Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - news

Pages: [1] 2 3 ... 278
1
แดเนียล จาง ซีอีโออาลีบาบาพูดเกี่ยวกับแพลตฟอร์มด้านเศรษฐกิจ ณ การประชุม World Economic Forum (WEF) ที่กรุงดาวอส


แดเนียล จาง ประธานกรรมการและซีอีโอของอาลีบาบา กรุ๊ป พูด ณ การประชุม World Economic Forum ประจำปี 2020 ที่กรุงดาวอส-โคลสเทอร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา

ดาวอส- ในยุคที่เศรษฐกิจต้องพึ่งพาแพลตฟอร์ม ธุรกิจจะประสบความสำเร็จและเติบโตได้อย่างยั่งยืนเมื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมและได้ประโยชน์ร่วมกัน นายจางกล่าวบนเวทีร่วมกับจูลี สวีท ซีอีโอของแอคเซนเจอร์ ณ การประชุม World Economic Forum ณ กรุงดาวอส นายจางย้ำว่าทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มเศรษฐกิจและความสำคัญของการมีวิสัยทัศน์เดียวกัน มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือต่อไป

“การพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้เกิดแพลตฟอร์มใหม่จำนวนมาก แต่สำหรับสังคมธุรกิจ การเป็นพาร์ทเนอร์นั้น เราจะต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายกลายเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นประโยชน์และมีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกัน สิ่งสำคัญคือ ‘เรามีวิสัยทัศน์แบบเดียวกันหรือไม่’ ซึ่งจะประเด็นสำคัญที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือและการแบ่งผลประโยชน์ในระบบทุนนิยม ถ้าเรามีวิสัยทัศน์และเป้าหมายใกล้เคียงกัน เราจะสามารถหาทางไปสู่จุดหมายนั้นได้” นายจางกล่าว

ปัจจุบัน อาลีบาบาเป็นตัวอย่างของแพลตฟอร์มเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกแพลตฟอร์มหนึ่ง ซึ่งเราก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่แรก เมื่อ 2 ทศวรรษก่อนที่บริษัทเริ่มก่อตั้ง เมื่อปี 2542 ผู้ร่วมก่อตั้งไม่ได้คิดว่าจะพัฒนาแพลตฟอร์มธุรกิจชั้นนำระดับโลก ที่มีผู้ใช้กว่า 700 ล้านคน มีร้านค้าและแบรนด์เป็นล้านๆ สร้างงานกว่า 40 ล้านตำแหน่งในประเทศจีน ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ในช่วงแรก อาลีบาบาให้ความสำคัญกับ “การทำให้ทุกคนสามารถทำธุรกิจได้อย่างสะดวกสบายจากทุกหนแห่งทั่วโลก” และมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมผู้ค้าบนแพลตฟอร์มในการขยายธุรกิจ แพลตฟอร์มเปลี่ยนรูปไป พร้อมกับการเติบโตของธุรกิจและความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น การสร้างงานและการขยายขอบเขตต่างๆ ระบบพื้นฐาน อาทิ บริการขนส่ง ลอจิสติกส์ และการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟน

“เราสร้างโอกาสในขณะที่เราช่วยธุรกิจสร้างความต้องการใหม่ๆ อาทิ ความต้องการแรงงานในโกดังเก็บของ เมื่อคุณมีสินค้าเพิ่มมากขึ้นทุกวัน คุณก็จะมองหาพนักงานส่งของ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดำเนินธุรกิจไปในทิศทางเดียวกันและสร้างประโยชน์ร่วมกันผ่านแพลตฟอร์ม” นายจางกล่าว

นายจางย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องสงสัยว่าแพลตฟอร์มทางเศรษฐกิจที่สร้างขึ้นควรก่อให้เกิดผลประโยชน์กับสังคมโดยรวมหรือไม่ ผู้นำที่ดีควรมุ่งเน้นให้ทุกคนในสังคมได้รับประโยชน์ที่เกิดจากเทคโนโลยีสมัยใหม่และเติบโตทางเศรษฐกิจและธุรกิจไปพร้อมกัน

“แนวคิดนี้ควรมีอยู่ในวิสัยทัศน์ของผู้นำและการชี้นำในการสร้างกลไกที่จะทำให้สังคมเห็นตรงกันและลงมือปฏิบัติจริงในที่สุด” นายจางกล่าว

ในการเป็นผู้นำที่มีความคิดสร้างสรรค์ ต้องรู้จักคิดต่างและ “สร้างธุรกิจใหม่ที่แก้ไขปัญหาของลูกค้าสำเร็จ” และการใช้ทรัพยากรของบริษัทให้เป็นประโยชน์ นายจางกล่าวเสริม

อาลีบาบาสนับสนุนให้เกิดวัฏจักรทางสังคมในทางบวก กล่าวคือผู้ค้าจะบริจาครายได้ส่วนหนึ่งให้กับองค์กรการกุศล ผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้องกับองค์กรการกุศล ทำให้ผู้ค้าทำยอดขายได้สูงขึ้นและมีรายได้ไปสู่องค์กรการกุศลมากขึ้นตามไปด้วย

แพลตฟอร์มเกี่ยวกับเศรษฐกิจสามารถช่วยลดความยากจนได้ นายจางกล่าว ในการช่วยเหลือเกษตรกรและพ่อค้าในภูมิภาคที่ห่างไกลการพัฒนา อาลีบาบามอบความรู้ทางด้านดิจิทัล ช่วยเหลือคนยากจนและผู้ขาดโอกาสสร้างธุรกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนในการขายสินค้าทั่วประเทศจีน

เกี่ยวกับอาลีบาบากรุ๊ป                                                                              
พันธกิจของอาลีบาบา กรุ๊ป คือการทำให้ทุกคนสามารถทำธุรกิจได้อย่างสะดวกสบายจากทุกหนแห่งทั่วโลก บริษัทมุ่งมั่นที่จะสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านการค้าแห่งอนาคต อาลีบาบามีวิสัยทัศน์ที่จะให้ลูกค้าได้พบปะ ทำงานและใช้ชีวิตอย่างสมดุลที่อาลีบาบาและตั้งเป้าเป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการเป็นเวลาอย่างน้อย 102 ปี       
                          
ติดตามคลังข่าวสารเกี่ยวกับอาลีบาบาเป็นภาษาไทยได้ที่ th.alibabanews.com/

2
สวทช. ขอเชิญเกษตรกร ร่วมอบรมหลักสูตรฉลาดคิด ปลูก และขาย มะเขือเทศคุณภาพ



สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ขอเชิญเกษตรกรและผู้สนใจ เข้าอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “ฉลาดคิด ฉลาดปลูก ฉลาดขาย ให้ได้มะเขือเทศคุณภาพ” วันที่ 15 - 16 กุมภาพันธ์ 2563 (2 วัน) เวลา 09.00 - 16.30 น. ณ ห้องบรรยาย 1 อาคารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. จ.ปทุมธานี เพื่อให้เกษตรกรรู้และเข้าใจในการผลิตมะเขือเทศผลสดภายใต้ระบบโรงเรือนอัจฉริยะ พร้อมสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและหลักวิชาการร่วมกับการใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่เดิม เพื่อให้เกิดการผลิตมะเขือเทศผลสดที่มีคุณภาพ รวมถึงเข้าใจและตระหนักเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และปริมาณความต้องการของตลาด ตลอดจนห่วงโซ่การตลาดของสินค้าภาคการเกษตร เพื่อพัฒนาสู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ต้นแบบ ด่วน! รับจำนวนจำกัด 30 ท่านเท่านั้น มีค่าใช้จ่ายอบรม 3,500 บาท/คน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ http://bit.ly/2uaLcHO ตั้งแต่วันนี้ - 7 กุมภาพันธ์ 2563 สอบถามเพิ่มเติม โทร 0 2564 7000 ต่อ 1742

3
สวทช. จับมือร่วมกับ มจธ. และ มจพ. อบรมบรรจุภัณฑ์สำหรับ SME หนุนศักยภาพ สร้างกำไร รายได้เติบโต


บรรยากาศสัมมนา บรรจุภัณฑ์ SME ไม่รู้ไม่รอด


ผู้ประกอบการบางส่วนที่เข้าร่วมสัมมนา บรรจุภัณฑ์ SME ไม่รู้ไม่รอด



ตัวอย่างของบรรจุภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ที่นำเสนอในงานสัมมนา


(22 มกราคม 2563) ณ บางแสน จ.ชลบุรี : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับ ภาควิชาเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมระบบไซเบอร์-กายภาพทางการผลิต และสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดสัมมนาหัวข้อ “บรรจุภัณฑ์สำหรับ SME: ไม่รู้ ไม่รอด” เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME ในเขตจังหวัดชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียงในเขตพื้นที่ EEC กว่า 100 ราย ได้รับความรู้และคำปรึกษาแนะนำในการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการผลิตบรรจุภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ ให้มีคุณสมบัติในการใช้งานที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางการตลาด และวิถีชีวิตของผู้บริโภคสมัยใหม่ พร้อมทั้งการลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ เพื่อการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และแข่งขันได้ในตลาดโลก


นางสาวชนากานต์ สันตยานนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรม ITAP สวทช.
กล่าวว่า งานสัมมนาครั้งนี้เป็นการส่งเสริมให้กับผู้ประกอบการ SME ในทุกระดับ ตั้งแต่ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และธุรกิจรายย่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่เพิ่งเริ่มสร้างธุรกิจ ซึ่งประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับองค์ความรู้ทำให้ทราบถึงแนวโน้มสำหรับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ในอนาคตจากวิทยากรที่มีความชำนาญทางด้านบรรจุภัณฑ์ รวมถึงได้รับความรู้ในส่วนของขั้นตอนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อนำไปปรับใช้กับธุรกิจที่มีอยู่ ทำให้สามารถปรับตัวอยู่รอดในกระแสโลกปัจจุบันที่อยู่ในภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศและทั่วโลกที่เกิดการชะลอตัว และมีภาวะแข่งขันสูงมากได้

“ในการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการให้มีขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและสิ่งแวดล้อม มีความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้เกิดความรู้ด้านวัสดุบรรจุภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีการออกแบบให้เหมาะสมกับสินค้าที่จะบรรจุ รวมทั้งการออกแบบเพื่อผลิตได้จริง โดยอาศัยความร่วมมือกันระหว่างภาควิชาเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ฯ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมระบบไซเบอร์-กายภาพ ทางการผลิต และโปรแกรม ITAP สวทช. ภายใต้โครงการ “การยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และโซ่อุปทานด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” ถือเป็นการบูรณาการโดยใช้กลไกความร่วมมือด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด โดยมุ่งเน้นสร้าง “ห่วงโซ่คุณค่า” เพื่อให้สถานประกอบการมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาคุณค่าของธุรกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด ตอบสนองต่อการเพิ่มจุดแข็งด้านการแข่งขัน ยกระดับคุณภาพและเศรษฐกิจของผลิตภัณฑ์ ตอบโจทย์ประเทศไทยศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืนต่อไป”


ด้านผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม ITAP และหนึ่งในวิทยากรงานสัมมนา ดร.นิทัศน์ ทิพยโสตนัยนา ภาควิชาเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ความรู้ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง สินค้าที่ผลิตล้วนต้องมีบรรจุภัณฑ์เพื่อการจัดจำหน่าย เนื่องจาก SME เป็นกลุ่มธุรกิจย่อยที่อยู่ในช่วงเริ่มสร้างธุรกิจ ซึ่งการลงทุนทางด้านบรรจุภัณฑ์ให้เสมือนกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเงินลงทุนสูงจึงเป็นไปได้ยาก จึงมักใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีราคาถูกแต่ไม่เหมาะกับสินค้า ทำให้เกิดการเสียหายได้ง่าย หรือเกิดการตีกลับของสินค้า ส่งผลต่อความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค หรือการใช้บรรจุภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดีมากเกินไปจนส่งผลให้สินค้ามีราคาสูงไม่สามารถแข่งขันได้ การได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์สูง จะช่วยแก้ปัญหาด้านบรรจุภัณฑ์ได้ ทำให้ผู้ประกอบการตั้งตัวได้เร็วขึ้น สามารถแข่งขันและผลักดันให้ธุรกิจอยู่ในตลาดปัจจุบันได้ สำหรับงานสัมมนาครั้งนี้ได้


อาจารย์มยุรี ภาคลำเจียก ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ มาร่วมถ่ายทอดความรู้ด้วย ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับความรู้เรื่องบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่พื้นฐานของบรรจุภัณฑ์ บทบาทของบรรจุภัณฑ์ต่อธุรกิจสมัยใหม่ ประเภท สมบัติการใช้งาน ขั้นตอนในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ตลอดไปจนบรรจุภัณฑ์มาตรฐานสำหรับ SME ซึ่งประโยชน์ทางตรงที่ได้รับ คือ การวิเคราะห์ถึงบรรจุภัณฑ์ที่ตนเองใช้งานอยู่หรือต้องการจะพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง เพื่อเป็นการปรับปรุง วางแผน และประยุกต์นำไปใช้ให้ถูกต้องกับผลิตภัณฑ์ของตนเอง”

หนึ่งในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมสัมมนา นางสาวณิชชา แก้วสุริยา ผู้บริหาร ณิชชาฟาร์ม จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า เนื่องจากตนเองทำธุรกิจแปรรูปแตงโมเป็นผลิตภัณฑ์จำพวกขนม และเครื่องสำอาง มีการส่งออกทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งตอนนี้มีความกังวลว่า ธุรกิจที่ทำอยู่กำลังประสบปัญหาในเรื่องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม ที่ผ่านมาได้เลือกบรรจุภัณฑ์ด้วยตนเองโดยที่ยังไม่มีความรู้ จึงเกิดความกังวลมากพอสมควรว่า บรรจุภัณฑ์ที่เลือกใช้จะส่งผลต่อตัวผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นอาหาร ซึ่งอาจมีผลต่อสีและรสชาติได้ หรือผลิตภัณฑ์จำพวกเครื่องสำอางที่หากเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ถูกต้อง อาจเกิดการทำปฏิกิริยาระหว่างสารจากส่วนผสมของเครื่องสำอางค์กับตัวบรรจุภัณฑ์ จึงอยากแก้ปัญหานี้ โดยหลังจากที่ได้รับคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญในครั้งนี้ ทำให้รู้จักชนิดของบรรจุภัณฑ์มากยิ่งขึ้น เริ่มมีความเข้าใจ และสามารถเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทของตนเองได้อย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ งานสัมมนา “บรรจุภัณฑ์สำหรับ SME: ไม่รู้ ไม่รอด” ได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการ SME ที่สนใจเข้าร่วมฟังบรรยายจากหลากหลายประเภทธุรกิจ ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้า กลุ่มที่ต้องการบรรจุภัณฑ์ กลุ่มที่มีปัญหาทางด้านการผลิตหรือการใช้งานบรรจุภัณฑ์ กลุ่มผู้ประกอบการทางด้านการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ในด้านการใช้งานและด้านสิ่งแวดล้อม จำนวนมากกว่า 100 ราย นอกเหนือจากการบรรยายเพื่อให้ความรู้แล้ว ITAP สวทช. ยังมีบริการการให้คำปรึกษาทั้งในเรื่องของการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และด้านอื่น ๆ ให้กับผู้ประกอบการที่มาเข้าร่วมงานแบบเจาะลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์อีกด้วย

4
ชวนผู้ประกอบการไทยออกบูธบุกตลาดเมียนมาร์ในงาน Mingalar Smart SME Thai ครั้งที่ 2
 


บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด พร้อมด้วยพันธมิตรทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จึงได้จัดงาน Mingalar Smart SME Thai ครั้งที่ 2 ขึ้นอีกครั้ง เพื่อต่อยอดความสำเร็จให้ผู้ประกอบการไทยได้เปิดช่องทางตลาดส่งออกสินค้าและบริการบุกตลาดประเทศเมียนมาร์ได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 23 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ห้างสรรพสินค้า Ga Mone Pwint Department Store (GMP) ซึ่งเป็นศูนย์การค้าที่สำคัญที่สุด และมี GDP สูงถึงร้อยละ 7 ณ  กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ ผู้ที่ต้องการเชื่อมพันธมิตรธุรกิจ และปูทางการส่งออกสู่อาเซียน ไม่ควรพลาดงาน Mingalar Smart SME Thai ครั้งที่ 2 ผู้ประกอบการที่สนใจต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือจองพื้นที่ออกบูธในงาน โทร. 09-4915-4624

5
RISE สานต่อความสำเร็จ ดึงนักคิดผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมองค์กรจากทั่วโลกร่วมในงาน Corporate Innovation Summit 2020 (CIS 2020)



RISE สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรระดับภูมิภาค นำโดย หมอคิด หรือ นายแพทย์ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง RISE  (คนที่ 7 จากซ้าย) และนางสาวรฐิยา อิสระชัยกุล เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (คนที่ 8 จากซ้าย) จัดงานแถลงข่าว Corporate Innovation Summit 2020 (CIS 2020) - งานสัมมนาด้านนวัตกรรมองค์กรที่ผู้ร่วมงานจะได้เรียนรู้การสร้างและขับเคลื่อนนวัตกรรมองค์กรผ่านประสบการณ์ลงมือทำจริง ระหว่างวันที่ 1 – 3 เมษายน 2563 โดยจะจัดขึ้น ณ ย่านราชประสงค์ รองรับผู้บริหารมากกว่า 20,000 คน และเวิร์กชอปมากกว่า 240 หัวข้อ เพื่อให้ผู้นำในองค์กรสามารถเรียนรู้วิธีการดำเนินการนวัตกรรมผ่านการลงมือทำจริง โดยมี Ms. Crystalbel Foo Regional Director, EDB Singapore (คนที่ 3 จากขวา), นางสาวกนกพร ปรัชญาเศรษฐ Head of Business Development บริษัท เทนเซ็น (ประเทศไทย) จำกัด (คนที่ 4 จากซ้าย), ดร. วิบูลย์ ปิยวัฒนเมธา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย Advanced Imaging  Research Center สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (คนที 5 จากขวา), นายอรุณเทพ แสงวารีทิพย์ Executive Transformation Coach, SCG (คนที่ 6 จากซ้าย) และนายแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด (คนที่ 5 จาก ซ้าย) ให้เกียรติร่วมในงานแถลงข่าว ณ The Society ชั้น 22 อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

6

แอ็กเซสเทรด เผยกำไร ปี 2019 พุ่ง 180% ตั้งเป้าส่วนแบ่งเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัล 10% ในปี 2025 ตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดผู้ช่วยขายสินค้าออนไลน์

แอ็กเซสเทรด (ACCESSTRADE) ผู้ให้บริการระบบการตลาดออนไลน์แอฟฟิลิเอตมาร์เก็ตติ้ง ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่แรกในประเทศไทย โดย บริษัท อินเตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จำกัด เผยผลการดำเนินงานปี 2019 โตกว่า 180% จากปัจจัยการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ พร้อมตั้งเป้าในการดัน Market Share ของเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัล ที่มีมูลค่ารวมกว่า 20,163 ล้านบาท จาก 2% ของปี 2019 เพิ่มขึ้นเป็น 10% ในปี 2025

นายภัทรวุฒิ กุลจันทร์ ผู้บริหารสูงสุด บริษัทอินเตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานตลอดปี 2019 ของบริษัทอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นจากปี 2018 คิดเป็น 180% ยังคงมาจากการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ และการจัดแคมเปญโปรโมชั่นต่าง ๆ ของร้านค้าในระบบ”

“จากการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซและการค้าขายออนไลน์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงที่ตลาดขยายตัวได้อีกมาก ส่งผลดีต่อภาพรวมการดำเนินงานในปี 2020 ที่ยังคงมุ่งสร้างการรับรู้ของการตลาดออนไลน์แอฟฟิลิเอตมาร์เก็ตติ้ง (Affiliate Marketing) โดยการจัดกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้แก่นิสิต นักศึกษา ในมหาวิทยาลัย รวมถึงการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ และสมาคมต่าง ๆ ซึ่งจะมาช่วยตอบสนองความต้องการของตลาดออนไลน์ในรูปแบบ Performance Marketing ที่เพิ่มขึ้น พร้อมผลักดันและพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้ลูกค้า (Advertiser) และพาร์ทเนอร์ (Partner) ในระบบของ แอ็กเซสเทรด (ACCESSTRADE) สามารถทำการตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“สิ่งที่ตามมาคือการให้ความรู้ด้านการตลาดออนไลน์แอฟฟิลิเอตมาร์เก็ตติ้ง (Affiliate Marketing) ควบคู่ไปกับดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing) ผ่านการจัดอบรมสัมมนาให้กับพาร์ทเนอร์ (Partner) ในระบบของ แอ็กเซสเทรด (ACCESSTRADE) และผู้สนใจอย่างสม่ำเสมอ จนนำไปสู่การเพิ่มช่องทางการเรียนรู้ ผ่าน ACCESSTRADE Academy ที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing) และเป็นศูนย์กลางให้กับพาร์เนอร์ (Partner) ได้เข้ามาเรียนรู้วิธีสร้างรายได้ออนไลน์ด้วยแอฟฟิลิเอตมาร์เก็ตติ้ง (Affiliate Marketing) และการใช้งาน ACCESSTRADE Dashboard ซึ่งเป็น Platform ที่ใช้งานในระบบรวมถึงการแจ้งเตือนโปรโมชั่นที่น่าสนใจจากร้านค้า (Advertiser) และข่าวสารต่างๆจากทางบริษัทฯ”

“ทั้งนี้ แอ็กเซสเทรด (ACCESSTRADE) ได้ตั้งเป้าหมายในการดัน Market Share ของเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัล ที่มีมูลค่ารวมกว่า 20,163 ล้านบาท จาก 2% ของปี 2019 เพิ่มขึ้นเป็น 10% ในปี 2025 และในจำนวนเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัล ส่วนหนึ่งมีการนำระบบ Affiliate Marketing หรือ ระบบการตลาดออนไลน์ โดยการเป็นตัวแทน นำสินค้าของร้านค้าต่าง ๆ ในระบบมาขายบนเว็บไซต์หรือบล็อก เมื่อมีลูกค้าซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์นั้น ตัวแทนก็จะได้ค่า Commission (คอมมิสชั่น) จากการขายสินค้านั้น ๆ ข้อดีของการทำ Affiliate คือ ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องสต๊อกสินค้า ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องการจัดส่งสินค้า เพียงแค่ให้ลูกค้าซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ ก็จะได้ค่าคอมมิสชั่นจากการขายสินค้านั้นแล้ว ซึ่งในมุมของร้านค้าหรือเจ้าของสินค้าเอง ที่ผ่านมามีการสร้าง Branding เพื่อให้ยอดขายกลับมา แต่ Affiliate Marketing คือ Return on Investment (ROI) Channel ที่ช่วยให้ร้านค้าต่าง ๆ ในระบบของ ACCESSTRADE (แอ็กเซสเทรด) เกิดยอดขายจริง ทำให้แบรนด์หรือร้านค้าต่าง ๆ หันมาทำการตลาดออนไลน์ Affiliate Marketing กับ ACCESSTRADE (แอ็กเซสเทรด) เพิ่มมากขึ้น” นายภัทรวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจที่จะเข้าร่วมทำการตลาดออนไลน์  Affiliate Marketing สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.accesstrade.in.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร. 02-258-4970-1

7


กสอ. จัดงาน Open House รุดติดอาวุธทางธุรกิจเต็มสูบ!!! หวังสร้างนักรบทางเศรษฐกิจหน้าใหม่ เพิ่มจิ๊กซอขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ






กรุงเทพฯ 22 มกราคม 2563 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) จัดกิจกรรม Open House : ปั้น ปรุง เปลี่ยน ธุรกิจใหม่ ให้ดีพร้อม (DIProm) : Fulfill New Entrepreneurs มุ่งสนับสนุน ส่งเสริม สร้าง และพัฒนาผู้ประกอบการใหม่เชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม พร้อมหาแหล่งเงินทุน หวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็งต่อไปในอนาคต ชี้ภายในระยะเวลากว่า 15 ปี สร้างผู้ประกอบการใหม่กว่า 18,000 ราย คิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 29,000 ล้านบาท





นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.)
ได้กำหนดทิศทางและนโยบายปี พ.ศ. 2563 ในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชน 3 ด้าน คือ เกษตรอุตสาหกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ ซึ่งไม่เพียงแต่การเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเท่านั้น แต่การสร้างผู้ประกอบการใหม่ก็มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กสอ. จึงได้จัดกิจกรรม Open House : ปั้น ปรุง เปลี่ยน ธุรกิจใหม่ ให้ดีพร้อม (DIProm) : Fulfill New Entrepreneurs ขึ้น เพื่อส่งเสริมและสร้างผู้ประกอบการใหม่ให้มีศักยภาพและเติบโตเป็นผู้ประกอบการที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไปในอนาคต

สำหรับกิจกรรม Open House : ปั้น ปรุง เปลี่ยน ธุรกิจใหม่ ให้ดีพร้อม (DIProm) : Fulfill New Entrepreneurs ในครั้งนี้ มีกิจกรรมที่เป็นหัวใจหลัก 4 กิจกรรม คือ 1) กิจกรรมการสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการใหม่เชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม (NEC) โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรม จะได้เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการธุรกิจอย่างครบวงจร การสร้างสรรค์ธุรกิจด้วยนวัตกรรม จริยธรรมในการดำเนินธุรกิจให้ยั่งยืน นำไปสู่การได้แผนธุรกิจ (Business Model Canvas (BMC) หรือ โมเดลสำหรับการวิเคราะห์ในการวางแผนธุรกิจ) รายบุคคล และมีพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งนี้ จากการดำเนินกิจกรรมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 มีผู้ได้รับการพัฒนาศักยภาพมาแล้วกว่า 80,000 คน ก่อให้เกิดผู้ประกอบการใหม่กว่า 18,000 คน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 29,000 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้ ตั้งเป้าหมายการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ 1,000 ราย และมีกิจกรรมนำร่อง อาทิ NEC วัยเกษียณ และ NEC เกษตรอุตสาหกรรม 2) กิจกรรม “การพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ประกอบการใหม่” ซึ่งเป็นการสร้างศักยภาพผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-Curve) ได้แก่ สาขาการแปรรูปอาหารและอาหารแห่งอนาคต สาขาเกษตรแปรรูปและเทคโนโลยีชีวภาพ และสาขาดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ จำนวน 65 กิจการ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่เพื่อความยั่งยืน โดยมีการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จนได้เป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมการทดสอบตลาดออฟไลน์
และออนไลน์ ซึ่งจะนำไปสู่ความสามารถในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ต่อไป3) กิจกรรม “การพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคมรุ่นใหม่” โดย กสอ. จะทำหน้าที่เสริมความรู้ทุกด้านที่จำเป็นสำหรับผู้ที่อยากจะเป็นนักธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ตั้งแต่ การอบรมให้ความรู้ในการสร้างแนวคิด ออกแบบธุรกิจ การวางแผนการดำเนินงานการวัดผลกระทบเชิงสังคม รวมถึงการให้คำปรึกษาแนะนำในรายละเอียดขั้นตอนต่าง ๆ ของการขอจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม สนับสนุนผู้ประกอบการให้ใส่ใจต่อปัญหาทางสังคมและสร้างสรรค์ธุรกิจที่ช่วยแก้ไขปัญหาสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ในขณะเดียวกันก็สามารถอยู่รอดและประสบความสำเร็จด้านการเงิน โดยได้สร้างอาชีพและรายได้ให้กับวิสาหกิจเพื่อสังคม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 - 2562 รวมกว่า 15 ล้านบาท ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของการทำธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน และ 4) กิจกรรม“แหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่” (Delta Angel Fund) โดย กสอ. ได้ร่วมกับ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมนี้ขึ้น เป็นปีที่ 5 แล้ว เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการใหม่และสตาร์ทอัพที่มีแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในรูปแบบเงินให้เปล่า (Angel Fund) สูงสุดรายละไม่เกิน 5 แสนบาท วงเงินรวม 4 ล้านบาทต่อปี ซึ่งตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนไปแล้วกว่า 13 ล้านบาท

“กสอ. จะมุ่งสร้างและพัฒนาทักษะความสามารถด้านการบริหารจัดการในการประกอบธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เพื่อยกระดับศักยภาพและความสามารถของผู้ประกอบการใหม่ รวมถึงการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อเร่งให้เกิดการจัดตั้งและขยายธุรกิจที่มีศักยภาพ นำไปสู่การสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการใหม่เชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยทุกกิจกรรม กสอ. จะเป็นพี่เลี้ยงในการให้บริการ ปรึกษาแนะนำ ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ด้วยการต่อ เติม เสริม ทุน สร้างความแข็งแกร่งให้กับนักรบทางเศรษฐกิจหน้าใหม่ของประเทศต่อไป” นายณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมการ “ปั้น” และ “ปรุง” ภายใต้กิจกรรมการสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการใหม่เชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดต่าง ๆ ได้ที่ กองส่งเสริมผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ เว็บไซต์โครงการ http://nec.dip.go.th/ และ http://angelfund.dip.go.th

8




Food Innopolis สวทช. จับมือ การบินไทยและไทยสมายล์ ประกาศวิสัยทัศน์ความยั่งยืนปี 2563 เปิดตัวโครงการ “ Save Food Save the World” เดินหน้าสู่ต้นแบบ “สายการบินลดการสูญเสียด้านทรัพยากรอาหาร” ในภูมิภาค


(22 มกราคม 2563) ณ สำนักงานใหญ่ การบินไทย ถนนวิภาวดีรังสิต - นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตอาหารเพื่อลดการสูญเสียทางด้านทรัพยากร (Food Waste Management) ระหว่างบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด กับ Food Innopolis สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยมี นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทยฯ และ นางชาริตา ลีลายุทธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ฯ ร่วมลงนาม พร้อมด้วยพลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ประธานกรรมการ บริษัท การบินไทยฯ ร่วมในพิธี


นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกออกกฎห้ามใช้หรือให้มีการเก็บภาษีพลาสติกเพื่อยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single Use Plastics) รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นวาระของชาติ จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางเพื่อลดปริมาณการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว นอกจากนี้ ยังเป็นการบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชนร่วมกันรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการลดการใช้วัสดุที่ผลิตขึ้นจากพลาสติก และช่วยลดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว ซึ่งการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ 20 ปี ได้ดำเนินการให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยมีการรณรงค์สร้างความตระหนักและตื่นตัวในการใช้พลาสติกหมุนเวียนในหน่วยงานทุกภาคส่วนสังกัดกระทรวงคมนาคม ในส่วนของการบินไทยและไทยสมายล์มีความมุ่งมั่นและตระหนักถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน อีกทั้งการบริหารจัดการเพื่อมิให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการประกอบธุรกิจ โดยการจัดทำโครงการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตอาหารเพื่อลดการสูญเสียทางด้านทรัพยากร (Food Waste Management) ร่วมกันลดขยะอาหารของโลก นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการลดอัตราการสูญเสียทางด้านทรัพยากร


นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า การบินไทยและไทยสมายล์ตระหนักถึงปัญหา Food Waste พร้อมขับเคลื่อนการแก้ปัญหาด้านมลภาวะและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจาก “ขยะอาหาร” ซึ่งประเทศไทยมีปริมาณขยะที่เกิดจากอาหารเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันข้อมูลจากการศึกษาใหม่ๆ พบว่าองค์ประกอบของขยะมูลฝอยของบางพื้นที่มีขยะอาหารเป็นองค์ประกอบที่มีสัดส่วนร้อยละ 33-50 ของขยะทั้งหมด ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการที่ถูกต้องจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ปัญหา Food Waste นับได้ว่าเป็นปัญหาระดับโลก สหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goal (SDG) ในช่วงปี พ.ศ. 2557-2573 ข้อที่ 12.3 หรือ SDG 12.3 ได้ขอให้ประเทศต่างๆ และบริษัทต่างๆ ร่วมกันลดขยะอาหารของโลกลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ.2573 ในระดับผู้จำหน่ายอาหารและระดับผู้บริโภค และลดการสูญเสียอาหารจากกระบวนการผลิตห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ทั้งนี้ การบินไทย ที่มีชื่อเสียงในการทำอาหารอร่อย มีคุณภาพดี ต้องสนใจความยั่งยืน และการดูแลสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ซึ่งการลดปริมาณขยะอาหาร จำเป็นต้องเริ่มจากพื้นฐานที่ถูกต้องมีการทำงานที่เป็นระบบ และต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมาร่วมกันลดขยะอาหาร


นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า สวทช. มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศภายใต้แนวทาง “ประเทศไทย 4.0” ที่ปรับระบบเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยสร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนของประเทศ เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 (SDGs 12)  โดยมีตัวชี้วัดเรื่องของการลดของเสียจากอาหารที่ถูกทิ้งของโลกต่อหัวประชากรลงครึ่งหนึ่ง ในระดับค้าปลีกและผู้บริโภค และลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ภายใน พ.ศ. 2573  ในทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของ สวทช. ที่จะให้คำปรึกษากับการบินไทยและไทยสมายล์ ในการจัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อปรับปรุงพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานด้วยความรู้และนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามแนวทางในการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตอาหารเพื่อลดการสูญเสียทางด้านทรัพยากร และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมถึงการให้คำแนะนำในการกำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายเพื่อประเมินประสิทธิผลของโครงการ อีกทั้งการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่มีศักยภาพในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจจากการยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรในกระบวนการผลิตอาหารของการบินไทย


นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยในฐานะสายการบินแห่งชาติได้ตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบต่อสังคมมาโดยตลอด และในปี 2563 นี้ การบินไทยจะดำเนินกิจการมาครบ 60 ปี จึงได้กำหนดนโยบาย โดยเข้าร่วมโครงการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตอาหารเพื่อลดการสูญเสียทางด้านทรัพยากร (Food Waste Management) ซึ่งโครงการนี้จะมีส่วนช่วยลดปริมาณขยะที่เกิดจากการผลิตอาหารในครัวการบิน และลดปริมาณอาหารที่เหลือจากการให้บริการบนเครื่อง โดยโครงการ Food Waste Management จะทำให้การบินไทยสามารถบริหารจัดการด้านทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน การบินไทยมีการดำเนินงานตามแผนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของโครงการ โดยจะสร้างความรู้ความเข้าใจแก่พนักงาน ผู้โดยสาร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งนี้ การบินไทยยังกำหนดเป้าหมายโดยมุ่งสู่การเป็นสายการบินเพื่อความยั่งยืน ภายในปี 2566

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การบินไทยได้มีการบริหารจัดการในการลดและชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การหาวิธีใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งบริหารจัดการเพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรจากกระบวนการผลิตอาหารบริการบนเครื่อง ซึ่งฝ่ายครัวการบินของการบินไทยได้ดำเนินการมาตลอด อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมโครงการ Food Waste Management อย่างจริงจัง จะเป็นก้าวที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการบิน โดยจะทำให้การบินไทยลดการสูญเสียวัตถุดิบจากการผลิตอาหารถึง 400 กก./วัน หรือคิดเป็นเงินประมาณ 20 ล้านบาท/ปี สำหรับแนวทางการดำเนินงานภายใต้โครงการ Food Waste Management ในปีแรก จะมุ่งเน้นการทวนสอบเพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบการผลิตอาหารและการบริการทั้งระบบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ การผลิตของฝ่ายครัวการบิน การวางแผนเมนูอาหาร การผลิตและการนำอาหารขึ้นเครื่อง ตลอดจนการบริหารจัดการขยะบนเที่ยวบิน การทดลองนำแนวทางใหม่ๆ เช่น การบริหารจัดการอาหารให้บริการให้หมดบนเครื่อง การพัฒนาระบบ Pre-Selected Menu เพื่อให้ผู้โดยสารเลือกเมนูก่อน คาดว่าจะสามารถลดการสูญเสียอาหารที่ผู้โดยสารไม่ต้องการได้ถึง 20% โดยแนวปฏิบัติดังกล่าวจะเริ่มใช้ในเที่ยวบินของการบินไทยในเส้นทางยุโรปในปี 2563 และภายในปี 2564 จะมีการดำเนินการในทุกเที่ยวบิน

นอกจากนี้ ยังจะนำนวัตกรรรมเพื่อแก้ปัญหาการสูญเสียอาหาร อาทิ การศึกษาวัตถุดิบทั้งหมดของสายการบินเพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพิ่มประสิทธิภาพในการลดการสูญเสียอาหารระหว่างกระบวนการผลิต โดยการใช้เทคโนโลยีที่สามารถวัดค่าความสุกของผลไม้ เป็นต้น ทั้งนี้ การบินไทยตั้งเป้าหมายว่าสำหรับปีแรกของการดำเนินการจะสามารถลดการสูญเสียอาหารรวมได้ราว 3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 2,078 ตันคาร์บอน/ปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่จำนวน 230,000 ต้น การลดการสูญเสียอาหารยังจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนประเด็นการลดการสูญเสียอาหารสำหรับประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับวาระแห่งชาติว่าด้วยการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ตลอดจนการเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งองค์การสหประชาชาติ (SDGs) ได้ในที่สุด


นางชาริตา ลีลายุทธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด เปิดเผยว่า ไทยสมายล์ได้ตระหนักถึงการลดการสูญเสียทรัพยากรอาหาร โดยได้ริเริ่มดำเนินนโยบายรักษ์โลกอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2561 ตามแนวคิดประสิทธิภาพเชิงนิเวศ (Eco-efficiency) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดโครงการ “Save Food Save the World” ในครั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาไทยสมายล์ได้เก็บสถิติจำนวนผู้โดยสารที่ปฎิเสธการรับอาหาร พบว่ามีจำนวน 1.4% ต่อเที่ยวบิน ดังนั้น ในปี 2563 นี้ จึงได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการอาหารและลดการสูญเสียอาหารบนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น โดยมีแผนที่จะให้ผู้โดยสารสามารถเลือกแสดงความประสงค์ในการปฏิเสธอาหารบนเที่ยวบินล่วงหน้าได้ ซึ่งจะทำให้สามารถบริหารจัดการปริมาณอาหารบนเที่ยวบินได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปี 2563 จะลดความสูญเสียอาหาร ได้ถึง 16.45 ตันต่อปี แบ่งเป็นเส้นทางในประเทศ 5.7 ตันต่อปี และเส้นทางระหว่างประเทศ 10.75 ตัน ต่อปี จากปริมาณ Food Waste ที่คาดการณ์ 100,000 มื้อต่อปี นอกจากนี้ แคมเปญบริจาคอาหารจะช่วยสร้างความตระหนักในเรื่องการสูญเสียอาหาร และผู้โดยสารมีส่วนร่วมได้มากขึ้น จากการสำรวจล่าสุด ลูกค้ากลุ่มหลักให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม ทำให้การขับเคลื่อนในปีที่ผ่านมาทั้งในเรื่องการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ 100% และการคัดแยกขยะจากเที่ยวบินไทยสมายล์ จึงได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค ซึ่งสามารถลดการสูญเสียอาหารเพื่อนำไปสู่การแบ่งปันแก่ชุมชนและสังคมต่อไป












9

RICOH เตรียมเปิดทำการโรงงานผลิตเครื่องพิมพ์ สำหรับสำนักงาน ณ เมืองตงกวน มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ในเดือนเมษายน 2563

เป็นการสร้างฐานการผลิตในจีนเพิ่มขึ้นเพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านความสามารถในการผลิตทั่วโลก




RICOH ได้ประกาศที่จะเริ่มเปิดใช้โรงงานผลิตแห่งใหม่ในชื่อบริษัท “Ricoh Manufacturing (China) Ltd.” ในเดือนเมษายน 2563 บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นในฐานะส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ของ RICOH เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ความสามารถในการผลิตทั่วโลกในฐานะศูนย์กลางการผลิตเครื่องพิมพ์สำหรับสำนักงานของ RICOH นอกจากนี้ยังสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้ระบบการวิเคราะห์ของทั้งข้อมูลยอดขาย และข้อมูลการผลิตผ่านเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) อีกทั้งยังมีการติดตั้งหุ่นยนต์ใหม่ล่าสุด และระบบออโตเมชั่นในโรงงานเพื่อยกระดับกระบวนการผลิตอีกด้วย

การผสานระหว่างข้อมูลการผลิต และข้อมูลที่ได้จากเครื่องพิมพ์สำนักงานที่ทำงานอยู่จริงในตำแหน่งที่ตั้งของลูกค้านั้นจะช่วยให้ RICOH สามารถเพิ่มคุณภาพของเครื่องพิมพ์ได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในโรงงานที่ล้ำสมัยเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้อุปกรณ์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทน การทดแทนระบบปรับอากาศ และถ่ายเทอากาศ การใช้แสงสว่างจากธรรมชาติ และการถ่ายเทอากาศแบบธรรมชาติเพื่อสนับสนุนสังคมที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน จนทำให้เรามีแผนที่จะได้รับใบประกาศรับรอง CERTIFICATION OF GREEN BUILDING DESIGN LABEL ระดับ “3 ดาว” ซึ่งเป็นใบประกาศรับรองระดับสูงสุดภายในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้

จากการเริ่มการผลิตในโรงงานแห่งใหม่นี้ โรงงานผลิตเดิมในประเทศจีนจะถูกปรับเปลี่ยนใหม่ โดยการผลิตในโรงงาน Ricoh Asia Industry (Shenzhen) Ltd. จะสิ้นสุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิในปี 2563 และการผลิตของโรงงาน Ricoh Components & Product (Shenzhen) Ltd. จะสิ้นสุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2563

ซึ่งการปรับเปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้งฐานการผลิตดังกล่าวช่วยให้ RICOH เร่งความเร็วของการก่อสร้างระบบยุคใหม่ที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในระบบกระบวนการผลิตระดับโลกได้ รวมทั้งยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการผลิตแบบคู่ขนานสำหรับอุปกรณ์มัลติฟังก์ชันหลักร่วมกับโรงงาน Ricoh Manufacturing (Thailand) Ltd. ที่จังหวัดระยองอีกด้วย การรวมศูนย์การผลิตขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียนี้จะรองรับการก่อสร้างซัพพลายเชนที่เหมาะสมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ โดยเราจะสร้างระบบที่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และสร้างความแข็งแกร่งให้แก่แผนการสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจหรือ BCP เพื่อรองรับกับความเสี่ยงที่หลากหลาย

เกี่ยวกับ RICOH
RICOH ได้ให้การสนับสนุนสถานที่ปฏิบัติงานให้เป็นแบบดิจิทัลโดยใช้เทคโนโลยีและบริการที่ใช้นวัตกรรมใหม่ เปิดให้ทุกคนสามารถทำงานในรูปแบบที่อัจฉริยะมากขึ้น ซึ่งกว่า 80 ปีที่ผ่านมานั้น RICOH ได้ผลักดันนวัตกรรมต่างๆ จนขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นจัดการเอกสารชั้นนำ บริการด้านไอที งานพิมพ์ทั้งเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม และระบบเชิงอุตสาหกรรม เป็นต้น

กลุ่ม RICOH มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงโตเกียว และมีสาขาดำเนินงานอยู่ในกว่า 200 ประเทศและภูมิภาค ซึ่งในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2019 นั้น ทางกลุ่ม RICOH มียอดจำหน่ายทั่วโลกรวมอยู่ที่ 2,013 พันล้านเยน (ประมาณ 18.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.ricoh.co.th

10
SiS Cloud จับมือ Fortinet ยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยบริการคลาวด์ รุกเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้งาน Business Critical Application












บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำธุรกิจ IT Distribution ในประเทศไทย ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2535 และเป็นผู้ให้บริการ Cloud แบบครบวงจรภายใต้ชื่อ “SiS Cloud Services” จัดงานแถลงข่าวร่วมมือกับ Fortinet Thailand ผู้นำด้าน Cyber Security เปิดให้บริการ Managed Security Service (MSS) ยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์อย่างครบวงจร เพื่อจัดการภัยคุกคามได้ทันท่วงที ทำให้การบริหารจัดการระบบ IT มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยผสานโซลูชั่นของ Fortinet เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งาน Business Critical Application บนคลาวด์ รวมทั้งตรวจสอบ แจ้งเตือนภัยคุกคามแบบ Real Time และสามารถป้องกันการโจมตีได้ทุกรูปแบบ ณ โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยท์ เทอมินัล21 กรุงเทพมหานคร

11
RISE สานต่อความสำเร็จ ดึงนักคิดผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมองค์กรจากทั่วโลกร่วมในงาน Corporate Innovation Summit 2020 (CIS 2020)



RISE สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรระดับภูมิภาค นำโดย หมอคิด หรือ นายแพทย์ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง RISE  (คนที่ 7 จากซ้าย) และนางสาวรฐิยา อิสระชัยกุล เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (คนที่ 8 จากซ้าย) จัดงานแถลงข่าว Corporate Innovation Summit 2020 (CIS 2020) - งานสัมมนาด้านนวัตกรรมองค์กรที่ผู้ร่วมงานจะได้เรียนรู้การสร้างและขับเคลื่อนนวัตกรรมองค์กรผ่านประสบการณ์ลงมือทำจริง ระหว่างวันที่ 1 – 3 เมษายน 2563 โดยจะจัดขึ้น ณ ย่านราชประสงค์ รองรับผู้บริหารมากกว่า 20,000 คน และเวิร์กชอปมากกว่า 240 หัวข้อ เพื่อให้ผู้นำในองค์กรสามารถเรียนรู้วิธีการดำเนินการนวัตกรรมผ่านการลงมือทำจริง โดยมี Ms. Crystalbel Foo Regional Director, EDB Singapore (คนที่ 3 จากขวา), นางสาวกนกพร ปรัชญาเศรษฐ Head of Business Development บริษัท เทนเซ็น (ประเทศไทย) จำกัด (คนที่ 4 จากซ้าย), ดร. วิบูลย์ ปิยวัฒนเมธา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย Advanced Imaging  Research Center สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (คนที 5 จากขวา), นายอรุณเทพ แสงวารีทิพย์ Executive Transformation Coach, SCG (คนที่ 6 จากซ้าย) และนายแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด (คนที่ 5 จาก ซ้าย) ให้เกียรติร่วมในงานแถลงข่าว ณ The Society ชั้น 22 อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

12
สวทช. ขอเชิญผู้ประกอบการร่วมสัมมนาหัวข้อ “Future Food Tech”



สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ขอเชิญผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและผู้สนใจ เข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ “Future Food Tech” ภายใต้โครงการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร (Food Accelerate) วันอังคารที่ 28 มกราคม 2563 เวลา 13.00 - 16.30 น. ณ ห้องบอลรูมเอ โรงแรมปทุมวัน ปริ้นเซส กรุงเทพฯ ภายในงานพบกับการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมในธุรกิจอาหาร มาตรฐานอาหารในตลาดโลก การแปรรูปอาหาร และเทคโนโลยีอาหารในอนาคต รวมถึงการเสวนาหัวข้อ “Future Forward, High Growth High Value” เพื่อยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทยให้กับผู้ประกอบการสามารถเติบโตและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ด่วน! รับจำนวน 80 ท่านเท่านั้น สนใจลงทะเบียนได้ฟรีที่ https://bit.ly/35OuYBe หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร 0 2564 7000 ต่อ 5544, 81490, 81486, 5547


13

'ตลาดโฟน' เตือนภัย มิจฉาชีพหลอกขายโทรศัพท์มือสองออนไลน์เกลื่อนเฟซบุค ย้ำดาวน์ต่ำรับเครื่องเลย ไม่มีอยู่จริง




กรุงเทพมหานคร, 20 มกราคม 2563: มิจฉาชีพออนไลน์เกลื่อนเมือง ตลาดโฟน แฉกลโกงหลอกผ่อนมือถือมือสอง ผู้บริโภคสูญเงินรวมกว่า 50 ล้านบาทต่อปี  พร้อมย้ำ ดาวน์ต่ำรับเครื่องเลยไม่มีอยู่จริง

โทรศัพท์มือถือ ได้กลายมาเป็นปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิตของคนในปัจจุบัน  เพราะช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ทั้งในด้านการทำงาน การติดต่อสื่อสาร การดูหนังฟังเพลง เป็นต้น

แต่ปัจจุบัน ได้เกิดกลุ่มมิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียโพสต์เชิญชวนให้ดาวน์มือถือรุ่นใหม่ๆ ที่มีราคาสูง อาทิ ไอโฟน 11  ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 9 โดยเสนอยอดเเงินดาวน์ต่ำมาก และสามารถรับเครื่องไปใช้ได้เลย ไม่ต้องมีหลักฐานทางการเงินและผู้ค้ำประกันก็ได้ ทำให้มีผู้หลงเชื่อจำนวนมาก


ดร.ไชยพงศ์ อัครกิตติ์จินดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดโฟน ดอทคอม จำกัด ผู้จำหน่ายโทรศัพท์มือสองออนไลน์ เปิดเผยว่า “เราอยู่ตรงจุดนี้ และพบว่ามีคนจำนวนมากที่หลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ที่ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียหลอกลวงผู้บริโภค โดยเกิดมูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาทในแต่ละปี ไม่เฉพาะสมาร์ทโฟนมือสองเท่านั้น แต่ของแบรนด์เนมต่างๆ เช่น กระเป๋าสุภาพสตรีราคาแพง ไปจนถึงเสื้อผ้า และของใช้ต่างๆ ก็มีการโกงประเภทนี้ จนทำให้เกิดมีเว็บเช็คคนโกงออนไลน์ขึ้นหลายเว็บเพื่อเป็นแหล่งตรวจสอบข้อมูลสำหรับนักช้อปออนไลน์”

“ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่สังคมเริ่มมีการตรวจสอบและให้ความสำคัญกับการโกงออนไลน์มากขึ้นเพื่อให้คนโกงไม่มีที่ยืนในสังคม  แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคเองควรป้องกันตัวเองด้วยเช่นกัน ด้วยการเช็คประวัติผู้ขายให้แน่ใจ ไม่ควรเชื่อรีวิว 100% เพราะอาจเป็นรีวิวที่ทำขึ้นมาเพื่อหลอกลวงก็ได้  นอกจากนี้ ควรซื้อขายกับผู้ขายหรือร้านค้าที่มีตัวตนจริง สามารถตรวจสอบได้ 100%” ดร.ไชยพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

14
เชฟรอน ผนึกกำลัง สวทช. กระทรวง อว. ร่วมสร้างอนาคตแห่งทศวรรษใหม่ในงาน “Maker Faire Bangkok 2020”





ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร


ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร ถ่ายภาพร่วมกับเหล่ายุวชนสร้างชาติ


คณะผู้บริหารหน่วยงานร่วมจัดงาน Maker ถ่ายภาพกับน้อง ๆ ผู้ชนะเลิศการประกวดโครงการ


ภาพบรรยากาศ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีกระทรวง อว. เยี่ยมชมบูธยุวชนสร้างชาติ



โครงการชุดเลี้ยงกบในขวดพลาสติกระบบรีไซเคิลน้ำ จากวิทยาลัยการอาชีพไชยา จ.สุราษฎร์ธานี คว้ารางวัลชนะเลิศสายสามัญไปครอง



โครงการอุปกรณ์เลี้ยงปลาวาไรตี้ จากโรงเรียนปลาปากวิทยา จ.นครพนม คว้ารางวัลชนะเลิศสายสมัญไปครอง


กรุงเทพฯ - บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และกลุ่มเมกเกอร์ในประเทศไทย จัดงาน “Maker Faire Bangkok 2020: THE FUTURE WE MAKE” มหกรรมการแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์และการรวมตัวของเมกเกอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเมกเกอร์ชาวไทยและต่างประเทศร่วมแสดงผลงาน สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมหลากหลายแขนง กว่า 60 บูธ พร้อมด้วยเวิร์กช็อปอีกมากมายที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสวัฒนธรรมเมกเกอร์และเข้ามามีส่วนร่วมในการเนรมิตอนาคตที่ดีให้แก่ประเทศไทยและโลกใบนี้ด้วยตัวคุณเอง โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 - 19 มกราคม 2563 ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเดอะสตรีท รัชดา โดยผลการประกวดโครงการ “Enjoy Science: Young Makers Contest ปี 4” ภายใต้งาน Maker Faire Bangkok 2020 ผลการพิจารณาคัดเลือกการนำเสนอโครงการสิ่งประดิษฐ์ สายอาชีพ ปรากฏว่า โครงการชุดเลี้ยงกบในขวดพลาสติกระบบรีไซเคิลน้ำ จากวิทยาลัยการอาชีพไชยา จ.สุราษฎร์ธานี คว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง ขณะที่ใน สายสามัญ ปรากฏว่า โครงการอุปกรณ์เลี้ยงปลาวาไรตี้ จากโรงเรียนปลาปากวิทยา จ.นครพนม คว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง จากหัวข้อการประกวดในเรื่อง Social Innovations นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ยั่งยืน รับทุนการศึกษาพร้อมสิทธิ์ในการเข้าร่วมงานเมกเกอร์แฟร์ระดับโลก


ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีเป้าหมายในการเตรียมความพร้อมให้กับคนไทยในการก้าวไปสู่ศตวรรษที่ 21 ด้วยการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ผ่านการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจสามารถจับต้องได้และใช้ได้จริง ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยในปัจจุบัน โดยองค์ประกอบที่จะทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายและช่วยวางรากฐานประเทศสู่อนาคตได้นั้น  คือ การสร้างและพัฒนาคนให้เป็น Smart Citizen ซึ่งไม่ใช่เพียงทำให้เยาวชนเก่งขึ้น แต่ต้องปลูกฝังลักษณะนิสัยและความรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาสะเต็ม เพื่อให้พร้อมรับมือกับโลกในศตวรรษที่ 21 ซี่งกระทรวงฯ มีโครงการ KidBright ที่ทำให้เกิดนวัตกรรุ่นใหม่ Startup และมีการทำงานร่วมกันในหลาย ๆ ศาสตร์ อาทิ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม การตลาด การออกแบบ เป็นต้น ต่อยอด Maker Nation ไปสู่การเป็น Coding Nation และก้าวไปสู่การเป็น Smart Nation

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “ยุวชนสร้างชาติ” ที่เพิ่งจะคิ๊กออฟไปเมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล โครงการนี้มีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยอาศัยพลังของยุวชนวัยหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย และบัณฑิตจบใหม่ มาช่วยขับเคลื่อนประเทศ ผ่าน 3 โครงการย่อย ประกอบด้วย 1.โครงการยุวชนอาสา 2.โครงการบัณฑิตอาสา และ 3.โครงการกองทุนยุววิสาหกิจเริ่มต้น ซึ่ง “ยุวชนสร้างชาติ” จะเน้นการเรียนรู้ สร้างประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน คิด-วิเคราะห์ รวมทั้งบูรณาการหลาย ๆ สาขาศาสตร์วิชาเข้าด้วยกัน เพื่อใช้นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำของชุมชน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาและบัณฑิตจบใหม่เป็นตัวกลางในการนำความรู้และเทคโนโลยีไปถ่ายทอดให้ชุมชนพัฒนาพื้นที่ชนบท โดยมีมหาวิทยาลัยจะสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีพร้อมใช้งาน ส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และผู้ประกอบการยุคใหม่ รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีทั้ง “ทักษะทางวิชาการ (Hard Skill) และ“ทักษะทางอารมณ์และสังคม (Soft Skill) รวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม และศักยภาพที่จะดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งวันนี้ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นหน่วยงานรัฐและเอกชนร่วมมือกันบูรณาการโครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ซึ่งมีประโยชน์ต่อเยาวชนและประชาชนไทยในหลายมิติ เรียกได้ว่าสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยของเราให้ก้าวไปสู่ศตวรรษที่ 21 และร่วมกันพัฒนานวัตกรรมไปสู่ Innovation Nation ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะเปลี่ยนชีวิต พลิกอนาคตของประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป

โครงการยุวชนสร้างชาติถือเป็น "การลงทุนทางสังคม" ที่แม้จะไม่ใช่การลงทุนในเชิงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หรือนโยบายทางด้านการเงินการคลัง ที่สามารถวัดประเมินผลได้ด้วยตัวชี้วัดเชิงปริมาณ แต่โครงการยุวชนสร้างชาติคือ การขับเคลื่อนองคาพยพของทุกภาคส่วนเพื่อหล่อหลอมและจรรโลงจิตสำนึกสาธารณะความเป็นพลเมืองไทยและความภูมิใจในทรัพยากรของชาติให้บังเกิดขึ้นในยุวชนรุ่นใหม่ และจะเป็นทั้งมาตรการพยุงสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบางในปี 2563 ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า จะมีบัณฑิตตกงานประมาณ 5 แสนคน ด้วยการดึงบัณฑิตตกงานออกมาช่วย 5 หมื่นคน หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ ทำงาน 1 ปี ได้คนละ 15,000 บาท ถือเป็นการลดภาระให้กับสังคมและยังถือเป็นการลงทุนทางสังคมด้วย เพราะทั้งช่วยลดอัตราการว่างงานและช่วยหยิบยื่นโอกาสให้เด็กจบใหม่ได้เรียนรู้จริง โครงการนี้จึงเป็นการลงทุนทางสังคมที่จะทำให้ "คนรุ่นใหม่" เป็น "ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง" อย่างสร้างสรรค์และเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง


ด้าน นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “เชฟรอนให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศ เราจึงมุ่งส่งเสริมให้วัฒนธรรมเมกเกอร์ในประเทศไทยเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของการพัฒนาประเทศในอนาคต ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความสนใจในวัฒนธรรมเมกเกอร์ให้กับเยาวชน ภายใต้โครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต เช่น การประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับเมกเกอร์เยาวชน Young Makers Contest เวิร์กช็อปนักประดิษฐ์รุ่นเยาว์ Enjoy Maker Space และการจัดงานเมกเกอร์แฟร์ ซึ่งได้รับความสนใจจากเมกเกอร์ และเยาวชนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นงานเมกเกอร์แฟร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเชฟรอนเชื่อว่ากิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนเหล่านี้ จะมีส่วนช่วยจุดประกายความสนใจและแรงบันดาลใจในการเป็นเมกเกอร์ให้กับเยาวชน ให้พวกเขากล้าคิด และลงมือเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์สู่ผลงานจริง ตลอดจนเกิดความสนใจศึกษาในสาขาสะเต็ม อันเป็นสาขาที่มีความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของโครงการ”


ขณะที่ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สวทช. มีหน้าที่ในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ในหลายปีที่ผ่านมา “วัฒนธรรมเมกเกอร์” มีบทบาทในการส่งเสริมการเรียนในสาขาสะเต็ม (การเรียนรู้ด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำการทดลอง และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่นำไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง สวทช. เห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมเมกเกอร์นักสร้างสรรค์นวัตกรรม ฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพของคนในชาติ ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี เกิดเป็น “เมกเกอร์เนชั่น” จึงมีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และหน่วยงานพันธมิตร ผ่านทางการจัดงานเมกเกอร์แฟร์ที่เป็นส่วนหนึ่งโครงการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับเมกเกอร์รุ่นใหม่ Enjoy Science: Young Makers Contest ระดับนักเรียน-นักศึกษา ทั้งสายสามัญและสายอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต เพื่อส่งเสริมเด็กและเยาวชนในการเรียนรู้ด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ “สะเต็ม” และปลูกฝังให้เกิดการคิดสร้างสรรค์และการลงมือทำจริง โดยในปีนี้จัดการประกวดในหัวข้อ “Social Innovation: นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ยั่งยืน” มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 400 ทีม ทีมผู้ชนะการประกวดจะได้รับรางวัลทุนการศึกษา มูลค่ารวมกว่า 1.2 ล้านบาท นอกจากยังมีกิจกรรมและพื้นที่ให้เหล่าเมกเกอร์ได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นการแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเมกเกอร์ในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ที่เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศไปสู่ความเป็นเลิศทางด้าน วทน. และก้าวไปสู่ “Smart Nation” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปก้าวไปสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างมั่นคงต่อไป


และด้าน ดร.กฤษชัย สมสมาน หนึ่งในเมกเกอร์คนไทยผู้ร่วมผลักดันเมกเกอร์แฟร์ กล่าวเสริมว่า “งานเมกเกอร์แฟร์มีบทบาทสำคัญมากในการสนับสนุนให้คนไทยมีความกล้าที่จะลงมือทำหรือสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง นอกจากนี้ งานเมกเกอร์แฟร์ยังถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เมกเกอร์จากทั่วประเทศไทยและจากต่างประเทศมารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดประสบการณ์ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นคุณสมบัติของเมกเกอร์แล้ว ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้วงการเมกเกอร์มีการเติบโตอีกด้วย จากที่ผ่านมา เราได้เห็นผลกระทบที่สำคัญ คือผู้ที่เคยมาร่วมงานเมกเกอร์แฟร์ในฐานะผู้ชมจะกลายมาเป็นผู้นำเสนอผลงานภายในงานปีต่อไป แล้วช่วยกันเผยแพร่แนวคิดของตัวเองเพื่อจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าร่วมงานอยากมาเป็นเมกเกอร์กันมากยิ่งขึ้น ผมจึงอยากขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ช่วยกันสนับสนุนให้เกิดงานเมกเกอร์แฟร์ขึ้นในทุกปีมา ณ ที่นี้ด้วย”

สำหรับงาน Maker Faire Bangkok 2020 จะมีการแสดงผลงานของเมกเกอร์ชาวไทยและต่างประเทศกว่า 60 บูธ อาทิ การแข่งขันรถจิ๋ว AI การประลองหุ่นเห่ย HEBOCON ดาบอัศวินเจได หุ่นยนต์แปลงร่าง และโดรนดำน้ำ ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ขบวนอิเล็กทริคพาเหรด ที่เปรียบเสมือนไฮไลท์สำคัญประจำงาน Maker Faire Bangkok ที่จะมาสร้างบรรยากาศความสนุกสนานและแสงสีอันน่าตื่นเต้นในยามค่ำคืนแก่ผู้มาร่วมงานทุกคน พร้อมด้วยกิจกรรมเวิร์กช็อปอีกหลายรูปแบบให้เลือกเข้าร่วมได้ตามอัธยาศัย นอกจากนี้ ยังมีการประกาศผลและมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศโครงการ Young Makers Contest ปี 4 การประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ของนักเรียนสายสามัญและอาชีวะ ภายใต้หัวข้อ Social Innovations: นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ยั่งยืน โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาและสิทธิ์ในการเข้าร่วมงานเมกเกอร์แฟร์ระดับโลกที่ต่างประเทศอีกด้วย ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 8,000 คน และมียุวชนอาสา อว. เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน
ดูรายละเอียดและเงื่อนไขของกิจกรรมเวิร์กช็อปเพิ่มเติมได้ที่
www.makerfairebangkok.com



ภาพบรรยากาศ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีกระทรวง อว. พร้อมคณะผู้บริหารพันธมิตร เยี่ยมชมผลงานของนักเรียนที่เข้าประกวด



บรรยากาศระหว่างการพิจารณาคัดเลือกการนำเสนอโครงการสิ่งประดิษฐ์ของคณะกรรมการ


ภาพบรรยากาศเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมในงาน


ข้อมูลเพิ่มเติม
ผลการประกวดโครงการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับเมกเกอร์รุ่นใหม่ Enjoy Science: Young Makers Contest ระดับนักเรียน-นักศึกษา ทั้งสายสามัญและสายอาชีวศึกษา ได้แก่
สายสามัญ

รางวัลที่ 1  อุปกรณ์เลี้ยงปลาวาไรตี้ จากโรงเรียนปลาปากวิทยา จ.สุราษฎร์ธานี
รางวัลที่ 2 เครื่องตรวจวัดโลหะตะกั่วตกค้างในน้ำดื่มด้วยขั้วไฟฟ้านาโนคาร์บอน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน และโรงเรียนเซนต์คาเบรียล
รางวัลที่ 3 WHEELPLAY อุปกรณ์วีลแชร์เล่นเกมเพื่อผู้พิการทางขา โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร
รางวัลที่ 4 เสื้อบอกสัญญาณไฟเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน จากพลังงานการเคลื่อนไหวร่างกาย ด้วยหลักการเพียโซอิเลคทริค โรงเรียนแกน้อยศึกษา เชียงดาว จ.เชียงใหม่

สายอาชีวศึกษา
รางวัลที่ 1 ชุดเลี้ยงกบในขวดพลาสติกระบบรีไซเคิลน้ำ วิทยาลัยการอาชีพไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
รางวัลที่ 2 Crab Bank: นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ยั่งยืน วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี
รางวัลที่ 3 อุปกรณ์ตัดสับปะรดในไร่ช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรเพื่อประโยชน์ในชุมชน วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี
รางวัลที่ 4  เครื่องขัดล้างเมล็ดในการผลิตเมล็ดพันธ์เพื่อจำหน่าย วิทยาลัยเทคนิคลำปาง จ.ลำปาง

รายละเอียดรางวัลสําหรับทีมที่ชนะการประกวด
o   รางวัลชนะเลิศ จํานวน 2 รางวัล จะได้รับรางวัลมูลค่ารวม 600,000 บาท ประกอบด้วย
– เกียรติบัตรและทุนการศึกษา มูลค่า 60,000 บาท
– ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ค่าอาหารตลอดการเดินทาง ค่าประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ ค่าดําเนินการจัดทําวีซ่า และค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าร่วมงาน Maker Faire ระดับโลก และทัศนศึกษาในสถานที่สําคัญๆ ณ สหรัฐอเมริกา ในปี 2563 มูลค่ารวม 660,000 บาท
o   รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จํานวน 2 รางวัล
– เกียรติบัตรและทุนการศึกษา มูลค่า 60,000 บาท
o   รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จํานวน 2 รางวัล
– เกียรติบัตรและทุนการศึกษา มูลค่า 30,000 บาท
o   รางวัล Popular Vote จํานวน 2 รางวัล
– เกียรติบัตรและทุนการศึกษา มูลค่ารางวัลละ 10,000 บาท
o   รางวัลชมเชย จํานวน 2 รางวัล
– เกียรติบัตรและทุนการศึกษา มูลค่า 10,000 บาท

15

โซลูชั่นใหม่เพื่อจัดการไฟล์ในยุคดิจิทัล ดึงจุดแข็ง Window File Server และคลาวด์สาธารณะ ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 80%

การบริหารจัดการไฟล์ด้วย Window File Server และคลาวด์สาธารณะ หรือบางธุรกิจใช้ทั้งสองโซลูชั่นควบคู่กัน เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีหลากหลายตัวเลือกการใช้งาน อย่างไรก็ตาม การใช้งานโซลูชั่นทั้งสองอย่างนี้ในการจัดการไฟล์ อาจส่งผลถึงความปลอดภัยของข้อมูล มีราคาสูง และความท้าทายอื่น ๆ ที่องค์กรจะต้องประสบตลอดการใช้งาน

Window File Server เป็นเซิร์ฟเวอร์กลางในการจัดเก็บไฟล์ที่สามารถแชร์ข้อมูลไปยังผู้ใช้งานอื่น ๆ ที่อยู่ในภายใต้เน็ตเวิร์คเดียวกัน แต่การเข้าถึง Windows File Server แบบรีโมทหรือจากโทรศัพท์มือถือจำเป็นต้องใช้ VPN ซึ่งเป็นการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทั้งยังอาจเกิดปัญหาขึ้นได้สำหรับธุรกิจที่ต้องเดินทางตลอดเวลา เมื่อไม่มี VPN หลายองค์กรต้องใช้วิธีแชร์ไฟล์ให้กับลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ผ่านแอคเคาท์ที่ตั้งอยู่บนคลาวด์สาธารณะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญ นอกจากนี้ ผู้ใช้งาน Window File Server ยังต้องมี Client Access License ซึ่งมีมูลค่าในการติดตั้งสูงและเป็นค่าใช้จ่ายเสริมหลังจากที่ติดตั้งซอฟท์แวร์ Window File Server ซึ่งมีราคาสูงอยู่แล้ว

คลาวด์สาธารณะ คือ คลาวด์ที่อยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยผู้ให้บริการอาจเปิดให้ใช้โดยมีค่าใช้จ่ายตามลักษณะการใช้งานและแบบที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งบริการคลาวด์สาธารณะส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน ซึ่งบางครั้งทำให้สมาชิกต้องจ่ายเงินในจำนวนที่มากขึ้นในระยะยาว ในขณะเดียวกัน ผู้ใช้คลาวด์อาจต้องเจอกับอุปสรรค เช่น ความช้าในการถ่ายโอนข้อมูล ความปลอดภัย และโอกาสเกิดความขัดข้องทางเทคนิคอีกด้วย

บางบริษัทเลือกใช้ทั้ง Windows File Server และคลาวด์สาธารณะไปพร้อมกัน เพื่อสร้างโซลูชั่นที่ครอบคลุมและอำนวยความสะดวกให้ตรงกับความต้องการหลักของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การใช้งานลักษณะนี้ ไม่มีการบูรณาการการจัดการไฟล์ที่เหมาะสมให้กับทั้งสองโซลูชั่น ทำให้เกิดการจัดเก็บไฟล์ซ้ำซ้อน เปลืองพื้นที่ และไม่มีศูนย์กลางการจัดการที่มีประสิทธิภาพ

โซลูชั่นเพื่อการจัดการไฟล์ที่ดีขึ้นไปอีกขั้น
Synology Drive ได้นำจุดแข็งของโซลูชั่นการจัดการไฟล์ทั้ง Windows File Server และคลาวด์สาธารณะ มารวมเข้าไว้ใน NAS เพื่อให้การจัดการไฟล์มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

ประหยัดได้สูงสุดถึง 91%
•   ได้ไลเซนส์แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย
เพียงซื้อฮาร์ดแวร์เครื่องเดียว
•   สำหรับธุรกิจที่มีพนักงาน 100 – 300 คน สามารถประหยัดได้สูงสุด 80% เมื่อใช้ Synology Drive ควบคู่กับ Synology NAS เมื่อเทียบกับการใช้ Windows File Server (รูปภาพเปรียบเทียบดูได้ในตาราง)
 


•   สำหรับธุรกิจที่มีพนักงาน 100 คน สามารถประหยัดได้สูงสุด 91% เมื่อใช้ Synology Drive ควบคู่กับ Synology NAS เมื่อเทียบกับการใช้ Google Drive (รูปภาพเปรียบเทียบดูได้ในตาราง)



เข้าถึงไฟล์ได้ทุกที่ทุกเวลา
•   ซัพพอร์ตการเข้าถึงไฟล์ได้ครอบคลุมจากทุกแพลตฟอร์ม – SMB/CIFS, AFP, NFS, FTP, WebDAV; พอร์ทัลเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นบนมือถือ
•   มีฟีเจอร์ On-demand Sync ให้ผู้ใช้งานสามารถดูและเข้าถึงไฟล์บน NAS โดยไม่เปลืองพื้นที่ของคอมพิวเตอร์ ไฟล์จะถูกดาวน์โหลดลงเครื่องเมื่อผู้ใช้งานอนุมัติเท่านั้น

การแชร์และจัดการไฟล์
•   คลิ้กขวาบนไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการ แล้วเลือก Share File Links เพื่อให้ระบบสร้างลิงค์และคิวอาร์โค้ด ซึ่งสามารถแชร์ไปยังเพื่อนหรือผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ได้ โดยผู้ใช้งานที่แชร์สามารถตั้งรหัสพาสเวิร์ด ระยะเวลาที่สามารถเข้าถึง รวมถึงการอนุญาตให้ดาวน์โหลดและก๊อปปี้ไฟล์ได้
•   ผู้ใช้งานสามารถค้นหาไฟล์ได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ชื่อไฟล์ เพราะ Drive สามารถค้นหาได้ถึงตัวคอนเทนท์ภายในไฟล์เลยทีเดียว

จัดการคอนเทนท์ร่วมกันด้วย Synology Office
•   จัดการคอนเทนท์ร่วมกันแบบเรียลไทม์ด้วย Synology Office
 


•   ผู้ใช้งานหลายคนสามารถแก้ไข และคอมเมนต์ในไฟล์เดียวกันได้พร้อมกัน
•   เซฟเวอร์ชั่นเก่าของคุณแบบไม่จำกัด
•   สามารถ import/export ไปยัง Microsoft Office หรือ OpenOffice ได้อย่างง่ายดาย

การแชร์ไฟล์ข้ามออฟฟิศ
•   ด้วย Synology Drive ShareSync โฟลเดอร์ที่ถูกเลือกผ่าน NAS ต่างเครื่องกันก็สามารถซิงค์กันได้อัตโนมัติ ช่วยลดความยุ่งยากในการจัดการไฟล์ที่อยู่กระจัดกระจายและเป็นเวอร์ชันที่แตกต่างกัน
•   One-way sync  จะช่วยสำนักงานใหญ่ในการกระจายไฟล์ และเก็บไฟล์จากออฟฟิศสาขาย่อยได้ง่ายขึ้น
 


คุณสมบัติที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ดูแลระบบ
•   ลดเวลาการทำซ้ำข้อมูลแอคเคาท์ เมื่อใช้ Synology Drive ร่วมกับ Windows AD/LDAP
•   Synology Drive Admin Console เป็นตัวช่วยบริหารจัดการลักษณะ/ขนาดของไฟล์ที่ผู้ใช้งานหรือกลุ่มผู้ใช้งานสามารถซิงค์กันได้ นอกจากนี้ ผู้ดูแลระบบยังสามารถคอนโทรลผู้ใช้งานในองค์กรหากต้องการเชิญผู้ใช้งานใหม่เข้ามาในระบบ หรือแม้กระทั่งการบริหารจัดการไฟล์ร่วมกันกับบุคคลภายนอก

ในยุคที่เทคโนโลยีและโซลูชั่นการจัดการไฟล์เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้งานต่างมองหาโซลูชั่นที่ครอบคลุม ไม่เพียงแค่จัดการกับความท้าทาย แต่สิ่งสำคัญคือยังต้องเสริมประสิทธิภาพให้กับการแชร์ข้อมูล พื้นที่การจัดเก็บ และการถ่ายโอนให้ดียิ่งขึ้น ผู้ประกอบการธุรกิจควรลงทุนเพื่อการเข้าถึงและจัดการไฟล์ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยในระยะยาวมากกว่าความสะดวกสบายเพียงระยะสั้น เพื่อก้าวสู่การทำงานในยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ

เกี่ยวกับ Synology
Synology สร้างอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย โซลูชั่น IP Surveillance และอุปกรณ์เครือข่ายที่ปฏิวัติการเก็บข้อมูล Surveillance และการจัดการเครือข่ายในระบบคลาวด์ Synology นำเทคโนโลยีล่าสุดมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และตั้งใจที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานรวบรวม จัดเก็บข้อมูล แบ็คอัพข้อมูล แชร์ไฟล์ได้อย่างง่ายดาย ใช้งานโซลูชัน Surveillance อย่างมืออาชีพ และสามารถจัดการเครือข่ายที่เชื่อถือได้ในราคาย่อมเยาว์ Synology มุ่งมั่นที่จะมอบสินค้าที่มีฟีเจอร์ที่รองรับกับความต้องการในอนาคตและการบริการลูกค้าที่ดีที่สุด

Pages: [1] 2 3 ... 278