Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - happy

Pages: [1] 2 3 ... 2153
1
“ซี-วิท” นำทัพพนักงานสร้างสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจให้น้อง ๆ บ้านคลองคต




               ซี-วิท (C-vitt) นำทัพพนักงานลงพื้นที่ทำกิจกรรมให้ความรู้และความสนุกแก่น้อง ๆ โรงเรียนบ้านคลองคต จังหวัดจันทบุรี ในกิจกรรม “10 ปี C-vitt เพื่ออนาคตเด็กไทย แข็งแรง สดใสไปด้วยกัน” มอบ ซี-วิท มินิ ผลิตภัณฑ์วิตามินซี 200% จำนวน 960,000 กล่อง อุปกรณ์การเรียนการสอนและอุปกรณ์กีฬา ให้เยาวชนไทยในการดูแลของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ (Healthy Body & Mind)


               มร. โอซามุ โซมะ ประธานบริหาร บริษัท เฮ้าส์ โอสถสภา ฟู้ดส์ จำกัด กล่าวว่า “ปัญหาภาวะทุพโภชนาการของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล จัดเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจากทุกภาคส่วน เพราะหากปล่อยไว้จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของร่างกายและสมอง ดังนั้น ซี-วิท (C-vitt) จึงได้ผนึกกำลังกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดกิจกรรม “10 ปี C-vitt เพื่ออนาคตเด็กไทย แข็งแรง สดใสไปด้วยกัน” ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์ซี-วิท มินิ เครื่องดื่มวิตามินซี 200% ขนาด 125 มิลลิลิตร จำนวน 1,000,000 กล่อง พร้อมอุปกรณ์การเรียนการสอนและอุปกรณ์กีฬา มูลค่ารวมกว่า 14 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาด้านโภชนาการและสุขภาพของเยาวชนทั่วประเทศ




               โดยกิจกรรมดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 ทยอยส่งมอบผลิตภัณฑ์ ซี-วิท มินิ พร้อมอุปกรณ์การเรียนการสอนและอุปกรณ์กีฬาให้แก่น้อง ๆ เยาวชนทั่วประเทศไทย ล่าสุด ได้ส่งมอบซี-วิท มินิ จำนวน 960,000 กล่อง พร้อมอุปกรณ์การเรียนการสอนและอุปกรณ์กีฬา ให้แก่เยาวชนในการดูแลของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในพื้นที่ 9 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ทุกภาคทั่วประเทศไทย ประกอบด้วย ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำปาง ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ และภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดเพชรบุรี




               พร้อมกันนี้ ซี-วิท ยังได้นำทีมพนักงาน ลงพื้นที่จัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย และร่วมเล่นเกมเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ (Healthy Body & Mind) ให้แก่น้อง ๆ​ ณ โรงเรียนบ้านคลองคต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยกิจกรรมดังกล่าวได้สอดแทรกเรื่องประโยชน์ของวิตามินซีที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง พร้อมทั้งปลูกฝังเรื่องการรับประทานอาหารที่จะช่วยเพิ่มวิตามินซีให้กับร่างกาย เพื่อให้น้อง ๆ เยาวชนได้นำความรู้ไปปรับใช้ในการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวันต่อไป”
















2
สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เผยผลสำรวจ “Marketing Trends : 2023 Way Forwards” พร้อมแนวปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนการตลาดยั่งยืน


               ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง นักการตลาดต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งกลยุทธ์และแนวปฏิบัติ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จึงได้สำรวจเทรนด์และความคิดเห็น ในกลุ่ม MAT CMO Council (สมาชิก ซีเอ็มโอ เคานซิล ของสมาคมการตลาดฯ) ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยการตลาด และ คณาจารย์ในภาควิชาที่เกี่ยวข้อง

               ผลจากการสำรวจพบว่า ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะเริ่มคลี่คลายไปในทางบวก แต่ยังไม่สดใสมากนัก นักการตลาดยังต้องเตรียมรับมือกับหลากหลายสถานการณ์ที่ยากจะคาดการณ์ แม้ส่วนมากยังมองการเติบโตทางเศรษฐกิจในมุมแคบๆแค่ +5% แต่ก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ในปี 2023 ที่จะมาถึงนี้ โลกการ ตลาดจะตื่นตัวคึกคักขึ้น โดยผู้เข้าร่วมสำรวจกว่าครึ่งคาดการณ์ว่า งบการตลาดจะเพิ่มสูงกว่าปี 2022 กว่า 5-10%


               ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่เชื่อว่าจะมีผลโดยตรงกับการตลาด อันดับหนึ่งคือ เรื่องความต้องการของลูกค้า อันดับสองคือ เศรษฐกิจโลก และ อันดับสามคือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งทั้ง 3 เป็นปัจจัยภายนอก องค์กรและนักการตลาดจึงควรเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆโดยไม่ประมาท โดยนักการตลาดชั้นนำทั้งหลายของไทยมองว่า เทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคในปีที่จะมาถึงนี้ จะให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพ การทดลองแบรนด์ใหม่ๆ และการรู้ที่มาที่ไปของสินค้า เป็นอันดับต้นๆ

               สำหรับ หัวใจสำคัญ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในโลกการตลาดปี 2023 นี้ สรุปเป็นประเด็นได้ “4ร” คือ “เร็ว - รู้ - เรื่อง – รักษา”

1.​ เร็ว เพราะเราอยู่ในยุคที่ไม่มีอะไรแน่นอน การปรับเปลี่ยน ปรับปรุงอย่างทันท่วงที (Adaptability) จึงสำคัญมากสำหรับความสำเร็จ การทำงานก็ต้องคล่องตัวมากขึ้นทันเหตุการณ์มากขึ้น (Agile Marketing)

2.​ รู้ หมายถึงทั้งแง่การพัฒนาศักยภาพบุคลากร อัพสกิล – รีสกิล (Upskill & Reskill) ให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง และในแง่การเรียนรู้ความต้องการของลูกค้าผ่านการเก็บข้อมูล และนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Data Driven Marketing)

3.​ เรื่อง คือการให้ความสำคัญกับเนื้อหาและบริบทของการสื่อสาร (Contextual Marketing & Content Marketing) เพื่อนำไปสู่การสื่อสารอย่างใส่ใจ โดนใจ แม่นยำ และ ใส่ใจในเรื่องความละเอียดอ่อนของการสื่อสารอีกด้วย (Communication Sensitivity)

4.​ รักษา คือ การทำธุรกิจอย่างใส่ใจ และสร้างคุณค่าให้แก่โลกและสังคม (Sustainable Marketing)



               แต่ทั้งนี้ ในโลกยุคดิจิทัลที่มีการเติบโตของการใช้งานผ่านระบบต่างๆมากมาย ในโลกที่หมุนไว องค์กรและนักการตลาดควรต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการ ระวัง ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยในโลกเทคโนโลยีทั้งเรื่องการเงินหรือการบริหารจัดเก็บข้อมูล (Cyber Security & Data Security)

               อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เรื่องของ “คน” ที่เป็นศูนย์กลางในบริบททางการตลาดหลายๆเรื่อง เมื่อเราทำการโหวตการให้ความสำคัญของ People (คน) Planet (โลกและสิ่งแวดล้อม) และ Profit (ผลกำไร) สิ่งที่นักการตลาดและผู้บริหารให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 คือ เรื่องของ “คน” ซึ่งในที่นี้ครอบคลุมทั้ง สังคม ชุมชน และ ลูกค้า ซึ่งนับเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญมาก สำหรับการสร้างความรักในแบรนด์อย่างแท้จริงในยุคนี้ ตามมาด้วย “โลก” และต่อด้วย “ผลกำไร” เมื่อองค์กรนั้นมีทั้งความ เข้าใจและใส่ใจ ผลที่จะสะท้อนกลับมา ย่อมเป็นผลเชิงบวกที่จะนำไปสู่ผลบวกทางธุรกิจอย่างแน่นอน

3
Thailand Marketing Day 2022: The Game Changer

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จัดงานวันนักการตลาด “Thailand Marketing Day 2022 : The Game Changer” สุดยอดฟอรั่มการตลาดแห่งปีที่รวมหลากเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงในโลก Post-Pandemic เปิดวิสัยทัศน์ - ปรับกลยุทธ์ - เปลี่ยนผลลัพธ์ กับหลากหลายเรื่องราวของ “จุดเปลี่ยน” จาก 20 วิทยากรผู้ทรงเกียรติ พร้อมพร้อมเผยทิศทางการตลาดแห่งอนาคต และแนวทางการปรับตัวทางธุรกิจด้วยแนวคิด C.A.R.E


29 พฤศจิกายน 2565 – กรุงเทพฯ: ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา มีความผันผวนเกิดขึ้นมากมายในโลกของเรา และส่งผลกับโลกธุรกิจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานการณ์โควิด-19 สถานการณ์คุกรุ่นระหว่างประเทศซึ่งยังไม่จบและยากจะคาดการ สถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความผันผวน สถานการณ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ต้องเฝ้าระวัง และสถานการณ์ด้านเทคโนโลยีที่ส่งผลทั้งด้านบวกและด้านลบ เราอยู่ในโลกที่ยากจะคาดเดา แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้แน่ๆ คือ เราทุกคนต้องเดินหน้าต่อ ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และสู้ไปด้วยกัน

ตลอดปี 2565 ที่ผ่านมา สมาคมการตลาดฯ ได้ยืนเคียงข้างผู้ประกอบการในฐานะแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้ และสร้างเครือข่ายการตลาด ผ่านโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อติดอาวุธทางการตลาดยุคใหม่ให้แก่สมาชิก และผู้ประกอบการทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงาน MAT National Webinar งานสัมมนาออนไลน์ฟรีที่จัดเพื่อผู้ประกอบการ คณาจารย์ และนักศึกษาทั่วประเทศ หรือการสานต่อโครงการณ์ MAT CMO Council และ MAT Academic Council ที่มุ่งสร้างเน็ตเวิร์คในภาคเอกชนและภาคการศึกษา รวมถึงโครงการอื่นๆ อีกมากมาย และทางสมาคมฯ ยังมุ่งพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะเดินเคียงข้างเพื่อนๆ นักการตลาดไทยไปด้วยกัน


จากสถานการณ์ที่ผ่านมา ต้องยอมรับความผันผวนต่างๆ ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เราเรียกได้ว่า เป็น “Game Changer” ของโลกธุรกิจและโลกการตลาดเลยทีเดียว โดยสมาคมการตลาดฯมองว่า “จุดเปลี่ยน” ที่จะนำเราไปสู่อนาคตที่แข็งแรงขึ้นนั้น มี 4 ด้านด้วยกัน คือ

  • Perspective Changer จุดเปลี่ยนด้านวิสัยทัศน์ เราจะเปลี่ยนมุมมองไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ พลิกความคิด พิชิตกลยุทธ์ใหม่ได้อย่างไร

  • Practice Changer จุดเปลี่ยนด้านวิธีการ ออกจากเส้นทางเดิมๆ เริ่มเดินบนทิศทางใหม่ เมื่อเรากล้า ที่จะก้าว ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด

  • Platform Changer จุดเปลี่ยนด้านเทคโนโลยี เราต้องทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่ อะไรหรือสิ่งที่ต้องระวัง หรืออะไรคือสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

  • Planet Changer จุดเปลี่ยนด้านคุณค่าของธุรกิจต่อโลกและสังคม ในยุคที่ผู้บริโภคมองหาแบรนด์ที่มอบคุณค่าที่มากกว่าตัวสินค้า แล้วเราจะหาจุดลงตัวของผลกำไรทางธุรกิจและผลลัพธ์เชิงบวกแก่โลก และสังคมได้อย่างไร



โดยในงาน Thailand Marketing Day นี้ สมาคมการตลาดฯ ได้เรียนเชิญผู้นำภาคธุรกิจและการตลาดกว่า 20 ท่านมาแชร์วิสัยทัศน์ แบ่งปันมุมมอง เปิดประสบการณ์เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการและนักการตลาดไทยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และนำไปปรับใช้ให้เกิด “Game Changer Moment” ได้จริง

และ
สมาคมการตลาดฯ ขอฝากประเด็นสำคัญ ในเรื่องความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค และแนวทางการปรับตัวขององค์กร เพื่อให้ทุกท่านพร้อมรับโอกาสใหม่ๆที่เข้ามาพร้อมความเปลี่ยนแปลง


ในมุมของผู้บริโภคนั้น มีการเปลี่ยนแปลงต่อยอดมาจากเทรนด์ที่เกิดขึ้นในช่วง Covid-19 ที่ผ่านมา เราสามารถสรุปความต้องการของเขา เป็น 4C  คือ

1. Caring เขาต้องการแบรนด์ที่เสนอทั้ง ของดี และ คิดดี ในที่นี้ คือ แบรนด์ที่มีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ ตรงตามใจและมาตรฐานของพวกเขา แต่ในขณะเดียวกันก็คิดดีต่อโลกและสังคม

2. Community based และแบรนด์นั้นต้องเป็น เพื่อนที่ดี ใน สังคมที่ดี... เราอยู่ในยุคที่สังคมถูกเชื่อมต่อด้วย social media จึงต้องยอมรับว่า ลูกค้ามักจะเลือกแบรนด์ที่เป็นพวกเดียวกับเขา เชื่อในสิ่งเดียวกับเขา ยืนหยัดในสิ่งเดียวกับพวกเขา


3. Connected experiences นอกเหนือจากนี้ การเชื่อมต่อกับพวกเขาก็เป็นสิ่งสำคัญ คำว่า สื่อสารดี และ ประสบการณ์ดี อาจไม่ได้หมายความถึงการสร้างแคมเปญใหญ่ๆ หรือจัด event ใหญ่ๆ อีกต่อไป แต่คือการเชื่อมโยงทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ข้อมูลที่เที่ยงตรง และสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่พวกเขา ทั้ง Offline and Online และ Offline in Online ซึ่งข้อนี้ จะนำไปสู่เรื่อง Marketing 6.0 ที่เราจะได้ฟังในช่วงท้ายของวันนี้ด้วย

4. Competitive Price & Value และสิ่งสุดท้าย ที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ คือ ราคาดี และ คุ้มดี ... จริงอยู่ว่า ลูกค้าต้องการของดีจากแบรนด์ที่คิดดี แต่ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน การเงินและสถานการณ์ต่างๆผันผวน อนาคตไม่แน่นอน ลูกค้าจึงมีความระวังในการใช้เงินมากขึ้น ดังนั้น ราคาที่ดีก็เป็นปัจจัยสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ในปีที่จะมาถึงนี้ ซึ่งในเรื่องของราคานี้ ไม่ได้แปลว่าราคาถูกที่สุดเสมอไป แต่เป็นมุมของความคุ้มค่าที่เขาได้รับมากกว่า ดังนั้น นักการตลาดจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องกลยุทธ์การตั้งราคามากเลยทีเดียว


เมื่อเรามองในมุมของลูกค้าไปแล้ว ก็กลับมามองในมุมขององค์กรบ้าง ว่า หากเราต้องการที่จะ Riding the wave of changes to the future นั้น เราต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ผมจะขอแชร์ว่า องค์กร ต้องเริ่มที่คำว่า C.A.R.E แคร์ที่แปลว่าห่วงไย หรือแปลอีกอย่างคือ

1. C – Careful จริงๆอยู่ การทำธุรกิจในโลกยุคนี้ต้อวงมีความรวดเร็ว แต่สิ่งที่ต้องมีเพิ่มขึ้นมา คือ ต้องมีความระแวดระวังในทุกๆ ด้าน คิดให้ลึก คิดให้รอบด้าน คิดให้รอบคอบ เพื่อลดความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ

2. A – Authentic คุณต้องเป็นตัวจริง และยืนอยู่ในสนามของคุณจริงๆ ในยุคนี้ผู้บริโภครู้ทันแบรนด์ทุกอย่าง ความชัดเจน โปร่งใส ตั้งใจ และ ทำจริง จึงเป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะเป็นพื้นฐานที่มั่นคง

3. R – Resilience การยืดหยุ่น พร้อมปรับตัวคือคุณสมบัติสำคัญของความอยู่รอด เพราะธุรกิจยุคใหม่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เราไม่สามารถเอารูปแบบเดิมๆ มาใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ และโลกก็เปิดกว้างมากพอให้เราเรียนรู้และพัฒนาได้ตลอด หากล้ม ก็ให้เอาประสบการณ์มาปรับ แล้วลุกเดินต่อ ที่ยืดหยุ่นและอดทน คือผู้ที่จะสามารถอยู่รอดในยุคนี้

4.​ E – Empathy ทำความเข้าใจด้วยหัวใจ คุณสมบัตินี้สำคัญมากๆสำหรับทุกองค์กร ไม่ใช่แค่การทำความเข้าใจลูกค้าภายนอก แต่รวมถึงภายในด้วย เพราะความแข็งแกร่งของทุกองค์กรเริ่มจากข้างใน และการจะพัฒนาคนข้างในได้ เราก็ต้องเข้าใจเขาอย่างแท้จริงด้วย


ผมและคณะกรรมการบริหารของสมาคมการตลาดฯ ทุกท่านหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานในวันนี้จะช่วยเปิดวิสัยทัศน์ จุดประกายไอเดีย และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริหาร ผู้ประกอบการและนักการตลาดทุกท่านนะครับ” ดร. บุรณิน กล่าวทิ้งท้าย

4
realme 10 Pro Series จอโค้งใหญ่ เปิดโลกทัศน์ใหม่เหนือระดับ
กับดีไซน์ “ไฮเปอร์สเปซ” พร้อมกล้อง ProLight 108MP

พร้อมสัมผัสโลกทัศน์อันก้าวกระโดดจากแฟชันนิสต้า “ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่”


กรุงเทพฯ 29 พฤศจิกายน 2565 - realme (เรียลมี) แบรนด์เทคโนโลยีเพื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก เตรียมสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการสมาร์ตโฟนโลกอีกครั้ง กับ realme 10 Pro Series ชูไฮไลต์ดีไซน์แห่งโลกอนาคตแบบ “ไฮเปอร์สเปซ” (Hyperspace) ที่ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิดอุโมงค์ไฮเปอร์สเปซที่อลังการด้วยเส้นแสง 3 มิติกับเอ็ฟเฟ็กต์สุดตระการตาทั้ง Prism Acceleration Pattern และ Nebula Particles สื่อถึงประสิทธิภาพที่เร็วแรงระดับซูเปอร์อัลตร้าที่มากับสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ พร้อมจอ Refresh Rate สูง 120Hz ตอบโจทย์ทุกการใช้งานด้วยอนิเมชันที่ไหลลื่นเนียนตาขั้นสุด ผสานเทคโนโลยีการปรับความสว่างหน้าจอสุดล้ำถึงระดับ 2160Hz PWM ซึ่งมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อดวงตาสูงสุดของโลกสมาร์ตโฟนปัจจุบัน ช่วยให้แสดงสีสันได้อย่างเที่ยงตรงและคมชัดในทุกระดับความสว่าง และที่ขาดไม่ได้คือการอัปเกรดเทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพด้วยการออกแบบเลนส์กล้องหลักแบบ Twin-lens Reflex (TLR) เพื่อยกระดับการถ่ายภาพ โดยเฉพาะการเก็บภาพแนวสตรีตหรือแนวอาร์ตเก๋ ๆ ที่หนุ่มสาวยุคใหม่ต้องการจากกล้องถ่ายภาพในวันนี้ รวมถึงฟีเจอร์เด็ดอีกมากมายที่จะมอบประสบการณ์ระดับเรือธงได้อย่างสมบูรณ์แบบ และแน่นอน ด้วยระดับราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าแฟล็กชิปทั่วไป เพื่อมอบความความคุ้มค่าแก่ผู้ใช้สูงสุดตามสไตล์ realme

พลาดไม่ได้! เมื่อแฟชั่นนิสต้าตัวแม่ของเมืองไทย “ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” กลับมาร่วมงานกับ realme อีกครั้ง หลังสร้างเสียงฮือฮาสนั่นวงการกับปรากฏการณ์ “ร็อกสตาร์” เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ด้วยความสามารถอันโดดเด่นและก้าวกระโดดของเธอ ทำให้เข้ากับความเป็น realme ได้อย่างลงตัว พร้อมขึ้นแท่นเป็นพรีเซ็นเตอร์พร้อมพาทุกท่านเปิดโลกทัศน์ใหม่อย่างก้าวกระโดดในแบบฉบับของ realme 10 Pro Series

พิเศษยิ่งขึ้น! พบกับสองหนุ่มศิลปินสุดฮอต พีท-วสุธร และ ฟอร์ด-ฐิติพงศ์ ที่จะมาพาทุกท่านไปสัมผัสกับความพิเศษอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมร่วมเล่นกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลพิเศษ เตรียมตัวพบกับงานเปิดตัว “realme 10 Pro Series ” ในวันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม โดยสามารถชมการถ่ายทอดสดพร้อมกันผ่านทุกช่องทางของ realme official ไม่ว่าจะเป็น Facebook Fan page : realme TH, Youtube channel : realme Thailand, TikTok : realme _Thailand ได้ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป


เกาะติดอัปเดตข่าวสารและตารางกิจกรรมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียของ realme ทั้ง YouTube และ Facebook เพื่อที่คุณจะไม่พลาดโปรโมชั่นเปิดตัวสุดยอดสมาร์ตโฟนแห่งโลกอนาคตกับ realme 10 Pro Series

###

เกี่ยวกับ realme (เรียลมี)

realme แบรนด์สมาร์ตโฟนเพื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก นำเสนอผลิตภัณฑ์สมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ AIoT ที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัยซึ่งให้ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์เทคโนโลยีไลฟ์สไตล์ที่คุ้มค่าทั้งสเปก คุณภาพ และงานออกแบบระดับพรีเมียม เพื่อเจาะกลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในระดับราคาที่ทุกคนสามารถซื้อหาได้ บริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 2018 โดย Sky Li ภายใต้แนวคิด “Dare to Leap” ปัจจุบัน realme ถือเป็นบริษัทผู้ผลิตสมาร์ตโฟนที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลกและสามารถเติบโตจนติดกลุ่ม 5 อันดับแบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำใน 18 ประเทศทั่วโลกภายในเวลาเพียง 2 ปี โดยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2021 realme สามารถขยายตลาดมากถึง 61 ตลาด ทั้งในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ยุโรป รัสเซีย ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และแอฟริกา สามารถดูข้อมูลได้ที่ www.realme.com

5
CARS24 ผนึกกำลังพันธมิตรสถาบันการเงินชั้นนำ เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น
มอบข้อเสนอที่ดีที่สุด พร้อมสนับสนุนลูกค้าตลอดการซื้อ-ขาย-เทิร์น


               29 พฤศจิกายน 2565, กรุงเทพมหานคร – CARS24 (คาร์สทเวนตี้โฟร์) ศูนย์รวมรถมือสองออนไลน์เจ้าของฉายา "ยูนิคอร์นแห่งวงการรถมือสอง" ยกระดับการซื้อรถที่มีคุณภาพ พร้อมเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นจับมือพันธมิตรธนาคารและหลากหลายสถาบันการเงินชั้นนำ เพื่อเป็นทางเลือกและมอบข้อเสนอที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภค ครอบคลุมลูกค้าหลายกลุ่ม รู้ผลอนุมัติไวทันใจ และสามารถเป็นเจ้าของรถในฝันได้เร็วยิ่งขึ้นในราคาที่คุ้มค่า รวมถึงยังเสริมทัพฝ่ายขายและทีมสนับสนุนให้ความช่วยเหลือลูกค้าตลอดการซื้อ-ขาย-เทิร์น ครบจบในที่เดียว โดยมีทีมที่ให้ข้อมูลรถอย่างจริงใจ พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านเอกสาร เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การซื้อรถที่ดีที่สุด

               CARS24 เราได้เล็งเห็นถึงความกังวลของลูกค้าที่มีต่อการซื้อรถบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นอย่างดี เราจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นใจ ความพึงพอใจ และมอบความสะดวกสบาย รวดเร็ว ให้กับลูกค้ามากที่สุด โดยล่าสุดได้เสริมแกร่งให้ธุรกิจแข็งแรงยิ่งขึ้น ด้วยการร่วมมือกับธนาคารและสถาบันการเงินหลากหลายแห่ง อาทิ บจก.ลีสซิ่งกสิกรไทย, ธนาคารทิสโก้, ttb DRIVE และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ยื่นข้อเสนอดอกเบี้ยที่น่าสนใจให้ลูกค้าได้เลือกตามความต้องการ พิเศษสุดๆ เพราะ CARS24 ปล่อยแคมเปญและมอบโปรโมชันดีๆ ส่งป้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ร่วมกับทั้ง 4 ธนาคารสำหรับลูกค้าของ CARS24 เท่านั้น และยังมีสถาบันการเงินอื่นๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้า หรือกลุ่มพนักงานบริษัท ซึ่ง      การันตีได้ว่าผู้ที่ซื้อรถกับ CARS24 จะได้รถที่ถูกใจ รวมถึงยังมีบริการให้คำปรึกษาขั้นตอนการขอสินเชื่ออย่างใกล้ชิด ผ่อนได้สบาย เพื่อให้ทุกการออกรถยนต์มือสองเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่ามากที่สุด


               นอกจากนี้ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลถึงขั้นตอนการยื่นเอกสารและขั้นตอนระหว่างการซื้อรถยนต์มือสอง ตลอดจนขั้นตอนการโอนรถ เพราะทาง CARS24 จะเป็นผู้ดูแลให้ตั้งแต่ต้นจนจบ มั่นใจได้ว่าผู้ใช้จะได้เป็นเจ้าของรถที่มีมาตรฐานความปลอดภัยมากที่สุด และ CARS24 เรามีทีมขายมืออาชีพที่ให้บริการด้านข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์อย่างครบครัน จริงใจ ที่พร้อมให้คำปรึกษาและให้การช่วยเหลือด้านเอกสารกับลูกค้าทุกคน ซึ่งถือได้ว่ามาที่เดียวครบจบทุกสิ่ง ได้รถยนต์คุณภาพดีเยี่ยมถูกใจ โดยรถทุกคันของ CARS24 เราเป็นเจ้าของเอง ไม่ผ่านคนกลาง หากซื้อแล้วเปลี่ยนใจ คืนรถได้ใน 7 วัน พร้อมเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้ามากขึ้นด้วยการรับประกันถึง 12 เดือนหรือภายใน 30,000 กิโลเมตร

               ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.cars24.co.th พร้อมดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน CARS24 ได้แล้ววันนี้ทั้ง App Store และ Google Play Store หรือคลิก https://apple.co/36P0qWb และติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่เพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/cars24th

###

เกี่ยวกับ CARS24

CARS24 (คาร์สทเวนตี้โฟร์) ผู้นำแพลตฟอร์มซื้อขายรถยนต์มือสองออนไลน์ในอินเดีย ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเปิดตัวในประเทศไทยเป็นที่แรกของภูมิภาคในเดือนพฤศจิกายน 2564 โดย CARS24 ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรก และพร้อมแล้วที่จะพลิกโฉมวงการรถยนต์มือสองออนไลน์ ตั้งแต่ขั้นตอนการค้นหา การซื้อ การขาย และการให้สินเชื่อ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการที่ดีที่สุดในตลาดรถยนต์มือสอง ติดตามข่าวสาร และความเคลื่อนไหวของ CARS24 ได้ทาง​ Facebook: https://www.facebook.com/cars24th
Line: https://lin.ee/l6eegRG
Instagram: https://www.instagram.com/cars24th/
YouTube: https://www.youtube.com/channel/UCbYPQsDBdQe_ZeaEIyXLdUA
TikTok: https://www.tiktok.com/@cars24thailand?lang=en
Twitter: https://twitter.com/CARS24TH

6
วีซ่าเผยเทรนด์ท่องเที่ยวต่างประเทศซีซั่นนี้
ญี่ปุ่นครองแชมป์จุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของชาวไทย

นักเดินทางชาวไทยส่วนใหญ่เล็งใช้จ่ายแบบดิจิทัลเมื่อเดินทางต่างแดนเพื่อความสะดวก ปลอดภัย
และสามารถติดตามการใช้จ่าย


กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, วันที่ 29 พฤศจิกายน 2565: วีซ่า ผู้นำการให้บริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก เผยผลสำรวจเทรนด์การท่องเที่ยวต่างประเทศของนักเดินทางชาวไทยสำหรับปี 2023 (Thailand’s Travel Intentions Study 2023 – Outbound Edition) ว่าจุดหมายปลายทางห้าอันดับแรกที่นักเดินทางชาวไทยปรารถนาจะไปเยือนมากที่สุดได้แก่ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร

การสำรวจในครั้งนี้จัดทำขึ้นในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยจำนวน 2,000 ราย ยังได้เผยให้ทราบถึงสามปัจจัยหลักในการพิจารณาเลือกจุดหมายปลายต่างแดนที่จะไปเยือน คือ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว (65%) สภาพอากาศ (49%) และความต้องการไปเยือนสถานที่ใหม่ ๆ (48%)


พิภาวิน สดประเสริฐ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “การระบาดครั้งใหญ่ที่ผ่านมาก่อให้เกิดความต้องการสะสมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย หลังจากที่ไม่สามารถออกไปท่องโลกได้มาเป็นเวลานาน และเมื่อหลายประเทศได้กลับมาเปิดพรมแดนอีกครั้ง เราจึงต้องการจะศึกษาให้ลึกขึ้นถึงพฤติกรรม และความต้องการที่อาจเปลี่ยนแปลงไปของนักท่องเที่ยวชาวไทยในการออกสํารวจโลกแห่งความไม่แน่นอนใบนี้กันอีกครั้ง”

การศึกษาในครั้งนี้พบด้วยว่านักท่องเที่ยวชาวไทยต่างพร้อมที่มองข้ามอุปสรรคในการเดินทางที่เกี่ยวกับมาตรการการควบคุมโรคโควิดในต่างประเทศ โดยมีเพียงหนึ่งในสาม (35%) ที่กังวลถึงนโยบายการเปิดประเทศของจุดหมายปลายทาง และเพียงหนึ่งในห้า (23%) ของผู้ตอบแบบสอบถามที่กังวลถึงสถานการณ์ระบาดของโควิดระหว่างที่กำลังวางแผนท่องเที่ยว

เหตุผลสามอันดับแรกของการเดินทางท่องเที่ยวในต่างแดนคือ เพื่อสำรวจสถานที่ใหม่ๆ ที่พวกเขาไม่เคยไปเยือนมาก่อน (61%) การได้ใช้เวลาอันมีค่าร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง (42%) และการได้ไปเยือนสถานที่ที่ชื่นชอบอีกครั้ง (36%)

หากกล่าวถึงการวางแผน นักเดินทางชาวไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะวางแผนการท่องเที่ยวทั้งหมดด้วยตนเอง (41%) ขณะที่กลุ่มอื่นๆ มีทั้งที่เลือกจะไปเที่ยวแบบทัวร์ส่วนตัวที่ปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางได้ (21%) หรือเลือกเที่ยวเป็นกลุ่มแบบแพคเกจทัวร์ (11%)


นอกจากนี้ เกินครึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศหนึ่งครั้งในช่วง 12 เดือนข้างหน้า (53%) ในขณะที่ผู้ที่วางแผนเดินทางสองครั้งมีจำนวน 31 เปอร์เซนต์ และสามครั้งจำนวน 11 เปอร์เซนต์ โดยระยะเวลาท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมที่สุดสำหรับนักเดินทางชาวไทยเมื่อจะไปเที่ยวที่ต่างประเทศ คือ ระหว่างห้าถึงเจ็ดวัน (39%) ระหว่างแปดถึงสิบวัน (22%) และนานกว่าสองสัปดาห์แต่ไม่เกินหนึ่งเดือน (12%)

การสำรวจครั้งนี้ยังพบด้วยว่าผู้คนยอมที่จะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้การท่องเที่ยวในต่างแดนเต็มอรรถรสมากขึ้น อาทิ การรับประทานอาหารที่ดีขึ้น (56%) เลือกบริการที่ให้ความสะดวกสบายมากกว่า (52%) และไปเยือนจุดหมายปลายทางที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น (36%) โดยแบบสำรวจพบว่านักเดินทางชาวไทยคาดว่าจะมีการใช้จ่ายเฉลี่ยที่ราว 45,000 บาทกับเดินทางเพื่อการพักผ่อน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของการเดินทางเพื่อธุรกิจอยู่ที่ 40,000 บาท

ส่วนเรื่องรูปแบบการชำระเงินในต่างแดน นักเดินทางส่วนใหญ่ตั้งใจจะใช้บัตรในการชำระเงิน (69%) ตามมาด้วย เงินสด (61%) และโมบายคอนแทคเลสและกระเป๋าเงินดิจิทัล (57%) ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามยังบอกอีกว่า ข้อดีสามอันดับแรกที่พวกเขาเลือกชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลระหว่างการเดินทาง คือ ปลอดภัย (60%) สะดวก (56%) และสามารถติดตามการใช้จ่ายได้ (49%)

“เป็นที่ชัดเจนว่านักเดินทางชาวไทยมีความพร้อมและความต้องการท่องเที่ยวต่างประเทศ และในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะมองข้ามผ่านข้อวิตกกังวลอันเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์โรคระบาดในประเทศจุดหมายปลายทาง วีซ่าหวังว่าการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์นี้จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรม พันธมิตรและลูกค้าของเราได้เข้าใจถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวของผู้บริโภคชาวไทยได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้เราสามารถปรับตัวและสนับสนุนนักท่องเที่ยวชาวไทยให้สามารถออกไปเดินทางสำรวจโลกได้อีกครั้ง” พิภาวิน กล่าวปิดท้าย


###

เกี่ยวกับวีซ่า

Visa Inc. (NYSE:V) เป็นผู้นำการให้บริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก วีซ่าให้บริการในการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างผู้บริโภค ร้านค้า สถาบันการเงิน และหน่วยงานภาครัฐมากกว่า 216 พันล้านรายการต่อปี ในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก ภารกิจของเราคือการเชื่อมโยงโลกผ่านเครือข่ายนวัตกรรมการชำระเงินที่เชื่อถือได้ สะดวก และปลอดภัยสูงสุด เพื่อให้ผู้บริโภค ร้านค้า และเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน เราเชื่อว่าเศรษฐกิจที่รวมทุกคนในทุกที่เข้าด้วยกัน จะช่วยยกระดับทุกคนในทุกที่ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ Visa.com

7
บลูไลท์ กรุ๊ป เปิดแผนธุรกิจใหม่รับปี 2566 เน้นบริการหลังการขาย ตอกย้ำความเป็นมืออาชีพด้านการผลิตกระเป๋าเดินทางมายาวนานกว่า 65 ปี


               BLUELIGHT INDUSTRY หรือกลุ่มบลูไลท์ กรุ๊ป เตรียมแผนธุรกิจใหม่รับกระแสท่องเที่ยวบูม ด้วยจุดยืนที่ครองตำแหน่งผู้ให้บริการหลังการขายที่รวดเร็วและดีที่สุด มาพร้อมบริการกระเป๋าสำรองให้ลูกค้าระหว่างรอซ่อม รวมทั้งปรับลุคกระเป๋าแบรนด์ Caggioni ให้มีความทันสมัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า


               คุณกอบกุล ฟอน ฮาร์ตมันฮาร์เตวา (อภิรมย์ฤกษ์) กรรมการผู้จัดการบริษัท บลูไลท์ อุตสาหกรรม จำกัด BLUELIGHT INDUSTRY ผู้ผลิตกระเป๋าเดินทางของคนไทยที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมกระเป๋ามายาวนานกว่า 65 ปี และจัดจำหน่ายแบรนด์กระเป๋าชื่อดังมากมาย อาทิ CAGGIONI / CATERPILLAR / MENDOZA / IT / WANDERSKYE / GIOGRACIA เปิดเผยว่า​ หลังจากการปิดประเทศเพราะสถานการณ์ COVID-19 มาเป็นเวลา 2-3 ปี ส่งผลให้การท่องเที่ยวขาดหายไปชั่วขณะ จนปัจจุบันกลับมาเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สร้างความคึกคักให้กระแสท่องเที่ยวกลับมาบูมอีกครั้ง ถือเป็นโอกาสของธุรกิจกระเป๋าเดินทางที่จะเดินหน้ารุกตลาดอีกครั้ง บริษัทฯ จึงมีแผนปรับลุคสินค้าใหม่รับเทรนด์และแฟชั่นให้ทันสมัย พร้อมบริการหลังการขายที่รวดเร็วกว่าใคร ให้ทุกการเดินทางไม่มีสะดุด


               “เราเข้าใจว่าทุกการเดินทางของนักท่องเที่ยวนั้นสำคัญ เราจึงเพิ่มบริการสำรองกระเป๋าเดินทางให้ เมื่อลูกค้าส่งกระเป๋าเดินทาง CAGGIONI มาซ่อม ณ จุด Caggioni Luggage Care Center ตามห้างสรรพสินค้า และศูนย์บริการของ Caggioni เพื่อสร้างความมั่นใจและความพร้อมกับทุกการเดินทาง ให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีที่สุด และไม่ต้องกังวลกับการเดินทางอีกต่อไป” คุณกอบกุล กล่าว


               สำหรับแผนธุรกิจในปี 2566 ของบลูไลท์ อุตสาหกรรม มองว่าโอกาสการเดินทางและการเลือกซื้อกระเป๋าเดินทางมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แบรนด์ Caggioni กระเป๋าที่เน้นการแก้ปัญหาให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งเน้นเพิ่มความจุและรูปทรงที่ทันสมัย สามารถเปิดข้างหน้าได้ เหมาะกับการหยิบของได้อย่างรวดเร็วแม้ในพื้นที่ไม่อำนวยหรือพื้นที่แคบก็ตาม เพื่อตอบโจทย์ทุกการเดินทางที่ไม่สะดุด เต็มที่ทุกความสนุกพร้อมแฟชั่นสมัยใหม่ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ตั้งแต่อายุ 23 ปีขึ้นไป เพราะบทบาทของตลาดออนไลน์ที่ทำให้วัยเริ่มทำงานที่มีกำลังซื้อมากยิ่งขึ้น และมีแผนการเดินทางท่องเที่ยวมากกว่าแต่ก่อน


               นอกจากนี้ บริษัท บลูไลท์ อุตสาหกรรม ได้ยกระดับขึ้นไปสู่สากลด้วยการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้ากระเป๋าเดินทางระดับไฮเทียร์ด้วยแบรนด์ ECHOLAC จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการก่อตั้งมานานกว่า 55 ปี และมีการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ใช้วัตถุดิบจากประเทศเยอรมนีและล้อ Hinomoto จากประเทศญี่ปุ่น ที่มีบริการหลังการขายกว่า 50 ประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า พร้อมการันตีด้วยรางวัลดีไซน์จาก Red Dot Award 2021 และรางวัลอื่น ๆอีกมากมาย เพื่อตอบโจทย์กลุ่มนักเดินทางที่ชื่นชอบกระเป๋าเดินทางคุณภาพระดับพรีเมี่ยม และเพิ่มความสบายใจระหว่างการเดินทาง

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่​ : Caggioni Travel Luggage [https://www.facebook.com/Caggioni]
IG: Caggioni [https://www.instagram.com/caggioni/]   เว็บไซต์ www.caggioni.com

8
“เอเชีย เอรา วัน” ร่วมกับ “เอ็มทีอาร์ อะคาเดมี่” ลงนามในบันทึกข้อตกลงส่งเสริมความร่วมมือ
ด้านโปรแกรมฝึกอบรมและพัฒนาเพื่อผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการระบบราง



                กรุงเทพมหานครฯ - บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ผู้ให้บริการโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โดยปัจจุบันสนับสนุนการเดินรถและซ่อมบำรุงแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ภายใต้การกำกับดูแลของ    บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงหรือ MOU กับ “เอ็มทีอาร์ อะคาเดมี่” ซึ่งเป็นบริษัทฝึกอบรมชั้นนำระดับโลกด้านการบริหารและการดำเนินงานระบบราง เพื่อส่งเสริมโปรแกรมความร่วมมือด้านการฝึกอบรมและพัฒนาผู้เชี่ยวชาญการให้บริการระบบราง ผ่านการเสริมสร้างขีดความสามารถ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การแบ่งปันความรู้ การเทียบเคียงกระบวนการทำงานและการดำเนินงาน รวมถึงการทำวิจัยร่วมกันเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองบริษัท โดยเป้าหมายของความร่วมมือในครั้งนี้คือเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันผ่านการฝึกอบรม การพัฒนา และการศึกษาความเป็นไปได้ในความร่วมมือต่าง ๆ อันจำนำมาซึ่งประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

                ดร. ฮั่ว ตงอี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด​ กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างเอเชีย เอรา วันกับ เอ็มทีอาร์ อะคาเดมี่ ในครั้งนี้ไม่เพียงทำให้ทั้งสองฝ่ายได้แบ่งปันความรู้พื้นฐานที่สำคัญเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมระบบรางในภาพรวมด้วย สำหรับเอเชีย เอรา วัน เรามีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจพร้อมไปกับการส่งมอบบริการที่เป็นเลิศให้กับผู้โดยสารด้วยมาตรฐานที่เป็นสากล การลงนามใน MOU ฉบับนี้ก็เพื่อดำเนินโครงการฝึกอบรมและสร้างผู้เชี่ยวชาญระบบรางร่วมกัน เราตระหนักดีว่าพนักงานคือหัวใจสำคัญขององค์กร ไม่เพียงเท่านั้น เรายังต้องขอขอบคุณพันธมิตรของเราอย่าง เอ็มทีอาร์ อะคาเดมี่ ที่มาร่วมแบ่งปันทักษะและประสบการณ์ ที่นอกเหนือไปจากการแลกเปลี่ยนในด้านอื่น  ๆ เพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นร่วมกัน”

                นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด กล่าวว่า “การลงนามใน MOU ครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในอุตสาหกรรมระบบราง ซึ่งในปัจจุบัน เอเชีย เอรา วัน ทำงานสนับสนุนการดำเนินงานเดินรถและซ่อมบำรุงแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ การเปลี่ยนผ่านจึงถือเป็นหัวใจสำคัญเพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทย โดยร่วมกันผลักดันให้เกิดความก้าวหน้า ให้สามารถส่งมอบประโยชน์และคุณค่าให้แก่ประเทศชาติและคนไทยได้ พวกเราจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่างเอ็มทีอาร์ อะคาเดมี่ เพราะการมีพันธมิตรที่เข้มแข็งจะทำให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้ นั่นคือการสร้างการเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อในภาคการขนส่ง และส่งเสริมการเชื่อมต่อเข้ากับโอกาสต่าง ๆ ในหลากหลายมิติอย่างครอบคลุมทุกสาขา เพื่อให้กิจการของเราก้าวไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้พนักงานของเราได้ยกระดับศักยภาพที่มี ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย และเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าในครั้งนี้และเฝ้ารอที่จะได้ทำงานร่วมกับ เอ็มทีอาร์ อะคาเดมี่ ในการแลกเปลี่ยนและพัฒนาความรู้ร่วมกันในอนาคต”

                ดร. เจค็อบ กั๊ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มทีอาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “เรามีความตั้งใจที่จะเชื่อมต่อและสร้างชุมชนต่าง ๆ ให้เติบโตขึ้นภายใต้พันธกิจการให้บริการด้วยความใส่ใจผู้ใช้งาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า องค์กรของเรามีวิสัยทัศน์และพันธกิจที่เน้นย้ำคำมั่นสัญญาของเราที่จะดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยกำหนดแนวทางและเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจไปสู่ความสำเร็จในระดับที่สูงขึ้นในฐานะบริษัทชั้นนำระดับโลก”

                “การลงนามใน MOU ในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเร่งให้เกิดความเป็นเลิศในการพัฒนานวัตกรรมและการบริการของทั้งสองบริษัทเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางครั้งสำคัญอีกด้วย โดยข้อตกลงฉบับนี้กำหนดกรอบความร่วมมือระหว่างเอเชีย เอรา วันและเอ็มทีอาร์ อะคาเดมี่ไว้ในหลากหลายด้าน ทั้งการเสริมสร้างขีดความสามารถและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมระบบราง นอกจากนี้ ข้อตกลงนี้ยังกำหนดแนวทางสำหรับการพัฒนาโครงการอื่น ๆ ในอนาคตและเปิดช่องทางใหม่ในการเชื่อมต่อชุมชนคนทำงานในอุตสาหกรรมระบบรางระหว่างไทยกับฮ่องกงด้วย”

                น. ส. มาร์กาเร็ต เจ่ง ประธาน เอ็มทีอาร์ อะคาเดมี่ กล่าวว่า “เอ็มทีอาร์ อะคาเดมี่ซึ่งอยู่ภายในเครือเอ็มทีอาร์ คอร์ปอเรชั่น มีดีเอ็นเอของความเป็นเอ็มทีอาร์ที่ทั้งในแง่ของเชื่อมั่นและความเป็นเลิศอยู่อย่างเต็มเปี่ยม โดยเอ็มทีอาร์ อะคาเดมี่มีเป้าหมายที่นอกจากจะเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมด้านการบริหารและดำเนินงานการให้บริการระบบรางในระดับโลกแล้ว เรายังมีบทบาทสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมการส่งออกความรู้และทักษะระดับมืออาชีพในด้านอุตสาหกรรมระบบรางของฮ่องกง และมีบทบาทในการผลักดันฮ่องกงกลายเป็นศูนย์กลางด้านการให้บริการขนส่งระดับโลกด้วย”

                “ภายใต้ MOU ฉบับนี้ เราได้กำหนดกรอบข้อตกลงร่วมกัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการสร้างความร่วมมือในหลากหลายด้าน เช่น การเสริมสร้างขีดความสามารถและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในด้านการดำเนินงาน การแบ่งปันความรู้ การประเมินผลการปฏิบัติงาน และการเปรียบเทียบสมรรถนะในการปฏิบัติงานและการซ่อมบำรุง รวมถึงการทำงานวิจัยในประเด็นที่ทั้งสองบริษัทมีความสนใจร่วมกัน ดิฉันมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือภายใต้การส่งเสริมการทำงานระหว่างกันในเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ จะทำให้ทั้งสองบริษัทประสบความสำเร็จในระดับที่สูงขึ้น” น. ส. มาร์กาเร็ต กล่าวเพิ่มเติม


                เอเชีย เอรา วัน และเอ็มทีอาร์ อะคาเดมี่ มีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า การบุกเบิกความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งไทยและฮ่องกง และช่วยเสริมสร้างพัฒนาการที่ยังประโยชน์สำหรับทั้งสองฝ่ายในการเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมเรื่องระบบรางของเอเชีย


###

เกี่ยวกับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด

บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด) เป็นบริษัทเอกชนผู้ร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) รายแรก ที่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลไทย ให้พัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูง ในรูปแบบสัญญาการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership : PPP) โดยมีระยะเวลาสัญญา 50 ปี มีมูลค่ากว่า 224,544 ล้านบาท

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นโครงการเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะสร้างรายได้ ให้กับประชาชนในท้องถิ่น โดยมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจประมาณ 650,000 ล้านบาท รวมถึงการจ้างงานตลอดช่วงระยะเวลาการก่อสร้างสูงถึง 16,000 อัตรา และการจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้องมากกว่า 100,000 อัตรา ใน 5 ปี

9
news & activity / ผู้การ
« on: November 29, 2022, 11:08:54 PM »
ผูการ

10
สุดยอดภาพยนตร์เกาหลี “เท กึก กี เลือดเนื้อเพื่อฝัน วันสิ้นสงคราม” ของ “วอน บิน – จางดองกัน” ที่แฟนๆ ห้ามพลาดชมทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24


เท กึก กี เลือดเนื้อเพื่อฝัน วันสิ้นสงคราม [/b]เป็นภาพยนตร์ดราม่าแอคชั่น จากประเทศเกาหลี  ด้วยฝีมือการกำกับของกังเจกิว ร่วมด้วยการประชันบทบาทของสุดยอดนักแสดงอย่าง วอน​ บิน​ และ​ จางดองกัน ที่จะมาถ่ายทอดความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกินใจของสองพี่น้อง โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ สร้างขึ้นมาเพื่อรำลึกสงครามเกาหลี ครบรอบ 50 ปี ด้วยทุนสร้างสูงสุดกว่า 12.8 ล้านดอลล่าร์  เมื่อออกฉายครั้งแรกในปี พ.ศ. 2547  ก็ทุบสถิติเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาล และสามารถทำยอดผู้ชมได้มากกว่า 11.75 ล้านคน




เท กึก กี ภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริง เล่าเรื่องสงครามระหว่างเกาหลีเหนือ ผ่านตัวละครสองพี่น้อง จินแต (จางดองกัน) และ​ จินซก (วอนบิน) ที่เริ่มด้วยเหตุการณ์ปัจจุบัน เมื่อ จินซกได้รับแจ้งจากทีมนักโบราณคดีว่าขุดพบซากศพที่ในอดีตเคยเป็นสนามรบ และเหมือนว่าจะเป็นร่างของพี่ชายของเขา ซึ่งหายสาบสูญไปในระหว่างการทำสงคราม เมื่อประมาณ 50 ปีก่อน  จากนั้นภาพก็แฟลชย้อนสู่อดีต จากจุดที่ จินแต และ จินซก อาศัยอยู่ในเมืองสงบแห่งหนึ่ง จินซกเป็นหนุ่มน้อยหัวดีรักการอ่านหนังสือ รูปร่างบอบบางเขาเปรียบเหมือนความหวังของครอบครัว ส่วนจินแตรูปร่างบึกบึนแข้มแข็ง และทำงานเป็นช่างซ่อมรองเท้า เพื่อหาเงินช่วยส่งน้องชายให้ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ทันทีที่สงครามเริ่มขึ้น สองพี่น้องถูกคัดเลือกให้ไปเป็นทหาร พร้อมกับคำพูดของนายทหารคนหนึ่ง ทำให้จินแตเข้าใจว่าหนทางเดียวที่จะช่วยให้น้องชายได้กลับไปใช้ชีวิตสงบสุข คือการอาสารบให้ได้เหรียญกล้าหาญมากที่สุด  เขาจึงอาสาเข้าไปปฏิบัติภารกิจเสี่ยงภัยทุกอย่าง แต่แล้วความรุนแรงในสนามรบ ชื่อเสียง ตลอดจนการยอมรับก็เริ่มกลายเป็นสิ่งเสพติด ระหว่างนั้นจินซกได้เฝ้ามองพฤติกรรมบ้าเลือดของพี่ชาย ด้วยความเคลือบแคลงสงสัยว่า เขากำลังทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง หรือเพื่อครอบครัวกันแน่ ห้ามพลาดความสนุกของภาพยนตร์ “เท กึก กี เลือดเนื้อเพื่อฝัน วันสิ้นสงคราม” วันอาทิตย์ที่ 4  ธันวาคมนี้ เวลา 14.55 น. สนุกดูฟรีได้ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และทาง​ https://true4u.com/live






11
TNN ช่อง 16 ร่วมฉลองครบรอบ 80 ปี ธปท.
ชวนคนไทยเกาะติดการประชุมสุดยอดเศรษฐกิจการเงินโลก “BOT-BIS conference” ระหว่างวันที่ 6-16 ธ.ค. นี้


              กรุงเทพฯ 29 พฤศจิกายน 2565 – ทันโลก ทันเศรษฐกิจ ทันทุกความจริง...สถานีข่าว TNN ช่อง 16 ภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. (BOT) ให้เป็นสื่อพันธมิตรอย่างเป็นทางการถ่ายทอดรายงานข่าว และสัมภาษณ์พิเศษผู้ว่าการธนาคารจากนานาประเทศทั่วโลกที่เดินทางเข้าร่วมประชุมงาน BOT 80th Anniversary BOT-BIS conference “Central Banking amidst Shifting Ground” ในวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2565 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับบทบาทของธนาคารกลางต่อความท้าทายในอนาคต ทั้งภาวะเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ นวัตกรรมทางการเงิน รวมไปถึงบทบาทของธนาคารกลางต่อสภาวะโลกร้อน เพื่อให้นักธุรกิจ นักลงทุน ตลอดจนประชาชนที่สนใจได้ทราบถึงทิศทางและนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน ความร่วมมือด้านสถาบันการเงินที่มีความเชื่อมโยงกันทั่วโลก พร้อมเกาะติดทุกช่วงข่าวผ่านรายการเศรษฐกิจ insight รายการย่อโลกเศรษฐกิจ และรายการ Business Watch ระหว่างวันที่  6-16 ธันวาคม 2565 พร้อมรับชมผ่านช่องทางออนไลน์ เฟซบุ๊ก ไลน์ ติ๊กต็อก ของ TNN Wealth และ YouTube ของ TNN Online

              TNN ช่อง 16 ตอกย้ำความเป็นสถานีข่าวคุณภาพ “ทันโลก ทันเศรษฐกิจ ทันทุกความจริง” ได้รับเลือกให้เป็นสื่อพันธมิตรอย่างเป็นทางการจากธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) นำเสนอข่าวการประชุมระดับโลก BOT 80th Anniversary BOT-BIS conference “Central Banking amidst Shifting Ground” พร้อมวาระสำคัญเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันที่  2 ธันวาคม 2565 ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้ ธปท. โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมหลักจากทั้งในประเทศไทย และประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าการธนาคารจากแต่ละประเทศ ผู้บริหารระดับสูงจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และสถาบันวิจัยชั้นนำของประเทศไทยอีกมากมาย เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจ และการเงินระดับโลก พร้อมได้รับเกียรติในการสัมภาษณ์พิเศษ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) Mr. Agustín Carstens ผู้จัดการทั่วไป ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ  (BIS) และผู้ว่าการธนาคารจากประเทศต่างๆ โดยมี 2 พิธีกรมากประสบการณ์ข่าวด้านเศรษฐกิจและการลงทุน นายมนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล และนางสาวชญาน์ทิพย์ โลจนะโกสินทร์ ร่วมวิเคราะห์เจาะลึกในทุกมิติเศรษฐกิจ ผู้ที่สนใจติดตามรับชมผ่านรายการเศรษฐกิจ insight ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00 – 08.30 น. รายการย่อโลกเศรษฐกิจ ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 – 09.00 น. และรายการ Business Watch ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 21.15 – 22.00 น. ตั้งแต่วันที่  6-16 ธันวาคมนี้ พร้อมรับชมผ่านช่องทางออนไลน์ เฟซบุ๊ก ไลน์ ติ๊กต็อก ของ TNN Wealth และ YouTube ของ TNN Online

12
"2 คู่ชิงแชมป์ ABF" น้ำหนักผ่านฉลุย
"นริส" กำชับต้องยุติธรรม ไม่อิงใคร


                "มวยชิงแชมป์ABF 2 คู่" ชั่งน้ำหนักผ่านฉลุย "พ่อพระวงการมวย" นริส สิงหวังชา ประธานองค์กร กำชับทีมงานให้ความเป็นธรรมเท่ากันทุกคน และชื่นชม "บริกโก้ ซานติ๊ก" พร้อมกับ "ปุ่นอินเตอร์" มือโปรคุณภาพ จัดงานใหญ่ได้ต่อเนื่อง




               เมื่อเวลา 10.00 น.วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ที่มิรินน์คลับ พระราม 9 มีพิธีชั่งน้ำหนักและประชุมกติการายการมวยสากล Highland - Spaceplus Boxing International Promotions ที่จะทำการแข่งขันวันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ที่ Spaceplus BKK ไลฟ์สดทางเพจเฟสบุ๊ก HIGHLAND BOXING GYM ตั้งแต่เวลา 15.00 น.เป็นต้นไป จัดโดย "2 คู่เขย" มิสเตอร์ บริกโก้ ซานติ๊ก (ฟิลิปปินส์) กับ "ปุ่นอินเตอร์" ศุภณัฐ จันทร์แรม




               สำหรับมวยชิงแชมป์สหพันธ์มวยแห่งเอเซีย(ABF) มีการชิงแชมป์ 2 คู่ โดยคู่แรกเป็น ABF รุ่นไลท์เวท 135 ป. (ว่าง) ระหว่าง เฮนดริก บารองเซย์  (Hendrik Barongsay) ชาวอินโดนีเซีย ชั่งได้ 135 ป.กับ มูฮามัด โซอิบ (Muhammad Shoaib) ชาวปากีสถาน ชั่งได้ 134.9 ป. , คู่ที่สอง ABF รุ่นไลท์ฟลายเวท 108 ป. (ว่าง) ระหว่าง สุริยา ไกรมณี ชาวไทย (Suriya Kraimanee) ชั่งได้ 108 ป.กับ จอห์น ไมเคิล ซูลูเอต้า (John Micheal Zulueta ) ชาวฟิลิปปินส์ ชั่งได้ 108 ป. นอกจากนี้ยังมีการป้องกันแชมป์ WBA Asia รุ่นมินิมั่มเวท 105 ป.เป็นคู่เอกของรายการของ ฮู ตวนลี (Huu Toam Le) ชาวเวียดนาม ขั่งได้ 105 ป. กับ เจ็ก อัมพาโร (Jake Amparo) ชาวฟิลิปปินส์ ชั่งได้ 105 ป.




               ด้าน "นริส สิงหวังชา" เผย ขอแสดงความยินดีกับ บริกโก้ ซานติ๊ก  กับ "ปุ่นอินเตอร์" 2 คู่เขยที่ทำงานได้ดีเป็นที่ยอมรับของวงการมวยสากลระดับนานาชาติหลากหลายประเทศ จัดชิงแชมป์ได้อย่างสม่ำเสมอมีทุกเดือน ซึ่งถือเป็นรายการใหญ่ที่สร้างชื่อเสียงควบคู่กับองค์กรตลอดมาเป็นสิบๆปี นอกจากนี้ยังกำชับทีมงานจัดการแข่งขันและทีมผู้ตัดสินให้ความเป็นธรรมกับนักมวยเท่าเทียมกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือฟิลิปปินส์ประเทศของผู้จัดหรือไม่ก็ตาม แพ้ต้องแพ้ ชนะต้องชนะ อย่าให้มีข้อครหาใดๆ"

               ขณะที่ผู้สนับสนุนรายการได้แก่ คุณนริส สิงห์วังชา , พล.ต.ดำรงค์ สิมะขจรบุญ , สุรพจน์ พงษ์จิวานิช ฯ

13
สถาบันนวัตกรรมข้อมูลแลละธรรมาภิบาลเปิดตัวแพลทฟอร์ม ‘digi.data.go.th
คอมมูนิตี้แหล่งใหม่ของคนสาย Data’
หวังผลักดันการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมข้อมูลเพื่อคนไทย

[center[/center]

สถาบันนวัตกรรมและธรรมาภิบาลข้อมูล : DIGI (Data Innovation and Governance Institute) ภายใต้การดูแลของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมข้อมูล และเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้ และให้บริการด้านการบริหารจัดการข้อมูลตามกรอบธรรมาภิบาล จนนำไปสู่การประยุกต์ใช้ภายในองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการพัฒนาและสนับสนุนเครื่องมือที่สำคัญในการดำเนินงานด้านข้อมูล โดยมีภารกิจตามกรอบการปฎิบัติ 4D อันได้แก่

การขับเคลื่อนด้าน Data Governance ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนและช่วยเหลือหน่วยงานภาครัฐให้เกิดการกำกับดูแล และการบริหารจัดการข้อมูลที่ดี ตามกรอบธรรมาภิบาล

การขับเคลื่อนด้าน Data Skill โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาทักษะด้านข้อมูลของบุคลากรภาครัฐ และภาคประชาชน


การขับเคลื่อนด้าน Data Community สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ด้านการใช้ประโยชน์จากข้อมูล ของทั้งภาครัฐและเอกชน จนเกิดชุมชนผู้ใช้ประโยชน์ข้อมูลในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

การขับเคลื่อนด้าน Data Innovation โดยขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมข้อมูล ที่สามารถสร้างมูลค่าได้



ซึ่งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565  ที่ผ่านมานี้  ณ งานประกาศรางวัลชุดข้อมูลเปิดภาครัฐ DIGI Data Awards 2022 ดร.มนต์ศักดิ์ โซ่เจริญธรรม ผู้อํานวยการสถาบันนวัตกรรมและธรรมาภิบาลข้อมูล ได้เปิดตัวแพลทฟอร์ม digi.data.go.th โดยคาดหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการให้ความรู้ พัฒนาทักษะ Data Skill ของบุคคลากรรัฐและภาคประชาชน รวมไปถึงเปิดโอกาสให้คนสาย Data มีพื้นที่ในการแสดงผลงาน


โดยดร.มนต์ศักดิ์ โซ่เจริญธรรม ผู้อํานวยการสถาบันนวัตกรรมและธรรมาภิบาลข้อมูล กล่าวว่า “ ในช่วงปีแรกของการดำเนินงาน ได้มีการดำเนินกลยุทธ์เน้นไปที่ด้านการพัฒนา Data Skill และ การสร้างชุมชนผู้ที่สนใจข้อมูล Data Community ผ่านแพลทฟอร์ม​digi.data.go.th ซึ่งมีฟังก์ชันการใช้งานที่น่าสนใจ อันได้แก่ คอร์สเรียนออนไลน์ ผลงาน และบทความ

ในส่วนของคอร์สเรียนออนไลน์ จะมีการนำเนื้อหาที่เกี่ยวกับนวัตกรรมข้อมูลมาทำเป็นคอร์สเรียนให้สำหรับผู้ที่สนใจ โดยขณะนี้มี 2 คอร์สด้วยกันคือ Data Storytelling 101 เล่าเรื่องอย่างไรให้น่าสนใจ และการปรับปรุงข้อมูลให้เป็น Machine Readable โดยผู้ที่เรียนคอร์สจะได้รับใบประกาศนียบัตรหลังเรียนจบ

ส่วนถัดมาจะเป็นส่วนการแสดง ‘ผลงาน’ โดยนักพัฒนาข้อมูล สามารถเข้ามาเพื่อชมตัวอย่างการทำ Dashboard จากข้อมูลเปิดเว็บไซต์ data.go.th  รวมไปถึงบุคคลทั่วไปสามารถสมัครสมาชิกเข้ามาโพสต์บทความเกี่ยวกับนวัตกรรมข้อมูลได้ เพื่อแสดงผลงาน แลกเปลี่ยนความรู้และความเห็นกับคนในคอมมูนิตี้ได้


และอีกหนึ่งไฮไลท์เด่น คือส่วนบทความ ซึ่งจะเป็นส่วนที่ผู้ใช้งานสามารถเข้ามาอ่าน หาความรู้เกี่ยวกับ แนวทางการพัฒนาข้อมูล รวมไปถึง Case Study ที่น่าสนใจได้

ดร.มนต์ศักดิ์ โซ่เจริญธรรม ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า  แพลทฟอร์ม digi.data.go.th จะเป็นส่วนหนึ่งในบริการที่ทำให้หน่วยงานบรรลุเป้าหมาย“ยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐให้มีคุณภาพตามกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ พร้อมนำไปสู่การเปิดเผย เชื่อมโยง แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมข้อมูลสำหรับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และประเทศอย่างยั่งยืน”


ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าไปใช้งานแพลทฟอร์มได้ที่ https://digi.data.go.th

หรือ Facebook​ https://www.facebook.com/DIGIInstituteThailand

14
วช.หนุนเครื่องผลิตออกซิเจนบริสุทธิ์ความดันบรรยากาศสูง
ลดขาดแคลนช่วงวิฤต-กระจายคุณภาพการรักษาสู่ภูมิภาคของประเทศ


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานพยาบาลหลายแห่งมีความต้องการใช้ก๊าซออกซิเจนที่มีความบริสุทธิ์สูง เพื่อนำมาใช้รักษาผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายแห่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณถังออกซิเจนที่โรงพยาบาลเตรียมไว้มีไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงมีความจำเป็นที่ต้องใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์ความดันบรรยากาศสูง ซึ่งส่วนใหญ่มีให้บริการเฉพาะในโรงพพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น  เพราะมีต้นทุนในการก่อสร้างและติดตั้งสูงมาก โรงพยาบาลขนาดกลาง ขนาดเล็กจึงไม่มีให้บริการ ทำให้ผู้ป่วยโควิดที่มีอาการวิกฤต และผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรักษาอาการด้วยออกซิเจนความดันบรรยากาศสูง เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อเรื้อรังของเยื่อหุ้มกระดูก  โลหิตจางเนื่องจากเสียเลือดเป็นจำนวนมาก โรคคาร์บอนมอนนอคไซด์เป็นพิษ / การสำลักควันไฟ ฯ  ต้องมารอรับการรักษาในโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่่านั้น  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จึงได้สนับสุนทุนวิจัยโครงการ “การพัฒนาเครื่องผลิตแก๊สออกซิเจนอัตราการผลิตสูงเพื่อใช้ร่วมกับเครื่องจ่ายออกซิเจนอัตราการไหลสูง” นอกจากจะช่วยลดปัญหาการขาดแคลนออกซิเจนของโรงพยาบาลในช่วงการระบาดของโควิดแล้ว ด้วยประสิทธิภาพของเครื่องและต้นทุนการผลิตที่ต่ำ จึงเหมาะสำหรับโรงพยาบาลขนาดกลางและโรงพยาบาลขนาดเล็กในภูมิภาคที่มีงบประมาณไม่มาก จะนำมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชน


ผศ.ดร.ณัฐพล ฤกษ์เกษมสันติ์ อาจารย์ประจำภาควิศวกรรมเคมี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า​ เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะหัวหน้าโครงการ “การพัฒนาเครื่องผลิตแก๊สออกซิเจนอัตราการผลิตสูงเพื่อใช้ร่วมกับเครื่องจ่ายออกซิเจนอัตราการไหลสูง” เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงหลายระลอกที่ผ่านมา ความต้องการใช้ออกซิเจนทางการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 พุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนออกซิเจนสําหรับดูแลผู้ป่วยทั้งในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามหลายแห่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤตที่ไวรัสทำลายเนื้อเยื้อในปอดจนพื้นที่ในปอดเหลือน้อยลงมาก ไม่สามารถหายใจด้วยตนเองได้ จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอัตราการไหลสูง (High-Flow Nasal Cannula)  ซึ่งจะมีใช้อยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ที่มีการติดตั้งถังเก็บออกซิเจนเหลว จัดตั้งสถานีทำความเย็นขนาดใหญ่ และต้องการพลังงานสูงสำหรับระบบทำความเย็นเพื่อรักษาอุณหภูมิในถังให้ต่ำกว่าจุดเดือดของออกซิเจนอยู่ตลอดเวลา ต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก ประมาณว่า ประเทศไทยมีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีขีดความสามารถที่จะใช้เครื่องช่วยหายใจอัตราการไหลสูงอยู่ไม่เกินร้อยละ 20 ทำให้โรงพยาบาลขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมถึงโรงพยาบาลสนามบางแห่งไม่สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยขั้นวิกฤตได้


เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนออกซิเจนสำหรับผู้ป่วย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนาและผลิตเครื่องผลิตแก๊สออกซิเจนอัตราการผลิตสูงเพื่อใช้ร่วมกับเครื่องจ่ายออกซิเจนอัตราการไหลสูง ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาเครื่องผลิตออกซิเจนบริสุทธิ์แบบเคลื่อนที่ได้ด้วยหลักการดูดซับสลับความดัน ให้สามารถผลิตออกซิเจนบริสุทธิ์ได้อย่างต่อเนื่อง ในอัตราการผลิตและแรงดันที่สูงขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับการใช้ร่วมกับเครื่องช่วยหายใจอัตราการไหลสูง สามารถเชื่อมต่อสายออกซิเจนบนหัวจ่ายออกซิเจนที่มีมาตรฐานเดียวกับหัวจ่ายออกซิเจนเหลวของโรงพยาบาลได้ทันที สั่งการผ่านหน้าจอแสดงผลได้ ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน เคลื่อนย้ายสะดวก จึงเพิ่มความสะดวกในการใช้งานแก่บุคลากรทางการแพทย์ จุดเด่นของเครื่องคือ มีประสิทธิภาพในการผลิตออกซิเจนได้ที่ความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 โดยปริมาตรที่อัตราการไหลมากกว่า 40 ลิตรต่อนาที และที่แรงดันไม่น้อยกว่า 3.7 บรรยากาศ สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกด้วยคนเพียง 1 คน เพื่อรองรับกับการปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสนาม หรือนำไปใช้ในโรงพยาบาลขนาดกลางและโรงพยาบาลขนาดเล็ก  ที่ไม่มีงบประมาณในการก่อสร้างถังบรรจุออกซิเจนเหลวและระบบต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้งบประมาณหลายสิบล้าน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการขาดแคลนออกซิเจนสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการวิกฤตในโรงพยาบาลได้ สามารถทดแทนการใช้ออกซิเจนเหลวจากถังออกซิเจนในโรงพยาบาลต่างๆ  เครื่องผลิตออกซิเจนมีต้นทุนการก่อสร้างประมาณ 1 ล้านบาท หลังจากผลิตขึ้นมาแล้วได้นำเครื่องไปทดสอบใช้งานจริงที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช






15
Fast Cargo ขึ้นแท่นอันดับ 1 ผู้ให้บริการนำเข้าสินค้าจีน - ไทย
เตรียมบุกตลาดนำเข้าจีนเต็มรูปแบบ ขยายธุรกิจรองรับการเติบโตด้านอีคอมเมิร์ซ
กระจายแฟรนไชส์ทุกภาคทั่วประเทศ!





               ปัจจุบันการค้าขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก หลายกลุ่มมองว่าเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่ง่ายที่สุด เริ่มต้นจากทุนน้อย ๆ แต่ได้กำไรสูง และสามารถต่อยอดสร้างธุรกิจไปต่อได้ในอนาคต ตัวเลขของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตและใช้โซเชียลที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น จึงสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา สภาพตลาดการนำเข้า-ส่งออกในไทยของปีนี้ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่อาจไม่ได้เติบโตสูงมากเท่าปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยหนุนในด้านการประเมินเบื้องต้นของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาติประเมินว่า การส่งออกสินค้าของไทยปี 2565 มีการเติบโตที่ 4.5% ในส่วนของด้านมูลค่าการนำเข้าของไทยในปี 2565 ประเมินว่าจะเติบโต 3.5%




               ด้วยเหตุนี้เอง Fast Cargo จึงมีเป้าหมายในด้านการเพิ่มแฟรนไชส์ซี ภายในประเทศของปี 2565 โดยคาดการณ์ว่าจะขยายแฟรนไชส์ซี 5 สาขา และในปี 2566 คาดการณ์ว่าจะขยายแฟรนไชส์ซีอีก 5 สาขา รวมเป็นทั้งหมด 10 สาขา ทั่วประเทศ

              ซึ่ง Fast Cargo เป็นแฟรนไชส์ที่ลงทุนน้อย คืนทุนไวและได้กำไรเร็ว ไม่ต้องมีโกดังสินค้า ไม่ต้องมีเรือและรถขนส่งระหว่างประเทศ ไม่ต้องมีประสบการณ์ด้านโลจิสติกส์ ก็สามารถเปิดแฟรนไชส์ได้ ทาง Fast Cargo มีบริการอบรมพนักงานและตกแต่งสาขาให้ จึงสะดวกและเหมาะสมกับคนที่ต้องการเริ่มลงทุนอย่างง่ายแต่ได้ผลตอบแทนที่ดีและไว โดยขั้นตอนในการเปิดแฟรนไชส์นั้นมีขั้นตอนไม่ซับซ้อน เพียงแค่มีพื้นที่อาคารพาณิชย์ขนาดไม่น้อยกว่า 4 เมตร นอกจากนั้นก็มีเรื่องสัญญาและการคุยรายละเอียด ก็สามารถเปิดแฟรนไชส์ของ Fast cargo ได้เลยทันที ที่สำคัญ Fast Cargo เป็นคาร์โก้นำเข้าสินค้าจีนแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีระบบแฟรนไชส์ มีระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัย ระบบหลังบ้าน (Backend), Mobile Application, Line แจ้งเตือน มีทีมงานการตลาดคอยดูแลตลอดกิจการและมีระบบสนับสนุนการทำงานด้านต่าง ๆ จากบริษัท ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อรองรับการนำเข้าสินค้าจากจีนเข้ามาขายที่ประเทศไทย




               Fast Cargo จึงเป็นผู้นำด้านการขนส่งนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน ส่งตรงถึงหน้าบ้านและเป็นขนส่งที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้บริการ ถือเป็นความก้าวหน้าและเป็นความสำเร็จอย่างมากในวงการขนส่งของประเทศไทย รวมถึงยังเป็นขนส่งแบบ One Stop Service ที่ได้รับการยอมรับจากหลากหลายองค์กรในประเทศไทย ถือเป็นบริษัทนำเข้าที่ได้มาตรฐานและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยมีอัตราค่าบริการที่สมเหตุสมผล โดยบริการนำเข้าสินค้าจากจีนแบบมืออาชีพที่เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 9 ปี มีรูปแบบการบริการอย่างครบวงจรและที่เป็นจุดเด่นเลย คือ Fast Cargo สามารถติดตามสถานะสินค้าได้ 24 ชั่วโมงแบบ Real time  โดยลูกค้ายังสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของ Fast Cargo เพื่อตรวจสอบและติดตามสถานะสินค้าจากจีนได้ด้วยตนเอง ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีระบบอัตโนมัติเพื่อแจ้งสถานะการขนส่ง หากกระบวนการขนส่งติดปัญหาล่าช้าก็สามารถติดต่อกับทีมงานชิ้ปปิ้งจีน Fast Cargo ได้โดยตรง ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ประสานงาน เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว รูปแบบการบริการทั้งหมดของ Fast cargo มีมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้มากขึ้น สามารถตรวจเช็กได้ทุกที่ทุกเวลา สะดวกและรวดเร็วทันใจ เพียงแค่ปลายนิ้วของตัวลูกค้าเอง

               Fast Cargo ให้ความสำคัญเรื่องการบริการให้แก่ธุรกิจของลูกค้าเหนือสิ่งอื่นใด โดยยึดแนวคิดการสร้างการบริการที่ครอบคลุมและครบวงจร (One Stop Service) เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด ด้วยเจตจำนงที่มุ่งมั่นในการทำหน้าเปรียบเสมือนพาร์ตเนอร์ด้านโลจิสติกส์พร้อมจะมาเติมเต็มภาพรวมของธุรกิจของลูกค้าให้ประสบความสำเร็จสูงสุด พร้อมที่จะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุด การบริการที่ยอดเยี่ยมที่สุด เทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์ที่ดีที่สุด รวมถึงระบบมาตรฐานด้านต่างๆ ที่เป็นเลิศและทันสมัย เพื่อให้ได้รับความเชื่อมั่นและการยอมรับให้เป็นที่ปรึกษาในการบริการนำเข้าสินค้าจีน-ไทย ที่ลูกค้าไว้วางใจในการทำธุรกิจในประเทศไทย

ช่องทางการติดต่อ Fast Cargo

Line : @FASTCARGO

Website : https://www.fastcargologistic.com

Facebook : https://www.facebook.com/fastcargologistic


Pages: [1] 2 3 ... 2153