Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - happy

Pages: [1] 2 3 ... 2194
1
TOYO OPEN COUNTRY M/T-R บทพิสูจน์ของความแข็งแกร่ง
คว้าชัย DAKAR RALLY 2023  ซาอุดิอาระเบีย 10 ครั้งซ้อน!!


ยาง TOYO TIRES OPEN COUNTRY M/T-R แสดงประสิทธิภาพพลังในการขับเคลื่อนและความแข็งแกร่ง ให้ทีม Team Land Cruiser Toyota Auto Body (TLC) คว้าชัยอีกครั้งเป็นที่สำเร็จ ในการแข่งขัน Darkar Rally 2023 ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียจากฝั่งตะวันตกตัดไปยังฝั่งตะวันออกในช่วงที่ผ่านมา กับ 15 สเตจสุดพิเศษที่เส้นทางการแข่งขันมีทุกรูปแบบตั้งแต่ โขดหินที่แข็งไปจนถึงท้องทะเลทรายที่กว้างใหญ่ ที่จะต้องแสดงพละกำลังของรถและประสบการณ์ของนักแข่ง พร้อมด้วยยาง TOYO OPEN COUNTRY M/T-R ที่จะพารถแข่ง Toyota Land Cruiser 300 ทั้ง 2 คันผ่านเส้นทางอันหฤโหดท่านกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ ไปจนถึงเส้นชัยได้สำเร็จ


โดยในการแข่งขันรถประเภทโปรดักชั่น รถของ Ronald Basso/Jean Michel Polato ทีม TLC สามารถคว้าอันดับที่ 1 พร้อมด้วยรถของ Akira Miura/Laurent Lichtleuchter ทีม TLC ได้ที่ 2 ทำให้ทีม TLC ได้รับชัยชนะติดต่อกันเป็นครั้งที่ 10 สำหรับการแข่งขันในประเภทนี้ โดย TOTO TIRES ได้ร่วมทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์และทำการสนับสนุนยางสำหรบัการแข่งขันให้กับทีม TLC มาตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งสำหรับยาง TOYO OPEN COUNTRY M/T-R นี้ได้เป็นยางที่ได้รับการพัฒนาเพื่อใช้สำหรับในการแข่งขัน Dakar Rally สำหรับรถ Land Cruiser 300 โดยเฉพาะ โดยได้ออกแบบโครงสร้างของยางให้สามารถทนทานได้ต่อสภาพพื้นผิวถนนที่ขรุขระ เช่น ภูมิประเทศที่เป็นหินและทะเลทราย รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเนื้อยางสูตรพิเศษที่มีโครงสร้างเม็ดยางที่มีความแข็งแกร่งสูง ช่วยลดความเสียหายของยางที่เกิดจากการกระแทกด้วยความรุนแรงที่ความเร็วสูง รวมถึงทั้งยังมีส่วนประกอบของวัตถุดิบที่มาจากพืชและวัสดุรีไซเคิล มากยิ่งขึ้น ตามนโยบายของทางบริษัทฯ




สามารถสัมผัสกับความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพการขับขี่บนทุกพื้นผิว ของยาง TOYO TIRES OPEN COUNTRY เพิ่มเติมได้ที่ : https://www.toyotires.in.th/category/newtires/lt-new








2
"MOTOR EXPO" แจกจริง
รถยนต์ 3 คัน บิกไบค์ 1 คัน


              “IMC สื่อสากล” ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” มอบรางวัลรถยนต์ 3 คัน จักรยานยนต์ 1 คัน และรางวัลอื่นๆ แก่ผู้โชคดีที่ร่วมกิจกรรมชิงรางวัลจากงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39” เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 โดยมีรายละเอียดดังนี้


              ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงานฯ มอบรางวัลรายการ “ซื้อรถ...ชิงรถ” NEW MG ZS EV รุ่น X มูลค่า 1,269,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ ศิริวรรณ สุดา จ. นนทบุรี


              ประพงษ์ ไม้เจริญ รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านการปฏิบัติงานทั่วไป มอบรางวัลรายการ “ซื้อบัตร...ชิงรถ” VOLT CITY EV รุ่น FOR-FOUR มูลค่า 425,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ หงสรถ เบญจจินดา จ. นครราชสีมา


              ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านการบริหารงานทั่วไป มอบรางวัลรายการ “ซื้อสินค้า...ชิงรถ” MITSUBISHI MIRAGE 1.2 ACTIVE CVT A/T ราคา 509,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ กชกร ขำวงศ์ จ. ตราด


              ชไมพร ปภัสร์พงษ์ ผู้ควบคุมงานด้านการตลาดสัมพันธ์ และวราทิพย์ คำนึงคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอเตอร์ไซเคิล เอ็กซ์โป จำกัด มอบรางวัลรายการ “ซื้อมอเตอร์ไซค์...ชิงบิกไบค์” YAMAHA รุ่น MT-09 ราคา 439,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ กวี จันทร์คง​ จ. สมุทรปราการ

              ผู้โชคดีจากกิจกรรม “ชม MOTOR EXPO ONLINE PLATFORM ชิงรางวัล” ได้รับ NEW APPLE WATCH SERIES 8 รุ่น GPS จำนวน 5 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 15,900 บาท รวมมูลค่า 79,500 บาท ได้แก่ มณีรัตน์ ปานสมุทร ปภัทชกร สุรินทร์ ชนันต์ญาต์ บุญแฟงชัยมงคล ธีระโรจน์ ศรีศาศวัตกุล และชิณณวรรธน์ ถาดจอหอ

              พบกับงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40” วันที่ 30 พฤศจิกายน -11 ธันวาคม 2566 ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ติดตามข้อมูล MOTOR EXPO ได้ทาง motorexpo.co.th, FB : MotorExpo, IG : Motorexpoth, Youtube : IMCOnlineTH,   Line : Motorexpo และ Twitter : MotorExpoTH

3
“มาหามิตร” ผนึกกำลังขับเคลื่อน “ปทุมวัน ZERO WASTE”
เขตปทุมวันไร้ขยะเดินหน้าสนับสนุนนโยบายกรุงเทพมหานคร
พร้อมเป็นต้นแบบการจัดการขยะให้กับชุมชม และ กลุ่มธุรกิจ

กลุ่มมาหามิตร นำโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เอ็ม บี เค, โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพ และ อลิอันซ์ อยุธยา ร่วมกันตอบรับนโยบายกรุงเทพมหานคร สนับสนุนโครงการ “ไม่ เท-รวม” พร้อมรับเป็นต้นแบบการแยกและจัดการขยะในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ


นายกอปร ลิ้มสุวรรณ ผู้จัดการโครงการ Chula Zero Waste และหัวหน้ากลุ่มภารกิจการจัดการสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า“หลังจากที่ภาคีด้านสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ โดยสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม สำนักบริหารระบบกายภาพคณะวิทยาศาสตร์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ และอีกหลายคณะหลายส่วนงานที่ร่วมกันดำเนินโครงการChula Zero Waste ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาในระยะเวลาหนึ่งจนถึงจุดที่เราต้องขยายองค์ความรู้ที่เรามีออกสู่สังคมให้กว้างขึ้น ประกอบกับที่โครงการฯ มีโอกาสได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในภาคีของโครงการ  BKK Zero Waste ต่อยอดโครงการไม่เทรวม นำโดยสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากการสนับสนุนของ สสส. มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบการลดและคัดแยกขยะใน 84 แหล่งกำเนิดจาก 2 เขตนำร่อง ปทุมวัน และ หนองแขมจึงได้มาหารือและชวนกลุ่ม“มาหามิตร” ซึ่งเป็นพันธิมตร ด้านสิ่งแวดล้อมมาทำงานร่วมกัน ผลักดันให้จำนวนแหล่งกำเนิดที่มีการลดและแยกขยะในเขตปทุมวันเพิ่มมากขึ้น จึงมีความเห็นพ้องต้องกัน ในการผลักดันให้เกิดโครงการ ปทุมวัน Zero Waste ขึ้นเพื่อช่วยเมืองขับเคลื่อนเรื่องขยะ และสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆในเขตปทุมวันไปด้วยกัน”


เขตปทุมวันมีความยินดีอย่างยิ่งที่กลุ่มมหามิตร ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของภาคการศึกษา และภาคเอกชนในเขตปทุมวันได้จัดทำโครงการ “ปทุมวัน ZERO WASTE” ขึ้นเพื่อพัฒนาให้เขตปทุมวันเป็นเขตต้นแบบในการลดและแยกขยะ อย่างมีรูปธรรมสู่การจัดการขยะอย่างยั่งยืนต่อไป ส่วนกรุงเทพมหานครมีนโยบายด้านการบริหารจัดการขยะในมิติสิ่งแวดล้อมดีการสร้างต้นแบบการแยกขยะ ภายใต้โครงการ “ไม่เทรวม”โดยมีการรณรงค์และขอความร่วมมือประชาชนและสถานประกอบการ คัดแยกขยะเศษอาหารออกจากขยะทั่วไป รวมถึงการให้ความรู้การลดและคัดแยกมูลฝอย และการทิ้งมูลฝอยอย่างถูกต้องเพื่อให้การจัดการขยะที่ต้นทางเป็นไปอย่างยั่งยืน ในระยะแรกโครงการ “ไม่เทรวม” ได้จัดทำขึ้นในพื้นที่เขตนำร่อง 3 เขต ได้แก่ เขตปทุมวัน เขตพญาไท และเขตหนองแขม ระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน2565 - เดือนมีนาคม2566 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชน และสถานประกอบการเป็นอย่างดี โดยได้รณรงค์ให้สถานประกอบการและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,137แห่งสามารถจัดเก็บขยะอินทรีย์ได้จำนวน 125 แห่ง ซึ่งบางแห่ง มีการคัดแยกขยะแล้วนำไปบริหารจัดการเอง และสำนักงานเขตจัดเก็บนำส่งโรงปุ๋ยหมักอินทรีย์อ่อนนุช และเพื่อให้การจัดการขยะที่ต้นทางมีประสิทธิภาพจึงมีการดำเนินการโครงการในระยะที่ 2 โดยให้ประชาชนและสถานประกอบการที่มีความสนใจ เข้าร่วมโครงการลงทะเบียนผ่านระบบ Traffy Fondue คลอบคลุมพื้นที่ ทั้ง 50 เขต ของกรุงเทพมหานคร นางสาวสุขวิชญาณ์ นสมทรง ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน กล่าวเพิ่มเติม


นายวรพงศ์ สุขธีรอนันตชัย ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการทรัพย์สิน  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสำนักงานจัดการทรัพย์สิน (PMCU) ภายใต้โครงการ Samyan Smartcity ที่เราจะส่งเสริมคุณภาพชีวิต ของคนในพื้นที่ที่เราดูแลทั้ง 7 ด้าน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม (Smart Environment) เรามีนโยบายในการบริหารจัดการขยะมาอย่างต่อเนื่องโดยใช้หลัก “3R” REDUCE –  REUSE – RECYCLE ดำเนินการในพื้นที่พานิช เชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมโครงการลดและแยกขยะ ร้านค้า ร้านอาหาร มีการคัดแยกขยะทุกประเภทตั้งแต่ต้นทาง แยกขยะเศษอาหารจากร้านอาหารในย่าน ส่งเป็นอาหารสัตว์ นำใบไม้แห้งที่เก็บกวาดได้จากในพื้นที่มาทำปุ๋ยหมักเพื่อวนกลับไปบำรุงต้นไม้ในสวน มีจุดรับขยะกำพร้า เพื่อส่งทำเป็นพลังงานทดแทนให้กับชุมชนที่ Block 28 ร่วมกับ RecycleDay มีนโยบายการลดการใช้ single use plastic ที่สอดรับกับนโยบายของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ซึ่งจะมีการต่อยอดต่อ และพัฒนาการระบบการจัดการขยะในพื้นที่ต่างๆ ของเรา ได้แก่ สยามสแควร์ สยามสแควร์วัน สยามสเคป สวนหลวงสแควร์ Block 28 CU terrace CU iHOUSE U-center ตลาดสามย่าน และ จามจุรีสแควร์ ต่อไป

“สำหรับ โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพ เรามีเป้าหมายจะลดขยะไปบ่อฝังกลบเป็นศูนย์ให้ได้ ในปี 2567 โดยปัจจุบัน เรามีกระบวนการจัดการขยะทุกประเภทของโรงแรม โดยเริ่มส่งเสริมตั้งแต่ระดับพนักงาน และสร้างจิตสำนึกในกลุ่มลูกค้า เราเน้นการจัดการขยะโดยเริ่มที่การลดการใช้ ลดการสร้างขยะ เราเลิกใช้ขวดพลาสติกในโรงแรม เรามีการหมุนเวียนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ มีการปลูกผัก สมุนไพร ไว้ใช้ในโรงแรม มาตั้งแต่ปี 2559 ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา สามารถลดปริมาณขยะของโรงแรมไปได้แล้วถึง 90% และโรงแรมศิวาเทล กรุงเทพ พร้อมต้อนรับหน่วยงานที่สนใจให้มาเยี่ยมชมดูงาน เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การลดขยะว่าสามารถทำได้จริง” นางสาวอลิสรา ศิวยาธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพ กล่าว

นายสมพล ตรีภพนารถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด(มหาชน) เพิ่มเติมว่า “กลุ่มบริษัทในเครือ เอ็ม บี เค มีความตระหนักในเรื่องของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ  ทั้งในระดับบุคลากรและธุรกิจในเครือ โดยเฉพาะศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ทั้ง 4 ศูนย์ คือ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตปทุมวัน รวมถึง พาราไดซ์ พาร์ค เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระรามเก้า และเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์  มีการรณรงค์จัดการการแยกขยะอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นการลดปริมาณขยะ


สำหรับการร่วมมือกับมาหามิตรในครั้งนี้ เอ็ม บี เค มีความตั้งใจและยินดีที่จะสนับสนุนโครงการนี้ ในนามของ ศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ และโรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส โดยจะรณรงค์ทั้งในกลุ่มพนักงาน กลุ่มร้านค้าผู้เช่าพื้นที่ และลูกค้าผู้มาใช้บริการ

ขณะเดียวกัน เอ็ม บี เค ยังมีเป้าหมายด้านการคัดแยกขยะ และก้าวไปสู่การเป็น Zero Waste ขยายต่อเนื่องไปในกลุ่มธุรกิจในเครือเอ็ม บี เค ส่วนศูนย์การค้า ก็จะมีการจัดตั้ง Station คัดแยกขยะเพิ่มขึ้น รวมถึงการร่วมส่งต่ออาหารส่วนเกินให้แก่ผู้ที่ต้องการด้วย

“ผมเชื่อว่าหากมีการร่วมมือร่วมใจจากพนักงาน ผู้ประกอบการร้านค้า และลูกค้าภายในศูนย์ฯ ในการทำกิจกรรมนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ก็จะสามารถการลดปริมาณขยะบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้” นายสมพล กล่าวทิ้งท้าย


นางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารงานลูกค้า บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต กล่าวว่า “อลิอันซ์ อยุธยา มีการดำเนินการส่งเสริมการแยกขยะในกลุ่มพนักงานมาตั้งแต่ปี 2562 โดยมีการส่งเสริมให้พนักงานแยกขยะทั้งที่ทำงานและที่บ้าน มีการพัฒนารูปแบบของถังขยะ วิธีการแยกขยะ การจัดการขยะ และการส่งเสริมจิตสำนึกเรื่องการแยกขยะมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน บริษัทฯ สามารถลดปริมาณขยะไปบ่อฝังกลบ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งมีพนักงานมากกว่า 1,000 คน  เฉลี่ยพนักงาน 1 คน สร้างขยะไปบ่อฝังกลบน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัมต่อเดือน และบริษัทฯ จะยังคงผลักดันต่อไปเพื่อลดขยะไปบ่อฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งนี้ อลิอันซ์ อยุธยา พร้อมเป็นต้นแบบ และจะพยายามขยายเครือข่ายความร่วมมือการแยกขยะให้ครอบคลุมหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะ หน่วยงานภายในอาคารเพลินจิต ทาวเวอร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ”

นอกจากนี้ ในการแถลงเปิดโครงการ ปทุมวัน ZERO WASTE มูลนิธิ สโกลารส์ ออฟซัสทีแนนซ์ (SOS) ได้เข้าร่วมสนับสนุนกลุ่มมาหามิตร ในโครงการดังกล่าวด้วย “SOS มีเป้าหมายในการทำงานที่สำคัญคือ การจัดการอาหารส่วนเกิน และลดมลพิษจากการขยะเศษอาหาร ผ่านการนำอาหารส่วนเกิน ไปส่งต่อให้ชุมชนที่ขาดแคลน โดยปัจจุบัน SOS มีเครือข่ายของผู้บริจาคอาหารส่วนเกิน มากกว่า 1,000 ราย และมีการส่งต่อสู่ชุมชนที่ขาดแคลนกว่า 2,400 ชุมชนทั่วประเทศ ทาง SOS จึงเชื่อว่า เราสามารถสนับสนุนโครงการปทุมวัน ZERO WASTE ได้ ทั้งจากการรับอาหารส่วนเกิน จากร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า และโรงแรมต่าง ๆ ในเขตปทุมวัน ตลอดจนการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการจัดการขยะเศษอาหาร ในแหล่งกำเนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะในชุมชนได้” นางสาวนันทพร ตีระพงศ์ไพบูลย์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาเครือข่ายองค์กร กล่าวเพิ่มเติม

###

เกี่ยวกับกลุ่ม “มาหามิตร”

กลุ่ม “มาหามิตร” เกิดจากความคิดที่ต้องการสร้างพันธมิตรเพื่อความยั่งยืน (Alliance for Sustainability) ของ อลิอันซ์ อยุธยา ที่ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างความยั่งยืน และรู้ว่าความยั่งยืนสร้างคนเดียวไม่ได้ จึงได้หาแนวร่วม ที่มีแนวคิด ความเชื่อที่เหมือนกัน และต้องการมาร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทย โดย “มาหามิตร” ได้รวมกลุ่มกันครั้งแรก ในเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา โดยเริ่มต้นจาก 5 หน่วยงาน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน), บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน), โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพ และ อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต (จำกัด) มหาชน ทั้งนี้ กลุ่มมาหามิตร ยังคงเปิดกว้าง พร้อม หามิตร ร่วมทางต่อไป

4
“โซกู๊ด สติ๊กเกอร์” แตกไลน์ธุรกิจเอาใจกลุ่ม SMEs






               นางสาวสุวิสาข์ จักกะพาก กรรมการผู้จัดการบริษัท สุเมฆา จำกัด (SUMEKA) เปิดตัวเว็บไซต์ รูปแบบอีคอมเมิร์ซที่สามารถ Customize Printing 24 ชั่วโมง ภายใต้บริษัท สุเมฆา จำกัด (SUMEKA) จากเดิมที่งานพิมพ์บนเว็บไซต์สั่งได้เพียงแค่รูปแบบของฉลากและงานพิมพ์สติกเกอร์ แต่ล่าสุดได้เพิ่มไลน์สินค้าใหม่เป็น 4 ชนิด เพื่อให้ครอบคลุมต่อความต้องการของลูกค้าเอสเอ็มอี และตอบโจทย์ความต้องการใช้งานที่มากขึ้น ได้แก่ งานพิมพ์สายคาด, นามบัตร/โปสการ์ด, ป้ายแท็กสินค้า และใบปลิว/แผ่นพับ ซึ่งสามารถสั่งผ่าน www.sogoodsticker.com  ได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว

               พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่เป็นสมาชิกลอยัลตี้โปรแกรม  สามารถเก็บคะแนนสะสมแต้ม เพื่อรับสิทธิประโยชน์   ต่างๆ ยิ่งสั่งมาก ยิ่งมีส่วนลดมากขึ้น โดยจะมีการอัพเลเวล เริ่มต้นระดับเมมเบอร์จนถึงระดับแพลตินัม

5
Mula-X ฟินเทคไทยคว้า 2 รางวัลใหญ่จากงานประกาศผลรางวัล
“The Global Economics Awards 2022”
ตอกย้ำความสำเร็จในการเพิ่มโอกาสทางการเงินสู่ผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


กรุงเทพฯ 6 กุมภาพันธ์ 2566 - Mula-X บริษัทฟินเทคไทย มุ่งมั่นยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับผู้ที่ขาดโอกาสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับ 2 รางวัลอันทรงเกียรติจากงานประกาศผลรางวัล​ “The Global Economics Awards 2022” ได้แก่ Best New End-to-End Digital Lending Platform – Thailand 2022 และ Most Innovative Digital Ecosystem for Underserved – Thailand 2022

งานประกาศผลรางวัลในครั้งนี้จัดโดย The Global Economics นิตยสารธุรกิจและการเงินชั้นนำจากประเทศอังกฤษ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ โรงแรม อวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โดยมีจุดประสงค์เพื่อการยกย่องหน่วยงานธุรกิจที่ปฏิบัติงานอย่างอุตสาหะเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกบนวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นเลิศ งาน The Global Economics Awards ยังถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่น ทุ่มเทและความน่าเชื่อถือของผู้ที่ได้รับรางวัล ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจที่มีความโดดเด่น โดยสร้างแรงกระตุ้นและส่งเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Mula-X ได้พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อการกู้ยืมเงินและการเรียนรู้แบบครบวงจร โดยอาศัยข้อมูลทางเลือก กระบวนการตรวจสอบคะแนนเครดิตด้วย AI/ML และเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานระดับเวิลด์คลาสเพื่อมอบบริการเงินด่วน บริการกู้ยืมเงิน และการให้ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว บริษัทวางเป้าหมายในการใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มทางการเงินเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินที่รวดเร็ว ง่ายดาย และประหยัด

อย่างไรก็ดี Mula-X ยังเป็นมากกว่าผู้ให้บริการแอปพลิเคชันกู้ยืมเงินระบบดิจิทัล โดยบริษัทยังได้นำเสนอบริการ MULA Wallet ที่เป็นการร่วมมือกับ 2C2P Plus (บริษัทในเครือ 2C2P ผู้ให้บริการชำระเงินระดับโลก) ควบคุมโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งบริการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในอีโคซิสเต็มของ Mula-X โดย MULA Wallet พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการทำธุรกรรมของลูกค้าในอีโคซิสเต็มของบริษัทได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบรายละเอียดของธุรกรรม จ่ายสินเชื่อ ซื้อสินค้าและบริการ จ่ายบิล เติมเงินมือถือ และโอนเงินจาก MULA Wallet ไปยังบัญชีธนาคารของตนเองได้อย่างง่ายดายในคลิกเดียว ลูกค้ายังสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินมากมายในอีโคซิสเต็มของ Mula-X ผ่านทางแอปพลิเคชัน MULA โดยสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งทาง Apple store และ Google Play


ลิน ค็อก ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Mula-X กล่าวว่า “ จากประสบการณ์การทำงานกับธนาคารแบบดั้งเดิมทั่วโลกมาเกือบ 30 ปี ทำให้ฉันและผู้ร่วมก่อตั้งเล็งเห็นอย่างชัดเจนว่าสถาบันการเงินแบบเดิมเหล่านี้ไม่สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าจำนวนมากในสังคมไทยที่มีทรัพย์สินน้อย ที่ทำธุรกรรมมุลค่าไม่มากจำนวนมาก ได้ โดยหมายความว่ากลุ่มคนที่ขาดโอกาสในสังคมจะไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวกสบายและมักต้องหันไปใช้บริการเงินกู้นอกระบบ ซึ่งทำให้ตกเข้าสู่วังวนการของการเป็นลูกหนี้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่า และที่มากไปกว่านั้น การขาดความรู้ด้านการเงินที่นอกจากจะทำให้ติดกับดักทางการเงินพวกนี้แล้ว ยังทำให้การออกจากวังวนนี้เป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้นไปอีก”

“ความท้าทายเหล่านี้ผลักดันให้เราก่อตั้ง Mula-X บริษัทฟินเทคที่สร้างโดยนักการธนาคารที่มุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินและความรู้ด้านการเงินแก่กลุ่มผู้บริโภคที่ขาดโอกาส วิสัยทัศน์ของ Mula-X คือการใช้เทคโนโลยีและเทคนิคการตรวจสอบคะแนนเครดิตเพื่อให้บริการทางการเงินที่เป็นธรรมและอิสรภาพทางการเงินแก่กลุ่มผู้บริโภคที่ขาดโอกาส เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ด้านอิสรภาพทางการเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”


“เราขอขอบคุณนิตยสาร The Global Economics ที่ให้การยกย่องมอบ 2 รางวัลที่ทรงคุณค่า ให้แก่ Mula-X ในครั้งนี้ ในฐานะหน่วยงานธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์เพื่อสังคมที่ชัดเจน อย่างไรก็ดีรางวัลที่แท้จริงสำหรับเราก็คือการได้เห็นว่าผลิตภัณฑ์และบริการของเราสามารถสร้างประโยชน์และสามารถแก้ปัญหาให้กลุ่มคนที่ขาดโอกาสได้ อีกทั้งรางวัลครั้งนี้ยังช่วยตอกย้ำถึงความน่าเชื่อถือของเราและทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวกระตุ้นเพื่อให้พันธกิจของเรากลายเป็นจริงได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น”

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ Mula-X ได้ที่
https://mula-x.com

###

เกี่ยวกับ Mula-X
Mula-X เป็นบริษัทฟินเทคที่สร้างโดยนักธนาคาร มุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่กลุ่มผู้บริโภคที่ขาดโอกาส ผ่านการใช้งานแพลตฟอร์มเพื่อบริการกู้ยืมเงินและการเรียนรู้แบบครบวงจรโดยอาศัยข้อมูลทางเลือก กระบวนการตรวจสอบคะแนนเครดิตด้วย AI/ML และเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานระดับเวิลด์คลาสเพื่อให้บริการเงินด่วน บริการกู้ยืมเงิน และการให้ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

พันธกิจของ Mula-X คือการเป็นบริการครบวงจรทางการเงินที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งเน้นยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนผ่านองค์ความรู้ โดยบริษัทให้ความสำคัญกับคุณค่าหลักได้แก่ ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม และการเรียนรู้

6
ผนึกกำลังความร่วมมือตามยุทธศาสตร์การลดการบริโภคเกลือและโซเดียม
ในประเทศไทย ปี พ.ศ.2559-2568

กรมควบคุมโรคประกาศความร่วมมือกับสสส. มหาวิทยาลัยมหิดลและเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ผลักดันแผนนโยบายยุทธศาสตร์การลดการบริโภคเกลือและโซเดียม ตั้งเป้าหมายให้ประชาชนร่วมมือกันลดโซเดียมในอาหารให้ได้ร้อยละ 30 เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “ประชาชนมีสุขภาพดีจากการบริโภคเกลือและโซเดียมลดลง”


7 กุมภาพันธ์  2566  กรมควบคุมโรค : นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยถึงแผนนโยบายยุทธศาสตร์การลดการบริโภคเกลือและโซเดียมว่า โรคไม่ติดต่อ หรือ กลุ่มโรค NCDs ประกอบด้วยหลายโรคหลัก เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง รวมถึงโรคไตเรื้อรัง เหล่านี้ เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญระดับประเทศ ร้อยละ 73 ของการเสียชีวิตทุกสาเหตุในประเทศไทยก็มาจากโรค NCDs โดยประชาชนไทยขณะนี้มีการบริโภคโซเดียมสูงเป็น 1.8 เท่าของปริมาณที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเป็นปริมาณเกลือ ไม่ควรเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน การได้รับโซเดียมเกินอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จะเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญ และการได้รับโซเดียมเกินยังส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายตามมา เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง ซึ่งมีคนไทยป่วยด้วยโรคที่สัมพันธ์กับการบริโภคโซเดียมจำนวนถึง 22.05 ล้านคน (โรคความดันโลหิตสูง 13.2 ล้านคน โรคไต 7.6 ล้านคน โรคหัวใจขาดเลือด 0.75 ล้านคน โรคหลอดเลือดสมอง 0.5 ล้านคน) จึงต้องมีหลายมาตรการและหลายหน่วยงานรวมถึงผู้ประกอบการ มาร่วมช่วยกันลดโซเดียมในอาหาร

โดยกรมควบคุมโรคตั้งเป้าหมายให้ลดการบริโภคโซเดียมลง ร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ.2568 ซึ่งสอดคล้องกับมติสหประชาชาติในการติดตามผล 9 เป้าหมายของการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อระดับโลก บทบาทของกรมควบคุมโรค ในฐานะเป็นเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการลดการบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อระดับชาติ ดำเนินการสร้างกลไกการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การลดการบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทย (พ.ศ.2559-2568) บูรณาการการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานภาคสาธารณสุขและภายนอกภาคสาธารณสุข และการติดตามประเมินผล


นพ.ธเรศ กล่าวต่อว่า​ ที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การลดการบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ได้แก่ 1.การปรับสูตรอาหารลดปริมาณเกลือและโซเดียม (Food reformulation) โดยอุตสาหกรรมอาหารแบบสมัครใจ 2.การปรับสูตรอาหารลดเค็ม ที่ร้านจำหน่ายริมทาง หรือ Street food แบบสมัครใจ 3.การสื่อสารสาธารณะ/การให้ความรู้และความตระหนักแก่ประชาชน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค การแสดงฉลากโภชนาการหน้าบรรจุภัณฑ์แบบ GDA (Front of pack) การแสดงฉลากอย่างง่าย  เช่น ฉลากทางเลือกเพื่อสุขภาพ Healthier Logo  เป็นต้น 4.การดำเนินกิจกรรมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมให้ประชาชนได้บริโภคอาหารลดเกลือและโซเดียมในองค์กรต่าง ๆ ได้แก่ โรงพยาบาลเค็มน้อย อร่อย 3 ดี สถานที่ทำงาน สถานประกอบการ รวมถึง ชุมชนลดเค็ม

อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรค ยังขอเชิญชวนภาคอุตสาหกรรมอาหารและผู้ประกอบการ รวมถึงประชาชนร่วมมือกันลดโซเดียมในอาหารและลดการบริโภคโซเดียมลง ร้อยละ 30 เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย​ “ประชาชนมีสุขภาพดีจากการบริโภคเกลือและโซเดียมลดลง”

ด้านนพ.อภิชาต วชิรพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการดำเนินงานเฝ้าระวังและลดการบริโภคเกลือและโซเดียมระดับจังหวัด ว่าในปี 2566 กรมควบคุมโรค มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานเฝ้าระวังและลดการบริโภคเกลือและโซเดียมระดับจังหวัด และจัดทำ “แนวทางการดำเนินงานเฝ้าระวังและลดการบริโภคเกลือและโซเดียมระดับจังหวัด” เพื่อให้เป็นเครื่องมือการดำเนินงานลดการบริโภคเกลือและโซเดียม มาตรการหลักสำคัญ ประกอบด้วย


ว่าในปี 2566 กรมควบคุมโรค มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานเฝ้าระวังและลดการบริโภคเกลือและโซเดียมระดับจังหวัด และจัดทำ “แนวทางการดำเนินงานเฝ้าระวังและลดการบริโภคเกลือและโซเดียมระดับจังหวัด” เพื่อให้เป็นเครื่องมือการดำเนินงานลดการบริโภคเกลือและโซเดียม มาตรการหลักสำคัญ ประกอบด้วย

       -      การจัดทำข้อมูลเฝ้าระวังเพื่อสะท้อนสถานการณ์การบริโภคอาหารและแหล่งอาหารที่มีเกลือและโซเดียมสูง โดยการสำรวจปริมาณเกลือและโซเดียมในอาหารด้วยเครื่อง Salt Meter
       -      การจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการลดการบริโภคเกลือและโซเดียมทั้งระดับจังหวัดและอำเภอ
       -      การจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีในพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ โรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่ทำงาน สถานประกอบการ และชุมชน
       -      การปรับลดปริมาณเกลือและโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร/อาหารท้องถิ่น/อาหารปรุงสุกที่จำหน่าย
       -      การให้ความรู้สร้างความตระหนักต่อผลกระทบจากการบริโภคเกลือและโซเดียม และการสำรวจการประเมินความตระหนักรู้ความเสี่ยงการบริโภคเกลือและโซเดียมระดับจังหวัด
       -      การขยายพื้นที่ชุมชนลดเค็ม หรือการป้องกันควบคุมโรคไตในชุมชน ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.)



นพ.อภิชาต กล่าวว่า กรมควบคุมโรค โดยกองโรคไม่ติดต่อ มีการดำเนินงานร่วมกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขตและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่ร่วมดำเนินงานในปี 2563–2566 รวมทั้งหมด 36 จังหวัด และมีแผนขยายผลการดำเนินงานเฝ้าระวังและลดการบริโภคเกลือและโซเดียมระดับจังหวัดให้ครอบคลุมทุกจังหวัด ภายในปี พ.ศ.2568​สำหรับการดำเนินงานชุมชนลดเค็ม เขตภาคเหนือ โดยสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1, 2 ,3 จำนวน 50 ชุมชน เป็นการคัดเลือกหมู่บ้านที่มีปัญหาผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไตเรื้อรัง และมีความพร้อมในการจัดการปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มีการสำรวจข้อมูลการประเมินสุขภาพด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม เพื่อป้องกันโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงและโรคไตเรื้อรัง มีการคืนข้อมูลเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาตามบริบทของพื้นที่ นอกจากนี้มีการดำเนินงานชุมชนลดเค็มตามแนวทางการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน: ชุมชนวิถีใหม่ ห่างไกล NCDs จำนวน 48 ชุมชน


นโยบายชี้นำสังคมด้านสุขภาพ : มหาวิทยาลัยต้นแบบลดการบริโภคเกลือโซเดียม

ด้าน ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และ รศ.ดร.ภก.สมภพ ประธานธุรารักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวร่วมกันว่า หนึ่งในพันธกิจของมหาวิทยาลัยมหิดลคือ  การให้บริการทางวิชาการ​ ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลให้ความสำคัญถือเป็นพันธสัญญากับสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมหาวิทยาลัยกำหนดให้เป็นหนึ่งใน 4 ยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์คือ​ “วางนโยบายเพื่อชี้นำสังคมและมุ่งเป็นผู้นำในการบริการวิชาชีพและบริการวิชาการ”  โดยสนับสนุนให้คณาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยนำผลงานวิจัยไปสู่การชี้นำสังคมเชิงนโยบายเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของประชาชนไทย อาทิ ทีมผู้วิจัยในเครือข่ายลดบริโภคเค็ม โดยรศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ และคณะ พบว่าคนไทยบริโภคเกลือมากถึง 9.1 กรัมต่อวัน ซึ่งสูงเกือบ 2 เท่าของปริมาณที่องค์การอนามัยโลกแนะนำคือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน หรือ 1 ช้อนชา ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับจากเครื่องปรุงรสต่าง ๆ และเกลือในอาหารส่วนใหญ่ละลายอยู่ในส่วนที่เป็นส่วน “น้ำ” ไม่ว่าจะเป็นน้ำแกง น้ำซุป น้ำจิ้ม ดังนั้นการลดปริมาณเครื่องปรุงรสจะช่วยลดการบริโภคเกลือได้เป็นอย่างมาก ปริมาณของเกลือโซเดียมที่สูงในอาหารนั้นมีความสัมพันธ์กับค่าความดันโลหิตที่สูงขึ้น  โดยปัจจัยหลักในการลดความดันโลหิตขึ้นกับปริมาณการลดเกลือโซเดียมในอาหาร  ยิ่งลดปริมาณเกลือโซเดียมในอาหารได้มากยิ่งได้ประโยชน์ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสาธารณสุขต่อประเทศทั่วโลก

โดยมหาวิทยาลัยมหิดลได้ให้ทุนสนับสนุน​ “โครงการสังเคราะห์นโยบายเพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์การปรับขยายมาตรการใช้เครื่องตรวจวัดโซเดียมคลอไรด์ในอาหารร่วมกับการให้ความรู้ในชุมชนของประเทศไทยนอกพื้นที่นำร่อง” เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างของระบบสุขภาพและบริบทการบริโภคอาหารในแต่ละภูมิภาค ซึ่งเป็นที่มาของพฤติกรรมทั้งที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับประสิทธิผลของการดำเนินงานนโยบายชุมชนลดเค็มในประเทศไทยโดยใช้กระบวนการคิดเชิงระบบ สังเคราะห์ความรู้และถอดบทเรียนสำหรับพัฒนาเป็นคู่มือการปฏิบัติงานเรื่องชุมชนลดเค็มในประเทศไทย สื่อสารข้อเสนอเชิงนโยบายและผลักดันขยายผลให้เกิดเป็นชุมชนลดเค็มในทุกจังหวัดทั่วประเทศ​ ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การลดการบริโภคเกลือ และโซเดียมในประเทศไทย ปี พ.ศ.2559-2568 โดยภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ที่มาร่วมกันในวันนี้ ซึ่งความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นจะนำมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทั้งประเทศ การประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยโรคไตในภาพรวมของประเทศที่จะลดลงในอนาคต

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยมหิดลยังมีโครงการ​ “มหาวิทยาลัยสุขภาพดีด้วยนโยบายลดเค็ม​ Healthy University: Low Sodium Policy” โดยใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยมหิดลทุกวิทยาเขตเป็นพื้นที่ “sandbox” ของการทำปฏิบัติการนวัตกรรมทางสังคม (Social Innovation Laboratory) และมีบุคลากรและนักศึกษา เป็นผู้ร่วมทำการทดลองเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเกลือโซเดียม โดยตลอดปีจะมีกิจกรรรมเพื่อให้ความรู้ สร้างความตระหนักรู้ และสร้างการมีส่วนร่วมของบุคลากร นักศึกษา และผู้ขายอาหารภายในโรงอาหารของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้มหาวิทยาลัยตระหนักว่าการให้ความรู้และทำความเข้าใจกับผู้บริโภคในเรื่องของอันตรายจากการบริโภคเค็มว่าส่งผลต่อสุขภาพร่างกายอย่างไร เพื่อค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค จะนำมาสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างถาวร โดยเฉพาะการปรุงอาหาร แม่ครัวผู้ปรุงอาหารจึงมีความสำคัญอย่างมากในการช่วยให้ผู้บริโภคลดการบริโภคเค็ม นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคในเรื่องรสชาติเป็นเรื่องยาก เพราะผู้บริโภคยังคงติดอาหารรสจัดและรสเค็ม และการรับรสเค็มในอาหารนั้นมีความแตกต่างกันในแต่ละคนขึ้นอยู่กับความเคยชิน การสร้างความตระหนักรู้ของผู้บริโภคจึงเป็นเรื่องสำคัญ เป้าหมายของโครงการนี้นอกจากคาดหวังว่าบุคลากร นักศึกษา และแม่ครัวผู้ปรุงอาหารในโรงอาหาร จะมีความรู้และลดการบริโภคเค็มแล้ว ยังจะได้กิจกรรมต้นแบบต่าง ๆ อาทิ การจัดตลาดนัด “Low salt Market” การประกวดอาหารลดเค็ม (แต่ยังอร่อย) การประกวด “Low salt video clip” และกิจกรรม Hackathon ลดเค็ม เพื่อสร้างนวัตกรรมลดเค็มในรูปแบบต่าง ๆ โดยนักศึกษา สำหรับใช้ขยายผลในการรณรงค์ลดการบริโภคเกลือโซเดียมต่อไป

ถอดบทเรียนชุมชนลดเค็มที่ผ่านมาร่วมกับการใช้ Salt Meter


รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า​ นโยบายเพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์การปรับขยายมาตรการใช้เครื่องตรวจวัดโซเดียมคลอไรด์ในอาหารร่วมกับการให้ความรู้ในชุมชนของประเทศไทย เป็นที่ทราบกันว่าโซเดียมและการกินเค็มเป็นภัยเงียบ อาจไม่เห็นผลเสียทันที ยกเว้นคนที่ไวต่อการกินเค็ม เช่น ผู้สูงอายุหรือคนที่มีโรคประจำตัว จะมีอาการตาบวม ขาบวม ความดันโลหิตขึ้น ปวดหัว หิวน้ำบ่อย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ปัจจุบันพบคนไข้ป่วยเป็นโรคไตหรือไตวายอายุน้อยลงอยู่ที่ 35 – 40 ปี จากเดิมที่อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 50 – 60 ปี มีผลจากวัฒนธรรมการกินของคนไทยที่เปลี่ยนไป​ นิยมอาหารสำเร็จรูป บุฟเฟ่ต์ ปิ้งย่าง หมูกระทะ อาหารญี่ปุ่น-เกาหลี ที่มีรสเค็มจัดจากการหมักดองเกลือ หรือใส่เครื่องปรุงจำนวนมาก เมื่อกินสะสมบ่อย ๆ จึงติดรสเค็มแบบไม่รู้ตัว อีกปัจจัยคือการกินเค็มตั้งแต่เด็ก เช่น ขนมกรุบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กซอง-ถ้วย อาหารพวกนี้มีโซเดียมสูง แม้กระทั่งอาหารที่ผู้ปกครองปรุงเอง แต่ใช้ความเค็มสูง เมื่อเด็กที่น้ำหนักตัวน้อยกิน ก็ทำให้บริโภคโซเดียมเกินเกณฑ์   เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ลิ้นจะติดเค็ม มีผลทำให้เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง  (NCDs) เร็วขึ้น

ดังนั้นอาหารที่กินแต่ละวัน ผู้บริโภคมักคิดว่าอาหารที่เค็มจะมีโซเดียมสูง เพราะปรุงรสด้วย เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว น้ำมันหอย น้ำพริก ปลาร้า และซอสหรือผงปรุงรสอื่น ๆ แต่ทางการแพทย์พบว่ามีโซเดียมที่ไม่เค็ม คือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (MSG) หรือ ผงชูรส แต่มีผลต่อสุขภาพไม่ต่างกัน เปรียบเทียบง่าย ๆ การกินก๋วยเตี๋ยว น้ำซุปที่ร้านค้าปรุงจะใส่ซุปก้อนสำเร็จรูป ผงชูรส ซีอิ๊ว ซอสปรุง ในน้ำจะมีโซเดียม 60 – 70% ขณะที่เส้น ผัก เนื้อสัตว์ มีโซเดียมไม่ถึง 30 – 40% แม้ความอร่อยจะอยู่ในน้ำซุป แต่เป็นความอร่อยที่แฝงไปด้วยภัยเงียบ แนะนำว่าหากหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูงไม่ได้ ต้องเลือกกินเฉพาะเนื้อสัตว์ ผัก ลดการซดน้ำให้น้อยที่สุด ไม่ได้ห้ามซด แต่กินในปริมาณที่พอดี ไม่ว่าจะเป็นซุปน้ำใส น้ำข้น หรือแกงชนิดอื่น ๆ เพราะปัจจุบันพบว่าร้านค้ามากกว่า 95% ใช้ผงปรุงรสสำเร็จรูปมากกว่าเคี่ยวน้ำซุปด้วยผักหรือเนื้อสัตว์ เพราะมีต้นทุนที่ถูกกว่า

การสำรวจปริมาณโซเดียมในอาหารด้วยเครื่องวัดความเค็ม (Salt Meter) จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนการสำรวจแหล่งอาหารท้องถิ่นที่มีปริมาณโซเดียมสูง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการบริโภคโซเดียมของประชากรการวัดระดับโซเดียมในอาหารท้องถิ่นด้วยเครื่องวัดความเค็มเป็นวิธีที่ง่าย ไม่ต้องส่งตรวจห้องปฏิบัติการทางอาหารและแสดงผลได้รวดเร็วสร้างความตื่นตัวให้ประชาชน การบริโภคโซเดียมสูงอย่างต่อเนื่องแบบไม่รู้ตัวไม่มีแผนการบริโภคทำให้มีระดับความดันโลหิตสูงขึ้นส่งผลต่อปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต เป็นต้น


มาตรการใช้ เครื่องวัดความเค็ม (Salt Meter) ในอาหารร่วมกับการให้ความรู้ในชุมชนของประเทศไทย.ได้มีการทดสอบในพื้นที่นำร่องบริการสุขภาพ เขต 1, 2, 3, 8 และ 10 นอกจากนี้ ทางเครือข่ายลดบริโภคเค็มร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลและองค์การอนามัยโรคประจำประเทศไทย ได้เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (quantitative data) ด้วยวิธีการทดลองควบคุมแบบสุ่มแบบคลัสเตอร์ (cluster randomized controlled trial) ณ พื้นที่อำเภอทับเที่ยง จังหวัดอุทัยธานี เพื่อทดสอบประสิทธิผลของชุดมาตรการลดบริโภคเค็ม (intervention package) 4 กิจกรรม ได้แก่ การให้ความรู้ การปรับสูตรอาหาร การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม และใช้เครื่องตรวจวัดโซเดียมคลอไรด์ในอาหาร ในการลดความดันโลหิตและลดการบริโภคโซเดียมตามบริบทการบริโภคอาหารของพื้นที่ ผลการศึกษาที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณพบว่าการดำเนินมาตรการใช้เครื่องตรวจวัดความเค็มในอาหารร่วมกับการให้ความรู้ในชุมชนผ่านกลไกการทำงานของระบบบริการสุขภาพภาครัฐสามารถลดความดันโลหิตและลดการบริโภคเค็มได้ในกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและนัยสำคัญทางคลินิกเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเริ่มมีการใช้เครื่องตรวจวัดความเค็มในอาหาร

ในด้านข้อมูลเชิงคุณภาพ (qualitative data) จากการจัดการประชุมร่วมกับผู้กำหนดนโยบายสุขภาพและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและอาสาสมัครผู้ทำงานในพื้นที่ เพื่อถอดบทเรียนและประสบการณ์การทำงานในชุมชนตัวอย่างโดยการสัมภาษณ์รายบุคคลหรือการสัมภาษณ์รายกลุ่ม   ภายหลังจากดำเนินการเสร็จสิ้นในชุมชนแล้วคณะผู้วิจัยการสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในระดับประเทศสำหรับต่อยอดการพัฒนาในระยะต่อไป โดยการปรับขยายมาตรการใช้เครื่องตรวจวัดโซเดียมคลอไรด์ในอาหารร่วมกับการให้ความรู้ในชุมชนในพื้นที่อื่น ๆ หรือการทำงานในกลุ่มประชากรเป้าหมายอื่น ๆ  ของประเทศไทย (upscaling) นอกเหนือจากกลุ่มผู้ป่วยของระบบบริการสุขภาพภาครัฐ เช่น การทำงานร่วมกับฝ่ายบุคลากรของบริษัทห้างร้าน เอกชน และออกแบบกลไกเชิงนโยบายให้เหมาะสมสำหรับสนับสนุนการทำงานในกลุ่มเป้าหมายใหม่ ได้แก่ ให้มีการสื่อสารมาตรการใช้เครื่องตรวจวัดโซเดียมคลอไรด์ในอาหารเพื่อเป็นอุปกรณ์ส่งเสริมการปรับปรุงสูตรลดโซเดียมและรสชาดของเมนูอาหารในร้านอาหารและซุปเปอร์มาร์เก็ต ร่วมกับการให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์

แคมเปญใหญ่ลดซด ลดปรุงลดโรค

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า​ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ ได้ร่วมกับเครือข่ายลดการบริโภคเค็ม รณรงค์ขับเคลื่อนสังคมด้วยองค์ความรู้ นวัตกรรม และการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ ลดการบริโภคเค็ม (โซเดียม) พร้อมทั้งส่งเสริมการจัดสภาพแวดล้อมด้านอาหารเพื่อสุขภาวะที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เพื่อนำไปสู่การลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ซึ่งเกิดผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การผลักดันให้เกิดมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 พ.ศ.2558 เรื่องนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และการจัดทำยุทธศาสตร์การลดการบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทย ปี พ.ศ.2559-2568 , การพัฒนาปรับปรุงสูตรอาหารให้มีความเค็มลดลง โดยใช้สารทดแทนความเค็ม ,พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์อาหารลดโซเดียม , ขยายผลนวัตกรรมเครื่องตรวจสอบความเค็มในอาหาร ,เกิดฐานข้อมูลโซเดียมในวัตถุดิบอาหาร-เครื่องปรุงรสเค็มที่นิยมใช้ในอาหารตามภาคต่าง ๆ และอาหารแปรรูป  โดยความร่วมมือกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล รวมทั้งการรณรงค์ “ลดเค็ม ลดโรค” - “ลดเค็ม ครึ่งหนึ่ง” โดยสื่อสารประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ประชาชนผ่านสื่อและช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับความรู้และเกิดความตระหนักปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งในครั้งนี้ ขอหยิบยกในเรื่องของ แคมเปญใหญ่ “ลดซด ลดปรุงลดโรค”  ในโครงการลดเค็ม ลดโรค รณรงค์ให้คนไทยเห็นภัยร้ายจากการกินโซเดียมเกินมาตรฐาน ซึ่งเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์โจทย์หลายอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น คนไทยส่วนใหญ่ชอบกินน้ำซุปทุกมื้ออาหาร จากอาหารประเภท แกงจืด ก๋วยเตี๋ยว ต้มยำ พะโล้ ข้าวมันไก่และอาหารประเภทต้ม โดยไม่รู้ว่าน้ำซุปที่กินเข้าไปเป็นอันตราย เนื่องจากมีโซเดียมซ่อนอยู่ทั้งในวัตถุดิบต่าง ๆ และน้ำซุป รวม 1,400 – 1,500 มิลลิกรัม/ชาม หากกินหมดชามแถมซดน้ำซุปจนเกลี้ยง เท่ากับ 1 มื้อ ร่างกายจะได้รับโซเดียมเกือบถึงเกณฑ์ใน 1 วันแบบไม่รู้ตัว ขนาดยังไม่ได้รวมกับมื้ออื่น ๆ เลย  สำหรับ  แคมเปญใหญ่ “ลดซด ลดปรุงลดโรค” เพื่อสื่อสารให้คนไทยปรับพฤติกรรมการกินและเห็นถึงภัยร้ายจากโซเดียม ลดการซดน้ำซุป น้ำผัด น้ำแกง น้ำยำ ในแต่ละมื้ออาหาร ให้น้อย ติดตามได้ทางสื่อโทรทัศน์ ออนไลน์ และเฟซบุ๊กแฟนเพจ ลดพุง ลดโรค

นอกจากนี้ สสส. และเครือข่ายลดการบริโภคเค็ม ยังได้ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขและกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการลดการบริโภคเกลือโซเดียมในประชากรไทย โดยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนมาตรการภาษีโซเดียม สร้างกติกากลางให้กับภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำไปสู่การปรับสูตรลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนอีกด้วย

7
ศูนย์การค้าแพลทินัม ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ในงาน Season of Love วันนี้ -  14 ก.พ.66


             ศูนย์การค้า แพลทินัม ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ในงาน Season of Love ชวนทุกท่านควงแขนคู่รัก-คู่เพื่อนมาช้อป ชิม กันให้ใจฟู ท่ามกลางบรรยากาศสุดสวีท อิน เลิฟ เต็มอิ่มกับเมนูอาหารคาวหวานสไตล์สตรีทฟู้ด และเครื่องดื่มมากมายพร้อมเสิร์ฟ นอกจากนี้ยังมีสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ ของขวัญ ของที่ระลึก และอาหารนานาชาติ มากกว่า 70 ร้านค้า ที่คัดสรรร้านค้าสินค้าคู่รัก มาให้ช้อปปิ้งกันอย่างจุใจ ณ ลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้าแพลทินัม ตั้งแต่วันนี้ -  14 กุมภาพันธ์ 66 ติดตามรายละเอียดร้านค้าและโปรโมชั่นที่น่าสนใจ ได้ที่ FB: Platinum Fashion Mall แพลทินัม แฟชั่น มอลล์




























8
แม็คโคร จัดกิจกรรม  ‘Japan in Love’ ขนวัตถุดิบและผลไม้สายหวานจากญี่ปุ่น
ปลุกกระแสเดือนแห่งความรัก กระตุ้นผู้ประกอบการ ตอกย้ำแหล่งรวมวัตถุดิบนานาชาติ


แม็คโคร จัดกิจกรรม ‘Japan in Love ครบทุกรสชาติความอร่อยแบบญี่ปุ่น’ เสิร์ฟความหวานรับเทศกาลวาเลนไทน์ ด้วยวัตถุดิบนำเข้าและผลไม้ระดับพรีเมียมที่มีเฉพาะเดือนแห่งความรัก ให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร รวมถึงคนมีคู่ได้รังสรรค์เมนูโดนใจ


เทรนด์อาหารญี่ปุ่นยังคงมาแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากผลสำรวจโดยองค์การส่งเสริมการค้าญี่ปุ่นในประเทศไทย (เจโทร) พบว่าในปี 2565 ที่ผ่านมา มีร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดใหม่ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 15 ปี  ซึ่งแม็คโคร ในฐานะแหล่งรวมวัตถุดิบจากนานาชาติ ได้จับเทรนด์ความนิยม และจัดกิจกรรมเพื่อตอบโจทย์กับงาน ‘Japan in Love ครบทุกรสชาติความอร่อยแบบญี่ปุ่น’ เพื่อนำเสนอวัตถุดิบและผลไม้นำเข้าระดับพรีเมียม สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้ที่ชื่นชอบ ต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ในเดือนกุมภาพันธ์นี้




ว่ากันว่า ความต้องการวัตถุดิบอาหารญี่ปุ่นกำลังเป็นกระแสที่มาแรงเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะมองในมุมของผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีการเปิดร้านใหม่อย่างต่อเนื่องทุกปี อาทิ ร้านโอมากาเสะ ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น  ร้านราเมง ร้านอิซากายะ และร้านยากินิคุ รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่นิยมหันมาทำอาหารญี่ปุ่นรับประทานเองที่บ้าน ส่งผลให้ยอดขายประเภทข้าวญี่ปุ่น โซยุ น้ำสลัดงาคั่วญี่ปุ่น น้ำซุปสุกี้ญี่ปุ่น และมิริน อีกทั้งผลไม้ ที่จำหน่ายในแม็คโคร มาแรงแซงทางโค้ง




สำหรับกิจกรรม ‘Japan in Love’ ครั้งนี้ มีสินค้าไฮไลท์มากมายทั้งอาหารสด ผลไม้ เครื่องปรุงรสต่างๆ เนื้อวากิว หอยนางรม ไข่ปลาแซลมอน ไข่กุ้ง ปลาไหลย่าง ผงปรุงอาหารหมักปิ้งย่าง เส้นอูด้ง โซบะ โซเมน สาหร่าย ซอสโอโคโนมิยากิ ซอสยากิโซบะ เครื่องแกงกระหรี่ชนิดเกล็ด ซุปสุกี้ยากี้ เครื่องดื่มชาเขียวมัทฉะ และเครื่องดื่มต่างๆ รวมถึงผลไม้ตามฤดูกาล ที่ได้คุณภาพดีที่สุดในเดือนแห่งความรัก เช่น สตรอเบอรี่ญี่ปุ่น  มันหวาน แอปเปิ้ลโอลิน แอปเปิ้ลซันฟูจิอาโอโมริ และสาลี่ อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมความฟินแบบไม่ต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกล อาทิ ชุดเตาย่างฮิดะ ชุดหม้อนาเบะ ที่นำมาใช้เสิร์ฟสร้างสีสันแบบเจแปนนิสสไตล์ ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อตอบกลุ่มลูกค้ามืออาชีพ แม็คโคร ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “aro” อาทิ ซอสเบิร์นซูชิ ซอสดอง เพื่อตอบรับความต้องการของผู้ประกอบการฯ เรียกว่า ครบ คุ้ม จบได้ในงานเดียว กับ Japan in Love ที่แม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ – 7 มีนาคมนี้














9
เจดีฟู้ด จับมือ กูร์เมท์ จัดมหกรรมสินค้าและผลิตภัณฑ์สำหรับการปรุงอาหารชั้นยอดจากทั่วทุกมุมโลก GOURMET WORLD BY GOURMET ONE ในวันที่ 22 มกราคม ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2566


คุณภควัฎ ฉินทกานันท์ ผู้จัดการใหญ่บริหารสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ต (Fresh), คุณพัชรินทร์ เหมอังกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท กูร์เมท์ วัน ฟู้ดส์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด, คุณพลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ,คุณเพ็ญสิริ ณ นครพนม Sales & Marketing Director บริษัท เจดีฟู้ด จำกัด (มหาชน) และ เชฟอาร์ ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ Chief Marketing Officer”

              Kindee แบรนด์ในเครือ บริษัท เจดีฟู้ด จำกัด (มหาชน) จับมือ กูร์เมท์ วัน ฟู้ดส์ เซอร์วิส จัดงาน GOURMET WORLD BY GOURMET ONE มหกรรมสินค้าและผลิตภัณฑ์สำหรับการปรุงอาหารชั้นยอดจากทั่วทุกมุมโลก เปิดสต็อกครั้งใหญ่ขนทั้งสินค้าวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารนำเข้าคุณภาพนานาชนิดจากแบรนด์ดัง ๆ โดยเชฟอาร์ ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย ร่วมเผยเคล็ดลับความอร่อยและรังสรรค์เมนูสุดพิเศษให้ได้ลิ้มลองภายในงาน ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต สยามพารากอน ในวันที่ 22 มกราคม ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2566


“คุณเพ็ญสิริ ณ นครพนม Sales & Marketing Director บริษัท เจดีฟู้ด จำกัด (มหาชน) ,คุณรัตนา เอี้ยประเสริฐศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร/กรรมการ บริษัท เจดีฟู้ด จำกัด (มหาชน) ,คุณธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ เชฟ Chief Marketing Officer,คุณธีรดา หอสัจจกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจดีฟู้ด จำกัด (มหาชน)”

              บริษัท เจดีฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ JDF ผู้ผลิตเครื่องปรุงรสและอาหารแปรรูปชั้นนำของประเทศ จำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อย คิดค้นกว่า 2,000 รสชาติ ให้แก่ลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและร้านอาหารยักษ์ใหญ่มากมายกว่า 300 ราย ด้วยการผลิตที่ทันสมัย มาตรฐานระดับโลก รวมทั้งวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ตนเอง (Own Brands)ตลอดระยะเวลา 20 ปี ได้นำผลิตภัณฑ์เครื่องแกงกึ่งสำเร็จรูปชนิดผงตรากินดี อาทิ ซอสลาบ-น้ำตกปรุงสำเร็จชนิดผง, เครื่องแกงเขียวหวานกึ่งสำเร็จรูปชนิดผง, เครื่องต้มยำน้ำข้นกึ่งสำเร็จรูปชนิดผง, ซุปก๋วยเตี๋ยวเรือชนิดผง มาจัดแสดงสินค้าภายในงาน โดยมีความตั้งใจที่จะนำเสนออาหารไทยรสชาติดั้งเดิมที่มีจุดเด่น คือ รสชาติที่เข้มข้นถูกปากคนไทยสามารถทำด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ และสะดวกในการปรุง ที่สำคัญคือราคาไม่แพงตามคอนเซปต์ “อร่อยง่ายๆ ไม่ใส่ผงชูรส เพราะเรา อยากให้คุณ กินดี” รวมถึงผลิตภัณฑ์ซุปกึ่งสำเร็จรูปรสพรีเมียมจาก GOOD EATS อร่อยแบบพรีเมียมทำได้ง่าย ๆ แต่ได้รสชาติไม่แพ้ภัตตาคารซึ่งมาพร้อมกับ 2 รสชาติให้เลือกได้แก่ ซุปเห็ดทรัฟเฟิล และ ซุปล็อบสเตอร์กึ่งสำเร็จรูป ภายใต้คอนเซปต์“GOOD EATS EAT GOOD FEEL GOOD”


“เชฟอาร์ ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ Chief Marketing Officer”

              ภายในงานวันที่ 24 มกราคม 2566 มีการจัดกิจกรรมสาธิตการทำอาหารจากผลิตภัณฑ์ "กินดี" ทั้งหมด 2 เมนู ได้แก่ แกงเขียวหวานเนื้อวากิว ที่ใช้เครื่องแกงเขียวหวานกึ่งสำเร็จรูปชนิดผงตรากินดี และ เกาเหลาน้ำตกเนื้อวากิว ที่ใช้ซุปก๋วยเตี๋ยวเรือชนิดผงตรากินดี โดยได้รับเกียรติจาก (เชฟอาร์) ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย ที่มาเผยเคล็ดลับความอร่อยและรังสรรค์เมนูสุดพิเศษให้ได้ลิ้มลองกันอีกด้วย


“คุณเพ็ญสิริ ณ นครพนม Sales & Marketing Director บริษัท เจดีฟู้ด จำกัด (มหาชน) และ เชฟอาร์ ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ Chief Marketing Officer”

              “งาน GOURMET WORLD BY GOURMET ONE ในวันนี้เป็นการคอแล็ปส์กันระหว่าง 2 แบรนด์ดัง ได้แก่ แบรนด์ “กินดี” และแบรนด์ “กูร์เมท์วัน” โดยได้รังสรรค์เป็น 2 เมนูเด็ดอย่าง แกงเขียวหวานเนื้อวากิว และ เกาเหลาน้ำตกเนื้อวากิว ในเวลาเพียง 20 นาที โดยใช้เนื้อวัวจากกูร์เมท์วัน และเครื่องปรุงรสกึ่งสำเร็จรูปจากกินดี ซึ่งทำให้การทำอาหารของคุณง่ายมาก ๆ เลยในเวลาอันสั้นครับ” (เชฟอาร์) ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

             

10
แอร์แคเรียร์ จัดงานใหญ่ Carrier Invent Your Happiness Land
พร้อมจับมือแบรนด์ชั้นนำในฐานะ Friends of Carrier รายแรกในประเทศไทย


              บริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด​ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศรายแรกของโลกสัญชาติอเมริกา ภายใต้แบรนด์ แคเรียร์ (Carrier) นำโดย​ นายวรเศรษฐ์ ตันติศิริวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ และนายพิชาวัฒน์ สุวรรณศรี ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย บริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด​ เตรียมจัดงานใหญ่แห่งปี​ Carrier Invent Your Happiness Land เพื่อแถลงกลยุทธ์ทางการตลาดและทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ประจำปี 2566 รวมถึงครั้งแรกกับการเปิดตัว Friends of Carrier ซึ่งจะมาร่วมกับแอร์แคเรียร์ เนรมิตความเย็นเพื่อความสุขของทุกครอบครัว ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดเครื่องปรับอากาศของเมืองไทยตัวจริง พร้อมเปิดตัวเครื่องปรับอากาศแบบติดผนังระบบอินเวอร์เตอร์  ซีรีส์ใหม่ล่าสุดถึง 3 รุ่นที่มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการในดีไซน์สวยงาม ทันสมัย ตลอดจนเปิดตัว ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ และ ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร ในฐานะ 2 พรีเซ็นเตอร์ชื่อดังสุดฮอตต่อเนื่องปีที่ 4 อย่างเป็นทางการ ในวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ณ โรงภาพยนตร์ เมกา ซีนีเพล็กซ์ ศูนย์การค้าเมกาบางนา​

              สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.facebook.com/carrierthailand หรือทางเว็บไซต์ www.carrierthailand.com หรือสายด่วนแอร์บ้านแคเรียร์ 1454

11
ไทเชฟ มอบโปรฯ วาเลนไทน์ ส่งต่อความรักแพ็คคู่


               ไทเชฟ (ThyChef) ผู้นำด้านผงโรยอาหารและผงชงเครื่องดื่มหลากหลายรสชาติ ส่งต่อความรักแบบจับแพ็คคู่ มอบโปรโมชั่นพิเศษในเดือนแห่งความรัก​ แบบคุ้มสุด ๆ เมื่อซื้อผงปรุงรสแบรนด์ไทเชฟรสชาติใดก็ได้ในแบบแพ็คคู่ อาทิ รสชีส รสต้มยำ รสบาร์บีคิว รสวิงค์แซ่บ ฯลฯ ขนาด 450 กรัม จาก 2 ชิ้น ราคาปกติ 230 บาท พิเศษ !! จ่ายเพียง 200 บาท สูงสุดไม่เกิน 5 คู่ หรือ 10 ซอง เฉพาะต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ปีนี้เท่านั้น เพื่อมอบเป็นของขวัญสำหรับคนที่คุณรัก หรือจะซื้อเป็นของฝากลูกหลานทำเมนูอาหารฉลองร่วมกัน ตั้งแต่วันนี้ – 20 กุมภาพันธ์ 2566 เท่านั้น ด่วน!! สินค้ามีจำนวนจำกัด

               สำหรับผู้ที่สนใจสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ของไทเชฟได้ที่ร้านจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ทั่วประเทศ หรือบิ๊กซีซุปเปอร์เซ็นเตอร์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อทางออนไลน์กับบริการ “ฟาสต์ ไทเชฟ” สั่งวันนี้ ส่งวันนี้พรุ่งนี้ถึง เร็วทันใจ ที่ www.thychef.com หรือคลิก​ https://line.me/R/ti/p/%40thychefหรือทางเว็บไซต์ www.lazada.co.thwww.shopee.co.th, FB: ThyChef, ID Line: @thychef สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-968-3723-6

12
ทรูโฟร์ยู ช่อง 24  ปลุกตำนานสยองขวัญ "เวิ้งปีศาจ" ที่ทำให้คุณหลอนจนขนหัวลุก ห้ามพลาด 11 กุมภาพันธ์นี้


ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 เอาใจคอหนังสยองขวัญ กรี๊ดให้จับไข้ไปเลยกับภาพยนตร์​ "เวิ้งปีศาจ" แนวสยองขวัญสัญชาติไทย ผลงานการกำกับโดย​ "จรัญ วงษ์สัจจะ" กับการเปิดตำนานที่มีเรื่องราวความรักความแค้นของวิญญาณอาฆาตจากคนสองรุ่น คือรุ่นแม่สู่รุ่นลูก ซึ่งความแค้นได้ฝังวิญญาณสยองไว้ใต้ผืนน้ำ รอวันดับแค้นคนชั่วที่ก่อเวรก่อกรรมไว้อย่างสาหัส นำแสดงโดย​ ชาติชาย งามสรรพ์  ชุติกาญจน์ จุลละนันท์ ไชยา มิตรไชย ขวัญจิรา บังคง เจี๊ยบ เชิญยิ้ม และสามารถ พยัคฆ์อรุณ








"เวิ้งปีศาจ" เล่าถึงเรื่องราวของ จันทร์ (ขวัญจิรา บังคง) ภรรยาของ​ แนบ​ (สามารถ พยัคฆ์อรุณ) ที่ได้บนบานศาลกล่าวต่อศาลนางพรายให้ผัวรักแคล้วคลาดจากภยันตราย แต่แล้วเหตุร้ายก็เกิดขึ้นกับเธอเมื่อจันทร์ถูกและสมุนลากตัวไปข่มขืนฆ่าและอำพรางด้วยการนำร่างของเธอพร้อมกับ นวล ลูกน้อยวัย 2 ขวบไปทิ้งกลางลำคลอง ดีแต่ได้อิทธิฤทธิ์ของ นางพรายช่วยให้เด็กน้อยรอดพ้นจากความตาย ส่วนตัวจันทร์นั้นกลายเป็นวิญญาณนางพรายสิงสถิตย์อยู่ ณ ศาลนางพราย เพื่อรอเวลาล้างแค้น จนเวลาผ่านไป 17 ปี เข้ม (เจี๊ยบ เชิญยิ้ม) ลูกชายกำนันขุนเกิดหลงรัก นวล (ชุติกาญจน์ จุลละนันท์) ลูกสาวคนเดียวของจันทร์ และคิดจะจัดการกับนวล ผีนางพรายจึงออกปกป้องลูกสาวด้วยความอำมหิต ในขณะที่นวลเองก็ได้พบกับ ร.ต.ต. ศักดิ์ (ชาติชาย งามสรรพ์) จนเกิดรักสามเส้าขึ้น และเข้มก็ได้ทำร้ายนวลจนถึงแก่ชีวิต นวลจึงกลับมาอีกครั้งในร่างของผีนางพราย เพื่อตามล้างแค้นผู้ที่ทำร้ายเธอ​ ห้ามพลาดชมภาพยนตร์ "เวิ้งปีศาจ" วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 18.40 น. ทางทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และทาง​ https://true4u.com/live

13
“หมอแอมป์” นายแพทย์ ตนุพล ร่วมบรรยายหลักสูตร AAM by MFU รุ่นที่ 1


นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ (หมอแอมป์) ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยาย หลักสูตร "Anti-Aging and Wellness Management by Mae Fah Luang University รุ่นที่ 1" (AAM by MFU รุ่นที่ 1) ในหัวข้อ Health Brings Wealth  สุขภาพที่ดีจะนำพามาซึ่งความมั่งคั่งและความสำเร็จ โดยมี ดร.ภก.กานต์ วงศ์ศุภสวัสดิ์ คณบดีสำนักวิชาเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ธาริดา คิวสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และคณะผู้บริหารเข้าร่วมการบรรยายหลักสูตร ณ โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้

14
Villeroy & Boch แบรนด์เซรามิกระดับตำนานพร้อมเปิดตัวโชว์รูมแห่งใหม่ในไทย


กรุงเทพฯ ประเทศไทย (2 กุมภาพันธ์ 2566) — วิลเลรอย แอนด์ บอค (Villeroy & Boch) หนึ่งในแบรนด์เซรามิก ระดับพรีเมียมแนวหน้าของโลก เปิดตัวโชว์รูมสาขาแรกในไทย อวดโฉมผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ทั้งในกลุ่ม Bathroom & Wellness และ Dining & Lifestyle บนถนนพระราม 9 เพื่อเป็นการเติมเต็มช่องทางออฟไลน์ให้กับร้านเรือธงออนไลน์บนลาซาด้า


วิลเลรอย แอนด์ บอค ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเซรามิกชั้นนำของโลกและแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่มีความโดดเด่น โดยชื่อแบรนด์สื่อความหมายถึงความมีระดับและความประณีต ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ไม่ได้รังสรรค์มาเพื่อการใช้งานของราชวงศ์หรืออดีตพระสันตปาปาเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ชื่นชอบสำหรับลูกค้ากลุ่มโรงแรมและร้านอาหารต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอีกด้วย


ชุดผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่นำเสนอในโชว์รูมสาขาใหม่ที่กรุงเทพฯ นี้แสดงชัดถึงเอกลักษณ์ของวิลเลรอย แอนด์ บอคในแง่ของตัวตนและนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับการจัดและตกแต่งโต๊ะอาหาร พอร์ซเลน ช้อนส้อม เครื่องแก้ว หรือของใช้สำหรับประดับตกแต่ง เครื่องใช้ในบ้าน และอุปกรณ์บนโต๊ะอาหารที่มีความหรูหราอันได้รับแรงบันดาลมาจากเทรนด์และวัฒนธรรมอาหารนานาชาติ นอกจากนี้ คอลเลกชันของวิลเลรอย แอนด์ บอค ยังสามารถซื้อเป็นของขวัญสำหรับโอกาสต่าง ๆ ที่แสดงถึงความพิถีพิถันและความมีรสนิยมของผู้ให้ ซึ่งสามารถใช้งานและควรค่าแก่การเก็บสะสมเป็นเวลานานหลายปี


วิลเลรอย แอนด์ บอค เป็นแบรนด์ที่มุ่งมั่นส่งมอบสิ่งที่มากกว่าถ้วยชามทั่วไป ทางแบรนด์เข้าใจดีว่า ผู้บริโภคที่มีความหลักแหลมและใส่ใจในสไตล์ต้องการผลิตภัณฑ์ชิ้นพิเศษที่จะมาช่วยเพิ่มความมีระดับของโต๊ะอาหารและทวีความเหนือชั้นของดีไซน์ที่อยู่อาศัย


คอลเลกชันชุดพิเศษหลายรายการที่จะจัดแสดงในโชว์รูมแห่งใหม่ในกรุงเทพ และมีวางจำหน่ายในร้านค้าออนไลน์ของแบรนด์บน Lazada หนึ่งในนั้นคือ La Boule ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบที่ชนะรางวัล Red Dot Design Award 2020 และ Good Design Award 2021 ด้วยการออกแบบและการผสานนวัตกรรมที่โดดเด่น La Boule ประกอบด้วยชามพอร์ซเลนระดับพรีเมียมสองใบ จานก้นลึกและจานก้นแบนอย่างละสองใบ และถาดสำหรับเสิร์ฟที่ประกอบรวมกันเป็นทรงกลมสวยงามไร้ที่ติ ความงดงามที่ไม่มีใครเหมือนของ La Boule จะสร้างความประทับใจต่อผู้พบเห็น พร้อมเฉิดฉายด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาดและตรึงใจ


สำหรับคอลเลกชัน​ Manufacture Rock วิลเลรอย แอนด์ บอค เปลี่ยนลักษณะอันโดดเด่นของหินชนวนของเยอรมนีและโครงสร้างแบบดิบ ๆ ให้เป็นการออกแบบที่ไม่ธรรมดาผ่านการใช้เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ทุกองค์ประกอบได้จำลองพื้นผิวสัมผัสของหินชนวนที่บิ่นแตก และกะเทาะจากกรรมวิธีการผลิตหินมุงหลังคาแบบดั้งเดิม Manufacture Rock ให้รูปลักษณ์ของความประณีตแบบฉบับช่างฝีมือ มาในรูปของชุดจานพอร์ซเลนสีทึบ ที่แสดงให้เห็นสีของเนื้อพอร์ซเลนแท้ๆ และการเคลือบเทคนิคพิเศษที่ทำให้เกิดผิวสัมผัสที่ด้าน ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากเนื้อสัมผัสตามธรรมชาติของหินชนวน


หนึ่งในคอลเลกชันที่สืบทอดกันแบบรุ่นสู่รุ่นของวิลเลรอย แอนด์ บอค คือ​ Old Luxembourg ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนึ่งในดีไซน์ดั้งเดิมที่มาพัฒนาต่อโดยพี่น้องตระกูลบอคเมื่อปี 1767 ลาย "Brindille" ที่เป็นเอกลักษณ์ มีความโดดเด่นด้วยสีน้ำเงินโคบอลต์เข้ม ซึ่งเป็นเฉดสีที่เป็นที่นิยมสำหรับการตกแต่งเครื่องพอร์ซเลนมานานกว่าพันปี ลวดลายสไตล์ Rococo อันโดดเด่นซึ่งเป็นหนึ่งในการออกแบบเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารชื่อก้องที่สุดและได้รับเสียงตอบรับจากผู้ใช้งานมากที่สุด ดอกไม้สีน้ำเงินที่มีความอ่อนช้อยบนกิ่งไม้ที่ลากพริ้วเป็นลวดลาย Brindille คือตัวอย่างของความงามที่โดดเด่นเหนือกาลเวลา

แฟรงค์ กอร์ริ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของวิลเลรอย แอนด์ บอค กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์ที่เราจะจำหน่ายในประเทศไทยมี ภาพลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์และผ่านขั้นตอนการผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่วิลเลรอย แอนด์ บอค ยึดถืออยู่ในดีเอ็นเอของเราอยู่เสมอ นับตั้งแต่การก่อตั้งแบรนด์ในปี 1748 เราทราบดีว่าผลิตภัณฑ์ของเราจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคในไทย เนื่องด้วยผู้บริโภคในกลุ่มนี้มีความใส่ใจ และเข้าถึงความสำคัญของสิ่งที่ตกทอด ประวัติศาสตร์ และประเพณี จึงพร้อมที่จะให้เราเป็นผู้เติมเต็มสไตล์ให้กับพวกเขา

เราได้พัฒนาศักยภาพหลักด้านเซรามิกของเราให้สมบูรณ์แบบมาตลอดหลายศตวรรษ ส่งผลให้เรามีชื่อเสียงในฐานะผู้นำระดับโลก นวัตกรรมของเรามุ่งเน้นไปที่การส่งมอบคุณภาพที่ยอดเยี่ยมสูงสุด ตลาดในไทยมีมรดกตกทอดที่เป็นเซรามิกและเครื่องเคลือบที่สวยงามอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ เราจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้นำงานฝีมือของเราไปสู่สายตาของผู้คนที่จะเข้าใจในความหลงใหลของเราอย่างแท้จริง และตอบแทนพวกเขาด้วยความรักทั้งมวลที่พวกเขาสมควรได้รับ”

โชว์รูมของ วิลเลรอย แอนด์ บอค ตั้งอยู่ที่ถนนพระราม 9 กรุงเทพฯ เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.30 น. (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

ท่านสามารถทำการจองเข้าเยี่ยมชมล่วงหน้าได้ที่​ https://outlook.office365.com/owa/calendar/Bangkokshowroombooking@villeroyboch.onmicrosoft.com/bookings/
หรือโทร. 02-206-3400
หากต้องการสอบถามข้อมูลใด ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิลเลรอย แอนด์ บอค โปรดไปที่:
www.villeroy-boch.co.th
www.instagram.com/villeroyboch.thailand
www.facebook.com/VilleroyandBoch


###

เกี่ยวกับวิลเลรอย แอนด์ บอค

วิลเลรอย แอนด์ บอค คือหนึ่งในแบรนด์ชั้นนำระดับโลกสำหรับผลิตภัณฑ์เซรามิก โดยเป็นธุรกิจครอบครัวที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1748 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองเมทท์ลาค (Mettlach) ประเทศเยอรมนี ทั้งยังเป็นตัวแทนของนวัตกรรม ประเพณี และสไตล์ที่โดดเด่น ในฐานะแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่มีชื่อเสียง วิลเลรอย แอนด์ บอค นำเสนอผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Bathroom & Wellness และ Dining & Lifestyle และมีการดำเนินงานอยู่ใน 125 ประเทศทั่วโลก

นอกจากโชว์รูมที่พระราม 9 กรุงเทพฯ แล้ว ท่านยังสามารถเข้าชมร้านวิลเลรอย แอนด์ บอค ออนไลน์ได้ที่ Lazada:
https://www.lazada.co.th/shop/villeroy-and-boch


15
Haier ผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลก จัดโปรแกรมเสริมศักยภาพ
พนักงานและพนักงานขาย ภายใต้กิจกรรม Haier Air Conditioning Training


กรุงเทพฯ ประเทศไทย: บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด  (Haier Electrical Appliances (Thailand) Co., Ltd.) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลก และแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 14 ปีซ้อน ได้จัดโครงการส่งเสริมความรู้ด้านสินค้าให้กับพนักงานและพนักงานขาย ภายใต้ชื่องาน Haier Air Conditioning Training ในวันที่ 10 มกราคม 2566 เป็นต้นไป ซึ่งจะจัดตลอดทั้งปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ในด้านสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ให้พนักงานและพนักงานขาย


โดยกิจกรรมดังกล่าวถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภาคเหนือ โดยเริ่มต้นจากจังหวัดเชียงใหม่ ไปถึงจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดอื่น ๆ ตามหัวเมืองต่าง ๆ จนครบทั่วทั้งประเทศไทย ภายในกิจกรรมมีพนักงานและพนักงานขายที่เข้าร่วม ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์แล้วกว่า 500 คน กิจกรรมในงานมีการอบรมให้ผู้เข้าร่วมได้ทราบถึงรายละเอียดและการใช้งานเกี่ยวกับสินค้า อาทิ สินค้าประเภทเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ตู้แช่ โทรทัศน์ เครื่องครัวต่าง ๆ ครอบคลุมจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กและเครื่องทำน้ำอุ่น ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้พนักงานและพนักงานขายได้รับความรู้ และความเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์แต่ละรายการได้อย่างถูกต้องและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นตามมาตรฐานที่บริษัทกำหนดไว้


“ไฮเออร์มีความมุ่งมั่นที่จะส่งสินค้าคุณภาพถึงมือผู้บริโภค ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ช่วยให้ผู้บริโภคมีเวลาให้กับตนเองมากขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”


มร.ติง กุ้ยเจี้ยน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “เรามีความตั้งใจที่จะพัฒนาศักยภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพราะเรามีความเชื่อว่าการฝึกอบรมที่สม่ำเสมอ เป็นการเพิ่มศักยภาพและทำให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจในพฤติกรรมการใช้ชีวิตในบ้านและความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้เกิดการบริการลูกค้าอย่างมีคุณภาพสูงสุด”

###

เกี่ยวกับไฮเออร์

ไฮเออร์ เป็นผู้ผลิตและผู้นำรายใหญ่ในด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ล้ำสมัยระดับโลก โดยมีพันธกิจในการสร้างสรรค์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของผู้บริโภคกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ไฮเออร์ครองแชมป์แบรนด์เครื่องใช้ภายในบ้านอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 14 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2551 ถึงปี 2565 โดยการจัดอันดับของสถาบันยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยข้อมูลทางการตลาดที่น่าเชื่อถือที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สามารถติดตามข่าวสารของไฮเออร์ ได้ที่ Facebook : Haier (TH) Instagram : @haierthailand_official และ Twitter : @ThailandHaier

Pages: [1] 2 3 ... 2194