Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - wmt

Pages: [1] 2 3 ... 141
1
“คูลิเนอร์” จัดเวิร์กชอปทำอาหารธีมดินเนอร์ปาร์ตี้สุดพิเศษ กับ “เชฟโทนี่” ต้อนรับวันหยุดเทศกาล สมัครวันนี้ รับส่วนลดสูงสุดทันทีถึง 30%
 


กรุงเทพฯ – 22 พฤศจิกายน 2562 – โรงเรียนศิลปะการอาหารและผู้ประกอบการคูลิเนอร์ ณ ชั้น 5ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม ชวน(เข้าครัว) กับเวิร์กชอปต้อนรับเทศกาลแห่งวันหยุดและความสุข

ครั้งแรก! กับโอกาสที่จะได้เรียนทำอาหารในเมนูสุดพิเศษ โดย เชฟโทนี่ แอนโทนี่ บิชท์ หนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน The Next Iron Chef Thailand 2019 กับเมนูแบบ 5 คอร์ส ในวันที่ 7 ธันวาคม 2562 เวลา 09.00 – 17.00 น.ราคาเต็ม 8,500 บาท สมัครวันนี้รับทันทีส่วนลด 15% เหลือเพียง. 7,225 บาท และพิเศษสำหรับลูกค้าทรู รับส่วนลด 20% เหลือเพียง 6,800 บาท และเหลือเพียง 5,950 บาท เมื่อสมัครตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ 02-090-2808 หรือ www.culineur.net หรือ LINE: @culineur

โรงเรียนศิลปะการอาหารและผู้ประกอบการคูลิเนอร์
622 ชั้น 7 เอ็มโพเรียมทาวเวอร์ ถนนสุขุมวิท
แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
www.culineur.net

ประชาสัมพันธ์องค์กร
กัญญภา ดัชณาภิรมย์
ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด
โทร +6694-629-3565
อีเมล kanyapha.dat@culineur.net
   
เกี่ยวกับคูลิเนอร์
โรงเรียนศิลปะการอาหารและผู้ประกอบการคูลิเนอร์ ตั้งอยู่ ณ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม ชั้น 5 เป็นสถาบันสอนศิลปะการทำอาหารชั้นนำของประเทศไทยสำหรับผู้ที่มีความสนใจด้านการทำอาหารหรือต้องการเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหาร โดยเน้นให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจการทำร้านอาหารแบบครบวงจร ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การประกอบอาหาร การจัดการต้นทุน การตลาด การบริหารจัดการ ผ่านกระบวนการเรียนการสอนแบบทันสมัย 

หลักสูตรด้านการอาหารและผู้ประกอบการนานาชาติ ซึ่งเป็นหลักสูตรเฉพาะของโรงเรียนศิลปะการอาหารและผู้ประกอบการคูลิเนอร์ได้รับการออกแบบและพัฒนาร่วมกับ EHL Advisory Services บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจบริการต้อนรับที่ใหญ่ที่สุดจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นหนึ่งในหน่วยธุรกิจของกลุ่มบริษัท EHL หรือ Ecole Hoteliere de Lausanne โดยมีเป้าประสงค์ในการผลิตเชฟมืออาชีพและผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้ คูลิเนอร์ ยังเป็นสถาบันที่มีเครื่องมือการเรียนการสอนที่ทันสมัยครบวงจร อาทิ ห้องเรียนภาคทฤษฎี 4 ห้อง ห้องเรียนเกี่ยวกับเครื่องดื่ม ห้องฝึกปฏิบัติขนาดใหญ่ 6 ห้อง รวมถึงร้านอาหารและเครื่องดื่มอีก 4 ร้าน

2
รมว.พิพัฒน์ ขันน็อต ท่องเที่ยว-กีฬา ทั้งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจเชิญระดับบิ๊กประชุมเข้ม ย้ำเป้า “กระทรวงเศรษฐกิจ” เต็มรูปแบบ



รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา นัดรวมพลเบอร์หนึ่งทุกหน่วยงานในสังกัด ประชุมปรับกลยุทธ์การทำงาน ทั้งด้านท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมทั้งการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานในสังกัด

วันนี้ (21 พ.ย. 62) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายซึ่งเคยให้ไว้ตั้งแต่วันเข้ารับตำแหน่งทั้งเรื่องยกระดับความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว (Safety), การส่งเสริมความสะอาดและรักษ์สิ่งแวดล้อม (Clean), การส่งเสริมความเป็นธรรม ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว (Fair), และการสร้างรายได้สู่ท้องถิ่น กระจายรายได้สู่ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งจนถึงวันนี้ได้รับทราบว่าแต่ละหน่วยงานมีกิจกรรมที่สอดรับกับนโยบายดังกล่าวแล้วเป็นอย่างดีแต่ต้องการให้เน้นงานหรือกิจกรรมที่ไม่เป็นการทำร้ายทำลายทรัพยากรของประเทศไทยทั้งโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เพราะปัจจุบันเราต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติร่วม 40 ล้านคน เมื่อรวมกับนักท่องเที่ยวชาวไทยย่อมสร้างความบอบช้ำให้แหล่งท่องเที่ยวของเราเป็นธรรมดา ดังนั้นโครงการที่สามารถคืนความสมดุลให้แก่ธรรมชาติ หรือกระตุ้นจิตสำนึกเกี่ยวกับการอนุรักษ์เพื่อสร้างความยั่งยืนจึงเป็นเรื่องที่น่าส่งเสริม เช่น กิจกรรมการเก็บขยะใต้ทะเล ที่จะมีกำหนดจัดขึ้นประมาณปลายเดือนธันวาคม 2562 ที่อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทุกฝ่ายควรช่วยกันรณรงค์

รมว.พิพัฒน์ กล่าวย้ำแก่ผู้บริหารที่เข้าประชุมว่า “เป้าหมายของผมคือต้องการยกระดับการทำงานของทุกหน่วยให้ตอบสนองต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและกีฬาทั้งระบบเพื่อก้าวสู่การเป็นกระทรวงเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ เพราะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นกระทรวงที่มีองค์ประกอบของภาคธุรกิจบริการทั้งท่องเที่ยวและกีฬาที่ครบถ้วน สามารถขับเคลื่อนการบริหารจัดการโดยหน่วยงานของกระทรวงได้เองตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าที่ชัดเจนทั้ง Demand Side (กลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ) และ Supply Side (ผู้ประกอบการ/สถานประกอบการ) ซึ่งการทำงานขอให้เชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามแนวทางของรัฐบาลด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ และเพิ่มมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้สูงขึ้น ส่วนด้านกีฬาจะต้องเชื่อมโยงแผนการขับเคลื่อนให้เป็นไปตามแผนแม่บทเพิ่มศักยภาพกีฬา และแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2560-2564)”  สำหรับการประชุมในวันนี้นอกจากจะเป็นการติดตามงานที่เคยมอบหมายเป็นนโยบายกันไว้แก่หน่วยงานแล้วก็ได้หารือเตรียมการเรื่องของแผนการจัดทำคำของบประมาณของปี พ.ศ. 2564 กันไปด้วย ซึ่งจากนี้ไปได้กำหนดไว้ว่าจะมีการพบปะกันเป็นประจำทุกสัปดาห์โดยให้หน่วยงานได้มีโอกาสหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ และขอให้แต่ละหน่วยงานได้กลับไปถ่ายทอดถึงบุคลากรทุกระดับได้รับทราบและเกิดความเข้าใจเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน

3
“ครัวคุณต๋อย ยกทัพ” เสิร์ฟความอร่อย 5-15 ธ.ค.62



“ต๋อย ไตรภพ ลิมปพัทธ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอร์น โปรเจค จำกัด และ ประธานกรรมการ บริษัท บอร์น แอนด์ แอสโซซิเอทด์ จำกัด ผู้ผลิตและดำเนินรายการโทรทัศน์ “ครัวคุณต๋อย” ในฐานะผู้จัดงาน “ครัวคุณต๋อย EXPO” ไฟแรงไม่หยุด หลังประสบความสำเร็จจากการจัดงานมา 4 ครั้ง กำลังเร่งโปรเจกต์ใหม่ ตามคำเรียกร้องจากเหล่านักชิม ลุยจัดงาน “ครัวคุณต๋อย ยกทัพ” ย่อส่วนการจัดงานให้เล็กลงด้วยจำนวนบูทร้านอาหาร 52 บูท เสริมทัพด้วยการจัดบูทจำหน่าย “วัตถุดิบอาหาร” ภายใต้แนวคิด “ครัวคุณต๋อย Selected” บนความเชื่อ “อาหารที่ดีเกิดมาจากวัตถุดิบที่ดี” เพื่อให้ผู้มาร่วมงานได้เลือกซื้อวัตถุดิบคุณภาพกลับไปประกอบอาหารเองตามสูตรเด็ดเฉพาะของแต่ละบุคคล

โดยงานจะจัด ระหว่างวันที่ 5–15 ธันวาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 10.30 -21.30 น. ณ แกรนด์ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ บางแค...เท่านั้นยังไม่พอ เพราะ แว่ว ๆ มาว่า งานนี้ “อาต๋อย” เตรียมแผนกระจายความอร่อยให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ รวมถึงพัทยา โดยปักหมุดไว้แล้วว่า ในปี 2563 จะจัดงาน “ครัวคุณต๋อย ยกทัพ” ตามห้างสรรพสินค้าในย่านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องถึง 9 ครั้ง งานนี้ “นักชิม” คงต้อง “ล้างท้องรอ” รับความอร่อยที่การันตีโดย “ครัวคุณต๋อย”

4
สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนจัดงาน “Italian Cuisine Week ครั้งที่ 4 ในเมืองไทย

กรุงเทพฯ พฤศจิกายน 2562 – สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียน หน่วยงานรัฐบาลซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจของบริษัทสัญชาติอิตาเลียนในต่างประเทศและส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในประเทศอิตาลี ประกาศกำหนดการจัดงาน “Italian Cuisine Week ครั้งที่ 4” ในประเทศไทย ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 โดยงาน Italian Cuisine Week ได้จัดแถลงข่าวเพื่อประกาศการจัดงานงานอย่างเป็นทางการแล้ว ณ ทำเนียบเอกอัคราชทูตอิตาลีในประเทศไทย โดยปีนี้กำหนดจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Food Education: A Taste of Culture (การศึกษาด้านอาหาร: รสชาติแห่งวัฒนธรรม)”

พิธีเปิดงานจะจัดขึ้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ณ เกษรวิลเลจ กรุงเทพฯ และในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 ที่จังหวัดภูเก็ต โดยในคืนจัดงาน สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนจะเผยแพร่หนังสือ “Italian Cuisine in Thailand: Discovering Italy in 20 Regions” คู่มือเพื่อการค้นหาอาหารอิตาเลียนชั้นเลิศในประเทศไทย โดยสำนักงานฯ ได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อส่งเสริมการจัดงานสัปดาห์อาหารครั้งนี้โดยเฉพาะ

ในค่ำคืนแห่ง “ออสปิตาลิตา อิลาเลียนา (Ospitalita’ Italiana)” ที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ บริษัทสัญชาติอิตาเลียน 7 แห่งจะจัดแสดงและนำเสนอรสชาติอาหารแนวใหม่แก่บรรดาผู้เข้าร่วมงานที่บริเวณโต๊ะจัดแสดงผลิตภัณฑ์ อาทิ เมนูเนื้อตัดเย็น (โคลด์คัต) อาหารแป้งแบบปลอดกลูเตน ผักดอง กรานาเสิร์ฟกับทรัฟเฟิล ไวน์ต่าง ๆ เครื่องดื่มสปิริต (อมาโร) ซึ่งนำเสนอโดย สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียน กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารและไวน์แนวใหม่เหล่านี้จะถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบโดยเชฟจากร้านอาหาร ซึ่งจะรังสรรค์เมนูพิเศษเพื่อผู้เข้าร่วมงานในค่ำคืนนี้โดยเฉพาะ สำหรับกิจกรรมบนเวทีจะมีการฉายวีดีโอเพื่อนำเสนอข้อมูลและประชาสัมพันธ์บริษัทสัญชาติอิตาเลียนต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมงานเข้าไปเยี่ยมชมโซนการจัดแสดงที่ตกแต่งอย่างสวยงามและลิ้มลองอาหารรสเลิศมากมาย

นอกจากนี้ หอการค้าไทย-อิตาเลี่ยน จะจัดพิธีมอบรางวัล Awarding Ceremony at Ospitalita’ Italiana เพื่อยกย่องร้านอาหารอิตาเลียนชั้นเยี่ยม 20 แห่งในประเทศไทย ซึ่งผ่านการคัดเลือกตามมาตรฐานที่เคร่งครัดที่กำหนดโดยสถาบันวิจัยด้านการท่องเที่ยวอิตาเลียน (Italian Institute for Research in Tourism: INSART) โดยสถาบันจะทำการตัดสินว่าร้านอาหารใดที่มีมาตรฐานสอดคล้องตามข้อกำหนดอันเข้มงวดทั้ง 10 ด้าน ได้แก่
•   อัตลักษณ์และความโดดเด่นในแบบอิตาเลียน (Identity and Italian Distinctiveness)
•   การรับรองแขก (Reception)
•   การจัดวางที่เหมาะสม (Mise en place)
•   ครัว (Kitchen)
•   รายการอาหาร (Menu)
•   การนำเสนออาหาร (Gourmet offer)
•   รายการไวน์ (Wine list)
•   การใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษ (Extra Virgin Olive Oil)
•   ประสบการณ์และคุณสมบัติ (Experience and competence)
•   การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีการคุ้มครองถิ่นกำเนิดและการคุ้มครองแหล่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (PDO and PGI products)



มร.จูเซปเป ลามัคเคีย ผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียน กรุงเทพฯ กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้จัดเทศกาลในครั้งนี้ ซึ่งเราหวังว่าจะสามารถเผยแพร่ความเป็นอิตาลีให้เป็นที่รู้จักในเมืองไทย ทั้งในด้านเมนูอาหาร ศิลปะ วัฒนธรรม และแนวทางการปรุงอาหาร งานครั้งนี้จะนำเสนอเมนูอาหารจากอิตาลีมากมาย รวมถึงไวน์ชั้นเยี่ยมแก่ผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน”

Italian Festival Thailand 2019 ถือเป็นเทศกาลระยะยาว โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนได้เฉลิมฉลองความเป็น “อิตาลี” ผ่านการจัดอีเว้นท์หลายรูปแบบ สำหรับงานสัปดาห์อาหารครั้งนี้ สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับตราสินค้าชั้นนำสัญชาติอิตาเลียนและร้านอาหารชั้นเลิศมากกว่า 20 รายในประเทศไทย เพื่อให้งาน “Italian Cuisine Week ครั้งที่ 14” นำเสนอเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอาหารอิตาเลียนให้เป็นที่แพร่หลายในหมู่ชาวไทยมากยิ่งขึ้น

เกี่ยวกับ สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียน
สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนเป็นหน่วยงานรัฐบาลซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจของบริษัทสัญชาติอิตาเลียนในต่างประเทศและส่งเสริมการลงทุนของชาวต่างชาติในประเทศอิตาลี ด้วยรูปแบบองค์กรสมัยใหม่ที่ได้รับแรงกระตุ้นและเครือข่ายสำนักงานที่แพร่หลายในต่างประเทศ สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนทำหน้าที่ให้ข้อมูล ความช่วยเหลือ คำปรึกษา การสนับสนุน และการฝึกอบรมแก่ธุรกิจสัญชาติอิตาเลียนขนาดกลางและขนาดย่อม ผ่านแผนการส่งเสริมและเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่หลายช่องทาง เพื่อนำเสนอความเป็นเลิศของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอิตาลีสู่สายตาชาวโลก

ข้อมูลเพิ่มเติม

ลำดับ   ร้านอาหารอิตาเลียน   จังหวัด

1   Appia   กรุงเทพฯ
2   Brunello   กรุงเทพฯ
3   Enoteca   กรุงเทพฯ
4   Galleria Milano   กรุงเทพฯ
5   Gianni Ristorante   กรุงเทพฯ
6   Il Bolognese   กรุงเทพฯ
7   Italian Osteria   กรุงเทพฯ
8   La Scala   กรุงเทพฯ
9   La Scarpetta   กรุงเทพฯ
10   Mio Food Art   กรุงเทพฯ
11   Peppina   กรุงเทพฯ
12   Rossano's   กรุงเทพฯ
13   Da Antonio   เชียงใหม่
14   Pepenero   เกาะสมุย
15   Acquapazza   พัทยา
16   Acqua   ภูเก็ต
17   Bocconcino   ภูเก็ต
18   La Carbonara   ภูเก็ต
19   Portofino   ภูเก็ต
20   Rossovivo   ภูเก็ต

รายชื่อ 20 ร้านอาหารอิตาเลียนจะเป็นส่วนหนึ่งของงาน Italian Cuisine Week 2019

สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนจะประชาสัมพันธ์บริษัทสัญชาติอิตาเลียน 7 แห่งที่เข้าร่วมในงานครั้งนี้ ทั้งเพื่อส่งเสริมตราสินค้าใหม่ของบริษัทในการรุกตลาด และการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทที่ยังไม่วางจำหน่ายในตลาดเมืองไทย

ลำดับ   ชื่อบริษัท   ผลิตภัณฑ์
1   Bedogni Egidio S.p.a   พาร์มาแฮม, คูลาเทลโล, เนื้อสัตว์หมักแปรรูป
2   Caffo Distillerie   อมาโร เดล คาโป
3   Salumificio Fratelli Beretta S.p.A.คาร์เปนญ่าแฮม (PDO), คูลาเทลโล, วาร์ซี ซาลามี (PDO), ซาลามี เฟริโน (PGI), แฮมปรุงสุก กรานเบเร็ตตา
4   Forgrana Corradini S.p.A.   ชีสขูดฝอยรสทรัฟเฟิล
5   Molino Pizzuti   แป้งปลอดกลูเตน
6   Sacco vignaioli Apuli   ไวน์
7   AGRIn Salento   ผักดองและผลิตภัณฑ์ขนมอบ

สำหรับงานในปีนี้ สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนจะมีการร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีในกรุงเทพฯ หอการค้าไทย-อิตาเลี่ยน และ คามิลโล เพลเลกัตตา แอนด์ อลิซ ลอว์ เพื่อจัดกิจกรรมการสื่อสารและประชาสัมพันธ์การจัดงานในหลากหลายรูปแบบ

กิจกรรมการสื่อสารและประชาสัมพันธ์จะรวมถึงการสนับสนุนร้านอาหารอิตาเลียนที่เข้าร่วมในงานครั้งนี้ โดยพิธีกรภายในงานจะทำการสัมภาษณ์เชฟของร้านอาหารและมีการบันทึกภาพยนตร์ในขณะเตรียมอาหารเพื่อการโปรโมตรสชาติอันสุนทรีย์ของการปรุงอาหารสไตล์อิตาเลียน นอกจากนี้ยังมีการเชิญผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดของเมืองไทยมาร่วมงาน เพื่อเพิ่มอัตราการรับชมให้เกิดการรับรู้ถึงผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอิตาลี ตลอดจนผู้ประกอบการร้านอาหารและร้านอาหารอิตาเลียนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

คลิปวีดีโอสั้นของบริษัทและร้านอาหารที่เข้าร่วมจัดแสดงในงานครั้งนี้ จะถูกนำไปผลิตและเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียลที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทั้งยูทูป เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคในประเทศไทยซึ่งชื่นชอบการแบ่งปันเนื้อหาสาระต่าง ๆ ผ่านแพล็ตฟอร์มออนไลน์

5


“เซ็นทรัลเวิลด์” เปิดไฟต้นคริสต์มาส เนรมิตอาณาจักรแห่ง “wOrld Of happiness” ขนกองทัพศิลปินร่วมทำภารกิจพิชิตดวงดาวคืนสู่ต้นคริสต์มาสยักษ์ 







บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น ผู้บริหาร ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นำโดย ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด ฉลองเปิดไฟต้นคริสต์มาส สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีที่ทุกคนรอคอย “wOrld Of happiness” เนรมิตพื้นที่ด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ให้เป็นดินแดนใหม่ของซานต้า ภายใต้ธีม “The Santa Kingdom and The Quest of Star ราชาซานต้ากับภารกิจพิชิตดวงดาว” ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน ปีนี้ได้คริสต์มาสคาแรคเตอร์ออกแบบโดยศิลปินระดับโลก “ฮาวิเย่” บอกเล่าการผจญภัยของซานต้า Nicholas และผองเพื่อนจาก The Santa Kingdom พร้อมพร้อมกองทัพศิลปินระดับ Asian Most Favorite Stars ไม่ว่าจะเป็น TRINITY, SBFIVE และ TEMPT พร้อมด้วย กัปตัน-ชลธร และ โอบ-โอบนิธิ มาร่วมทำภารกิจพิชิตดวงดาวคืนสู่ต้นคริสต์มาสยักษ์ โดยมี ต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง รับบทเป็น Angel Star ส่งมอบดวงดาวให้กับ ซานต้า Nicholas เพื่อเป็นสัญลักษณ์เริ่มต้นเทศกาลแห่งความสุข โดยมี กันต์ กันตถาวร รับหน้าที่พิธีกร ไฟต้นคริสต์มาสจะสว่างไสวไปจนถึงวันที่ 6 มกราคม 2563

เทศกาลคริสต์มาสปีนี้ “เซ็นทรัลเวิลด์” ย้ำการเป็นแลนด์มาร์คอันดับ 1 ของประเทศในช่วงเทศกาลแห่งความสุขของลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติโดยได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกปี ด้วยพื้นที่ที่เราใช้บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าขนาดใหญ่กว่าปีที่ผ่านๆ มา และมีมุมถ่ายรูปมากที่สุดเท่าที่เคยจัดมา อาทิ โซนถ่ายรูปกับ “ต้นคริสต์มาสยักษ์” ที่สูงที่สุดถึง 35 เมตรและสวยที่สุดประดับไฟกว่า 2 ล้านดวง รวมทั้ง First-Time ever ต้นคริสต์มาส Louis Vuitton ต้นแรกและต้นเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เซ็นทรัลภูเก็ต, “ซานตาคลอส” สูง 5 เมตร และ “บ่อน้ำพุแห่งความโชคดี” 10 เมตร พร้อมตกแต่งไฟ “Spectacular World-class Light Illuminations” ประดับสุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงเทพ ด้านการตกแต่งสถานที่ปีนี้พิเศษกับธีม “The Santa Kingdom and The Quest of Star ราชาซานต้ากับภารกิจพิชิตดวงดาว” โดยเราได้คาแรคเตอร์ซานต้าและผองเพื่อนที่ออกแบบโดยศิลปินระดับโลก “ฮาวิเย่ กอนซาเลซ บูรโกส” มาบอกเล่าเรื่องราวคริสต์มาสสนุกๆ ในแบบฉบับของเซ็นทรัลเวิลด์ ใช้สัญลักษณ์ของเทศกาลคริสต์มาส ไม่ว่าจะเป็น ซานตาคลอส, กวางเรนเดียร์, กล่องของขวัญ, ตุ๊กตาหิมะ สร้างบรรยากาศแห่งความสุข หวังดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทย สมกับเป็นแลนด์มาร์คแห่งความสุขของประเทศที่ทุกคนต้องมา.. อยากให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้มาสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับการผสมผสาน Light & Sound ด้วยเทคนิคระดับโลกเข้ากับจอ the panOramix จอดิจิทัลอินเตอร์แอ็คทีฟสุดยิ่งใหญ่ที่เดียวในโลก รวมพื้นที่โชว์กว่า 4,000 ตร.ม. โดยจะเริ่มโชว์ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ในช่วงเวลา 18.00 – 23.00 น. ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. 62 – 6 ม.ค. 63 เท่านั้น

6
เชิดชูงานศิลปะชาติไทย “วัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส ตอน ปฐมบท” ตื่นตาประทับใจไม่รู้เลือนเนรมิตร 6 จุดเปลี่ยนสี เปล่งแสง สร้างรายได้การท่องเที่ยวเชียงรายกว่า 740 ล้านบาท
















เมื่อ 2 ครีเอเตอร์ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และนายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) จับมือสร้างสรรค์โปรเจคยักษ์แห่งปีกับงาน“วัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส ตอน ปฐมบท” (Wat Rong Khun Light Fest, Episode: Begins) งานแสดง แสง เสียง ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย เพื่อเชิดชูงานศิลปะไทยให้เป็นที่ชื่นชมกล่าวขานไปทั่วโลก และประกาศศักยภาพความเก่งความสามารถของคนไทย สร้างประโยชน์และชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นจากการจัดงานอีเว้นท์ พร้อมเปิดฉากแสดงรับลมหนาวในรอบพรีเมียร์ด้วยการเนรมิตร 6 จุดแลนด์มาร์ค “วัดร่องขุ่น”ให้มีชีวิตเปลี่ยนสี เปล่งแสง ชวนให้นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างชาติมาสัมผัสกับความมหัศจรรย์และความงดงามของสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ของ “วัดขาว” ที่ติด 1 ใน 10 “วัดที่สวยที่สุดในโลก”ให้ได้ชมกันในยามค่ำคืนเป็นครั้งแรกและอาจเป็นครั้งเดียวที่พลาดไม่ได้ ตั้งเป้าขายบัตรหมดทุกรอบรวม 37,000 ใบ คาดสร้างรายได้การท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายมากกว่า 740 ล้านบาท ตลอดจัดการแสดง 1 เดือน เริ่มวันที่ 22พย.- 22ธค.นี้แล้ว

(วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 วัดร่องขุ่น จ.เชียงราย) อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ผู้สร้างวัดร่องขุ่น กล่าวว่า “..ปกติเป็นคนสนใจเรื่องงานไลท์ เฟส อยากจะทำตั้งแต่เริ่มสร้างวัดแล้ว..ถึงวันนี้วัดร่องขุ่นครบ 22 ปีแล้ว บังเอิญได้คุยกับเมฆ อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ (เกรียงไกร กาญจนะโภคิน)เค้าบอกอยากทำตั้งใจให้เป็นงานระดับโลก จึงร่วมงานกัน งานนี้เมฆสั่งเทคโนโลยีใหม่ๆของโลกเข้ามาเลยเรียกว่าจัดเต็มทุกอย่าง เพื่อที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ต้องการอย่างเดียวคือแข่งกับโลก เพื่อโลกจะได้เห็นความงดงามของวัดร่องขุ่นในช่วงเวลาต่างๆ อย่างในตอนกลางวันวัดของเราสีขาวประดับด้วยกระจกเมื่อโดนแสงสะท้อนจากพระอาทิตย์จะสวยงามชนะเลิศอยู่แล้ว และเวลาที่แสงมันเปลี่ยนตั้งแต่เช้า กลางวัน เย็น มันจะสวยงามต่างกัน และในตอนกลางคืนเมื่อจัดงานไลท์เฟส ยิงแสง สาดไฟเข้าไปมันจะยิ่งสวยงามมากขึ้นทำให้เกิดอารมณ์ที่แตกต่าง หากท่านเคยเห็นงานไลท์เฟสในต่างประเทศแล้ว เราก็อยากเชิญชวนให้มาชมงานไลท์เฟสจากฝีมือคนไทยดูบ้าง มันเป็นการประกาศศักยภาพว่าคนไทยเก่ง นี่คืองานศิลปะของชาติ คือความงามที่เข้าถึงมนุษยชาติให้โลกได้รู้และชื่นชมกล่าวขานในสิ่งสวยงามของศิลปะไทยที่ยิ่งใหญ่ ให้คนไทยร่วมกันเชิดชูงานศิลปะไทย เป็นโปรเจคที่ตอบแทนบ้านเกิด เพราะวัดร่องขุ่นคือความภูมิใจของคนเชียงราย และเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน เป็นสมบัติของชาติไทย..”

ด้านนายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการตลาดเชิงสร้างสรรค์อย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน บริษัท ครีเอทีฟอีเว้นท์ อันดับ 7 ของโลก (จัดอันดับโดยนิตยสารสเปเชี่ยล อีเว้นท์ แม็กกาซีน ประเทศสหรัฐอเมริกา) และผู้อำนวยการสร้างสรรค์วัดร่องขุ่น ไลท์เฟส เปิดเผยว่า “...วัดร่องขุ่น ไลท์เฟส เป็นงานแสดง แสง เสียง ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย เพื่อเชิดชูงานศิลปะไทยให้เป็นที่ชื่นชมกล่าวขานไปทั่วโลก ทั้งในด้านการพัฒนาวงการศิลปะร่วมสมัย ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์พร้อมเผยแพร่ผลงานศิลปะของไทยในรูปแบบใหม่ๆให้กว้างขวางทั้งด้านสร้างแนวคิด จินตนาการและมุมมองใหม่ๆให้ได้ซาบซึ้งไปกับความงดงามของศิลปะกับการแสดงที่มัลติมีเดียที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล แล้วบรรจงถ่ายทอดออกมาได้อย่างวิจิตรงดงามและตระการตา เป็นงานโชว์ฝีมือและความสามารถของคนไทยที่ไม่แพ้ต่างชาติแน่นอน นอกจากเป็นโปรเจคที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงให้กับประเทศไทย และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นจากการจัดงานอีเว้นท์อาทิในกลุ่มโรงแรมรีสอร์ต ร้านอาหาร และขนส่งสาธารณะ รวมทั้งสร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนในพื้นที่ เป็นต้น การได้มาชมงานวัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส ครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่า เพราะมีให้ชมกันถึง 6 จุดแลนด์มาร์คยอดฮิต ที่เราเนรมิตรความมหัศจรรย์ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างชาติมาสัมผัสกับความงดงามเมื่อ “วัดร่องขุ่น” ถูกปลุกให้มีชีวิตและเปลี่ยนสี เปล่งแสงได้ รับรองต้องประทับใจอย่างแน่นอน ตั้งเป้าขายบัตรหมดทุกรอบรวม 37,000 ใบ คาดสร้างรายได้การท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายมากกว่า 740 ล้านบาท ตลอดจัดการแสดง 1 เดือนเต็ม หากใครพลาดครั้งนี้อาจไม่ได้ชมอีกเลย...”

“วัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส ตอน ปฐมบท” เป็นการแสดงเรื่องราวชีวิต จิตวิญญาณ และผลงานสู่การเป็นศิลปินแห่งชาติผู้ยิ่งใหญ่ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ กับสุดยอดโชว์มัลติมีเดียระดับโลก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ “วัดร่องขุ่น” สถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ที่มีอัตลักษณ์และคุณค่าได้ถูกนำมาผสมผสานกับเทคโนโลยีดิจิทัลระดับโลก ด้วยการเนรมิตร 6 จุดแลนด์มาร์ค “วัดร่องขุ่น”ให้มีชีวิต อาทิ การใช้เทคนิค 3D Mapping, เลเซอร์โชว์ และปรากฏการณ์ Immersive Experience และการแสดงม่านน้ำ ฯ พร้อมปริศนาธรรมแฝงแง่คิดคำสอนทางพระพุทธศาสนา ภายใต้คอนเซปต์ “THE ILLUMINATION OF WHITE TEMPLE” ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมได้เพลิดเพลินสนุกกับการเดินชมและถ่ายภาพงานไลท์เฟสในตอนกลางคืน ทั้ง 5 จุดเริ่มจากจุดที่ 1. หนทางสู่สรวงสวรรค์ (THE WAY TO HEAVEN) จิตที่ละได้ซึ่งกิเลสตัณหาจะเจริญสู่แดนทิพย์วิมาน ประหนึ่งบัวหลุดพ้นน้ำเบิกบานจิต จุดที่ 2. ปากพญามาร-ขุมนรก (THE SINS) ความน่ากลัว ณ ขุมนรกจุดเชื่อมต่อสู่สู่สรวงสวรรค์ มีเพียงจิตที่บรรลุธรรมเท่านั้นถึงจะได้เดินทางสู่พุทธภูมิเบื้องหน้า จุดที่ 3. บ่อน้ำอธิษฐานจิต (ASTROLOGY) ให้แสงแห่งแรงอธิษฐานนำแสงสว่างมาสู่ภายในจิตใจ จุดที่ 4.ต้นโพธิ์แห่งการตรัสรู้ (ENLIGHTENING) การเล่าขานตำนานพระพุทธเจ้า จุดที่ 5.สังสารวัฏ (CIRCLE OF LIFE) สัจธรรมแห่งชีวิต การเกิด แก่ เจ็บ ตาย การหลุดพ้นจะต้องพึ่งอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ ความจริงว่าด้วยทุกข์ สมุทัย ความจริงว่าด้วยเหตุแห่งทุกข์ นิโรธ ความจริงว่าด้วยความดับทุกข์ มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

สำหรับการแสดงจุดที่ 6.ปฐมบทแห่งวัดร่องขุ่น (WAT RONG KHUN BEGINS) ณ หอพระพิฆเนศ จะเป็นการจัดที่นั่งให้ชมการแสดง เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ด้วยดนตรีโหมโรงครบเครื่องไฟเรืองรองส่องสว่างจับตาที่องค์พระพิฆเนศในรูปแบบของการแสดงละครเวทีที่จะพาผู้ชมย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็กๆในจังหวัดเชียงราย กับเรื่องราวการเดินทางต่อสู่กับโชคชะตา อุปสรรค และความเชื่อสู่การศิลปินแห่งชาติผู้ยิ่งใหญ่ที่ทั่วโลกรู้จักในชื่อของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ทั้งการสร้างสรรค์ในแต่ละฉากมีความสวยงามเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวของวัฒนธรรม วิถีชีวิต ของคนไทยชาวภาคเหนือ เมื่อนำดนตรีและการใช้ภาษาถิ่นแบบชาวล้านนามาใช้ในการแสดงครั้งนี้ช่วยเพิ่มเสน่ห์ในการชมได้อย่างงดงามตราตรึง หากใครได้ชมแล้วจะประทับใจไม่รู้เลือน
นอกจากงาน “วัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส ตอน ปฐมบท” สร้างสรรค์โชว์โดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และนายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน แล้วยังเป็นการรวมตัวของสุดยอดฝีมือจากหลากหลายสาขา อาทิ มด ทรงพล ไตรเนตร Show Director กับประสบการณ์มากกว่า 20 ปีในการกำกับงานสเตจโชว์และเชี่ยวชาญการออกแบบการแสดงเทคนิคสื่อผสม ร่วมกับอินเด็กซ์สตูดิโอมัลติมีเดียทีม, แน่น สราวุธ เลิศปัญญานุช สุดยอดนักแต่งเพลงผู้สร้างสรรค์บทประพันธ์มิวสิคัลชื่อดังมาร่วมสร้างสรรค์บทเพลงไพเราะเต็มอิ่มและซาบซึ้ง, ครูโจ้ วาไรตี้ Director and Choreographer ชื่อดังที่สร้างผลงานมากมาย และบริษัท ไลท์ซอร์ส ผู้นำการออกแบบแสงอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมบันเทิง เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ซื้อบัตรเข้าชมงาน “วัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส ตอน ปฐมบท” นอกจากได้เชิดชูงานศิลปะชาติไทยที่ควรค่าแห่งความภาคภูมิใจที่เกิดจากฝีมือคนไทยแล้ว ยังได้ร่วมทำบุญโดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายบัตรเข้าชมมอบให้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์อีกด้วย เปิดการแสดงถึงวันที่ 22 ธ.ค. 2562นี้ เท่านั้น สนใจซื้อบัตรที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ โทร 02-262-3456 หรือ www.thaiticketmajor.com

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ facebook.com/Watrongkhunlightfest; Instagram: Watrongkhunlightfest; และ www.watrongkhunlightfest.com

7
สมาคมภัตตาคารไทย ผนึก Travel Radio 104.5 MHz สานต่อบทบาท ซีเอสอาร์ เรดิโอ อาสาโดดอุ้มกุ้ง 12 ตัน หรือ 12,000 กิโล ช่วยเกษตรกรไทย ทำแคมเปญ “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน” สนับสนุน นโยบายส่งเสริมการบริโภคกุ้งก้ามกราม ให้คนไทยมีโอกาสกินกุ้งคัดเกรดคุณภาพส่งออก ในราคาถูกพิเศษ ขานรับมาตรการกรมการค้าภายใน

เปิดรับออเดอร์แล้ว เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งยิ้มแป้น ส. ภัตตาคารไทย – Travel Radio  เปิดเพจ - อิ่มสุข Delivery และสายตรงเดลิเวอรรี่ 093-479-8118 พร้อม วางจุดเผาและจัดส่งกุ้งครอบคลุม 4 ทิศของ กทม ให้ได้กินกุ้งเผาสดๆ ที่รวดเร็วทันใจ





ผลการประชุมเชื่อมโยงเจรจาทุ่มสนับสนุนเกษตรกรเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ระหว่างกรมการค้าภายใน กับ สมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย โดย นายประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว นายกสมาคม ที่ได้ขอให้ภาครัฐสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อบริหารจัดการด้านต้นทุนให้ต่ำลง เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาด ซึ่งปัจจุบัน การเพาะเลี้ยงฟาร์มกุ้งมีความได้เปรียบในเชิงพื้นที่ที่มีศักยภาพ พร้อมเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีการนำมาใช้อยู่แล้ว โดย คุณวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ให้เกียรติร่วม งานเปิดตัวแคมเปญ “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน” ของ Travel Radio 104.5 MHz ที่ร่วมส่งเสริมการบริโภคกุ้งก้ามกรามเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง

นางฐนิวรรณ นายกสมาคมภัตตาคารไทย และ ผู้บริหารคลื่นสถานี Travel Radio FM 104.5 MHz ภายใต้บริษัท TNN Media 77 เปิดเผยว่า “ภาครัฐบาลโดยกรมการค้าภายใน ให้มาตรการช่วยเหลือสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้าม กรามโดยเชื่อมโยงภาคธุรกิจการค้าเพื่อช่วยกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค โอกาสนี้ สมาคมภัตตาคารไทย และ Travel Radio  ขันอาสารับกระจายกุ้งก้ามกราม ถึง 12 ตัน หรือ 12,000 กิโล ตรงสู่ผู้บริโภค ผ่านจุดแข็งของเครือข่ายร้านอาหาร ภายใต้สมาคมภัตตาคารไทย และ ความเป็นสื่อวิทยุยุคใหม่ ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์ม O2O (Offline to Online) ทีได้กลายเป็น CSR Radio ชุมชนของคนที่มีแนวคิด Caring & Sharing โดยทำแคมเปญพิเศษ “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน” เพื่อประโยชน์ของสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคร่วมกัน 

นางฐนิวรรณ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “แคมเปญพิเศษ “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน” นี้ จะเป็นการกระจายกุ้งก้ามกราม จากเกษตรกรตรงสู่ผู้บริโภค ตัดช่องทางพ่อค้าคนกลาง ผู้บริโภคจะได้กินกุ้งก้ามกรามในราคาถูกกว่าท้องตลาด และในคุณภาพที่เหนือกว่า  เป็นกุ้งก้ามกรามคุณภาพส่งออกขายยังต่างประเทศ เพื่อช่วยเกษตรกรที่ประสบปัญหาการส่งออกกุ้งก้ามกรามในปัจจุบัน 






กุ้งก้ามกรามที่นำมาจำหน่าย ผ่าน “แคมเปญพิเศษ “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน” นี้ เป็นกุ้งเกรดพรีเมี่ยม ที่มีการคัดทั้งด้านคุณภาพและขนาดทุกตัว ยิ่งกว่านี้ ความสดที่เน้นแม้เปลือกกุ้งที่ยังต้องคงสภาพความแข็ง เมื่อนำมาเผาแล้วจะสด หวานและอร่อยมาก เนื้อไม่ยุ่ย กุ้งก้ามกรามล็อตพิเศษนี้  ได้มีการพัฒนาการเลี้ยงแบบอิสราเอล คือ เลี้ยงเฉพาะกุ้งเพศผู้ โดยคัดแยกตั้งแต่ยังเล็ก ๆ 

และทำการคัดเลือกเฉพาะพันธุ์พ่อแม่ที่ตัวโตก้ามเล็กเพราะคนไทยไม่ชอบกินก้าม  โดยได้รับใบรับรองการเลี้ยงในระบบใหม่ปลอดสารพิษ. ไม่มีสารตกค้าง ปลอดเชื้อ
 
การกระจายกุ้งก้ามกราม ตาม “แคมเปญพิเศษ  “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน” ของ สมาคมภัตตาคารไทย และ Travel Radio นี้  จะมีจำนวนเพียง 12 ตัน หรือ 12,000 กิโล  เป็นกุ้งเกรดพรีเมี่ยมคัดทุกตัว  มี  2  ขนาด  ขนาด  8 – 10 ตัว /กิโล  และ  ขนาด 11 – 13 ตัว / กิโล โดยจำหน่ายในลักษณะ  กุ้งก้ามกรามเผาสดๆ พร้อมน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสเข้มข้น จัดจ้าน บรรจุในกล่องภาชนะพิเศษ  รับออเดอร์ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยทำการเปิดเพจ อิ่มสุข Delivery และเปิดสายตรง-เดลิเวอรี่ 093–479-8118 และรับออเดอร์ตั้งแต่ 20 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป ยิ่งกว่านี้  ยังได้จัดวางจุดกระจายสินค้าที่ใช้เป็นจุดทำการเผากุ้งและจัดส่งที่ครอบคลุม 4 ทิศของกรุงเทพและปริมณฑล   เพื่อให้กุ้งไปถึงมือและครัวของผู้บริโภคแบบเผาสดๆ อย่างรวดเร็ว  ที่สำคัญที่สุด  คอกุ้งทั้งหลายจะได้กินกุ้งคุณภาพส่งออกในราคาถูกกว่าท้อง ตลาด และยังได้กินกุ้งที่มีคุณภาพสุงกว่า จากปากบ่อถึงครัวบ้าน  นางฐนิวรรณกล่าวปิดท้าย

สมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ขอผู้บริโภคร่วมใจสนับสนุนเกษตรกรผุ้เพาะเลี้ยง สั่งด่วน บ้านละ  1- 2 กิโล ให้การกระจายกุ้งก้ามกราม 12 ตัน บรรลุเป้าหมาย

ส่วนทางด้านนายประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย กล่าวเสริมว่า “นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่สังคมไทยมีความเอื้ออาทรต่อกัน การรับเป็นช่องทางกระจายกุ้งให้กับกลุ่มเกษตรกรของ สมาคมภัตตาคารไทย และ Travel Radio ในครั้งนี้ จะทำให้เกิดสีสันในสังคมและเป็นจุดกระตุ้นและตอกย้ำจิตสำนึก Caring & Sharing ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของสังคมทุกภาคส่วน  กลุ่มเกษตรกรทั้งหลายจะมีกำลังใจในการพัฒนาทั้งวิธีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและอื่นๆ ให้สินค้ามีคุณภาพ และ ปลอดภัย ถึงปากผู้บริโภคทั้งชาวไทยและคนทั่วโลก และขอให้ผู้บริโภคร่วมใจสั่งกุ้งก้ามกรามเผา บ้านละ 1-2 กิโล ให้ 12 ตัน บรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็ว เพื่อความหวังของเกษตรกรไทยผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ในครั้งนี้

กุ้งก้ามกรามนี้  สามารถนำมาปรุงได้หลากหลายเมนู เช่น ต้มยำ กุ้งเผา หรือแม้แต่ทอด เพราะมีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย จากความต้องการที่มีมาก แต่ปริมาณกุ้งชนิดนี้กลับมีน้อยลงในธรรมชาติ ทำให้กุ้งมีราคาแพง จึงทำให้ปัจจุบันนี้มีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันอย่างแพร่หลายในหลายจังหวัด เช่น นครปฐม ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี ฯลฯ นายประกอบกล่าวปิดท้าย

8
แช่ออนเซ็นชื่อดังท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสี ที่โทโฮคุและคันโตเดินทางไปได้ง่ายๆ ด้วย JR-East

ภูมิภาคโทโฮคุและภูมิภาคคันโตมีแหล่งออนเซ็นชื่อดังและอันซีนมากมายหลากหลายรูปแบบให้คุณเลือก หากได้แช่ออนเซ็นท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงามเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินเที่ยวมาทั้งวันคงจะรู้สึกดีเกินบรรยาย โดยเฉพาะในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ทิวทัศน์โอบล้อมไปด้วยสีสันแดงส้มยิ่งเพิ่มเสน่ห์อันน่าหลงใหลเป็นทวีคูณ วันนี้เราได้เลือกแหล่งออนเซ็นที่น่าสนใจในภูมิภาคโทโฮคุและภูมิภาคคันโตมาฝากกัน ซึ่งออนเซ็นเหล่านี้ยังสามารถใช้ JR Pass เดินทางไปได้ในราคาสุดคุ้มอีกด้วย


#Invalid YouTube Link#
นิวโตออนเซ็นคือหมู่บ้านออนเซ็นตั้งอยู่บริเวณเชิงเขานิวโตในอุทยานแห่งชาติโทวาดะ-ฮะจิมันไต ประกอบด้วยออนเซ็น 7 แห่ง แต่ละแห่งมีแหล่งกำเนิดและคุณสมบัติของน้ำแร่ต่างกันไป  ว่ากันว่าหากแช่ออนเซ็นครบทั้ง 7 แห่งนี้จะสามารถรักษาได้สารพัดโรคเลยทีเดียว โดยเฉพาะออนเซ็นที่พลาดไม่ได้เลยคือ ‘ทซึรุโนะยุ’ เพราะเก่าแก่ที่สุดในบรรดาออนเซ็นทั้ง 7 แห่ง


มินามิดะออนเซ็น จังหวัดอาโอโมริ
ออนเซ็นที่นี่พิเศษไม่เหมือนใครเพราะคุณจะได้แช่ออนเซ็นท่ามกลางลูกแอปเปิ้ลที่ลอยอยู่รอบกาย แอปเปิ้ลเหล่านี้อ่อนโยนต่อผิวและยังช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื่น ประกอบกับน้ำแร่ที่มีส่วนประกอบของอัลคาไลอ่อนๆ ยิ่งเสริมสรรพคุณด้านความงาม อีกทั้งกลิ่นหอมหวานซ่อนเปรี้ยวของแอปเปิ้ลยังทำให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายได้อีกด้วย นอกจากออนเซ็นแล้ว บริเวณ ทซึการุแห่งนี้ยังมีทิวทัศน์อันสวยงามของท้องทุ่ง ทิวเขาสลับซับซ้อนของชิราคามิ และเทือกเขาฮักโกดะให้คุณได้เพลิดเพลินอีกด้วย ที่นี่จึงได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับสาวญี่ปุ่น


ฮานะมากิออนเซ็น จังหวัดอิวาเตะ
หมู่บ้านฮานะมากิออนเซ็นมีที่พักพร้อมออนเซ็นตั้งเรียงรายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำไดกาวะและแม่น้ำโทโยกาวะ ที่พักมีหลายรูปแบบให้เลือกไม่ว่าจะเป็นแบบทันสมัยหรือแบบดั้งเดิมพร้อมด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานอย่างเช่น มากิออนเซ็น ไดออนเซ็น นามาริออนเซ็น โอซาวะออนเซ็น และยามะโนะคามิออนเซ็น อีกทั้งแต่ละที่ยังมีความพิเศษและคุณสมบัติของน้ำแร่แตกต่างกันไปอีกด้วย


กินซังออนเซ็น จังหวัดยามากาตะ
เอกลักษณ์ของออนเซ็นแห่งนี้อยู่ที่อาคารเรียวกังไม้สไตล์ตะวันตกที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายสมัยไทโชจนถึงต้นสมัยโชวะตั้งเรียงรายอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำกินซัง สถานที่แห่งนี้ยังคงสภาพไว้ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมชวนให้คิดถึงกลิ่นอายในอดีต น้ำแร่ของที่นี่ใสไร้สี แต่มีกลิ่นกำมะถันอยู่บ้างเนื่องมาจากยังมีส่วนประกอบของโซเดียมคลอไรด์และซัลเฟต  นอกจากนี้ ที่นี่ยังเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำซีรี่ส์ชื่อดังอย่างเรื่องโอชินอีกด้วย จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากมาสัมผัสบรรยากาศสมัยเก่ายิ่งนัก
 

อะคิอุออนเซ็น จังหวัดมิยางิ
หนึ่งในสามน้ำพุร้อนชื่อดังของญี่ปุ่น เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘น้ำพุร้อนแห่งนาโตริ’ เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำนาโตริทางตะวันตกของเมืองเซนได นอกจากชื่อเสียงเรื่องปริมาณแร่ธาตุที่เข้มข้นและอุณหภูมิน้ำที่สูงถึง 45 องศาเซลเซียสที่ทำให้ที่นี่โด่งดังเป็นอย่างมากแล้ว ออนเซ็นแห่งนี้ยังมีประวัติความเป็นมาอันเก่าแก่ และได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีมาจนถึงปัจจุบัน


ฮิกาชิยามะออนเซ็น จังหวัดฟุกุชิมะ
ออนเซ็นแห่งนี้จัดเป็น 1 ใน 3 ออนเซ็นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดของญี่ปุ่น โดยถูกค้นพบตั้งแต่ 1300 ปีก่อนโดยนักบวชผู้โด่งดังชื่อเกียวคิ ออนเซ็นบรรยากาศสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมด้วยตัวเรียวกังที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำและมีลักษณะคล้ายโรงน้ำชาสมัยก่อน ในอดีตมีบุคคลชื่อดังทางประวัติศาสตร์มากมายที่ได้มาเข้าพักที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นนักรบชื่อดังอย่างโทโมโทมิ ฮิเดะโยชิและฮิจิคาตะ โทชิโซ หรือนักกวีและศิลปินอย่างทาเคฮิซะ ยูเมะจิและโยซะโนะ อากิโกะ นอกจากนี้ น้ำแร่ของที่นี่ยังเป็นน้ำแร่บริสุทธิ์ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณอีกด้วย


คุซัทซึออนเซ็น จังหวัดกุนมะ
ออนเซ็นที่ได้รับเลือกให้เป็นออนเซ็นที่ชาวญี่ปุ่นอยากไปมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ออนเซ็นนี้มีสรรพคุณสามารถรักษเกือบทุกโรค อีกทั้งยังมีลำธารออนเซ็นยุบาทาเกะที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้านยิ่งเนรมิตให้ทัศนียภาพงดงามแปลกตาไม่เหมือนที่อื่น นอกจากแช่ออนเซ็นแล้ว ยังสามารถเดินเล่นรอบหมู่บ้าน ชมความงามของน้ำตกน้ำพุร้อน หรือตื่นตากับการแสดงยุโมมิซึ่งเป็นการแสดงร้องเพลงพื้นบ้านขณะใช้ไม้พายกวนน้ำในออนเซ็นเพื่อลดอุณหภูมิของน้ำ รับรองว่าหาดูที่อื่นไม่ได้แน่นอน


คินุกาวะออนเซ็น จังหวัดโทชิกิ
ออนเซ็นแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำคินุกาวะในเมืองมรดกโลกนิกโก้ ในอดีตออนเซ็นแห่งนี้เปิดให้สำหรับนักบวชและไดเมียวเท่านั้น แต่เมื่อเข้าสู่สมัยเมจิเป็นต้นมาก็ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใช้บริการได้ ทำให้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก น้ำแร่ของที่นี่เป็นน้ำแร่บริสุทธิ์ประกอบด้วยอัลคาไลซึ่งมีสรรพคุณมากมายตั้งแต่บรรเทาอาการปวดเมื่อย รักษาอาการอ่อนเพลีย เสริมสร้างสุขภาพ และยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เนียนนุ่มอีกด้วย

ท่องเที่ยวภูมิภาคโทโฮคุอย่างสนุกยิ่งขึ้นด้วย JR EAST PASS
โทโฮคุเป็นภูมิภาคขนาดใหญ่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ การเดินทางจะสะดวกสบายและคุ้มค่ายิ่งขึ้นหากคุณใช้ JR EAST PASS (Tohoku Area) เพราะสามารถขึ้นรถไฟสาย JR Tohoku ได้แบบไม่จำกัดจำนวนเที่ยวเป็นเวลา 5 วัน จึงท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกและเจาะลึกมากขึ้น โดยตั๋วผู้ใหญ่จำหน่ายในราคา 19,000 เยน และตั๋วเด็กราคา 9,500 เยน (ราคาสำหรับซื้อจากนอกประเทศญี่ปุ่นที่เว็บไซต์ทางการของ JR-EAST) รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าชมได้ที่ https://www.jreast.co.jp/e/eastpass_t/index.html

คุณยังสามารถเดินทางได้สะดวกกว่าเดิมด้วยบริการจองที่นั่งบนรถไฟ JR-EAST ล่วงหน้าผ่านอินเตอร์เน็ตก่อนเดินทางมาประเทศญี่ปุ่น ได้ที่เว็บไซต์
https://www.eki-net.com/pc/jreast-shinkansen-reservation/English/wb/common/Menu/Menu.aspx

ที่เว็บไซต์ของ JR-EAST ยังนำเสนอข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในคันโตและโทโฮคุทั้ง 4 ฤดู เพื่อการวางแผนก่อนมาเที่ยวญี่ปุ่นและเลือกท่องเที่ยวได้ตามความสนใจ โดยเข้าชมได้ที่ https://eastjapanrailway.com/th/2019-autumn

9




สายเที่ยวไม่ควรพลาด #TheArtofThaiFest by Vitamilk ตึกกราฟฟิตี้สุดฮิต แลนด์มาร์คท่องเที่ยวแห่งใหม่!

หลังจากที่สร้างปรากฎการณ์เชิญชวนให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ #ทีมเที่ยวไทย มาแล้ว ในครั้งนี้ ไวตามิ้ลค์ ผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองแหล่งโปรตีนคุณภาพ ยังคงผนึกกำลังร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชวนคนไทยเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ผ่านแคมเปญ “ไวตามิ้ลค์ ทูโก บิด…เปิดประสบการณ์ เที่ยวเทศกาลทั่วไทย” พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษ #TheArtofThaiFest (ดิ อาร์ต ออฟ ไทย เฟส) ตึกเพ้นท์ลายกราฟฟิตี้ ที่จะเป็นอีกหนึ่งจุดเช็ค-อินแห่งใหม่ ของสายอาร์ตและสายเที่ยว ณ บริเวณซอย นานา – เยาวราช รังสรรค์โดยศิลปินไทยระดับโลก Pomme Chan หรือ คุณปอม-ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยเริ่มต้นออกเดินทาง และร่วมเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขของเทศกาลไทยในช่วงปลายปี ภายใต้แนวคิดของแบรนด์ “กายพร้อม ใจพร้อม เราทำได้”   


คุณปอม-ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง

สำหรับบรรยากาศงานแถลงข่าวในครั้งนี้ มีไฮไลท์สุดพิเศษ! จากศิลปินเจ้าของผลงาน Pomme Chan หรือ คุณปอม-ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง กับการแสดง LIVE PAINTING การแสดงวาดภาพบนกำแพงของตึกในซอย นานา - เยาวราชเพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสกับเทศกาลไทยอันทรงคุณค่าผ่านลวดลายกราฟฟิตี้สุดอลังการไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ภายในงานทางไวตามิ้ลค์ยังขนเซอร์ไพรส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟมามอบให้กับเหล่ามิลเลนเนียลผ่าน Pop Up Café by Vitamilk ครั้งแรกของการนำนมถั่วเหลืองไวตามิ้ลค์มารังสรรค์ให้เป็นเมนูสุดพิเศษหลากหลายเมนู ด้วยพาร์ทเนอร์มากฝีมืออย่าง Majesty Bar and Catering Service ร่วมด้วยนักแสดงคนดังแขกรับเชิญคนพิเศษ “ภูริ หิรัญพฤกษ์” ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ท่องเที่ยว

พลาดไม่ได้สำหรับชาวมิลเลนเนียลที่หลงใหลและชื่นชอบในงานศิลปะ ไวตามิ้ลค์ขอเชิญชวนเหล่ามิลเลนเนียลมาร่วมกันเช็ค-อิน แชะ แชร์ เก็บความทรงจำ ครั้งหนึ่งที่ร่วมกันเฉลิมฉลองกับเทศกาลไทยอันทรงคุณค่าที่ #TheArtofThaiFest  ได้ตลอด 2 เดือนเต็ม ณ บริเวณซอย นานา - เยาวราช

สำหรับใครที่สนใจกิจกรรมดีๆ ที่เต็มไปด้วยความสุขและสนุกส่งท้ายปลายปีแบบนี้ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ไวตามิ้ลค์ไทยแลนด์ เฟสบุ้ค แฟนเพจ และไลน์แอด ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ ของไวตามิ้ลค์ (@Vitamilk Line Official Account) หรือ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมดีๆเหล่านี้เพียงแค่แฮชแท็ก #TheArtofThaiFest #Vitamilk
















10


ข่าวประชาสัมพันธ์ ตระการตาอลังการที่สุด “THE KINGDOM OF HAPPINESS 2020” ซีพีเอ็น เนรมิตธีมพาร์คอาณาจักรแห่งความสุขส่งท้ายปีของประเทศ จัดเต็มที่สุดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี ปูพรม 34 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วไทย ทุ่มงบ 400 ล้านบาท ตอกย้ำ ‘แลนด์มาร์คแห่งเทศกาลของเอเชีย’ อย่างแท้จริง

•   ย้ำการเป็น World-Class Best-in-Asia Festive Destination ปูพรมแคมเปญทั้ง 34 ศูนย์ทั้งในและต่างประเทศด้วย ‘6 Super Boosters’ ดัน Q4 ด้วยกว่า 100 อีเว้นท์ถึงสิ้นปี มั่นใจดึง Traffic เข้าศูนย์เพิ่มขึ้น 20%

•   แคมเปญเริ่ม 22 พ.ย. 2562 – 6 ม.ค. 2563 ณ เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา เซ็นทรัล เฟสติวัล และเซ็นทรัล ภูเก็ต ทั่วประเทศ

•   ไฮไลท์ต้นคริสต์มาสยักษ์สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แลนด์มาร์คของประเทศที่สวยที่สุดที่เซ็นทรัลเวิลด์ และครั้งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับต้นคริสต์มาส Louis Vuitton ที่เซ็นทรัล ภูเก็ต

•   ชู ‘Life-engaged Storytelling’ อาณาจักรคริสต์มาสแห่งความสุขจากคาแรกเตอร์สุดฮิป โดย ฮาวิเย่ ศิลปินดังระดับโลก และแอนนิเมชั่นระดับโลกจากฝีมือสตูดิโอดังของไทย และครั้งแรกกับการดึงอาณาจักรซานต้าสู่โลกดิจิตอลด้วย AR Gaming Experience
•   เสริมแกร่งแคมเปญด้วย Partnership กับบริษัท New Tech ระดับโลก อาทิ JOOX และ Grab Thailand

•   ส่งท้ายปีด้วยงาน Thailand & AIS BANGKOK COUNTDOWN 2020 ตอกย้ำความเป็น Time Square of Asia ของ centralwOrld และศูนย์การค้าเซ็นทรัลฯ 11 แห่งทั่วประเทศ



ผู้บริหารซีพีเอ็น และเหล่าพันธมิตรชั้นนำที่ร่วมแคมเปญ



ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ทุ่มงบ 400 ล้านบาท เนรมิตศูนย์การค้า 34 แห่งทั้งในและต่างประเทศ ให้กลายเป็นมหัศจรรย์อาณาจักรแห่งความสุข “The Kingdom of Happiness 2020…Where life celebrates” ครั้งแรกกับการสร้าง Theme Park อาณาจักรคริสต์มาส สร้างสรรค์ ‘Life-engaged Storytelling’ ด้วย Decoration สวยงามตระการตาผลงานศิลปินระดับโลก



เหล่าคาแรคเตอร์ราชาซานต้าและผองเพื่อน ที่จะสร้างความสุขและรอยยิ้ม เนรมิตศูนย์การค้า 34 แห่งทั้งในและต่างประเทศ ให้กลายเป็นมหัศจรรย์อาณาจักรแห่งความสุข “The Kingdom of Happiness 2020…Where life celebrates” ครั้งแรกกับการสร้าง Theme Park อาณาจักรคริสต์มาส



The Best in Town X’Mas Tree at CPN ตระการตากับความสวยงามของการตกแต่งต้นคริสต์มาสหน้าศูนย์ซีพีเอ็นซึ่งทุกแห่งจะเป็น The Best in Town ที่ดีที่สุดและสวยงามที่สุดของเมืองเพื่อมอบความสุขให้กับคนไทยทั่วประเทศ พร้อมไฮไลท์ต้นคริสต์มาสยักษ์ที่จะเป็นแลนด์มาร์คของประเทศที่สวยที่สุดด้วยความสูง 35 เมตร สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประดับของตกแต่งและไฟกว่า 2 ล้านดวงหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, First-Time ever ต้นคริสต์มาส Louis Vuitton ต้นแรกและต้นเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เซ็นทรัลภูเก็ต


กรุงเทพฯ – วันนี้ (19 พ.ย. 2562) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ร่วมกับ พันธมิตรธุรกิจ ทุ่มงบ 400 ล้านบาท เนรมิตศูนย์การค้า 34 แห่งทั้งในและต่างประเทศ ให้กลายเป็นมหัศจรรย์อาณาจักรแห่งความสุข “The Kingdom of Happiness 2020…Where life celebrates” ครั้งแรกกับการสร้าง Theme Park อาณาจักรคริสต์มาส สร้างสรรค์ ‘Life-engaged Storytelling’ ด้วย Decoration สวยงามตระการตาของเหล่าคาแรคเตอร์ราชาซานต้าและผองเพื่อนผลงานศิลปินระดับโลก “ฮาวิเย่ กอนซาเลซ บูรโกส” ที่เคยสร้างความประทับใจให้คนไทยมาแล้ว ครั้งนี้มาในดีไซน์ใหม่ในเรื่องราวของการตามหาดวงดาวที่หายไปบนยอดต้นคริสมาสต์ ที่โลดแล่นความน่ารักอยู่ทั่วศูนย์การค้าของซีพีเอ็น และ Partnership กับบริษัท New Tech ระดับโลก Joox ที่สร้างสรรค์เพลงพิเศษร้องโดยศิลปินชื่อดัง นนท์ ธนนท์ และ เอิ๊ต ภัทรวี  และ GRAB Thailand มอบโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะที่ศูนย์ของซีพีเอ็น พร้อมด้วยโปรโมชั่นอัดแน่นและอีเว้นท์ยาวนานต่อเนื่องตลอด 46 วันจากนี้จนถึงสิ้นปีรวมมากกว่า 100 อีเว้นท์ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการมอบความสุขให้กับคนไทยในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี สร้างปรากฎการณ์ความเป็นที่สุดด้วย ‘6 Super Booster’ บูสต์ความสุขให้คนทั่วโลกด้วย 6 สิ่งที่ห้ามพลาด อาทิ 1) Decoration ระดับโลก ครั้งแรกกับการดึงอาณาจักรซานต้าสู่โลกดิจิตอลด้วยการถ่ายรูปและสนุกกับ AR Gaming เกมส์สะสมดวงดาว 2) ต้นคริสต์มาสยักษ์ที่สูงที่สุดและสวยที่สุด 3) ฉลองเทศกาลคริสต์มาสระดับโลกที่เซ็นทรัลเวิลด์ 4) งานเทศกาลของขวัญ “Christmas Market” ด้วยของขวัญกว่าล้านชิ้น 5) ของสะสม Christmas Limited Gifts และโปรฯ ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี และ 6) ที่สุดของงาน Countdown ระดับโลกยิ่งใหญ่แห่งปี เตรียมพร้อมดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ตั้งเป้าทราฟฟิกโดยรวมของทุกศูนย์ฯ เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 20% และกระตุ้นให้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของไทยคึกคัก ตอกย้ำภาพของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชียอย่างแท้จริง

ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกลยุทธ์ในการจัดแคมเปญในครั้งนี้ว่า “ด้วยวิสัยทัศน์ในการสร้างศูนย์การค้าให้เป็น ‘Center of Life’ หรือศูนย์กลางการใช้ชีวิตในทุกโลเคชั่น ทั้ง 34 ศูนย์ ในประเทศและต่างประเทศที่เซ็นทรัล ไอ-ซิตี้ ประเทศมาเลเซีย โดยซีพีเอ็นมีวิสัยทัศน์ในการมองเห็นว่าศูนย์การค้าในปัจจุบันจะไม่ใช่แค่ Shopping center หรือพื้นที่สำหรับขายสินค้าและบริการ แต่ต้องเป็น ‘Experiencing center’ หรือพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางในการมอบประสบการณ์ที่หลากหลายตามแต่ละไลฟ์สไตล์ของคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนในเจเนอเรชั่นใหม่ๆ ที่โตขึ้นทุกวัน ดังนั้น ทุกกิจกรรมและอีเว้นท์ในศูนย์ฯ ของ ซีพีเอ็นจึงต้องผสมผสานไปด้วยแนวคิดสร้างสรรค์, Innovation ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนในแต่ละช่วงเวลาสำคัญ โดยปีนี้ เป็นครั้งแรกที่เราสร้างธีมพาร์คอาณาจักรคริสต์มาส สวยงาม ยิ่งใหญ่ด้วย ต้นคริสต์มาสยักษ์สูง 35 เมตร สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Christmas carpet ยาวกว่า 1,000 ตร.ม. การตกแต่งไฟ Spectacular World-Class light Illuminations พร้อมโชว์Interactive แอนิเมชั่นบนจอ the panOramix และ AR Gaming experience ซึ่งเราใช้ Decoration สื่อสารกับผู้คนผ่านการสร้าง Life-engaged Storytelling เพื่อให้เกิด Emotional connection ตอกย้ำความเป็นแลนด์มาร์คความสุขช่วงสิ้นปีตลอดมา”

ภายใต้แคมเปญ THE KINGDOM OF HAPPINESS 2020 …Where life celebrates นี้ เริ่มต้นเวลาแห่งความสุขด้วยงานเปิดไฟต้นคริสต์มาส ยาวไปจนถึงงานเค้าท์ดาวน์ส่งท้ายปี รวม 46 วัน อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมต่างๆ ซึ่งซีพีเอ็นตั้งใจปั้นให้เป็น ‘6 Super Boosters’ แห่งปี ที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่เคยจัดมา ประกอบไปด้วย

1.   การเป็น World-Class Best-in-Asia Festive Destination ด้วยการครีเอท Life-engaged Storyingtelling ของการผจญภัยตามหาดวงดาวในอาณาจักร 4 ดินแดน คือ The Star Lagoon (ทะเลสาบแห่งดวงดาว), The Mystic Forest (ป่าสนลึกลับ), The Market Park (ตลาดกลางเมือง), The Santa Castle (ปราสาทราชาซานต้า) ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งทุกปีซีพีเอ็นจะนำคาแรคเตอร์และศิลปินระดับโลกมาสร้าง Remarkable experiences เพื่อให้ทุกศูนย์ฯ ของซีพีเอ็นเป็น New Year destination ที่ทุกคนต้องมาเช็คอิน โดยปีนี้จับมือ “ฮาวิเย่ กอนซาเลซ บูรโกส” ศิลปินนักวาดภาพลายเส้นระดับโลก ที่เคยสร้างความสุขให้คนไทยมาแล้ว สร้างอาณาจักรแห่งความสุขด้วยประติมากรรมคาแรคเตอร์คริสต์มาสสุดน่ารัก และเรายังได้ร่วมมือกับ อิ๊กลู สตูดิโอ (Igloo Studio)  แอนิเมชั่นสตูดิโอชั้นนำระดับประเทศที่สร้างสรรค์ผลงานจนได้รับรางวัลระดับอินเตอร์มาแล้วมากมาย มาถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบของแอนิเมชั่น ความมหัศจรรย์ของการผจญภัยตามหาดวงดาวของราชาซานต้า และเหล่าผองเพื่อนทั้ง 4 Reindeer, Polar bear, Snowy and Mighty พร้อมการตกแต่งไฟสุดตระการตา

นอกจากนี้ เตรียมพบกับครั้งแรกของการดึงอาณาจักรซานต้าสู่โลกดิจิตอลด้วย AR Gaming สแกน QR Code เพื่อถ่ายรูปที่จุด Decoration และร้านค้าในศูนย์ เพื่อร่วมสนุกตามหาดวงดาวที่หายไป ลุ้นรับ Scomadi TT125i ทั้งหมด 4 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้น 436,000 บาท (รางวัลละ 109,000 บาท) เมื่อเล่นเกมค้นหาดาวได้ครบตามจำนวนที่กำหนด และช้อปปิ้งครบ 1,000 บาท

2.   The Best in Town X’Mas Tree at CPN ตระการตากับความสวยงามของการตกแต่งต้นคริสต์มาสหน้าศูนย์ซีพีเอ็นซึ่งทุกแห่งจะเป็น The Best in Town ที่ดีที่สุดและสวยงามที่สุดของเมืองเพื่อมอบความสุขให้กับคนไทยทั่วประเทศ พร้อมไฮไลท์ต้นคริสต์มาสยักษ์ที่จะเป็นแลนด์มาร์คของประเทศที่สวยที่สุดด้วยความสูง 35 เมตร สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประดับของตกแต่งและไฟกว่า 2 ล้านดวงหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, First-Time ever ต้นคริสต์มาส Louis Vuitton ต้นแรกและต้นเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เซ็นทรัลภูเก็ต

3.   ฉลองเทศกาลคริสต์มาสระดับโลกที่เซ็นทรัลเวิลด์กับงาน “wOrld of happiness” ด้วยสัญลักษณ์การเริ่มต้นเทศกาลปีใหม่กับงาน Christmas Tree Light up Celebration 2020 ชมความสวยงามยิ่งใหญ่ของการเปิดไฟต้นคริสต์มาสขนาดยักษ์หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ที่ระยิบระยับด้วยไฟกว่า 2 ล้านดวง และโชว์ตระการตาบนจอ The Panoramix ที่หาชมไม่ได้จากที่ใดในโลก ตื่นตากับซานต้าขนาดมหึมาความสูง 5 เมตร และขบวนพาเหรดจากเหล่าคาแรคเตอร์ราชาซานต้าและผองเพื่อน ที่จะสร้างความสุขและรอยยิ้ม พร้อมโชว์พิเศษจากต้าเหนิง, กัปตัน, โอป นิธิ วง Tempt, Trinity และ SB5 ตระการตาแสงสีเสียงมัลติมีเดีย “Spectacular wOrld-class light illuminations” ทั้งลาน Sq. A-D หน้าศูนย์ฯ บนพื้นที่กว่า 4,000 ตร.ม. และชมการประกวดร้องเพลง Christmas Carol singing contest จากโรงเรียนชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ เติมเต็มประสบการณ์ความสุขช่วงคริสต์มาสอย่างแท้จริง

4.   งานเทศกาลของขวัญที่ใหญ่ที่สุดในไทย “Christmas Market” จำลองบรรยากาศความสวยงามและอบอุ่นของตลาดนัดคริสต์มาสจากทั่วโลกมาไว้ในงาน รวบรวมและคัดสรรไอเท็มที่ดีที่สุดของแต่ละแบรนด์มาให้เลือกช้อปมากกว่า 1 ล้านชิ้นทั่วประเทศ 1) WINTER MARCHE @ centralwOrld เทศกาลของขวัญสุดพิเศษ และ Creative Gift กว่า 10,000 ชิ้นจากแบรนด์ดัง พร้อมกิจกรรมพิเศษนำโดย คุณพลอย จริยะเวช เจ้าแม่ไลฟ์สไตล์และ Concept Designer ชื่อดัง มากความสามารถที่จะมาแชร์ไอเดียการเลือกซื้อของขวัญหลากหลายสไตล์ และ2) GIFTMAS 2019 ครั้งแรกกับ Creative Gift Market และ Free workshop 4 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่ เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9, เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว, เซ็นทรัล วิลเลจ และสาขาอื่นๆ ทั่วประเทศ

5.   ร่วม 2 พันธมิตรระดับโลก Joox Music Application และ GRAB Thailand พร้อมอัดโปรฯ ยิ่งใหญ่ที่สุดของปี และการกลับมาอีกครั้งกับของไอเท็มพิเศษให้สะสม ทั้งผ้าห่ม Collection พิเศษและแก้วน้ำดีไซน์พิเศษเฉพาะช่วงแคมเปญในปีนี้ เมื่อช้อปปิ้งตามยอดที่กำหนด โดยลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดตลอดแคมเปญ 10 ท่าน ยังจะได้รับแหวนเพชรแท้จาก Jubilee มูลค่ารางวัลละ 1 แสนบาท และร่วมกับพันธมิตร อัดโปรโมชั่นยิ่งใหญ่ที่สุดของปี เครดิตเงินคืนสูงสุด13% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ อาทิ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน, บัตรเครดิตอิออน, บัตรเครดิตธนาคารออมสิน, บัตรเครดิตกสิกรไทย, บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ และมาสเตอร์การ์ด

นอกจากนี้ ซีพีเอ็นยังได้จับมือกับ JOOX สร้างสรรค์เพลงสุดพิเศษ ร้องโดยศิลปินชื่อดัง นนท์ ธนนท์ และเอิ๊ต ภัทรวี และร่วมกับGRAB มอบโปรฯ SPECIAL WEEK ตั้งแต่วันที่ 9-15 ธ.ค. 62 รับส่วนลดทันที 80 บาท เมื่อเรียก Grab Premium หรือ Grab SUV มาที่ศูนย์การค้าซีพีเอ็นในทุกจังหวัดที่มีบริการ โดยใช้โค้ด HappyDestination และรับส่วนลดอีก 80 บาททันที สำหรับขากลับ (จำกัด 100 สิทธิ/วัน) และยังสามารถร่วมส่งมอบความสุขให้กับน้องๆ ด้วยกิจกรรมซีเอสอาร์ “Santa Gifts – Grab – Go” คาราวาน Santa จาก GRAB นำของขวัญวันคริสต์มาสไปมอบให้น้องๆ ในวันที่ 24 ธ.ค.นี้

6.   ปิดท้ายด้วยงานเคาท์ดาวน์ที่ดีที่สุดมันส์ที่สุด และแฮปปี้ที่สุดตลอดกาล THAILAND & AIS BANGKOK COUNTDOWN 2020 ตอกย้ำความเป็น Time Square of Asia ที่ Countdown landmark @centralwOrld ที่ได้รับการยอมรับจาก CNN ตอกย้ำการเป็น World’s and Thailand’s Best Entertainment Countdown ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และศูนย์การค้าเซ็นทรัลฯ 11 ที่ทั่วประเทศ” ดร. ณัฐกิตติ์กล่าว

สำหรับแคมเปญ “The Kingdom of Happiness” มีพันธมิตรชั้นนำร่วมแคมเปญ ได้แก่ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน, บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน), ธนาคารออมสิน, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์, มาสเตอร์การ์ด, บริษัท สโกมาดิ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เทนเซนต์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)

พบกับสินค้าในคอลเลคชั่นคริสต์มาสและปีใหม่จากแบรนด์ต่างๆ มากมาย ที่ตอบโจทย์การฉลองเทศกาลปลายปีได้ดีที่สุด และนำมารวมไว้ที่ศูนย์การค้าของซีพีเอ็นอย่างครบถ้วนที่สุด เพื่อตอกย้ำการเป็น จุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวของเอเชียให้กับประเทศไทยอย่างแท้จริง ในงาน The Kingdom Of Happiness… Where life celebrates งานที่สร้างความสุขให้กับทุกคนในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 6 มกราคม 2563 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา เซ็นทรัลเฟสติวัล และ เซ็นทรัล ภูเก็ต รวม 34 แห่งทั่วประเทศ

11
ศิษย์เอกเพียงคนเดียวของเชฟ Riku Toda ที่จะมาสานต่อความเป็น Ichizu กับเชฟ Taigo Narizuka








ในยุคที่วงการอาหารมีผลกระทบต่อโลกอย่างมากมาย อาหารจากทั่วทุกมุมโลกได้กระจายและแลก เปลี่ยนวัฒนธรรมออกไปอย่างแพร่หลาย อีกหนึ่งวัฒนธรรมอาหารที่คนทั่วโลกให้การยอมรับมากที่สุด คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากอาหารญี่ปุ่น ศาสตร์และศิลปะการทำซูชิถือเป็นหนึ่งในหัวใจของอาหาร ญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ และถ้าจะเจาะลึกไปมากกว่านั้นสิ่งที่เหล่าผู้หลงไหลในการลิ้มลองรสชาติของซูชิ คง หนีไม่พ้นการได้ลองซูชิแบบ “Omakase” หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า ฝากไว้ที่เชฟ โดยที่เชฟเป็นผู้ ออกแบบเมนูที่จะเสิร์ฟในแต่ละคอร์ส คัดสรรวัตถุดิบชั้นดีจากแหล่งต่างๆ จากทั่วประเทศ แล้วนำมา ปรุงอาหารอย่างพิถีพิถัน ซึ่งอิสระและบทบาทในเลือกจะอยู่ที่เชฟ มิใช่ลูกค้า เราจึงได้สัมผัสกับศิลปะ แห่งการทำซูชิดั้งเดิมอย่างแท้จริง และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมร้านซูชิสไตล์ Omakase จึงได้รับความ นิยมแพร่หลาย ไม่เฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น

ร้านอาหาร Sushi Ichizu มีจุดเริ่มต้นในปี 2015 จาก ดร.วิชเรศ บุญจิตต์พิมล และ คุณกชมน ตุลาธรรมธร สองหุ้นส่วนใหญ่ผู้หลงรักอาหารญี่ปุ่นเป็นชีวิตจิตใจ แรกเริ่มอยากมีร้านอาหารญี่ปุ่นเป็นของ ตัวเอง โดยมีคุณเบียร์ เพื่อนผู้รักอาหารญี่ปุ่นนักชิมชาวไทยในญี่ปุ่นอีกท่านเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ทีม เพื่อที่จะยกระดับการรับประทานซูชิในประเทศไทย

ทั้งสองใช้เวลานานเกือบ 2 ปีในการชักชวน Chef Riku Toda จนในปี 2017 ร้าน Sushi Ichizu ได้ เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ทางร้านมีความมุ่งมั่นที่จะทำร้านซูชิ ไม่ใช่เพียงให้ได้เท่าเทียมมาตรฐานใกล้ เคียงญี่ปุ่นเท่านั้น เเต่เรามีเป้าหมายที่จะทำร้านซูชิที่เป็นของเเท้ ถ่ายทอดวัฒนธรรมซูชิที่ถูกต้องและ ยกรับดับการทานอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย นั่นคือสาเหตุที่เจ้าของร้านได้เลือกใช้คำว่า Ichizu มา เป็นชื่อร้าน ซึ่งมีความหมายว่า “วิถีเเห่ง"หรือ"การเกิดมาเพื่อทำสิ่งนั้นเพียงอย่างเดียว"เเละนี่คือ"วิถี เเห่งซูชิ" ของเรา

ทางร้าน Sushi Ichizu จึงได้มอบประสบการณ์การทานซูชิแบบดั่งเดิมและแท้จริงเรื่อยมา และในปี 2019-2020 นี้ ถือเป็นปีสุดท้ายของเชฟ Riku Toda ในฐานะ Executive chef ของทางร้านก่อนจะบิน กลับไปสู่ประเทศของตัวเอง และในปีนี้เองทางเชฟ Riku ของเราได้คัดเลือกตัวแทนและได้ซุ่มฝึกฝน เรื่อยมา เพื่อเตรียมพร้อมกับการรับช่วงต่อภาระและหน้าที่ของชื่อ Ichizu เอาไว้

จากรุ่นสู่รุ่น พรสววรค์และเคล็ดลับการปรุงอาหารแบบดั้งเดิมสไตล์เอโดเมะได้ถูกส่งต่อจาก ปรมาจารย์ Hachiro Mizutani เจ้าของร้านซูชิ มิชลิน3ดาว Sushi Mizutani ลูกศิษย์อันดับ 1 ของ เทพเจ้าซูชิ Jiro Ono ต้นตำหรับเอโดะมาเอะซูชิ (ปัจจุบันร้านSushi Mizutani ได้ทำการปิดตัวไปเเล้ว เนื่องจากปรมาจารย์มิสึทานิเกษียณอายุ) และต่อมาได้ทำการย้ายมากฝึกกับสุดยอดเชฟซูชิพรสวรรค์ ของญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน Takaaki Sugita เจ้าของร้าน Sushi Sugita ที่ล่าสุดได้ถูกโหวตจากชาวญี่ปุ่นให้ เป็นร้านซูชิอันดับ1 ของญี่ปุ่นในเวลานี้ การันตีด้วยรางวัลมากมายไม่ว่าจะเป็น Michelin Star หรือ Gold Medal Tablelog ส่งต่อให้ Riku Toda อดีต Sous Chef ของร้าน Sushi Sugita จนมารับหน้าที่ เป็น Executive chef ประจำร้าน Sushi Ichizu ผ่านความยากลำบากในการฝึกฝนและการอุทิศทั้ง กายและใจ อย่างเข้มข้นตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเขา ด้วยความรักในการทำซูชิอย่างแท้จริง และตัว Riku เองก็ไม่เคยละทิ้งในการทำสิ่งที่ตัวเองรัก ยังคงฝึกฝนศิลปะการทำซูชิอย่างต่อเนื่องในทุกวัน จนถึงวันนี้ ได้ถึงเวลาแล้ว ที่เชฟริคุจะได้เป็นผู้ส่งต่อเคล็ดลับและประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาของตัว เขาให้เป็นมรดกกับ เชฟคนใหม่แห่ง Sushi Ichizu เชฟที่มากไปด้วยพรสวรรค์ เต็มเปี่ยมไปด้วยฝีมือ และ ความสามารถมากมายที่หลบซ่อนอยู่ในตัวเขา

กับเชฟ “Taigo Narizuka” อดีตรุ่นน้องจากร้าน Sushi Sugita และลูกศิษย์คนเดียวของเชฟ Riku Toda ผู้ที่พร้อมจะสื่อความหมายที่แท้จริงในหัวใจของคำว่า “Ichizu” หรือ “วีถีแห่ง” ในแนวทางกระทำ ซูชิของเขา ที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักในทุกด้านของความสามารถ เชฟ Taigo ถือเป็นผู้ที่คร่ำหวอด อยู่ในวงการอาหารญี่ปุ่นอย่างแท้จริงเลยก็ว่าได้ โดยตัวเชฟเริ่มต้นความรักในการทำอาหารจากคุณ พ่อตั้งแต่เด็กๆ โดยที่เชฟ Taigo ของเราไม่ได้เริ่มจากการเป็นเชฟซูชิเลย แต่เริ่มจากการทำอาหาร ญี่ปุ่นแบบ Izakaya และ Kaiseki จนอายุ 18 ปีได้มีโอกาศเข้ามาเรียนรู้การทำซูชิ จึงได้ค้นพบความ ชอบและความหลงใหลที่แท้จริง ว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร โดยตัวเชฟ Taigo จึงได้อุทิศตนให้กับการ เป็นเชฟซูชิอย่างเป็นทางการ

เชฟ Taigo ได้ฝึกฝนศาสตร์และศิลปะการทำซูชิเรื่อยมาด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี ในร้าน Michelin มากมายทั้งที่ญี่ปุ่นและต่างประเทศ จนเชฟ Riku ของเราเกิดเล็งเห็น พรสวรรค์และความตั้งใจที่เอ่อล้น ออกมากจากตัวเชฟ และด้วยบุคลิคที่น่ารัก เป็นมิตร จึงเป็นที่รักของคนรอบข้างและใครก็ตามที่ได้รู้จัก ทางเชฟ Riku จึงได้รับเชฟ Taigo มาเป็นลูกศิษย์และฝึกฝน เตรียมพร้อมอย่างหนักตลอดมา จนวันนี้ เชฟ Taigo ได้พิสุจน์ให้ทางผู้บริหารทุกคนและเชฟ Riku เห็นแล้วว่าตัวเขาพร้อมที่จะมารับช่วงต่อของ ร้าน Sushi Ichizu

โดยตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. ทางร้าน Sushi Ichizu จะมีการปรับเปลี่ยน เมนูคอร์สและราคา โดยแบ่งเป็น เคาน์เตอร์ออกเป็นสองห้อง โดยจะมีห้องของเชฟ Riku Toda ที่จะดำรงตำแหน่ง Executive Chef ของร้านในปี 2020 ช่วงกลางปี เป็นปีสุดท้าย โดยจะรับเฉพาะลูกค่า VIP เพียงไม่เกิน 8 ที่นั่งต่อรอบ เท่านั้น และ เคาร์เตอร์ของเชฟ Taigo Narizuka ที่จะมาดำรงตำแหน่ง Executive Chef เป็นรุ่นต่อไป โดยจะรับลูกค้า 10-12 ที่นั่งต่อรอบ

รายละเอียดของราคาในแต่ละคอร์ส
โดยจะแบ่งเป็นสองรอบเช่นเคย ในส่วนของเชฟ Riku จะมี 2 ราคาให้เลือกคือ คอร์ส 8,000 บาท จะ อยู่ที่ 18-19 เมนู และ คอร์สพิเศษอันใหม่ 12,000 บาท อยู่ที่ 20-22 เมนู และในคอร์สพิเศษ ทางร้าน ขอสงวนสิทธ์ในการรับเฉพาะผู้ที่ทำการจองล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันขึ้นไปเท่านั้นโดยที่ลูกค้าสามารถ เลือกกับทางเชฟ Riku ได้ว่าอยากทานเมนูและวัถุดิบไหนเป็นพิเศษ สำหรับในส่วนของเชฟน้องใหม่ไฟ แรงอย่างเชฟ Taigo จะมี 2 ราคาให้เลือกอีกเช่นเคย โดยในส่วนของ นิกิริ คอร์ส จะอยู่ที่ 3,500 บาท 14-15 เมนู และคอร์สใหญ่จะอยู่ที่ 5,500 บาท 18-20 เมนู โดยรายการเมนูของเชฟทั้ง 2 ท่าน จะยัง ไม่รวมในส่วนของซุป ก่อนจบคอร์ส แต่รวมในส่วนของไข่หวานและของหวานแล้ว

ในส่วนของวัถุดิบในแต่เมนูของเชฟแต่ละท่านก็จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับความถนัดและความ เหมาะสม เปรียบเสมือนแนวเพลงที่จะบ่งบอกตัวต่อของผู้เขียน และสื่อทำนองออกมาผ่านการปรุง อาหารให้ลูกค้าคนสำคัญ ที่เปรียบเหมือนผู้ฟัง เชฟของเราจะทำการเลือกวัถุดิบที่ดีที่สุดของวัน ขึ้นอยู่ กับฤดูกาลของปลาโดยตรง ทำให้ในส่วนของวัถุดิบในแต่ละวันนั้นจะมีการเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และไม่ เหมือนกัน
 
-DinnerCoursesByRikuToda Omakase Course 8,000 ++ Baht
-Special Omakase Course 12,000 ++ Baht ⠀
-DinnerCoursesByTaigoNarizuka Nigiri Course 3,500++ Baht
-Omakase Course 5,500 ++ Baht

12
“ฟู้ดแพนด้า” จับมือ “โออิชิ กรุ๊ป” เจ้าตำรับอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่นเสิร์ฟเมนูซิกเนเจอร์จาก “คาคาชิ บาย โออิชิ และ โออิชิ ราเมน” ถึงหน้าประตูบ้าน




ประเทศไทย, 18 พฤศจิกายน 2562 - foodpanda จับมือ “โออิชิ กรุ๊ป” เพื่อให้บริการสั่งและจัดส่งอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมี่ยมจากครัวถึงหน้าประตูบ้าน ที่ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านแอปพลิเคชั่นบนมือถือ ทั้งระบบ iOS และ Android หรือผ่านหน้าเว็บไซต์ ลูกค้าสามารถลิ้มรสอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับจากเมนูซิกเนเจอร์มากกว่า 80 รายการ อาทิ  เมนูดงบุริ (Donburi) เมนูราเมน (Ramen) จากคาคาชิ บาย โออิชิ และโออิชิ ราเมน ในเครือโออิชิ กรุ๊ป

มร. อเล็กซานเดอร์ เฟลเดอร์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดลิเวอรี่ ฮีโร่ (ประเทศไทย) จำกัด
กล่าวว่า “ฟู้ดแพนด้า คือ ผู้ให้บริการจัดส่งอาหารแบบออนดีมานด์เจ้าแรกของประเทศไทยที่ให้บริการครอบคลุมทั่วไทยมากที่สุดถึง 30 จังหวัด และมีพันธมิตรร้านอาหารมากถึง 25,000 ร้าน เรามุ่งมั่นพัฒนาในการคัดสรรร้านอาหารและด้านบริการของเราเพื่อมอบบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าทุกคนในประเทศไทย สำหรับความร่วมมือกับ โออิชิ กรุ๊ป ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเราในการส่งมอบความรักในอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมี่ยมจากคาคาชิ บาย โออิชิ และโออิชิ ราเมน สู่มือผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯ และพื้นที่ต่างๆ อีก 13 จังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก นครสวรรค์ ขอนแก่น และลำปาง ฯลฯ”

นายไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับ โออิชิ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในวงการธุรกิจจัดส่งอาหารแบบออนดีมานด์ของไทยอย่าง ฟู้ดแพนด้า เพื่อส่งมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่น ผ่านเมนูอาหารญี่ปุ่นยอดนิยม อร่อยหลากหลาย ทั้งดงบุริ (หรือข้าวหน้าญี่ปุ่น) และราเมนของเราสู่ลูกค้าในวงกว้างขึ้น และด้วยความเชี่ยวชาญด้านบริการจัดส่งอาหารของฟู้ดแพนด้าที่เป็นที่ยอมรับ เราเชื่อมั่นว่าเมนูอาหารทุกออเดอร์ที่ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพและผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถันจากคาคาชิ บาย โออิชิ และโออิชิ ราเมน จะคงรสชาติและความอร่อย มาตรฐานเช่นเดียวกับทานที่ร้าน”

พิเศษสุดเพื่อฉลองความร่วมมือในครั้งนี้ ฟู้ดแพนด้าและโออิชิ กรุ๊ป ขอมอบโปรโมชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ กินฟรี 150 บาทเฉพาะวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 วันเดียวเท่านั้น สำหรับลูกค้า 1,000 ออเดอร์แรกที่สั่งเมนูอร่อยจากคาคาชิ บาย โออิชิ และโออิชิ ราเมน ผ่านบริการสั่งอาหารออนไลน์กับฟู้ดแพนด้าและระบุโค้ด “OISHI1000” รับส่วนลด 150 บาทต่อออเดอร์ฟรี ไม่มีขั้นต่ำ สงวนสิทธิ์ลูกค้า 1 ท่านต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น

ข้อมูลเกี่ยวกับ ฟู้ดแพนด้า (foodpanda)
foodpanda มุ่งมั่นในการส่งเมนูอาหารที่ชื่นชอบจากร้านอาหารในท้องถิ่นถึงมือผู้รักอาหารทั่วโลก นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้น บริการจัดส่งอาหารแบบออนดีมานด์ได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีร้านอาหารพันธมิตรมากกว่า 60,000 ร้านค้าในกว่า 300 เมือง ครอบคลุม 11 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย และกลุ่มประเทศในยุโรปกลางทั่วโลก และได้การตอบรับที่ดีในประเทศฮ่องกง สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย ปากีสถาน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ บังคลาเทศ ลาว โรมาเนีย และบัลแกเรีย ฟู้ดแพนด้า เป็นบริษัทในเครือของ เดลิเวอรี่ ฮีโร่ ผู้นำอุตสาหกรรมการจัดส่งอาหารระดับโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม foodpanda.co.th

ข้อมูลเกี่ยวกับ เดลิเวอรี่ ฮีโร่
เดลิเวอรี่ ฮีโร่ เป็นผู้ให้บริการสั่งและจัดส่งอาหารออนไลน์ระดับโลกที่มีจำนวนร้านอาหารพันธมิตรในแพลตฟอร์มมากเป็นอันดับหนึ่ง รวมถึงมีฐานลูกค้าและยอดสั่งซื้อในประเทศต่างๆ กว่า 40 ประเทศ ครอบคลุมประเทศในแถบยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ละตินอเมริกา และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นอกจากนี้ เดลิเวอรี่ ฮีโร่ ยังให้บริการจัดส่งของตัวเองในเขตเมืองที่มีชุมชนหนาแน่นสูงกว่า 200 แห่งทั่วโลก สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี มีพนักงานมากกว่า 21,000 คน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม deliveryhero.com

13
รักษ์โลกกับแก้วทัมเบลอร์ Glam&Go คอลเลคชั่นใหม่จากแมคคาเฟ่




แมคคาเฟ่ส่งแก้วทัมเบลอร์ Glam&Go คอลเลคชั่นใหม่ ร่วมใส่ใจสิ่งแวดล้อม สนับสนุนแนวคิด Reduce & Reuse ลดการใช้แก้วพลาสติกและนำแก้วน้ำกลับมาใช้ใหม่ พร้อมเติมความสดชื่นจากแมคคาเฟ่ กับแก้วทัมเบลอร์สุดคลาสสิค ผลิตจากสแตนเลสเกรดพรีเมี่ยม สามารถใส่เครื่องดื่มได้ทุกอุณหภูมิ เก็บความร้อนและเย็นได้นานต่อเนื่อง 6 ชม. เลือกสะสมได้ทั้ง 3 แบบ Black, Silver หรือ Gold ในราคาเพียง 299 บาท* รับฟรี! เครื่องดื่มแมคคาเฟ่เมนูใดก็ได้ ขนาด 16 ออนซ์ พิเศษสำหรับลูกค้าที่นำแก้วทัมเบลอร์ของแมคคาเฟ่แบบใดก็ได้กลับมาซื้อเครื่องดื่มเมนูใดก็ได้ ทุกรสชาติ ทุกขนาด รับส่วนลดทันที 10 บาท ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 11 กุมภาพันธ์ 2563 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ที่ร้านแมคคาเฟ่ ทุกสาขาที่ร่วมรายการ* บริการจัดส่งถึงบ้านแมคดิลิเวอรีผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของแมคโดนัลด์ รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก www.facebook.com/mcthai

*ยกเว้น สาขาพีพีไอซ์แลนด์ และสาขาในสนามบิน
*ราคาอาจแตกต่างกันในแต่ละสาขา

14
“ฟู้ดแพนด้า” จับมือ “โออิชิ กรุ๊ป” เจ้าตำรับอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่น เสิร์ฟเมนูซิกเนเจอร์จาก “คาคาชิ บาย โออิชิ และ โออิชิ ราเมน” ถึงหน้าประตูบ้าน



ประเทศไทย, 15 พฤศจิกายน 2562 - foodpanda ผู้ให้บริการจัดส่งอาหารแบบออนดีมานด์ จับมือ “โออิชิ กรุ๊ป” เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับระดับพรีเมี่ยมจากเมนูซิกเนเจอร์มากกว่า 80 รายการ อาทิ เมนูดงบุริ (Donburi) ข้าวหน้าล้น เพิ่มเนื้อ X2 จากครัว คาคาชิ บาย โออิชิ หรือเมนูราเมน (Ramen) อร่อยเส้น อร่อยซุป จาก โออิชิ ราเมน ส่งตรงจากครัวถึงหน้าประตูบ้าน ผ่านบริการสั่งและจัดส่งอาหารที่ง่าย สะดวก รวดเร็วเพียงปลายนิ้วสัมผัสจากฟู้ดแพนด้า โดยสามารถกดสั่งเมนูอาหารผ่านแอปพลิเคชั่นบนมือถือ ทั้งระบบ iOS และ Android หรือผ่านหน้าเว็บไซต์

พิเศษเฉพาะวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 วันเดียวเท่านั้น ฟู้ดแพนด้าและโออิชิ กรุ๊ป ขอมอบโปรโมชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ กินฟรี สำหรับลูกค้า 1,000 ออเดอร์แรกที่สั่งเมนูอร่อยจากครัวคาคาชิ บาย โออิชิ และโออิชิ ราเมน ผ่านบริการสั่งอาหารออนไลน์กับฟู้ดแพนด้า และ ระบุโค้ด “OISHI1000” รับส่วนลด 150 บาทต่อออเดอร์ฟรี ไม่มีขั้นต่ำ สงวนสิทธิ์ลูกค้า 1 ท่านต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น

ฟู้ดแพนด้า คือ ผู้นำด้านบริการจัดส่งอาหารออนไลน์แบบออนดีมานด์ผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นเจ้าแรกของประเทศไทย ให้บริการส่งอาหารครอบคลุมทั่วไทยมากที่สุดถึง 30 จังหวัด และวางแผนขยายบริการเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 30 จังหวัดทั่วไทยภายในสิ้นปี 2562 ปัจจุบัน มีร้านอาหารพันธมิตรมากกว่า 20,000 ร้าน ฐานลูกค้ามากกว่า 1 ล้านราย และมีจำนวนผู้ส่งอาหาร (foodpanda riders) มากกว่า 13,000 คน ขณะที่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 ฟู้ดแพนด้ามียอดสั่งอาหารทะลุ 1 ล้านออเดอร์ ซึ่งนับเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ข้อมูลเกี่ยวกับ ฟู้ดแพนด้า (foodpanda)
foodpanda มุ่งมั่นในการส่งเมนูอาหารที่ชื่นชอบจากร้านอาหารในท้องถิ่นถึงมือผู้รักอาหารทั่วโลก นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้น บริการจัดส่งอาหารแบบออนดีมานด์ได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีร้านอาหารพันธมิตรมากกว่า 60,000 ร้านค้าในกว่า 300 เมือง ครอบคลุม 11 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย และกลุ่มประเทศในยุโรปกลางทั่วโลก และได้การตอบรับที่ดีในประเทศฮ่องกง สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย ปากีสถาน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ บังคลาเทศ ลาว โรมาเนีย และบัลแกเรีย ฟู้ดแพนด้า เป็นบริษัทในเครือของ เดลิเวอรี่ ฮีโร่ ผู้นำอุตสาหกรรมการจัดส่งอาหารระดับโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม http://www.foodpanda.co.th

ข้อมูลเกี่ยวกับ เดลิเวอรี่ ฮีโร่
เดลิเวอรี่ ฮีโร่ เป็นผู้ให้บริการสั่งและจัดส่งอาหารออนไลน์ระดับโลกที่มีจำนวนร้านอาหารพันธมิตรในแพลฟอร์มมากเป็นอันดับหนึ่ง รวมถึงมีฐานลูกค้าและยอดสั่งซื้อในประเทศต่างๆ กว่า 40 ประเทศ ครอบคลุมประเทศในแถบยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ละตินอเมริกา และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นอกจากนี้ เดลิเวอรี่ ฮีโร่ ยังให้บริการจัดส่งของตัวเองในเขตเมืองที่มีความหนาแน่นสูงกว่า 200 แห่งทั่วโลก สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี มีพนักงานมากกว่า 21,000 คน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม www.deliveryhero.com

15
อำเภอนาโพธิ์ เมืองบุรีรัมย์ ชวนสาวสวย และสาวสอง ทั่วประเทศ ร่วมสืบสานอัตลักษณ์ผ้าไหม
ในประกวดธิดาไหมนาโพธิ์ และธิดาไหมจำแลง เปิดรับสมัครวันนี้ – 20 พ.ย. 62 นี้


กันวลินทร์ เมืองแก้ว นายอำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ เชิญร่วมการประกวดธิดาไหมนาโพธิ์ ประจำปี 2562 เวทีแห่งเกียรติยศของสาวสวยอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ โสด มีบุคลิก กิริยามารยาทดี เฉลียวฉลาด รอบรู้มีปฏิภาณไหวพริบ และมนุษยสัมพันธ์ดี ร่วมชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่า 20,000 บาท พร้อมมงกุฏและจี้เพชรมูลค่ากว่า 22,900 บาท และการประกวดธิดาไหมจำแลง ครั้งแรก !!! ของเวทีการประกวดสาวประเภทสองทั่วประเทศ ที่จะได้โชว์ความสวยและความสามารถ เปิดรับสมัครสาวประเภทสองสัญชาติไทยอายุครบ 16 ปีบริบูรณ์ มีบุคลิกกริยามารยาทดี เฉลียวฉลาด รอบรู้ ร่วมชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่า 15,000 บาท พร้อมมงกุฏและ จี้เพชรมูลค่ากว่า 22,900 บาท โดยการประกวดจัดขึ้นเพื่อร่วมส่งเสริม นำคุณค่าของวัฒนธรรมความเป็นไทย เอกลักษณ์ ความงดงาม ความสวยงามของผ้าไหมนาโพธิ์อันโด่งดัง มาประยุกต์เป็นชุดสวมใส่ให้มีความน่าสนใจ เผยแพร่สู่สายตาประชาชน ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และให้ผู้เข้าประกวดได้มีส่วนร่วมในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว และร่วมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ให้กับอำเภอ นาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 20 พฤศจิกายน 2562 ณ ที่ว่าการอำเภอนาโพธิ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง Tel : 044-686130, 063-9037817



Pages: [1] 2 3 ... 141