Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - fh400

Pages: [1] 2 3 ... 77
1
SACICT ลงใต้ เปิดงาน SACICT Mobile Gallery 2019 ครั้งที่ 4 ณ บ้านนครใน จังหวัดสงขลา


นายนราเดช คำทัปน์ คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมงาน "SACICT Mobile Gallery 2019" ภายใต้แนวคิด "Sense of Siam : สืบสานมรดกแห่งภูมิปัญญา สัมผัสงานหัตถศิลป์อันล้ำค่าของแผ่นดิน" จัดโดยศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) เพื่อถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาของครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ผ่านชิ้นงานหัตถศิลป์และนวัตศิลป์จาก หอนิทรรศการของ SACICT รวมถึงงานศิลปหัตถกรรมที่เชื่อมโยงความร่วมมือในอาเซียน โดยมี นางสาวธัศรัศม์ อภิสิทธิ์อมรกุล ผู้บริหาร บ้านนครใน และโรงแรมสงขลาแต่แรก, นายปัญญา พูนศิลป์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ผ้า 238 Inspiration House ร่วมงาน และนางบุรฉัตร ศรีวิลัย หัวหน้าฝ่ายบริหารองค์ความรู้และนิทรรศการ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ให้การต้อนรับ ณ บ้านนครใน จังหวัดสงขลา

2
"สตาร์มาร์ค" ต่อยอดไลน์อินทีเรีย ครบจบเรื่องตกแต่งบ้าน ไม่หวั่นคดีหุ้นครอบครัว


"สตาร์มาร์ค" ผู้นำด้านการออกแบบชุดครัวและเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งคุณภาพเพื่อการพักอาศัยครบวงจร มายาวนานกว่า 37 ปี ต่อยอดอินทีเรีย หวังเป็นผู้นำเรื่องการแต่งบ้านของไทยเตรียมเปิด โชว์รูมสตาร์มาร์ค อินทีเรียที่ บุญถาวร ดีไซน์วิลเลจ ปิ่นเกล้า ผลักดันยอดเติบโต 10% ปลายปีนี้ ทีมผู้บริหารลั่นปณิธานพร้อมก้าวสู้เวทีระดับสากล ไม่หวั่นคดีหุ้นครอบครัว แจงอยู่ในกระบวนการยุติธรรม


ดร.พัฒน์ปกรณ์ ศรีสกุลภิญโญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สตาร์มาร์คแมนูแฟคเชอร์ริ่ง จำกัด กล่าวว่า "จากความเชี่ยวชาญในเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินห้องตัวอย่างหลากหลายโครงการที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำต่างให้ความไว้วางใจ มานานกว่า 20 ปี บริษัทฯ จึงนำประสบการณ์เหล่านั้นมาต่อยอดแตกไลน์บริการใหม่ในกลุ่มอินทิเรียภายใต้แนวความคิด PERSONALIZE INTERIOR SOLUTION เพื่อให้การตกแต่งบ้านแบบมีดีไซน์สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นเรื่องไม่ยุ่งยากอีกต่อไป โดยบริษัทฯ มีทีมอินทิเรียมืออาชีพมากประสบการณ์ที่ให้คำปรึกษาพร้อมสร้างให้ลงตัวกับความต้องการใช้งาน และพื้นที่ใช้สอย ด้วยประสบการณ์ยาวนานกับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินให้มีสไตล์ที่หลากหลายช่วยในการบริหารจัดการพื้นที่ให้คุ้มค่า แมทซ์กับเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ จากพันธมิตรกว่า 100 แบรนด์ สร้างสรรค์เป็นธีม ตกแต่งบ้านได้อย่างมากมาย ทั้งสไตส์โมเดิร์นลักซูรี่ โมเดิร์นลอฟท์ คอมเทมโพรารี่ คลาสสิกและวินเทจ"


ในโอกาสนี้ นางสาวณัฐปภัสร์ ศรีสกุลภิญโญ (วีก้า) กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์มาร์ค แมนูแฟคเชอร์ริ่ง จำกัด กล่าวเพิ่มเติมถึงกระแสตอบรับว่า "ปัจจุบันสตาร์มาร์คโดดเด่นเรื่อง Kitchen Specialist วางกลยุทธ์เน้นเรื่องของการดีไซน์ มีสินค้าครอบคลุมทุกกลุ่มงานครัว ตั้งแต่ ชุดครัวบิวท์อินที่สามารถออกแบบได้ตามพื้นที่ ชุดครัวเซตเล็กที่เหมาะกับกลุ่มงานคอนโดและทาวน์โฮม และตอบโจทย์การต่อเติมครัวไทย ด้วยบานครัวปูนที่เป็นสินค้าใหม่ในปีนี้ ทำให้บริษัทฯ เล็งเห็นถึงศักยภาพในการนำเสนอสินค้าเพื่อการตกแต่งอื่นๆ ที่ไม่จำกัดแค่เพียงห้องครัวจนเป็นที่มาของการเปิดตัวสตาร์มาร์คอินทีเรีย ได้รับการตอบรับอย่างดีในงานบ้านและสวน Midyear ที่พึ่งจบไป ลูกค้าให้ความสนใจ INTERIOR CLOSET SYSTEM รุ่น ALTO ซึ่งเป็นห้องแต่งตัวสไตล์โมเดิร์นลักซูรี่ที่สามารถเพิ่มการใช้งานได้ อาทิเช่น อุปกรณ์บันเทิงเต็มรูปแบบ (entertainment) โดยติดตั้งได้สูงถึง 3 เมตร ส่วน Wall Decoration ผนังตกแต่งสำเร็จรูปเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าให้การตอบรับอย่างดีเยี่ยม สามารถเนรมิตภาพรวมการแต่งบ้านให้ดูโดดเด่นได้"


"กลุ่มสินค้าอินทีเรีย เน้นการทำตลาดไปยังลูกค้าระดับ B+ ที่ต้องการเพิ่มทางเลือกในการแต่งบ้านแบบเน้นสไตล์เป็นของตนเอง โดยรองรับทั้งลูกค้ารายย่อย และโครงการที่ต้องการทำโปรโมชั่นให้กับลูกบ้าน โดยกำลังจะเปิดโชว์รูมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งสาขา ที่บุญถาวร ดีไซน์วิลเลจ ปิ่นเกล้าในเดือนกันยายนนี้ พร้อมทั้งปรับโลโก้ใหม่ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ และครอบคลุมกับสินค้าได้หลากหลายอีกด้วย


ปัจจุบันฐานลูกค้าหลักของ "สตาร์มาร์ค" ยังคงเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำคิดเป็นสัดส่วน 60% ที่บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากผลงานการส่งมอบที่ประจักษ์ตลอดระยะเวลา 20 ปี และมีกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหม่ๆ ที่ต้องการนำเสนอเอกลักษณ์ของโครงการ บริษัทฯ ยังเพิ่มช่องทางไปยังกลุ่มธุรกิจที่พักผ่อนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประเภทโรงแรม รีสอร์ท และ เซอร์วิสอาร์พาร์ทเม้นท์ อาทิ เช่น โรงแรม Grande Centre Point Terminal Pattaya จังหวัดชลบุรี ที่ดำเนินการเป็นแห่งที่ 3 ของเครือ Grande Centre Point, The Blue Sky Resort เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และเซอร์วิสอาร์พาร์ทเม้นในประเทศลาว ฯลฯ สำหรับลูกค้าทั่วไปจำหน่ายผ่านโชว์รูม โมเดิร์นเทรดและดีลเลอร์กว่า 80 สาขาทั่วประเทศและ ACE โดยภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์มีการชะลอตัวจากนโยบายการเพิ่มเงินดาวน์ ทำให้ลูกค้าระดับกลางถึงล่าง และกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในประเทศชะลอตัว ทั้งนี้กลุ่ม B+ และ กลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์จากต่างประเทศที่ต้องการเฟอร์นิเจอร์ที่เน้นเอกลักษณ์เฉพาะตนยังมีหนทางที่สดใสสะท้อนได้จาก Backlog แล้วกว่า 1,600 ล้านบาท บริษัทฯ ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อการตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ทั้งเทคโนโลยีและฝีมือ"


กล่าวถึงปัญหาครอบครัว กรณีนายสมชาย ศรีสกุลภิญโญ (เสี่ยราดหน้า พันล้าน) ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ชี้แจงว่า "ปัจจุบัน นายสมชาย ยังคงถือหุ้นอยู่ในบริษัทฯ ในสัดส่วนเท่าๆ กันกับพี่น้อง 5 คน ได้แก่ นายปรีชา,นายสมชาย, นายธนัฏฐ์โชค, นายพัฒน์ปกรณ์ และนางสาวณัฐปภัสร์ ศรีสกุลภิญโญ ซึ่งการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เป็นธุรกิจแบบครอบครัวที่บริหารงานร่วมกันตามความถนัดแต่ละสายงาน และมีการปันผลกำไรตามผลประกอบการ สำหรับการโอนหุ้นดังกล่าวฯ ได้กระทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และได้มีการยกฟ้องแล้วที่ศาลตลิ่งชัน เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งยังมีอีก 1 คดี ที่มีมูลเหตุเดียวกัน และจะมีการตัดสินในเดือนสิงหาคม ทั้งนี้เรื่องอยู่ในกระบวนการยุติธรรม" กล่าวในที่สุด


ด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นของกลุ่มผู้บริหาร "สตาร์มาร์ค" ที่จะไม่หยุดยั้งการพัฒนาด้วยการวิเคราะห์ความต้องการของตลาดที่ไม่หยุดนิ่ง เพื่อมุ่งตอบสนองให้ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดเวลา ภายใต้การบริหารงานโดยผู้บริหารชุดนี้ ชุดเดิมที่บริหารและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยมมายาวนานกว่า 25 ปี ส่งผลให้บริษัทฯ มีความแข็งแกร่งสามารถเปิดตลาดโครงการและโมเดิร์นเทรด จนขยายสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศ






3
มหกรรมความสนุก ครบ คุ้ม เรื่องบ้านกำลังจะกลับมา ล่องใต้ไปกับงาน "โฮมโปร แฟร์" ช้อป ชิม ชิลล์ 23 ส.ค. 62 - 1 ก.ย. 62 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ ม.อ. หาดใหญ่


โฮมโปรยกขบวนล่องใต้ จัด "โฮมโปร แฟร์ หาดใหญ่" งานแฟร์เรื่องบ้านที่ทุกคนต้องมา "ช้อป ชิม ชิลล์" มหกรรมความคุ้ม 10 วันเต็ม ตื่นตาตื่นใจกับสินค้า และของตกแต่งบ้านกว่าพันรายการ ลดสูงสุด 70%!!! โดยเฉพาะ WEEKDAY STAR ช้อปวันธรรมดาจันทร์ - ศุกร์ ลดเพิ่ม 15% อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องกรองน้ำ เครื่องทำน้ำอุ่น เฟอร์นิเจอร์ ที่นอน สุขภัณฑ์ พร้อมคืนกำไรแบบเน้นๆ ด้วยคอมโบความคุ้มยกกำลังสาม คุ้ม 1 ช้อปครบรับฟรี บัตรของขวัญโฮมโปร มูลค่าสูงสุดถึง 42,000 บาท คุ้ม 2 ลดบวกรับเพิ่ม เฉพาะลูกค้าบัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลตินัม รับส่วนลดเพิ่ม 3% หรือผ่อน 0% ทั้งงานนาน 12 เดือน พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15,000 บาท สำหรับลูกค้าบัตรโฮมโปร เฟิร์สช้อยส์ และคุ้ม 3 รับส่วนลดเพิ่มอีก 20% เมื่อใช้คะแนนบัตรโฮมการ์ดเท่ายอดซื้อ ตลอด 10 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน 2562 นี้ 10 วันเท่านั้น ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ ม.อ. หาดใหญ่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร Call Center 1284 หรือคลิก www.homeprofair.com


4
ม.มหิดล จัดงาน "Mahidol R-I-SE NOW" ครั้งแรกกับงานแสดงผลงานวิจัย และนวัตกรรมที่โดดเด่น ตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศ พร้อมพบกับเวทีเสวนา สร้างสรรค์องค์ความรู้มากมายในงาน


มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมหาวิทยาลัยมหิดล "Mahidol R-I-SE NOW" Research & Innovation Special Exhibition ในวันศุกร์ที่ 23 ถึงวันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2562 ณ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนโยธี โดยสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ร่วมกับกองบริหารงานวิจัยและกองกิจการนักศึกษา เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี วันพระราชทานนาม 131 ปีมหาวิทยาลัยมหิดล

ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานวิจัย และนวัตกรรม ที่เป็นไฮไลต์จากทุกคณะ และสถาบันของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยแบ่งเป็นโซนหลากหลาย อาทิ โซนด้านการแพทย์และสุขภาพ ด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ รวมไปถึงการแสดงนวัตกรรมที่ทันสมัย และพร้อมสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี มากกว่า 90 บูธ อีกทั้งยังมีการจัดแสดงของบริษัท startup ต่างๆ ที่พร้อมสร้าง ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมถึงผลงานวิจัย และนวัตกรรมของอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา ของ มหาวิทยาลัยมหิดลมีอีกหลากหลายประเภท อาทิ ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ชุดตรวจทางห้องปฏิบัติการ หุ่นยนต์ เทคโนโลยี และสมองกลเพื่อช่วยพัฒนาด้านการแพทย์และความเป็นอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ อาหารสุขภาพและอาหารเพื่อผู้ป่วย

นอกจากนี้ ภายในงาน ยังมีเวทีปาฐกถาแลกเปลี่ยนความรู้ในหลากหลายหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ ในวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ปาฐกถาเรื่อง พลิกฟื้นประเทศไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม โดยศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อุดม คชินทร สมาชิกวุฒิสภา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล, อว. กระทรวงใหม่กับโฉมใหม่ของงานวิจัย - นวัตกรรม โดยรองศาสตราจารย์ นายแพทย์สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ทุนวิจัยเพื่อนวัตกรรม สร้างคนและองค์ความรู้แห่งอนาคต โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รวมถึงเวทีเสวนาในหัวข้อทางวิชาการที่จะสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน อาทิ การเสวนาเรื่อง กัญชาไทยกับทิศทางที่ท้าทาย โดย ดร.เปรมวิทย์ จรีเวฬุโรจน์ ที่ปรึกษาอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ มหาวิทยาลัยมหิดลและ วิจัยนอกกรอบ: กรณีศึกษาวัคซีนมาลาเรีย โดยดร.เจตสุมน สัตตบงกช ประจำศรี หัวหน้าหน่วยวิจัยมหิดลไวแวกซ์ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

และในวันที่ 24 สิงหาคม 2562 เสวนาเรื่องDigital Disruption กับนวัตกรรมแห่งโลกการเงิน (ใกล้ตัวคุณ) โดย คุณกิตติภัทร์ ดำรงปราชญ์ ทีมดิจิทัล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และเสวนาเรื่อง สานฝันด้วยศาสตร์และศิลป์กับหมอตั้ม โดย หมอตั้ม (นายแพทย์ดิษกุล ประสิทธิ์) หนุ่มหล่อมากความสามารถ จากเวที MasterChef Thailand SS2 และ Cleo Bachelors 2018 เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพ ต่อยอดผลงานวิจัยสู่เส้นทางการ บูรณาการองค์ความรู้ที่หลากหลาย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 849 6050-3 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.facebook.com/MAHIDOLRISENOW



5
อ.ต.ก. แถลงข่าวจัดงาน "ORTORKOR SMART EXPO 2019" ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ (อ.ต.ก. Fair)


นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี "ORTORKOR SMART EXPO 2019" ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ (อ.ต.ก. Fair) ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม - 1 กันยายน 2562 ณ ฮอลล์ 7 อิมแพค เมืองทองธานี งานที่รวมสุดยอดสินค้าเกษตรคุณภาพระดับประเทศ การันตีคุณภาพด้วยมาตรฐานจาก อ.ต.ก. ถึง 212 บูธ พิเศษ มีบริการ Delivery จัดส่งถึงบ้านภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยสู่ตลาดโลก และพบกับ 'Ortorkor Smart Pavilion' พื้นที่แสดงศักยภาพ ผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาสินค้าเกษตรไทยให้ก้าวไกลในตลาดยุคดิจิทัลภายใต้แบรนด์ Best of Ortorkor พร้อมค้นหาคู่ค้า-สร้างโอกาสเติบโตสู่ภาคธุรกิจในการเจรจาธุรกิจ ณ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จตุจักร เมื่อเร็วๆ นี้

6
ขอเชิญร่วมงาน SACICT Mobile Gallery 2019 ครั้งที่ 4
14 - 18 สิงหาคม 2562 ณ บ้านนครใน จังหวัดสงขลา


ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT หน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริม อนุรักษ์ และร่วมสืบสานคุณค่างานหัตถศิลป์ไทย นำเสนอองค์ความรู้ในงานศิลปหัตถกรรมไทยหลากรูปแบบผ่านนิทรรศการ "SACICT Mobile Gallery 2019" ภายใต้แนวคิด "Sense of Siam : สืบสานมรดกแห่งภูมิปัญญา สัมผัสงานหัตถศิลป์อันล้ำค่าของแผ่นดิน" พร้อมชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติถ่ายทอดพระราชจริยาวัตรที่งดงามของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมศิลปาชีพ

แสดงผลงานหัตถศิลป์ที่สะท้อนคุณค่าแห่งภูมิปัญญา และผลงานนวัตศิลป์ที่ได้รับการสร้างสรรค์จากโครงการต่างๆ ของ SACICT ถ่ายทอดภารกิจด้านการอนุรักษ์และพัฒนางานหัตถศิลป์ไทยให้คงอยู่คู่สังคมไทย พร้อมร่วมสัมผัสประสบการณ์องค์ความรู้จากงานศิลปหัตถกรรมที่รังสรรค์จากภูมิปัญญาของ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ภายในงาน

"SACICT Mobile Gallery 2019" ครั้งที่ 4 จัดแสดง ณ บ้านนครใน จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 14 - 18 สิงหาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 10.00 - 18.00 น.

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SACICT Call Center 1289 หรือติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมได้ที่ www.sacict.or.th และ www.facebook.com/sacict

7
SACICT เปิดตัว "SACICT Arts and Crafts Knowledge Centre" ศูนย์กลางองค์ความรู้งานศิลปหัตถกรรม พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่ "Arts & Crafts Hub" แห่งภูมิภาค


นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT เป็นประธานเปิดตัว "SACICT Arts and Crafts Knowledge Centre" ฉายพลังองค์ความรู้ผ่าน SACICT Exhibition Halls : หอนิทรรศการของ SACICT, SACICT Library ห้องสมุดที่รวบรวบหนังสือด้านงานศิลปหัตกรรมทั้งไทยและต่างประเทศ มากกว่า 1,000 เล่ม, SACICT Shop : เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่แรงบันดาลใจในการผลิตเชิงพาณิชย์ และระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุด "SACICT Archive : ระบบปฏิบัติการจัดเก็บและรวบรวมองค์ความรู้งานศิลปหัตถกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม โดยมี นางสาวแสงระวี สิงหวิบูลย์, ดร.อนุชา ทีรคานนท์, ครูมืด​-นายประสาท​ ทองอร่าม​, มล.พงษ์สวัสดิ์ สุขสวัสดิ์ ร่วมงาน ณ  ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา วันนี้

8
โฮมโปร 3 สาขา รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ เข้าร่วมเป็นอาคารควบคุมนำร่อง ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการลดก๊าซเรือนกระจก จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก


นางสาวสิริวรรณ เสริมชีพ ผู้จัดการทั่วไปสายสื่อสารการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ "โฮมโปร" รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ในฐานะองค์กรที่เข้าร่วมเป็นอาคารควบคุมนำร่อง เพื่อส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้พลังงาน และลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้โครงการเตรียมความพร้อมด้านกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ โฮมโปร สาขาเพชรเกษม สาขาขอนแก่น และสาขาเชียงใหม่ - สันทราย โดยมี ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกเป็นผู้มอบ ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ เมื่อเร็วๆ นี้

9
"ประกันภัยไทยวิวัฒน์" ปฏิวัติการประกันภัยรถยนต์ ครั้งแรกในโลก!
เปิดตัว นวัตกรรม InsurTech ของจริงกับ ประกันรถเปิดปิด TVI Connect
ผนึก AIS และ ระบบคราวด์อันดับ 1 ของโลก AWS สร้างประสบการณ์ เปิด-ปิดประกันอัจฉริยะ "ALL NEW ON-OFF INSURANCE 2019"


นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว "ALL NEW ON-OFF INSURANCE 2019" ปฏิวัติวงการประกันภัยรถยนต์ครั้งแรกของโลก ที่นำอุปกรณ์ TVI Connect ใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เพื่อสร้างประสบการณ์ในการใช้ประกันภัยรถยนต์เปิดปิด อย่างอัจฉริยะ ลดค่าเบี้ยประกันรถยนต์สูงสุดได้ถึง 40% พร้อมผนึกกำลังAIS เครือข่ายอันดับ 1 เพื่อใช้ โครงข่าย NB-IoT ที่ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และ AWS (Amazon Web Service) ระบบคลาวด์อันดับ 1 ของโลก สร้างความมั่นใจในการบริการให้แก่ผู้เอาประกัน ยืนยันความสำเร็จประกันรถเปิดปิด จากลูกค้าผู้ใช้งานจริง โดยมี ดร. เฉลิมพล สายประเสริฐ, นายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ร่วมงานด้วย ณ โรงแรม Park Hyatt Bangkok ถนนวิทยุ เมื่อเร็วๆ นี้

10
SACICT นำไทยสู่ "Arts & Crafts Knowledge Centre" แห่งภูมิภาค เปิดตัวระบบ "SACICT Archive" ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจหัตถศิลป์ในอาเซียน


SACICT พร้อมยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านงานศิลปหัตถกรรม "Arts & Crafts Knowledge Centre" ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเปิดตัว "SACICT Archive" ระบบสืบค้นข้อมูลงานหัตถกรรม เพื่อเชื่อมโยงการนำเสนอองค์ความรู้หลากรูปแบบ เพื่อให้คนไทยทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมและสามารถเข้าถึงศิลปหัตถกรรมอย่างรอบด้าน ผลักดันไทยให้ก้าวสู่ การเป็นศูนย์กลางธุรกิจหัตถศิลป์ของอาเซียนในอนาคตเพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล

นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT มีภารกิจในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอด งานศิลปหัตถกรรมไทย รวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญา คุณค่าแห่งหัตถศิลป์ไทย พร้อมสร้างความยั่งยืนด้วยการสนับสนุนให้งานหัตถศิลป์ไทยมีความร่วมสมัยกับชีวิตประจำวัน ภายใต้แนวคิด Today Life's Crafts ตลอดจนได้รับการต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่ระดับสากล โดยในปี 2562 นี้ SACICT ไม่เพียงเดินหน้าตามกรอบภารกิจในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมของไทย แต่ยังเสริมพลังขับเคลื่อนงานหัตถศิลป์ไทย สู่การต่อยอดมรดกทางภูมิปัญญาไทยในมิติสร้างสรรค์ ผ่านการส่งเสริมคุณค่าองค์ความรู้ให้เป็นเครื่องมือของการสร้างความแข็งแกร่งแก่งานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างแท้จริงด้วยการเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ และอนุรักษ์สืบสานศิลปหัตถกรรมไทย หรือ SACICT Arts and Crafts Knowledge Centre



"การเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้งานศิลปหัตถกรรมไทยของ SACICT คือการให้บริการองค์ความรู้ ครบทุกรูปแบบ ผ่านการสร้างประสบการณ์ตรงจาก หอนิทรรศการ ห้องสมุด และร้านค้าของ SACICT รวมทั้งประสบการณ์บนแพลตฟอร์มด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผ่านระบบสืบค้นข้อมูลงานศิลปหัตถกรรมในระบบดิจิทัล ดังนั้น SACICT Arts and Crafts Knowledge Centre จึงถือเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านงานศิลปหัตถกรรมอันดับหนึ่งของไทยและในระดับภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงการนำเสนอองค์ความรู้หลากรูปแบบที่จะให้คนไทยทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมและสามารถเข้าถึงศิลปหัตถกรรมอย่างรอบด้าน ครอบคลุมการให้บริการด้าน องค์ความรู้แบบครบจบในหนึ่งเดียว ได้แก่


หอนิทรรศการ: ผ่าน 6 หอนิทรรศการ ได้แก่ หอศิลปาชีพ หอเกียรติยศ หอสุพรรณ-พัสตร์ หอหัตถศิลป์ระหว่างประเทศ หอนวัตศิลป์ และ หอโขน ถ่ายทอดเรื่องราวนับแต่จุดเริ่มต้นของพระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมศิลปาชีพในประเทศไทย พร้อมสัมผัสชิ้นงานอันล้ำค่าที่ SACICT บรรจงคัดสรรรากจากภูมิปัญญา ผสานภารกิจด้านการอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรมให้ดำรงอยู่ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

SACICT Shop: สินค้าหัตถศิลป์และนวัตศิลป์ที่พร้อมจุดประกายพลังการสร้างสรรค์ จากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคัดเลือกมาวางจำหน่ายในร้านของ SACICT เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่แรงบันดาลใจในการผลิตเชิงพาณิชย์

SACICT Library: แหล่งสืบค้นข้อมูลองค์ความรู้ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทยที่รวบรวมหนังสือ วารสาร สิ่งพิมพ์ และสื่อวีดิทัศน์ที่ SACICT เป็นผู้จัดทำ พร้อมหนังสืองานศิลปหัตถกรรมล้ำค่าทั้งในประเทศต่างประเทศ มากกว่า 1,000 เล่ม



SACICT Archive: ครั้งแรกในประเทศไทยกับการพัฒนารูปการศึกษาค้นคว้าข้อมูล งานศิลปหัตถกรรมบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม รวบรวมฐานข้อมูลของงานหัตถศิลป์และงานนวัตศิลป์ ที่ได้รับการสร้างสรรค์โดย ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และนักออกแบบ รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลองค์ความรู้จากแหล่งเรียนรู้และชุมชนหัตถกรรม ที่มีคุณค่าต่อการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และอ้างอิงในเชิงประวัติศาสตร์ ตลอดจนสื่อหนังสือและสื่อวีดิทัศน์ที่ SACICT ได้จัดทำเพื่อบริการ องค์ความรู้ด้านงานศิลปหัตถกรรมแก่สังคม ให้ประชาชนทั่วไปสามารถสืบค้นข้อมูลได้จากทุกมุมโลก ปัจจุบัน SACICT ให้บริการข้อมูลไม่น้อยกว่า 600 ชิ้น โดยให้บริการข้อมูลและองค์ความรู้ใน 5 หมวดหมู่ด้วยกันคือ ครูและทายาทฯ หัตถศิลป์ไทย นวัตศิลป์ไทย ชุมชนหัตถกรรม/พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และสื่อสิ่งพิมพ์/วีดิทัศน์ เพื่อส่งเสริมให้องค์ความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคล ในกระบวนการ และในชิ้นงานศิลปหัตถกรรม เป็นจุดเริ่มต้นของพลังสร้างสรรค์ให้งานศิลปหัตถกรรมไทยได้รับการศึกษา การสร้างคุณค่าแก่ผลงานหัตถศิลป์ คุณค่าทางประวัติศาสตร์ งานออกแบบ งานด้านวิชาการ รวมไปถึงการคิดค้นนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาต่อยอดเชิงพาณิชย์ นับเป็นเป็นการนำองค์ความรู้เข้าไปเสริมความแข็งแกร่งแก่งานศิลปหัตถกรรมไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ"


นางอัมพวันฯ กล่าวต่อว่า SACICT Archive เป็นการวางระบบและฐานข้อมูลตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่ต้องการให้มีการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูล Big Data ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกในหลากหลายมิติ ทำให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมและสามารถเข้าถึงศิลปหัตถกรรมอย่างรอบด้าน สามารถนำ Data Analytic ไปต่อยอดในความต้องการของแต่ละภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

- นักเรียนนักศึกษาเห็นคุณค่างานศิลปหัตถกรรมไทย เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าและวิจัย เกิดการสืบสานงานด้านหัตถศิลป์ไทยให้คงอยู่ และนำมาต่อยอดผสมผสานเกิดเป็นงานหัตถศิลป์ใหม่ๆ

- ผู้ผลิตทั้งชาวบ้านและชุมชน สามารถนำข้อมูลองค์ความรู้ไปใช้พัฒนาตนเองและผลิตภัณฑ์ ช่วยสร้างโอกาส สร้างเครือข่าย สร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ ให้เกิดความอยู่ดีกินดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

- ผู้บริโภคและประชาชน เข้าถึงช่องทางงานศิลปหัตถกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน และยังได้ร่วมสนับสนุนใช้ผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทย เกิดการกระจายรายได้แก่เศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง

- หน่วยงานภาครัฐ เกิดการบูรณาการข้อมูล Big Data ร่วมกันเพื่อการพัฒนาประเทศแบบคู่ขนาน ให้การสนับสนุนภาคประชาชนได้อย่างตรงจุด ให้ความช่วยเหลือได้อย่างสอดคล้องกับวิถีแห่งชุมชนนั้นๆ

- นักลงทุนและผู้ประกอบการ มองหาโอกาสทางธุรกิจด้านศิลปหัตถกรรม เพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน สร้างตลาดงานหัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายงานศิลปหัตถกรรม (Craft Social Network) เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจหัตถศิลป์ของอาเซียนในอนาคต



ผู้สนใจสามารถใช้งานระบบ SACICT Archive ที่สามารถใช้สืบค้นข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกมุมโลก ผ่านเว็บไซต์ SACICT.or.th โดยจะปรากฎไอคอน SACICT Archive ให้คลิกเข้าสู่ระบบ หรือเข้าสืบคืน ได้โดยตรงทาง archive.sacict.or.th และสามารถเข้ามาสร้างประสบการณ์ความประทับใจในงานหัตถศิลป์จากองค์ความรู้ของ SACICT Arts & Crafts Knowledge Centre ที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 - 17.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1289

11
SACICT สานต่องาน "SACICT Mobile Gallery 2019" ครั้งที่ 3
ชมนิทรรศการถ่ายทอดการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมในอาเซียน
พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ การสืบค้นข้อมูลงานศิลปหัตกรรมบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม


ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICTเชิญชวนชาวไทยร่วมสัมผัสงานหัตถศิลป์จากภูมิปัญญาอันล้ำค่าในงาน "SACICT Mobile Gallery 2019" ภายใต้แนวคิด "Sense of Siam : สืบสานมรดกแห่งภูมิปัญญา สัมผัสงานหัตถศิลป์อันล้ำค่าของแผ่นดิน" ที่จะมาถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาของครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ผ่านชิ้นงานหัตถศิลป์และนวัตศิลป์จาก หอนิทรรศการของ SACICT รวมถึงงานศิลปหัตถกรรมที่เชื่อมโยงความร่วมมือในอาเซียน พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ในการสืบค้นข้อมูลงานศิลปหัตกรรมบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม (SACICT Archive) เชิญผู้สนใจร่วมสัมผัสศิลปหัตถกรรม ณ โถงอาคารสำนักงาน ชั้น G อาคารจัตุรัสจามจุรี ระหว่างวันที่ 5 - 9 สิงหาคม 2562 นี้

นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT เป็นองค์กรของรัฐที่มีบทบาทหน้าที่ในการรวบรวมองค์ความรู้ อนุรักษ์ สืบสาน คุณค่าแห่งหัตถศิลป์ไทย และมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ด้วยการต่อยอดภูมิปัญญาอย่างสร้างสรรค์ สนับสนุนให้งานหัตถศิลป์ไทยมีความร่วมสมัย สามารถประยุกต์เป็นหนึ่งเดียวกับการใช้ชีวิตประจำวันในสังคมไทย ภายใต้แนวคิด Today Life's Craft ตลอดจนยกระดับคุณค่าแห่งงานหัตถศิลป์ไทย ให้ได้รับการต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่ตลาดระดับสากล ภายใต้กลไกการทำงานเชิงรุก และปรากฏผลตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรม



ทั้งนี้ SACICT จึงได้จัดกิจกรรม "SACICT Mobile Gallery 2019" เป็นการจำลองหอนิทรรศการผลงานศิลปหัตถกรรมของ SACICT ออกสู่สาธารณะ ภายใต้แนวคิด "Sense of Siam : สืบสานมรดกแห่งภูมิปัญญา สัมผัสงานหัตถศิลป์อันล้ำค่าของแผ่นดิน" เพื่อสะท้อนคุณค่าแห่งภูมิปัญญาของ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ผ่านงานหัตถศิลป์และนวัตศิลป์หลากรูปแบบซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากสายธารแห่งพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการวางรากฐานงานศิลปาชีพให้เจริญงอกงามทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงผู้ที่สนใจและรักในงานศิลปหัตถกรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้สัมผัสองค์ความรู้แห่งภูมิปัญญาไทย มีโอกาสชื่นชมผลงานศิลปหัตถกรรมของ SACICT อย่างใกล้ชิด


โดยงาน "SACICT Mobile Gallery 2019" ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการจัดแสดง 2 ครั้งที่ผ่านมาคือที่ไอคอนสยาม และอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ซึ่งครั้งนี้นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 3 ณ อาคารจัตุรัสจามจุรี ระหว่างวันที่ 5 - 9 สิงหาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 17.00 น. นอกจากมีผลงานนวัตศิลป์ที่ได้รับการสร้างสรรค์จากโครงการต่างๆ ของ SACICT ยังสามารถชื่นชมผลงานการถ่ายทอดทักษะเชิงช่าง และความร่วมมือในระดับภูมิภาคผ่านงานหัตถศิลป์โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมในวัฒนธรรมร่วม (Cross Cultural Crafts) พร้อมทดลองสืบค้นข้อมูลงานศิลปหัตกรรมบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม (SACICT Archive) และหนังสือองค์ความรู้ต่างๆ ที่ SACICT รวบรวมมาให้ทุกคนได้ศึกษาในงานนี้อีกด้วย

นางอัมพวัน พิชาลัย กล่าวต่ออีกว่า SACICT ได้ยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านงานศิลปหัตถกรรม (SACICT Arts & Crafts Hub) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง SACICT เตรียมเปิดตัว ระบบ SACICT Archive ระบบสืบค้นข้อมูลงานหัตถกรรม หนึ่งกลไกสำคัญในการร่วมรักษาและต่อยอดองค์ความรู้ในงานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่คู่สังคมอย่างยั่งยืน ที่ทาง SACICT มุ่งมั่นดำเนินการมาตลอดระยะเวลาการทำงาน 4 ปี



"SACICT Archive" เป็นการพัฒนารูปการศึกษาค้นคว้าข้อมูลงานศิลปหัตถกรรมบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลของงานหัตถศิลป์ งานนวัตศิลป์ ที่ได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์โดย ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และนักออกแบบ  รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลองค์ความรู้จากแหล่งเรียนรู้และชุมชนหัตถกรรม ที่มีคุณค่าต่อการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และอ้างอิงในเชิงประวัติศาสตร์ ตลอดจนสื่อหนังสือและสื่อวีดิทัศน์ที่ SACICT ได้จัดทำเพื่อบริการองค์ความรู้ด้านงานศิลปหัตถกรรมแก่สังคม ให้ประชาชนทั่วไป สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากทุกมุมโลก


โดย "SACICT Archive" ให้บริการข้อมูล และองค์ความรู้ใน 5 หมวดหมู่ด้วยกันคือ ครู และทายาทฯ หัตถศิลป์ไทย นวัตศิลป์ไทย ชุมชนหัตถกรรม/พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และสื่อสิ่งพิมพ์/วีดิทัศน์ เพื่อส่งเสริมให้องค์ความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคล ในกระบวนการ และในชิ้นงานศิลปหัตถกรรม เป็นจุดเริ่มต้นของพลังสร้างสรรค์ให้งานศิลปหัตถกรรมไทยได้รับการศึกษา การสร้างคุณค่าแก่ผลงานหัตถศิลป์ คุณค่าทางประวัติศาสตร์ งานออกแบบ งานด้านวิชาการ รวมไปถึงการคิดค้นนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาต่อยอดเชิงพาณิชย์ นับเป็นการนำองค์ความรู้เข้าไปเสริมความแข็งแกร่งแก่งานศิลปหัตถกรรมไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ"


SACICT Archive จึงเป็นการวางระบบและฐานข้อมูลตามยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการให้มีการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูล Big Data ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกในหลากหลายมิติ ทำให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมและสามารถเข้าถึงศิลปหัตถกรรมอย่างรอบด้าน สามารถนำ Data Analytic ไปต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้สนใจสามารถร่วมสัมผัสกับกิจกรรม SACICT Mobile Gallery 2019 ครั้งที่ 3 จะจัดแสดง ณ อาคารจัตุรัสจามจุรี ระหว่างวันที่ 5 - 9 สิงหาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 17.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sacict.or.th , Facebook Page : ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) www.facebook.com/sacict และ SACICT Call Center : 1289

12
"เฮเฟเล่" โชว์นวัตกรรมแนวคิดอัจฉริยะ เครือข่ายดิจิทัลในโลกโมเดิร์นลิฟวิ่ง ในงาน interzum 2019 ณ เมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี


เฮเฟเล่ (Häfele) ร่วมงาน interzum 2019 ณ เมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี งานแฟร์ที่รวบรวมเครื่องจักร เครื่องผลิตงานไม้ทุกรูปแบบ รวมไปถึงวัสดุทดแทน และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่คนในวงการ เฟอร์นิเจอร์ และอินทีเรีย ดีไซน์เนอร์ จากทุกมุมโลกเข้าร่วมงาน

ในปี 2019 นี้ เฮเฟเล่ ได้โชว์แนวคิดอัจฉริยะ พร้อมเครือข่ายดิจิทัลในโลกโมเดิร์นลิฟวิ่ง ที่ผสมผสานไปพร้อมกับโลกดิจิทัล ซึ่ง เฮเฟเล่ (Häfele) เป็นผู้นำตลาดโลกด้านเทคโนโลยีอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ ระบบควบคุมอิเลคทรอนิกส์ และระบบไฟแอลอีดี (LED) สำหรับเฟอร์นิเจอร์และห้องรูปแบบต่างๆ โดยนำมาโชว์ในงาน Interzum ภายใต้สโลแกน "Thinking Ahead" เฮเฟเล่ ได้นำเสนอสีสันของนวัตกรรมอันน่าตื่นตาตื่นใจที่พร้อมวางจำหน่ายในตลาดให้ผู้บริโภคได้สัมผัส โดยเป็นการช่วยให้กลุ่มธุรกิจคู่ค้าในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และผู้ผลิตอุปกรณ์ตู้ รวมทั้งลูกค้าของเฮเฟเล่ (Häfele) ตื่นตาตื่นใจภายในงาน

ครั้งนี้ เฮเฟเล่ (Häfele) ยังได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์คุณภาพยอดเยี่ยม Interzum Award 2019 กับผลิตภัณฑ์ใหม่ถึงสามรางวัลด้วยกัน ได้แก่ ระบบ Connect Mesh system ที่มาพร้อมกับเฟิร์มแวร์ สวิตช์ผนัง และรีโมทคอนโทรลที่เป็นนวัตกรรมใหม่ Free Space อุปกรณ์บานพับดีไซน์เส้นสาย และ Easiness อุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ที่ติดตั้งโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ (เช่น พุกโลหะ มือจับ ตัวรองสกรู) ซึ่งล้วนได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์คุณภาพยอดเยี่ยมทั้งสิ้น

และ ณ บูธของ เฮเฟเล่ ได้มีการโชว์นวัตกรรมระบบเครือข่ายดิจิทัลในห้องต่างๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เพื่อยกมาเป็นประเด็นเกี่ยวกับกระแสในปัจจุบัน และแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยผลิตภัณฑ์ของ เฮเฟเล่ มีความโดดเด่นด้วยผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ อาทิ Loox5 ที่เป็นเจเนอเรชั่นที่ 5 ของระบบไฟแอลอีดี (LED) และการเชื่อมต่ออัจฉริยะในโลกที่เน้นการเป็นสมาร์ทลิฟวิ่ง



นวัตกรรมสินค้าของ เฮเฟเล่ พร้อมวางตลาด บุกตลาดเฟอร์นิเจอร์โลก
อีกครั้งที่ Interzum เป็นพื้นที่นำเสนอวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่ให้เห็นว่าระบบเครือข่ายดิจิทัลจะดำเนินไปในทิศทางใดต่อไป เฮเฟเล่ (Häfele) มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลจะเป็นสิ่งสำคัญในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และรูปแบบการใช้ชีวิต หากมันสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์และมอบความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตให้กับผู้ใช้งานได้ ดังนั้นระบบดิจิทัลจะต้องง่ายต่อการใช้งานจริง ทั้งในแง่ของการผสมผสานเข้ากับเฟอร์นิเจอร์และในแง่ของฟังก์ชัน เฮเฟเล่ (Häfele) กล่าวว่าเมื่อใดก็ตามที่เรา "คิดไปข้างหน้า" ก็จะต้องมองหาความสะดวกง่ายดายเป็นหลัก หน้าที่ของผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์จะต้องเน้นทั้งสองด้าน นั่นคือการผสมผสานและดิจิทัลซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของธุรกิจ

บนพื้นที่นิทรรศการขนาด 1,480 ตารางเมตร ทีมเทรดแฟร์นานาชาติของ เฮเฟเล่ (Häfele) ได้มีการสาธิตให้เห็นว่าแบรนด์เฮเฟเล่โฟกัสที่มาตรฐานชั้นสูงและยังทำให้เห็นว่าสามารถใช้งานได้จริง พร้อมทั้งยังทำให้อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ตื่นตัวอีกด้วย

บูธของ เฮเฟเล่ (Häfele) ในงานเทรดแฟร์ที่โคโลญนี้ สามารถนำเสนอแนวคิดระบบเครือข่ายดิจิทัล เทคโนโลยีเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้นวัตกรรมใหม่ และแนวทางแบบผสมผสานได้อย่างประทับใจผู้เยี่ยมชมจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์หลากหลายและใหม่ล่าสุดมากมายที่นำมาจัดแสดง สื่อให้เห็นว่าโลกอัจฉริยะสามารถเกิดขึ้นได้จริงจากความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตอุปกรณ์ประกอบและอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์

"เมื่อสมาร์ทเฟอร์นิเจอร์โคจรมาพบสมาร์ทโฮม" เทคโนโลยี Häfele Connect Mesh ทำให้สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นวิมานในอากาศที่งาน Interzum เมื่อสองปีที่แล้ว กลายเป็นจริงได้อย่างง่ายดาย เฮเฟเล่ (Häfele) แสดงให้เห็นผ่านตัวอย่างของไมโครอพาร์ทเม้นท์ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ และตัวอย่างห้องครัวที่มาพร้อมกับระบบไฟส่องสว่างและลำโพงที่ผสมผสานเข้าด้วยกันและควบคุมได้ด้วยสมาร์ทโฟนหรือแทบเล็ตอย่างง่ายดาย



Häfele Connect ระบบที่เติบโตตามการใช้งาน
เมื่อการใช้ชิวิตกลายเป็นระบบดิจิทัล กล่าวในอีกทางหนึ่งก็คืออุปกรณ์ ระบบ และแพลตฟอร์มเครือข่ายที่ต่างกัน จะต้องสื่อสารภาษาเดียวกันเพื่อให้ชีวิตดิจิทัลนั้นง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ Häfele Connect นำอุปกรณ์ต่างๆ มาเชื่อมต่อกันและทำให้สามารถสื่อสารระหว่างกันได้ด้วยระบบตัวกลางที่สามารถเพิ่มอุปกรณ์ใหม่ๆ เข้ามาในระบบได้ตามแต่ต้องการ โดยอาจใช้ชิป Häfele Connect  ซึ่งเป็นหัวใจของระบบ Häfele Connect Mesh หรือ Häfele Connect Hub เป็น "ตัวแปลสัญญาน" ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานของเครือข่ายนั้นๆ เช่น เครือข่ายไร้สายสำหรับระบบไฟส่องสว่างของ เฮเฟเล่ (Häfele) ทั้งหมด ระบบของเฮเฟเล่ (Häfele) ที่เชื่อมต่อกันกับอุปกรณ์ประกอบ การผสมผสานอุปกรณ์ภายนอกเข้ากับแพลตฟอร์ม และการเชื่อมต่อเข้ากับระบบอัจฉริยะภายนอกอื่นๆ

เพิ่มแสงสว่างให้กับเฟอร์นิเจอร์และห้อง
ใครก็ตามที่สนใจหาไอเดียใหม่ จะได้พบไอเดียเหล่านี้ที่บูธของเฮเฟเล่ (Häfele) อนาคตใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ด้วย Loox5 เจเนอเรชั่นใหม่ของผลิตภัณฑ์กลุ่มไฟแอลอีดี (LED) วางขายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2019 และล้ำยิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มฟังก์ชันเทอร์โบชาร์จเจอร์สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและเชื่อมต่อกับไฟส่องสว่างในห้อง Loox5 ให้แสงสว่างเพียงพอสำหรับงานออกแบบที่เน้นการใช้แสงสว่างซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันก็ยิ่งง่ายดายสำหรับการวางผัง การติดตั้ง และการควบคุม Loox5 ยังเป็นแนวคิดตั้งต้นให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์อัจฉริยะอื่นๆ ของเฮเฟเล่ (Häfele) อีกด้วย แอพลิเคชั่น Häfele Connect Mesh ที่ใช้ในการควบคุมเครือข่าย Smart  Product ของเฮเฟเล่ (Häfele) รวมทั้งการเชื่อมต่อกับระบบภายนอกนั้นทำให้ทุกอย่างกลายเป็นจริงขึ้นมาได้

บริการครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
เฮเฟเล่ (Häfele) นำเสนอบริการชั้นเยี่ยมให้กับคู่ค้าด้วยความเชี่ยวชาญในกระบวนการทั้งหมดของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การวางแผน การผลิต ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์ เช่นในงาน Interzum ผู้เยี่ยมชมจะได้สัมผัสประสบการณ์การใช้เครือข่ายควบคุมระบบแสงไฟส่องสว่างในห้องครัวที่ใช้ในชีวิตจริง นอกจากนั้นยังมีเทคโนโลยีเฟอร์นิเจอร์มากมายที่กลมกลืนไปกับภาพรวมของห้องทั้งหมด ผ่านตัวอย่างการจัดแสดงห้องครัว 3 ห้อง รวมทั้งห้องนั่งเล่นและห้องนอนที่ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของ เฮเฟเล่

Nimbus ผู้บุกเบิกธุรกิจไฟแอลอีดี (LED) และน้องเล็กสุดในครอบครัวของเฮเฟเล่ (Häfele) พร้อมแล้วที่จะร่วมเป็นหนึ่งในดีไซน์เลิศหรู และขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี พร้อมทั้งขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์และถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านไฟส่องสว่างในทุกพื้นที่ ทั้งรูปแบบเฟอร์นิเจอร์ไปจนถึงห้องที่หลากหลาย



ในงาน interzum  2019 ครั้งนี้ เฮเฟเล่ มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮไลท์อีกมากมาย
- เจเนอเรชั่นที่ห้าของ Loox กลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟส่องสว่างประเภทแอลอีดี (LED) ของเฮเฟเล่ (Häfele) โดย Loox5 นั้นเป็นระบบที่ถูกคิดค้นขึ้นใหม่ทั้งหมด ทำให้ง่าย เป็นระเบียบ และสอดคล้องกับการใช้งานมากขึ้น ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีแอลอีดี (LED) ทั้งสี่เจเนอเรชั่นก่อนหน้า ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาได้จนสำเร็จในเจเนอเรชั่นที่ห้า Loox ตอบโจทย์ความต้องการระบบไฟส่องสว่างสำหรับเฟอร์นิเจอร์และห้องรูปแบบต่างๆ รวมทั้งระบบการเชื่อมโยงเครือข่าย ระบบดิจิตอล ที่มาพร้อมกับความเรียบง่ายและความยืดหยุ่นขั้นสุดที่กำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้นในปัจจุบัน Loox นำเสนอความเป็นไปได้ใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับระบบเครือข่ายดิจิตอลผ่านแอพลิเคชั่น Häfele Connect รวมถึงการเชื่อมต่อไปยังระบบเครือข่ายภายนอกอีกด้วย

- Designer lights by Nimbus เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เฮเฟเล่ (Häfele) ประกาศควบรวมบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านไฟแอลอีดี (LED) และระบบเสียงที่มีฐานผลิตในเมืองสตุทท์การ์ทอย่าง Nimbus และที่ Interzum ในครั้งนี้ Nimbus ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในพรีเซนเทชั่นของเฮเฟเล่ (Häfele) โดยสมบูรณ์ นอกจากจะมีการจัดแสดงผลงานออกแบบแสงไฟในพื้นที่นิทรรศการแล้ว แบรนด์งานออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมนี้ยังฉายสเน่ห์ทุกตารางนิ้วภายในพื้นที่บูธอีกด้วย Nimbus และ เฮเฟเล่ (Häfele) คือสองแบรนด์ที่เคียงข้างกันและเติบโตไปด้วยกัน

- นวัตกรรมเร้าใจที่มาใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์บานพับรุ่น Free Flap ของเฮเฟเล่ (Häfele) ที่เป็นอุปกรณ์บานพับนวัตกรรมใหม่ขนาดเล็กที่จิ๋วแต่ทรงพลังไม่มีใครเหมือน ด้วยดีไซน์กะทัดรัด Free Space ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของให้กับเฟอร์นิเจอร์มากกว่าบานพับรุ่นอื่นที่ได้รับความนิยมในเกรดเดียวกัน



นอกจากนี้ยังมีการสาธิตงานวิจัยอุปกรณ์บานพับที่พอดีกับขนาดของ iPad โดยอุปกรณ์รุ่นนี้มีขนาดเล็กมากพอที่สามารถติดตั้ง iPad เข้ากับตู้แขวนใดๆ ก็ตามได้อย่างง่ายดาย ในขณะเดียวกันก็ยังคงความแข็งแรงทรงพลังและยืดหยุ่นพอที่จะสามารถตอบสนองการใช้งานรูปแบบต่างๆ เช่น การพับลงเพื่อปิดตู้บาร์ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ อุปกรณ์นำ เทรนด์ที่สอบผ่านฟังก์ชันการใช้งานในทุกรูปแบบนี้ยังจัดแสดงเป็นตัวต้นแบบ โดยจะเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน Interzum 2021 ต่อไป

- ผลิตภัณฑ์ล่าสุดที่ถูกพัฒนาขึ้นในกลุ่มอุปกรณ์เชื่อมต่อเฟอร์นิเจอร์ Ixconnect ของเฮเฟเล่ (Häfele) ที่ช่วยให้สามารถประกอบเฟอร์นิเจอร์ตู้แขวนทั้งชิ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือเป็นครั้งแรก และสามารถผสมผสานเข้ากับกระบวนการผลิตมาตรฐานตามปกติได้โดยไม่ต้องมีการดัดแปลงใดๆ

- ชุดอุปกรณ์ลิ้นชักรางเลื่อน Matrix ของเฮเฟเล่ ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับการใช้งานทุกรูปแบบ ที่บูธเฮเฟเล่ มีการสาธิตรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ตั้งแต่ฟังก์ชันใช้งานพื้นฐานไปจนถึงระบบการใช้งานแบบไฮเอนด์

- ชุดตู้แขวน DressCode ซึ่งถูกออกมาแบบมาได้อย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวนั้น สามารถเพิ่มตู้เสื้อผ้าให้เข้าเซ็ตกันได้ โดยทั้งชุดนี้มีพร้อมจำหน่ายตามประเทศต่างๆ แล้ว เซ็ตทั้งหมดสามารถประกอบเข้าด้วยกันหรือแยกชิ้นได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วย ซึ่งช่วยลดเวลาในการประกอบได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับวิธีดั้งเดิมที่ใช้สกรูเป็นตัวเชื่อม โดยตู้และชั้นเซ็ตนี้มีตัวต่อเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับรางวัลเป็นหัวใจที่สำคัญของเซ็ต

- Axilo ชุดฐานเฟอร์นิเจอร์ปรับได้แสนชาญฉลาดของเฮเฟเล่ (Häfele) ที่ประกอบด้วยแขนยกตู้แขวนผนังนั้น เพิ่งได้รับรางวัล Red Dot Award ไปสดๆ ร้อนๆ

- ขาโต๊ะรุ่น Officys มาในสีใหม่นำเทรนด์ล่าสุดคือดำกราไฟท์ ที่จะช่วยเพิ่มความโมเดิร์นให้บรรยากาศออฟฟิศเดิม พื้นที่กลาง หรือ Co-working Space ต่างๆ โดยไฮไลท์ของรุ่นนี้คือ Häfele Officys TE 651 ที่สามารถปรับความสูงของขาโต๊ะได้

- ชุดอุปกรณ์นวัตกรรมใหม่สำหรับรถคาราวานที่จัดแสดงในรถคาราวานจำลองที่บูธของเฮเฟเล่ (Häfele) กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้มาพร้อมกับ Loox ที่เป็นระบบไฟแอลอีดี (LED) และจุดชาร์จไฟฟ้าสำหรับสมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาสำหรับรถคาราวานโดยเฉพาะ

- ชุดอุปกรณ์ตะแกรงโลหะสำหรับห้องครัวใหม่ล่าสุดที่มาจากการพัฒนาของแบรนด์นั้น ช่วยทำให้ภาพรวมของห้องครัว เฮเฟเล่ (Häfele) สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ช่วยเติมเต็มความสุดยอดให้กับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเฮเฟเล่ (Häfele) พร้อมทั้งมอบคุณภาพชั้นเลิศในราคาที่จับต้องได้ ชุดตะแกรงโลหะมาในสีที่แมทช์กับลิ้นชักของเฮเฟเล่ (Häfele) และสามารถหาซื้อได้แล้วทั่วโลก

- มือจับเฟอร์นิเจอร์ใหม่ในคอลเลคชั่น Häfele H19 ถูกออกแบบมาให้เข้ากับเทรนด์ล่าสุดในดีไซน์ซีรีส์ Textile, Nouveau Art Deco และ Cube ของเฮเฟเล่ (Häfele) โมเดลในซีรี่ส์ที่มีชื่อว่า "Textile" นั้นได้รับรางวัล Red Dot Design Award จากเทรนด์การออกแบบที่ไม่มีใครเหมือน เฮเฟเล่ (Häfele) ได้กลายเป็นผู้นำเทรนด์ทั่วโลกในด้านอุปกรณ์มือจับเฟอร์นิเจอร์ โดยคอลเลคชั่น H19 นี้มีมือจับดีไซน์ใหม่ถึง 14 แบบ มาในขนาดหลากหลาย พร้อมกับสีและผิวสัมผัสที่ล้ำสมัย



สอบถามข้อมูลอื่นๆ ได้ที่
ฝ่ายการตลาด เฮเฟเล่ (ประเทศไทย) จำกัด
57 ซอยสุขุมวิท 64 ถนนสุขุมวิท พระโขนงใต้ บางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร. 02-768-7171 แฟกซ์ 02-741-7272
E-mail:jeerawan@haefele.de


เฮเฟเล่ (Hafele) คือกลุ่มบริษัทระดับโลกที่มีสาขาหลักในนาโกล์ด (Nagold) ประเทศเยอรมนี ธุรกิจที่ถือครองและบริหารงานโดยครอบครัวนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1923 และปัจจุบันทำหน้าที่ให้กับอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สถาปัตยกรรม การออกแบบผัง ธุรกิจประกอบตู้และอุปกรณ์ รวมทั้งประกอบการค้าผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์และเครื่องมือเชิงสถาปัตยกรรม ระบบควบคุมอิเลคทรอนิกส์ และไฟแอลอีดี (LED) ในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก เฮเฟเล่ (Hafele) มีฐานการพัฒนาและการผลิตในประเทศเยอรมนีและฮังการี โดยในปีงบประมาณ 2018 Hafele Group สามารถสร้างยอดส่งออกได้ถึง 80% จากฐานพนักงานกว่า 7,800 คน ผ่านตัวแทนจัดจำหน่ายตรงและอื่นๆ กว่า 37 เจ้าทั่วโลก และมีรายได้กว่า 1.4 พันล้านยูโร

13
ครั้งแรกในโลก! ประกันภัยไทยวิวัฒน์ นำ IoT ปฏิวัติการประกันภัยรถยนต์ เปิดตัว นวัตกรรม InsurTech ของจริงกับ ประกันรถเปิดปิด TVI Connect ร่วมมือกับเครือข่ายอันดับ 1 ของไทย AIS และ ระบบคราวด์อันดับ 1 ของโลก AWS สร้างประสบการณ์ เปิด-ปิดประกันอัจฉริยะ "ALL NEW ON-OFF INSURANCE 2019"


ครั้งแรกของโลก ที่ ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ผู้นำนวัตกรรมประกันภัยหนึ่งเดียวในไทย เปิดตัวอุปกรณ์ TVI Connect ใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เพื่อสร้างประสบการณ์ในการใช้ประกันภัยรถยนต์เปิดปิด อย่างอัจฉริยะ ลดค่าเบี้ยประกันรถยนต์สูงสุดได้ถึง 40%
 
๐ จับมือกับ Partners ชั้นนำด้านเทคโนโลยี ผนึกกำลังสร้าง Digital Disruption อย่างแท้จริง กับ AIS เครือข่ายอันดับ 1 เพื่อใช้ โครงข่าย NB-IoT ที่ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และ AWS (Amazon Web Service) ระบบคราวด์ อันดับ 1 ของโลกที่ให้ความเสถียรกว่า 99.99% สร้างความมั่นใจในการบริการให้แก่ผู้ใช้รถ

๐ ยืนยันความสำเร็จประกันรถเปิดปิด จากลูกค้าผู้ใช้งานจริง และ จากมุมมองของ กูรูวงการเทคโนโลยี -IT ไทย คุณหนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ประกาศความล้ำของ ประกันรถเปิดปิด ในรูปแบบใหม่ของไทยวิวัฒน์ ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ครบทุกความต้องการของผู้ใช้รถ



นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง ปณิธานของชาวไทยวิวัฒน์ ที่อยากให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการประกันภัยได้อย่างง่ายขึ้นและทั่วถึง เพื่อเป็นตัวช่วยสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงทางด้านทรัพย์สิน ชีวิต และการเงิน ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ตามสโลแกนของแคมเปญ Control Your Life: อิสระการใช้ชีวิตที่เลือกได้

ณ วันนี้ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ได้ก้าวข้ามความสำเร็จไปอีกขั้นทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้นี้ ด้วย InsurTech หรือ การประยุกต์เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้กับการประกันภัย ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย และมีประสบการณ์ที่ดีขึ้น

เผยครั้งแรก กับ Thaivivat Innovation Model สร้าง InsurTech ให้เกิดขึ้นจริง
นวัตกรรมของประกันภัยไทยวิวัฒน์ มีความโดดเด่นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับประกันภัยอื่นในตลาดประกันภัยไทย เนื่องจากไทยวิวัฒน์ได้ริเริ่มกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ จากความเข้าใจผู้ใช้งานจริงอย่างถ่องแท้ ซึ่งแนวทางด้านนวัตกรรมของไทยวิวัฒน์ นั้นมุ่งสร้าง InsurTech ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องยึดลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลางในการพัฒนา โดยไทยวิวัฒน์เห็นว่าสิ่งที่ลูกค้าปัจจุบันกำลังมองหาอยู่นั้น มีลักษณะพฤติกรรมที่สำคัญ 3 ประการคือ

- Fit My Lifestyle: ต้องการสิ่งที่เหมาะสมกับตนเอง และสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของตนเองได้อย่างลงตัว
- I Can Trust: สิ่งที่ลูกค้าเลือกใช้ต้องได้รับการพิสูจน์ ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ไว้ใจได้และใช้งานได้จริง
- Complete in One: ลูกค้าต้องการความสะดวก สินค้านั้นต้องตอบโจทย์ในหลายมิติ ครบวงจรในหนึ่งเดียว



จึงทำให้เกิด Thaivivat Innovation Model หรือ แนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค กล่าวคือ สิ่งที่ไทยวิวัฒน์คิดค้นขึ้นมานั้น จะต้องมี 3 สิ่งนี้ ก่อนออกสู่ผู้บริโภค อันได้แก่

- Personalized : ผลิตภัณฑ์และการบริการที่ทำขึ้นมาเพื่อลูกค้ารายบุคคล ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่ต่างกัน
- Reliable : มีการทดลองและทดสอบว่ารองรับทุกสถานการณ์ที่ลูกค้าอาจประสบได้
- End-to-End : ต้องตอบโจทย์ทุกกระบวนการใช้งานของผู้บริโภคเพื่อทำให้ชิวิตง่ายขึ้น

ณ งานเปิดตัว Feature ใหม่ ของประกันรถเปิดปิดในครั้งนี้ ไทยวิวัฒน์ได้นำแนวทางนวัตกรรมนี้มาแสดงให้ดูว่าสามารถนำมาใช้งานเพื่อให้เกิด สิ่งใหม่ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนในโลก ซึ่งทางบริษัทได้พิสูจน์ความสำเร็จในแนวทางนวัตกรรมนี้ด้วยรางวัลทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันเอกชน รวมถึงสำนักงาน คปภ. ซึ่งต่างรับรู้ทิศทางที่ดีและเล็งเห็นถึงความพยายามเพื่อสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย



ALL NEW ON-OFF INSURANCE 2019
โดยไฮไลท์สำคัญในงาน "ALL NEW ON-OFF INSURANCE 2019" คือการเปิดตัว Feature นวัตกรรมใหม่ ของประกันรถเปิดปิด ออกสู่ตลาด ได้แก่

1. แพ็กเกจประกันรถเปิดปิด ที่ตอบโจทย์ และคุ้มค่ามากขึ้น (Personalized Product)
ประกันรถเปิดปิด ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้บริโภค โดยยังยึดความยุติธรรมเป็นหลัก ให้ผู้เอาประกันจ่ายค่าเบี้ยประกันตามเวลาการใช้งานจริงคิดเป็นนาที ทำให้ผู้เอาประกัน สามารถลดภาระค่าเบี้ยประกันไปได้ถึง 40% หากมีการใช้รถที่ทำประกันเฉลี่ยไม่เกินวันละ 4 ชม. นอกจากค่าเบี้ยประกันที่คุ้มค่าแล้ว ผู้เอาประกันยังสามารถเลือกความคุ้มครองและทุนประกันที่เหมาะสมได้ด้วยตนเอง มีให้เลือกทั้งประกันชั้น 3+ ชั้น 2+ และชั้น 1 พร้อมทั้งสามารถเลือก ระยะเวลาการประกันภัยได้ ตั้งแต่ 1 เดือน 3 เดือน 4 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน ได้ตามต้องการ ถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุมและทำมาเพื่อตอบโจทย์ผู้เอาประกันแต่ละคนมากที่สุด

2. ระบบเปิด-ปิด ประกันอัจฉริยะ "TVI Connect" เปลี่ยนประสบการณ์เปิดปิดใหม่ ง่ายยิ่งขึ้น (Reliable Service)
ครั้งแรกของโลก กับการนำเทคโนโลยี NB-IoT มาใช้จริงในวงการประกันภัย นั่นคือ ระบบเปิด-ปิด ประกันอัจฉริยะ TVI Connect ที่นำข้อเสนอแนะของผู้บริโภคมาเป็นโจทย์ โดยความร่วมมือของผู้นำนวัตกรรมระดับโลก ทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมอันดับ 1 ของไทยอย่าง AIS และผู้ให้บริการระบบคราวด์อันดับ 1 ของโลกอย่าง AWS มาผนึกกำลังกันพัฒนา ทั้ง Hardware และ การเชื่อมต่อของข้อมูลแบบ Real-Time เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค

โดยจุดเด่นสุดของ TVI Connect คือสามารถทำงานเปิดปิดประกันได้โดยทันทีเมื่อมีการ สตาร์ทและดับเครื่องยนต์ ของรถที่ทำประกันไว้ โดยการทำงานทั้งหมดเกิดจากตัวอุปกรณ์เอง ไม่ต้องพึ่ง Bluetooth หรือแม้แต่สัญญาณอินเตอร์เน็ตจากมือถืออีกต่อไป โดยลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะการใช้งานจาก แอปพลิเคชัน Thaivivat Motor โดยจะมีการส่ง Notification แจ้งเตือนทุกครั้งที่มีการเปิดและปิดประกัน ถือได้ว่าสามารถแก้ไข pain point ของผู้บริโภคที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องกลัวลืมเปิดปิดประกัน ไม่ต้องกลัวเปลืองอินเตอร์เน็ต หรือกังวลเรื่องแบตมือถือหมดอีกต่อไป พร้อมทั้งยังสามารถใช้รถร่วมกันได้หลายคน โดยไม่จำเป็นต้องมีแอพพลิเคชันอยู่ในมือถือของผู้ขับขี่ และยังติดตั้ง TVI Connect ได้ง่าย เพียงต่อเข้ากับช่องเสียบ USB ในรถ

ซึ่งระบบ TVI Connect ได้ผ่านการทดสอบรับรองความเสถียรและประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยเครือข่าย NB-IoT ของ AIS ที่ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และ ระบบคลาวด์ของ AWS ที่รองรับการทำงานได้ 99.99% และรองรับการใช้งานการส่งสถานะการเปิด/ปิด ประกันได้กว่า 10,000 ครั้งพร้อมกันต่อ 1 วินาที เป็นการนำ IoT (Internet of Things) มาใช้งานได้จริง และสมบูรณ์แบบที่สุดในอุตสาหรรมประกันภัยไทย ณ ขณะนี้



3. แอปพลิเคชันใหม่ จัดการเรื่องประกันรถ ง่ายในแอปเดียว (End-to-End Solution)
ไทยวิวัฒน์ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์มาเพื่อให้การดูแลผู้เอาประกันอย่างครอบคลุม คือ ผู้เอาประกันจะได้รับความคุ้มครองทุกประการเหมือนประกันรถรายปีทั่วไป แต่จะจ่ายค่าเบี้ยประกันตามนาทีที่ขับรถจริงทำให้ประหยัดได้มากกว่า ซึ่งหมายความว่าผู้เอาประกันจะได้รับความคุ้มครองแม้ปิดประกันขณะจอดรถอยู่อย่างครบถ้วนตามประเภทประกันที่เลือก คือ ประกันชั้น 2+ และชั้น 1 จะคุ้มครองรถหายไฟไหม้ 24 ชม. ตลอดอายุกรมธรรม์แม้ประกันจะปิดอยู่ และประกันชั้น 1 ก็จะให้ความคุ้มครองกรณีที่คู่กรณีไม่ใช่ยานพาหนะทางบกด้วยเช่นกันแม้ประกันจะปิดอยู่ ทำให้ผู้ใช้งานสบายใจว่าความคุ้มครองของประกันรถเปิดปิดไม่ได้ลดลงไปเลย เพียงแต่ค่าเบี้ยประกันนั้นถูกกว่ามาก จากแนวคิด เมื่อเราไม่ได้ขับรถตลอดเวลาก็ไม่ควรต้องเสียค่าประกันตลอดเวลาเนื่องจากความเสี่ยงโดยส่วนใหญ่นั้นมักเกิดขึ้นเวลาขับขี่เมื่อไม่ใช้รถเราก็ไม่ควรต้องจ่ายค่าประกันจนเกินความจำเป็น

นอกจากความคุ้มครองที่ครบถ้วนครอบคลุมแล้ว ผู้ใช้งานยังสามารถจัดการเรื่องประกันรถเปิดปิด ได้ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน Thaivivat Motor ได้แบบครบวงจร ทั้งนี้ทีมนักออกแบบ ได้ดีไซน์ทั้ง UX (User Experience) และUI (User- Interface) ที่ง่าย และสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม โดยผู้ใช้งานสามารถ ตรวจสอบสถานะประกันรถเปิดปิด ได้ตลอดเวลารวมถึงการแจ้งอุบัติเหตุบนท้องถนนโดยไม่ต้องบอกเส้นทางให้ยุ่งยาก แอปพลิเคชันจะส่งพิกัด Latitude & Longitude ไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุของไทยวิวัฒน์ในทันที เพื่อส่งทีมปฏิบัติการให้เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุได้ในเวลาที่สั้นที่สุด พร้อมทั้งตรวจสอบพิกัดของทีมปฏิบัติการไทยวิวัฒน์ได้ด้วยว่าเดินทางถึงจุดไหนแล้ว เพิ่มความมั่นใจและอุ่นใจให้ลูกค้ามากยิ่งขึ้น

พร้อมทั้งมีฟังก์ชันค้นหาอู่ศูนย์ซ่อม สถานพยาบาล และสถานีตำรวจ ที่ใกล้กับลูกค้าพร้อมแสดงข้อมูลติดต่อ สามารถนำทางผู้ใช้ไปยังสถานที่เหล่านี้ได้โดยทันที  เมื่อครบกำหนดการต่ออายุกรมธรรม์ เอาประกันก็สามารถเลือกต่ออายุ แผนประกันที่เราต้องการ และชำระค่าเบี้ยผ่านแอปพลิเคชันได้ทันที ซึ่งได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์ ที่ทันสมัยและมีความปลอดภัยสูงอย่าง Omise ถือได้ว่า ประกันรถเปิดปิดรูปแบบใหม่นี้ ตอบโจทย์ผู้เอาประกันได้เต็มรูปแบบ

คุณเทพพันธ์ กล่าวว่า "ประกันรถเปิดปิด TVI Connect รูปแบบใหม่นี้จะช่วยให้คนไทยเปิดรับ และเข้าถึงประกันภัยรถยนต์ได้มากขึ้น จากที่ปัจจุบันมีผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลกว่า 50% หรือกว่า 7 ล้านคันทั่วประเทศที่ยังไม่มีการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจที่มีความคุ้มครองทางทรัพย์สินบุคคลภายนอก มีแค่เพียงความคุ้มครองค่าเสียหายทางชีวิตและร่างกายเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเท่านั้น

ประกันรถเปิดปิด จะมาช่วยแก้ปัญหานี้ เนื่องจากทำให้ผู้ใช้รถมีทางเลือกมากขึ้น ในการซื้อแผนประกันที่เหมาะสมกับตนเอง เลือกจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามความเสี่ยงจากการใช้รถจริง ทำให้คุ้มค่ากับการได้รับความคุ้มครองที่ตรงกับการใช้งาน เมื่อมีการป้องกันความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินที่เพียงพอ คนไทยก็จะมีความมั่นคงในการดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายของแต่ละคนได้มากยิ่งขึ้น"



ดร. เฉลิมพล สายประเสริฐ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนวัตกรรม บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ได้มีการสาธิตการใช้งาน แอปพลิเคชัน Thaivivat Motor แต่ละฟังก์ชันให้ได้เห็นไปพร้อมๆกันในงานและได้ทิ้งท้ายให้ทุกคนสามารถตรวจสอบค่าเบี้ยและซื้อประกันรถเปิดปิดได้เลยผ่านทาง LINE Chatbot ที่ LINE Official @Thaivivat ซึ่งออกแบบมาให้ผู้ใช้งานเข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ซื้อประกันรถยนต์ได้ทันทีในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น

นอกจากนี้ ประกันภัยไทยวิวัฒน์ยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมการประกันภัยอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย ต่อยอดจากความสำเร็จกับประกันรถเปิดปิด ในปัจจุบันที่มียอดขายกว่า 100,000 กรมธรรม์จากที่ตั้งเป้าไว้เพียง 10,000 กรมธรรม์ และมีอัตราการต่ออายุกรมธรรม์ที่สูงเป็นประวัติการของประกันภัยรถยนต์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพึงพอใจของผู้ใช้งานประกันรถเปิดปิด และได้ประเมินไว้ว่าจากการเปิดตัว Feature ใหม่ของประกันรถเปิดปิด TVI Connect ในครั้งนี้ จะทำให้อัตราการเติบโตของประกันรถเปิดปิดก้าวกระโดด โตขึ้นจากเดิมกว่า 200% อีกด้วย

ไทยวิวัฒน์ ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน InsurTech หรือ นวัตกรรมประกันภัยกับทุกความต้องการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพที่มีการใช้งานร่วมกับ Wearable Technology ชั้นนำอย่าง Garmin และ Fitbit อย่าง ประกันสุขภาพ Active Healthที่ส่งเสริมให้คนไทยออกกำลังกาย "ยิ่งออกกำลังกาย เบี้ยยิ่งลดทันทีทุกเดือน" และ ประกันเดินทางเปิดปิด ที่ให้อิสระในการเดินทาง ไม่จำกัดประเทศ อายุผู้เดินทาง หรือแม้แต่กีฬาเสี่ยงภัยอย่างสกี ดำน้ำ หรือ บันจี้จัมพ์ พร้อมทั้งให้ผู้เดินทางสามารถเพิ่มลดวันเดินทางได้แม้อยู่ต่างประเทศ และมี Features พิเศษมากมายไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยฉุกเฉินทางการเดินทางและการแพทย์ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง และแม้แต่การแปลภาษาหรือแปลงสกุลเงินอีกด้วย



ทั้งหมดนี้ คุณเทพพันธ์ กล่าวว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์นวัตกรรมประกันภัยการได้รับ Feedback จากผู้บริโภคเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง และเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ มี Idea ใหม่ รับรองได้ว่า ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นได้อย่างแน่น่อน ตามวิสัยทัศน์ของบริษัท "คิดเผื่อเพื่อทุกชีวิต"


สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ประกันรถเปิดปิด ไทยวิวัฒน์ ติดต่อได้ที่ Call Center โทร. 02-200-7000 หรือ เว็บไซต์ www.thaivivat.co.th และเช็กเบี้ยอัตโนมัติผ่าน LINE Thaivivat Insurance ได้ที่ @thaivivat

14
"ORTORKOR SMART EXPO 2019" ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ (อ.ต.ก. Fair)
มหกรรมสินค้าเกษตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี รวมสุดยอดสินค้าเกษตรคุณภาพระดับประเทศ
ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีสู่ยุค 4.0 วันที่ 29 ส.ค. - 1 ก.ย. 62 เวลา 11.00-21.00 น. ณ อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 7


องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมจัดงานที่สุดแห่งมหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี "ORTORKOR SMART EXPO 2019" ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ (อ.ต.ก. Fair) สร้างไอคอนตลาดสดต้นแบบ ที่รวบรวมสุดยอดสินค้าเกษตรคุณภาพระดับประเทศ การันตีคุณภาพด้วยมาตรฐาน อ.ต.ก. พร้อมเผยโฉมสินค้านวัตกรรมการเกษตร และตลาด อ.ต.ก. ในยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีสู่ยุค ไทยแลนด์ 4.0 ตื่นตาตื่นใจกับผลิตภัณฑ์สินค้าทางการเกษตเป็นโซน รวม 212 บูธ พร้อมพบกับ 'Ortorkor Smart Pavilion' พื้นที่แสดงศักยภาพ ผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาสินค้าเกษตร สินค้าภายใต้แบรนด์ Best of Ortorkor ค้นหาคู่ค้า-สร้างโอกาสเติบโตสู่ภาคธุรกิจในการเจรจาธุรกิจ และเปิดโอกาสเพิ่มพูนความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ ขยายขีดความสามารถให้กับเกษตรกรไทย บนเวทีอบรมสัมมนา, เสวนา, เวิร์คช็อป และสนุกสนานกับการแสดงและกิจกรรมมากมายตลอด 4 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม - 1 กันยายน 2562 เวลา 11.00-21.00 น. ณ อิมแพค ฮอลล์ 7 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี

นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เผยว่า "ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเรื่องการซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาใช้การ Shopping Online และระบบอัตโนมัติแทนการเดินซื้อของด้วยตนเองมากยิ่งขึ้น อ.ต.ก. จึงจัดระบบการขนส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค "อ.ต.ก. Delivery ส่งของดีการันตีคุณภาพ" โดยเชื่อมโยงผ่าน www.ortorkor.com และตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก. (Mini Ortokor) ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อให้บริการผู้บริโภค



อ.ต.ก. จึงได้ผสานแนวคิดของตลาดสดเข้ากับพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์จากผู้บริโภค จัดมหกรรมสินค้าเกษตร 'ORTORKOR SMART EXPO 2019 ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ (อ.ต.ก. Fair)' เป็นไอคอนตลาดสดต้นแบบ เพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ปลอดภัย มีมาตรฐานที่แน่นอน สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค พร้อมเผยโฉมนวัตกรรม และการบริการของตลาด อ.ต.ก. ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกษตรกรและผู้บริโภค ก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ"


"ORTORKOR SMART EXPO 2019 ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ (อ.ต.ก. Fair)" เป็นมหกรรมสินค้าเกษตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี จัดโดย องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เพื่อตั้งเป้าหมายให้เป็นตลาดสดต้นแบบ ที่ยึดแนวคิดของตลาดสดผสานเข้ากับเทคโนโลยี และพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ภายในงานพบกับพื้นที่จัดแสดงสุดยอดสินค้านวัตกรรมเกษตรคุณภาพ มาตรฐาน อ.ต.ก. เทคโนโลยี ศักยภาพ และบริการของตลาด อ.ต.ก. ในยุค 4.0 ใน ORTORKOR SMART PAVILION ไฮไลท์หนึ่งของงานที่แบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซน Introduction จัดแสดงภาพรวมของตลาด อ.ต.ก. พร้อมฉายภาพยนตร์ เพื่อสื่อสารภาพแนวทางการพัฒนาสินค้าเกษตรในยุค 4.0, โซน Ortorkor 4.0 จัดแสดงผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรรูปแบบ Display Mini Ortorkor รวมถึงสินค้าเกรดคุณภาพ การันตีมาตรฐานระดับ Best Of Ortorkorพร้อมแสดงจุดจำลองการใช้งานแอพพลิเคชั่น 'ปลูกเองขายเอง' ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเกษตรกรผู้ผลิตได้โดยตรง จองผลิตผลทางการเกษตรได้จากต้น และโซน Business Matching ที่เปิดพื้นที่พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ พัฒนาสู่ความร่วมมือทางธุรกิจอย่างมั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป


ภายในงาน ORTORKOR SMART EXPO 2019 มีการจัดแสดงสุดยอดสินค้าการเกษตรคุณภาพระดับประเทศ เพื่อเป็นศูนย์รวมสินค้าตลาดสดต้นแบบ ทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค เป็น 6 โซน รวม 212 บูธ แบ่งเป็น โซน Siam Orchids Centre ศูนย์รวมพันธุ์กล้วยไม้งามหลากหลายสีสันจากทั่วประเทศ, โซนสินค้าหัตถกรรม ศูนย์รวมสินค้าศิลปหัตถกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากทั่วประเทศไทย อาทิผ้าไทย งานปัก เครื่องสาน, โซนผักและผลไม้ ขายสินค้าผักและผลไม้สดใหม่ มีคุณภาพจากเกษตรกรทั่วประเทศ, โซนสินค้าแปรรูป ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลิตผลทางการเกษตรที่น่าสนใจมากมายให้เลือกสรร, โซนสินค้าออแกนิค ขายผลิตภัณฑ์และสินค้าปลอดสารพิษ ได้รับการรับรองมาตรฐาน ปลอดภัยทั้งกับผู้บริโภคและธรรมชาติ 100% และ โซน Food Village อาหารปรุงสำเร็จขึ้นชื่อ รสชาติอร่อยจากทุกภาคทั่วไทย

นายกมลวิศว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "การจัดงานในครั้งนี้ นับเป็นการแสดงให้ผู้บริโภคเห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาตลาดการเกษตรคุณภาพของ อ.ต.ก. ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางสำคัญ ที่สร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร รวมทั้งยังเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค สามารถเลือกซื้อเลือกหาสินค้าเกษตรคุณภาพที่ได้มาตรฐาน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการพัฒนาระบบตลาดสินค้าเกษตรให้มีมาตรฐาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้เกษตรกร ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรอันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน"

นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงาน ORTORKOR SMART EXPO 2019 คือการรวบรวม สุดยอดองค์ความรู้ ขยายขีดความสามารถเกษตรกร ภายใต้แนวคิด "ติดปีกเกษตรกรไทย ก้าวไกล ในยุค 4.0" บนเวทีอบรมสัมมนา เสวนา แลกเปลี่ยนความรู้ และตัวอย่างความสำเร็จเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกร โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในแขนงต่างๆ อาทิ ด้านการเกษตร, การประกอบธุรกิจ, การตลาด, การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี จากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาเป็นผู้บรรยายภายในงาน และพบกับกิจกรรมเวิร์คช็อปสาธิตฝึกอาชีพ พร้อมสนุกสนานไปกับการแสดงและกิจกรรมมากมายตลอด 4 วันเต็ม



"การพัฒนาเพื่อเข้าสู่ยุค 4.0 ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างตลาดสดต้นแบบทางเลือกใหม่แก่ผู้ซื้อเท่านั้น แต่ตัวผู้ขายอย่างเกษตรกรก็ได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีไม่แพ้กัน ทั้งการสร้างสรรค์โอกาส เพื่อการเรียนรู้ด้านการตลาด, การเพิ่มพูนทักษะการพัฒนารูปแบบสินค้าและผลิตภัณฑ์ การสร้างแรงบันดาลใจ รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมใหม่ และการบริหารจัดการสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ที่สำคัญมหกรรมสินค้าเกษตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีในครั้งนี้ จะเป็นเหมือนโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพให้กับเกษตรกร ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ แก่อุตสาหกรรมการเกษตร และยังช่วยเผยแพร่สินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่รู้จัก ตลอดจนสร้างชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติต่อไป" นายกมลวิศว์ กล่าวทิ้งท้าย

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับที่สุดแห่งมหกรรมสินค้าเกษตรแห่งปี ในงาน "ORTORKOR SMART EXPO 2019" ในวันที่ 29 สิงหาคม - 1 กันยายน 2562 ณ อิมแพค ฮอลล์ 7 เวลา 11.00-21.00 น. ศูนย์นิทรรศการและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-640-8013

15
"โฮมโปร" โชว์กำไรครึ่งปีแรก 2,946.47 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 385.43 ล้านบาท หรือ 15.05%
กวาดรายได้รวม 34,118.42 ล้านบาท สวนกระแสเศรษฐกิจซบ


"โฮมโปร" อวดผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2562 มีผลกำไรสุทธิเท่ากับ 2,946.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 385.43 ล้านบาท หรือ 15.05% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้รวม 34,118.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,753.37 ล้านบาท หรือ 5.42% แม้แนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวลดลง โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากอากาศร้อน ทำให้ยอดขายสินค้ากลุ่มเครื่องทำความเย็นสูงกว่าปกติ เช่น เครื่องปรับอากาศ พัดลม พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถในการขยายอัตราการทำกำไรขั้นต้น ผ่านการคัดสรร และพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น

นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ "โฮมโปร" ผู้นำธุรกิจศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบวงจร เปิดเผยผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยสำหรับงวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ว่า บริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิสำหรับครึ่งปีแรกเท่ากับ 2,946.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 385.43ล้านบาท หรือ 15.05% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม จำนวน 34,118.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,753.37 ล้านบาท หรือ 5.42% ซึ่งประกอบไปด้วย

รายได้จากการขาย จำนวน 31,826.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,506.91 ล้านบาท หรือ 4.97% ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมของธุรกิจโฮมโปร และเมกา โฮม รวมถึงการเติบโตของยอดขายจากสาขาใหม่จากธุรกิจโฮมโปร

บริษัทฯ มีรายได้ค่าเช่าและบริการ จำนวน 1,285.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 135.15 ล้านบาท หรือ 11.75% เป็นผลมาจากรายได้ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นจากพื้นที่เช่าภายในศูนย์การค้ามาร์เกตวิลเลจและพื้นที่ให้เช่าของสาขาโฮมโปรและรายได้จากค่าบริการ "Home Service"

นอกจากนี้ โฮมโปร ยังมีรายได้อื่นอีก จำนวน 1,006.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111.31 ล้านบาท หรือ 12.43% โดยเป็นผลมาจากการเติบโตของรายได้ส่งเสริมการขายร่วมกับคู่ค้า ดอกเบี้ยรับ และรายได้เบ็ดเตล็ด

นายคุณวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้น จำนวน 8,371.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 496.51 ล้านบาท หรือ 6.31% เมื่อเทียบกับปีก่อน สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 25.97% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 26.30% โดยเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนของส่วนผสมสินค้ามีไว้เพื่อขายทั้งกลุ่มสินค้าทั่วไป และการเพิ่มอัตรากำไรของกลุ่มสินค้า Direct Sourcing รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพวางแผนการจัดซื้อสินค้าของธุรกิจโฮมโปรเมกา โฮม และโฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย

"เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2562 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากการที่ภาคการส่งออกที่ลดลงโดยได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่ลดลงทั่วโลก ส่งผลให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลงใน ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ โดยภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่น้อยลง รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ลดลง แม้การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องแต่ยังได้รับแรงกัดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงรวมถึงราคาสินค้าการเกษตรที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำซึ่งด้านผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในไตรมาสนี้ยังคงเป็นไปตามแผนงานที่ได้วางไว้ แม้บางสาขาในกรุงเทพฯ ยังได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างระบบขนส่งสาธารณะก็ตาม อย่างไรก็ตามจากสภาพอากาศที่ร้อนต่อเนื่องในช่วงเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม โดยในหลายพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มียอดขายจากสินค้ากลุ่มเครื่องทำความเย็นที่สูงกว่าปกติ เช่น เครื่องปรับอากาศ พัดลม ทั้งนี้บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการจัดกิจกรรมโฮมโปร แฟร์ (HomePro Fair) ในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่นและสงขลา (หาดใหญ่)" นายคุณวุฒิ กล่าว

นายคุณวุฒิ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า สำหรับการเติบโตของบริษัทย่อย ธุรกิจ "เมกา โฮม" มีแนวโน้มการปรับตัวของยอดขายที่ดีขึ้น ส่วนธุรกิจโฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย ยอดขายยังคงไม่เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้โดยมีปัจจัยหลักเป็นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค อย่างไรก็ตามบริษัทย่อยมีประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่างๆ ผ่านการปรับปรุงด้านอัตราการทำกำไรขั้นต้น และการบริหารค่าใช้จ่ายโดยการขยายสาขาในไตรมาสที่ 2 บริษัทฯ ได้มีการขยายสาขาใหม่ 1 แห่ง ที่ โฮมโปร สาขาจรัญสนิทวงศ์ ซึ่งเปิดในเดือน พฤษภาคม ส่งผลให้บริษัทฯ มีสาขา ณ ไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 บริษัทฯ มีสาขาโฮมโปร 83 สาขา และโฮมโปรเอส 8 สาขา เมกา โฮม 12 สาขา และ โฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย 6 สาขา

Pages: [1] 2 3 ... 77