Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - news

Pages: [1] 2 3 ... 299
1
เผยประชากรโลกมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นเกือบ 1 พันล้านคน

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OBSTRUCTIVE SLEEP APNEA: OSA)  มีการกล่าวถึงกันมากในปัจจุบัน เนื่องจากพบสถิติตัวเลขอุบัติการณ์ที่เป็นกันมากขึ้น  คือ มีตัวเลขประชากรเกือบ 20 % ที่อาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นนี้ รวมทั้งข้อมูลจากต่างประเทศพบว่า ประชากรทั้งโลกป่วยเป็นภาวะนี้ประมาณ  1 พันล้านคน หรือประมาณ14 % ของประชากรทั้งโลก ซึ่งจำนวนผู้ป่วยที่เป็นมากขึ้นในปัจจุบันทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการจัดประชุมกันต่อเนื่องทุกปี เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการรักษา และเสริมสร้างความรู้ให้บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง 



รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนฤชา จิรกาลวสาน อายุรแพทย์ด้านระบบการใจและเวชบำบัดวิกฤตและด้านความผิดปกติจากการนอนหลับ ซึ่งขณะนี้เป็นผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิรัชกิจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงาน Pre-congress Workshop ในงานประชุมประจำปีของสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย ปี 2563 ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงพยาบาลศิริราช ว่า สาเหตุของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OBSTRUCTIVE SLEEP APNEA: OSA) ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากภาวะช่องคอแคบ ทำให้เวลานอนมีเสียงกรน บางคนมองเป็นเรื่องธรรมดา โดยที่ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวและอาจเกิดการหยุดหายใจได้ในขณะนอนหลับ บางคนมีอาการหลับ ๆ ตื่น ๆ บางคนมีอาการปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน มีอาการมึนศรีษะในตอนเช้า ไม่สดชื่น และมีง่วงนอนตลอดเวลา หากปล่อยทิ้งไว้จะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเพราะอาจจะเพิ่มโอกาสในการโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต เส้นเลือดสมอง และโรคอัลไซเมอร์  เป็นต้น

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OBSTRUCTIVE SLEEP APNEA: OSA)  เป็นหนึ่งในโรคความผิดปกติจากการนอนหลับที่พบมากขึ้นในปัจจุบัน สมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทยซึ่งได้มีการประชุมกันต่อเนื่องทุกปีเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนไข้เพื่อทำการรักษา และเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวขัองกับโรคนี้ได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับวิทยาการใหม่ ๆ ในการที่จะรักษาผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่พัฒนาเพิ่มขึ้น เช่น  เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก หรือ CPAP ที่ทันสมัยสามารถรักษาผู้ป่วยให้หายจากอาการหยุดหายใจขณะหลับได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะทำการรักษาต้องวินิจฉัยตามลักษณะอาการของคนไข้ก่อน เพราะแต่ละคนอาจมีโรคความผิดปกติจากการนอนหลับที่ไม่เหมือนกัน โดยที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มี “ศูนย์นิทราเวช” ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยโรคความผิดปกติจากการนอนหลับ รวมทั้งการตรวจการนอนหลับที่ทันสมัย เพื่อทำการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อที่นำไปสู่การรักษาที่เหมาะสมต่อไป







2
โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์  NOBLE FORM THONGLOR ร่วมสนับสนุนชุมชน


บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณธนพรรณ ธนูศิริ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจ 1 กลุ่มงานบริหารโครงการ 2 เป็นตัวแทนบริษัทฯ โครงการโนเบิล ฟอร์ม ทองหล่อ สนับสนุนจุดให้บริการผู้โดยสารจักรยานยนต์สาธารณะ รับมอบโดยคุณสุชาติ รักซื่อ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตวัฒนา ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยและความสวยงามต่อทัศนียภาพในชุมชนทองหล่อ ซึ่งทางโครงการโนเบิล ฟอร์ม ทองหล่อ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสนับสนุนชุมชน เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา

3
เหล็ก SYS ได้รับการันตี “ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ” ภายใต้เครื่องหมาย “Made in Thailand”
 

บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด หรือ SYS ผู้ผลิตเหล็กเอชบีม ไวด์แฟลงก์ ที่มีคุณภาพจากแหล่งผลิตในประเทศ มานานมากกว่า 25 ปี ล่าสุดได้รับการรับรองจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้ผลิตภัณฑ์ทุกประเภทของ SYS เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทย ภายใต้สัญลักษณ์ Made in Thailand (MiT)

นายพงษ์ศักดิ์ แห่ล้อม ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด เผยว่า “การที่ SYS ได้รับใบรับรอง Made in Thailand นั้น ถือเป็นความภูมิใจที่ SYS จะได้สนับสนุนอุตสาหกรรมการก่อสร้างในประเทศไทย ด้วยเหล็กที่มีคุณภาพ และมาตรฐานระดับสากล โดยเฉพาะโครงการภาครัฐที่กำหนดให้มีการใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศก่อน โดยต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าหรือปริมาณเหล็กที่ใช้ในงานก่อสร้างนั้น ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่ SYS จะได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญระดับประเทศ”

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า “การส่งเสริมเรื่องการรับรอง MiT มีความสำคัญกับอุตสาหกรรมเหล็กอย่างมาก ทำให้สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย อันเนื่องมาจากผลกระทบโควิด-19”

“นอกจากนี้ การผลักดันการใช้สินค้าในประเทศไทย เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในประเทศ ให้หันมาสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน และการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าในต่างประเทศ” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวปิดท้าย

SYS พร้อมสนับสนุนโครงการภาครัฐและเอกชน ด้วยเหล็กเอชบีมที่ผลิตในไทยเพื่อคนไทยมานานมากกว่า 25 ปี จึงมั่นใจได้ว่า จะได้ใช้เหล็กที่มีคุณภาพ มาตรฐานระดับสากล และมีสินค้าพร้อมส่งด้วยตัวแทนจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศ

4
บทพิสูจน์ Chat Commerce กลยุทธ์ที่ใช่สร้างแบรนด์ให้เติบโต

สถานการณ์ที่บีบบังคับให้ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการช้อปออนไลน์ ทำให้แบรนด์และผู้ประกอบการเรียนรู้แล้วว่า Omni Channel สำคัญต่อธุรกิจและสร้างโอกาสเติบโตได้มากเพียงใด แต่คำถามสำคัญคือคุณรู้หรือไม่...แค่มีช่องทางขายหลากหลายแต่ไม่ใช้กลยุทธ์ที่ใช่อาจกลายเป็นการลงทุนที่ไร้ประโยชน์ได้ในพริบตา

กลยุทธ์การขายที่สร้างจาก Insight คนไทยจนกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่ถูกพูดถึงมากในตอนนี้คือ “Chat Commerce” ที่ไม่ได้หมายถึงแค่ช่องทางเพื่อการพูดคุยสื่อสารถึงสินค้า บริการเพียงเท่านั้น Chat Commerce ยังสามารถช่วยให้แบรนด์แจ้งเกิดบนโลกออนไลน์ เข้าถึงลูกค้าและปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการต่อยอดระยะยาวให้แบรนด์สามารถมีข้อมูลลูกค้าที่ครบครัน เดินหน้าสู่การทำ Advanced Data Marketing ได้อย่างเต็มตัวอีกด้วย โดยไม่จำเป็นว่ากลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับกลุ่มธุรกิจไหน หรือต้องเป็นแบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่โดยเฉพาะ เพราะ Chat Commerce สามารถตอบโจทย์ สร้างโอกาสให้ทุกธุรกิจได้อย่างเท่าเทียม และอาจจะจัดเป็นส่วนหนึ่งของการทำ Digital Transformation ที่สามารถสร้าง Sustainable Growth ให้ได้อีกด้วย



พลิกธุรกิจอาหาร สู่ยอดขายหลักล้าน ยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค
ตัวอย่างเช่นกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร ที่เจอวิกฤตครั้งใหญ่จากการจำเป็นต้องปิดหน้าร้านไป ทำให้ธุรกิจชะงัก หลากหลายแบรนด์ใช้กลยุทธ์ Chat Commerce มาพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายขนมเพื่อสุขภาพแบรนด์ Wel-B หนึ่งใน SME ที่เดินหน้าสู่ไม่ถอย เมื่อได้รับผลกระทบในช่วงวิกฤตโควิด-19 แบรนด์ได้มองหาช่องทางเพิ่มด้วยการทำ Chat Commerce ผ่าน LINE Official Account โดยยิงบรอดแคสต์แนะนำสินค้า พร้อมให้สั่งบริการเดลิเวอรี่ได้ทันใจ ทุกอย่างครบจบผ่าน LINE จนทำให้มากกว่า 80% ของออเดอร์ที่เข้ามาล้วนเกิดจากการบรอดแคสต์ในแต่ละครั้ง ทำรายได้จากสินค้าที่ขายผ่าน LINE Official Account กว่า 2 ล้านภายในเดือนเดียว และยังคงรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่แบรนด์ร้านกาแฟใหญ่อย่าง สตาร์บัค แบรนด์ระดับโลกที่มี Digital Asset แข็งแรงมากมาย ทั้งเว็บไซต์ แอปพลิเคชั่น รวมไปถึงช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ อยู่แล้ว แต่ได้เลือกใช้กลยุทธ์ Chat Commerce ผ่าน LINE Official Account มาต่อยอดธุรกิจ ไม่ใช่แค่เพื่อแชทขาย แต่ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าบนโลกออนไลน์ให้โดดเด่น มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ลูกค้าสตาร์บัคสามารถรับข่าวสาร โปรโมชั่น หาที่ตั้งร้านที่ใกล้เคียง สั่งออนไลน์ เดลิเวอรี่ รวมไปจนถึงชำระเงินและสะสมดาวผ่าน ‘My Cards’ บัตรสมาชิกดิจิทัล ในรูปแบบของ Digital Loyalty Platform ได้อย่างครบครันผ่าน LINE ด้วยเวลาเพียง 6 เดือน สตาร์บัคสามารถสร้างผู้ติดตามใน LINE Official Account ได้กว่า 500,000 คน และในปี 2563 พบว่ามีออเดอร์ออนไลน์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปี 2562 เลยทีเดียว

ค้าปลีกเดินหน้า ยกโลกแห่งการช้อปสินค้ามาอยู่บนแชท
ฝั่งธุรกิจค้าปลีก เซ็นทรัล ยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าปลีกไทย ถือเป็น Retail ใหญ่รายแรกๆ ที่เลือกใช้กลยุทธ์ Chat Commerce ด้วยการยกห้างสรรพสินค้าเข้าไปอยู่ใน LINE สร้างโลกแห่งการช้อปให้มาอยู่บนแชทได้ผ่าน Central Chat & Shop ที่ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเดินทางมาถึงห้าง ก็สามารถช้อปปิ้ง ชำระเงินได้ทันที พร้อมบริการพูดคุยสื่อสาร ตอบกลับลูกค้าอย่างรวดเร็ว ทันใจ ช่วยเชื่อมประสบการณ์ลูกค้าอย่างไร้รอยต่อแบบ Seamless Omni Channel ปัจจุบัน มีลูกค้าแชทเข้ามาบน LINE Official Account ของ Central Chat & Shop อย่างน้อย 1,000 รายต่อวัน สร้างยอดขายได้ถึงประมาณ 2 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งการทำ Chat Commerce ผ่าน LINE Official Account ยังทำให้เซ็นทรัลสามารถเห็นความต้องการของลูกค้าได้ละเอียดขึ้น ทำให้ออกโปรโมชั่นพิเศษแบบ Personalized Marketing ได้ง่าย จนทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นแบบก้าวกระโดด



อัปเกรดธุรกิจสายแฟชั่นครั้งใหญ่ สู่โลกออนไลน์ด้วย Chat Commerce
นับว่าเป็นปรากฎการณ์น่าสนใจครั้งใหญ่สำหรับธุรกิจสายแฟชั่น เมื่อหลากหลายแบรนด์เนมดังระดับโลกได้ลงตลาดออนไลน์ด้วยการใช้กลยุทธ์ Chat Commerce เพื่อเข้าถึงคนไทย ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, CHANEL, Dior รวมไปถึงแบรนด์นอกอย่าง Sulwhasoo Thailand ที่ใช้ LINE Official Account ในการสื่อสารและปิดการขายกับผู้บริโภคไทยอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่แบรนด์ใหญ่ในไทยอย่าง Oriental Princess ก็มีการใช้ LINE Official Account มาเป็นช่องทางในการพูดคุย สื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังใช้กลยุทธ์การปล่อยสติกเกอร์ ที่มีคาแรคเตอร์ Miss OP สื่อถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์และสินค้าได้อย่างชัดเจน มาเป็นตัวช่วยเพิ่มฐานลูกค้าบนแชท จนสามารถดึงดูดฐานลูกค้าเพิ่มเข้ามาใน LINE Official Account ได้สูงมากกว่า 2 ล้านดาวน์โหลด การกระโดดเข้ามาทำ Chat Commerce ของแบรนด์แฟชั่นระดับใหญ่และระดับโกลบอล จะสังเกตเห็นได้ว่า ไม่ได้ใช้ LINE Official Account เป็นเพียงช่องทางขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นทำ Brand Storytelling บอกเล่าถึงคุณค่าความเป็น Heritage ของแบรนด์นั้นๆ ด้วยการเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ผ่านช่องทางแชทที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเข้าถึงได้ง่าย ทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจ สัมผัสถึงคุณค่าของแบรนด์และสินค้าได้อย่างใกล้ชิด

ในขณะที่ฝั่ง SME แบรนด์ตัดเย็บชุดสูทสำเร็จรูปอย่าง Suitcube ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ SME ไทยที่ใช้กลยุทธ์ Chat Commerce ผ่าน LINE มาเป็นแรงขับเคลื่อนธุรกิจในช่วงวิกฤต โดยดึงเสน่ห์ของการพูดคุยมาเป็นหัวใจสำคัญในการทำให้ลูกค้าติด ด้วยคาแรคเตอร์ในการสื่อสารที่ชัดเจน คุยแบบกันเอง เพื่อสร้างความไว้วางใจ พร้อมดูแลตอบกลับลูกค้าอย่างรวดเร็ว  และดึงเอาแชทบอทหรือข้อความตอบกลับอัตโนมัติมาช่วยแบ่งเบาภาระของ Admin หรือแบรนด์สินค้าเครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้าอย่าง Mosstories ที่ปรับเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ Chat Commerce บน LINE มาใช้ในการขาย มากกว่าแค่การแชท จนสามารถปิดการขายบนช่องทางนี้ได้ถึง 70-80% สัดส่วนการขายออนไลน์เพิ่มขึ้นมาเป็น 40% เลยทีเดียว

ประเด็นเหล่านี้กลายเป็นคำตอบ ว่าทำไมแบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ ไปจนถึงผู้ค้ารายย่อยต่างให้ความสำคัญกับ Chat Commerce ผ่าน LINE Official Account ในช่วงปีที่ผ่านมา หากคุณต้องการเรียนรู้กลยุทธ์เหล่านี้ให้ละเอียดขึ้นกว่าที่เคย ไม่ควรพลาดงาน “Thailand Now & Next” ภายใต้แนวคิด Rebuild & Grow with Chat Commerce ในวันที่ 10-12 มีนาคมนี้ เตรียมพบกับเวทีแห่งความรู้ครั้งยิ่งใหญ่เพื่อผู้ประกอบการไทยทุกราย เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้กลยุทธ์สร้างความสำเร็จด้วย Chat Commerce บน LINE อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องนั่งรอโอกาสแต่สามารถเข้าใกล้ความสำเร็จได้ด้วยตนเอง ชมฟรีผ่าน LINE Official Account: LINE for Business, LINE TV ช่อง LINE for Business และ FB Fanpage: LINE for Business

#ChatCommerce #LINEforBusiness #ThailandNowandNext

5

Chat Commerce เทรนด์มาแรง อนาคตของธุรกิจไทยในยุคออนไลน์

ปัจจุบัน โลกแห่งการค้าขายออนไลน์ในประเทศไทยมีการพัฒนาขึ้นจากอดีตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมา วิกฤตโควิด-19 ยิ่งเป็นตัวเร่งผลักดันให้อีคอมเมิร์ซในเมืองไทยก้าวหน้าเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เห็นได้จากผลการสำรวจล่าสุดของ Digital 2021 Global Overview Report จาก We are social และ Hootsuite ที่เผยให้เห็นอัตราการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในไทยอันน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการซื้อของออนไลน์ (Ecommerce Adoption) ของคนไทยที่มากถึง 83.6% อัตราการซื้อของออนไลน์ผ่านมือถือ (Mobile Ecommerce Adoption) 74.2% ซึ่งนำหน้าหลายประเทศอย่าง จีน สิงคโปร์ เกาหลี และสูงกว่ามาตรฐานสากลที่มีอัตรา 76.8% และ 55.4% ตามลำดับ



จากสถิติการเติบโตดังกล่าว ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเทรนด์ที่เข้ามามีบทบาทในการค้าขายออนไลน์ สร้างการเติบโตให้กับอีคอมเมิร์ซในไทยได้เป็นอย่างมาก นั่นก็คือ แชท คอมเมิร์ซ (Chat Commerce) โดยให้ความสำคัญกับการพูดคุยเพื่อสร้างความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ นำไปสู่ประสบการณ์การซื้อของออนไลน์ที่สะดวก ง่าย และที่สำคัญ ‘สบายใจ’ โดยแบรนด์ที่ปรับตัวทำให้ช่องทางการเข้าถึง พูดคุยกับลูกค้าของตนมีความง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูงสุด มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าติดนำไปสู่การเติบโตของธุรกิจได้ดี แชท คอมเมิร์ซ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกแบรนด์ควรหันมาสนใจ และพัฒนาให้เป็นหนึ่งในช่องทางหลักในการขายสินค้าหรือเข้าถึงลูกค้าได้ในปัจจุบัน

แชท คอมเมิร์ซ คืออะไร

แชท คอมเมิร์ซ คือ การซื้อขายและส่งข้อมูลเพื่อการซื้อขายสินค้าบริการผ่านการสนทนาหรือแชทบนช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มของร้านค้าเอง หรือแพลตฟอร์มแชทต่างๆ ถือเป็นรูปแบบการซื้อขายที่แตกต่างจากวิถีการซื้อขายเดิมๆ ที่ต้องเห็นสินค้าของจริงแล้วจึงตัดสินใจซื้อ เป็นการสร้างความสัมพันธ์แบบส่วนตัวระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายผ่านการพูดคุย เกิดเป็นความไว้วางใจ จนสามารถตัดสินใจซื้อได้โดยไม่ต้องเห็นสินค้าจริง

แชท คอมเมิร์ซ จาก Insight ของลูกค้าคนไทย

การพูดคุยสอบถาม เพื่อให้ได้รายละเอียดสินค้าจนแน่ใจ และเพื่อทำความรู้จักแบรนด์ ร้านค้าต่างๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับผู้บริโภคไทย ซึ่งแตกต่างจากชาติตะวันตกโดยสิ้นเชิง โดยผู้บริโภคไทยมีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่พวกเขาไว้ใจ มากกว่าปัจจัยเรื่องราคาเสียด้วยซ้ำ หรือที่เรียกว่า ‘Trust Over Price’ ด้วยเหตุนี้ แชท คอมเมิร์ซ จึงกลายเป็นโอกาสที่แบรนด์ต่างๆ จะใช้สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ พูดคุยสื่อสาร สร้างความสัมพันธ์มัดใจลูกค้าได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาวด้วยการพูดคุย แนะนำ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการหลังการขายอย่างใกล้ชิด ยังเป็นเสน่ห์อีกอย่างของการทำธุรกิจแบบ แชท คอมเมิร์ซ ต่อยอดให้แบรนด์สามารถแปลงฐานลูกค้าใหม่ไปสู่การเป็นลูกค้าประจำ สร้าง Brand Love ไปด้วยได้ในระยะยาว

ธุรกิจยุคใหม่ แชท คอมเมิร์ซ ต้องมา

เมื่อธุรกิจขายของออนไลน์ยุคใหม่ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องราคาอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่การให้บริการลูกค้าทั้งในแง่คุณภาพและความรวดเร็วในทุกช่วงของ Customer Journey ตั้งแต่ก่อนซื้อ (Pre-purchase) ปิดการขาย (Purchase) ไปจนถึงหลังการขาย (Post-purchase) การให้บริการที่รวดเร็วและครบครัน สร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้ตลอด Journey จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ร้านค้า แบรนด์โดดเด่นได้ท่ามกลางการแข่งขันยุคดิจิทัล ซึ่งการให้ข้อมูลสินค้าที่แม่นยำ บริการที่ครบครันและทันใจผู้บริโภคไทยได้ คงหนีไม่พ้นการพูดคุยกันผ่าน แชท คอมเมิร์ซ โดยจะเห็นได้ว่าปัจจุบัน ทั้งร้านค้าเล็กๆ ไปจนถึงแบรนด์ใหญ่ เข้ามาสร้างตัวตน สร้างบริการของตนเองผ่านแชทเพื่อเข้าถึงและสร้างความประทับใจให้ผู้บริโภคไทยกันแทบทั้งสิ้น โดยหลากหลายแบรนด์ได้มีการนำเทคโนโลยี เข้ามาร่วมใช้งานเพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุด อาทิ การใช้แชทบอทเพื่อพูดคุยข้อมูลเบื้องต้นกับลูกค้าได้ตลอดเวลา แม้เป็นเวลาร้านปิด ซึ่งจะช่วยให้ไม่พลาดทุกการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าอีกด้วย

LINE กุญแจสู่ แชท คอมเมิร์ซ

เป็นที่รู้กันว่า LINE ครองตำแหน่งแพลตฟอร์มแชทอันดับหนึ่งในไทยด้วยจำนวนผู้ใช้งานเกิน 47 ล้านคน คนไทยใช้ LINE ในการสื่อสาร และเข้าถึงบริการต่างๆ ตั้งแต่ตื่นนอนไปจนถึงก่อนนอน จนเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันไปแล้ว ในด้านการซื้อขายก็เช่นกัน LINE มักเป็นช่องทางหลักในการพูดคุย ยืนยันข้อมูลรายละเอียดต่างๆ เพื่อปิดการขายอยู่เสมอ จึงทำให้ LINE กลายเป็นกุญแจสำคัญในการทำ แชท คอมเมิร์ซ สำหรับร้านค้า และแบรนด์ในเมืองไทยอย่างแท้จริง อีกทั้ง LINE ยังมีเครื่องมือที่สามารถอำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย อย่างครบวงจร ตลอด Journey ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น LINE Official Account ที่เปรียบเสมือนช่องทางหลักของแบรนด์ในการพูดคุยกับลูกค้าได้อย่างใกล้ชิด และ MyShop เครื่องมือที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการขายของผ่าน LINE Official Account ไปอีกขั้น ทั้งในเรื่องระบบจัดการสต๊อกสินค้า ออกบิลชำระเงิน ฯลฯ ทำให้การขายของผ่านแชทรวดเร็วและครบครัน ทั้งหมดนี้จึงเป็นจุดแข็งที่ทำให้ LINE สามารถมอบประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจในการทำ แชท คอมเมิร์ซ ที่แตกต่างจากช่องทางออนไลน์อื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

ถึงแม้ ในประเทศไทย รูปแบบการซื้อขายส่วนมาก จะยังคงเป็นแบบ Omni Channel หรือหลากหลายช่องทาง แต่หากร้านค้าต้องการสร้างฐานลูกค้า สร้างความคุ้นเคย และต้องการเป็นร้านหรือแบรนด์ที่อยู่ในใจของลูกค้า แชท คอมเมิร์ซ คือคำตอบ ซึ่งจากสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา ก็พิสูจน์แล้วว่า แชท คอมเมิร์ซ คือ ทางเลือกที่เป็นทางรอดของธุรกิจ ตั้งแต่ระดับร้านค้าเล็กๆ จนถึงแบรนด์ใหญ่ ก็ล้วนแต่เข้ามาใช้ช่องทางนี้ในการเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6

“ถิรไทย” เซ็นสัญญาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ SIEMENS ENERGY ชู “แพลตฟอร์มการตรวจสอบหม้อแปลง แบบออนไลน์” รับยุคดิจิทัล

“ถิรไทย” หรือ TRT ประกาศเริ่มต้นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Siemens Energy นำระบบ Transformer Online Monitoring จากประเทศเยอรมนี และออสเตรีย ที่เน้นการตรวจสอบหม้อแปลงไฟฟ้าแบบออนไลน์ที่เข้ากับ Smart Grids ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยหม้อแปลงไฟฟ้าทั้งหมดของ ถิรไทย ตั้งแต่ 20 MVA ถึง 1,000 MVA จะสามารถเลือกการติดตั้ง SIEMENS ENERGY Online Monitoring ซึ่งจะทำให้กลายเป็น Smart Transformer ทันที โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของ Siemens Energy ในฐานะผู้ให้บริการชั้นนำด้านอุปกรณ์ Transformer Online Monitoring และความชำนาญของกลุ่ม บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าชั้นนำของประเทศไทย

ระบบตรวจสอบออนไลน์ของหม้อแปลงไฟฟ้า ที่ใช้เทคโนโลยี Siemens Energy สามารถบูรณาการเข้ากับระบบไอที ที่มีอยู่ได้อย่างง่ายดาย และปรับให้เข้ากับความต้องการการใช้งานเฉพาะแต่ละประเภท เช่นสาธารณูปโภค (Utility) อุตสาหกรรม (Industry) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และการบริหารจัดการเมือง (Urban Management) เป็นต้น



นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ ของกลุ่ม บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ด้วยทักษะและประสบการณ์ที่ยาวนานในธุรกิจหม้อแปลงของเรา ร่วมกับ ซีเมนส์ เอเนอยี่ (SIEMENS ENERGY) ผู้นำด้านเทคโนโลยีจากเยอรมนี เรามั่นใจว่าเราจะเป็นผู้นำในการส่งมอบการบริหารจัดการระบบ Transformer Online Monitoring ที่ครบวงจร เพื่อนำไปสู่การแปลงโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าให้เป็นดิจิทัลทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน

ระบบ Transformer Online Monitoring ของ SIEMENS ENERGY ประกอบด้วย สมาร์ทมอนิเตอร์ที่สร้างแบบจำลองของหม้อแปลงในรูปแบบดิจิตอล โดยจะสามารถประมวลผลสภาพการใช้งานของหม้อแปลงและให้ข้อเสนอการดำเนินการทางเทคนิค โดยใช้ข้อมูลที่ได้รับจากการเซ็นเซอร์ที่เกี่ยวข้อง เช่น SITRAM Multisense หรือ Bushing Monitor ซึ่งทำให้สามารถตรวจสอบสภาพการใช้งานหม้อแปลงได้ทั้งในพื้นที่และจากระยะไกล”

การใช้ระบบ Transformers Online Monitoring ของ SIEMENS ENERGY เป็นการเริ่มใช้เทคโนโลยีดิจิตอลในวิศวกรรมการบำรุงรักษา เช่น การบำรุงรักษาตามสภาพ (Condition Based Maintenance : CBM), การบำรุงรักษาตามความเสี่ยง (Risk-Based Maintenance : RBM) และการบำรุงรักษาเพื่อความเชื่อถือได้ของสินทรัพย์ (Reliability-centered maintenance : RCM) โดยการกำหนดระดับโหลดสำรอง (Load Reserve) ที่เหมาะสม เป็นการเชื่อมโยงระหว่างการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) และการบริหารระบบเครือข่ายไฟฟ้า (Grid Operation) ซึ่งมีประโยชน์เชิงพาณิชย์ 2 ประการคือ การลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน และขยายอายุการใช้งานโดยใช้ Dynamic Overload Management ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์และระบบ Transformers Online Monitoring ของ SIEMENS ENERGY สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหม้อแปลงใหม่ (Greenfield Transformer) และหม้อแปลงที่ใช้งานแล้ว (Brownfield Transformer) เช่นเดียวกัน

“การร่วมมือกับ SIEMENS ENERGY นับเป็นก้าวใหม่ในการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านระบบไฟฟ้าจากยุโรป มาใช้งานอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยถิรไทยจะใช้ทักษะและประสบการณ์ที่ยาวนานในธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้ามาใช้ เพื่อมุ่งมั่นยกระดับอุตสาหกรรมหม้อแปลงในประเทศขึ้น และต่อยอดเพื่อนำไปสู่การแปลงโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านต่อไป” นายสัมพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย

7
LINE ตอกย้ำความเป็นผู้นำใช้เทคโนโลยีเพื่อชีวิตดิจิทัล ประเดิมใช้ Clubhouse เปิดตัว LINE Certified Coach จัดห้องพูดคุย ต่อยอดความรู้สู่ผู้ประกอบการไทย

LINE ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีเสริมสร้างชีวิตในยุคดิจิทัล ประเดิมใช้ Clubhouse จัดอีเวนท์เปิดตัว LINE Certified Coach กูรูการทำธุรกิจบน LINE เปิดกว้างให้ผู้ประกอบการไทยได้ทำความรู้จัก พูดคุย และระดมสมองแบ่งปันการใช้งาน LINE สำหรับธุรกิจ การทำการตลาด มุ่งเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยสร้างธุรกิจรับช่วงเวลาแห่งการฟื้นตัว โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานเกินพันคน



นางสาวสกุลรัตน์ ตันยงศิริ ผู้อำนวยการธุรกิจ SME, LINE ประเทศไทย เปิดเผยว่า Clubhouse เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใหม่ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมโดยเฉพาะในหมู่ผู้ประกอบการ นักการตลาดไทยในขณะนี้ ประกอบกับในช่วงนี้ LINE ได้มีการเปิดตัว LINE Certified Coach ประจำปี 2564 ผู้ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยมืออาชีพให้กับผู้ประกอบการ SME ในการใช้งานแพลตฟอร์ม LINE เพื่อธุรกิจ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ LINE ได้ลองใช้ Clubhouse เป็นพื้นที่เปิดกว้างในการจัดอีเวนท์เปิดตัวที่อินเทรนด์ โดยได้ชวนเหล่า LINE Certified Coach 17 ท่านจากทั้งหมด 30 คน มาร่วมแนะนำตัว พูดคุย บอกเล่าเทคนิค ประสบการณ์ในการทำการตลาดดิจิทัลโดยตรงต่อผู้ที่สนใจ


อีเวนท์ “เปิดตัว LINE Certified Coach 2021 กูรูการทำธุรกิจบน LINE” บน Clubhouse ครั้งนี้  จัดขึ้นเมื่อคืนวันพฤหัสที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีผู้ติดตามเข้าร่วมกว่าพันคน ถือเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์แรกที่ใช้ Clubhouse ในการจัดอีเวนท์สื่อสารผ่านช่องทางนี้ โดยมี ซู่ชิง จิตต์สุภา ฉิน เข้าร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการในฐานะ Moderator พูดคุยในห้องเป็นเวลาประมาณกว่า 1 ชม. โดยมุ่งประเด็นไปในเรื่องการแนะนำตัว LINE Certified Coach การใช้ LINE ในการทำธุรกิจ รวมถึงการถามตอบจากผู้ประกอบการที่ติดตามฟังตลอด 1 ชม.

LINE Certified Coach แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Business และ API ซึ่งจะมีความเชี่ยวชาญที่ต่างกัน LINE Certified Coach ประเภท Business เป็นโค้ชที่จะแนะนำแนวทางการทำธุรกิจหรือดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งด้วย LINE จากการใช้งาน LINE OA, LINE Ads Platform (LAP) และ MyShop เป็นต้น ส่วนประเภท API จะมีความเชี่ยวชาญทั้งด้านธุรกิจและการเขียนโปรแกรมใช้ LINE API ในการเชื่อมต่อธุรกิจ โดยเป็นการแนะนำที่มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการที่เข้าฟัง ได้รู้จักโค้ชเหล่านี้ตัวจริง และสามารถติดตามเพื่อปรึกษาปัญหาการใช้ LINE ในธุรกิจได้ต่อเนื่องในอนาคต

นอกจากนั้น เหล่า LINE Certified Coach ยังมีการแบ่งปันถึงปัญหาหลักยอดฮิตของ SME ไทย นั่นก็คือ อยากใช้ LINE เพิ่มยอดขาย อย่างไรก็ตาม เหล่ากูรูได้แนะนำว่า การใช้ LINE เพื่อธุรกิจให้ได้ดี ต้องเริ่มจากการมี Mindset ที่ถูกต้อง ว่าเราต้องการใช้เครื่องมือเพื่อวัตถุประสงค์ใด และกลยุทธ์ทางธุรกิจเป็นรูปแบบไหน มี SME หลายราย ที่ไม่ได้ใช้ LINE สำหรับขายของโดยตรงในตอนแรก แต่ใช้เพื่อสร้างแบรนด์ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก เพิ่มฐานลูกค้า และการขายค่อยตามมาตอนหลัง เมื่อกลยุทธ์ต่างกัน วัตถุประสงค์ทางธุรกิจต่างกัน กลยุทธ์การใช้งานเครื่องมือต่างๆ บน LINE จึงแตกต่างกันไปในแต่ละธุรกิจด้วย แต่สิ่งที่กูรูทุกท่านเห็นตรงกันที่สุด นั่นก็คือ LINE สามารถตอบโจทย์ธุรกิจได้ครบครันมากที่สุด ตั้งแต่การสร้างฐานลูกค้า เพิ่มยอดขาย และการทำ CRM เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าต่อเนื่อง

LINE มุ่งเป็นพันมิตรกับผู้ประกอบการไทย เพื่อพัฒนาธุรกิจให้ทันกับการแข่งขันในยุคดิจิทัล การนำร่องใช้งาน clubhouse ครั้งนี้ ได้ทำให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งาน LINE เพื่อธุรกิจ เข้าถึงคนไทยในวงกว้างขึ้น รวมถึงเพิ่มช่องทางให้บุคคลทั่วไป และผู้ประกอบการ SME ไทยสามารถเข้าถึง พูดคุยกับเหล่าโค้ชผู้เชี่ยวชาญได้หลากหลายมากกว่าเดิม “LINE ยังคงมองว่าการศึกษา เรียนรู้ ทำความเข้าใจเครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญเสมอสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทยในการทำธุรกิจยุคดิจิทัล ช่องทางไหนก็ตามที่เราสามารถเข้าไปให้ความรู้ แนะนำข้อมูลต่างๆ ได้ ก็ถือเป็นสิ่งที่เราควรลองเข้าไปช่วยเหลือ ช่วยแนะนำอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับเป้าหมายของการมีเหล่า LINE Certified Coach ที่จะเป็นแรงกำลังสำคัญช่วยให้ผู้ประกอบการไทย เรียนรู้ เข้าใจการใช้งานแพลตฟอร์มเราได้ดียิ่งขึ้น” นางสาวสกุลรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจ สามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมจาก LINE Certified Coach ในครั้งต่อไปได้ที่ LINE Official Account: LINE for Business (@linebizth) หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ LINE for Business

8
LINE เดินหน้ายกระดับการศึกษาดิจิทัลสู่ผู้ประกอบการไทยเปิดตัว “LINE Study Room” ศูนย์การเรียนรู้ออนไลน์สำหรับคนทำธุรกิจดิจิทัล พร้อมเผยโฉมผู้ช่วยมืออาชีพ “LINE Certified Coach” ประจําปี 2021



LINE เดินหน้ายกระดับการศึกษา เรียนรู้แพลตฟอร์ม เครื่องมือดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบให้ผู้ประกอบการไทย เปิดตัว LINE Study Room ศูนย์การเรียนรู้ออนไลน์ฟรี เปิดกว้างให้ทั้งนักการตลาดแบรนด์น้อยใหญ่ และ บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้อย่างอิสระ มุ่งให้ความรู้คนไทยใช้เครื่องมือดิจิทัลทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเผยโฉม “LINE Certified Coach” ประจำปี 2021 กูรูดิจิทัลเสริมทัพ SME ไทยในบทบาทผู้ช่วยมืออาชีพ แนะนำแนวทางการใช้แพลตฟอร์ม LINE และเครื่องมือดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล ผลักดันการทำธุรกิจไทยให้เข้าสู่รูปแบบดิจิทัลเต็มตัว


นางสาวศรีสุภาคย์ อารีวณิชกุล ผู้อำนวยการธุรกิจองค์กร LINE ประเทศไทย เปิดเผยว่า “การทำธุรกิจออนไลน์ เป็นรูปแบบการทำธุรกิจที่ไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป โดย LINE ถือเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่คนไทยคุ้นเคย และได้ถูกพิสูจน์จากช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงลูกค้าและทำการตลาดได้เป็นอย่างดี ทำให้มีคนสนใจเข้ามาใช้ LINE สำหรับทำธุรกิจเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และยังคงแสวงหาแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานที่ถูกต้องอยู่เสมอ LINE ตระหนักถึงความต้องการนี้ ประกอบกับวิสัยทัศน์ในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับชีวิตดิจิทัล (Life infrastructure) จึงได้สร้าง “LINE Study Room” ศูนย์การเรียนรู้ออนไลน์นี้ขึ้น เปิดกว้างให้คนไทยทุกคนเข้าถึงความรู้การใช้งานเครื่องมือธุรกิจของ LINE ได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หวังให้ความรู้ด้านดิจิทัลเป็นรากฐานสำคัญทำให้ธุรกิจไทยเติบโต”

“LINE Study Room” เป็นศูนย์การเรียนรู้การใช้แพลตฟอร์มและเครื่องมือ LINE ในการทำธุรกิจได้ฟรี โดยเปิดกว้างให้กับทุกคนที่สนใจใช้งาน LINE ในการทำธุรกิจ ตั้งแต่บุคลทั่วไป ผู้ประกอบการรายเล็ก รายใหญ่ ไปจนถึงเอเจนซี่การตลาด โดยสามารถเรียนรู้ เข้าใจผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นของ LINE for Business ทั้งหมดได้ในฮับแห่งนี้ รูปแบบการเรียนแบ่งเป็น 2 ระดับ

·    ระดับพื้นฐาน (Basic) เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปไปจนถึงนักการตลาด เอเจนซี่ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับบริการและโซลูชั่นเบื้องต้นบนแพลตฟอร์ม LINE ที่สามารถต่อยอดได้เชิงธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น LINE Official Account, Sponsored Sticker, LINE Points, LINE TV, LINE TODAY, LINE lDOL, LINE Ads Platform และ Smart Channel

·       ระดับขั้นสูง (Advanced) เหมาะสำหรับนักการตลาด และเอเจนซี่ เพื่อเรียนรู้เชิงลึกเกี่ยวกับโซลูชั่น เครื่องมือการทำธุรกิจบนแพลตฟอร์ม LINE ไม่ว่าจะเป็น LINE Official Account: advanced features, Official Account: API, LINE TV และ LINE Ads Platform

โดยหากผ่านบททดสอบท้ายบทเรียนครบตามที่กำหนด ผู้เรียนจะได้รับประกาศนียบัตร (Badge / Certificate) ในรูปแบบออนไลน์ เป็นเครื่องยืนยันความรู้ ความเชี่ยวชาญในการใช้งาน LINE สำหรับธุรกิจ นอกจากนี้ LINE Study Room ยังมีคอร์สพิเศษสำหรับเอเจนซี่โดยเฉพาะ เพื่อเรียนรู้การใช้งานเครื่องมือต่างๆ ของ LINE ในฐานะเอเจนซี่ในการให้บริการลูกค้า โดยหากเอเจนซี่ใดผ่านบททดสอบของคอร์สพิเศษดังกล่าว นอกจากจะได้ประกาศนียบัตรเฉพาะแล้ว ยังมีโอกาสได้รับเลือกเป็น Agency Partner อย่างเป็นทางการบนหน้าเว็บไซต์ LINE for Business อีกด้วย

ผู้สนใจสามารถเข้าเรียนรู้ใน LINE Study Room ได้แล้ววันนี้ที่ https://studyroom.line.me/



นอกจากการให้ความรู้สู่ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับผ่าน LINE Study Room แล้ว กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยอย่างกลุ่ม SME ไทย ก็ถือเป็นกลุ่มธุรกิจใหญ่ที่ LINE ให้ความใส่ใจมาโดยตลอด และพร้อมผลักดัน พัฒนาทักษะความรู้ด้านดิจิทัลให้อย่างต่อเนื่องในปีนี้ ด้วยการเปิดตัว LINE Certified Coach ประจำปี 2021 กองทัพกูรูด้านดิจิทัลกว่า 30 ท่านที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการรับรองจาก LINE ประเทศไทย เพื่อทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้ เป็นผู้ช่วยมืออาชีพให้กับ SME ไทย คอยชี้แนะ ให้คำปรึกษาในการใช้งานแพลตฟอร์มและเครื่องมือต่างๆ บน LINE สำหรับการทำธุรกิจได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ


นางสาวสกุลรัตน์ ตันยงศิริ ผู้อำนวยการธุรกิจ SME, LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “วิกฤตโควิดที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของ SME ไทยในการตื่นตัว ปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว โดยในปี 2021 นี้ เชื่อว่าจะเป็นปีที่เราได้เห็นตลาดดิจิทัลในกลุ่มธุรกิจ SME ไทยคึกคักและหลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม การมองหาผู้ช่วยที่คอยชี้แนะการทำธุรกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้คำแนะนำได้อย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ SME ไทยเติบโตไปได้อีกไกลในโลกดิจิทัล โดยในปีนี้ LINE ประเทศไทยพร้อมเหล่า LINE Certified Coach จัดเตรียมคอนเทนต์และกิจกรรมมากมาย ที่จะมาช่วยปลดล็อค เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ SME ไทยให้เชี่ยวชาญการทำธุรกิจบนโลกดิจิทัลมากขึ้นได้อย่างแน่นอน"

สามารถดูรายชื่อ LINE Certified Coach ประจำปี 2021 ได้ที่ https://lineforbusiness.com/th/line-certified-coach/

#LINEStudyRoom #LINECertifiedCoach2021 #LINEforBusines

9
"กลุ่มทรู ประกาศแต่งตั้ง 3 ผู้บริหารรุ่นใหม่ลูกหม้อทรู ขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) มุ่งปรับโฉมองค์กรสู่ผู้นำเทคคอมปานียุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ"


ที่ประชุมคณะกรรมการบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ได้มีมติแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช  ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ และ นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) เพื่อดูแลบริหารงานเชิงกลยุทธ์และด้านปฎิบัติการของธุรกิจต่างๆในกลุ่มทรู ปรับองค์กรให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบัน และสนับสนุนความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานรูปแบบใหม่ที่เน้นสร้างสรรค์และเปิดกว้างสร้างระบบนิเวศองค์กรรองรับการขับเคลื่อนธุรกิจก้าวสู่ผู้นำเทคคอมปานีในยุคดิจิทัล โดยทั้งสามผู้บริหารรุ่นใหม่นี้จะได้นำมุมมองประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาธุรกิจรูปแบบใหม่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผสานพลังร่วมกับศักยภาพของคณะผู้บริหารในกลุ่มทรู ขับเคลื่อนและนำพากลุ่มทรูก้าวสู่ผู้นำเทคคอมปานีที่พร้อมตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่นายอาณัติ เมฆไพบูลย์วัฒนา และนายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ ได้รับการปรับเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นรองประธานคณะกรรมการบริหาร ของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อดูแลขับเคลื่อนด้านยุทธศาสตร์ของบริษัทต่อไป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564


นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช ได้รับการแต่งตั้งเป็น กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ดูแลธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจมีเดีย ระบบงานปฎิบัติการและเครือข่าย งานบริหารจัดการระดับภูมิภาคทั่วประเทศ รวมถึงงานบริการลูกค้า นายมนัสส์ อายุ  46 ปี ก่อนหน้านี้ ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการบริหารกลุ่ม ด้านการบริหารจัดการระดับภูมิภาค นับเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่ได้ร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนธุรกิจบริการของกลุ่มทรูมาตลอด 20 ปี  ตั้งแต่การร่วมสร้างระบบโครงข่ายสื่อสารไร้สายอันเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจหลักของกลุ่มทรู และมีประสบการณ์ในการบริหารงานด้านการพาณิชย์ ทั้งธุรกิจโมบายล์ ออนไลน์ และทรูวิชั่นส์ ตลอดจนนำกลยุทธ์คอนเวอร์เจนซ์รุกตลาด ขยายช่องทางจัดจำหน่ายสู่ต่างจังหวัดทั่วประเทศมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและโดดเด่นในด้านการวางกลยุทธ์และบริหารทีมงาน สามารถเพิ่มยอดขายทั้งธุรกิจหลักและธุรกิจใหม่ได้อย่างแข็งแกร่งโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง สร้างการเติบโตด้านรายได้อย่างเข้มแข็งของธุรกิจในระดับภูมิภาคได้อย่างต่อเนื่อง

นายมนัสส์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ และวิศวกรรมไฟฟ้ากำลัง จากสถาบันโพลิเทคนิคเรนซีเลียร์ สหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง



ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ดูแลรับผิดชอบธุรกิจในกลุ่มทรูที่ขับเคลื่อนด้วย AIและการบริหารจัดการข้อมูลเชิงวิเคราะห์ (Analytic) ตลอดจนงานด้านธุรกิจพาณิชย์ทั้งหมด รวมถึงธุรกิจรีเทล อีคอมเมิร์ซ และการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการบริหาร ธุรกิจรีเทล ดร.ธีรเดช ปัจจุบันอายุ 46 ปี เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่สร้างผลงานโดดเด่น ตลอดระยะเวลา 1.5 ปีที่ร่วมงานกับกลุ่มทรู มีบทบาทสำคัญในการปรับองค์กรธุรกิจรีเทลทั้งสินค้า ช่องทางการตลาด และการปฏิบัติการ โดยนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ความรู้ความสามารถในวงการวิเคราะห์ข้อมูล ดาต้า วิจัยเชิงลึกด้านการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงการใช้สื่อโฆษณา ที่มีมามากกว่า 25 ปี มาใช้อย่างมีกลยุทธ์ มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ทำให้สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้พันธมิตรคู่ค้าได้อย่างดี  ก่อนร่วมงานกับกลุ่มทรู ดร.ธีรเดช เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ดันน์ฮัมบี้ ประเทศไทย บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการข้อมูลลูกค้ากับห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (modern trade) และแบรนด์ FMCG ชั้นนำ พร้อมทั้งดูแลธุรกิจสื่อค้าปลีกในไทย มูลค่ากว่า 5,400 ล้านบาท และได้สร้างผลงานความสำเร็จแก่วงการธุรกิจการตลาดและสื่อโฆษณาให้แก่องค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างมากมาย ตลอดจนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ดร.ธีรเดช สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาบริหารธุรกิจและการจัดการ, การเงิน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและธุรกิจ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาตรี วิทยาศาสตร์สถิติ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่



นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ดูแลธุรกิจดิจิทัลทั้งหมดของกลุ่มทรู รวมทั้งดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาดิจิทัลโซลูชั่นส์และงานบริหารจัดการลูกค้าองค์กรก่อนหน้านี้ ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป ดูแลกลุ่มธุรกิจดิจิทัลครบวงจรของกลุ่มทรู รวมถึงการวางยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับดิจิทัลโซลูชันส์ นายณัฐวุฒิปัจจุบันอายุ 47 ปี เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการเทคโนโลยี เคยเข้าร่วมงานกับกลุ่มทรูครั้งแรกเมื่อปี 2544 ดูแลธุรกิจทรู อินเทอร์เน็ต ก่อนเปลี่ยนสู่เส้นทางเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทในธุรกิจไอที ออกแบบแอปพลิเคชันและโซลูชั่น และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทผู้ให้บริการด้านระบบการเงินอิเล็กทรอนิกส์และผู้ให้บริการด้านระบบปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนพัฒนาฟินเทคและบริการด้านการชำระเงินออนไลน์ อีวอลเล็ตสำหรับธุรกิจชั้นนำต่างๆในประเทศไทย และเป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ของบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ ทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาแอปพลิเคชัน Read for the Blindและ เพจ “ช่วยอ่านหน่อยนะ” นำเทคโนโลยีไอทีช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา

นายณัฐวุฒิ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจ จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ และวิศวกรรมศาสตร์อุตสาหการ จากสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

10
Infinix เปิดตัวสมาร์ตโฟนสเป็กเทพ NOTE 8i กับชิปเซ็ท Helio G80 เล่นเกมมัน ถ่ายรูปสวย พร้อมราคาสุดคุ้มโดนใจ 3,990 บาท


29 มกราคม 2564, กรุงเทพฯ - อินฟินิกซ์ (Infinix) แบรนด์สมาร์ตโฟนระดับโลกที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งในต่างประเทศและประเทศไทย ล่าสุดเปิดตัวสมาร์ตโฟน Infinix NOTE 8i อย่างเป็นทางการ ที่มาพร้อมกับสโลแกน ”เปลี่ยนทุกกฎที่เคยมี” ซึ่งเป็นรุ่นรองจาก Infinix NOTE 8 ซึ่งได้มีการปรับเพิ่มขีดจำกัดความสามารถของโทรศัพท์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้มากที่สุด ในราคาที่สามารถจับต้องได้ แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของความเป็น NOTE ไว้ได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมให้ทุกคนเป็นเจ้าของได้ในราคาพิเศษเพียง 3,990 บาท กำหนดวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟบนลาซาด้าในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้

Infinix NOTE 8i มาพร้อมกับสเป็กเทพเกินตัวด้วยชิปเซ็ทประมวลผล Helio G80 ทำให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานโดยเฉพาะการเล่นเกมดีเยี่ยม โดดเด่นด้วยกล้องหลังที่มีความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล, เลนส์ AI และกล้องหน้า  8 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยฟังก์ชัน Ultra Night Mode สำหรับการถ่ายภาพกลางคืนและฟีเจอร์ AI ทำให้ถ่ายภาพได้คมชัดและสวยงามยิ่งขึ้น พร้อมแบตเตอรีอึด หน้าจอกว้างถึง 6.78 นิ้ว HD+ ดูหนังหรือซีรีส์เรื่องโปรดได้อย่างจุใจ รวมถึงดีไซน์สวยล้ำทันสมัย ที่ผ่านการต่อยอดและพัฒนาขึ้นเพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้งานสมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ที่ดีที่สุด และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้งานที่หลากหลาย มีมาให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีฟ้าเขียว (Tranquil Blue) สีฟ้า (Ice Diamond) และ สีดำ (Obsidian Black)



MediaTek Helio G80 หัวใจหลักของประสบการณ์การเล่นเกมบนสมาร์ตโฟนอย่างเหนือชั้น

NOTE 8i
มาพร้อมชิปเซ็ทประมวลผลจาก MediaTek Helio G80 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสิทธิภาพที่เร็วและแรงกว่าในการใช้งาน ด้วย Octa Core ความเร็ว 2.0 GHz พร้อม Ram ที่ให้มาถึง 4 GB และพื้นที่เก็บข้อมูลภายในถึง 128GB เอาใจคอเกมให้สามารถเล่นเกมได้ต่อเนื่องลื่นไหลไม่มีสะดุด ดาวน์โหลดเกมได้อย่างจุใจในราคาที่คุ้มค่า

MediaTek HyperEngine Game Technology ช่วยทำให้สมาร์ตโฟนเครื่องนี้เป็นมือถือสำหรับเล่นเกมคู่ใจผู้ใช้งานในทุกช่วงเวลา ด้วยระบบการจัดการพลังงานอันชาญฉลาดที่ช่วยให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพที่คงทนและการเล่นเกมที่ยาวนานขึ้น ตลอดจนการจัดการ CPU, GPU และหน่วยความจำแบบไดนามิกตามการวัดพลังงาน ความร้อนและการเล่นเกม นอกจากนี้ยังมอบประสิทธิภาพการใช้งานที่ราบรื่นยิ่งขึ้นในเกมที่ต้องการการใช้งานอย่างหนักหน่วง ทั้งในฉากต่างๆ และในการเล่นที่มีความเข้มข้น รวมถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น และการปรับปรุงการเชื่อมต่อเพื่อการเล่นเกมที่ยาวนานยิ่งขึ้นโดยไม่สะดุด เมื่อรวมกับหน้าจอที่ใหญ่ ทำให้ Infinix NOTE 8i เป็นมือถือราคาไม่เกิน 4,000 บาท สำหรับคอเกมอย่างแท้จริง

 

Ultra Night Mode สนุกกับการถ่ายภาพ สวยงามในทุกช่วงเวลาของคุณ

ตัวกล้องและฟังก์ชันถ่ายภาพของรุ่นนี้โดดเด่นด้วยฟังก์ชัน Ultra Night Mode ช่วยในการรับแสงให้เหมาะกับการถ่ายภาพในช่วงเวลากลางคืน ทำให้ได้ภาพคมชัด สีสันสวยงาม ในส่วนของกล้องหน้ามีการดีไซน์แบบ Punch-hole และกล้องหลังจัดเต็มมากถึง 4 เลนส์ ได้แก่ เลนส์หลัก ความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล, เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล, เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และเลนส์ AI ขนาดภาพสูงสุด 8000 x 6000 พิกเซล สามารถเก็บรายละเอียดของภาพได้ดีในขณะถ่าย ทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องสนุก ได้รูปที่มีคุณภาพและถูกใจ นอกจากนี้ ยังสามารถบันทึกวีดีโอสูงสุดระดับ 2K ใน 30 เฟรมต่อวินาที เพื่อเก็บความทรงจำต่างๆ ในช่วงชีวิตได้อีกด้วย ถือได้ว่าตัวกล้องและฟังก์ชันการถ่ายภาพของ Infinix NOTE 8i ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพได้อย่างครอบคลุมทุกการใช้งานอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ยังมอบประสบการณ์การรับชมภาพและการใช้งานแอปพลิเคชันโปรด อาทิ Gmail, YouTube รองรับรูปแบบไฟล์ MPEG-4, 3GP และ AVI รองรับไฟล์รูปภาพอย่าง PNG, JPEG, BMP และ GIF ได้อีกด้วย

Infinix NOTE 8i ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Infinix X OS 7.0 มีแบตเตอรีอันทรงพลัง ความจุถึง 5200 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 18 วัตต์พร้อม Power Marathon Technology สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและยาวนานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ NOTE 8i มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ กว้างถึง 6.78 นิ้ว HD+ ความละเอียด 1640 x 720 พิกเซล สามารถรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างเต็มอรรถรส มีระบบยืนยันตัวตนทั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างตัวเครื่อง และระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า มีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร พอร์ต USB Type-C และลำโพงมาตรฐานเสียง DTS Audio ปรับเอฟเฟกต์เสียงได้ตามต้องการ ให้คุณภาพเสียงดังฟังชัดสมจริง สำหรับขนาดตัวเครื่องของ NOTE 8i มีขนาด 171.4 x 77.7 x 8.9 มม.น้ำหนักเบาจับถนัดมือ สะดวกในการพกพา โดยด้านหน้าครอบทับกระจกขอบโค้ง ส่วนด้านหลังตัวเครื่องเป็นลายพลาสติกเท็กเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ เมื่อกระทบกับแสงจะส่องเงาเป็นประกายมอบสัมผัสที่หรูหราและพรีเมียม

วางจำหน่ายบน ลาซาด้า (Lazada) ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564

สาวกสมาร์ตโฟน Infinix หรือผู้ที่กำลังมองหาสมาร์ตโฟนสเป็กเทพในราคาที่โดนใจ พลาดไม่ได้กับ Infinix NOTE 8i พร้อมเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ มีให้เลือก 3 สี คือ สีฟ้าเขียว (Tranquil Blue) สีฟ้า (Ice Diamond) และ สีดำ (Obsidian Black) พิเศษสุดในช่วงเปิดตัวจากเดิมในราคา 4,190 บาท เหลือเพียง 3,990 บาท วางจำหน่ายบนลาซาด้า ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.infinixmobility.com หรือตามไปช้อปได้ที่ลิงก์ http://bit.ly/N8iprlaz
 
เกี่ยวกับอินฟินิกซ์
อินฟินิกซ์ (Infinix) เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2013 โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักที่คนรุ่นใหม่ และถือเป็นแบรนด์สมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมที่ขับเคลื่อนด้วยโลกออนไลน์ ด้วยแนวคิดที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์อย่าง “THE FUTURE IS NOW” เป้าหมายหลักของอินฟินิกซ์จึงเป็นการทำให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างความโดดเด่นได้ในฝูงชนพร้อมกับแสดงตัวตนให้โลกได้เห็น อินฟินิกซ์มุ่งมั่นที่จะนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ตลอดจนรูปลักษณ์ที่เฉียบและมีสไตล์สำหรับผู้ใช้งานที่ไม่อยากตกเทรนด์ ปัจจุบัน สมาร์ตโฟน ภายใต้แบรนด์อินฟินิกซ์แบ่งออกเป็น 5 รุ่นหลัก ได้แก่ ZERO, NOTE, HOT, S และ SMART ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับการออกแบบและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ผู้ใช้ ให้คุณได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมที่ล้ำสมัย และสัมผัสวิถีชีวิตกับไลฟ์สไตล์แบบอัจฉริยะ อินฟินิกซ์มีวางจำหน่ายในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทั้งทวีปแอฟริกา ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าไปที่ www.infinixmobility.com

11
บีคอน วีซี แถลงข่าว ลงทุนในโรโบเวลธ์ ผนึกกำลัง ดันคนไทยสู่ตลาดทุนด้วย Wealth Tech


นายธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด ร่วมกับ นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท โรโบเวลธ์กรุ๊ป จำกัด กลุ่มบริษัทผู้นำด้านการลงทุนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือทางธุรกิจเพื่อส่งเสริมให้คนไทยเข้าสู่ตลาดทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแอปพลิเคชันด้าน Wealth Tech เช่น odini (โอดีนี), FinVest (ฟินเวส) เป็นต้น โดยได้รับเกียรติจาก นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการ บริษัท โรโบเวลธ์กรุ๊ป จำกัด, นางสาว ศรุดา พัฒนาหิรัญ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท โรโบเวลธ์กรุ๊ป จำกัด และนายชัยปกรณ์ จ.คุโนปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน โรโบเวลธ์ จำกัด ร่วมงาน ณ ชั้น 6 อาคาร ซิลลิค เฮ้าส์ 1 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้

12
LINE ญี่ปุ่น เปิดตัว “ศูนย์ข้อมูลส่วนตัวไลน์” ดูแลความโปร่งใสในการจัดการข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งานไลน์ทั่วโลก


กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น - ไลน์ คอร์ปอเรชั่น (LINE) ฉลองวันข้อมูลส่วนตัว (Data Privacy Day) ประกาศเปิดตัวศูนย์ข้อมูลส่วนตัวไลน์ (LINE Privacy Center) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นและความใส่ใจของบริษัทฯ ในการจัดการข้อมูลอย่างปลอดภัย โดยให้ความสำคัญกับการปกป้องความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานสูงสุดเป็นอันดับแรกสำหรับผู้ใช้งานไลน์กว่า 167 ล้านคนทั่วโลก นอกจาการเปิดตัวศูนย์ข้อมูลส่วนตัวไลน์ (LINE Privacy Center) นี้แล้ว ยังได้มีการปรับปรุงเว็บไซต์ในเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายความเป็นส่วนตัวของไลน์ให้อ่านและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ผู้สนใจสามารถเข้าชม ศูนย์ข้อมูลส่วนตัวไลน์ ที่  https://linecorp.com/ja/privacy_center/home_en.html

13
LINE ตอกย้ำความเป็นผู้นำ “Chat Commerce” เผยตัวเลขการแชทผ่าน LINE OA สูงขึ้น 73% ชูตัวช่วยธุรกิจให้ไปต่อในยุคโควิด


0ากสถานการณ์ที่ยังคงผันผวน โรคระบาดยังไม่หายไป และอาจกลับมาได้เสมอ เทรนด์ธุรกิจแบบ Contact-free ที่ช่วยลดการสัมผัสระหว่างบุคคล จึงไม่ได้เป็นออปชั่นเสริมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นช่องทางขายหลักที่ผู้ประกอบการไม่อาจมองข้าม ผู้บริโภคทุกวัยล้วนเปิดรับเทรนด์ E-commerce และนิยมช้อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น จึงเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ Chat Commerce เติบโตอย่างน่าจับตาและมีแนวโน้มเติบโตต่อไปอีก แน่นอนว่าสนามนี้มี “LINE” เป็นเจ้าตลาดอย่างแข็งแกร่งด้วยตำแหน่งแพลตฟอร์มแชตอันดับหนึ่งของไทยด้วยจำนวนผู้ใช้งาน 47 ล้านคน ไม่ว่าจะเพื่อสื่อสารทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว หรือเพื่อการค้าขายออนไลน์ ซึ่งต้องยอมรับว่าแม้รูปแบบการขายที่เกิดขึ้นบน LINE นั้นมีทั้งแบบผ่าน LINE Official Account (LINE OA) กับร้านค้าทางการ และแบบที่เป็นการซื้อขายระหว่างบุคคล แต่ LINE ยังคงเป็นปลายทางเพื่อปิดการขายเสมอ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Chat Commerce บน LINE ยังคงเป็นโอกาสทำเงินให้กับธุรกิจทุกขนาดตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงรายใหญ่ในยุค New Normal

นายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่ ฝ่ายการพาณิชย์ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากเกิดโรคระบาด มีคนไทยถึง 83% เคยซื้อสินค้าออนไลน์ และ 71% ซื้อผ่านมือถือ สอดคล้องกับข้อมูลของ LINE ประเทศไทย ที่พบว่า 62% ของนักช้อปออนไลน์ชาวไทยชื่นชอบและเลือกช้อปปิ้งผ่านการแชท สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยยังคงนิยมการพูดคุยซักถามเกี่ยวกับสินค้าก่อนซื้อ อีกทั้งร้านค้ามีโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์มัดใจลูกค้าผ่านการแชท ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการตัดสินใจซื้อ นอกเหนือไปจากเรื่องราคา

“ผู้ประกอบการและลูกค้าคนไทยยังคงเลือก LINE เป็นพื้นที่สำหรับปิดการขาย สะท้อนว่า LINE เป็นพื้นที่ทุกคนใว้ใจในการทำธุรกิจและเชื่อถือในการทำธุรกรรม สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดี หรือ Circle of Trust กับลูกค้าซึ่งนำไปสู่โอกาสการขาย สอดคล้องกับธุรกิจขายของออนไลน์ยุคใหม่และร้านค้าไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องราคา แต่แข่งขันกันที่การให้บริการลูกค้าทั้งในแง่คุณภาพและความรวดเร็วในทุกช่วงของ Customer Journey ตั้งแต่ก่อนซื้อ (Pre-purchase) ปิดการขาย (Purchase) ไปจนถึงหลังการขาย (Post-purchase) ทั้งการให้ข้อมูลสินค้าอย่างรวดเร็ว ข่าวโปรโมชั่นพิเศษ แจ้งยืนยันคำสั่งซื้อ การติดตามการขนส่ง บริการหลังการขาย โดยเฉพาะการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญในการขายของออนไลน์ เพราะคนไทยมักตัดสินใจซื้อของจากความน่าเชื่อถือของร้านค้า และซื้อซ้ำเมื่อได้รับบริการที่ถูกใจ ทั้งนี้ LINE ยังมีเครื่องมือที่สามารถอำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย อย่างครบวงจร ทั้งหมดนี้เป็นจุดแข็งที่ทำให้ LINE สามารถมอบประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจแตกต่างจากช่องทางออนไลน์อื่นๆ

Chat Commerce บน LINE ไม่ได้เหมาะกับแค่ธุรกิจรายย่อยเท่านั้น แต่ธุรกิจรายใหญ่ ต่างก็เลือก LINE OA เป็นช่องทางติดต่อกับลูกค้าเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลยุทธ์การตลาดด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ที่ทำการตลาดแบบ Omni-channel โดยที่เปิดให้ลูกค้าได้สอบถามและเลือกซื้อสินค้าผ่าน LINE OA หรือ ธุรกิจแบรนด์ลักซ์ชัวรี่ ที่ต้องการมอบบริการลูกค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟก็สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีผ่านการแชท LINE ได้เช่นกัน และ เรายังคงพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์คนไทยในการทำธุรกิจยุคดิจิทัลที่ผู้บริโภคต้องการการบริการแบบ on-demand เพื่อให้ LINE ยังคงเป็นแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งสำหรับ Chat Commerce ที่ผู้ซื้อและผู้ขายได้มีประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ที่ดีที่สุดร่วมกัน” นายนรสิทธิ์กล่าว

และอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ ที่ช่วยตอบโจทย์ผู้ประกอบการในการทำ Chat Commerce ก็คือ MyShop โซลูชันเสริม LINE OA ซึ่งจะมาช่วยบริหารจัดการงานจุกจิกหน้าร้านหลังร้านทั้งหลายที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็น การทำแคตตาล็อก การบริหารสต็อกสินค้า การรับออเดอร์ลูกค้า การสรุปยอดเงิน การชำระเงิน ไปจนถึงการส่งสินค้า ซึ่งเมื่องานเหล่านี้มีตัวช่วยการบริหารจัดการแล้ว ผู้ประกอบการก็สามารถให้ความสำคัญวางแผนการตลาดและดูแลลูกค้าได้ต่อไปอีกด้วย โดยปัจจุบันมีร้านค้าสมัครใช้บริการ MyShop แล้วถึง 50,000 ร้าน

ยกตัวอย่างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ LINE OA ร่วมกับ MyShop ได้อย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่การส่งข่าวสาร โปรโมชัน การใส่ความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้บริการลูกค้า หรือแม้แต่ติดตามบริการหลังการขาย เช่น แบรนด์ BackJoy Thailand ที่จำหน่ายแผ่นรองหลังเพื่อสุขภาพ ไม้นวดกดจุด ก็เป็นอีกแบรนด์ที่เริ่มทำการบรอดแคสต์ข้อความและขายสินค้าผ่าน LINE OA หลังจากโรคระบาดทำให้ไม่สามารถเปิดร้านขายสินค้าได้ตามปกติ ซึ่งทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว หรือแบรนด์ Divana Thailand ผู้ให้บริการสปาซึ่งเดิมมีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวต่างชาติ ก็สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นหลังจากทำการบรอดแคสต์ผ่าน LINE OA เพื่อสื่อสารเกี่ยวกับบริการและแนะนำโปรโมชันจนทำให้เข้าถึงลูกค้าชาวไทยได้มากขึ้น โดยมีอัตราการปิดการขาย (Conversion) สูงถึง 80-90% นอกจากนี้บริการ Chat & Shop ของห้างสรรพสินค้าชั้นนำก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำ Chat Commerce บน LINE ที่กำลังมาแรง

ปิดท้ายด้วย เคล็ดลับสร้างความสำเร็จตามสไตล์ Chat Commerce อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง LINE แนะนำแบรนด์และร้านค้าเอาไว้ 4 เรื่อง ได้แก่...
•   รู้จักสินค้าและลูกค้า

o   ทำความเข้าใจสินค้าและกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้ตามความต้องการสูงสุด

•   สื่อสารได้อย่างสร้างสรรค์
o   ควรส่งคอนเทนต์ หรือข้อความที่น่าสนใจ เพื่อกระตุ้นการซื้ออย่างเหมาะสม

•   ใช้ฟีเจอร์ให้เป็น
o   ศึกษาและเข้าใจฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยประหยัดเวลาในการขายและส่งเสริมให้การติดต่อกับลูกค้าเกิดประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะสร้างการรับรู้ หรือปิดการขาย

•   ทีมแอดมินแข็งแกร่ง
o   อย่ามองข้ามการมีทีมแอดมินฝีมือดีมีใจบริการและรวมไปถึงการตอบไว ซึ่ง LINE แนะนำให้ตอบกลับลูกค้าอย่างช้าที่สุดภายใน 5 นาที ใช้ภาษาสุภาพและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างความไว้วางใจ, มีสกิลการขาย (Cross-sell/Upsell) พร้อมให้คำแนะนำเสมือนลูกค้าใช้บริการจากหน้าร้าน



14




“แสงชัย แอร์ควอลิตี้” เปิดตัวทีม “Blueair Service” ยกระดับบริการหลังการขาย เครื่องฟอกอากาศสัญชาติสวีเดน หวังพาคนไทยฝ่าวิกฤต PM 2.5 รับอากาศบริสุทธิ์ปี 64 ตั้งเป้าปีนี้ โต 50 %


“แสงชัย แอร์ควอลิตี้” ผู้นำเข้าเครื่องฟอกอากาศ แบรนด์ Blueair (บลูแอร์) จากประเทศสวีเดน เปิดเกมรุกตลาดแก้วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ยกเครื่องอัดคุณภาพทีมเซอร์วิชบริการหลังการขาย “Blueair Service” กว่า 10 ทีม รักษาจุดแข็งโพสิชั่นผู้ผลิตเครื่องฟอกอากาศอย่างเดียว และเจ้าเดียวที่ให้บริการหลังการขายดูแลถึงบ้าน พร้อมเปิดโชว์รูมใหม่ สร้างประสบการณ์การดูแลที่เข้าถึงได้ตลอดเวลา อัดโปรพิเศษทำความสะอาดเครื่องฟอกฟรีสำหรับ 6 เดือนแรก แถมแย้มเตรียมเปิดนวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศเจเนอเรชั่นใหม่ใน Q2 ตัวเลือกพาคนไทยผ่านวิกฤตฝุ่น PM 2.5 มั่นใจดันยอดขายขึ้น 50% หรือตั้งเป้าที่ 150 ล้านบาท รับปี 64


นายวรเทพ อัศวนิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสงชัยแอร์ควอลิตี้ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องฟอกอากาศ แบรนด์ Blueair (บลูแอร์) เผยว่า หลังจากที่ประเทศไทยเริ่มมีปัญหาฝุ่น PM 2.5 รุนแรงขึ้นในช่วง 2-3 ปีหลัง ทำให้เครื่องฟอกอากาศ Blueair ได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของคนกลุ่มใหญ่มากขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากผู้คนต่างต้องการเครื่องฟอกอากาศที่มีทั้งประสิทธิภาพการใช้งาน มีอัตราการฟอกสูง เพื่อทำให้บ้านมีอากาศบริสุทธิ์ปลอดฝุ่น 100% และที่สำคัญ หลายคนยังคาดหวังถึงบริการหลังการขายที่มีคุณภาพอีกด้วย จนส่งผลให้ Blueair ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ครบถ้วน ได้กลายเป็นแบรนด์เครื่องฟอกอากาศตัวเลือกแรกที่หลายคนนึกถึงในที่สุด

“โดยทั่วไปแล้ว ปัญหาฝุ่น PM 2.5 นับเป็นปัญหามลพิษแผลใหญ่ที่เกิดอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกับเมืองใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนา แน่นอนว่าช่วงที่ปริมาณฝุ่นมีมากขึ้น ผู้คนก็ตื่นตัวในการเปิดใช้เครื่องฟอกกันมากขึ้น ทว่าปัญหาที่บริษัทได้เจอคือช่วงเวลาที่ฝุ่นลดลง ผู้คนกลับลดความสำคัญกับการใช้งานเครื่องฟอกอากาศลงไปด้วย ทั้งๆ ที่ปริมาณของฝุ่นนั้นยังมีความหนาแน่นสูงอยู่ และมากพอที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว บริษัทจึงได้พยายามเสริมความเข้าใจในตัวลูกค้า ด้วยการใช้ทีม Service เข้าดูแลลูกค้าเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม และบริการหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน เพื่อคอยจัดการให้เครื่องฟอกอากาศทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นถึงความสำคัญของอากาศบริสุทธิ์ที่ทุกคนควรได้รับในอีกทาง”


ทางด้าน นายบุญฤทธิ์ ฉันสุวรรณ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แสงชัย แอร์ควอลิตี้ จำกัด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แบรนด์ Blueair ถือเป็นเครื่องฟอกอากาศจากสวีเดนที่มีโพสิชั่นชัดเจนมาก โดยเฉพาะการโฟกัสกับการทำเครื่องฟอกอากาศเพียงอย่างเดียว ต่างจากคู่แข่งผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ทั่วไป ที่มีการ OEM ผลิตภัณฑ์หลายชนิด แต่ไม่ได้มีนวัตกรรมที่โดดเด่นในผลิตภัณฑ์ชนิดใดเป็นพิเศษ จนทำให้ Blueair กลายเป็นผู้นำนวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศอย่างชัดเจน และยังเป็นแบรนด์แรกที่นำเทคโนโลยี IoT มาใช้ในผลิตภัณฑ์อีกด้วย

นอกจากนี้ แสงชัยแอร์ฯ ยังได้ดำเนินการนำจุดแข็งนี้มาฉีกตัวเองให้หนีห่างจากคู่แข่งมากขึ้น ด้วยการสร้างทีม Service ที่แข็งแกร่ง กระจายตัวคอยให้บริการหลังการขายดูแลลูกค้าถึงบ้าน ซึ่งในปัจจุบันนี้ Blueair ได้มีทีม Service รวมแล้วกว่า 10 ทีม



ทีม Blueair Service [/b]เป็นการบริการหลังการขาย ที่เป็นจุดแข็งของแบรนด์เครื่องฟอกอากาศจากสวีเดน โดยนอกจากบริการทั่วไปอย่างการซ่อมบำรุง หรือการตรวจเช็คสภาพผลิตภัณฑ์แล้ว ทีม Service ของ Blueair ยังเป็นแบรนด์เดียวที่มีการดูแลผู้บริโภคด้วยบริการทำความสะอาดฟรีถึงบ้าน ในเดือนที่ 6 หลังซื้อผลิตภัณฑ์ รวมถึงให้บริการ call center แจ้งเตือนการเปลี่ยนไส้กรองทุก 1 ปี เพื่อให้การดูแลที่ดีที่สุดกับลูกค้าในระยะยาว อีกทั้ง แสงชัยแอร์ฯ ยังได้ดำเนินการต่อยอดจุดแข็งของทีม Service ด้วยการสร้างโชว์รูมสำหรับบริการเครื่องฟอกอากาศ Blueair โดยเฉพาะ เปิดให้ลูกค้าสามารถนำผลิตภัณฑ์มาเข้ารับการซ่อมบำรุง จากทีมช่าง Service ที่มีประสบการณ์ได้ตลอดเวลา

“การมีทีม Service ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ทำให้ Blueair เป็นที่เชื่อมั่นของกลุ่มลูกค้าระดับบน มากกว่า 20,000 รายในปัจจุบัน ที่มีการซื้อซ้ำอยู่เรื่อยๆ และยังมีการแนะนำกันปากต่อปากอีกด้วย อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมาบริษัทต้องเจอกับภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยทำให้ยอดการเติบโตตกลงไปเล็กน้อย ซึ่งในปี 64 นี้ แสงชัยแอร์ฯ เริ่มลุยตลาดรอบใหม่ด้วยการเสริมทีม Service ให้แข็งแรงขึ้น พร้อมทั้งเตรียมที่จะทำในสิ่งที่เรานำหน้าคนอื่นมาตลอด ด้วยการยกระดับนวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศไปอีกขั้น สร้างเจเนอเรชั่นใหม่เพื่อทิ้งระยะหนีคู่แข่งออกไปอีกครั้ง ในช่วง Q2 และใช้เป็นอาวุธหลักในการพาคนไทยผ่านวิกฤต PM 2.5 รวมถึงช่วยให้บริษัทเพิ่มยอดขายขึ้น 50% หรือตั้งเป้าอยู่ที่ 150 ล้านบาท ในปีนี้” นายบุญฤทธิ์ ทิ้งท้าย

ผู้สนใจ “เครื่องฟอกอากาศ Blueair” สามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดตามโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ ได้ที่ Line official : @blueair, Facebook : Blueair Thailand หรือสั่งซื้อผ่านทาง Shopee, Lazada, Robinson online, Central online รวมถึงห้างสรรพสินค้า Central, Power Buy, Paragon, Emporium, The Mall และ บุญถาวร หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-628-2200

15
เครื่องตีแป้ง “BOSCH” รุ่น MUM6 1000 W โถจุขนาดใหญ่ รุ่นขายดี เหมาะทำแป้งโด ขนมเค้ก รับประกันตัวเครื่อง 2 ปี

บริษัท บีเอสเอช โฮม แอ็พพลายแอ็นซ์ จำกัด (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำจากประเทศเยอรมนี ขอแนะนำเครื่องตีแป้ง BOSCH รุ่น MUM6 1000 W  โถขนาดใหญ่พิเศษ 6.2 ลิตร สีดำ, Silver MUM6N20A1 ด้วยโถขัดสแตนเลสสตีลที่พร้อมใช้ ด้วยการตั้งความเร็วที่แตกต่างกัน 4 ระดับและระบบ pulse ทำให้ขั้นตอนการเตรียมแป้งโดเป็นเรื่องง่าย เหมาะกับงานเลี้ยงอาหารค่ำเล็กๆ ที่บ้าน ในช่วง Work From Home ที่มั่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัยสูงสุด ซึ่ง “บ๊อช” รับประกันตัวเครื่อง 2 ปี   
 


ติดตามข่าวสารได้ที่   www.facebook.com/BoschHomeThailand

หรือ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://www.bosch-home.in.th/th/product-list/kitchen-machines/mum-kitchen-machines/mum-6-kitchen-machines/MUM6N20A1

Pages: [1] 2 3 ... 299