Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - happy

Pages: [1] 2 3 ... 2277
1
“ศุภมาส” ผลักดันงานวิจัยอนุรักษ์พันธุกรรมพืชตามแนวพระราชดำริ สู่ประโยชน์แก่มหาชน


วันที่ 22 ก.ค. 2567 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในการประชุมเรื่อง การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชตามแนวพระราชดำริ : ประโยชน์แท้แก่มหาชน ในงาน  อว.แฟร์ : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน และมี แพทย์หญิง เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานบอร์ด สกสว. และ ศ.กิตติคุณ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. เข้าร่วมการประชุม โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวต้อนรับ ณ ห้องประชุม MR 209 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร


นางสาวศุภมาส กล่าวว่า โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชตามแนวพระราชดำริ มีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างความเข้าใจและเห็นคุณค่าของพันธุกรรมพืชของไทย สู่การนำไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่ง วช. เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี ผ่านการสนับสนุนการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืช การสำรวจพืชท้องถิ่น และส่งเสริมและสนับสนุนทุนวิจัยสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ชึ่งผลงานวิจัยที่นำเสนอในวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชอนุรักษ์ และสร้างประโยชน์ให้แก่คนไทยทุกคน


ดร.วิภารัตน์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยการสนับสนุนการวิจัยพืชอนุรักษ์หลากหลายชนิด อาทิ ทุเรียน สัก มะเกี๋ยง และพืชอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น ผักเชียงดา ตะคึก เพื่อให้เกิดการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวไทย ในปี 2567 นี้ วช. ขยายขอบเขตการทำงานไปสู่การสนับสนุนสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าของทรัพยากรพันธุ์พืชในท้องถิ่น และร่วมกันอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่สืบไป




ทั้งนี้ ในงานมีการบรรยายเรื่อง อพ.สธ. ประโยชน์แท้แก่มหาชน โดย นายพรชัย จุฑามาศ รองผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในประเทศไทยเริ่มต้นจากพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยมีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมพืชที่มีค่าให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นหลัง จากความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อขยายพันธุ์ขนุนไพศาลทักษิณ นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาพันธุกรรมของพืชเอกลักษณ์ในสภาวะปลอดเชื้อในอุณหภูมิต่ำ เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ขึ้น เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรพันธุกรรมพืชให้เกิดประโยชน์กับมหาชนชาวไทย[/size




นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาเรื่อง “อพ.สธ.-วช. อนุรักษ์และพัฒนาด้วยจิตสำนึกแห่งนักวิจัยไทย” โดยมีประเด็นเสวนา ดังนี้ 1.งานวิจัยด้านทุเรียน 2.งานวิจัยด้านสัก 3.งานวิจัยด้านยางนา 4.งานวิจัยมันพื้นบ้าน และการเสวนาเรื่อง “หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน ผลิตผลจากสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน” โดย โรงเรียนสวนพฤกษศาสตร์ที่ได้รับการคัดเลือกจากการส่งข้อเสนอกิจกรรมสามพฤกษศาสตร์โรงเรียน จำนวน 5 โรงเรียน การเสวนาในครั้งนี้ วช. ถือเป็นก้าวสำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ ด้วย




















2
แพทย์รพ. จักษุกรุงเทพ เตือนเชื้อปรสิตในน้ำประปา


นพ.วิวัฒน์ โกมลสุรเดช ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ รพ. จักษุกรุงเทพ เตือน ประชาชนหลังจากมีข่าว คอนโดฯแห่งหนึ่ง ทำให้ประชาชนต้องเจอกับปรสิต วันนี้คุณหมอออกมาเปิดเผยถึงขั้นตอนการดูแลตัวเอง ก่อนพบแพทย์

ที่มาที่ไปของเชื้อว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
เป็นข่าวดังเพราะว่าติดกันเยอะในคอนโดเป็น outbreak  นะครับ เชื้อที่เป็นข่าวก็มีอยู่สองตัว คือ Acanthamoeba (อะแคนทามีบา) , Microsporidia (ไมโครสปอริเดีย) เชื้อปรสิตที่ติดทางตาได้ ส่วนใหญ่นานๆเจอที ช่วงหลังเนี่ยที่ว่าจะเจอเยอะขึ้นมาคือเชื้อ  Microsporidia ไม่ค่อยได้เห็นมาช่วง 2-3 ปีนี้พบเจอเยอะขึ้น ก่อนหน้านั้นก็จะเจอ Acanthamoeba ซึ่งค่อนข้างเยอะซีเรียสเลยเพราะว่ามีผู้ป่วยติดเชื้ออยู่บ้างที่เป็น Acanthamoeba เป็นปรสิตอย่างหนึ่ง ติดเชื้อแล้วทำให้ตาบอด พบบ่อยในคนที่ใส่คอนเทคเลนส์ บ้านเรามีความชื่นสูงและก็นิยมใส่คอนเทคเลนส์ตาโต การดูแลทำความสะอาดไม่เต็มที่ ใช้น้ำประปาหรือน้ำธรรมดาล้างคอนเทคเลนส์ เลยติดเชื้อ หรือ การใส่นอนกลางคืน คือ ใส่นอนเลย มีคนไม่อยากใส่ ๆ ถอด ๆ ตื่นมาแล้วใช้งานได้เลย พื้นที่สัมผัสเยอะทำให้เชื้อโลกเกาะได้ง่าย และก็เชื้อพวกนี้ไม่มียารักษาที่แบบฆ่าเชื้อได้แน่นอน แม้จะปิดกระจกตาก็เก็บเชื้อไม่หมด เชื้อลามต่อทำให้เสียตาได้ ซึ่งจะเจอนาน ๆ ทีเพราะว่าปัจจุบันความรู้ดีขึ้น การแนะนำคนไข้ดีขึ้น ก็เจอน้อยลง

เชื้อเหล่านี้พบได้ในชีวิตประจำวัน ?
มีอยู่ทั่ว ๆ ไปแต่ไม่ได้เยอะมากในแหล่งน้ำสกปรก แหล่งที่อับชื้น โดยเฉพาะในสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดเราแล้วก็แมวพวกนี้มีเชื้อปรสิตอยู่หลายตัว จริง ๆ มีมากกว่านี้แต่ก็ไม่ติดหรอกไปติดทางอื่น  เช่น ทางลำไส้ ทางเดินหายใจ ทางปาก แต่ถ้าสัตว์ใกล้ชิดก็อาจจะติดเชื้อได้ เชื้อ Microsporidia อยู่ในสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง ปลา และตอนหลังมีการพัฒนา เริ่มอยู่ในน้ำทั่ว ๆ ไป

มีวิธีการป้องกันอย่างไร ?
การป้องกันดีที่สุด คือ อย่าไปสัมผัส ถ้าต้องลงไปในน้ำ การใส่แว่นตากันก็สามารถช่วยได้ เพราะน้ำจะได้ไม่ต้องโดนตาโดยตรง เล่นน้ำทะเล น้ำกรอง น้ำอะไรแบบนี้ก็ใส่แว่นตากันไว้  ในบางครั้งเราก็อาจจะละเลยคิดไม่ถึงว่าจะต้องไปโดน ถ้าหากคิดว่ามีสิ่งแปลกปลอม สิ่งสกปรก เข้าตาก็ล้างออก ควร ใช้น้ำกลั่นหรือที่หาง่ายที่สุดก็น้ำดื่มน้ำขวดนำมาล้างออกเลย เข้าตาปุ๊บรีบล้างออกเลย

มีวิธีสังเกตอย่างไรเมื่อถ้าโดนปรสิตเข้าตา ?
จริง ๆ  ถ้ามีอะไรเข้าก็จะรู้สึกได้ เป็นธรรมชาติในการสัมผัสของตา ร่างกายไม่สามารถบอกได้ว่าเชื้ออะไรเข้าตา แต่สามารถรู้สึกได้ จริง ๆ อาการเคืองตา อาการแสบตาเนี่ยเจอบ่อยสุด อาการที่เกิดจากภูมิแพ้ก็จะตาแดงเคืองตาได้ง่าย ถ้าอาการรุนแรง ตาพร่ามัว ไม่ควรไปซื้อยาใช้เอง อาจจะลองหยอดน้ำตาเทียมก่อน ถ้าเกิดยังไม่หายก็ควรรีบมาพบแพทย์

การมาใช้บริการที่นี้มีขั้นตอนการตรวจอย่างไร ?
เบื้องต้นมีตรวจตา การมองเห็น สภาพตาแดงแค่ไหน มีแผลที่กระจกตาไหม อันนี้สำคัญถ้าเป็นเยื้อบุบตาอักเสบธรรมดาก็อาจจะสบายใจ ถ้ามีสิ่งแลกปลอมในลูกตาก็คงมองได้ยาก ซึ่งก็มีกล้องที่มีกำลังขยายสูงมาก มีการย้อมสีในลูกตา ดูว่ามีแผลมีอะไรไหมขนาดเล็กมากเราก็ส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์เนี่ยยังมองไม่เห็นเลย  ถ้าเราย้อมสีเนี่ยก็จะเจอ การติดเชื้อ การติดเชื้อ ก็เป็นรูปแบบเรียกว่าเป็นเพทเทินของเชื้อโรค  ก็มีการคาดว่าคือเชื้ออะไร พูดถึงเรื่องติดเชื้อในตาที่เล่ามาก็จะเป็นพวก พาราไซส์  จำพวก Microsporidia, Acanthamoeba ซึ่งจะไม่ได้พบเจอบ่อยนัก ถ้าเจอบ่อยจะเป็นพวกแบคทีเรีย ไวรัส มีตาแดงระบาด ที่เคยมีได้ยินว่าติดกันทั้งโรงเรียน จากการสัมผัส เชื้อไวรัส เริม งูสวัด ก็จะเจอบ่อย

ที่รพ. จักษุกรุงเทพ มีเทคโนโลยีอะไรที่ทันสมัย ที่ช่วยดูแลผู้ป่วยบ้าง ?
รพ. จักษุกรุงเทพ  มีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านกระจกตา สามารถดูแลผู้ป่วยเกี่ยวกับการติดเชื้อที่กระจกตาได้เต็มที่ มีเครื่องมือและทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ให้พร้อมตลอดเวลา

3
สบพ. จับมือ Qatar Airways จัดกิจกรรมให้ความรู้ เตรียมพร้อมอาชีพ ในบริบทสายการบิน




            เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา สถาบันการบินพลเรือน โดยกองวิชาวิทยาการการบิน จับมือกับ สายการบิน Qatar Airways จัดกิจกรรมให้ความรู้และเตรียมความพร้อมการเข้าสู่อาชีพในบริบทของสายการบิน โดยมี ดร.วราภรณ์ เต็มแก้ว ผู้อำนวยการกองวิชาวิทยาการการบิน พร้อมด้วยคณาจารย์ สบพ. ร่วมให้การต้อนรับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สายการบิน Qatar Airways ณ อาคารศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านการบิน สบพ. กรุงเทพฯ


            ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากนักศึกษาในหลักสูตรต่าง ๆ ของ สบพ.เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสายการบิน Qatar Airways อาทิ นักศึกษาหลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรช่างอากาศยาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการสมัครงาน และเข้าร่วมโครงการสหกิจศึกษา พร้อมทั้งได้รับความรู้ความมั่นใจ ในการประกอบอาชีพในธุรกิจสายการบิน เพื่อพัฒนาการเรียนและวางแนวทางการประกอบอาชีพของตนเอง ให้ประสบผลสำเร็จต่อไป


            สำหรับ Qatar Airways เป็นสายการบินที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ ในระดับโลก อาทิ "รางวัลสายการบินที่ดีที่สุดในโลก" ติดต่อกัน 7 สมัย จาก Skytrax ในปี 2554, 2555, 2558, 2560, 2562, 2564 และ 2565 “รางวัลสายการบินชั้นธุรกิจที่ดีที่สุดในโลก (World’s Best Business Class) ประจำปี 2566” โดยองค์กรจัดอันดับสายการบินระดับนานาชาติ Skytrax “รางวัลสายการบินที่ดีที่สุดในตะวันออกกลาง (Best Airline in the Middle East)” “รางวัลห้องรับรองสายการบินชั้นธุรกิจที่ดีที่สุดในโลก (World's Best Business Class Lounge)” และ “รางวัลสายการบินที่มีเลานจ์รับประทานอาหารชั้นธุรกิจที่ดีที่สุดในโลก (World's Best Business Class Lounge Dining)” ณ งานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติ Paris Air Show ประจำปี 2566








4
"ต่าย อรทัย" ร่วมรำบูชาถวายสักการะในพิธี
"เขียนแผ่นดวงมหามงคล บรรจุหัวใจนาคราช บันไดพญานาค ๙ เศียร"





             วันที่ 18 กรกฎาคม 2567 เวลา 17.39 น. ณ อุโบสถ วัดเขาแก้วธรรมาราม ต.คลองเรือ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี จัดพิธีเขียนแผ่นดวงมหามงคล บรรจุหัวใจนาคราช บันไดพญานาค ๙ เศียร โดยมี พระครูปลัดกมล มหาปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดบุหัวแหวน เป็นประธานในพิธีสงฆ์, พระอาจารย์พิภพ พลวฑฺฒโน เจ้าอาวาส ร่วมเจริญพระพุทธมนต์ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร และพิธีบวงสรวงเทพ พรหม เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์

               โดยในพิธีดังกล่าว มีนักร้องชื่อดัง ต่าย อรทัย ร่วมรำบูชาถวายสักการะ พร้อมศิลปิน แก้วเพทาย, ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง นักร้องชื่อดัง, บดินทร์ ดุ๊ก อดีตพระเอกดัง, ดร.รัชนี มหานิยม, รฐา โดบ และพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ร่วมพิธีในครั้งนี้

               ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสร้างอุโบสถ โดยโอนร่วมบุญผ่านธนาคารไทยพานิชย์ 765-241-6560 ชื่อบัญชี วัดเขาแก้วธรรมาราม

#ต่ายอรทัย #วัดเขาแก้วธรรมาราม #บรรจุหัวใจนาคราช #บันไดพญานาค
 








































5
“กรมการข้าว - อบก.” เซ็นต์เอ็มโอยู “สยาม ซิลิกา”
เพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว





               วันที่ 19 กรกฎาคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว มอบหมายให้ นายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เข้าร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว ระหว่าง กรมการข้าว และ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และ บริษัท สยาม ซิลิกา เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด ร่วมกับ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ประธานกรรมการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), พ.อ.ธนพล ภักดีภูมิ กรรมการ บริษัท สยาม ซิลิกา เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด และ มร.แอนดูวร์ เมอร์เรย์ (Mr. Andrew Murray) กรรมการ บริษัท สยาม ซิลิกา เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด ณ อาคาร 4 เจ เลขที่ 29 ซอยพหลโยธิน 3




               นายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เผยว่า ก๊าชมีเทน (methane) เป็นก๊าซเรือนกระจก ที่ทำให้โลกร้อนขึ้นมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 80 เท่า และไม่น่าเชื่อว่านาข้าวทั่วโลกได้ปล่อยก๊าซมีเทนมากถึง 100 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้นาข้าวของไทยปล่อยก๊าซมีเทนออกสู่บรรยากาศถึง 3.32 ล้านตันต่อปี

               ดังนั้นเพื่อผลักดันให้ไทย เข้าถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปีค.ศ. 2065-2070 (พ.ศ. 2608-2613) หรืออีก 46 ปีข้างหน้า และลดลงอย่างน้อย 20% ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในปี พ.ศ. 2580 ข้าวมีความสำคัญทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ  อย่างไรก็ตาม วิถีการทำนาแบบดั้งเดิมโดยการขังน้ำในนาเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดการสะสมของก๊าซมีเทน ซึ่งจัดเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า จากรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change)

               กรมการข้าว ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน จึงได้ร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และ บริษัท สยาม ซิลิกา เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด เพื่อความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว ให้ดียิ่งขึ้น


 
               ด้าน นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ประธานกรรมการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า ในฐานะที่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการสนับสนุน ส่งเสริม และขับเคลื่อนให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเป็นหน่วยงานรับรองโครงการคาร์บอนเครดิต ที่เรียกว่า “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย” หรือ โครงการ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) รวมถึง การรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ทั้งในระดับผลิตภัณฑ์ (ฉลาก CFP: Carbon Footprint of Product) และระดับองค์กร (ฉลาก CFO: Carbon Footprint of Organization) เป็นต้น

               ทั้งนี้ ภาคการเกษตร ถือว่าเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าวไทย ที่เป็นหนึ่งในสินการเกษตรส่งออกหลัก มีการปล่อยก๊าซมีเทนในปริมาณที่สูงจากวิธีการทำนาปลูกข้าวแบบดั้งเดิม ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีในการทำนาปลูกข้าว และการปรับวิธีการใช้ปุ๋ย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การทำนาปลูกข้าวของไทย สามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนลงได้ ทำให้ข้าวไทยที่มีคุณภาพสูงในตลาดค้าข้าวของโลกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะเป็นข้าวที่มีการปล่อยก๊าซมีเทนต่ำในกระบวนการเพาะปลูกอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการผลิตและการบริโภคแบบคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน สำหรับการค้าระหว่างประเทศในยุคโลกร้อนนี้




               อบก. มีความพร้อมทางวิชาการ และมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่จะให้การสนับสนุนด้านวิชาการ ร่วมกับ กรมการข้าว และ บริษัท สยาม ซิลิกา เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด เพื่อส่งเสริมการพัฒนาวิธีการทำนาปลูกข้าวแบบคาร์บอนต่ำนี้ ไปสู่ การรับรองคาร์บอนเครดิต ตามมาตรฐานโครงการ T-VER รวมถึง การได้รับฉลากรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ตามมาตรฐาน CFP จาก อบก. ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเสริมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ทางการค้าสำหรับสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก ให้แก่ ข้าวไทย ตลอดจน ไปถึง เกษตรกร และชาวนา ที่ปรับเปลี่ยนมาใช้วิธีการทำนาปลูกข้าวแบบคาร์บอนต่ำ ดังกล่าว

               นอกจากนี้ แนวทางการทำนาปลูกข้าวแบบคาร์บอนต่ำ ยังเป็นหนึ่งในมาตรการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และ เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065 อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย



 
               พ.อ.ธนพล ภักดีภูมิ กรรมการ บริษัท สยาม ซิลิกา เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ว่า เพื่อให้ทราบถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ร่วมกัน ระหว่าง กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และ บริษัท สยาม ซิลิกา เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด ในการพัฒนาแนวทางการส่งเสริมทางการเกษตรกรรม สำหรับเกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าว รวมทั้งพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว โดยใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศร่วมกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการเกษตร เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตข้าว รวมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บคาร์บอนในดิน และลดการใช้ปุ๋ยเคมี ตลอดจนลดการใช้น้ำทางการเกษตร รวมถึงส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตและเพิ่มผลตอบแทนให้เกษตรกรมีรายได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง



 
               Mr. Andrew Murray, Director Siam Silica Fertiliser added, “This strategic partnership underscores Thailand’s commitment to adopting advanced agricultural innovations and soil amendment technologies. The initiative centers around GreenCal Si, an innovative soil enhancement product, co-designed between Australia and Thailand to boost soil carbon sequestration, reduce chemical fertiliser usage, and conserve water. The project aims to enhance crop yields and quality, generate carbon credits, and provide substantial economic benefits to farmers. By integrating cutting-edge sustainable farming practices, this initiative will help Thai farmers achieve higher productivity and profitability. At the same time, it aligns with Thailand’s ambitious climate goals, driving significant reductions in greenhouse gas emissions and progressing towards net-zero targets. This dual approach of improving agricultural outcomes and combating climate change positions Thailand as a leader in global sustainability efforts.”

               Thailand has been at the forefront of climate action, with robust policies to reduce carbon emissions and promote environmental sustainability. This initiative builds on the nation’s strong framework and showcases a willingness to embrace innovative solutions for improving the environment and the agricultural sector. The partnership will spearhead efforts to develop and implement sustainable farming practices, validate the environmental benefits of GreenCal Si, and create verified soil carbon credits. These credits will not only subsidize the cost of the product for farmers but also open new revenue streams through carbon trading markets. As we embark on this transformative journey, we invite media, stakeholders, and the global community to follow our progress and witness the creation of a sustainable, prosperous future for Thai farmers and the environment.























6
ควอนตั้ม เฮลท์แคร์ (ไทยแลนด์) จัดสัมมนาเชิงวิชาการ
เผยเทคโนโลยีสุดล้ำใหม่ล่าสุด “NEW MIIN Laser” เคลียร์จบ ลบปัญหาผิว!





               บริษัท ควอนตั้ม เฮลท์เเคร์ (ไทยเเลนด์) ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ให้กับโรงพยาบาล คลินิกความงามชั้นนำของเมืองไทย ภายใต้การบริหารงานของ นายเซอค ซังยุบ (Mr.Seok Sangyup) Chief Executive Officer และผู้บริหารหญิงชาวไทยที่มีวิสัยทัศน์อันเฉียบคม นางสาวอุมาภรณ์  เมธเมาลี (Ms.Umaporn  Methmaolee) Aesthetics Business Unit Director บริษัท ควอนตั้ม เฮลท์เเคร์ (ไทยเเลนด์) จำกัด ได้จัดสัมมนาเชิงวิชาการเผยเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำของ “NEW MIIN Laser” (นิว มี-อิน เลเซอร์) ณ ห้องฉัตรา 1 Kempinski Hotel เมื่อวันก่อน

               งานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากแพทย์ Speaker ชื่อดังระดับประเทศ ที่เปรียบได้ว่าเป็น King of Laser ผิวหนัง ของโลกและประเทศไทยทั้ง 2 ท่าน คือ ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นพ. นิวัติ พลนิกร และ อาจารย์นายแพทย์วิชัย  หงส์จารุ อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก อาจารย์แพทย์หญิงสุจิตรา สมบุญธรรม และ อาจารย์นายแพทย์นิติธรรม รัตกสิกร มาร่วมให้ความรู้และพูดคุยบนเวที โดยมี อาจารย์แพทย์หญิงมาริสา พงศ์พฤฒิพันธ์ รับหน้าที่เป็น Moderator ช่วยแชร์ประสบการณ์และข้อซักถามลงลึกถึงความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ เหล่าแพทย์จากคลินิกชั้นนำระดับประเทศที่มาร่วมกิจกรรมสัมมนาให้ครั้งนี้กว่า 100 ท่าน นอกจากนี้ยังได้ นางเอกสาว “มิ้นต์” ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง และพระเอกหนุ่ม “เจมส์ มาร์” ที่มาร่วมเผยเคล็ดลับความสวยความหล่อในงานอีกด้วย




               โดย นางสาวอุมาภรณ์  เมธเมาลี (Ms.Umaporn  Methmaolee) Aesthetics Business Unit Director บริษัท ควอนตั้ม เฮลท์เเคร์ (ไทยเเลนด์) จำกัด กล่าวว่า “NEW MIIN Laser เป็นนวัตกรรมที่ได้ได้รับการรับรองมาตรฐานจากประเทศสหรัฐอเมริกา และถือเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศเกาหลีใต้ ทางควอนตั้มฯ จึงได้นำเข้ามาเพื่ออยากให้คนไทยได้ทดลองใช้ NEW MIIN Laser ที่โดดเด่นในเรื่องของการรักษาความผิดปกติของเม็ดสีของผิว และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผิวสวยหน้าใส กระชับรูขุมขน ซึ่งเป็นปัญหาหลักด้านผิวพรรณของคนไทยโดยเฉพาะ ที่สำคัญเจ็บน้อยกว่าการยิงเลเซอร์ปกติและลดระยะเวลาการรักษา และครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังระดับโลกและทีมแพทย์จากคลินิกชื่อดังระดับประเทศมากมายมาร่วมกิจกรรมอีกด้วยค่ะ”




               ทางด้าน ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นพ. นิวัติ พลนิกร เผยว่า “NEW MIIN Laser เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาความผิดปกติของเม็ดสี ไม่ว่าจะเป็น กระแดด กระลึก, รักษา, ลบรอยสัก, ปานดำปานน้ำตาล ปานโอตะ, รักษารอยดำสิว รอยแผลเป็น รอยแดง, Rejuvenation กระตุ้นคอลลาเจน กระชับรูขุมขน และที่สำคัญที่สุดที่เป็นปัญหากับผิวพรรณของคนไข้คนไทย คือ ฝ้าลึกฝ้าตื้น ปัญหาที่รักษาได้ยากในปัจจุบันได้อย่างดีที่สุด ด้วยประสิทธิภาพการทำงานของ MLA (Micro Lens Array) ร่วมกับ การปล่อยพลังงานแบบพิเศษชื่อ Miin Mode จะส่งพลังงานไปยังชั้นหนังแท้ ทำให้ชั้นผิวเกิดปฏิกิริยา LIOB Effect Like ส่งผลให้เม็ดสีแตกตัวสามารถลดความผิดปกติของเม็ดสี ปรับสภาพสีผิว รวมถึงยังมีโหมดที่สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อีอาสติน ทำให้รอยแผลเป็นสิวตื้นขึ้น รูขุมขนเล็กลง ผิวหน้าเรียบเนียนกระจ่างใส”



 
               อาจารย์นายแพทย์วิชัย  หงส์จารุ ได้กล่าวว่า “NEW MIIN Laser สามารถรักษารอยโรค Post inflammatory hyperpigmentation (PIH) Skin หรือ ที่เรียกง่ายๆ กันว่า รอยดำผิว ที่พบได้จากความผิดปกติของเม็ดสีของผิวของคนไข้ หรือ รอยดำที่เกิดจาก side effect จากการทำหัตถการที่ไม่ถูกวิธี ซึ่งถือว่าเป็นรอยโรคที่แก้ไขได้ยากไม่แพ้ กับ ฝ้า โดยการใช้ MIIN Laser ทำให้ได้ผลการรักษาที่ตรงจุดและเจ็บน้อยกว่าการยิงเลเซอร์แบบปกติ โดยไม่ส่งผลต่อบริเวณเนื้อเยื่อรอบข้าง อีกทั้งยังช่วยลดการเกิดผลข้างเคียง, ลดระยะเวลาพักฟื้น และลดระยะเวลาการรักษาอีกด้วย”




               สำหรับ NEW MIIN Laser เป็น the 5th generations ของการรักษาเม็ดสี เป็นเครื่อง Multi pulse ND-YAG Laser ที่มีช่วงความยาวช่วงคลื่น 1064 nm และ KTP532 ซึ่งจะมีการปล่อยพลังงานช่วงระยะเวลาสั้น ๆ และมีความเข้มสูง เพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิด LIOB Effect Like ทำให้เม็ดสีเกิดการแตกตัวและถูกกำจัด ซึ่งสามารถกำจัดได้ทั้งผิวชั้นตื้นและผิวชั้นลึก โดยไม่ทำให้เนื้อเยื่อรอบข้างเกิดการบาดเจ็บ และนอกจากนี้เครื่องยังสามารถเลือกรูปแบบช่วงการปล่อยพลังงานได้ เพื่อทำให้ผลการรักษาได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและช่วยลดความเจ็บในการทำการรักษา นอกจากนี้ยังมีหัวการรักษาที่ใช้สำหรับกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้อีกด้วย

               ติดตามกิจกรรมดี ๆ และมาดูแลผิวพรรณพร้อมสัมผัสเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำ NEW MIIN Laser จาก บริษัท ควอนตั้ม เฮลท์เเคร์ (ไทยเเลนด์) ได้แล้ววันนี้!!! โดยสามารถสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK : Quantum Aesthetic Thailand




















7
7 ปี Destiny Clinic เปิดตัวคู่จิ้น หยิ่น-วอร์ นั่งแท่น Friends of Destiny
ดึงคนรุ่นใหม่สร้างความมั่นใจในความงามในแบบฉบับของตนเอง





               กรุงเทพฯ - เป็นอีเวนต์ห้างแตกที่แท้ทรูเลยก็ว่าได้ เมื่อ Destiny Clinic ผู้นำนวัตกรรมคลินิกเวชกรรมแบบครบวงจร ทำถึงจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 7 ปีอย่างยิ่งใหญ่ พ่วงไปกับงานเปิดตัว Friends of Destiny คู่แรก หยิ่น-วอร์ คู่จิ้นสุดปังแห่งปี โดยมีเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังและคนบันเทิง เดินทางมาร่วมยินดีกันอย่างคับคั่งจนลานลิฟต์แก้ว ชั้น 1 เซ็นทรัล พระราม 2 แคบไปถนัดตา ในงาน Grand Opening Friends of Destiny & 7th Anniversary
   
               ภายในงานต้อนรับแขกผู้มีเกียรติด้วยบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง ตกแต่งในโทนสีฟ้าขาวสวยงาม ภายใต้คอนเซ็ปต์ Let’s be Friend and Let You Shine เข้าใจผิว เข้าใจคุณ เพื่อตอกย้ำภาพความเป็นคลินิกความงามหนึ่งเดียวในไทย ที่พร้อมให้บริการด้านสุขภาพ ความงามหลากหลาย โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจความต้องการลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยคุณสร้างความมั่นใจในรูปร่างผิวพรรณให้สวยสมบูรณ์แบบ ดูดีได้ มั่นใจขึ้น เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในชีวิตต่อไป




               คุณปัฏฐกรณ์ หาดี กล่าวว่า “Destiny Clinic  มีทั้งหมด 7 สาขา เราเน้นการดูแลผิวพรรณ รูปร่าง และสุขภาพในทุกมิติ โดยมีจุดเด่นเรื่องนวัตกรรมที่ทันสมัย ได้มาตรฐานระดับสากล มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา มีคอร์สทรีตเมนต์ มากกว่า 80 โปรแกรม ซึ่งเยอะและหลากหลายที่สุดในประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกช่วงวัยที่สภาพผิวแตกต่างกัน ในส่วนของรูปร่าง เราก็มีนวัตกรรมสลายไขมัน ลดกระชับสัดส่วน  สร้างกล้ามเนื้อ  ที่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทันสมัย และอีกบริการหนึ่ง คือบริการด้านสุขภาพ เราก็มีคอร์สพัฒนาสุขภาพ  จากทีมคุณหมอที่มีความรู้และเชี่ยวชาญ ทางด้าน anti – aging  นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญทรีทเมนต์ที่หลากหลาย เพื่อให้เหมาะกับทุกปัญหาผิว ซึ่งกลุ่มลูกค้าของเรา มีทุกช่วงอายุ แต่ละวัยก็มีไลฟ์สไตล์มีความกังวลที่ต่างกัน  ดังนั้น เรื่องการดูแลใส่ใจตัวเองต้องทำอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของตำแหน่ง Friends of Destiny เราอยากที่จะตอบโจทย์คำว่า เข้าใจความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน “เพื่อน” คือ นิยามที่ทุกคนมีและให้ความไว้วางใจ เข้าใจ สบายใจในทุกปัญหาที่จะปรึกษา ส่วนที่ต้องเป็น หยิ่น-วอร์ ก็เพราะทั้งสองท่านร่วมงานกับทางคลินิกมายาวนานตลอด 2 ปี และทั้งสองท่านก็ตอบโจทย์ ของคำว่า เพื่อน ได้ตรงจุด มีความเข้าถึงง่าย สนุกสนาน เป็นธรรมชาติ จริงใจ และจะมาช่วยสื่อสารถึงคุณลูกค้ากลุ่มผู้ชาย และคุณลูกค้าผู้หญิงทุกช่วงวัยที่กำลังลังเล ไม่กล้าที่จะเข้าคลินิก ให้ตัดสินใจง่ายขึ้น ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ทุกเพศทุกวัย มีสิทธิเข้าคลินิกดูแลตัวเองได้เหมือน ๆ กัน ด้วยเหตุผลนี้ ทั้งสองท่าน จึงเหมาะที่จะมาเป็นตัวแทนของแบรนด์ และชวนทุกคนมาเป็นเพื่อนกับ Destiny Clinic”




               มากันที่คู่จิ้นสุดฮอตแห่งปี หยิ่น-อานันท์ หว่อง และ วอร์-วนรัตน์ รัศมีรัตน์ แค่ซีนเปิดตัวก็เรียกเสียงกรี๊ดได้ลั่นลานกิจกรรม ซึ่งทั้งสองหนุ่มไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะ Friends of Destiny เพียงอย่างเดียวแต่ขอเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ส่งต่อความเข้าใจ สร้างความมั่นใจในรูปร่างความงามตามแบบฉบับของตนเอง

               “ผมมองว่าคนรุ่นใหม่ทุกวันนี้ มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มั่นใจในความงามของแต่ละคนแบบไม่มีเส้นแบ่งกั้นเรื่องเพศแล้ว ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีมากๆ เลยครับ เพราะทุกคนทุกเพศทุกวัย มีสิทธิเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองดูดีและมั่นใจ เราสองคนรู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีทำหน้าที่ Friends of Destiny เพราะจริง ๆ เราก็เป็นลูกค้าอยู่แล้วและชอบทุกคอร์สของ  Destiny Clinic แต่หลัก ๆ ที่ชอบทำคือ ทรีตเมนต์ผิวหน้า ซึ่งเราต้องดูดีอยู่เสมอ เพราะใบหน้า ต้องเจอทั้งกล้อง ทั้งแสง เวลาออกกอง ใบหน้าจึงเป็นสิ่งสำคั ในการดูแลเป็นอย่างแรก สำหรับเบื้องหลังการถ่ายทำโฆษณาโปรโมต สนุกมาก ทีมงานทุกคนเป็นกันเองเก่งมาก ๆ ทำให้การถ่ายทำราบรื่นดี อยากจะฝากทุกคนคอยติดตามทุกช่องทางโซเชียล มีเดียของDestiny Clinic ด้วยนะครับ แล้วอย่างลืมมาเจอกันได้ กับกิจกรรมที่เราจะมีร่วมกับทางคลินิก และอยากเชิญชวนพี่ ๆ ชาวมิกซ์ยอและทุกคนเลยนะครับ มาร่วมเป็นเพื่อนกัน และเปิดประสบการณ์ความงามด้วยกันมาเป็นเฟรนด์กับหยิ่น-วอร์ กันเยอะ ๆ นะครับ”




               ด้านนักแสดงชื่อดัง แอฟ - ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ ก็เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 7 ปี ในฐานะพรีเซนเตอร์รุ่นพี่ “ในฐานะพรีเชนเตอร์ที่แอฟอยู่กับ Destiny Clinic มายาวนาน ก็ต้องขอแสดง ความยินดีกับน้องทั้งสองคนด้วย และขอต้อนรับสู่บ้าน Destiny ที่อบอุ่นของเรา มาทำให้สาว ๆ สดชื่นสดใสมากกว่าเดิม แอฟมองว่าโลกเปิดกว้างขึ้น นิยามความสวยที่ไร้ขีดจำกัด ในมุมมองของแอฟ คือทุกคน มีความสวยในแบบฉบับของตัวเอง มี The Best Version ที่ดีได้เสมอ คำว่า ไร้ขีด จำกัด ของแอฟ คือความมีวินัยในการใส่ใจดูแลตัวเองอย่างที่ผู้หญิงทุกวันนี้ใส่ใจดูแลตัวเองแบบไร้ขีดจำกัด เพราะมีตัวช่วยเยอะมากที่ให้เราได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง เราจะสวยสดใสเพื่อตัวเองหรือสวยเพื่อคนที่เรารัก แค่นี้ก็ไร้ขีดจำกัดได้แล้วค่ะ และในโอกาสที่ Destiny Clinic ครบรอบ 7 ปี  ขอให้ทีมงานทุกท่านและคุณลูกค้าทุกคนมีแต่ความสุข สดใส มีแต่รอยยิ้ม เติบโต แข็งแรงมั่นคง ตลอดไป แอฟขอชวนทุกท่านมาเป็นลูกค้าคนสำคัญ ให้ Destiny clinic  ได้ดูแลแบบที่แอฟ มั่นใจ มาตลอด 6 ปี ทั้งผลลัพธ์ นวัตกรรมที่ทันสมัย ปลอดภัยการบริการที่เข้าใจ ครบจบทุกปัญหา เลือกสิ่งที่มั่นใจแล้ว จะหลงรัก Destiny Clinic ค่ะ”


















               

8
เอเชียนทัวร์ควอลิฟายอิงสคูลดวล 7 สนาม ก่อนชิงชัยสนามสุดท้ายที่ประเทศไทย


19 กรกฎาคม 2567 – เอเชียน ทัวร์ ประกาศสนามแข่งขันรอบควอลิฟายอิงสคูลสเตจแรกสำหรับฤดูกาล 2025 รวม 7 สนาม ก่อนคัดยอดฝีมือเข้าสู่รอบสุดท้ายที่สนามเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟ คลับ จังหวัดเพชรบุรี ในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อชิงทัวร์การ์ดลงเล่นในฤดูกาลหน้าต่อไป

ศึกกอล์ฟเอเชียนทัวร์ ควอลิฟายอิงสคูล เป็นเวทีการแข่งขันเพื่อคัดเลือกนักกอล์ฟจากทุกทวีปของโลก เข้าไปร่วมแข่งขันในเอเชียนทัวร์ฤดูกาลหน้า ล่าสุดเอเชียนทัวร์ประกาศจัดการแข่งขันรอบควอลิฟายอิงสคูลสเตจแรกรวม 7 สนามในปีนี้ ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของทัวร์ โดยจะเปิดฉากที่สนามเมาน์ท เดอร์ริมุต กอล์ฟ แอนด์ คอมมูนิตี้ คลับ ในกรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 17-20 กันยายนนี้

จากนั้นข้ามไปแข่งขันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 2 สนาม เริ่มที่สนามเทโซโร คลับ ในรัฐฟลอริด้า ระหว่างวันที่ 29 กันยายน - 1 ตุลาคม และสนาม โซโบบ้า สปริงส์ กอล์ฟ คลับ รัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่างวันที่ 5-8 พฤศจิกายน ตามด้วยอีก 4 สนามในประเทศไทยได้แก่ สนามพัฒนา สปอร์ตส์ คลับ จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 3-6 ธันวาคม ต่อด้วยสนามฟีนิกซ์ โกลด์ กอล์ฟ แบงค็อก, สนามกรังด์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ จ.กาญจนบุรี และสนามสปริงฟิลด์ รอยัล คันทรี คลับ จ.เพชรบุรี ซึ่งทั้งสามสนามนี้จะแข่งขันพร้อมกันระหว่างวันที่ 10-13 ธันวาคม ขณะที่รอบสุดท้ายจะดวลกันที่สนามเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟ คลับ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ระหว่างวันที่ 17-21 ธันวาคมนี้


โช มินน์ ตันท์ กรรมาธิการและซีอีโอของเอเชียนทัวร์ เผยว่า “ด้วยจำนวนสนามแข่งขันรอบควอลิฟายอิงสคูลถือเป็นตัววัดความสำเร็จของเอเชียน ทัวร์  และอีกครั้งในปีนี้เราคาดว่าจะได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักกอล์ฟทั่วโลกที่ต้องการเข้าร่วมในทัวร์ของเรา ทั้งนี้จากรายการแข่งขันและผู้เล่นระดับนานาชาติทำให้เราต้องจัดหาสนามแข่งขันที่มีคุณภาพ ด้วยเหตุนี้เราจึงกลับมาที่ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา และจัดการแข่งขันรอบคัดเลือกสเตจแรกถึง 7 สนาม”

สำหรับการแข่งขันควอลิฟายอิงสคูลสเตจแรกแต่ละสนามจะแข่งกัน 4 รอบ เพื่อคัดผู้เล่นเข้าสู่สเตจสุดท้ายซึ่งจะดวลกัน 5 รอบ นักกอล์ฟที่ทำผลงานใน 35 อันดับแรก จะได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันเอเชียนทัวร์ ฤดูกาล 2025 ต่อไป           

ทั้งนี้ในการแข่งขันเอเชียนทัวร์ ควอลิฟายอิงสคูล ที่ผ่ามมามีนักกอล์ฟร่วมชิงชัย 668 คน โดยมีผู้เล่น 219 คนจาก 35 ประเทศที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกของเอเชียน ทัวร์

ติดตามข่าวสารของเอเชียน ทัวร์ ได้ที่เว็บไซต์
www.asiantour.com และเฟซบุค Asian Tour

9
เมเจอร์ฯ จับมือ ทรู คอร์ปอเรชั่น เสิร์ฟฟรีตั๋วหนัง เพื่อความสนุกให้ลูกค้าคนสำคัญ


คุณสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสื่อโฆษณาบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) และ คุณสรรค์พิจิตร เอี่ยมชีรางกูร หัวหน้าสายงานบริหารความสัมพันธ์และผสานสิทธิประโยชน์ลูกค้า บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมส่งมอบประสบการณ์ความสุขที่มากขึ้นกว่าเคย เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าคนสำคัญแบบครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วไทย ผ่านโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป และอีจีวี ทุกสาขา ในแคมเปญ “Free Movie Week” ความสุขที่พร้อมเสิร์ฟให้กับลูกค้าคนพิเศษในสัปดาห์พิเศษของเดือนจนถึงสิ้นปี


โดยลูกค้าทรูแบล็คและทรูเรดการ์ด ใช้เพียง 799 ทรูพอยท์ และลูกค้าดีแทค PLATINUM BLUE MEMBER และดีแทค GOLD MEMBER ใช้เพียง 2,399 ดีแทคคอยน์ เพื่อแลกรับฟรีตั๋วหนัง 1 ที่นั่ง (1 Code / สิทธิ์ / ที่นั่ง) สำหรับที่นั่งปกติ ระบบปกติ

นอกจากนี้ยังสามารถจ่ายเพิ่มเพียงเล็กน้อยเพื่อยกระดับความพรีเมียมในการชมภาพยนตร์ที่สาขาพารากอนซีนีเพล็กซ์, ไอคอน ซีเนคอนิค และควอเทียร์ ซีเนอาร์ตรวมถึงอัพเกรดเป็นที่นั่งฮันนีมูน หรือระบบ 3D, ATMOS ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฏาคม -  31 ธันวาคม 2567

สามารถตรวจสอบข้อมูลสิทธิประโยชน์และกดรับสิทธิ์ได้ที่แอปพลิเคชันทรูไอดี และดีแทคแอป รวมถึงสามารถติดตามรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่
www.majorcineplex.com

10
ยัวซ่าเปิดบ้านต้อนรับคณะผู้ถือหุ้นฯ เยี่ยมชมโรงงานผลิต จ.สมุทรปราการ


           มร.สึเนะโนริ โยชิมูระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายสุขแท้ เรืองวัฒนะโชติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้การต้อนรับคณะผู้ถือหุ้นฯ เพื่อเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตแบตเตอรี่ยัวซ่า ทั้งในส่วนของกระบวนการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ทั้งนี้ตลอดการเข้าเยี่ยมชมในแต่ละกระบวนการ สร้างความประทับใจ และความมั่นใจให้กับคณะผู้ถือหุ้นได้เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับมาตรฐาน และคุณภาพการผลิตของแบตเตอรี่ยัวซ่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ โรงงานแบตเตอรี่ ยัวซ่า จังหวัดสมุทรปราการ






11
ไทเชฟ แนะนำผงปรุงรสแจ่วบอง แซ่บ เด็ด สไตล์อีสาน


             ไทเชฟ (ThyChef) ผู้นำด้านผงโรยอาหารและผงชงเครื่องดื่มหลากหลายรสชาติ เปิดตัวสินค้าใหม่ล่าสุด ผงปรุงรส รสแจ่วบอง ที่มาพร้อมกับรสชาติแซ่บ นัว เอาใจผู้ที่ชื่นชอบกลิ่น และรสชาติปลาร้าสับ วิธีทำง่าย ๆ เพียงนำไปโรย หรือคลุกเคล้ากับอาหารที่ปรุงสุกแล้ว อาทิ ไก่ทอด ข้าวจี่ ข้าวโป่ง ฯลฯ เท่านี้ก็จะได้เมนูใหม่หอมกลิ่นแจ่วบอง อัดแน่นไปด้วยสมุนไพรหอม แซ่บ เด็ด สะใจ แน่นอน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลิ้มลองอาหารรสชาติใหม่ ๆ หรือผู้ที่ชื่นชอบแจ่วบองอยู่แล้ว อยากลองมิกซ์กับอาหารเมนูใหม่ หรือพ่อค้า แม่ค้าที่กำลังมองหารายได้เสริม สามารถนำผลิตภัณฑ์ของไทเชฟไปสร้างกำไรได้ง่าย ๆ

             สำหรับผู้ที่สนใจสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ของไทเชฟผ่านช่องทางออนไลน์กับบริการ “ฟาสต์ ไทเชฟ” สั่งวันนี้ ส่งวันนี้พรุ่งนี้ถึง เร็วทันใจ ที่ www.thychef.com หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/%40thychef หรือทางเว็บไซต์ www.lazada.co.thwww.shopee.co.th FB: ThyChef, ID Line: @thychef สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-968-3723-6

12
สจล. เปิดรับสมัครบุคคลที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี -  ปริญญาโท ทุกสาขา
เพื่อบรรจุเป็นพนักงานสถาบันประเภทพิเศษ สายสนับสนุนวิชาการ จำนวน 38 ตำแหน่ง


              สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดรับสมัครบุคคลที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี/ปริญญาโท ทุกสาขา เพื่อบรรจุเป็นพนักงานสถาบันประเภทพิเศษ สายสนับสนุนวิชาการ จำนวน 38 ตำแหน่ง อาทิ เจ้าหน้าที่ทรัพย์สินทางปัญญา เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป นักวิเทศสัมพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักวิชาการส่งเสริมการลงทุน

             ผู้ที่สนใจสมัครได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบแข่งขัน ในวันที่ 7 สิงหาคม 2567 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hr.kmitl.ac.th/

13
ไร้สังกัด / ททท.
« on: July 19, 2024, 10:12:52 PM »
ปอศ. ร่วมกับ ทรูวิชั่นส์ เดินหน้าปราบปรามจับกุมเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์และพนันออนไลน์
เร่งป้องกันก่อนผลกระทบภาพรวมสังคม และเศรษฐกิจของประเทศ


หลังจากหารือ พ.ต.อ วีระพงษ์ หอมหวล ผกก.1 บก.ปอศ กล่าวว่า การเข้าถึงเว็บไซต์เถื่อนนอกจากมีการละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว ยังมีการชักชวนให้เล่นการพนัน หรือมีสื่อลามกต่างๆ เข้ามาหลอกล่อ ซึ่งมีทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่เข้าไปใช้อาจถูกล่อลวงจากเหล่ามิจฉาชีพ สร้างความเสียหายให้กับประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก ขณะเดียวกัน ไทยเป็นประเทศสมาชิก WTO  ซึ่งมีข้อบังคับว่า เราต้องให้ความคุ้มครองกับทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้า และจะต้องได้รับการประเมินสถานะคู่ค้าทั้งจากอเมริกาและยุโรป  ดังนั้นหากเราให้ความคุ้มครองสินค้าที่มีการละเมิดสิทธิทางปัญญาได้ไม่ดี ก็จะเจอมาตรการตอบโต้ทางภาษี ทำให้สินค้าของประเทศเราไม่สามารถไปต่อสู้กับประเทศต่างๆได้

ขณะที่ ดร. ณรัช ศรีหทัย ผู้จัดการสำนักงานรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ทรูวิชั่นส์ให้ความสำคัญเรื่องลิขสิทธิ์เป็นอย่างมาก เราพร้อมที่จะจัดหาคอนเทนต์ลิขสิทธิ์ ที่แม้มีมูลค่าสูง อย่างเช่นลิขสิทธิ์ฟุตบอลต่างๆ แต่ก็เป็นความตั้งใจที่จะให้บริการแก่สมาชิกอย่างถูกต้องและให้สมาชิกได้รับชมคอนเทนท์ที่ดีมีคุณภาพ รวมถึงปลอดภัยจากภัยที่มองไม่เห็นทางไซเบอร์ นอกจากนั้นในฐานะที่ทรูวิชั่นส์เป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ เราจึงต้องดูแลให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา อันเป็นเหตุให้ต้องมีการตั้งทีม มีทีมติดตามตรวจสอบทำงานร่วมกับภาครัฐโดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผ่านทางกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ บก.ปอศ.เพื่อปราบปราม เว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งมีลักษณะเรียกเก็บเงินโดยไม่ได้สมัครสมาชิกอย่างถูกต้อง อีกทั้งไม่ได้เผยแพร่เนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเดียวแต่จะชี้ชวนให้เล่นการพนันหรือเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร ซึ่งเป็นภัยอันตรายที่ร้ายแรงต่อสังคม และจากข้อมูลวิจัยศึกษาต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ หรือ อินเดีย พบว่าผู้กระทำความผิดที่ดำเนินการเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ จะนำมัลแวร์ไปฝังตามเว็บไซต์ต่างๆ รวมไปถึงในระบบคอมพิวเตอร์ ที่จะเป็นการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งนับว่าเป็นภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์ที่สามารถสร้างความเสียหายอย่างมาก”[/siz]

ดร. ณรัช  กล่าวเพิ่มเติมว่า  “ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา พบว่าสถิติการจับผู้กระทำผิดในการละเมิดลิขสิทธิ์ของทรูวิชั่นส์ มีอยู่ 20 เว็บไซต์ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งหากยังคงมีการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่เพิ่มมากขึ้น จนจำนวนผู้เข้ารับชมตามช่องทางที่ถูกต้องลดลงก็อาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนต่อไปได้ อันจะส่งผลกระทบต่อผู้ชมขาดโอกาสในการรับชมการแข่งขันกีฬาระดับโลก หรือคอนเทนต์ที่มีคุณภาพต่อไปได้อีกด้วย”[/size

14
ปอศ. ร่วมกับ ทรูวิชั่นส์ เดินหน้าปราบปรามจับกุมเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์และพนันออนไลน์
เร่งป้องกันก่อนผลกระทบภาพรวมสังคม และเศรษฐกิจของประเทศ


กรุงเทพฯ 19 กรกฎาคม 2567 - สถานการณ์การละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทย ที่ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังลุกลามสร้างผลกระทบทางด้านสังคมมากขึ้น ทั้งการเข้าถึงข้อมูลที่ผิดกฏหมาย ภัยทางไซเบอร์ที่เว็บไซต์เถื่อนมักมีมัลแวร์ ไวรัส และฟิชชิ่งที่สุ่มเสี่ยงต่อการเสียทรัพย์สิน ขโมยข้อมูลส่วนบุคคล และถูกล่อหลอกจากเหล่ามิจฉาชีพออนไลน์ ซึ่งผลกระทบนี้นับวันจะรุนแรงมากขึ้น กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ บก.ปอศ.ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงจึงได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชน เดินหน้า ป้องกันและปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดย พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผู้บังคับการปอศ. และ พ.ต.อ วีระพงษ์ หอมหวล ผกก.1 บก.ปอศ. ได้หารือร่วมกับ บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัดนำโดย ดร. ณรัช ศรีหทัย ผู้จัดการสำนักงานรองประธานกรรมการบริหาร และ นายสุชาติ เสริญวงศ์สัตย์ ผู้จัดการฝ่ายรายการ เพื่อหาแนวทางเร่งดำเนินการในเรื่องดังกล่าว


หลังจากหารือ พ.ต.อ วีระพงษ์ หอมหวล ผกก.1 บก.ปอศ กล่าวว่า การเข้าถึงเว็บไซต์เถื่อนนอกจากมีการละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว ยังมีการชักชวนให้เล่นการพนัน หรือมีสื่อลามกต่างๆ เข้ามาหลอกล่อ ซึ่งมีทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่เข้าไปใช้อาจถูกล่อลวงจากเหล่ามิจฉาชีพ สร้างความเสียหายให้กับประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก ขณะเดียวกัน ไทยเป็นประเทศสมาชิก WTO  ซึ่งมีข้อบังคับว่า เราต้องให้ความคุ้มครองกับทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้า และจะต้องได้รับการประเมินสถานะคู่ค้าทั้งจากอเมริกาและยุโรป  ดังนั้นหากเราให้ความคุ้มครองสินค้าที่มีการละเมิดสิทธิทางปัญญาได้ไม่ดี ก็จะเจอมาตรการตอบโต้ทางภาษี ทำให้สินค้าของประเทศเราไม่สามารถไปต่อสู้กับประเทศต่างๆได้


ขณะที่ ดร. ณรัช ศรีหทัย ผู้จัดการสำนักงานรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ทรูวิชั่นส์ให้ความสำคัญเรื่องลิขสิทธิ์เป็นอย่างมาก เราพร้อมที่จะจัดหาคอนเทนต์ลิขสิทธิ์ ที่แม้มีมูลค่าสูง อย่างเช่นลิขสิทธิ์ฟุตบอลต่างๆ แต่ก็เป็นความตั้งใจที่จะให้บริการแก่สมาชิกอย่างถูกต้องและให้สมาชิกได้รับชมคอนเทนท์ที่ดีมีคุณภาพ รวมถึงปลอดภัยจากภัยที่มองไม่เห็นทางไซเบอร์ นอกจากนั้นในฐานะที่ทรูวิชั่นส์เป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ เราจึงต้องดูแลให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา อันเป็นเหตุให้ต้องมีการตั้งทีม มีทีมติดตามตรวจสอบทำงานร่วมกับภาครัฐโดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผ่านทางกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ บก.ปอศ.เพื่อปราบปราม เว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งมีลักษณะเรียกเก็บเงินโดยไม่ได้สมัครสมาชิกอย่างถูกต้อง อีกทั้งไม่ได้เผยแพร่เนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเดียวแต่จะชี้ชวนให้เล่นการพนันหรือเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร ซึ่งเป็นภัยอันตรายที่ร้ายแรงต่อสังคม และจากข้อมูลวิจัยศึกษาต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ หรือ อินเดีย พบว่าผู้กระทำความผิดที่ดำเนินการเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ จะนำมัลแวร์ไปฝังตามเว็บไซต์ต่างๆ รวมไปถึงในระบบคอมพิวเตอร์ ที่จะเป็นการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งนับว่าเป็นภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์ที่สามารถสร้างความเสียหายอย่างมาก”


ดร. ณรัช  กล่าวเพิ่มเติมว่า  “ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา พบว่าสถิติการจับผู้กระทำผิดในการละเมิดลิขสิทธิ์ของทรูวิชั่นส์ มีอยู่ 20 เว็บไซต์ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งหากยังคงมีการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เพิ่มมากขึ้น จนจำนวนผู้เข้ารับชมตามช่องทางที่ถูกต้องลดลงก็อาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนต่อไปได้ อันจะส่งผลกระทบต่อผู้ชมขาดโอกาสในการรับชมการแข่งขันกีฬาระดับโลก หรือคอนเทนต์ที่มีคุณภาพต่อไปได้อีกด้วย”

15
วช. โชว์พลังวิจัยนวัตกรรม ผนึกกำลังขับเคลื่อนไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ในงาน อว.แฟร์ : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND


วันที่ 18 กรกฎาคม 2567 ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมประชาสัมพันธ์งาน อว.แฟร์ : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22-28 กรกฎาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ โดยในส่วนงานต่างๆของ วช. ที่เข้าร่วมกิจกรรม อว.แฟร์  มีกิจกรรมหลักจากผลการดำเนินงานและองค์ความรู้โดดเด่นจากศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางความรู้ (Hub of Knowledge) ที่เข้าร่วมจัดแสดงในงาน อว.แฟร์ : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND ทั้งนี้ การแถลงข่าวของ วช. จัดขึ้น ณ ห้องโถงศูนย์สารสนเทศการวิจัยกลาง ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อาคาร วช. 8


ดร.วิภารัตน์  อ่องดี ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงาน อว.แฟร์: SCI POWER FOR FUTURE THAILAND เป็นงานมหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนด้วยพลังสหวิทยาการ จัดโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จากการรวมพลังของหน่วยงานภายใต้ อว. พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และการจัดงาน อว.แฟร์ ครั้งนี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางความรู้ (Hub of Knowledge) ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัยรุ่นใหม่ รวมทั้งสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้พบกับนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 100 ผลงาน จากศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางความรู้ (Hub of Knowledge) ใน 5 ด้านสำคัญ ภายใต้แนวคิด “Hub of Talents & Knowledge For All” ทั้งนี้ ยังมีการประชุมในประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชตามแนวพระราชดำริ, Future Thailand: อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม การเสวนาและการอบรม ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางความรู้ (Hub of Knowledge) โดยผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการวิจัย กิจกรรมชิม ช็อป เพลิดเพลินกับผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรม และกิจกรรมสนุกสนานอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ Thai Symphony Orchestra : วัฒนธรรมดนตรีเพื่อพลังสร้างสรรค์เศรษฐกิจใหม่โดยวงไทยซิมโพนีออร์เคสตร้า และการประลองยอดฝีมือเยาวชนดนตรี โดรนแปรอักษรเพื่อสนับสนุนงานพระราชพิธี ระหว่างวันที่ 22 – 28 กรกฎาคม 2567 ณ Hall 1-4 ชั้น G ZONE F,ส่วนห้องประชุมชั้น 2 และMain Stage ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


วช. หวังว่างาน อว.แฟร์: SCI POWER FOR FUTURE THAILAND จะเป็นเวทีแห่งการรวมพลังทางนวัตกรรม นําเสนอผลงานวิจัยคุณภาพสูงจาก วช. ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสหวิทยาการของไทย งานนี้เน้นการพัฒนาบุคลากรคุณภาพ พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในโลกยุคใหม่ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเหล่านี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนสําคัญ นําไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการเติบโตของประเทศ และเตรียมความพร้อมรับมือกับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไว สอดรับกับนโยบายของ ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม


นอกจากการแถลงข่าว ภายในงานยังมีการเสวนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) ของ วช. ดังนี้


ศาสตราจารย์ ดร.หทัยกานต์  มนัสปิยะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จาก ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุยั่งยืนเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน (Hub for Environment) กล่าวถึง การวิจัยและนวัตกรรมเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ รวมถึงการจัดการของเสีย มลพิษอากาศ และภูมิอากาศ พัฒนาทรัพยากรและพลังงานจากชีวมวล และส่งเสริมการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อลูกหลาน โดยมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)


รองศาสตราจารย์ ดร.ศิวเรศ อารีกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จาก ศูนย์กลางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยข้าวของประเทศไทย (Hub for Agriculture) กล่าวถึง การวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว การพัฒนาทรัพยากรและสินค้าเกษตรมูลค่าสูง การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาวิธีการทำการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) รวมถึงการเพิ่มปริมาณผลผลิต และการตอบสนองความต้องการการบริโภคในอนาคต


รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อศักดิ์  แก้วจรัสวิไล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จาก ศูนย์กลางความรู้ศิลปะมวยไทยสู่ระดับโลก (Hub for Society) กล่าวถึง การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน รวมทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงการสร้างนวัตกรรมสังคม นวัตกรรมด้านศิลปะ และวัฒนธรรมเพื่อช่วยให้เป็นสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ และเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต


ศาสตราจารย์ ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จาก ศูนย์กลางศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญการใช้ประโยชน์จากพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในงานวิศวกรรมทางการแพทย์ (Hub for Health) กล่าวถึง การวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ ชุดตรวจวินิจฉัย อาหาร พืชสมุนไพร รวมทั้งการดูแลป้องกันและรักษาโรคทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศซึ่งช่วยส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัยทั้งในปัจจุบันและอนาคต


รองศาสตราจารย์ ดร.สุขุม  อิสเสงี่ยม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จาก ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบไมโครอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศไทย (Hub for Future Technology) กล่าวถึง การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ การพิมพ์ 3 มิติ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เทคโนโลยีพลาสมา คลื่นไมโครเวฟ ชีวสารสนเทศ และเทคโนโลยีอวกาศ รวมถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอื่น ๆ ซึ่งเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่นำพาเศรษฐกิจของประเทศไปสู่อนาคตที่ดี และให้การเจริญเติบโตของไทยเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้




สำหรับการจัดงาน อว.แฟร์ จะมีพิธีเปิดในวันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม 2567 โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยในวันที่ 22 กรกฎาคม จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่เวลา 16.00-20.00 น. และในวันที่ 22-28 กรกฎาคม 2567 เปิดให้ประชาชนเข้าชมงานตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

#อว #กระทรวงอว #MHESI
#กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม
#อวFAIR #ร่วมสร้างปัญญา
#เพื่อทุกโอกาส #ขับเคลื่อนอนาคต
#วช
#Hub of Talents & Knowledge For All







Pages: [1] 2 3 ... 2277