Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - MSN

Pages: [1] 2 3 ... 1028
1

“คีนน์” ร่วมมือ 3 ยักษ์ใหญ่ขนส่งมวลชนทางน้ำ สร้างความมั่นใจผู้ใช้บริการ สะอาด ปลอดภัย ไร้เชื้อโรค



กรุงเทพฯ ประเทศไทย – “คีนน์” (KEEEN) บริษัทผู้นำด้านบริหารจัดการระบบอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ ผนึก 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการขนส่งมวลชนทางน้ำ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด บริษัท สุภัทรา จำกัด และ บริษัท สุภัทรา เรียลเอสเตท จำกัด ร่วมสร้างมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยให้กับการสัญจรทางน้ำและท่าเรือ สอดรับการใช้ชีวิตยุค New Normal

ดร.วสันต์ อริยพุทธรัตน์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คีนน์ จำกัด เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ 3 องค์กรยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการขนส่งมวลชนทางน้ำ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด บริษัท สุภัทรา จำกัด และ บริษัท สุภัทรา เรียลเอสเตท จำกัด ดำเนินโครงการ “ความร่วมมือการดูแลด้านสุขอนามัยระบบขนส่งมวลชนทางน้ำ ภายใต้แนวคิด NEW NORMAL โดยคีนน์และเรือด่วนเจ้าพระยา” เพื่อดูแลทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคบริเวณภายในเรือโดยสารและท่าเรือ สร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการ

ภายใต้ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ เกิดจากโครงการ SHAREnitized by KEEEN ที่เราตั้งใจแบ่งปัน เป็นการ SHARE ความปลอดภัยด้านสุขอนามัยแก่ผู้ใช้พื้นที่สาธารณะต่างๆ โดยนำความรู้ด้านการดูแลความปลอดภัยด้านสุขอนามัยผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ และการให้ความรู้ในการฆ่าเชื้อบนพื้นผิวและบริเวณสาธารณะต่างๆอย่างถูกต้องให้กับพันธมิตรของบริษัท โดยมุ่งเน้นการร่วมกันสร้างความปลอดภัยด้านสุขอนามัยในองค์รวมให้กับประชาชน ทางเรือด่วนเจ้าพระยา และกลุ่มบริษัทสุภัทราเอง ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันที่ต้องการยกระดับความปลอดภัยด้านสุขอนามัยให้แก่ผู้โดยสารรวมถึงพนักงานผู้ปฏิบัติการ และให้บริการ จึงได้ร่วมมือกันในการจัดวางระบบการฆ่าเชื้อโรคบริเวณพื้นผิวสัมผัสต่างๆทั้งบนเรือโดยสาร และบริเวณอื่นๆของท่าน้ำ ให้สอดคล้องกับมาตรการของทางรัฐ โดยได้เลือกใช้ ผลิตภัณฑ์คีนน์ เจิร์ม คิลเลอร์ ไบโอ ดิสอินแฟคแท้นท์ (KEEEN Germ Killer Bio Disinfectant) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในขั้นตอนเดียว ผ่านการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และได้รับการรับรองมาตรฐาน NSF และ ECOCERT ทั้งยังเป็น ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาต่อยอดมาจากงานวิจัยที่มีร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อความปลอดภัยด้านสุขอนามัย และสร้างความมั่นใจด้านสาธารณสุขให้แก่ผู้ใช้บริการ

“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับทั้ง 3 องค์กร โดยโครงการนี้มุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยด้านสุขอนามัยตามมาตรฐานที่ทางภาครัฐได้กำหนดไว้ ภายใต้แนวคิดการปฏิบัติแบบ New Normal ซึ่งจะช่วยให้ผู้สัญจรขนส่งมวลชนทางน้ำและนักท่องเที่ยวที่จะมาใช้บริการท่าเรือต่าง ๆ รวมถึงพนักงานผู้ให้บริการ และชุมชนที่อยู่รายล้อมมีความมั่นใจ ลดโอกาสการติดเชื้อและโอกาสของการแพร่กระจายของเชื้อโรคในที่สาธารณะอีกด้วย” ดร.วสันต์กล่าว

ด้าน คุณสุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม ประธานกรรมการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา และกลุ่มบริษัทสุภัทรา กล่าวว่า “ในฐานะของผู้ให้บริการขนส่งมวลชนทางน้ำ เราได้ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ผู้มาใช้บริการ และพนักงานผู้ปฏิบัติการเป็นหลัก การร่วมมือกับทาง “คีนน์” ครั้งนี้ นับเป็นการตอบโจทย์ที่จะสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยด้านสุขอนามัยให้แก่ประชาชนที่เดินทางสัญจรทางน้ำ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ของคีนน์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจากทั้งองค์กรในประเทศและต่างประเทศ  เพื่อความปลอดภัยด้านสุขอนามัยให้แก่ผู้โดยสาร และพนักงานที่ให้บริการในพื้นที่”




โครงการนี้จะมีการติดตั้งอุปกรณ์จ่ายผลิตภัณฑ์โฟมล้างมืออัตโนมัติที่มีสาร ฺBenzalkonium Chloride ช่วยทำความสะอาด  ลดการสะสม และยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค ตามท่าเรือหลักต่าง ๆ ได้แก่ ท่านนทบุรี ท่าเทเวศร์ ท่าพรานนก ท่าราชวงศ์ ท่าสี่พระยา และท่าสาทร รวมถึงท่าเรือข้ามฟากได้แก่ ท่าวังหลัง ท่าพระจันทร์ และท่ามหาราช พร้อมติดป้ายแนะนำการปฏิบัติตนเพื่อลดและป้องกันการติดเชื้อและการกระจายของเชื้อโรคด้วยภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงการฆ่าเชื้อบนพื้นผิวสัมผัสต่าง ๆ ในพื้นที่โครงการท่ามหาราช พร้อมคุมเข้มมาตรการด้านสาธารณสุข เสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ ทุกพื้นที่โดยสารให้สะอาด ปลอดภัย ปลอดเชื้อโรค และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ “คีนน์” ได้มุ่งมั่นแบ่งปันความปลอดภัยด้านสุขอนามัยแก่ผู้ใช้พื้นที่สาธารณะต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ให้ความรู้การดูแลความปลอดภัยด้านสุขอนามัยด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง การในการฆ่าเชื้อบนพื้นผิว และบริเวณพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ผ่านการร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา ขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการดูแลความปลอดภัยด้านสุขอนามัยที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพขยายไปในวงกว้าง เป็นประโยชน์ต่อชุมชนโดยรวมอย่างยั่งยืน





2

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  พร้อมด้วยหน่วยงานในเครือ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2564 ณ วัดเจริญสุขารามวรวิหาร จังหวัดสมุทรสงคราม

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้ากฐินให้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โรงพยาบาลหัวเฉียว มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว นำผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี 2564 ไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดเจริญสุขารามวรวิหาร ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมี นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายวิชิต ชินวงศ์วรกุล กรรมการ นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ กรรมการ นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ และคณะผู้บริหารจากโรงพยาบาลหัวเฉียว มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว เป็นประธานร่วมในพิธี โดยมี  นายวุฒิชัย ยามโคกสูง นายอำเภอบางคนที  พร้อมด้วย นางศรีสมร ศรีวิชา ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม  และนางสาวนวพร สิงหกุล ผู้อำนวยการกลุ่มอำนวยการและกิจการพระพุทธศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมพิธี  ทั้งนี้ ได้มีผู้มีจิตกุศลร่วมถวายจตุปัจจัย บำรุงและบูรณะพระอาราม ทำบุญกฐินพระราชทาน ประจำปี 2564 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น  1,763,964 บาท  (หนึ่งล้านเจ็ดแสนหกหมื่นสามพันเก้าร้อยหกสิบสี่บาทถ้วน) เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 64 ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง110ปีความดีที่ยั่งยืน











3
สวพส. เปิดจำหน่ายเมล็ดกัญชง (Hemp) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนากัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ






สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. แจงขั้นตอนและเงื่อนไขวิธีการจำหน่ายเมล็ดกัญชง (Hemp) ที่จะจำหน่ายในปี พ.ศ.2564 จำนวน 2 พันธุ์ คือ RPF1 และ RPF3 จำนวนประมาณ 5,600 กิโลกรัม ประกอบด้วยเมล็ดพันธุ์รับรองสำหรับปลูกและเมล็ดสำหรับบริโภค พร้อมเผยราคาจำหน่าย ซึ่งอยู่ระหว่าง 250-750 บาท/กก. มีเป้าหมายจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมของโครงการหลวงและสวพส. หน่วยงานของรัฐหรือภาคเอกชนที่ดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับสวพส. หน่วยงานของรัฐ และบุคคลทั่วไปหรือนิติบุคคล ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนากัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ หลังจากที่กฏหมายได้อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปสามารถขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองกัญชงได้ โดยจะเปิดรับการสั่งซื้อระหว่างวันที่ 26 เม.ย. 64 - วันที่ 5 พ.ค.64 ซึ่งผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ของ สวพส. ได้ที่ : https://www.hrdi.or.th/


นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ร่วมกับ มูลนิธิโครงการหลวง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้วิจัยและพัฒนากัญชง (Hemp) เพื่อให้เป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี พ.ศ.2549 จนถึงปัจจุบัน โดยได้มีการพัฒนาพันธุ์กัญชงจำนวน 4 พันธุ์ คือ RPF1, RPF2, RPF3 และ RPF4 สำหรับการปลูกเพื่อผลิตเส้นใย โดยทุกพันธุ์ ที่มีปริมาณสารเสพติด (THC) 0.2% ซึ่งต่ำกว่าที่กฏหมายกำหนด มีเปอร์เซ็นต์เส้นใย 12-14.7% และมีปริมาณสารที่เป็นประโยชน์ (CBD) 0.8-1.2% และได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์กับกรมวิชาการเกษตร ในปี พ.ศ. 2554 และพันธุ์ดังกล่าวจัดเป็นเมล็ดพันธุ์รับรองตามกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 4 เฉพาะเฮมพ์ พ.ศ.2559

เมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศ “กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง (Hemp) พ.ศ.2563” และ “ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2563” มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองกัญชงได้ โดยส่วนของกัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ ใบ เมล็ด (seed และ grain) ราก ลำต้น และสารสกัด CBD ที่มี THC ต่ำกว่า 0.2% เป็นผลให้ความสนใจในการทดลองปลูก และศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกัญชง เพิ่มขึ้นอย่างมากภายในระยะเวลาอันสั้น ในขณะที่ยังไม่มีการผลิตเมล็ดกัญชงไว้ล่วงหน้า ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนากัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ สวพส. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักที่ศึกษาและวิจัยกัญชงอยู่ในปัจจุบัน จึงได้จัดสรรเมล็ดกัญชงที่ผลิตไว้สำหรับการศึกษาและวิจัยของสวพส. นำมาจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมของโครงการหลวงและสวพส. หน่วยงานของรัฐหรือภาคเอกชนที่ดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับสวพส. หน่วยงานของรัฐ และบุคคลทั่วไปหรือนิติบุคคลที่สนใจ จำนวนรวม 5,600 กิโลกรัม และได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดแนวทางการควบคุม การจำหน่าย การกำหนดราคาเมล็ดพันธุ์ ส่วนประกอบและผลิตภัณฑ์ของเฮมพ์ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, ผู้แทนมูลนิธิโครงการหลวง, ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.), ผู้แทนสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม, ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.),  ผู้แทนองค์การเภสัชกรรม เพื่อร่วมกันพิจารณากำหนดแนวทางการจำหน่ายและราคาเมล็ดกัญชง ที่เหมาะสมสำหรับการสนับสนุนและผลักดันให้กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยมีเมล็ดกัญชงที่จะจำหน่าย 2 พันธุ์ คือ RPF1 ที่เหมาะสำหรับปลูกบนพื้นที่สูงมากกว่า 1,000 เมตร และพันธุ์ RPF3 ที่เหมาะสำหรับปลูกบนพื้นที่สูงระดับ 500-1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งประกอบด้วย 

1. เมล็ดพันธุ์รับรอง (Certified seed) จำนวน 3,000 กิโลกรัม โดยจำหน่ายสำหรับเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงและโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ราคา 300 บาท/กก. หน่วยงานภาคีร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนา (Partnership) หรือหน่วยงานของรัฐ ราคา 400 บาท/กก. และสำหรับบุคคลทั่วไป ราคา 520 บาท/กก.

2. เมล็ดบริโภค (Grain) จำนวน 2,600 กิโลกรัม โดยจำหน่ายสำหรับหน่วยงานภาคีร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนา (Partnership) หรือหน่วยงานของรัฐ ราคา 250 บาท/กก. และสำหรับบุคคลทั่วไป ราคา 750 บาท/กก.

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการวิจัย พัฒนา และการทดลองปลูก ได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน สวพส. ได้พิจารณาและกำหนดปริมาณเมล็ดที่จะจำหน่ายให้แก่ผู้ขอซื้อแต่ละราย ตามวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์ ดังนี้

1. เมล็ดพันธุ์รับรอง (Certified seed) : สำหรับเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงและโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ไม่เกิน 20 กก./ราย หน่วยงานภาคีร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนา (Partnership) หรือหน่วยงานของรัฐ ไม่เกิน 30 กก./ราย และสำหรับบุคคลทั่วไป ไม่เกิน 20 กก./ราย

2. เมล็ดบริโภค (Grain) : สำหรับหน่วยงานภาคีร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนา (Partnership) หรือหน่วยงานของรัฐ ไม่เกิน 50 กก./ราย และสำหรับบุคคลทั่วไป ไม่เกิน 20 กก./ราย (R&D)

โดยผู้ขอซื้อทั้งเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงและโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง หน่วยงานภาคีร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนา (Partnership) หรือหน่วยงานของรัฐ และบุคคลทั่วไปหรือนิติบุคคล สามารถแจ้งความประสงค์ขอซื้อ ผ่านทางเว็บไซต์ของ สวพส. https://www.hrdi.or.th/PublicService/HempInfo หรือยื่นเอกสารด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ โดยสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์ม https://www.hrdi.or.th/public/files/PublicService/HempInfo/HRDIPurchaseRequestForHemp.pdf ระหว่างวันที่ 26 เมษายน ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 โดยปฏิบัติตามข้อปฏิบัติที่กำหนด ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ : https://www.hrdi.or.th/ หรือ Facebook Fanpage : สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)

“กัญชงกำลังจะก้าวสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ ด้วยคุณค่าและประโยชน์ที่ได้ของทุกส่วน ทั้ง เมล็ด ช่อดอก ใบ ลำต้น เปลือก และเส้นใย ที่สามารถแปรรูปทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดทางธุรกิจได้มากมาย การที่กฏหมายได้เปิดให้สามารถขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองได้นั้น นับเป็นโอกาสที่เกษตรกรและทุกภาคส่วนจะได้ร่วมกันพัฒนาและผลักดันกัญชงให้เป็นพืชเศรฐกิจได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการปรับปรุงพันธ์และเทคโนโลยีการปลูกให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายขึ้น การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และการพัฒนาทางการตลาด  และสวพส.ยินดีให้การสนับสนุนเพื่อต่อยอดการวิจัยและพัฒนาที่ได้ร่วมกับโครงการหลวง และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมกันบุกเบิกและดำเนินการมากว่า 15 ปี" นายวิรัตน์ กล่าวส่งท้าย

4



ซีพีเอฟ เดินหน้าเติมเสบียงอาหารปลอดภัย รพ.สนามจังหวัดนนทบุรี ส่งแรงใจ สู้ภัยโควิด






บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ระดมทุกสรรพกำลัง ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารปลอดภัย ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของโรงพยาบาลสนามอย่างต่อเนื่องรวม 12,880 แพ็ครวมน้ำดื่มอีก 4,410 ขวด เพื่อเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติภารกิจดูแลผู้ติดเชื้อและควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี ล่าสุด ซีพีเอฟ เดินหน้ามอบผลิตภัณฑ์ “ไข่ต้มสมุนไพร” จำนวน 3,000 แพ็ค ให้แก่โรงพยาบาลสนามจังหวัดนนทบุรี โดยมี พญ.ชลลดา สุวรรณชฏ ในฐานะ แพทย์ประจำโรงพยาบาลสนามจังหวัดนนทบุรี และคุณพันธกานต์ ประสิทธิเม หัวหน้าโรงพยาบาลสนามฯ  รับมอบจาก นายศรกฤษณ์ วัตตศิริ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านบริการงานทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ ณ โรงพยาบาลสนามจังหวัดนนทบุรี โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย

พญ.ชลลดา กล่าวว่า โรงพยาบาลสนามจังหวัดนนทบุรี จัดตั้งขึ้น เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อที่อาการไม่รุนแรงในจังหวัดนนทบุรี จำนวน 350 เตียงและสามารถขยายได้ถึง 700 เตียงเพื่อช่วยควบคุมการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้ อาหารปลอดภัยจึงมีความจำเป็นมากสำหรับเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยทุกคนในระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาลสนาม  ทั้งนี้ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนสิ่งของเครื่องใช้ รวมทั้ง ซีพีเอฟ ที่นำ “ไข่ต้มสมุนไพร” สนับสนุนโรงพยาบาลสนามของนนทบุรี ซึ่งเป็นทั้งพลังใจและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ และผู้ติดเชื้อทุกคนได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอ เชื่อมั่นว่า ความร่วมมืออย่างแข็งขันของทุกภาคส่วนจะช่วยให้คนไทยสามารถฝ่าวิกฤตครั้งนี้ได้โดยเร็ว

นอกจาก สนับสนุนไข่ต้มสมุนไพรแก่โรงพยาบาลสนามจังหวัดนนทบุรีแล้ว ที่ผ่านมา ซีพีเอฟได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปพร้อมทานให้แก่โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 1 (ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ บางบอน) ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) และโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ รวมเป็นจำนวนอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานทั้งสิ้น 12,880 แพ็ค และน้ำดื่ม  4,410 ขวด  เพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจรับมือด้านสาธารณสุขในการควบคุมสถานการณ์ได้

ด้านนายศรกฤษณ์ กล่าวว่า ซีพีเอฟมีความห่วงใยต่อสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่นี้มาก ขอขอบคุณแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำหน้าที่อย่างทุ่มเทและเสียสละเพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งนี้  ซีพีเอฟจึงขอเป็นส่วนหนึ่งเข้ามาช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อในโรงพยาบาลสนาม สำหรับ ไข่ต้มสมุนไพร ที่นำมามอบให้โรงพยาบาลสนามจังหวัดนนทบุรีในวันนี้ เป็นอาหารสำเร็จรูปที่เป็นประโยชน์ สะอาด ปลอดภัย รับประทานได้ทันที ซึ่งเป็นอีกกำลังเสริมที่ช่วยให้ทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ในเร็ววันนี้./

5
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งส่งต่อน้ำใจไทย.. นำสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นสมทบโรงพยาบาลสนาม 5 แห่ง พร้อมส่งกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ..สู้ภัยโควิด-19










วันนี้ (วันที่ 22 เมษายน 2564 เวลา 09.00 – 11.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดทีมสังคมสงเคราะห์ นำโดย นายพินัย ศรีพนาสณฑ์ ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ประกอบด้วย หม้อต้มน้ำไฟฟ้า ขนาด 14 ลิตร กาแฟ และโอวัลติน 3 in 1 นมถั่วเหลือง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป(ชนิดถ้วย) หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ แก่โรงพยาบาลสนาม 5 แห่ง ได้แก่ ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา หรือ โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 1 เขตบางบอน ศูนย์กีฬาบางกอกอารีนา หรือ โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 2 เขตหนองจอก โรงพยาบาลสนามราชพิพัฒน์ เขตทวีวัฒนา โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ และโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ จ.ปทุมธานี ในโครงการ“ส่งต่อน้ำใจไทย สู้ภัยโควิด-19” ส่งกำลังใจถึงบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยในโรงพยาบาลสนาม โดยมูลนิธิฯ ได้มอบชุด PPE (Personal Protective Equipment) จำนวน 200 ชุด แก่โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์เพิ่มอีก 1 รายการ รวมมูลค่าเป็นเงินทั้งสิ้น 345,564 บาท (สามแสนสี่หมื่นห้าพันห้าร้อยหกสิบสี่บาทถ้วน) โดยมีคณะผู้บริหารและผู้แทนบุคลากรทางการแพทย์แต่ละแห่ง ได้แก่ ผศ.นพ.ปรีดิ์ นิมมานนิตย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและงบประมาณ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ นพ.สุรชัย ภูพิพัฒน์ผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์  พญ.ณัฐนรี โชควิริยากร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอราวัณ 1 นพ.ชัยยศ เด่นอริยะกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ และนางสาวสกุลนา ประเสริฐศักดิ์ นักรังสีการแพทย์โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วยอาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายศรสุทธา กลั่นมาลี (ถั่วแระ เชิญยิ้ม) นายสัญญา พรนารายณ์  นายสดใส โรจนวิชัย (สดใส รุ่งโพธิ์ทอง) นางสาวพัชร์สิตา อธิอนันตศักดิ์ (เกรซ-พัชร์สิตา) นายปิยะวัฒน์ รัตนหรูวิจิตร (หรูหรา) และ นางสาวพัชรมัย บุญเลิศกุล (แพรว-พัชรมัย) ร่วมลงพื้นที่มอบสิ่งของและให้กำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์

นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ในปี 2563 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้จัดให้มีการช่วยเหลือทั้งใน “ด้านบรรเทาสาธารณภัย” โดยการปรับแผนด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน “ด้านสังคมสงเคราะห์” โดยการลงพื้นที่แจกจ่ายอาหารกล่องพร้อมน้ำดื่ม และหน้ากากอนามัย (ชนิดผ้า) รวมทั้งการแจกจ่ายถุงยังชีพแก่ประชาชนในชุมชน รวมทั้งจัดตั้งตู้ปันสุขในพื้นที่ต่าง ๆ  โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ตั้งตู้ปันสุขไปตามพื้นที่ต่างๆ และ “ด้านหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน” ในการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยและให้ความรู้ด้านการการป้องกัน การแจกจ่ายชุดยาสามัญประจำบ้าน  เจลแอลกอฮอล์ และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้แก่ประชาชนในชุมชนต่างๆ โดยเน้นการช่วยเหลือในกลุ่มผู้เจ็บไข้ได้ป่วยเบื้องต้นและผู้สูงอายุเพื่อบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน การแจกจ่ายชุดยาสามัญประจำบ้านในชุมชนต่างๆ พร้อมทั้งจัดตั้งกองทุน “ธารน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19” มอบอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์มอบให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และในปี 2564 นี้ แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ระลอกใหม่ ยังคงน่าเป็นห่วง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยังคงลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมงบประมาณดำเนินการออกช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน เป็นเงินไม่ต่ำกว่า 25 ล้านบาท

## ถึ ง จ ะ ต้ อ ง อ ยู่ ห่ า ง ...แต่เราพร้อมเคียงข้างคุณเสมอ ##
#ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

6
Hi-Care Air Shield สติกเกอร์ปกป้อง ยับยั้ง เชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ได้มากถึง 99.9% ด้วยนวัตกรรม Nano Silver






รายงานข่าวจาก บริษัท ปภาวิน จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Hi-Care (ไฮ-แคร์) และ Hi-jet (ไฮ-เจ็ท) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ขอนำเสนอ Hi-Care Air Shield สติกเกอร์นวัตกรรม Nano Silver สามารถปกป้องยับยั้งการออกฤทธิ์ของเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ได้มากถึง 99.9% เพียงติดบริเวณที่มีการสัมผัสบ่อยครั้ง เช่น ประตู ปุ่มกดลิฟท์ โทรศัพท์มือถือ บริเวณโต๊ะทำงาน หรือติดพื้นที่ที่ต้องการกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์จากเชื้อแบคทีเรีย เช่น กลิ่นภายในห้องครัว กลิ่นอับชื้นในตู้เสื้อผ้าและห้องน้ำ

สามารถออกแบบการพิมพ์ได้ตามความต้องการ ใช้ได้กับเครื่องพิมพ์ทุกชนิด ทุกยี่ห้อ เหมาะสำหรับพื้นผิวทุกประเภท พิเศษ!! สำหรับลูกค้าที่ซื้อ Hi-Care Air Shield ภายในเดือนเมษายน 64 นี้ รับส่วนลดทันที 155 บาท เหลือเพียง 235 บาทเท่านั้น โดยลูกค้าที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท ปภาวิน จำกัด โทร. 02-489-4949, Line ID: 0813591258, Line Official: https://lin.ee/9ixqmos  หรือ https://www.facebook.com/hijetpaper/

7

ศิษย์เก่า ม.ธรรมศาสตร์ รุ่น 2515 ร่วมสมทบทุนจัดซื้อของใช้อุปโภค – บริโภค นำไปบริจาคให้บุคลากรด่านหน้า กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ให้กับรพ.ธรรมศาสตร์ ต่อไป



ศิษย์เก่า ม.ธรรมศาสตร์ รุ่น 2515 เมื่อได้ทราบข่าวว่า รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ประกาศเปิดรับบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์ในอาคารโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ไม่รอช้า โดยได้รวบรวมเงินจากเพื่อน ๆ ในรุ่นเดียวกัน และคนในครอบครัวนำไปจัดซื้อของใช้อุปโภค-บริโภค เพื่อนำไปบริจาคให้กับบุคคลากรด่านหน้ากับผู้ป่วยติดเชื้อ ได้แก่ กระดาษอเนกประสงค์ กระดาษชำระ น้ำขวด นมกล่อง นมถั่วเหลือง ขนมขบเคี้ยว เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก และช่วยผ่อนคลายความเครียดรวมๆ กว่า 20,000 ชิ้น สั่งพิเศษมาจาก Lotus online รวดเร็ว ครบตามรายการแถมได้ราคาพิเศษมากๆ เพื่อส่งต่อให้กับรพ.ธรรมศาสตร์ ต่อไป  ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อสังคม ขอขอบคุณทุกคนที่ทำให้สามารถทำสิ่งนี้ได้ ขออนุโมทนาบุญในครั้งนี้ ด้วย

8

จากอดีตเด็กเสิร์ฟทีมชาติไทย  อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย เจ้าของเพจสายนางงาม สู่ เจ้าของแบรนด์ CHANA Cosmeticsเปิดตัวลิปแมท ชาน่า ใช่สำหรับทุกหน้า .. สุดปัง !!!








คร่ำหวอดอยู่วงการมือเสิร์ฟทีมชาติไทยที่เคยเป็นลูกเรือสำราญไทย บนเรือสำราญหรูระดับอินเตอร์ ไปรอบโลกร้อยกว่าประเทศ เป็นเวลา 16 ปี แล้วก็กลับมาบ้านเกิดตามคำร้องขอของแม่และกลับมาเสิร์ฟประเทศด้วยการเป็นอาจารย์พิเศษสอนเกี่ยวกับงานบริการบนเรือสำราญ  เป็นคนไทยคนแรกที่เขียนหนังสือ How to เรือสำราญ กลับมาอยู่เมืองไทยไม่กี่ปี ให้โอกาสตัวเองได้ทำงานที่ชอบด้วยใจรัก คือนำเสนอข่าวสารการประกวดต่างๆ ตั้งแต่เวทีบ้านนา มาจนถึงระดับประเทศมากมาย จนเป็นที่รู้จักของคนในวงการสายการประกวดเป็นอย่างดี ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่น เจ้าของฉายา #โล้นซ่าหน้าหวาน คนแรกของประเทศไทย เวลาเพียงไม่กี่ปี ทำให้ ชาน่า ล้านนา เป็นที่รู้จักของแฟนนางงาม  ล่าสุดปี 2563 ได้เป็นหนึ่งใน Influencer ของ Miss Universe Thailand 2020 รวมทั้งเป็นเจ้าของเวทีการประกวดชายหนุ่ม ออนไลน์ ในช่วงโควิด 19 Mister Hot Men Universe 2020 ด้วยการทำลายสถิติที่มีคณะกรรมการมากที่สุด 50 กว่าท่าน ในแวดวงการประกวด 

วันนี้ เธอเปิดตัว ด้วยการเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้า ความงาม CHANA โดยได้ร่วมมือกับ พาร์ทเนอร์เก่งระดับแถวหน้าของเมืองไทย อย่างคุณ อนันตพร บัวผ่อง หรือ พี่ลุงเอก อดีตช่างแต่งหน้า และ เทรนนิ่ง แมเนจเจอร์ ระดับเคาท์เตอร์แบรนด์ชื่อดัง มาร่วมดูแลด้วย

ชาน่า คอสเมติก ด้วยสโลแกน  “ชาน่า ใช่สำหรับทุกหน้า”  ลิปแมท ที่มีคุณสมบัติ ส่วนผสมของลิปแมท CHANA Nature Smooth Matte Lipstick  คือ
Vitamin E = ช่วยบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื่น
JoJo Bar Oil = ลดอาการปากแห้ง หรือ ลอก
Grape Seed Oil = ช่วยลดความคล้ำของริมฝีปาก
Organic Pigment = ใช้เม็ดสีออแกนิก
Bee Wax = คงความชุ่มชื่นได้ยาวนาน
Coconut Oil = ริมฝีปากชุ่มชื่นตลอดวัน

และ ตั้งชื่อสีลิปเป็นผลไม้ 8 เฉดสีฉ่ำๆ ได้แก่ เบอร์ 01  มะม่วงหาวมะนาวโห่
02 ลิ้นจี่
03 มะขาม
04 มะละกอ
05 เชอร์รี่
06 สตรอเบอร์รี่
07 แก้วมังกร
08 สละ

รายได้กำไรจากการขาย 9 เปอร์เซ็นต์ชาน่า มอบให้กับการกุศลต่างๆ ตามเหมาะสม เพราะเชื่อและศรัทธาในการให้ ที่ยิ่งใหญ่ด้วยใจเจตนา

“ขอฝากแบรนด์น้องใหม่ ของไทย  ของดีไม่จำเป็นต้องราคาแพง ในภาวะแบบนี้ แม้โควิดมา แต่อย่าหยุดสวย รับรองว่า ถ้าชาน่าใช้แล้วดี เชื่อว่าทุกคนก็ต้องใช้แล้วดีเช่นกันค่ะ ที่สำคัญตอนนี้เรารับสมัครดีลเลอร์แต่ละจังหวัด เพื่อทำงานร่วมกัน โดยไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องตุนสินค้า มีรายได้งามตามท้องเรื่อง  สนใจทักไลน์ทางการ @CHANA หรือ เพจ FB: Chana Cosmetics ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและถ้าใช้ดีต้องบอกต่อ เพื่อคนไทยทุกคนค่ะ” ชาน่า กล่าวทิ้งท้าย

9

บัตรเครดิตทีเอ็มบีและธนชาต ให้ช้อปกับโฮมโปรทุกสาขาได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นรับ E-coupon ส่วนลด 200 บาท ทุกวันศุกร์! 

สิทธิพิเศษจากบัตรเครดิตทีเอ็มบีและบัตรเครดิตธนชาต ให้ลูกค้ากดรับส่วนลด E-coupon มูลค่า 200 บาท ทุกวันศุกร์ ผ่าน LINE : @HOMEPRO เพื่อใช้เป็นส่วนลดเมื่อมียอดใช้จ่ายชำระเต็มจำนวนขั้นต่ำ 10,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป ที่โฮมโปรทุกสาขา (ยกเว้นช่องทางออนไลน์) โดยคูปองสามารถใช้ได้ในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์  สามารถกดรับคูปองได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2564

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Contact Center โทร. 1558 สำหรับลูกค้าบัตรเครดิตทีเอ็มบี หรือ โทร. 1770 สำหรับลูกค้าบัตรเครดิตธนชาต

#LifeUnlocked
#เปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น
#TMB #ThanachartBank #MakeREALChange

10


“อั้ม-พัชราภา” แท็คทีม “สบู่บาบาร่า” มอบผิวสวยออร่า กับสบู่ที่มาแรงที่สุด

ปังที่สุดจักรวาล “อั้ม-พัชราภา” พรีเซ็นเตอร์ตัวแม่ “สบู่บาบาร่า” สร้างกระแสฮือฮาให้สาวๆ ลุกขึ้นมาผิวเด้ง ใสแบบมีออร่า กับสบู่ที่ขายดีที่สุดในเซเว่น อิเลฟเว่น ตอนนี้ แถมช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาผู้บริหารไฟแรงแห่งยุค “ชิดชญา โชดกวิเศษณ์” แห่ง บริษัท นำหน้า พลัส ก็ใจปล้ำมาก จัดหนักจัดเต็ม ยกขบวนแม่มดบาบาร่า พร้อมอันเชิญสแตนดี้ “แม่อั้ม-พัชราภา” ไปมอบผิวสวย แจกสบู่บาบาร่า ให้ไปอาบๆถูๆกันที่บ้านเกิดช่วงสงกรานต์ฟรีกว่า 30,000 ก้อน พร้อมการเซฟความปลอดภัยขั้นสุด สวมแมสก์ตลอดเวลา, เว้นระยะห่างใน 3 สถานที่ อาทิ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ หมอชิต, สถานีรถไฟหัวลำโพง, สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (สายใต้ใหม่)

เรียกว่า แม้ตัวของ “อั้ม-พัชราภา” พรีเซ็นเตอร์สบู่บาบาร่า จะไม่ได้มาด้วย แต่แค่สแตนดี้เสมือนตัวจริง และความดังของสบู่บาบาร่า (Babalah whitening magic soap) ก็ทำเอาเหล่าประชาชนที่เดินทางกลับบ้าน ดีอกดีใจกันยกใหญ่ และเร็วๆ นี้ “อั้ม-พัชราภา” พรีเซ็นเตอร์สบู่บาบาร่า จะมาแท็คทีมบาบาร่า ทำอะไรอีกรับรองฟินแน่ ส่วนสาวๆ ที่ต้องการสบู่อาบผิวที่ปังที่สุด พบกับสบู่บาบาร่า ได้ที่ เซเว่น อิเลฟเว่น และตัวแทนจำหน่าย สบู่บาบาร่าทั่วประเทศ









11

ถอดบทเรียนการประมงแบบนอร์เวย์: สร้างความเชื่อมั่นบนพื้นฐานของคุณภาพและความยั่งยืน






กรุงเทพฯ 22 เมษายน 2564 – จากการที่กรมประมงได้มีการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ฝั่งทะเลอันดามัน โดยปิดพื้นที่การประมงครอบคลุมภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน 2564 มาตรการดังกล่าวมีการกำหนดใช้อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการการประมงอย่างยั่งยืนของไทย

แต่หากจะพูดถึงการประมงที่อยู่บนหลักของความยั่งยืนแล้ว นอร์เวย์เรียกได้ว่าเป็นผู้นำของโลกในอุตสาหกรรมนี้ ด้วยเป็นประเทศที่ส่งออกอาหารทะเลเป็นอันดับสองของโลกด้วยชายฝั่งที่ยาวถึง 101,000 กิโลเมตร มีความเหมาะสมสำหรับทำการประมง ทำให้สามารถส่งอาหารทะเลเทียบเท่า 37 ล้านมื้อต่อวันให้กับผู้คนกว่า 150 ประเทศทั่วโลกได้ ประเทศไทยนำเข้าอาหารทะเลจากนอร์เวย์เฉลี่ยอยู่ที่ 30,000 ตัน นับเป็นมูลค่า 4.9 พันล้านบาทต่อปี ความรับผิดชอบต่อทรัพยากรทางทะเลเป็นหัวใจสำคัญของการทำประมงของนอร์เวย์ที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นประเทศแห่งอาหารทะเล นอร์เวย์ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำประมงจากการจับปลาเสรีมาใช้กฎระเบียบที่เข้มงวด ผ่านการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในอดีต เพื่อสร้างมาตรฐานการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

โมเดลการประมงของนอร์เวย์มีความน่าสนใจ โดยมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นบนพื้นฐานของคุณภาพและความยั่งยืน: และอาจเป็นแนวทางของการประมงไทยในอนาคตได้

ไม่มีการจับแล้วปล่อย: นอร์เวย์เป็นประเทศแรกในโลกที่ริเริ่มการประมงอย่างยั่งยืน ด้วยการออกกฏหมายห้ามปล่อยปลาที่ถูกจับกลับสู่ทะเลตั้งแต่ปี 2530 ในขณะที่สหภาพยุโรปประกาศใช้กฎหมายนี้ในปี 2562 นับเป็นเวลาถึง 30 ปีให้หลัง

นำระบบโควต้ามาใช้ในการประมง: นอร์เวย์ยังเป็นประเทศแรกที่นำระบบโควตามาใช้กับปลาสายพันธุ์ที่สำคัญ ๆ เช่น คอด ต่อยอดการบูรณาการความรู้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล อุตสาหกรรม และหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพื้นที่การประมงที่มีความเปราะบางเชิงนิเวศสูงจะได้รับการปกป้อง ทะเลจะคงความสะอาด และประชากรสัตว์น้ำจะมีความอุดมสมบูรณ์ต่อไป ชาวประมงนอร์เวย์ต้องนำปลาที่จับได้ทั้งหมดขึ้นฝั่ง แต่จะไม่สามารถเอาไปขายทำกำไรมากกว่าโควต้าที่ตัวเองได้รับ

ปกป้องสัตว์น้ำที่ยังโตไม่เต็มวัย: นอร์เวย์มีการประเมินจำนวนประชากรสัตว์น้ำต่าง ๆ จากการถูกจับ เพื่อปกป้องตัวที่ยังโตไม่เต็มที่ ทำให้สัตว์น้ำในแต่ละรุ่นสามารถโตเต็มวัยจนเหมาะสำหรับทำการประมง แนวทางนี้ส่งผลในเชิงบวกทั้งด้านระบบนิเวศและเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบกับการแนะแนวการใช้ขนาดอวน ตาข่าย และตะขอเกี่ยวปลาที่เหมาะสมกับขนาดสัตว์น้ำต่าง ๆ

มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดควบคุม: ยามชายฝั่งทะเลนอร์เวย์ใช้เวลาและทรัพยากรกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ในการลาดตระเวนตรวจตราการประมงให้สอดคล้องกับกฏระเบียบที่ทางการได้กำหนดไว้ การปิดการประมงชั่วคราวในบางพื้นที่ การห้ามใช้อุปกรณ์จับสัตว์น้ำบางประเภท หรือการเลี่ยงวิธีที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ ช่วยปกป้องระบบนิเวศในส่วนที่มีความเปราะบางเป็นพิเศษ มีการกำหนดให้ทำการประมงในช่วงเวลา พื้นที่ และใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมถึงตรวจสอบเรือประมงที่ขึ้นฝั่งและอยู่ในทะเลอย่างสม่ำเสมอ

อาหารทะเลจากนอร์เวย์อย่างแซลมอน ฟยอร์ดเทราต์ และ ซาบะ ที่เป็นที่นิยมของคนไทย เป็นผลผลิตของฟาร์มและการประมงที่ยั่งยืน แนวคิดของนอร์เวย์คือการยึดระบบนิเวศเป็นหลักในการผลิตอาหารทะเลที่มีคุณภาพให้กับผู้คนทั่วโลกโดยไม่เบียดเบียนสัตว์น้ำที่ยังโตไม่เต็มวัย และปกป้องสายพันธุ์ปลาและแนวปะการังที่สำคัญ โมเดลการประมงของนอร์เวย์ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก จนทำให้นอร์เวย์มีจำนวนคอดและเฮร์ริงมากที่สุดในโลก รวมไปถึงสัตว์น้ำสายพันธุ์อื่น ๆ ก็อาศัยอยู่ในทะเลอย่างอุดมสมบูรณ์ นอร์เวย์ตั้งตัวเป็นกระบอกเสียงเรื่องความยั่งยืนมาหลายทศวรรษ กระตุ้นให้ประเทศอื่น ๆ ออกกฎหมายเพื่อปกป้องสัตว์น้ำเพื่อการประมง และส่งต่อความเชี่ยวชาญในการจัดการการประมงไปยังประเทศที่กำลังพัฒนา เพื่อสร้างและคงความอุดมสมบูรณ์ของประชากรสัตว์น้ำในทะเลตลอดมา อาจจะถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตื่นตัวในเรื่องนี้เช่นกัน

เกี่ยวกับสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์
สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) เป็นบริษัทมหาชนภายใต้กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และการประมง สภาฯ ทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของนอร์เวย์ เพื่อพัฒนาและขยายตลาดอาหารทะเลส่งออกจากนอร์เวย์ เป็นตัวแทนผู้ส่งออกอาหารทะเลและอุตสาหกรรมอาหารทะเลของประเทศนอร์เวย์ เครื่องหมายการค้า “Seafood from Norway” เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงแหล่งกำเนิดของอาหารทะเลที่จับได้หรือเพาะเลี้ยงในแหล่งน้ำทะเลที่เย็นและใสสะอาดของประเทศนอร์เวย์

12
งานแถลงข่าว JKN PHENOMENON 2021 : the Vision, the Challenge, the Future!


คุณจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ประกาศแผนลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจ Commerce กับการก้าวเข้าสู่ Content Commerce Company แบบเต็มตัว พร้อมสู่การเป็นเจ้าของ 100% ช่อง NEW18 และประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น JKN18 ตั้งเป้ารายได้ 5,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร คุณพิสมัย ลิขิตอำนวย (ที่ 5 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส, คุณพิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์ (ที่ 3 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการสายงานคอนเทนต์, คุณกมลรัตน์ มงคลครุธ (ที่ 2 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการสายงานขาย, คุณธีรภัทร์ เพ็ชรโปรี (ที่ 7 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการสายงานการเงินและบัญชี, คุณบรรพต ชวาลกร (ที่ 1 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการสายงานการลงทุน และคุณอภิรักษ์ มิตรประชา (ที่ 6 จากซ้าย) ร่วมงาน ณ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) อ.สามพราน จ.นครปฐม เมื่อไม่นานมานี้

13
จัดใหญ่อีกแล้ว!! SYS Reward ปี 64 ใช้เหล็ก ได้แต้ม แลกทอง



ต่อเนื่องและยิ่งใหญ่ขึ้นทุกปี กับแคมเปญส่งเสริมการขาย และตอบแทนลูกค้าคนสำคัญ ของ บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด หรือ SYS ผู้ผลิตเหล็กเอชบีม ไวด์แฟลงก์ มานานมากกว่า 25 ปี โดย นายพงษ์ศักดิ์ แห่ล้อม ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เผย แต้มถึง ให้จริง กับของรางวัลมากมาย ตั้งแต่บัตรกำนัล ไปจนถึงทองทำแท่ง โดยในปี 2563 ที่ผ่านมาก็ได้จัดแคมเปญนี้ต่อเนื่อง ตลอดทั้งปี รวมของรางวัลที่แจกจริงให้กับลูกค้า จำนวน 53 ราย มูลค่ากว่า 9.7 ล้านบาท

และในปี 2564 ก็ยังจัดต่อเนื่อง กับแคมเปญ “SYS Reward” ประจำปี 2564 เตรียมพร้อม รอแจก!! ไม่ว่าจะเป็น ทองคำแท่ง,บัตรกำนัลTesco Lotus,บัตรกำนัล Big C, บัตรกำนัล Central, บัตรเติมน้ำมัน PTT, เครื่องฟอกอากาศ และเครื่องเชื่อมไฟฟ้า

สามารถร่วมแคมเปญ และเริ่มสะสมคะแนนได้จนถึง 30 กันยายน 2564 ดูรายละเอียดของกำนัล เงื่อนไขการแลกคะแนน ข้อกำหนดเพิ่มเติมได้ที่ www.sysreward.systeel.com หรือ โทร. 0-2642-8582 หรือ Line @sysreward

14

‘มิชลิน’ เปิดห้องปฏิบัติการที่ใช้ระบบอัตโนมัติผลิตหน้ากากอนามัยขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ประเทศฝรั่งเศส

•   มิชลินเปิดห้องปฏิบัติการที่ใช้ระบบอัตโนมัติผลิตหน้ากากอนามัย ณ โรงงานที่เมืองกอมโบด ใกล้เมืองแกลร์มง-แฟร็อง ในประเทศฝรั่งเศส
•   ด้วยงบลงทุน 3.5 ล้านยูโร ห้องปฏิบัติการดังกล่าวจะผลิตหน้ากากอนามัยได้ 4 ล้านชิ้นต่อเดือน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของธุรกิจในเครือและสังคมโดยรวม
•   ‘มิชลิน’ ผสานพันธมิตรกับ ‘เซรา’ (CERA) บริษัทสัญชาติฝรั่งเศส ผลักดันการผลิต ‘เครื่องจักรผลิตหน้ากากอนามัย’ สู่ระดับอุตสาหกรรมในประเทศฝรั่งเศส



ล่าสุด มิชลินได้ยกระดับความมุ่งมั่นในการผลิตหน้ากากอนามัย ด้วยการเปิดห้องปฏิบัติการที่ใช้ระบบอัตโนมัติผลิตหน้ากากอนามัยขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศฝรั่งเศส ณ โรงงานที่เมืองกอมโบด ใกล้กับเมืองแกลร์มง-แฟร็อง ภายใต้งบลงทุน 3.5 ล้านยูโร ห้องปฏิบัติการแห่งนี้สามารถผลิตหน้ากากอนามัยมาตรฐานทางการแพทย์ (Surgical Mask) แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ประเภท I หรือ IIR ได้ถึง 3 ล้านชิ้นต่อเดือน โดยตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2564 เป็นต้นไป จะเพิ่มการผลิตหน้ากากอนามัยประเภท FFP2* อีก 1 ล้านชิ้นต่อเดือน

ห้องปฏิบัติการผลิตหน้ากากอนามัยดังกล่าวจัดสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่จะปกป้องพนักงานมิชลินจำนวน 68,000 รายในยุโรป โดยผลผลิตส่วนเกินจะถูกนำออกจำหน่ายเพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับโรคระบาดต่างๆ

ภายในพื้นที่ห้องปฏิบัติการดังกล่าวประกอบด้วยห้องที่มีมาตรฐานความสะอาดของอากาศอยู่ที่ระดับ 9 จำแนกตามปริมาณฝุ่นละออง (ISO Standard 14644-1)**  ทั้งนี้ ในขั้นตอนของการพัฒนาและการยื่นขอใบรับรอง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ของประเทศฝรั่งเศสที่ EN 14683 2019 มิชลินได้ขอคำแนะนำและความช่วยเหลือจากห้องปฏิบัติการที่ผ่านการรับรองซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสเปน, ห้องปฏิบัติการของฝรั่งเศสในเครือ INSERM, ห้องปฏิบัติการทดสอบการเข้ากันได้ทางชีวภาพ (Biocompatibility) Icare และโรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยแกลร์มง-แฟร็อง

การร่วมพันธมิตรระหว่าง ‘มิชลิน’ และ ‘เซรา’ เพื่อยกระดับวิศวกรรมกระบวนการของเครื่องจักร
เครื่องจักรบางส่วนที่ใช้ในห้องปฏิบัติการผลิตแห่งใหม่นี้มาจาก ‘เซรา’ (CERA) บริษัทสัญชาติฝรั่งเศส  ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของรัฐบาลฝรั่งเศสที่ต้องการให้ย้ายฐานการผลิตอุปกรณ์การแพทย์มาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส  ‘เซรา’ ซึ่งตั้งอยู่ ณ เมืองวิลยาร์ (Villars) ในเขตโอแวร์ญ-โรนาลป์ (Auvergne-Rhône-Alpes) ได้ขอความร่วมมือจากมิชลินผ่านทาง ‘อิเมกา’ (Imeca) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือกลุ่มมิชลิน โดยมีเป้าหมายเพื่อนำทักษะความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมของมิชลินมาช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตเครื่องจักรใหม่ๆ ให้เป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น  ความร่วมมือดังกล่าวประกอบกับบทบาทการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบชิ้นส่วนอีก 5 รายที่เข้าร่วมโครงการฯ นี้ ส่งผลให้ ‘เซรา’ มีศักยภาพในการผลิตเครื่องจักรรายปีเพิ่มขึ้นจาก 2 เครื่อง เป็น 52 เครื่อง

* ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการยื่นขอใบรับรอง APAVE สำหรับหน้ากากอนามัยประเภท FFP2
** มาตรฐานระดับ 9 หมายถึงมีค่าความชื้นของสภาพแวดล้อมในการผลิตและการเก็บรักษาไม่เกินร้อยละ 70

เกี่ยวกับมิชลิน
มิชลิน ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมยางรถยนต์ มุ่งมั่นส่งเสริมการสัญจรของลูกค้าอย่างยั่งยืน ออกแบบและจัดจำหน่ายยางที่เหมาะกับการใช้งานมากที่สุด ตลอดจนให้บริการและโซลูชั่นที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งครอบคลุมการให้บริการทางดิจิทัล การจัดทำคู่มือและแผนที่สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร รวมถึงการพัฒนาวัสดุทางเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมการสัญจร  กลุ่มมิชลินมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองแกลร์มง-แฟร็อง ประเทศฝรั่งเศส และมีสำนักงานสาขาอยู่ใน 170 ประเทศ โดยมีพนักงาน 123,600 คนทั่วโลก และมีโรงงานผลิตยาง 71 แห่ง ซึ่งผลิตยางรวมกันได้สูงถึง 170 ล้านเส้นในปี 2563  คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.michelin.co.th

15
ซัมเมอร์นี้ อยู่บ้านก็สร้างบรรยากาศคลายร้อนได้ง่ายๆ ด้วย เมซอง แบร์เช่ ปารีส  x มาตาลี คราเซต์ คอลเลคชั่นเครื่องหอมสำหรับบ้านสุดพิเศษ กับโปรโมชั่นพิเศษ 1 ฟรี 1 ตลอดเดือนเมษายนนี้


นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบอร์เจอร์ โพรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำอีกหนึ่งไอเดียช่วยคลายร้อนในช่วงซัมเมอร์ที่หลายคนจะต้องอยู่กับบ้านมากขึ้น ด้วยคอลเลคชั่นเครื่องหอมสำหรับบ้านสุดพิเศษจาก เมซอง แบร์เช่ ปารีส (Maison Berger Paris) ผู้นำเครื่องหอมบ้านระดับพรีเมี่ยมจากประเทศฝรั่งเศส ร่วมกับ Matali Crasset (มาตาลี คราเซต์) ซึ่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมบ้านที่ผสมผสานแนวคิดของจังหวะการหายใจ และกระบวนการสร้างอากาศบริสุทธิ์ มาพร้อมดีไซน์แปลกใหม่ สวยงาม และกระจายความหอมได้อย่างล้ำลึก ครบทั้งตะเกียงน้ำหอม บูเก้แบบก้านกระจายความหอม เทียนหอม และน้ำหอมปรับอากาศในรถยนต์ ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และเป็นเอกลักษณ์ของ มาตาลี คราเซต์ พร้อมเป็นตัวช่วยให้ทุกบ้านใช้ความหอมคลายความร้อนตลอดหน้าร้อนนี้ ถึงแม้จะอยู่บ้านแต่ก็สร้างความสุขได้ง่ายๆ

มาตาลี คราเซต์ คอลเลคชั่น มาพร้อมกลิ่น Eternal Sap ที่ให้ความหอมหวานและบริสุทธิ์ ที่ได้จากส่วนผสมของ ยูคาลิปตัส เสจที่ปลูกในประเทศฝรั่งเศส และพิมเสนจากเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกพิมเสนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


พบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษ ตลอดเดือนเมษายนนี้ รับฟรีทันที เทียนหอม Matali Crasset ขนาด 240 กรัม 1 ชิ้น มูลค่า 2,970 บาท เมื่อเลือกซื้อชุดตะเกียงน้ำหอม Matali Crasset ราคาปกติ 4,370 บาท หรือ รับฟรีทันที ชุดน้ำหอมปรับอากาศในรถยนต์ Matali Crasset 1 กล่อง มูลค่า 1,270 บาท เมื่อซื้อ บูเก้ก้านกระจายความหอม  Matali Crasset ราคาปกติ 2,970 บาท ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2564 (ไม่สามารถใช้ร่วมรายการกับแคมเปญส่งเสริมการขายอื่น) สาขาที่ร่วมรายการ ไอคอนสยาม ชั้น 2 เมกาบางนา ชั้น 1 สยามพารากอน ชั้น 1 เซ็นทรัล ชิดลม ชั้น 5 เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ ชั้น 1 และ เดอะ เบดรูม คอมพานี ชิดลม

Pages: [1] 2 3 ... 1028