา

พิเศษเมื่อซื้อภายในงาน รับทันทีประกันนาน 2 ปีไม่จำกัดระยะทาง พร้อมสิทธิ์ซื้อแพคเกจการรับประกันราคาพิเศษ Porsche Exclusive Travel set, Mobil Travel Tumbler และสำหรับลูกค้าที่ถือบัตรเครดิตธนาคารธนชาตสามารถแลกบัตรเครดิตเงินคืนสูงสุด 14%

Maserati แบรนด์ยนตรกรรมจากอิตาลีที่ผสมผสานระหว่างความหรูหราและสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ ในรูปแบบรถ Premium SUV “Maserati Levante” โดยคำว่า ‘Levante’ มาจากสายลมอบอุ่นแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน ที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพายุได้ในฉับพลัน สื่อความหมายถึงยานยนต์ที่สอดประสานความอ่อนโยนและดุดันไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

ข้อเสนอสุดพิเศษ ภายในงาน สำหรับ รุ่น Levanter และ รุ่น Ghibli ผ่อนเริ่มต้นเพียง 69,900 บาท*

Aston Martin พบกับ Aston Martin NEW VANTAGE ที่ผสานแนวทางการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ดุดันแบบนักล่าสะท้อนคาแรคเตอร์ดุดัน เน้นความสปอร์ต ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน “Vantage V8.4.0” เทอร์โบคู่ 503 แรงม้า อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 245 กรัม/กม.

สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ภายในงานนี้ รับข้อเสนอพิเศษ ดาวน์เริ่มต้น 0%* พร้อมการรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง และร่วมสัมผัสประสบการณ์พิเศษสุดกับทริปล่องเรือยอร์ช 1 วัน กับเรือยอร์ช AZIMUT  และพิเศษสุดกับ  Super Car Trade In Program  เพิ่มมูลค่ารถ Super Car   คันเก่าสูงสุดถึง 4 ล้านบาท * (สำหรับรถบางรุ่น )*

Ford Mustang พร้อมอวดโฉม“Ford Mustang รุ่น 2.3L EcoBoost Coupe” ดีไซน์ภายนอกที่ปราดเปรียว และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจด้วยชุดแต่ง Performance Pack พร้อมฟีเจอร์ที่เด่นที่สุด คือ Electronic Line Lock ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เป็นระบบที่ช่วยเบิร์นยาง ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเบิร์นยางได้ โดยที่ไม่ต้อง มีทักษะสูง

พร้อมข้อมเสนอพิเศษรับประกันคุณภาพรถนานสูงสุดถึง 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมบริการฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ในการตรวจเช็คตามระยะ 5 ครั้ง ยาวนานถึง 60 เดือน หรือ 75,000 กิโลเมตร อีกทั้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี*

นอกจากยนตรกรรมไฮไลท์  ภายในงานจะได้ชมยนตรกรรมมีระดับรุ่นอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ Porsche Cayenne E-Hybrid ที่สุดแห่งยนตรกรรมพรีเมียม SUV ขุมพลัง E-performance พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ล่าสุด ผสมผสานการบังคับควบคุมสไตล์สปอร์ต, Porsche Panamera 4 E-Hybrid Executive ติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสุดพิเศษ เพิ่มเติมฟังก์ชั่นการทำงานมาตรฐานที่เหนือกว่ารุ่นปกติมากมาย, Maserati Ghibli สปอร์ตซีดานที่ดูโฉบเฉี่ยว ตามแบบฉบับรถสปอร์ตจากอิตาลีห้องโดยสารตกแต่งอย่างหรูหราด้วยลายไม้ Radica กับ Ebano และเบาะหุ้มหนังแท้ชนิดพิเศษ สะท้อนความเป็นตัวตนอย่างมีระดับ, Aston Martin ตำนานแห่งซูเปอร์คาร์ที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขัน โดยนำเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่ท้องถนน ใช้เครื่องยนต์เบนซิน V8 4.7, Ford Mustang รุ่น 5.OL V8 GT Coupe Performance Pack มาพร้อมดีไซน์ที่ปราดเปรียวยิ่งขึ้น เครื่องยนต์อันทรงพลัง สมรรถนะการขับขี่อันเหนือชั้นและเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะ

นอกจากนี้ภายในงานยังพบกับ The Wrap Icon ร้านตกแต่งสติ๊กเกอร์รถยนต์หรือยานพาหนะทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการ Wrap เปลี่ยนสีหรือติดกันรอยไปจนถึงฟิล์มกรองแสง แต่ความแตกต่างของร้านนี้จะอยู่ที่การออกแบบลวดลายสติ๊กเกอร์ซึ่งทำให้รถของท่านไม่เหมือนใครและโดดเด่นแบบไม่จำเจ ที่พร้อมมาให้คำแนะนำแก่ลุกค้าที่สนใจตลอดทั้งงาน

และพิเศษ!!..เพียงจองภายในงาน 24-30 ก.ย. 62 รับทันทีสิทธิพิเศษเพื่อคนมีระดับ “THE ULTIMATE LUXURY” จากศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์

•   รับทันที CentralFestival EastVille VIP Parking 2 ปี
•   รับสิทธิ์ EastVille VIP Card บัตรรวมสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าระดับ VIP จากร้านค้าชั้นนำ
•   รับคะแนน The1 1,000 คะแนน *รับคะแนนภายใน 30 วัน

*เงื่อนไขข้อเสนอสุดพิเศษจาก 5 แบรนด์ยนตรกรรมชั้นนำ
โปรดตรวจสอบข้อเสนอจากแบรนด์ได้ภายในงาน / เงื่อนไขข้อเสนอเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

5





เดอะทอยส์ - เจ้านาย เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นในงานเปิดตัว พรีเซนเตอร์ใหม่ “นิว ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ”










“เดอะทอยส์-ธันวา บุญสูงเนิน” และ “เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน” ศิลปินและนักแสดงขวัญใจวัยรุ่น ร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว “นิว ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ” ในฐานะพรีเซนเตอร์ ร่วมถ่ายทอดคาแรคเตอร์ นิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ รูปลักษณ์ใหม่ 3 สไตล์ ได้แก่
รุ่นล้อแม็ก 12 นิ้ว ยางจุ๊บเลส หรือ Club12 ดีไซน์โดดเด่นไม่ซ้ำใครสำหรับคนรุ่นใหม่ และรุ่นล้อ 14 นิ้ว สำหรับวัยรุ่น มีให้เลือกทั้งแบบ Prestige เรียบหรูดูแพง และแบบ Urban Team ทันสมัยโดนใจกว่าเดิม

พร้อมวางจำหน่าย ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ด้วยราคาแนะนำดังต่อไปนี้ Club12 ราคาแนะนำ 51,700 บาท Prestige ราคาแนะนำ 48,600 บาท และUrban Team ราคาแนะนำ 48,100 บาท



ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.aphonda.co.th และติดตามข่าวสารจากรถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้ที่ fb.com/hondamotorcyclethailand

#APHonda #โดนYoung #RemarkableME #Scoopyi #Club12 #C12 #UrbanTeam #WhatStopsYou #มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด #TheToys #Jaonaay #SHINEYOURWAY #Prestige

6





ฮอนด้าเปิดตัว “นิว สกู๊ปปี้ ไอ” ทั้งแบบล้อ 12 นิ้ว และ 14 นิ้ว ดีไซน์โดดเด่นไม่เหมือนใครพร้อมดึง เดอะทอยส์-ธันวา และ เจ้านาย-จินเจษฎ์ พรีเซนเตอร์ใหม่ร่วมถ่ายทอดคาแรคเตอร์










เอ.พี. ฮอนด้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำวงการตลาดรถจักรยานยนต์ เอ.ที. ของเมืองไทยอีกครั้งด้วยการเปิดตัว “นิว ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ” รูปลักษณ์ใหม่ 3 สไตล์ ทั้งรุ่นล้อแม็ก 12 นิ้ว ยางจุ๊บเลส หรือ Club12  ดีไซน์โดดเด่นไม่ซ้ำใครสำหรับคนรุ่นใหม่ และรุ่นล้อ 14 นิ้ว สำหรับวัยรุ่น มีให้เลือกทั้งแบบ Prestige เรียบหรูดูแพง และแบบ Urban Team ทันสมัยโดนใจกว่าเดิม พร้อมกับดึง 2 พรีเซนเตอร์ใหม่ขวัญใจวัยรุ่น “เดอะทอยส์-ธันวา บุญสูงเนิน” และ “เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน” เป็นผู้ถ่ายทอดคาแรคเตอร์ นิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอใหม่ พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ


มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า “นับตั้งแต่ที่เราเปิดตัวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอสู่ท้องตลาดในปี 2009 รถรุ่นนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของวงการรถจักรยานยนต์ไทยสู่ยุคของรถเกียร์อัตโนมัติ หรือ เอ.ที. อย่างเต็มตัว ฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอกลายเป็นรถที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในกลุ่มเอ.ที. และมียอดจำหน่ายสะสมสูงถึง 2 ล้านคัน ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จและความนิยมของรถรุ่นนี้ในหมู่วัยรุ่นอย่างไร้ข้อสงสัย”

“ในปีนี้ ภายใต้แบรนด์คอนเซปต์ What Stops You? ฮอนด้ามีความตั้งใจที่จะส่งมอบความสนุกใหม่แบบไร้ขีดจำกัดด้วยฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอโฉมใหม่ ที่ได้รับการออกแบบให้มีดีไซน์สะดุดตาโดนใจวัยรุ่น ทั้งรุ่นล้อ 12 นิ้ว คลับทเวลฟ์ ที่มาพร้อมนิยามใหม่ของความเป็นโมเดิร์นคลาสสิก ในขณะที่รุ่นสแตนดาร์ด 14 นิ้ว แบบเพรสทีจ นำเสนอแก่นแท้ของความคลาสสิกแบบเรียบหรู และแบบเออร์เบิร์นทีม ที่มาพร้อมกับการผสมผสานสีสันอย่างลงตัว กราฟิกของทุกแบบได้รับการออกแบบให้แฝงไปด้วยความสนุกในขณะที่รูปทรงและเครื่องยนต์ก็มีความสมบูรณ์แบบสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของวัยรุ่น”

นิว ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร เริ่มจากรุ่นคลับทเวลฟ์ล้อ 12 นิ้ว ภายใต้คอนเซปต์ Remarkable-ME เท่ใหม่...โลกไม่ลืม กับกราฟิกใหม่ทันสมัยด้วยเทคนิคการใช้สีแบบพิเศษให้อารมณ์ 2 สี ในมุมที่ต่างกัน (Special Flip Flop Color) ทั้งสีดำ-ชมพู สีขาว-แดง สีเทา-แดง และสีน้ำเงิน-ฟ้า ตามด้วยรุ่นล้อ 14 นิ้ว ได้แก่รุ่นเพรสทีจ (Prestige) มากับคอนเซปต์ Shine Your Way เน้นความเรียบหรู ด้วยเส้นสายสีโรสโกลด์ บนตัวรถสีขาว แดง และดำ และรุ่นเออร์เบิร์นทีม (Urban Team) มาพร้อมคอนเซปต์ #โดนYOUNG สีสันสดใสโดนใจวัยรุ่นกับ 2 สีใหม่ ชมพู-เทา และ ฟ้า-เทา

พร้อมกันนี้ เพื่อถ่ายทอดคาแรคเตอร์ของนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่น เอ.พี.ฮอนด้า ยังได้เปิดตัวสองพรีเซนเตอร์ใหม่ประกอบด้วย “เดอะทอยส์” ธันวา บุญสูงเนิน ศิลปินสุดแนวขวัญใจวัยรุ่นเป็นพรีเซนเตอร์รุ่นนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ คลับทเวลฟ์ และ “เจ้านาย” จินเจษฎ์ วรรธนะสิน ดาวรุ่งมากความสามารถที่กำลังมาแรงในวงการบันเทิงเป็นพรีเซนเตอร์ในรุ่นนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ เออร์เบิร์นทีม โดยทั้งคู่ถือเป็นผู้นำทางความคิดของวัยรุ่นในปัจจุบันด้วยคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

นิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ มาพร้อมกับฟังก์ชันที่เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์วัยรุ่นเข้ากับตัวรถ นำโดยฟีเจอร์ AC Socket สำหรับชาร์จไฟสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ต่างๆ และกล่อง U-Box ขนาดใหญ่ที่ใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้อย่างสบาย

นิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ ให้สมรรถนะทันใจวัยรุ่นด้วยเครื่องยนต์ eSP ขนาด 110 ซีซี 4 จังหวะ ระบบหัวฉีด PGM-FI มาพร้อมระบบ Idling Stop System ช่วยหยุดและเดินเครื่องอัตโนมัติ ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 62.5 กม./ลิตร มั่นใจด้วยระบบกระจายแรงเบรค Combi Brake System เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยค่าไอเสียที่สะอาดถึงระดับ 6 อีกทั้งยังรองรับน้ำมัน E20 อีกด้วย





เอ.พี. ฮอนด้าพร้อมวางจำหน่าย “นิว ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ” ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ด้วยราคาแนะนำดังต่อไปนี้ Club12 ราคาแนะนำ 51,700 บาท Prestige ราคาแนะนำ 48,600 บาท และUrban Team ราคาแนะนำ 48,100 บาท ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.aphonda.co.th และติดตามข่าวสารจากรถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้ที่ fb.com/hondamotorcyclethailand

#APHonda #โดนYoung #RemarkableME #Scoopyi #Club12 #C12 #UrbanTeam #WhatStopsYou #มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด #TheToys #Jaonaay #SHINEYOURWAY #Prestige

7
การขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัยคือหัวใจสำคัญที่ เอเอเอสฯ อยากมอบให้คุณ กิจกรรมฝึกอบรมการขับขี่รถยนต์ปอร์เช่อย่างปลอดภัย โดยผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ








กรุงเทพฯ. ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ตอกย้ำนโยบาย “เอเอเอสฯ ดูแลทั้งรถและคุณ” จัดกิจกรรมฝึกอบรมและเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่สุดพิเศษสำหรับท่านเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่ที่ซื้อรถยนต์กับเอเอเอสฯ ภายใต้งาน Porsche Driver’s Safety Training ครั้งที่ 2 ประจำปี 2019 เพื่อให้เจ้าของรถยนต์ปอร์เช่ได้สัมผัส สมรรถนะของรถยนต์ปอร์เช่อย่างแท้จริง พร้อมเรียนรู้เทคนิคการขับขี่ที่ถูกต้องปลอดภัย โดยมีผู้เชี่ยวชาญ การขับขี่รถยนต์ปอร์เช่ที่ได้รับการรับรองจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนี (Certified Porsche Instructor) ดูแลและคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เมื่อวันเสาร์ที่ 21 กันยายน 2562 ณ สนามปทุมธานีสปีดเวย์

เอเอเอสฯ จัดกิจกรรม “Porsche Driver’s Safety Training 2019” อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถจาก ทางบริษัทและนำรถยนต์ปอร์เช่คู่ใจมาสัมผัสประสบการณ์การขับขี่อย่างเต็มสมรรถนะ พร้อมเรียนรู้ระบบต่างๆ ของรถรวมถึงวิธีการควบคุมรถได้อย่างปลอดภัยในทุกสถานการณ์และทุกสภาวะของถนน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถนำไปปรับใช้กับการขับขี่ในชีวิตประจำวันได้ รวมถึงวิธีการนั่งขับขี่อย่างถูกวิธี (Seating Position) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับขี่ที่ปลอดภัย ซึ่งเอเอเอสฯ ได้จำลองสถานการณ์การขับขี่ 3 สถานี เริ่มต้นด้วยสถานี “Handling” ผู้ขับขี่จะได้สัมผัสถึงอาการของรถเมื่อมีการเปลี่ยนทิศทาง การเลี้ยวอย่างรวดเร็ว ในสถานีนี้ จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการยึดเกาะถนนและระบบช่วงล่างของรถยนต์ปอร์เช่ได้เป็นอย่างดี สถานีที่ 2 “Braking” ผู้ขับขี่จะได้พบกับระบบเบรกที่มีความปลอดภัยสูงสุดของรถยนต์ปอร์เช่ทั้งระบบรักษาเสถียรภาพ และระบบป้องกัน การลื่นไถลบนท้องถนน โดยผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำวิธีการใช้เบรกใน สถานการณ์ฉุกเฉินหรือการเบรกกะทันหัน อย่างถูกต้องและปลอดภัย และสถานีสุดท้าย “Slalom” ผู้ขับขี่จะได้เรียนรู้วิธีการควบคุมรถยนต์โดยใช้พวงมาลัยหัก หลบสิ่งกีดขวางบนถนน พบกับการควบคุมทิศทางที่แม่นยำและความคล่องตัวของรถขณะเข้าโค้งทางแคบด้วยความเร็ว รวมถึงศักยภาพการทรงตัวของรถยนต์ปอร์เช่ที่เป็นเลิศ สำหรับสถานีนี้จัดให้มีการแข่งขัน พร้อมมอบโล่รางวัล สำหรับผู้ที่ทำเวลาได้ดีที่สุดในสถานี และทุกท่านที่ผ่านการฝึกอบรมยังได้รับประกาศนียบัตรที่รับรองโดยปอร์เช่ ประเทศไทย

กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้มีเพียง เอเอเอสฯ ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถมอบประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นและเร้าใจให้กับท่านเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่ได้ นอกจากจะเป็นการสร้าง ความใกล้ชิดระหว่าง เอเอเอสฯ กับลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังเน้นย้ำให้เห็นถึงการดูแลที่เหนือระดับตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าว เข้ามาในโชว์รูมเพื่อเลือกซื้อรถยนต์ปอร์เช่ไปจนถึงการบริการหลังการขายที่เอาใจใส่ทั้งรถและคุณ ซึ่งกิจกรรมนี้ลูกค้าจะได้ รับคำแนะนำ เทคนิคในการขับขี่จากผู้เชี่ยวชาญและได้ใช้รถยนต์ปอร์เช่คู่ใจอย่างเต็มสมรรถนะ รวมไปถึงเข้าใจระบบการ ทำงานส่วนต่างๆ ของรถมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจในการขับขี่ที่ปลอดภัย และสามารถแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน บนท้องถนนได้ ไม่เพียงเท่านี้ เอเอเอสฯ ยังนำสินค้า Porsche Driver’s Selection และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ ระดับพรีเมี่ยมจากประเทศอังกฤษ Autoglym มาจัดจำหน่ายในราคาพิเศษอีกด้วย

รถยนต์ปอร์เช่ จากเอเอเอสฯ เท่านั้น ที่มีการรับประกันจากโรงงานปอร์เช่เยอรมนีนาน 2 ปี และการซื้อการรับประกัน เพิ่มนานสูงสุดถึง 9 ปี พร้อมการบริการหลังการขาย (After sales Service) ระดับมาตรฐานจากผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อที่คุณไว้วางใจ “AAS The Name You Can Trust”

เกี่ยวกับ AAS Auto Service
ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่าง เป็นทางการ ได้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าปอร์เช่ทุกท่าน ด้วยทีมวิศวกรที่ผ่านการทดสอบระดับเหรียญทอง (ZPT3 Gold Theory Test & Recertification) ถึง 12 คน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากที่สุดของศูนย์รถยนต์ปอร์เช่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคทั้งหมด 12 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องการให้บริหารหลังการขาย โดย เอเอเอนส ทุ่มงบการอบรมวิศวกรของเราให้มีคุณภาพสูงสุด ตามนโยบายหลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอส ดูและทั้งรถและคุณ AAS Looking after YOU and your CAR” เพื่อให้ท่านมั่นในได้ว่า “AAS The Name you can Trust” ซึ่งพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาดำเนินงานมากกว่า 30 ปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Porsche Centre Bangkok โทร. 02-522-6655
Porsche Centre Pattanakarn โทร. 02-369-1111
Porsche City Showroom Siam Paragon ชั้น 2 โทร. 02-610-9911
Porsche Studio Bangkok (ICONSIAM) ชั้น 1 โทร 02-288-0911

8
เอเอเอสฯ อนุรักษ์ตำนานปอร์เช่รุ่นเก๋า จัดแคมเปญตรวจเช็คสภาพและดูแลรถยนต์ปอร์เช่รุ่นคลาสสิก โดย ช่างระดับเหรียญทองจากประเทศเยอรมนี







กรุงเทพฯ. บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่ เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดแคมเปญ Porsche Classic Service Clinic ตรวจเช็คและดูแลรถยนต์ปอร์เช่รุ่นคลาสสิก ด้วยการให้บริการจากช่างผู้ชำนาญการที่ผ่านการฝึกอบรมและรับรองมาตรฐานระดับเหรียญทอง พร้อมการคัดสรร อะไหล่แท้จากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนี โดยท่านเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่รุ่นคลาสสิก รุ่น ปอร์เช่ 356, 914, 959, 911 Type 964 และ 993 รถยนต์ปอร์เช่ 4 สูบ และ 8 สูบ ได้แก่ 924, 928, 944 และ 964 รวมถึงรถยนต์ปอร์เช่ บ็อกซ์เตอร์ type 986 และ ปอร์เช่ 911 type 996 ที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นรถยนต์รุ่นคลาสสิก สามารถเข้ารับบริการดูแลและตรวจสภาพรถในแคมเปญ Porsche Classic Service Clinic ได้ในระหว่างวันที่ 23 กันยายน – 18 ตุลาคม 2562 ณ ศูนย์บริการรถยนต์ปอร์เช่ดอนเมือง (Porsche Centre Bangkok) และ ศูนย์บริการรถยนต์ปอร์เช่พัฒนาการ (Porsche Centre Pattanakarn)

โดยเอเอเอสฯ มอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกค้าที่นำรถยนต์ปอร์เช่รุ่นคลาสสิกเข้ามาตรวจเช็คสภาพในแคมเปญ Porsche Classic Service Clinic มากมาย อาทิ
-   ฟรีตรวจเช็คสภาพ 24 จุด
-   ฟรีบริการน้ำมันเครื่อง Mobil 1 สำหรับลูกค้า 20 ท่านแรก
-   ส่วนลดเพิ่มเติม 10% สำหรับผู้มีบัตร Classic Card
-   ส่วนลดเพิ่มเติม 5% สำหรับค่าแรง อะไหล่ และ Tequipment
-   ส่วนลดเพิ่มเติม 5% สำหรับอะไหล่ตัวถัง
-   ส่วนลดเพิ่มเติม 5% เมื่อซื้อสินค้า Porsche’s Driver Selection
-   บริการประเมินราคาสำหรับ Used Porsche Classic car
-   ฟรีค่าฝากดูแลรักษารถ 3 เดือนแรกสำหรับ Porsche Pre-owned car
-   บริการทำความสะอาดและเคลือบเงารถด้วยผลิตภัณฑ์ Autoglym สำหรับรถที่เข้าร่วมโปรแกรมและมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป 
-   บัตรของขวัญส่วนลดพิเศษ สำหรับโปรแกรมการดูแลทำความสะอาดรถยนต์และผลิตภัณฑ์จาก Autoglym

โดยสามารถติดต่อสอบถามและนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการได้ที่
-   ศูนย์บริการรถยนต์ปอร์เช่ดอนเมือง (Porsche Centre Bangkok) โทร. 02-522-6655 ต่อ 400-404
-   ศูนย์บริการรถยนต์ปอร์เช่พัฒนาการ (Porsche Centre Pattanakarn) โทร. 02-369-1111 ต่อ 400-403

เกี่ยวกับ AAS Auto Service
ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ปอร์เช่อย่างเป็นทางการ ได้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าปอร์เช่ทุกท่าน ด้วยทีมวิศวกร ที่ผ่านการ ทดสอบระดับเหรียญทอง (ZPT3 Gold Theory Test & Recertification) ถึง 12 คน ซึ่งถือว่ามี จำนวนมากที่สุดของศูนย์รถยนต์ปอร์เช่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคทั้งหมด 12 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึง ความสำคัญ ในเรื่องการให้บริการหลังการขาย โดย เอเอเอส ทุ่มงบการอบรมวิศวกร ของเราให้มีคุณภาพสูงสุด ตามนโยบาย หลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอส ดูแลทั้งรถและคุณ AAS Looking after YOU and your CAR” เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า “AAS The Name you can Trust” ซึ่งพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาดำเนินงานมากกว่า 30 ปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Porsche Centre Bangkok โทร. 02-522-6655
Porsche Centre Pattanakarn โทร. 02-369-1111
Porsche City Showroom Siam Paragon ชั้น 2 โทร. 02-610-9911
Porsche Studio Bangkok ICONSIAM ชั้น 1 โทร 02-288-0911

9




รถสปอร์ตสุดหรูระดับตำนาน ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า เอส รุ่นใหม่ล่าสุด นำทัพรถสปอร์ตหลากรุ่นอวดโฉม ณ Central Festival Eastville





กรุงเทพฯ. ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ยกทัพรถสปอร์ตรุ่นเด่นร่วมงาน Eastville Prestige Collection ที่สุดแห่งยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรูที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ระดับ ULTIMATE LUXURY นำโดย
รถสปอร์ตสายพันธุ์แท้ระดับตำนานรุ่นที่ 8 ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า เอส (911 Carrera S), คาเยนน์ อี-ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid) พร้อมด้วย พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด เอ็กซ์เซ็คคูทีฟ (Panamera 4 E-Hybrid Executive) จัดแสดง
ณ ศูนย์การค้า Central Festival EastVille ระหว่างวันที่ 24 – 30 กันยายน 2562

สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์ปอร์เช่ภายในงานจะได้รับการรับประกันจากโรงงานนาน 2 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมสิทธิ์ ซื้อแพคเกจการรับประกันราคาพิเศษ, Porsche Exclusive Travel Set, Mobil 1 Travel Tumbler และสิทธิพิเศษอีก มากมาย สำหรับลูกค้าที่ถือบัตรเครดิตธนาคารธนชาตสามารถแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 14% เมื่อมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 900,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เจ้าหน้าที่เอเอเอสฯ ณ บูธรถยนต์ปอร์เช่ มีเพียงรถยนต์ปอร์เช่จากเอเอเอสฯ เท่านั้นที่สามารถได้การรับประกันจากโรงงานปอร์เช่ เยอรมนี

ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า เอส (Porsche 911 Carrera S)
ยนตกรรมสปอร์ตระดับตำนานเจเนอเรชั่นที่ 8 รหัสตัวถัง 992 ท้าทายทุกข้อจำกัดของกาลเวลา พร้อมปลุกเร้า ชีพจรของผู้หลงในยนตรกรรมสปอร์ตด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 6 สูบนอน เทอร์โบชาร์จ ให้พละกำลังสูงสุดกว่า 450 แรงม้า สามารถเร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่งสู่ความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในระยะเวลา 3.5 วินาที เมื่อติด ตั้งชุดแต่ง Sport Chrono Package พร้อมทะยานสู่ความเร็วสูงสุด 308 กิโลเมตรต่อ ชั่วโมง ปลอดภัยและสะดวกสบาย เหนือระดับด้วยนวัตกรรม ระบบช่วยเหลือการขับขี่และเพิ่มเสถียรภาพการ ทรงตัวบนสภาพถนนที่เปียกลื่น Porsche Wet Mode ที่ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมหน้าจอ สัมผัส Porsche Communication Management ขนาด 10.9 นิ้ว สำหรับควบคุมและสั่งการได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย (ราคาเริ่มต้น 11.5 ล้านบาท)

คาเยนน์ อี-ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid)
ยนตรกรรมที่แสดงออกถึงทิศทางการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ปอร์เช่ คาเยนน์ อี ไฮบริด ใหม่ ประจำการ ด้วยเครื่องยนต์สันดาปสมรรถนะสูง เติมเต็มประสิทธิภาพการใช้งานจากระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากรุ่นที่ผ่านมา ด้วยพละกำลังถึง 462 แรงม้า ขนาดความจุกระบอกสูบ 3.0 ลิตร แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัวด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกล้ำสมัยอย่างระบบช่วยเหลือ ผู้ขับขี่อัจฉริยะแบบดิจิทัล Porsche InnoDrive พร้อมระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ adaptive cruise control อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ย 29.4 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์เฉลี่ย 78 กรัมต่อกิโลเมตร (ราคาเริ่มต้น 6.3 ล้านบาท)

พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด เอ็กซ์เซคคูทีฟ (Panamera 4 E-Hybrid Executive)
ยนตรกรรมที่สามารถตอบสนอง ความต้องการที่หลากหลายของผู้ที่รักการขับขี่รถยนต์ 4 ประตู สมรรถนะสูงสไตล์ แกรนทัวริ่ง 462 แรงม้า ติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสุดพิเศษ เพิ่มเติมฟังก์ชั่นการทำงานมาตรฐานที่เหนือกว่า รุ่นปกติมากมาย อาทิ หลังคา panoramic เบาะนั่งพร้อมระบบอุ่นแบบ comfort seats ระบบช่วงล่างถุงลม พร้อมระบบควบคุมช่วงล่างด้วยอิเล็คทรอนิกส์ อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 40 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 125 กรัมต่อกิโลเมตร (ราคาที่ 9.5 ล้านบาท)

เกี่ยวกับ AAS Auto Service
ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่าง เป็นทางการ ได้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าปอร์เช่ทุกท่าน ด้วยทีมวิศวกรที่ผ่านการ ทดสอบระดับเหรียญทอง (ZPT3 Gold Theory Test & Recertification) ถึง 12 คน ซึ่งถือว่ามี จำนวนมากที่สุดของศูนย์รถยนต์ปอร์เช่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคทั้งหมด 12 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึง ความสำคัญ ในเรื่องการให้บริการหลังการขาย โดย เอเอเอส ทุ่มงบการอบรมวิศวกร ของเราให้มีคุณภาพสูงสุด ตามนโยบาย หลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอส ดูแลทั้งรถและคุณ AAS Looking after YOU and your CAR” เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า “AAS The Name you can Trust” ซึ่งพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาดำเนินงานมากกว่า 30 ปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Porsche Centre Bangkok โทร. 02-522-6655
Porsche Centre Pattanakarn โทร. 02-369-1111
Porsche City Showroom Siam Paragon ชั้น 2 โทร. 02-610-9911
Porsche Studio Bangkok (ICONSIAM) ชั้น 1 โทร 02-288-0911

10


ปอร์เช่ เปิดสายการผลิต ไทคานน์ (Taycan) ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบ

ประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ของปอร์เช่




สตุ๊ทการ์ท. ปอร์เช่ เปิดโรงงานแห่งใหม่สำหรับสายการผลิต ไทคานน์ (Taycan) ท่ามกลางสักขีพ ยานกว่า 320 คน ทั้งจากแวดวงนักบริหาร นักธุรกิจ และสื่อสารมวลชน “เราทุกคนที่ปอร์เช่ ล้วนตระหนักถึงความรับผิดชอบที่พึงมีต่อ สภาพแวดล้อมและสังคมรอบข้าง สายการผลิตที่ปราศจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของ ไทคานน์ (Taycan) จึงเป็นส่วน งานที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โรงงาน Stuttgart-Zuffenhausen แห่งนี้ คือสถานที่ซึ่งประวัติศาสตร์ อันยิ่งใหญ่ยาวนานได้มาบรรจบกับอนาคต สิ่งนี้เปรียบได้กับหัวใจสำคัญของปอร์เช่” ข้างต้นคือคำอธิบายจาก Oliver Blume ประธานคณะกรรมการบริหาร ของ Porsche AG

ปอร์เช่ กำลังก้าวเข้าสู่การบันทึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญขององค์กร ผ่านการถือกำเนิดของรถสปอร์ตที่ขับเคลื่อน ด้วยพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบคันแรก ซึ่งรวมไปถึงสายการผลิตชั้นเยี่ยมของรถยนต์รุ่นดังกล่าว “ไทคานน์ (Taycan) ถือเป็นยานพาหนะปราศจากมลภาวะ หรือ zero-emissions ที่สร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้แก่ปอร์เช่” Oliver Blume กล่าวเสริมต่อไปอีกว่า “นี่คือยานพาหนะที่แตกต่างจากรถคันอื่นของเรา แต่อย่างไรก็ตาม มันยังคงความเป็นยนตรกรรม สปอร์ตปอร์เช่สายพันธุ์แท้อยู่ในทุกอณูไม่แปรเปลี่ยน – ทั้งนวัตกรรมล้ำสมัย สมรรถนะการขับขี่ขั้นสูง และรูปลักษณ์ที่เร้า อารมณ์ในทุกสัมผัส”

หลังจากผ่านการเผยโฉมรถยนต์ต้นแบบ Mission E concept ในงานมหกรรมยานยนต์ IAA motor show เมื่อปี 2015 ไปไม่ถึง 48 เดือน ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) คันแรกจากสายการผลิต กำลังจะถูกส่งถึงมือลูกค้าในอีกไม่นาน โรงงานแห่งล่าสุดได้กำหนดบรรทัดฐานใหม่ให้แก่วงการอุตสาหกรรมยานยนต์ ในแง่ของประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม “เราสัญญาว่าจะรักษาสิ่งแวดล้อม ตามข้อตกลงที่เห็นชอบตรงกัน ณ กรุงปารีส เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2015 รวมทั้งหน้าที่รับผิดขอบที่ชัดเจนต่อการจำกัดมลภาวะที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเรา ก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ decarbonisation” Albrecht Reimold สมาชิกคณะกรรมการบริหาร ผู้ดูแลส่วน Production และ Logistics ของ Porsche AG กล่าว “ปอร์เช่ มุ่งมั่นปฏิบัติตามเป้าหมาย เพื่อการเป็นโรงงานปราศจากมลภาวะ หรือ Zero Impact Factory – สายการผลิตของเราจะไม่มีกิจกรรมที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อสภาพแวดล้อมใดๆ ทั้งสิ้น”

ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า สร้างตำแหน่งงานใหม่ให้ปอร์เช่
ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) คือจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ ในกรรมวิธีการผลิตรถยนต์ ด้วยสายการผลิตที่ เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย และสามารถยืดหยุ่นได้  ปอร์เช่นำระบบควบคุมอัตโนมัติ automated guided vehicle systems มาใช้แทนที่สายพานลำเลียงแบบดั้งเดิม สำหรับการขนส่งส่วนประกอบ และตัวรถ จากสถานีหนึ่งต่อไปยังอีกสถานี “เราเรียกการเดินทางเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของเราในครั้งนี้ว่า Porsche Production 4.0 เรานำเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่หลอมรวมเอาทุกความล้ำหน้า เชื่อมโยงโลกแห่งดิจิทัลให้เป็นหนึ่งเดียวกับโลกแห่งเครื่องจักรกล” Albrecht Reimold เสริม “ปอร์เช่ยังคงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาบุคลากร ทีมงานเจ้าหน้าที่ของเราทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นส่วนสำคัญของโครงการนี้ เหนือสิ่งอื่นใดคือการที่เราสรรสร้างรถยนต์ทุกคัน โดยคนที่รักในรถสปอร์ต เพื่อคนที่รักในรถสปอร์ต”

สายการผลิต ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) สามารถสร้างตำแหน่งงานใหม่เพิ่มให้แก่โรงงาน Zuffenhausen ได้ถึงกว่า 1,500 ตำแหน่งงาน ขณะที่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้านั้น ก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นในปอร์เช่ ในส่วนของโครงการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อเดินสายการผลิต ยังได้จัดหลักสูตรการฝึกอบรมรูปแบบใหม่สำหรับบุคลากร เป็นการสร้างความคุ้นเคยต่อผลิตภัณฑ์รุ่นล่าสุด ในภาพรวม บริษัทตั้งเป้าในการลงทุนด้วยงบประมาณมากกว่า  6,000 ล้านยูโรในการพัฒนายานพาหนะพลังงานไฟฟ้า ภายในปี 2022 ปัจจุบันปอร์เช่ได้ใช้จ่ายมากกว่า 700 ล้านยูโร เพื่อสร้างสายการผลิตใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยหนึ่งล้านยูโรคือส่วนของโรงประกอบตัวถังแห่งใหม่ ซึ่งถูกใช้ในการประกอบปอร์เช่ 911 (Porsche 911) เช่นเดียวกัน โรงงานแห่งใหม่จะรับหน้าที่ในการผลิตรถสปอร์ต 2 ที่นั่งเป็นหลัก ในทุกๆ วัน ปอร์เช่ 911 (Porsche 911)  และ ปอร์เช่ 718 (Porsche 718) จำนวนกว่า 250 คัน จะได้รับการ ส่งออกจากสายการผลิต Zuffenhausen อันยอดเยี่ยมแห่งนี้

Andreas Scheuer รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคมนานคม และ โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล:
“ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า สามารถสร้างตำแหน่งงานใหม่เพิ่มขึ้นประมาณกว่า 1,500 งาน ผ่านสายการผลิตที่ปราศจาก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ภายในโรงงาน Stuttgart-Zuffenhausen สิ่งเหล่านี้คือสิ่ง ที่ปอร์เช่กำลังมอบให้แก่วงการรถยนต์ ไฟฟ้า และวิศวกรรมยานยนต์ของประเทศเยอรมนี สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องถ่ายทอดข้อมูล รวมทั้งประสบการณ์ในแง่ ของประโยชน์ที่ผู้คนจะได้รับจากเทคโนโลยีดังกล่าว  ทั้งในมุมของบริษัทผู้ผลิต และลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ เราต้องการให้กระแสความนิยมในยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า กระจายไปทั่วทุกหนแห่งอย่างรวดเร็วที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้”

Winfried Kretschmann นายกเทศมนตรี แคว้น Baden-Württemberg:
“ปอร์เช่ ไทคานน์ (PorscheTaycan) คือตัวแทนของวิวัฒนาการยานยนต์ ซึ่งกำลังจะมาแทนที่ยานพาหนะในรูป แบบดั้งเดิมบนท้องถนนแคว้น Baden-Württemberg ในความเป็นจริงแล้ว ปอร์เช่ไม่เพียงรังสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น ภายในโรงงาน Zuffenhausen เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงวิวัฒนาการในกระบวนการผลิตอีกด้วย บริษัทซึ่งตั้งอยู่ใน ภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศแห่งนี้ มีความมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดในฐานะผู้นำของการสร้างสรรค์นวัตกรรม ให้แก่โลกยานยนต์ ผมรู้สึกยินดีที่ปอร์เช่ได้ลงทุนในท้องถิ่นของเรา เพื่อเดินสายการผลิต ไทคานน์ (Taycan) ในโรงงาน Zuffenhausen – นี่คือการลงทุนเพื่อพัฒนาสตุ๊ทการ์ท และแคว้น Baden-Württemberg แน่นอนว่ารวมไปถึงบรรดาผู้คนที่ อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ ผมขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ ในฐานะตัวแทนขององค์กรภาครัฐบาล”

Fritz Kuhn ผู้ว่าการเมืองสตุ๊ทการ์ทกล่าวเพิ่มเติมว่า:
“การลงทุนพัฒนาของปอร์เช่ เปรียบเสมือนคำประกาศอันกร้าวแกร่งของเมืองสตุ๊ทการ์ทที่สื่อสารไปยังสาธารณชน ในขณะที่ผู้อื่นทำได้เพียงแค่พูด แต่ปอร์เช่คือผู้ที่ลงมือทำ”
                     
เกี่ยวกับ AAS Auto Service
ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่าง เป็นทางการ ได้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าปอร์เช่ทุกท่าน ด้วยทีมวิศวกรที่ผ่านการ ทดสอบระดับเหรียญทอง (ZPT3 Gold Theory Test & Recertification) ถึง 12 คน ซึ่งถือว่ามี จำนวนมากที่สุดของศูนย์รถยนต์ปอร์เช่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคทั้งหมด 13 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึง ความสำคัญ ในเรื่องการให้บริการหลังการขาย โดย เอเอเอส ทุ่มงบการอบรมวิศวกร ของเราให้มีคุณภาพสูงสุด ตามนโยบาย หลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอส ดูแลทั้งรถและคุณ AAS Looking after YOU and your CAR” เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า “AAS The Name you can Trust” ซึ่งพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาดำเนินงานมากกว่า 30 ปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
AAS Auto Service Co., Ltd. โทร. 02-522-6655 ext. 101-103 หรือ www.porsche.co.th
Porsche Centre Bangkok โทร. 02-522-6655
Porsche Centre Pattanakarn โทร. 02-369-1111
Porsche City Showroom Siam Paragon ชั้น 2 โทร. 02-610-9911
Porsche Studio Bangkok ICONSIAM ชั้น 1 โทร. 02-288-0911

11
จีที ออโต้ วอลโว่วิทยุ จัดงาน Selekted Party 9.9.19

วอลโว่ วิทยุ ฉลองครบรอบ 1 ปี จัดงาน “Selekted Party GT Auto Volvo Witthayu Let’s Celebrate 9.9.19” เพื่อขอบคุณลูกค้าและมอบประสบการณ์สุดพิเศษ พร้อมนำเสนอรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่ และบริการรับ-ส่งฟรี สำหรับรถยนต์ที่นำมาซ่อม ภายใต้การดูแลจากช่างผู้ชำนาญการ โดยมี วิน สันติพงศ์ไชย เจ้าของโชว์รูมฯ (ที่ 3 จากขวา) ให้การต้อนรับ มร.คริส เวลส์ (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมแขกผู้มีเกียรติร่วมกันถ่ายภาพ ณ โชว์รูมวอลโว่ วิทยุ เมื่อเร็วๆ นี้


รายชื่อบุคคลในภาพ เรียงจากซ้าย :
1.   คุณปรีชา เชาวโชติช่วง
2.   คุณเนตรา ฤทัยยานนท์
3.   คุณนัดดาวดี สันติพงศ์ไชย
4.   มร.คริส เวลส์   กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด
5.   คุณวิน สันติพงศ์ไชย  เจ้าของโชว์รูมวอลโว่ วิทยุ
6.   คุณพนิช วิกิตเศรษฐ์
7.   คุณดนัย จันทร์งาม  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท จีที ออโต้ จำกัด

12









มาสด้าเปิดตัว ALL-NEW MAZDA3 ต้นแบบแห่งความสง่างามเรียบหรูทุกมุมมองเสมือนงานศิลปะ บ่งบอกสไตล์พรีเมียม



ALL-NEW MAZDA3
#ALLNEWMAZDA3 #SEDAN #FASTBACK
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=m2ELcYBWJPY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=m2ELcYBWJPY</a>


กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 18 กันยายน 2562 – มาสด้า เซลส์ ประเทศไทยเปิดตัวแนะนำ ALL-NEW MAZDA3 มาพร้อมแนวคิด “A New Era Begins” รถยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาใหม่ทั้งคัน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม ยึดหลักปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง นำเอาท่วงท่าการเดินที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์มาเป็นต้นแบบในการพัฒนา เกิดเป็นรถยนต์ที่สามารถควบคุมการขับขี่ได้อย่างแม่นยำและสมดุลในทุกสถานการณ์ ด้วยสกายแอคทีฟแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE ทำงานผสานกับระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus ที่ช่วยให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารสะดวกสบายยิ่งขึ้น อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย i-ACTIVSENSE ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทั้งผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนนมากยิ่งขึ้น มีให้เลือก 2 สไตล์ ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และฟาสท์แบค 5 ประตู ราคาจำหน่าย เริ่มต้น 969,000 บาท ฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร** พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดตัวแนะนำ ALL-NEW MAZDA3 ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดประเทศไทยเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นยานยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้าอย่างเป็นทางการด้วย หลังจากที่ได้เตรียมวางกลยุทธ์การตลาด และดำเนินการไปพร้อมๆ กันในทุกมิติ เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ในทุกองค์ประกอบ ทั้งภาพลักษณ์ใหม่ของโชว์รูม และมอบนโยบายการให้บริการ การวางรูปแบบการสื่อสารใหม่ในช่องทางต่างๆ เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังทยอยลงสู่ตลาด เพื่อก้าวสู่ความเป็น “มาสด้า พรีเมียม” ที่ลูกค้าจะสามารถสัมผัสถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ อันเกิดจากความงดงามของการออกแบบที่มาสด้าบรรจงสรรสร้างขึ้นด้วยความประณีตพิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียด คัดสรรเฉพาะวัสดุเกรดคุณภาพ พร้อมสมรรถนะการขับขี่เพื่อส่งมอบความเพลิดเพลินและเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ และสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน

ALL-NEW MAZDA3 คือความปรารถนาของผู้คนทั่วโลก เมื่อเราเริ่มต้นบทใหม่ในประวัติศาสตร์ของมาสด้า ภารกิจสำคัญของ ALL-NEW MAZDA3 จึงเป็นการสร้างความประหลาดใจ และความพึงพอใจให้กับลูกค้าทั่วโลก แนวทางของการพัฒนา คือ “ความปรารถนาของผู้คนทั่วโลก” การสร้างสรรค์รถยนต์ที่ทำให้เกิดความปรารถนาจากบุคคลใดๆ จึงต้องมีการสร้างคุณค่าใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนจนถึงปัจจุบัน เรามุ่งมั่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้โดยใช้หลักปรัชญาให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางในการปรับปรุงทุกๆ ด้าน ได้แก่ การออกแบบ สมรรถนะการขับขี่ ลดเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือน ลดความกระด้าง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความรู้สึกถึงคุณภาพอันประณีต

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า การส่ง ALL-NEW MAZDA3 ลงสู่ตลาด ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของมาสด้า ประเทศไทย และทั่วโลก เพื่อยกระดับตลาด C-Segment ด้วยเทคโนโลยียานยนต์ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นในทุกองค์ประกอบ โดยให้ความสำคัญกับมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมถึงผู้ใช้ถนน ALL-NEW MAZDA3 มาพร้อมแนวคิด “A New Era Begins” สามารถตอบโจทย์ทั้งคนโสดที่อยู่ในวัยทำงาน หรือเพิ่งเริ่มสร้างครอบครัว มุ่งมั่นแสวงหาความสำเร็จให้กับชีวิต และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและครอบครัว การออกแบบ KODO design ถูกพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น โดยยึดหลัก “Less is More” เน้นความเรียบง่ายทั้งดีไซน์ภายนอกและภายใน โดดเด่นสะดุดตาด้วยแสงและเงาจากธรรมชาติที่ตกกระทบบนตัวรถ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้ง ซีดาน 4 ประตู ที่เน้นความเรียบหรูใส่ใจในทุกรายละเอียด ดูมีเสน่ห์ น่าค้นหา ตอบโจทย์ลูกค้าชื่นชอบความหรูหรา ส่วนฟาสท์แบค 5 ประตู โดดเด่นด้วยความสปอร์ต เน้นความเรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยขุมพลัง แม้จะใช้ชื่อรุ่นเดียวกัน แต่คอนเซ็ปต์การออกแบบ และรูปลักษณ์ที่แสดงออกมาแตกต่างกันอย่างชัดเจน

เป้าหมายของวิวัฒนาการใหม่ของ KODO design คือ การแสดงออกถึงรูปแบบใหม่ของความสง่างามที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์สไตล์ญี่ปุ่น ALL-NEW MAZDA3 เป็นรูปแบบของกระบวนการผลิตครั้งแรกที่นำการออกแบบ KODO design มาผสานกับ “การเคลื่อนไหวที่เป็นหนึ่งเดียว” เพื่อให้เกิดความเรียบง่ายที่สุดในทุกองค์ประกอบ ทิศทางของแสงและเงาสะท้อนให้เห็นการเคลื่อนไหวตลอดเวลา แสงที่สะท้อนไปบนตัวรถทำให้เกิดการแสดงออกที่มีนัยสำคัญและน่าทึ่งเกินกว่าการออกแบบในรุ่นก่อนหน้า เป้าหมายอีกประการหนึ่งในการออกแบบ คือ การออกแบบรุ่นฟาสท์แบคให้อารมณ์มากกว่าเดิม ในขณะที่รุ่นซีดานมีเป้าหมายที่จะนำเสนอภาพลักษณ์ที่หรูหรามากขึ้น

เครื่องยนต์สกายแอคทีฟได้รับการพัฒนาก้าวขึ้นไปอีกระดับ สกายแอคทีฟเบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 2.0 ลิตร ถูกพัฒนาให้สมรรถนะความแรง และประหยัดน้ำมัน ด้วยเทคโนโลยีที่ฉีดเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ผนวกกับหัวฉีดดีไซน์ใหม่ ส่งผลให้มีอัตราส่วนกำลังอัดสูง แรงบิดเพิ่มขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราส่วนกำลังอัด 13.0:1 ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.9 กิโลเมตรต่อลิตร*

เทคโนโลยีใหม่ของการขับขี่โดยใช้ปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง ALL-NEW MAZDA3 มาพร้อมแพลตฟอร์ม เจเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE ที่ได้รับการพัฒนาจากท่วงท่าการเดินของมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและมีสมดุล ต่อยอดไปสู่การพัฒนาตัวรถในหลายจุด เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ทำให้การควบคุมการขับขี่ทำได้ง่ายและเป็นธรรมชาติเสมือนการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยพัฒนาตั้งแต่ยางรถยนต์ที่ซับแรงกระแทกจากพื้นถนน ขึ้นมาสู่ระบบช่วงล่างที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้สามารถตอบสนองต่อแรงกระทำจากพื้นถนนได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระจายแรงออกไปสู่โครงสร้างตัวถังอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อเนื่องไปถึงผู้ขับขี่และผู้โดยสารผ่านเบาะนั่งที่ได้รับการออกแบบใหม่ เพื่อรักษาความสมดุลให้ใกล้เคียงกับท่วงท่าการเดินของมนุษย์ และช่วยลดความอ่อนล้าจากการขับขี่

ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถรับรู้ถึงความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) โดยระบบจะปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ตามการหักเลี้ยวพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ควบคู่ไปกับการเบรกที่เหมาะสม เพื่อให้รถสามารถขับเคลื่อนไปอย่างนุ่มนวล มีเสถียรภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนของล้อทั้ง 4 ให้ดียิ่งขึ้น ผู้ขับขี่แก้พวงมาลัยน้อยลง ควบคุมรถง่าย และแม่นยำยิ่งขึ้น สามารถเข้าโค้งและออกจากโค้งได้นุ่มนวล ลดอาการเมื่อยล้าสะสมจากการขับรถทางไกลของผู้ขับขี่ และการโคลงตัวไปมาของผู้โดยสาร

ห้องโดยสารหรูหราด้วยวัสดุเกรดพรีเมียมครบครันทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน ภายในห้องโดยสารเลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียมคุณภาพสูง ผ่านการออกแบบและพัฒนาใหม่ทั้งหมดในทุกรายละเอียดโดยยึดหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเบาะดีไซน์ใหม่ที่โอบกระชับ รองรับสรีระช่วยให้กระดูกเชิงกรานตั้งตรง แนวกระดูกสันหลังคงรูปตัว S เหมือนขณะเดิน เพื่อให้การขับขี่ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติและสมดุล ช่วยลดความเมื่อยล้าจากการขับขี่ สะดวกยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ได้ 2 ตำแหน่ง แผงหน้าปัดและมาตรวัดดิจิตอลแบบ TFT LCD หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน การเชื่อมต่อสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัดด้วย Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน สัมผัสกับห้องโดยสารที่เงียบขึ้น และระบบเสียงคุณภาพ Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง













*ผลการทดสอบตามมาตรฐาน UN101 Combine Mode

มาสด้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี i-ACTIVSENSE สำหรับ ALL-NEW MAZDA3 ได้รับการคิดค้นและพัฒนาขีดความสามารถอย่างจริงจัง โดยเน้นการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุประกอบด้วย
•   ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS (Cruising & Traffic Support) ที่สามารถควบคุมความเร็วของรถ ช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่
•   ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติแบบ Advance หรือ Advanced SBS (Advanced Smart Brake Support) ที่สามารถตรวจจับรถคันหน้า จักรยาน รวมถึงคนเดินถนน
•   ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC (Smart Brake Support-Reverse Crossing)
•   ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
•   ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R (Smart Brake Support-Reverse) ที่สามารถตรวจจับวัตถุในวงกว้างและสูงขึ้น ด้วยจำนวนเซ็นเซอร์ที่มากขึ้น
•   ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps) ที่ได้รับการพัฒนาให้ลำแสงละเอียดยิ่งขึ้น
•   ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
•   ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360° View Monitor)
•   ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS (Lane Keep Assist System)
•   ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
•   ระบบเตือนเมื่อเกิดความอ่อนล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert)
•   ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)
•   และปกป้องทันทีจากอุบัติเหตุด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมบริเวณหัวเข่าด้านคนขับ รวม 7 ตำแหน่ง

ALL-NEW MAZDA3 มีให้เลือก 7 สี ประกอบด้วย
•   สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
•   สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
•   สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
•   สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver)
•   สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช (Titanium Flash)
•   สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
•   สีเทาใหม่ โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray) เฉพาะรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู (และจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น)

ราคาจำหน่าย ALL-NEW MAZDA3 ทั้งรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู จำหน่ายในราคาเดียวกัน
   ALL-NEW MAZDA3 รุ่น 2.0 C      ราคา  969,000  บาท
   ALL-NEW MAZDA3 รุ่น 2.0 S       ราคา  1,069,000 บาท
   ALL-NEW MAZDA3 รุ่น 2.0 SP    ราคา  1,198,000 บาท

หมายเหตุ
 * ฟรีค่าแรงการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 10 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กม. ตั้งแต่ 10,000 – 100,000 กม.
** ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

ตามเงื่อนไขโปรแกรม Mazda Added Protection
โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย
เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial: Facebook/YouTube/Instagram/LINE

13


ยูดี ทรัคส์ จับมือพันธมิตร เดินหน้าโครงการรถบรรทุกไร้คนขับกับการใช้งานจริงบนถนน

•  3 พันธมิตร ร่วมมือเข้าสู่ยุค Smart Logistics อย่างแท้จริง

•  เดินตามแผนงานเข้าสู่รถบรรทุกไฟฟ้าไร้คนขับในปี 2030






ยูดี ทรัคส์ พร้อมด้วยนิปปอน เอ็กซ์เพรส (Nippon Express) และสหกรณ์การเกษตรโฮคุเรน (Hokuren Agricultural Cooperative) ร่วมแนะนำรถบรรทุกไร้คนขับยูดี ทรัคส์ ที่ทดลองใช้งานจริงบนท้องถนนเพื่อขนส่งสินค้าการเกษตรจากเมืองฮอกไกโด ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้าการเกษตรที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่น ส่งกระจายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้เพื่อเป็นทางออกของปัญหาการขาดแคลนพนักงานขับรถ และสอดคล้องกับแนวทางการมุ่งสู่ยุค Smart Logistics ของยูดี ทรัคส์

การสาธิตระบบใช้งานจริงในระดับ 4 (Level4) ครั้งนี้เกิดขึ้นที่โรงงานน้ำตาลโฮคุเรน (Hokuren Sugar Mill) ในย่านนาคาชาริ เมืองฮอกไกโด เป็นการจำลองงานขนส่งชูการ์บีท ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมน้ำตาลในญี่ปุ่น โดยขนส่งภายในโรงงาน และบนถนนหลวงใก้ลเคียง มีบุคคลสำคัญ ๆ ถึง 150 คนจากธุรกิจต่าง ๆ ผู้แทนจากภาครัฐบาลแลสื่อมวลชน ที่ร่วมเป็นสักขีพยานของความสำเร็จในการทดสอบงานขนส่งด้วยรถบรรทุกไร้คนขับของยูดี ทรัคส์ และนับเป็นความสำเร็จครั้งแรกของอุตสาหกรรมรถบรรทุกขนาดใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น

“การขาดแคลนแรงงานในประเทศญี่ปุ่นกำลังเป็นปัญหาสำคัญ ดังนั้นการรวมเอาความชำนาญของผู้ผลิตรถบรรทุก บริษัทโลจิสติกส์และภาคการเกษตร ทำให้ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีรถบรรทุกไร้คนขับนี้ จะมีบทบาทสำคัญที่นำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาที่เรากำลังประสบอยู่ในขณะนี้” มร. ทากามิทสุ ซากามากิ ประธานกรรมการ ยูดี ทรัคส์ กล่าวต่อผู้เข้าร่วมงาน

ปัญหาการขาดแคลนพนักงานขับรถบรรทุก ไม่ได้เป็นปัญหาต่ออุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่เป็นปัญหาในสินค้าการเกษตรอื่นๆ ของฮอกไกโดด้วยเช่นกัน ซึ่งเมืองนี้ถือเป็นแหล่งผลิตผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรป้อนให้แก่เมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่นปีละกว่า 3.5 ล้านตัน

“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารถบรรทุกไร้คนขับจะช่วยตอบโจทย์ปริมาณงานขนส่งให้แก่ภาคขนส่งผลิตภัณฑ์การเกษตรในอนาคตอันใกล้” มร.คาซูยูกิ อูชิดะ ประธานสภาสหกรณ์การเกษตรโฮคุเรน

ภายใต้โครงการการทดสอบขนส่งผลิตภัณฑ์การเกษตรด้วยรถบรรทุกไร้คนขับครั้งนี้ เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคมและสิ้นสุดในวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยจำลองงานขนส่งวัตถุดิบไปยังกระบวนการผลิตขั้นตอนต่างๆ โดยใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่รุ่น ยูดี ควอน ที่ได้รับการพัฒนาระบบอัตโนมัติในระดับ 4 (L4) โดยใช้ยูดี ทรัคส์ จัดส่งวัตถุดิบตั้งแต่เริ่มกระบวนการไปจนถึงพื้นที่จัดเก็บชั่วคราวและพื้นที่ขนถ่ายขั้นสุดท้าย โดยใช้ความเร็วเฉลี่ย 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เส้นทางขนส่งรวมถึงระยะทาง 200 เมตรที่เป็นถนนหลวงหมายเลข 334

ยูดี ทรัคส์ ถือเป็นผู้นำระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ 4 (L4) ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายที่จะเข้าสู่ระดับ 5 หรือ L5 ที่จะเป็นยานยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ยูดี ควอน ได้ผนวกเทคโนโลยีไร้คนขับเข้ากับระบบ Real Time Kinematic Global Positioning System ซึ่งถือเป็นระบบ GPS เวอร์ชันล่าสุด จึงทำให้การขนส่งแบบไร้คนขับสามารถใช้งานได้จริงในทุกลักษณะการทำงาน ในทุกสภาวะอากาศ และทุกสภาพท้องถนน

ในปี 2018 ยูดี ทรัคส์ได้ประกาศวิสัยทัศน์ “Fujin & Raijin, Version 2030” ที่มีเป้าหมายในการเข้าสู่ยุค Smart Logistics ซึ่งประกอบด้วยรถบรรทุกที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และการขับขี่ไร้คนขับในปี 2030

“เรามั่นใจว่าเทคโนโลยี L4 ในรถบรรทุกขนาดใหญ่จะทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์สามารถทำงานได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น โดยเฉพาะระบบงานที่มีกระบวนการซ้ำๆ ในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีขอบเขตจำกัด ไม่ว่าจะในโรงงาน หรือท่าเรือ ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลจากระยะการทดลองนี้ เราสามารถสร้างรถบรรทุกให้มีความสมบูรณ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกระบวนการผลิตที่แตกต่าง ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนภาคการผลิตอาหารในญี่ปุ่นได้อย่างยั่งยืน แน่นอนว่าเราจะต้องนำสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากที่นี่ในวันนี้ไปพัฒนาสู่สเกลที่ใหญ่ขึ้น” มร. ดักกลาส นาคาโน รองประธานอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยี ยูดี ทรัคส์ กล่าว

การนำเทคโนโลยีไปใช้อย่างกว้างขวาง ถือเป็นสิ่งหลักที่นิปปอน เอ็กซ์เพรส ให้ความสำคัญ ซึ่งบริษัทนี้ได้ลงทุนสร้างหน่วยงานวิศวกรรมด้านกลยุทธ์งานขนส่ง ในปี 2017 และนิปปอน เอ็กซ์เพรส ยังได้มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกพ่วงที่ใช้ระบบเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติ และศูนย์ปฏิบัติการด้านโลจิสติกส์ที่ไม่ใช้คน การศึกษาทางเลือกของโลจิสติคที่ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI)  โดรนหรืออากาศยานไร้คนขับ และระบบติดตามที่ทันสมัย

“เราทำงานกันอย่างหนัก ร่วมกับลูกค้าของเราเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบโลจิสติกส์ แต่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้น ถ้าเราสามารถเอาเทคโนโลยีมาใช้ในงานที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในเส้นทางเดิม ๆ เช่นการขนส่งสินค้าในรูปแบบคาร์โก เป็นต้น เราก็จะสามารถลดการใช้คนได้ และเราจะได้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เรายังมองด้วยว่าเทคโลยีเหล่านี้ ยังจะสามารถนำมาใช้กับงานในพื้นที่จำกัดขนาดใหญ่ เช่นพื้นที่ในโรงงาน ท่าเรือและสนามบิน เราอยากจะมองลึกลงไปที่การใช้งานของเทคโนโลยีไร้คนขับที่ได้จากการทดลองครั้งนี้ไปใช้ในธุรกิจอื่น ๆ ให้มากขึ้นด้วย” มร. ฮิซาโอะ ทาเคสึ รองประธานและหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการและกรรมการ บริษัท นิปปอน เอ็กซ์เพรส จำกัด กล่าว

การทดลองปฏิบัติการรถบรรทุกไร้คนขับครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากหน่วยงานภาครัฐในฮอกไกโด ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวได้กระตุ้นให้บริษัทต่าง ๆ คิดค้นแนวทางที่ดีที่สุดในการใช้ยานยนต์ไร้คนขับ โดยในปี 2016 ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานที่ชื่อว่า Hokkaido Automotive Safety Technology Study Group เพื่อรวมผู้เชี่ยวชาญจากทั่วประเทศมาศึกษาและพัฒนาระบบขนส่งไร้คนขับ เมืองฮอกไกโดเป็นเจ้าภาพในการจัดทดสอบการขับขี่ไร้คนขับมากถึง 28 ครั้งจากบริษัทรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ชั้นนำของญี่ปุ่น

“ภาคการเกษตร ไม่ใช่แค่เป็นหัวใจหลักของฮอกไกโด แต่มันยังมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศญี่ปุ่น การนำเทคโนโลยีระดับสูงเช่นยานยนต์ไร้คนขับมาใช้ จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาภาวะการขาดแคลนแรงงานในภาคขนส่ง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจโลจิสติกส์ได้ด้วย เราจะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ” มร.ชุนซูเกะ ทสึชิยะ ผู้ว่าราชการจังหวัดฮ็อคไกโด กล่าว

การทดสอบครั้งนี้ถูกกำหนดให้ได้มาตรฐานเกี่ยวกับยานยนตร์ไร้คนขับที่เทียบเท่าหรือสูงกว่าระเบียบข้อบังคับที่กำหนดโดยกระทรวงที่ดิน สาธารณูปโภค ขนส่ง และการท่องเที่ยว (the Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism) โดยการทดลองนี้ดำเนินการบนถนนปิดเพื่อการทดสอบโดยเฉพาะ รวมถึงถนนหลวง และมีพนักงานขับรถนั่งประจำในห้องผู้โดยสารตลอดการทดลองเพื่อให้ความมั่นใจว่าการทดลองจะอยู่ภายใต้การควบคุมในกรณีที่มีเหตุไม่คาดการณ์เกิดขึ้น

สนใจภาพประกอบข่าวเพิ่มเติม โปรดเข้าลิงค์ http://bit.ly/FujinMedia

14
“คิงคองก้อง”เตรียมออกสตาร์ทกริดที่ 19 ศึก ซาน มาริโน กรังด์ปรีซ์ วันพรุ่งนี้





สมเกียรติ จันทรา หนึ่งเดียวของไทย จากโครงการ “เรซ ทู เดอะดรีม” ของ เอ.พี.ฮอนด้า ลงแข่งในรายการชิงแชมป์โลกโมโต 2 รอบควอลิฟายวันนี้ จบด้วยการคว้ากริดสตาร์ทที่ 19 โดยคิงคองก้องยังเผยถึงเป้าหมายอยู่ที่การเก็บแต้มคะแนน เพื่อกลับมาฝากแฟน ๆ ชาวไทยให้ได้อีกครั้ง

ร่วมติดตามชมและเป็นกำลังใจให้หนึ่งเดียวของไทย คิงคองก้อง สมเกียรติ จันทรา ได้ในวันพรุ่งนี้ เวลา 17.20 น. โดยการรับชมผ่านการถ่ายทอดสดทางช่อง FOX SPORT และ PPTV 36HD พร้อมอัพเดทข่าวคราวความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ที่เฟซบุ๊ค www.facebook.com/aphondaracingthailand

#WhatStopsYou
#Racetothedream
#MotorSport
#APhonda
#APhondaracingthailand
#MotoGP
#Moto2
#somkiat
#sc35
#IDEMITSUHondaTeamAsia

15
เอเอเอสฯ พาคนรักปอร์เช่ร่วมชมการแข่งขัน Porsche Carrera Cup Asia พร้อมเชียร์ทีม AAS Motorsport ในรายการ Thailand Super Series 2019 สัมผัสบรรยากาศริมชายหาดบางแสน







บางแสน, ชลบุรี. ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย มอบประสบการณ์สุดพิเศษให้แก่ลูกค้าปอร์เช่ เอเอเอสฯ ผู้ชื่นชอบกีฬาความเร็วร่วมชมการแข่งขัน Porsche Carrera Cup Asia และร่วมเชียร์ทีม AAS Motorsport ในรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน Thailand Super Series 2019 แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ติดขอบสนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี พร้อมพักผ่อน ณ Porsche Carrera Cup Asia Hospitality ในบรรยากาศสบายๆ ริมชายหาด เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา

การแข่งขัน Porsche Carrera Cup Asia คือ การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชั้นนำระดับเอเชีย ดำเนินงานภายใต้ทีมงาน Porsche Motorsport มีการจัดการแข่งขันต่อเนื่องทุกๆ ปี ซึ่งได้เปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา หลังจากนั้นก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบัน Porsche Carrera Cup Asia ถือว่าเป็นรายการแข่งขัน รถยนต์ทางเรียบอันดับต้นๆ ของภูมิภาค การันตีจากผู้สนใจเข้าร่วมการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทุกปีและได้รับความสนใจ จากผู้เข้าชมการแข่งขันที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยรถที่ใช้ในการแข่งขันในรายการคือ  Porsche 911 GT3 Cup โดยผลการแข่งขัน ณ สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต ใน Round 9 อับดับที่  1 ตกเป็นของ หมายเลข 99 Philip HAMPRECHT สังกัด Team StarChase และใน Round 10 หมายเลข 12 Will BAMBER จาก Team Giltrap สามารถคว้าอันดับที่ 1 ไปครองอย่างสุดเร้าใจ

ทางด้านการแข่งขันสนามที่ 3 ของรายการ Thailand Super Series 2019 การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ ริมชายหาดบางแสน แบบปิดเมืองรังสรรค์เป็นสนามแข่งอย่างยิ่งใหญ่ ใน Race ที่ 5 และ 6 ทีม AAS Motorsport ส่ง 2 นักแข่งในสังกัดพร้อมรถ Porsche Cayman GT4 ร่วมสู้ศึกความเร็วสุดมันส์ในคลาส Super Car GTC และ Porsche Sprint Trophy Thailand GT4 โดยมีนักแข่งดาวรุ่ง หลวง – พสุ ลิปตพัลลภ ลงแข่งในหมายเลข 46 และ สุกี้ - ณัฐจักร หาญจิตเกษม ลงแข่งในหมายเลข 66 ผลการแข่งขันใน Race ที่ 5 นักแข่งทีม AAS Motorsport สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดย พสุ ลิปตพัลลภ จบการแข่งขันด้วยการคว้าอันดับที่ 1 ในคลาส Super Car GTC และ Porsche Sprint Trophy Thailand GT4 ทางด้านหมายเลข 66 ณัฐจักร หาญจิตเกษม คว้าอันดีที่ 2 ทั้ง 2 คลาสเช่นเดียวกัน

ในส่วนของผลการแข่งขัน Race ที่ 6 รถหมายเลข 46 ของพสุ ลิปตพัลลภ เกิดอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขัน จึงต้องหยุดทำการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย แต่ทางด้าน ณัฐจักร หาญจิตเกษม ยังคงรักษาฟอร์มไว้ได้อย่างต่อ เนื่องและจบการแข่งขันโดยการคว้าอันดับ 2 ในคลาส Super Car GTC และ Porsche Sprint Trophy Thailand GT4 ได้อย่างสวยงามท่ามกลางการขับเคี่ยวอันดุเดือด

กิจกรรมสุดพิเศษนี้ เอเอเอสฯ ได้ร่วมมือกับ Porsche China จัดเตรียม Hospitality Area อันสะดวก สบายริมชายหาดบางแสนสำหรับลูกค้าที่มาร่วมกิจกรรมได้พักผ่อนและชมการถ่ายทอดสดการแข่งขัน นอกจากนี้ยังสามารถร่วมพูดคุยกระทบไหล่กับนักแข่งชื่อดังระดับนานาชาติอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

เกี่ยวกับ AAS Auto Service
ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่าง เป็นทางการ ได้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าปอร์เช่ทุกท่าน ด้วยทีมวิศวกรที่ผ่านการ ทดสอบระดับเหรียญทอง (ZPT3 Gold Theory Test & Recertification) ถึง 12 คน ซึ่งถือว่ามี จำนวนมากที่สุดของศูนย์รถยนต์ปอร์เช่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคทั้งหมด 12 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึง ความสำคัญ ในเรื่องการให้บริการหลังการขาย โดย เอเอเอส ทุ่มงบการอบรมวิศวกร ของเราให้มีคุณภาพสูงสุด ตามนโยบาย หลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอส ดูแลทั้งรถและคุณ AAS Looking after YOU and your CAR” เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า “AAS The Name you can Trust” ซึ่งพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาดำเนินงานมากกว่า 30 ปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Porsche Centre Bangkok โทร. 02-522-6655
Porsche Centre Pattanakarn โทร. 02-369-1111
Porsche City Showroom Siam Paragon ชั้น 2 โทร. 02-610-9911
Porsche Studio Bangkok (ICONSIAM) ชั้น 1 โทร 02-288-0911

Pages: [1] 2 3 ... 52