Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - happy

Pages: [1] 2 3 ... 2019
1
“เนรมิตรหนัง ฟิล์ม” ผนึกกำลัง “Fatcat” สาดซีจีเดือด!
แอ็คชั่นผจญภัยสุดล้ำ “Leio ไลโอโคตรแย้ยักษ์” 28 ก.ค. นี้ ในโรงฯ


             

             

             

             

               รับชมทีเซอร์ตัวอย่าง​ https://youtu.be/xBocgafP0-c

ติดตามความเคลื่อนไหวรับชมข่าวสารของทางบริษัทเนรมิตรหนัง ฟิล์ม ได้ที่

YouTube :  เนรมิตรหนัง ฟิล์ม Neramitnung Film
https://www.youtube.com/channel/UCYlprP_18wzJAynQTMWTQLQ

Facebook :เนรมิตรหนัง ฟิล์ม Neramitnung Film​ https://www.facebook.com/Neramitnungfilm

2
นักชกมวยไทยคว้า 3 ทองมวยซีเกมส์






นักชกหนุ่มไทย “เด่นพนม รร.กีฬาโคราช” ส.ต. ทศพล เสาร์พะเนา ชนะน็อค เทือง ก๊วก ฮึง​ (เวียดนาม) ยก 2 คว้าเหรียญทองได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ รุ่น 51 กก.หญิง “น้องแพร มรภ.สุรินทร์” วรรณสว่าง ศรีละออ และ รุ่น 48 กก.หญิง “น้องนุ้ก รร.กีฬาโคราช” กุลนัฐ อ่อนอก ทำให้มวยไทย ได้ 3 ทอง จากที่เข้าชิง 7 รุ่น

การแข่งมวย ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 31 ที่หวิง ฟุ๊ก ยิมเนเซียม กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 22 พ.ค.เป็นการแข่งขันวันสุดท้าย ชิง 10 ทอง นักชกทีมชาติไทยมวยไทยสมัครเล่นผ่านเข้าชิงชนะเลิศทั้งหมด 7 รุ่น จากทั้งหมด 10 รุ่น ผลปรากฏว่าคว้ามาได้ 3 เหรียญทอง

นักมวยหญิงไทยผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศถึง 5 รุ่นด้วยกัน ใน รุ่น 51 กก.หญิง “น้องแพร มรภ.สุรินทร์” วรรณสว่าง ศรีละออ ชนะคะแนน นูร์ อามิสชา บินติ อาซริลริซาน (มาเลเซีย) ได้เหรียญทอง  รุ่น 48 กก.หญิง “น้องนุ้ก รร.กีฬาโคราช” กุลนัฐ อ่อนอก ชนะคะแนน ฮวิน ฮา ฮุ หิว (เวียดนาม) ได้แชมป์ ทำให้มวยหญิงของไทย ได้ 2 ทอง








ด้านนักชกชายของไทยเข้าชิง 2 รุ่นจาก 5 รุ่น โดย รุ่น 81 กก.ชาย “เด่นพนม รร.กีฬาโคราช” ส.ต. ทศพล เสาร์พะเนา ชนะน็อค เทือง ก๊วก ฮึง (เวียดนาม) ยก 2 คว้าเหรียญทองได้สำเร็จ

ส่วน รุ่น 54 กก.หญิง “ขวัญใจ ส.ตะวันรุ่ง” รุจิรา วงษ์ศรีวอ แพ้คะแนน บุย เยน ลี (เวียดนาม) รุ่น 60 กก.หญิง “ดอกไม้ป่า แฟร์เท็กซ์”ศิริโสภา ศิริศักดิ์ แพ้คะแนน บาง ทิ มัย (เวียดนาม) รุ่น 63.5 กก.หญิง “จอมยุทธเหยิน ลูกหนองผ่า” แก้วฤดี คำถากระปุ่ม แพ้คะแนน เหวียน ทิ เฟือง เหา (เวียดนาม)

ด้าน รุ่น 60 กก.ชาย  “พลอยวิทยา เพชรสี่หมื่น” ส.ต.ชลวิทย์ ปรีดาศักดิ์ แพ้คะแนน เหวียน ตรัน ดี นัท (เวียดนาม)

สรุปไทย เข้าชิง 7 รุ่น ได้ 3 ทอง 4 เงิน และอีก 3 เหรียญทองแดง ได้แก่ รุ่น 54 กก.ชาย ศักดิ์ชัย จำจิต รุ่น 57 กก.ชาย ชัยณรงค์ เยาวโนภาส และ รุ่น 63.5 กก.นรภัทร ขุนดำ รวมกันเหรียญทองแดงไหว้ครู หญิงคู่ รวมแล้ว เป็น 3 ทอง 4 เงิน 4 ทองแดง

3
“กรุงศรี ออโต้” คว้า 2 รางวัลจาก Thailand’s Most Admired Brand 2022
ตอกย้ำแบรนด์ผู้นำตลาดที่ครองใจลูกค้าสินเชื่อยานยนต์ในประเทศไทย


กรุงเทพฯ, 19 พฤษภาคม 2565 – “กรุงศรี ออโต้” ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) นำโดย นายคงสิน คงคา (ซ้าย) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และนายพรเทพ ถิรสุนทรากุล (ขวา) ผู้บริหารสายงานการตลาด ธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คว้ารางวัล​ “แบรนด์อันดับหนึ่งที่มีผู้บริโภคเชื่อถือมากที่สุด ประจำปี 2565” โดยครองอันดับหนึ่งในประเภทสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 พร้อมได้รับรางวัล “Market Leader Brand Award” เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน จากผลการวิจัย Thailand’s Most Admired Brand & Why We Buy ของนิตยสารแบรนด์เอจ

ความสำเร็จดังกล่าวได้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศไทยในฐานะผู้นำตลาดสินเชื่อยานยนต์ครบวงจรที่มีความแข็งแกร่งในด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และการมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าอย่างยาวนาน อีกทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์ผู้บุกเบิกในการพัฒนาโซลูชันใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ตั้งแต่นวัตกรรมสินเชื่อยานยนต์ดิจิทัล การใช้ข้อมูลเชิงลึกในการออกแบบข้อเสนอที่เฉพาะเจาะจง ไปจนถึงการต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรมเพื่อตอบโจทย์มิติด้านไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้รถอย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

รางวัล Thailand’s Most Admired Brand ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสารแบรนด์เอจ ทำการสำรวจความเห็นผู้บริโภคทั่วประเทศถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการซื้อสินค้า เช่น ภาพลักษณ์องค์กร พนักงานและตัวแทนจำหน่าย ราคาและการส่งเสริมการขาย โฆษณาและการสื่อสาร มายาวนานต่อเนื่องถึง 22 ปี ในขณะที่รางวัล Market Leader Brand เป็นรางวัลที่มอบให้แก่แบรนด์ผู้นำที่ครองใจผู้บริโภคอย่างโดดเด่นเหนือคู่แข่งในตลาด โดยมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรม หรือภาคธุรกิจนั้นๆ รวมทั้งมีแคมเปญสื่อสารการตลาดที่โดดเด่นอีกด้วย

###

ประสบการณ์ใหม่กับ กรุงศรี ออโต้
“กรุงศรี ออโต้” ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ให้บริการสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร ได้แก่ สินเชื่อเพื่อคนมีรถ “คาร์ ฟอร์ แคช” สินเชื่อรถบ้าน ”กรุงศรี รถบ้าน” สินเชื่อรถใหม่ “กรุงศรี นิว คาร์” สินเชื่อรถเต็นท์ “กรุงศรี ยูสด์ คาร์” สินเชื่อรถบรรทุกใหม่ “กรุงศรี ทรัค” ซึ่งให้บริการโดยกลุ่มงานธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สินเชื่อรถจักรยานยนต์ “กรุงศรี มอเตอร์ไซค์” สินเชื่อบิ๊ก ไบค์  “กรุงศรี บิ๊ก ไบค์” สินเชื่อบิ๊ก ไบค์ มือสอง “กรุงศรี มอเตอร์ไซค์มือสอง (ซื้อจากเจ้าของ)” สินเชื่อเพื่อคนมีรถ “คาร์ ฟอร์ แคช มอเตอร์ไซค์” สินเชื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ “กรุงศรี อินเวนทอรี่ ไฟแนนซ์” รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านการประกันภัย “กรุงศรี ออโต้ โบรคเกอร์” ซึ่งให้บริการโดยบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)

ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการสินเชื่อของกรุงศรี ออโต้ พร้อมรับคำปรึกษาทั้งเรื่องรถและเรื่องเงิน ช่วยให้เรื่องเงินเป็นเรื่องง่าย ผ่านสาขากรุงศรี ออโต้ 51 สาขาทั่วประเทศ รวมทั้งสาขาของธนาคารกรุงศรีอยุธยาทั่วประเทศ หรือติดต่อ "กรุงศรี ออโต้ คอล เซ็นเตอร์" โทร 02-740-7400 กด 1 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
www.krungsriauto.com หรือ  www.facebook.com/krungsriauto

4
นิสสัน ประกาศรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมระดับประเทศ ประจำปี 2564
จิระดา ออโต้ กรุ๊ป คว้ารางวัล Best of the Best ย้ำวิสัยทัศน์ที่ทำได้จริง เป้าหมายชัดเจน
ความไว้วางใจ และการทำงานเป็นทีม คือกุญแจสู่ความสำเร็จ


กรุงเทพฯ ประเทศไทย (19 พฤษภาคม 2565) - นิสสัน ประเทศไทย มอบรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม ประจำปี 2564 ฉลองความสำเร็จให้แก่ผู้จำหน่ายที่มีผลงานโดดเด่นทั่วประเทศ ในปีนี้ บริษัท จิระดา ออโต้ กรุ๊ป จำกัด สำนักงานใหญ่ได้รับรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมระดับประเทศ (Best of the Best Award 2021) ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในทุกด้าน โดยได้มีการมอบรางวัลในงานประชุมผู้จำหน่ายประจำปี 2565


รางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี เป็นรางวัลที่นิสสัน ประเทศไทย จัดขึ้น โดยความร่วมมือกับผู้จำหน่าย นิสสัน ที่มีโชว์รูมและศูนย์บริการ 177 แห่งทั่วประเทศ ในการรักษามาตรฐาน และพัฒนาการให้บริการในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์จากการใช้รถยนต์นิสสันอย่างมั่นใจภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และเพื่อแสดงความชื่นชมกับผู้จำหน่ายที่มีผลการดำเนินการโดดเด่นในด้านคุณภาพการขาย และการให้บริการหลังการขาย

“นิสสัน ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะให้บริการที่เป็นเลิศแก่ลูกค้าทั่วประเทศ ซึ่งผลงานที่โดดเด่นของบริษัท จิระดา ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ช่วยยกระดับมาตรฐานคุณภาพเครือข่ายผู้จำหน่ายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าว “ความสำเร็จของนิสสันอาศัยความมุ่งมั่นและความไว้วางใจจากเครือข่ายผู้จำหน่าย ทั้งนี้ความร่วมมือระหว่างบริษัทและผู้จำหน่ายจะช่วยเพิ่มคุณภาพและยกระดับมาตรฐานเพื่อมอบการบริการที่เป็นเลิศแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง


”เมธาวินล์ ตั้งจิระศิลป์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จิระดา ออโต้ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า รางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมระดับประเทศ (Best of the Best Award 2021) เป็นความสำเร็จที่เกิดจากการมีวิสัยทัศน์ที่ทำได้จริงในกรอบที่เหมาะสม และการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้ จิระดา ออโต้ กรุ๊ป สามารถบรรลุเป้าหมายของเราได้ตามเป้า นอกจากนี้ เราได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากนิสสัน ประเทศไทย ทั้งด้านการบริการหลังการขาย การให้คำแนะนำด้านธุรกิจ การให้โอกาสเราเปิดพื้นที่การขาย สำหรับจิระดา ออโต้ กรุ๊ป กุญแจสู่ความสำเร็จของเรา มาจากความสุขกับการทำงาน และการทำงานร่วมกันเป็นทีม ถ้าเรามีความสุขกับสิ่งที่เราทำ ความสำเร็จก็จะตามมาเอง” จิระดา ออโต้ กรุ๊ปได้ดำเนินงานธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นิสสันมาตั้งแต่ปี 2537 และจนถึงปัจจุบันได้รับความไว้วางใจจากบริษัทนิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้เป็นผู้ดูแลลูกค้าในพื้นที่ 3 จังหวัดในภาคกลาง นอกจากนี้ จิระดา ออโต้ กรุ๊ป ยังได้รับรางวัลอื่นๆ อีกมากมายจากนิสสันเมื่อปี 2549, 2550, 2551 และ 2553 ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จและมาตรฐานการบริการที่ได้รับความไว้วางใจจากนิสสัน

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย นิสสัน ให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริการลูกค้า ทำให้ได้รับความไว้วางใจมาตลอด  และในปีที่ผ่านมา นิสสัน ประเทศไทย ได้เริ่มปรับปรุงศูนย์บริการให้เป็นรูปแบบใหม่หรือ Nissan Retail Concept (NRC) ซึ่งเป็นศูนย์บริการมาตรฐานเดียวกับทั่วโลก เพิ่มช่องทางในการรับฟังความต้องการของลูกค้า (Voice of the Customer) เช่น การสำรวจความพึงพอใจออนไลน์ “Quick VOC” ผ่านทุกช่องทาง Social Command Center ของนิสสัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับการดูแล การให้บริการอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการฝึกอบรมที่ปรึกษาการขาย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าใน ทุกๆ ด้าน ตาม “คำมั่นสัญญาต่อลูกค้านิสสัน” (Customer Promise) ที่จะดูแลลูกค้าด้วยความจริงใจ ลูกค้าทุกคนสามารถมั่นใจได้ว่านิสสันจะดูแลลูกค้าตั้งแต่ก่อนการตัดสินใจซื้อ

###

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ที่ nissan.co.th, Facebook, Instagram, Twitter และ  YouTube

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การบริการ และความมุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์เพื่อความยั่งยืน สามารถติดตามได้ที่ nissan-global.com, Facebook, Instagram, Twitter, LinkedIn และรับชมวีดีโอล่าสุดที่ YouTube

5
ธัญญ่า อาร์สยาม ควงอ๊อฟ ศุภณัฐ เคลียร์ดราม่า ลูกอกตัญญู-ท้องก่อนแต่ง ฝ่ายหญิงรับเคยเป็นซึมเศร้าถึงขั้นทำร้ายตัวเอง!


นักร้องหนุ่มอ๊อฟ ศุภณัฐ ขอควงหวานใจ ธัญญ่า อาร์สยาม มาเปิดใจเคลียร์ทุกประเด็นดราม่า ทั้งเรื่องท้องก่อนแต่งงานจริงหรือเปล่า พร้อมเผยเหตุหลังธัญญ่าออกมาโพสต์เฟซบุ๊กยอมเป็นลูกอกตัญญู ห้ามใครให้แม่ยืมเงินเด็ดขาด อีกทั้งเธอยังเป็นโรคซึมเศร้าเคยทำร้ายตัวเองหวิดดับมาแล้ว โดยทั้งคู่มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง วัน31 ที่มีหนิง ปณิตา, เป็กกี้ ศรีธัญญา และอาจารย์เป็นหนึ่ง เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

ที่บอกว่าธัญญ่าท้อง สรุปท้องหรือไม่ท้อง?
ธัญญ่า : หนูอ้วนค่ะ ขึ้นมา 7-8 กิโล  ไปถ่ายมิวสิควีดิโอกัน แล้วพี่อ๊อฟชอบเล่น ชอบแกล้งอยู่แล้วก็เลยมีรูปนั้นออกมาเพราะพุงหนูออกใหญ่มาก เป็นคนอ้วนแล้วออกแต่ท้อง สรุปก็คือไม่ได้ท้อง

ไปทำอะไรถึงอ้วนขึ้น 7-8 โล?
ธัญญ่า : เป็นโควิดแล้วสั่งไรเดอร์ตลอด กินยาแล้วนอน ภายใน 1 อาทิตย์ 5 โล แล้วหลังจากนั้นก็ขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วเอาไม่ลงเลย

แต่ก็มีดราม่าอีกเพราะคุณผู้ชายเขาบอกว่าอยากให้ท้องก่อนแต่ง คนเลยคิดว่าคุณไม่ให้เกียรติฝ่ายหญิงหรือเปล่า?
อ๊อฟ : จริงๆ เราต้องยอมรับในสังคม ประเพณีไทยอยู่แล้ว บางกลุ่มก็ชอบแหละ บางกลุ่มติดอยู่ว่ายังไงก็ต้องแต่งก่อนจะท้องก่อนแต่งไม่ได้ ไม่ดี แต่ถามว่าสังคมเดียวนี้เปิดรับไหมก็ค่อนข้างเปิดรับ แต่ถามถึงใจอ๊อฟเอง ทำไมอ๊อฟถึงพูดแบบนั้น เพราะว่าเราปรึกษาผู้ใหญ่มาหลายฝ่าย ทั้งพ่อ แม่ ตัวเอง แล้วผู้ใหญ่ที่นับถือ มีแต่คนบอกว่ามีเลยก็ดี

พอโพสต์แล้วมีคนคอมเมนต์แบบนี้รู้สึกยังไงบ้าง?
อ๊อฟ : ด้านลบใช่ไหมครับ ผมก็ต้องรู้สึกขอโทษในใจก่อนเลย เพราะว่าใจจริงของผมอยากจะแค่ลงโพสต์แกล้งน้องเฉยๆ  เหมือนกับเป็นการจุดประกายไฟให้น้องเขาอยากออกกำลัง ลุกขึ้นมาลดน้ำหนัก แซวๆ แต่ทีนี้ประเด็นที่มันเกิดใหญ่ขึ้นมาเพราะมีดารามาร่วมแสดงความยินดี ทีนี้ผมอึ้งเลย มันไม่ธรรมดาแล้ว แล้วไม่กล้าไปเขียนขอบคุณด้วยนะ

ถ้าอยากให้ธัญญ่ามีลูกทำไมไม่แพลนแต่งงานกันละ?
ธัญญ่า : จริงๆ ก็มีแพลนกันอยู่ แล้วที่เกิดประเด็นที่พี่อ๊อฟพูดออกมาว่าถ้าท้องก็พร้อมเลี้ยง คือหนูเป็นคนพูดก่อนเองตอนแรกหนูคิดว่าหนูท้องนะ คือมันอ้วนมากจนมันออกท้อง จนเราตกใจว่าใช่หรือเปล่า เราก็ตรวจ

คือพอคิดว่าน้ำหนักตัวเองขึ้นก็ไปตรวจ?
ธัญญ่า : ใช่ค่ะ เพราะรู้สึกว่าต้องใช่แน่ๆ เลย ในตอนแรก

ที่ว่าแพลนจากนี้กี่ปีแต่ง?
อ๊อฟ : ก็เคยสัญญากับน้องว่าไม่เกิน 3 ปี นะ อย่างตอนนี้คิดว่าอีกปีหน่อยๆ ผมก็ค่อนข้างที่จะพร้อมแล้วแหละ อีกอย่างตอนนี้เราก็คบกันมา 3 ปีแล้ว

ที่โพสต์เรื่องห้ามใครให้แม่ยืมเงิน มันเกิดอะไรขึ้น?
ธัญญ่า : จุดเริ่มต้นคือหนูได้แก้ปัญหาที่แม่ไปยืมเงินคนอื่นในเฟซบุ๊กด้วย แล้วแฟนคลับเราด้วย แล้วทุกคนรอบข้างของเราคือโดนหมด ระยะเวลา 2 ปีแล้ว แล้วเราได้มีการแก้ไขปัญหาในทุกๆ ครั้ง วิธีแก้ปัญหาที่ทุกคนบอกว่าทำไมไม่แก้แบบนี้ หนูทำมาหมดแล้ว อันนี้บอกก่อนนะคะว่าเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ตอนนี้เคลียร์จบแล้ว หนูก็เลยสามารถออกมาพูดได้ แล้วแม่ก็เข้าใจในสิ่งที่หนูทำแล้ว วันนี้เลยจะเล่าให้ฟังทั้งหมด คือวันนั้นเป็นครั้งที่เท่าไหร่หนูก็นับไม่ถ้วน หนูเป็นลูกคนเดียว อยู่กับแม่มา 2 คน แล้วทุกอย่าง บ้าน รถ ภาระทุกอย่างคือหนูคนเดียว แล้วพอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เราก็เลยต้องแก้ปัญหาคนเดียว วันนั้นหนูรู้สึกว่าหนูไม่รู้จะแก้ยังไงแล้ว หนูรู้สึกว่าวิธีนี้ตรงประเด็นที่สุด เป็นวิธีที่จะทำให้เหตุการณ์เหล่านี้หยุด แล้วแก้ปัญหาตรงประเด็น

หลายคนบอกทำไมไม่คุยกับคุณแม่ดีๆ ทำไมมาโพสต์ในโซเชียล หนูก็ทำแล้วถูกต้องไหม?
ธัญญ่า : คุยหมดแล้ว แล้วได้มีการบอกแม่ไว้แล้วว่าถ้าครั้งต่อไปหนูจะโพสต์เฟซบุ๊กนะ

แต่มันแรงไปไหม?
ธัญญ่า : มันแรงไปค่ะ มันที่สุด หนูถึงบอกว่าใครจะบอกว่าหนูอกตัญญูหนูยอมรับเลย เพราะว่าสิ่งที่หนูทำมันรุนแรงมากสำหรับคำว่าแม่ สำหรับคำว่าบุพการี แต่หนูก็รักแม่มากเช่นกัน หนูถึงเลือกที่จะทำแบบนี้ คำว่าแม่จะอายนะ หนูจะอายนะ เอาเรื่องในครอบครัวมาพูดมันน่าอายนะ แต่การที่น่าอายมากกว่าคือแม่เราไปยืมเงินคนอื่นตลอดๆ ชอบบอกว่าตัวเองลำบาก ทั้งที่เราไม่เคยทำให้แม่ลำบาก ตรงนี้หนูคิดว่ามันน่าอายมากกว่า แล้วมันอายไปเรื่อยๆ จนระยะเวลา2 ปีที่เรารู้สึกว่าเราไม่ไหวแล้ว วันนั้นหนูไปเจอสลีปที่ตัวพี่อ๊อฟเองเขาไม่อยากให้เรารู้เรื่อง เพราะว่าตอนนั้นถ่ายเอ็มวีอยู่ เขาก็เลยโอนใช้หนี้ให้คุณแม่ก่อน

เดิมทีธัญญ่าเป็นคนใช้หนี้ให้คุณแม่อยู่แล้ว ทุกครั้งที่คุณแม่ไปยืมคนอื่น ครั้งหลังสุดคือคุณอ๊อฟจ่ายให้?
ธัญญ่า : ใช่ค่ะ ก็หลักหมื่น เป็นเจ้าที่ต้องเอา ณ เวลานั้นเลย
อ๊อฟ : พูดถึงเรื่องนี้ผมยังรู้สึกอยู่ ณ วินาทีนั้นอยู่เลย เราอยู่ในเหตุการณ์ใช่ไหม คือเพื่อนเขาไม่กล้าบอกญ่า เวลามีปัญหาอะไรอ๊อฟก็ได้คุยกับเขา น้องเขาก็มาบอกว่าพี่อ๊อฟ ทำไงดีแม่เขาไปยืมคนอีกแล้วนะ แล้วเขาจะเอาเดี๋ยวนี้ ผมไม่อยากให้น้องเสียงาน ก็เลยบอกว่าไปคุยกับเจ้าหนี้คนนี้เลย เดี๋ยวพี่โอนให้ แล้วปิดปากให้เงียบห้ามมายุ่งกับญ่าห้ามบอกแม่

แสดงว่าที่อ๊อฟโอนไป มีการพูดว่าจะแฉ?
อ๊อฟ : ไม่ถึงกับว่าจะแฉ แต่เขาบอกเขารีบใช้จริงๆ ต้องไปต่อยอดเรื่องธุรกิจของเจ้าหนี้เขา

ธัญญ่ารู้หหมว่าคุณแม่เอาไปใช้จ่ายอะไร?
ธัญญ่า : ตรงนี้หนูไม่ขอลงรายละเอียดใดๆ เลย

ก่อนโพสต์ได้ปรึกษาทางอ๊อฟไหม?
ธัญญ่า : ตอนนั้นหนูโกรธด้วยที่ทั้งเพื่อน แล้วก็พี่อ๊อฟไม่มาบอกหนู แล้วหนูไปเห็นแชทเอง หนูก็เลยรู้สึกว่าทำไมไม่บอกเรา ทั้งที่หนูก็แสดงความนิ่งมาตลอดแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นเราทำมาหมดทั้งโวยวาย กรี๊ดลั่นบ้าน ฆ่าตัวตายถามว่าแม่ไม่รักหนูเหรอ ใช้คำพูดที่ทำให้แม่รู้สึกสงสารเรา เราใช้มาหมดแล้ว แล้วเราจบด้วยการนิ่ง แต่พอวันนึงเราโกรธที่ว่าทำไมแฟนเรา เพื่อนเราไม่บอกเราตรงๆ เราก็เลยเดินออกมาพร้อมกับโทรศัพท์ตัวเอง แล้วตัดสินใจเลยว่าโอเคเราต้องทำตามสิ่งที่เราเคยพูดแล้วนะ เพราะเราบอกแล้วว่าไม้สุดท้ายที่เราจะทำคือการโพสต์เฟซบุ๊กว่าห้ามให้ยืม เพราะเราเคยทักบอกทุกคนที่เคยให้ยืมแล้ว แต่สุดท้ายก็ให้ยืมเหมือนเดิม เราก็โมโหตรงนี้ด้วย หลายๆ อย่างบันดาลโทสะ เราก็ตัดสินใจโพสต์

ตัดสินใจวันนั้นคือยอมที่จะเสียชื่อเสียงตัวเอง แล้วยอมให้ตุณแม่โดนคนว่า?
ธัญญ่า : ใช่ค่ะ คือมันจะจบ พี่ลาล่าทักมาบอกว่าโอเคแล้วใช่ไหมที่จะทำแบบนี้ คิดดีแล้วใช่ไหมกับผลที่จะตามมา หนูบอกว่าคิดดีแล้ว พี่ลาล่าก็โอเค พี่ก็อยู่ข้างๆ

แสดงว่าที่ผ่านมาเราเจอเรื่องที่ทำลายความรู้สึกจนมันย่อยยับสุดๆ ไปแล้วใช่ไหม?
ธัญญ่า : มันที่สุดของการเป็นเด็กผู้หญิงคนนึงที่ต่อสู้กับทุกอย่าง คือเราไม่อยากลงรายละเอียดลึก

เมื่อกี้น้องบอกว่าเคยจะฆ่าตัวตาย?
ธัญญ่า : จะทำจริงๆ เพราะว่าอยากให้คุณแม่เห็นว่าเราเจ็บกับคำสัญญา กับทุกอย่าง เรามีแม่คนเดียว แล้วเราต่อสู้ฝ่าฟันกับแม่ กว่าเราจะมาเป็นนักร้อง กว่าเราจะมาอยู่ในวงการได้ เรามีแม่ที่รักเรามาก แล้วเรามีแม่ที่อบอุ่น  เรามีแม่ที่ไม่เคยทำให้เราเสียใจ แต่พอมาวันนึงเราเสียแม่คนเดิมไปในระยะเวลาปีกว่า แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากได้แม่คนเดิมกลับมา แต่เราทำทุกวิถีทางแล้ว เราทำไม่ได้ ณ ตอนนั้นเป็นโรคซึมเศร้าเลย อยากจบชีวิตตัวเอง โดยการที่หนูเข้าห้องน้ำแล้วทุบแล้ว แต่ไม่อยากลงรายละเอียดตรงนี้ เพราะตอนนั้นตัดสินใจจริงๆ







เหตุการณ์ ณ วันนั่นคุณแม่ว่ายังไง?
ธัญญ่า : ก็เสียใจ กอดกันสัญญา แต่พอมันเกิดขึ้นอีก คือมันนับไม่ถ้วนแล้ว สำหรับคำว่าสัญญา คำว่ารักกัน จะไม่ทำให้กันเสียใจ จนหนูตัดสินใจ อย่างที่หนูบอกเรายอมเป็นลูกอกตัญญูให้ปัญหาทุกอย่างจบทีเดียว ตอนนี้เคลียร์กันทุกอย่างแล้ว หลังจากที่หนูโพสต์คุณแม่ก็หนีออกจากบ้านพัก วันนั้นไปถ่าย เอ็มวี ที่มวกเหล็ก คุณแม่เดินออกจากที่พักที่เป็นภูเขา แล้วให้เจ้าของรีสอร์ทที่ไปพัก ไปส่งขึ้นรถ แล้วหนูกลับมสจากถ่าย เอ็มวี่ ไม่เจอแม่ หนูข้บรถกลับบ้านหนูไม่ได้โทรหาเขาเพราะว่าเขาคงสบายใจที่ออกไปแบบนี้ เขาน้อยใจหนู ต่อให้หนูไปง้อเขาก็สะบัดแขนหนูออก หนูเสียใจมากๆ ขับรถกลับโดยที่ไม่มีแม่ หนูร้องไห้ตั้งแต่ออกจากมวกเหล็กถึงกรุงเทพ ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่หนักมากๆและเป็น 10 กว่าวันที่เราไม่ได้คุยกันเลย จากที่เราเป็นแม่ลูกตัวติดกันตลอด แม่ไปอยู่มูลนิธิคุ้มนะหน้าทอง มีคนดูแลให้ แล้วพอหนูไปงาน หนูเลยบอกแม่กลับบ้านนะ แล้วมาคุยกันที่บ้าน

พี่ได้ยินมาว่าธัญญ่าเคยทุบตีตัวเองต้อหน้าแม่ด้วย?
ธัญญ่า : อยากให้เขาเห็นใจ และอยากให้เขารู้ว่าเราเจ็บโดยการแสดงออกมาว่าเนี่ยเราเจ็บร่างกาย แต่ข้างในเราเจ็บกว่าอีกนะ ที่เราตีตัวเองมันน้อยมากกับการที่เราเจ็บหัวใจ แต่สุดท้ายมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย หลังๆ พอมีเรื่องเงินมาอีกหนูนิ่ง แล้วถามว่าเท่าไหร่แล้วหนูก็ใช้ให้

จ่ายไปทั้งหมดเท่าไหร่?
ธัญญ่า : ก็หลักล้าน

เหตุการณ์ทั้งหมดมันทำให้น้องต้องขายรถทิ้ง1คัน?
อ๊อฟ : จริงครับ ผมอยู่ในเหตุการณ์ตลอด แต่คงไม่อยากพูดหรือเล่ารายละเอียดอะไรมาก  อันนั้นเป็นช่วงแรกๆ ที่เกิดขึ้น แล้วเป็นรถที่แม่เขารักมากที่สุดด้วย ก็ตัดสินใจขาย มีการเอาไปจำนำบ้าง เอาคืนบ้าง สุดท้ายขายไปเลยแล้วกันเพื่อจะเอามาซัพพอร์ตตัวเอง เพราะช่วงนั้นโควิดพอดี งานไม่ลื่นแล้ว

คุณอ๊อฟรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้?
อ๊อฟ : ผมรู้สึกมีแต่คำว่าให้กำลังใจ ผมเป็นกลางตลอดเวลา แล้วก็รู้สึกดี พยายามคิดเรื่องที่มันไม่ดีให้มันดี เพราะผมรู้ว่าทุกคนเกิดมาต้องล่มลุกคุกคลาน หลงผิดหรืออะไรบ้าง ต่อให้เขาหลงผิด ในใจเขาต้อวรู้สึกไม่อยากทำหรอกนะเพราะมันเกิดปัญหากับตัวเขาจริงๆ กับแม่ที่เกิดขึ้น ผมให้กำลังใจแม่ตลอด

แอบท้อไหม เพราะมันเหมือนปัญหารายวันที่รุมเข้ามาในตัวเอง?
อ๊อฟ : ยังไม่เคยคิดท้อ ตัวอ๊อฟเองด้วยอายุ ประสบการณ์ เราเจอปัญหาอะไรที่มากกว่านี้ก็เคยแล้ว แต่อันนี้เป็นปัญหาของคนที่เรารัก อ๊อฟมีแต่คำว่าอยากช่วยเขาแก้ปัญหา แล้วถ้าวันนี้เรารู้สึกหมดหวังกับตัวเองก่อน แล้วใครจะไปให้ความหวังกับน้อง

เห็นว่ามีครั้งนึงมีเงินติดตัว 500 แล้วมีคนมาทวงเงิน?
ธัญญ่า : หนูก็ต้องหาวิธี คือหนูเป็นผู้หญิงที่คบกับใครแล้วไม่เคยยุ่งเรื่องเงินกับผู้ชายเลยนะ ครั้งนี้หนูคบกับพี่อ๊อฟมาสัก 2 ปีแล้ว เราก็เลยรู้สึกว่าต่อไปมีอะไรเราน้องบอกเขาตรงๆ
อ๊อฟ : คือเมื่อก่อนนี้ผมจะน้อยใจเขานะ เพราะเขามีปัญหาอะไรเขาไม่ปรึกษาผม เขาไปยืมเงินหนุ่มๆ คนอื่น พอมารู้หลายๆ ครั้งเข้ารู้สึกทำไมวะ เราอยู่ตรงนี้ เราเป็นอะไรอะ ทำไมไม่มายืมเราละ เราจะได้ช่วยหา
ธัญญ่า : พอหนูตัดสินใจยืมพี่อ๊อฟ เราก็รู้สึกโล่งขึ้นเหมือนหมุน หนูก็คืนเขาตลอด เหมือนพี่เป็กกี้บอกเลยปัจจัยของการคบกันอีกอย่างนึงคือครอบครัว หนูคิดมาตลอดเลยว่าทำไมเขาต้องมาทนอยู่กับครอบครัวแบบหนู ทำไมเขาต้องมาทนเห็นอะไรแบบนี้ทั้งๆ ที่ชีวิตครอบครัวของเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับเรื่องเงินเลย เขาต้องมารับรู้ปัญหาอะไรของหนูก็ไม่รู้ จนหนูบอกเขาว่าถ้าไม่ไหวบอกหนูนะ หรือถ้าเกิดเจอคนอื่นที่ดีก็บอกหนูนะ คือหนูรู้สึกว่าชีวิตเราไม่มีความสุขพอที่จะให้เขาเข้ามา แต่เขาก็ยังอยู่ในชีวิตเราตลอด หนูขอบคุณเขาในทุกช่วงเวลา ช่วงเวลา 2 ปีนี้มันหนักที่สุดในชีวิตหนู แต่เขาก็ยังไม่เคยปล่อยมือหนู

คุณตอบน้องเขาไปว่ายังไง ที่บอกว่าถ้าเจอคนที่เีกว่าไปได้เลยนะ?
อ๊อฟ : มีทั้งเลือกที่จะไม่ตอบ ถามหลายๆ ครั้งบ่อยเข้าก็มีตอบ บอกว่าตั้งแต่คบกับเขามาเนี่ยอ๊อฟมีความรู้สึกว่าวัย 30 แล้ว อ๊อฟไม่คิดที่จะไปมองใคร ไม่คิดที่จะไปเจ้าชู้อีก เพราะฉะนั้นเหมือนกับให้คำมั่นสัญญาตั้งแต่วันแรกที่คบกับน้องว่าเราจะไม่มองใครอีกเลย ต่อให้น้องเขาจะดี หรือมีปัญหา ผมจะคอยช่วยเขา ซัพพอร์ตเขาจนถึงที่สุด

เพราะอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราฝากชีวิตไว้กับผู้หญิงคนนี้?
อ๊อฟ : ส่วนตัวก่อนเลยคือสเปคผม ผมฝันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าผมอยากมีแฟนร้องเพลงเพราะ ผมอยากมีแฟนที่เข้าใจผม ผมเป็นคนชอบชิล ชอบเที่ยว เวลาว่างเราไม่อยากทำอะไรที่เราไม่ชอบ ซึ่งตั้งแต่ที่อยู่กับน้องมาเราคลิ๊กและตรงกันหลายสิ่งหลายอย่างมันเข้ากันได้ดีตั้งที่คบกันมาจนถึงวันนี้

บางคอมเมนต์บอกเอาคุณแม่มาประจาน อยากจะบอกอะไรกับพวกเขาไหมที่ไม่เข้าใจเรา?
ธัญญ่า : หนูตัดสินใจมาดีมากๆ แล้วก่อนที่จะโพสต์ โพสต์ให้อายครั้งเดียวทั้งตัวหนูและตัวคุณแม่ดีกว่าเราจะต้องอายไปเรื่อยๆ

อยากบอกอะไรคุณแม่ ?
ธัญญ่า : เราคุยกันทุกอย่างแล้ว ที่หนูมาพูดในวันนี้ก็คือสิ่งที่หนูได้อธิบายกับคุณแม่แล้วว่าหนูหม่ได้ตั้งใจอยากจะประจานแม่นะ แต่หนูอยากจะแก้ปัญหาให้ตรงจุดก็ให้มันจบ แล้วเราก็มีการคุยกันแล้วว่าเดี๋ยวหนี้เอาไว้ก่อน หนูรวยเมื่อไหร่ค่อยมาพูดถึงหนี้ตัวนี้ถ้าใครจะทวงให้เขามาทวงได้เลย แต่ว่าตอนนี้เรายังไม่มีให้

คู่นี้พากันมู มูไปมูมาโดนทำของใส่ ใครเป็นคนโดน?
ธัญญา : หนูเป็นคนโดน โดนมาตั้งนานแล้วตั้งแต่ปี 60-61 แล้ว ก็เป็นที่มาของการมูหนักมาก ตอนนั้นพระบอก แล้วเราก็อ้วกเป็นเลือด แล้วกรี๊ดโดยไม่รู้ตัว มือหงิก ตื่นมาจำอะไรไม่ได้ แต่ว่าหนูไม่รู้สาเหตุหรอกว่าใครทำอะไรยังไงพยายามไปหาทางแก้ จนสุท้ายเรามาจบที่การสวดมนต์ที่บ้าน จนมาเข้าสายมูองค์ปู่พญานาคท่านก็ได้สร้างปาฏิหาริย์ในเรื่องของการเงิน การงาน


ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

คลิปสัมภาษณ์ ธัญญ่า-อ๊อฟ​
https://youtu.be/jUBn7OBj_Yg

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=jUBn7OBj_Yg" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=jUBn7OBj_Yg</a>






6
หมอพรทิพย์ เปรย คดีแตงโมเป็นคดีแรกที่ตัวแทนผู้ตายไม่อยู่ข้างผู้ตาย!
ลั่นไม่รู้คดีจะจบยังไง ช่วยไขข้อสงสัย โดนทนายดังด่าเละ



แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เปิดใจคดีการเสียชีวิตของดาราสาวแตงโม  พร้อมยืนยันจุดตกเรือมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เผยเรื่องกระแสที่เข้ามาคนกล่าวหาหิวแสง ยันตนเองไม่รู้แนวโน้มคดีและไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ทุกประเด็นในรายการคุยแซ่บ SHOW ออกอากาศทางช่องวัน 31 ที่มี หนิง ปณิตา ธัญญ่า ธัญญาเรศ และอาจารย์เป็นหนึ่ง เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

ในเรื่องของบาดแผลก้างปลา คุณหญิงหมอเคยบอกว่าแผลก้างปลานำพาไปจุดเกิดเหตุ เพราะมันเป็นวิทยาศาสตร์?
หมอพรทิพย์ : ในคดีมันมีหลายประเด็นแต่ตัวเองได้เข้าไปเห็นในการผ่าครั้งที่ 2 กับบาดแผลที่มันไม่ถูกเปลี่ยนแปลงเลย ตอนนั้นที่เห็นคิดว่ามันเป็นก้างปลาด้านหลัง แผลถลอกตื้นเป็นริ้ว ตอนนั้นนึกยังไม่ออกไม่ใบพัดก็ท้องเรือประมาณนั้น ในระหว่างนั้นพูดไม่ได้ บอกได้แค่ว่ามีการจำลองหรือยังด้วยบทบาท ในระหว่างนั้นเลยไปคุยกับวิศวะมั่ง นั่งเรือมั่ง แล้วก็เห็นคลื่นน้ำท้ายเรือ บวกกับเราไม่เชื่อว่าคือการไปนั่งฉี่ท้ายเรือ เราเอาตรงนี้มาประกอบกัน แล้วทำให้เราเข้าใจได้ว่าจุดตกน่าจะเป็นหัวเรือ แต่ก็ยังไม่พูดจนกระทั่งได้เจอกับวิศวะกรมั่ง คนที่ขับเรือมั่ง คนที่เชี่ยวชาญเรือมั่ง คือนอกรอบเนี่ยยืนยันทุกคนว่าตกหัวเรือ จนกระทั่งมีรายการนึงที่เชิญเราไม่บอกว่าเราคิดถึงไหน เค้าบอกเค้าเล่นเรือเยอะ เค้าบอกเลยค่ะว่า 12 นาฬิกา และไม่ใช่ 1 และไม่ใช่ 11 เนี่ยทำให้เราได้ยินข้อมูลทางวิชาการ

ทำไมแผลก้างปลาถึงเป็นการบ่งบอกว่าตกจุดไหนของเรือ?
หมอพรทิพย์ : แผลก้างปลาเมื่อมันสม่ำเสมอ และเราตั้งสมมติฐานโดนใบพัด คือร่างต้องผ่านตรงๆกระแสน้ำต้องพาตรงๆ ถ้าโดนใบพัดบริเซณอื่นคลื่นมันจะไปมาๆ โอกาสที่จะนิ่งเลยยาก เราเลยตั้งสมมติฐานว่าเป็นกระแสน้ำตรง ตรงไหนบ้างล่ะที่จะตรง พอเค้าบอกว่าจุดหัวเรือเนี่ยคำอธิบายมันตามมาเลยว่าทำไมแผลมันจึงตื้น เพราะด้านหน้าใบพัดฟิน พอร่างไปมันจะกดร่างไว้ใบพัดก็จะเฉี่ยวเฉยๆ มันก็เป็นวิทยาศาสตร์ ในอันที่ 2 ที่สนับสนุนจุดตกเรือ จุดตกเรือเป็นวิทยาศาสตร์ที่น่าฟังมากกว่าพยานบุคคล

ทางเจ้าหน้าที่ยังคงยืนยันจุดตกเรือจากพยานบุคคล?
หมอพรทิพย์ : ถ้าจากวิทยาศาสตร์คงได้แค่อันเดียวก็คือภาพวงจรปิด

วิทยาศาสตร์ยืนยันการตกที่หัวเรือ?
หมอพรทิพย์ : 1 คือบาดแผล 2 มีคนที่รู้เรื่องคลื่นหรือกระแสน้ำยืนยัน ประมาณนั้นค่ะ

การตกหัวเรือกับท้ายเรือส่งผลในคดียังไงบ้าง?
หมอพรทิพย์ : ในคดีมันยังมีคำถามมากมาย เช่น เค้าไปฉี่ท้ายเรือจริงหรอ ตกท้ายเรือจริงหรอ บาดแผลใหญ่เกิดจากใบพัดเรือหรือเกิดจากอาวุธมีด ทั้งหมดนี่ตอบยากมาก เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่คนแรกจะต้องเป็นคนตอบ แต่แผลก้างปลาช่วยในเรื่องการบอกจุดตกเรือ พอบอกจุดตกเรือในเรือลำเล็กๆที่หัวเรือ มีหรือที่เหลือจะไม่เห็น มันน่าจะเป็นจุดที่เอาไปไขปริศนาเพื่อตรวจสอบคำให้การณ์ เป็นปรกติที่ตำรวจต้องฟังเพื่อที่จะไปดูว่าคำให้การณ์ใครเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง

มีวงในมั้ยว่าทางเจ้าหน้าที่ได้ฟังมั้ย ว่ามีบุคคลที่เชื่อถือได้และวิทยาศาสตร์รองรับ?
หมอพรทิพย์ : บอกเลยว่าคงไม่ฟัง เพราะว่าเราพยายามประสานเชิญไปพูดคุย แต่เราก็ต้องระวังเพราะในบทบาทเราเข้าแทรกไม่ได้ ในการพูดคุยเราพูดคุยในจุดตกเรืออะไรหลายอย่าง สิ่งที่เห็นคือวันรุ่งขึ้นก็มีทนายลุกขึ้นมาด่า ด่าเป็นชุดเลย เราก็เริ่มรู้ทนายไม่ได้พูดเอง เพราะเราไม่เจอทนาย ทนายไม่ได้เห็นเอง

ใช่ทนายคุณแม่มั้ย?
หมอพรทิพย์ : ใช่ค่ะ โผล่มาแล้วก็ด่าเรา เราก็แบบแสดงว่าตำรวจคงไม่พอใจ พอตามมาอีกทีคือทั้งคู่ไปยื่นเรื่องที่กรรมาธิการเพื่อจะถอด เราก็ขำ ทั้งคู่เนี่ยเป็นคนที่ต้องอยู่ข้างน้องแตงโม ยังไม่เคยจะมาดูเลยว่าเราเห็นอะไรทำไมเอาแต่ด่า ก็เลยรู้เลยว่าตำรวจน่าจะไม่พอใจ

บางกระแสบอกว่า พอคุณหญิงหมอเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้คดีนี้จบยาก?
หมอพรทิพย์ : จะว่าอะไรก็ช่าง แต่ถ้าความยากนั้นพาไปสู่ความจริงหรือความยุติธรรมก็ต้องทำค่ะ ไม่ต้องไปกลัวมัน เราไม่ใช่เข้าไปเพราะเราอยากดัง ไม่ใช่หน้าที่ อันนี้มันใช่หน้าที่ เพราะตามในเชิงระบบตั้งแต่ต้น

มีคนเม้าท์ ว่าคนเกาะคดีนี้ หาว่าหิวแสง?
หมอพรทิพย์ : อย่างแรกเค้าคงจะถอดมาจากความคิดเค้าว่าตัวพวกเค้าก็หิวแสง เลยบอกว่าคนที่เข้ามาแบบนี้จะหิวแสง แต่ถ้าอธิบายจริงๆ เป้นคนที่แต่งตัวยังงี้ไม่ชอบให้ใครมามอง เป็นมาตั้งแต่สาวๆ ทำงานยังงี้ก็ไม่ได้สนใจว่าใครจะมามอง แสงมันเข้าตั้งแต่คดี เจนจิรา แสงเข้ามาชนิดที่ขยับตัวยากมากเลย ถามว่าเราหิวแสงมั้ยไม่เลย แต่ว่าเราพยายามจะใช้ความสว่างที่มาที่ตัวส่งไปให้เห็นปัญหา

มีหลายกระแสว่า รู้สึกยังไงบ้าง?
หมอพรทิพย์ : เราเหมือนถูกฉีดวัคซีนให้มีภูมิกับเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่ต้น พอเค้าด่าเราไม่โกระ เราก็จะดูว่าที่เค้าด่าเป็นจริงมั้ย อย่างว่าแต่งตัวบ้า ฉันไม่ได้แต่งตัวให้เธอดูฉันมีความสุขของฉัน พอเราดูว่าเราไม่ได้ผิดมันก็ฝึกว่าช่างหัวมัน พอมาถึงรอบนี้ก็ขอบคุณที่เค้าด่า มันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าอยากจะไปยุ่งด้วย เพราะมันเป็นคำที่ต่ำเกินไปจะต่อสู้เลยเฉยๆ

อะไรที่ทำให้ยังคงเดินหน้าต่อกับคดีแตงโม?
หมอพรทิพย์ : เป็นคนเชื่อเรื่องธรรมะจัดสรร ธรรมะคุ้มครอง วันนึงเห็นคดีน้องแตงโม เราเห็นความผิดปรกติ 2 อย่างในทันที คือ ทำไมเพื่อนๆไม่เสียใจทำไมกลับบ้านได้ เราเริ่มเอะใจ อันที่ 2 ที่เราเริ่มเห็นทำไมเค้าปล่อย 5 คนกลับบ้านเอาเรือไปเก็บอู่ แล้วพอมาเจออันที่ 3 ทำไมไปสรุปว่าเค้าฉี่ท้ายเรือแล้วเชื่อ ใน 3 อันเราจะตามเชิงระบบเพราะว่าระบบของการรวบรวมพยานหลักฐานของไทยเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว คือให้พนักงานสอบสวนใช้ดุลยพินิจ ถ้าโครงบอกว่าอย่างนี้เค้าก็จะเอาอย่างนี้ เราก็เลยเฝ้าตามไม่ได้คิดว่าจะมีส่วนเข้าไปนะ จู่ๆคุณแม่ก็นึกถึงคุณมาแล้วโทรมาหา เราไม่อยากยุ่งกับคดี เข้าไปเห็นบาดแผลโดยหน้าที่สิ่งนี้เหมือนพยายามบอกอะไรเรา เลยใช้สมาธิอยู่กับแผลก้างปลานั่นแหละ

มีข้อสงสัยว่าอาจจะถูกทำร้ายบนเรือ แต่จะมีสารตรวจเลือด ที่ตรวจแล้วเห็นเลือดตรงนั้นได้ และจะต้องตรวจในที่ที่มืดมากๆ แต่เห็นตอนที่ตรวจไปตรวจที่อู่จอดเรือซึ่งมีความสว่าง?
หมอพรทิพย์ : ถ้าบอกว่าแผลเกิดขึ้นก่อนตายก็ต้องพิสูจน์ว่าก่อนตกน้ำหรืออยู่ในน้ำ สารตัวนี้เป็นสารเคมีที่จับกับเม็ดเลือดแดง ต่อให้ล้างตาเปล่ามองไม่เห็นคราบมันติดอยู่ เพียงแต่ว่าข้อจำกัดของมันคือต้องมืดสนิท การที่เราจะบอกว่าตรวจไม่เจอเนี่ยจะต้องมีวิธีทำให้คนเชื่อว่าคุณได้ทำเงื่อนไขสภาพแวดล้อมได้ถูกต้องแล้ว สว่างนิดเดียวคือมองไม่เห็นเลยค่ะ เท่าที่เห็นในสภาพต้องเอาเข้าที่จำกัด แต่เราก็จะเห็นว่าเรือไม่ได้ไปไหนจากบริเวณอู่









จุดนี้เป็นอีกจุดที่ไม่ชัดเจน ที่บอกว่าไม่เจอเลือด?
หมอพรทิพย์ : ไม่ได้บอกว่าเค้าทำไม่ชัดเจน แต่บอกว่าผู้ที่จะทำให้ชัดเจนได้คือท่านอัยการ ถ้ายังเป็นข้อสงสัยสามารถให้หน่วยงานอื่นตรวจ ที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับคดีนี้

เลือดยังอยู่ได้นานมั้ย?
หมอพรทิพย์ : คราบเลือดที่จะทำให้ตรวจได้ถ้าอยู่ในสภาพแห้งยังไงก็ยังตรวจได้ แต่อย่างที่บอกเคยทักว่าฝนกระหน่ำ แล้วเรือมันจอดยังงั้น แล้วในระหว่างนั้นจะมีใคล้างเรือหรือปล่าวเราก็ไม่รู้

อะไรคืออุปสรรคของคดีนี้?
หมอพรทิพย์ : อุปสรรคใหญ่สุดเลยคือเป็นคดีแรกที่ตัวแทนของคนตายไม่ได้อยากให้เราเข้าไปช่วยเต็มที่ คือทั้งแม่และทั้งทนายเราพยายามเรียกให้เค้ามาดูแผล เค้าให้ตัวแทนมาก็ไปว่าตัวแทนอีก อุปสรรคที่ 2 คงจะเป็นพนักงานสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนเป็นประจำอยู่แล้วถ้าเค้าไม่เชื่อเค้าก็ไม่เอา

แนวโน้มจุดจบคดีนี้?
หมอพรทิพย์ : ตอบไม่ได้ค่ะ เพราะว่าเรามีหน้าที่ทำให้ดีที่สุด ถ้าถามว่าทำไมไม่พูดตั้งแต่ตอนแรกก็มันพูดไม่ได้ เราเชื่อได้ว่าธรรมะจัดสรรธรรมะก็คุ้มครอง อย่าเพิ่งไปหมดใจว่าทำไรไม่ได้

เป็นคดีแรกในชีวิตที่ยาก?
หมอพรทิพย์ : ไม่ใช่ค่ะเป็นคดีแรกที่ญาติผู้ตายไม่ได้อยู่ข้างผู้ตาย

คาดการณ์แนวโน้มคดีจะจบยังไง?
หมอพรทิพย์ : ไม่เคยคาดค่ะ ปล่อยไปตามธรรมชาติ มันจะจบยังไงก็ช่างแต่สักวันนึงมันก็อาจจะมีความเปลี่ยนแปลง เราทำให้ดีที่สุด

ย้อนกลับไปคดีดังที่คุณหญิงหมอปฏิเสธเงินล้าน?
หมอพรทิพย์ : ตอนนั้นดังจากคดี เจนจิรา บุคคลิกแปลกสื่ออยากจะสัมภาษณ์ พอสัมภาษณ์อยากจะให้ถ่ายโฆษณา มีครั้งนึงเชิญเราเล่นหนังมั่ง โฆษณามั่ง เราก็มานั่งคิดว่าคงไม่ได้ให้เรามาเพื่อค่าตอบแทนพวกนี้มั้ง เลยขออนุญาตเค้าว่าขอไม่เอา

คุรหญิงหมอกับตำรวจเหมือนเส้นขนาน มีโอกาสมาเจอกันแล้วเดินไปด้วยกันได้มั้ย?
หมอพรทิพย์ : ย้ายมากรุงเทพ ก็ทำงานคู่กันมาตลอดเลยนะ ไม่มีวันที่จะทำให้เราเปลี่ยน มันต้องเป็นความจริงอย่างเดียว

เคยโดนข่มขู่บ้างมั้ย?
หมอพรทิพย์ : บ่อยๆมีเสียงเข้ามา แต่หลังๆเราเชื่อว่าความเกลียดยิ่งกว่าการข่มขู่ ด่าแบบด่านอกรอบ ด่าในรอบ ด่าแบบตรงๆ เราก็ฝึกแล้วว่าไม่เอาใจไปรับก็ช่างหัวมัน เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำ เราไม่ได้ทำเพราะเกลียดเค้า เราทำแทนคนตาย ไม่ใช่แค่คดีแตงโม เสมอมาก็เป็นอย่างนั้น

ที่ผ่านมาเวลาโดนขู่ สามีและลูก ว่าอย่างไรบ้าง?
หมอพรทิพย์ : ทั้งคู่ไม่แฮปปี้ มันเหมือนจู่ๆแม่มาโดนด่า สามีเราตกลงกันก่อนแต่งงานแล้วว่าฉันเป็นอย่างนี้นะไม่เปลี่ยน ส่วนลูกก็ไม่ชอบ แต่พอที่จะเข้าใจ

ห่วงความปลอดภัยของตัวเองมั้ย?
หมอพรทิพย์ : จะบอกว่าไม่ห่วงก็ไม่เชิง แต่ว่าเราจะระมัดระวังตัว เราไม่ได้มีอารมณ์อยากเข้าไปยุ่ง เมื่อมันมาในหน้าที่ก็ทำให้ดีที่สุดแค่นั้นเอง

มีครั้งนึงเสียใจหนักมาก ถุกยื่นเรื่องฎีกา?
หมอพรทิพย์ : ครั้งนั้นไม่ใช่คดี แต่เป็นการตั้งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แล้วมีการไปดูงานที่ต่างประเทศ  งบประมาณมี 2 ส่วน ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ธุรการอ่านภาาษอังกฤษไม่อก เลยมีการเบิกผิด สำหรับคน 20 คน เราคงเป็นจุดที่มีผู้ไม่ชอบทำเรื่องร้องเรียน กระทรวงสอบ 3 หนแล้วมันไม่ผิด มันเป็นความบกพร่องเจ้าหน้าที่ เบิกผิดก็คืนไป แต่ว่าด้วยการเมืองตอนนั้น เค้าเลยกระตุ้นให้คนนี้ไปถวายฎีกา สารพัดเรื่องเลย เลยทำให้แป๊กไป 3 ปี ความรู้สึกของเราเนี่ยมันหยุดไปสักนิดนึงว่าเรารู้สึกเสียใจ กลัวในหลวงไม่รัก เราก็ถามตัวเองว่าจะเป็นยังไง ไม่รักก็ไม่รักก็ทำงานต่อก็เลยหาย ดรอปตอนนั้นคงเป็นดรอปครั้งใหญ่ เพราะเราไม่อยากให้ท่านฟังเรื่องผิดๆ ก็ช่างหัวมันสุดท้าย

เวลาเจออะไรหนักๆจัดการยังไง?
หมอพรทิพย์ : ใหม่ๆก็คุยแบบระบายทุกข์พบว่ามันไม่หมดมันก็กลับมาใหม่ ตอนหลังก็เลยเริ่มมาแกะ มันเกิดจากเขากับเรา เขาอะแก้ยาก เลยใช้วิธีแก้เรา ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิดเราจะฝึกช่างหัวมัน

ประชาชนรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมไม่มีอยู่จริงในปัจจุบัน คุณหญิงมีจะผลักดันเรื่องนี้ยังไงบ้าง?
หมอพรทิพย์ : ตั้งแต่ทำงานมาความยุติธรรมไม่ได้มีมาแบบอัตโนมัติ ถ้าพูดนี้ใครๆก็จะไม่ค่อยกล้าเข้ามาแก้ปัญหา เพราะว่ามาตรการ โดยตัวเองเราทำงานเรื่องนี้รู้สึกว่าสามารถสร้างความอิ่มใจโดยที่ไม่ต้องรอเงินในบันชีขึ้นคือเราผ่าศพแล้วหาความจริงได้ แต่พอหลังจากนั้นมันมีความเปลี่ยนแปลงเราก็เบนออกไปหาการตั้งสถาบันเพื่อจะทำให้สังคมดีขึ้น ไม่ไปคาดหวังเขาว่าเขาจะช่วยเรามั้ย แต่ถ้ามีโอกาสมาเมื่อไหร่เราจะเดินต่อทันที สิ่งที่อยากจะทำคือสอนให้ทนายหรือนักกฎหมาย มีความรู้นิติวิทยาศาสตร์เยอะๆ เพราะบางทีตำรวจไม่รู้เรื่อง ทนายไม่ต่อสู้ให้ มันยากมากเลยที่จะนำไปสู่ตอนท้ายที่มีความยุติธรรม

คดีน้องแตงโม คุณหมอจะมีโอกาสเข้าไปเป็นพยานในชั้นอัยการมั้ย?
หมอพรทิพย์ : ไม่มี ถ้าไม่อยู่ในสำนวนพยานของตำรวจ ตราบใดที่ยังไม่จบอัยการยังสั่งได้ แต่ถ้าอัยการสั่งฟ้องแล้วก็จบ


ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

คลิปสัมภาษณ์ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์​
https://www.youtube.com/watch?v=V4rGU3y0z24

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=V4rGU3y0z24" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=V4rGU3y0z24</a>








7
ปู แบล็คเฮด เล่านาทีสูญเสียคนรัก นุ๊กซี่ อัญพัชญ์ ยืนรอหน้า ICU 2 ชม. ผ่านมา 50 วัน ไม่มีวันไหนไม่คิดถึง


นักร้องแถวหน้าของเมืองไทย ปู แบล็คเฮด ที่วันนี้จะมาเปิดใจครั้งแรกหลังสูญเสียแฟนสาวนุ๊กซี่ อัญพัชญ์ ที่คบหากันมากว่า 5 ปี ด้วยโรคมะเร็ง พร้อมเล่าวินาทีการจากลาโดยไม่ได้ร่ำลา และเผยสิ่งติดค้างที่ยังอยู่ในใจจนถึงทุกวันนี้ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง วัน31 ที่มีพีเค ปิยะวัฒน์ และหนิง ปณิตา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

เวลามารายการ เห็นภาพแบบนั้น แอบเห็นพี่ไม่มองเลย?
ปู : ดูไม่ค่อยได้

ถึงแม้น้องจากไป 50 วันแล้ว?
ปู : โอเคมันอาจจะเสียใจน้อยลง แต่ว่ามันคิดถึงเหมือนเดิม

ย้อนไปที่น้องเขาป่วย วิจัยแรกเลยคือน้องเขาเป็นมะเร็งเต้านม?
ปู : ใช่ครับ จริงๆ ก่อนที่จะรู้ว่าเป็นมะเร็งเต้านม เขาก็ทำการรีเสิตตัวเองอยู่ประมาณนึงนะ เพราะมันมีอาการแล้ว เจอก้อน มีน้ำเหลือง มีเลือดออกมา แต่ด้วยความที่กลัวมากๆ ก็จะไมาเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา ก็จะคาดเดาว่าหรือจะเป็นอย่างอื่น หรืออาจจะไม่ใช่มั้ง ระยะเวลาเหล่านั้นก็เกือบครึ่งปีกว่าที่จะเข้ารับการรักษา หรือไปวินิฉัยว่าเป็นจริงๆ

ตอนนั้นเขาปรึกษาพี่ไหม?
ปู : คือมองหน้ากันตลอด คือมันมีอาการ มีเลือดออก มีอะไร แต่มันก็เหมือนหลอกตัวเองกันไปว่าอาจจะมีเอฟเฟกต์จากการที่ศัลยกรรม เราก็บอกให้ไปหาหมอเช็กดู เป็นก็รักษากันไป เขาก็กลัวมากว่ามันเป็น พอมันเป็น โลกมันจะเปลี่ยน วิธีการหลายๆ อย่าง ความรู้สึกที่เขาคาดเดามันก็จะกลายเป็นว่า เอ๊ะนี่มันเป็นเรื่องจริงเหรอ เขาก็เดาไปล่วงหน้าว่าถ้ามันเป็นขึ้นมาหนูจะทำตัวยังไง หนูจะอยู่ได้อีกนานไหม

แล้วอะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจไปหาหมอ?
ปู : เพราะมันเป็นนานแล้ว มันเริ่มเจ็บ มันมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน มันเจ็บ มันอักเสบ มันมีอาการเลือดไหล น้ำเหลืองไหล ก็เลยไม่ได้แล้วแหละ ต้องไปหาหมอ

พอไปหาหมอปั๊บ เขาเจอว่าเป็นมะเร็งเต้านม?
ปู : คุณหมอศัลยกรรมบอกว่าอันนี้น่าจะไม่ใช่เรื่อวของการอักเสบของการศัลยกรรมแล้ว ไปหาหมอที่เฉพาะทางเลยดีกว่า เท่านั้นแหละก็รู้แล้วว่า...

ตอนที่ไปโรงพยาบาลในใจลึกๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นมะเร็งเต้านม?
ปู : ใช่ครับ ณ วันนั้น นุ๊กเขาไปกับคนรถเพื่อไปหาหมอศัลยกรรม พอไปถึงคลินิก หมอบอกไม่ได้ต้องไปหาอีกที่ระหว่างทางเขาโทรหาผม หมอแนะนำให้ไปอีกที่นึง ระหว่างการเดินทางเราก็คนก็คิดแล้วแหละว่ามันน่าจะ...

พอไปถึงหมอ หมอเขาบอกเลยว่าเป็นมะเร็งเต้านม?
ปู : ใช่ครับ แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นระยะไหน

แล้วมารู้ตอนไหนว่าที่น้องเป็นระยะสุดท้ายที่กำลังจะลาม?
ปู : ตอนแรกที่ไปเจอหมอเขาบอกน่าจะอยู่ในระยะ 2-3 อันนั้นคือตอนที่ยังไม่ได้ผ่าตัดเอาออกนะ เขายังไม่ได้วินิจฉัยว่าลามไปตรงไหนบ้างหรือยัง เพียงแต่ว่าเขาตรวจเจอที่ตรงนี้ แล้วจำเป็นที่สุดที่จะต้องคว้านออก

อาการมันหนักขึ้นหลังจากที่น้องไปฉีดวัคซีน?
ปู : เราไม่อยากคาดเดาว่ามันใช่ เพียงแต่ว่ามันนั้นผมเองจะไปฉีดเข็มสาม นุ๊กก็บอกว่าไหนๆ หนูมาแล้วก็อยากฉีดด้วย เวลาป่วยก็จะได้ป่วยพร้อมๆ กัน เวลามีเอฟเฟกต์อะไรก็จะได้ไปพร้อมๆ กัน ทีนี้เขาก็ปรึกษาหมอ ณ ตรงนั้นว่าหนูจะฉีดเป็นไปได้ไหม ในขณะที่ตอนนี้ก็รักษาตรงนี้อยู่ หมอบอกไม่เกี่ยวกันฉีดได้ พอกลับไปถึงบ้านรู้สึกว่ามีไข้นิดหน่อยของนุ๊กก็มีไข้เหมือนกัน แต่ปวดหัวด้วย แล้วอ้วกตลอดเวลา ไม่ไหวแล้ว กินยาแก้ปวดบรรเทากันไป กินไป 2-3 วันไม่หาย พอไม่หายแล้วคิดว่าเป็นอะไรอย่างอื่นก็เลยพากันไปโรงพยาบาล เขาก็สันนิษฐานกันไปต่างๆ นานา แต่ว่าหมอที่ดูแลนุ๊กอยู่แล้วเขาไม่ได้ตรวจสแกนสมอง เขาก็ยังไม่เจอ เขาไปมุ่งเน้นกับต่อมน้ำเหลือง อันที่แพ้กระจายปอด ที่เต้านมถ้าหากมันยังหลงเหลืออยู่ก็เลยไม่ได้ไปตรวจตรงสมองเลย คือตอนที่น้องป่วย เริ่มจากเต้านมก่อน แล้วลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง แล้วไปที่ปอด

แล้วเรามาทราบตอนไหนว่ามะเร็งลามไปที่สมอง?
ปู : พอเขาปวดหัวหลังจากวัคซีน ก็เลยคาดเดาว่าหรือวัคซีนมันจะไปกระตุ้นหลายๆ อย่างทำให้มันแสดงผลเร็วขึ้นหมอก็เลยตรวจ MRI สมอง หมอบอกเล็กมาก เพราะมันอยู่ลึก มันมีแหละ แต่มันลึกมาก มันไม่น่าแสดงผลขนาดนั้นทีนี้เขาก็เลยตรวจเชิงลึกกว่านั้น ก็เจออีกตรงเยื้อบุบสมอง ซึ่งมันคนละขั้นตอน เยื้อบุบสมองต้องใช้อีกวิธีในการรักษาสมองต้องใช้อีกวิธีในการรักษา ฉะนั้นก็เลยต้องเลือกว่าต้องรักษาอันไหนก่อน

ตอนนั้นกำลังใจของน้องเป็นยังไง?
ปู : ก็ค่อนข้างแย่นะครับ เวลาเขารู้ว่าเจอตรงไหนเขาก็ยังยิ้มได้ และยังใช้ชีวิตคล้ายๆ เดิม ยังสนุกสนาน คุยพูดจากับเพื่อนได้ เพียงแต่ว่าอาการของมันมันแสดงผลเยอะ ปวดหัวหนักจนทำอะไรไม่ได้ เหนื่อย หอบ ใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้

เห็นว่าไอออกมาเป็นเลือดเลย?
ปู : เขาไอตลอดเวลาไม่สามารถนอนได้เลย พอไอตลอดเส้นเลือดในคอแตก เวลาไอออกมาจัดๆ มันก็เป็นเหมือนมูกเลือก เป็นคราบ แล้วเดินไม่ไหว เหมือนกล้ามเนื้อมันหายไป แค่อาทิตย์ สองอาทิตย์มันไม่มีกล้ามเนื้อเลย อาทิตย์เดียวขาก็ลีบไปหมดเลย ขึ้นบ้นได ขึ้นห้องนอนก็ยังไม่ได้

พี่ดูแลอย่างดี 24 ชม.เลย ดูแลนานไหม?
ปู : ปีเต็มๆ ครับ ถ้าสมมติว่าเข้า ออก โรงพยาบาลใหม่ๆ ตอนที่ผ่าตัดใหม่ๆ มันก็มีพัฒนาการของมันมาเรื่อยๆ ซึ่งมันจะส่งผลกับร่างกายโดยชัดเจน









มันมีจังหวะที่น่าจะหายกลับมาเป็นปกติด้วย?
ปู : มันจะมีช่วงที่มันคุมอยู่ครับ แต่ของนุ๊กเป็นมะเร็งชนิดที่ดุที่สุด ดุมากๆ พอมันเริ่มชินกับตัวยาตัวนี้ก็เริ่มเอาไม่อยู่คุมเจ้านี่ไม่อยู่ก็เลยต้องเปลี่ยนตัว พอเปลี่ยนตัวปั๊บตัวนี่ก็ดื้อ ตัวนี่ก็ดื้อ มันก็เลยต้องเปลี่ยนตัวไปเรื่อยๆ

ณ วันนี้ผ่านมา 50 วันแล้ว มันยังฝังใจพี่อยู่มากๆ ตลอดเวลาพี่ดูแล 24 ชม. มีแค่วันเดียวที่จำเป็นต้องไปทำงาน แล้วมีสัญญาณอะไรที่น้องดร้อปลง แล้วน้องก็เสียชีวิต?
ปู : ใช่ ในช่วงที่เขาทำอะไรไม่ได้ เขาไม่สามารถทำงานได้ เขาก็จะคอยรับงานให้พี่ เขาก็จะชอบจัดแจง เดี๋ยวหนูรับงานนี้ให้ แล้วพอดีวันนั้นผมต้องไปทำงานที่นุ๊กรับเอาไว้ มันก็มีการพูดคุยกันปกติ พอไปถึงงานพี่ก็โทรหาคนนี่ๆ ก่อนที่ผมจะออกไปผมไม่มีสัญญาณใดๆ เหมือนหมอเขาแจ้งด้วยซ้ำว่าอีก 3-4 วัน ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว เพราะว่าไวรัลที่ปอดเริ่มเบาบางลง ตอนนั้นก็เริ่มดีใจ ก็นับวันรอ ขอเบิกเครื่องออกซิเจนกลับบ้านแล้ว เริ่มขนของทยอยกลับบ้านพอเย็นของอีกวันนึงไปทานข้าวกับแม่ ทีนี้พยาบาลก็โทรมาบอกว่าพี่นุ๊กเขาหยุดหายใจไปแล้ว ตอนนี้กำลังปั๊มหัวใจอยู่ เขาก็ให้หมอพูดกับผม ผมก็ถามหมอทำไม เมื่อวานก็ยังพูดคุยกันปกติ ยังไม่มีอะไรบอกเหตุว่าวันนี้เขาจะเป็นอย่างนี้ ตอนนั้นมีคำถามได้แค่นี้ ทุกอย่างต้องรีบที่จะเข้าไปที่โรงพยาบาล เราก็ยังไม่เชื่อ เดี๋ยวก็คงปั๊มขึ้นมาได้ อีกแป๊บนึงก็คงรู้สึกตัว

ไม่ว่าจะแย่ยังไงก็ตาม ไม่น่าเสียชีวิต?
ปู : ใช่ ผมไปรออยู่หน้าห้อง ICU ประมาณ 2 ชั่วโมง ตอนแรกห้องICU ของโรงพยาบาลเต็ม เขาต้องขนของทั้งหมดมาที่บอร์ด ห้องพักที่เราอยู่ด้วยกัน พอห้อง ICU ว่างถึงจะเข็นน้องไป เพราะฉะนั้นรวมๆ กันก็น่าจะ 2 ชั่วโมงที่ผมอยู่ตรงทางเดิน แล้วก็รอ

ความรู้สึกตอนนั้นทรมานที่สุดในชีวิตเลยไหม?
ปู : ใช่ เอาเข้าจริงๆ ตั้งแต่ 3-4 ครั้งแรกที่หมอพยายามยื้อกลับมา ผมไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะว่าผมเคยคุยกับน้องไว้ถ้าหนูถึงเวลาที่หนูจะต้องไป พี่อย่าพยายาม

วันนั้นหมอได้ถามพี่ไหมว่าเราจะยื้ออีกไหม?
ปู : ถามครับ แต่คนที่จะตัดสินใจได้ต้องเป็นญาติเท่านั้น ผมก็บอกหมอแล้วว่าน้องบอกผมว่าอย่างนี้ แต่ทีนี้หมอต้องการคนที่เป็นญาติที่นามสกุลเดียวกัน ทีนี้ก็โทรคุยกับปาป๊าเขาก็บอกว่าเอาให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็เลยต้องใช้เวลาอยู่อย่างนั้นนาน ประมาณ 10 ครั้งได้ เขาก็ดึงขึ้นมา หายใจได้ 1-2 นาที แล้วก็ไปอีก อยู่แบบนี้ประมาณ 10 ครั้งหมอบอกคงไม่ไหวแล้ว

พี่ว่าไงพอหมอบอกว่าไม่ได้แล้ว?
ปู : ผมอยากจะปล่อยตั้งแต่ 3-4 ครั้งแรกแล้ว เพราะผมเห็น ผมเดินไปหน้าห้องแล้วเห็นสงสาร

สุดท้ายน้องก็ไป แต่มันก็มีเรื่องติดค้างใจที่พี่ยังไม่ได้ทำให้น้อง รู้สึกว่าคิดขึ้นมาทีไรน้ำตามันก็ไหลออกมาทุกที เพราะว่าสิ่งนี้เราน่าจะทำไปแล้ว มันคืออะไร?
ปู : ช่วงก่อนที่เขาจะเข้าโรงพยาบาลครั้งล่าสุด เขาลอกพี่ หรือว่าไม่ต้องแต่งก็ได้ จดทะเบียนอย่างเดียวก็แล้วกัน คืออยู่ในช่วงโควิดมันทำอะไรยากไปหมดเลย เขาก็บอกแค่จดทะเบียน เราไปจดทะเบียนกันนะ ผมก็คิดว่าถ้าเขาดีขึ้นนิดนึงการจดทะเบียนในโรงพยาบาลจะเป็นไปได้ไหม ผมคิดไว้ 3-4 วันก่อนหน้านั้น แต่ก็ยังไม่ได้ทำ ผมคิดว่ารอให้เขาดีกว่านี้อีกนิดนึงก่อน ถ้าวันนั้นเขาออกจากโรงพยาบาล ถึงไม่มีงานแต่ง ผมก็พาเขาไปจดทะเบียน นั่งวิลแชร์ไป เพราะผมคิดว่าการออกจากโรงพยาบาลครั้งนี้การดูแลมันต้องยิ่งใหญ่มาก เพราะดูจากสภาพแล้ว เขาเดินไม่ได้แล้ว ขะไปไหนก็ต้องวิลแชร์แน่ๆ ตัวเองก็คิดไว้เหมือนกันหรือว่ามันเป็นเวลาสุดท้ายแล้ว แต่ยังไม่ทันได้บอกอะไรเขา

ถ้าน้องดูอยู่พี่อยากบอกอะไรน้อง?
ปู : น้องคงรับรู้ในหลายๆ เรื่อง ตั้งแต่วันที่เขาไป ไม่มีสักวันที่ผมไม่คิดถึง หลายสิ่ง หลายอย่างที่ไม่ได้พูด มันเหมือนเป็นไดอารี่ของผม ผมได้จดไดอารี่เหล่านั้นไว้ในเฟซบุ๊กบ้าง ในไอจีบ้าง เพราะผมเคยคิดว่าในตอนที่เราอยู่ด้วยกันบางทีเขาถ่ายรูปคู่ เราก็แบบ...ถ่ายไปทำไม บันทึกนู้น บันทึกนี่ บันทึกไว้ทำไม แต่วันนี้ผมนั่งไล่ดูไอจีของเขา เฟซบุ๊กของเขาที่มีรูปผมอยู่ ผมเองผมไม่ค่อยมีรูปเขาเลย มันน่าเสียใจมากๆ ในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน เราไม่ได้ทำอะไรที่มันบันทึกความทรงจำดีๆ เอาไว้ ในทุกๆ ความทรงจำที่หนูบันทึกไว้ในโทรศัพท์หรือบันทึกไว้ในทุกๆ ขั้นตอน ตอนนี้มันอยู่ในนี้หมดแล้ว มันอยู่ในตัวพี่หมดแล้ว มันคงจะยากที่ตะลืมเลือน แล้วอาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็อาจจะเป็นได้ ณ วันนี้หนูอยู่ตรงที่ไหนก็แล้วแต่ อยากบอกว่าพี่ยังรักและคิดถึง หลายๆ คนแม้กระทั่งเพื่อนฝูง ครอบครัวของเราก็คิดถึงหนูตลอดเวลาเช่นกัน

เพลงเหลียวหลัง เพลงนี้น้องนุ๊กซี่ช่วยแต่งใช่ไหม?
ปู : ต้องบอกว่ากำลังจะทำเพลงใหม่ของแบล็คเฮด ก็มานั่งฟังว่าเพลงช้าของแบล็คเฮดมีเนื้อหาแบบไหนกันบ้าง ความรักที่แฮปปี้ก็มีแล้ว ความรักที่ขาดเธอไม่ได้ ก็มีแล้ว ก็เลยมานั่งคุยกันว่ายังเหลือความรักแบบไหนอีก ก็เลยเป็นเพลงนี้ถ้าจะไปก็ไปเลย ไม่ต้องมามีเยื้อใย นุ๊กก็เลยคิดคอนเซ็ปต์เพลงนี้ออกมา เสร็จแล้วมานั่งเขียนด้วยกันในท่อนฮุกครับแล้วส่งต่อไปให้น้องอีกคนช่วยขยายความอีกนิดนึง


ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา‪13.15-14.15‬ น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

คลิปสัมภาษณ์ ปู แบล็คเฮด​
https://youtu.be/WTsS2VTGAXM

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=WTsS2VTGAXM" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=WTsS2VTGAXM</a>








8
บุญโทน ควงลูกสาว ลาดา อาร์สยาม เล่าเรื่องครอบครัว ครั้งหนึ่งเคยน้อยใจลูก-ภรรยา หนักมาก ทำบ้านเกือบแตก?


บุญโทน คนหนุ่ม ที่วันนี้ควงลูกสาว ลาดา อาร์สยาม มาเปิดโมเมนต์พ่อ ลูก สุดน่ารัก ที่บอกเลยว่าลูกคนนี้ยิ่งกว่าไข่ในหิน พร้อมเล่าวินาทีเกือบบ้านแตก เพราะน้อยใจลูกสาว แถมน้องลาดายังบอกว่าเคยเครียดถึงขั้นเข้าพบจิตแพทย์มาแล้วด้วย โดยทั้งคู่ได้มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง วัน 31 ที่มีหนิง ปณิตา และชมพู่ ก่อนบ่าย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

บ้านนี้พ่อ ลูกสนิทกันมาก เรียกว่าตัวติดกันตั้งแต่เด็กๆ เลย?
บุญโทน : ใช่ครับ
ลาดา : สนิทกันมากค่ะ ไม่ยอมให้ใครอุ้มเลย เมื่อก่อน ปาป๊ากับคุณแม่จะทำงานด้วยกันตลอด ไม่มีเวลาอยู่กับน้องก็เลยเอาลาดาไปทำงานด้วยตั้งแต่ 6 ขวบ คือขึ้นคอนเสิร์ตกับปาป๊าตั้งแต่ 6 ขวบ ก็ตัวติดกันตลอด

สนิทกันขนาดนี้ แต่ก็เคยงอนกันบ้านเกือบแตก?
ลาดา : มันมีช่วงที่ลาดาเข้ามาเป็นศิลปินฝึกหัดที่อาร์เอส แล้วมีช่วงที่เป็นศิลปินเต็มตัวด้วย มันก็มีช่วงที่ฝึกหนักมาตลอด แล้วอยู่กับคุณแม่ 2 คน ปาป๊าเขารู้สึก เขาอยู่คนเดียว
บุญโทน : ธรรมดาเราเคยสำคัญในบ้าน ไปไหนก็ต้องเรา แล้วลูกเป็นผู้ติดตาม แล้วนี่กลายเป็นเราเป็นผู้ติดตาม เราก็ลืมนึกไป เรารู้สึกว่าคิดมากไปหน่อยว่าคนนี้เป็นลูกเรา

ตอนนั้นงอนลูก หรืองอนเมียมากกว่ากัน?
บุญโทน : งอนแม่เขานั้นแหละ เด็กไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก ลูกเราก็งอน แต่น้อยกว่าแม่ รู้สึกว่าแม่จะใส่ใจลูกเหลือเกิน ยังไม่ทันตาย ทิ้งเราไปได้ยังไง
ลาดา : ลูกก็ไปถ่ายละคร ป๊าก็อยู่คนเดียว คุณแม่ก็ไปกับน้อง แล้วบางงานที่ชนกันปาป๊าก็ต้องไปคนเดียว แม่ไปกับน้อง ป๊าต้องทำงานคนเดียว
บุญโทน : แต่เราไม่ว่าเรื่องไปกับลูก เพราะลูกยังเด็ก แต่ก็เอ๊ะ..เขาเคยไปกับเรา ผมไม่ชิน ไปคนเดียว ไปกับลูกน้องมือกอง ผมรู้สึกว่าเรารู้สึกไม่สำคัญหรือยังไง

คุณพ่อติดเมียไหม?
บุญโทน : ติดเมียไม่ติดนะ แต่เวลางาน ต้องมีเมียนะ เวลางานเขาเก่งนะ เสื้อผ้า หน้าผม วิ่งชนเจ้าภาพทุกอย่าง แล้วพอเราไปคนเดียวอะไรเดี๋ยวก็ไปเซ็นรับเงินเอง เราต้องทำเองทุกอย่าง แล้วหลังเวทีก็ต้องดูสคริปต์เจ้าภาพ 15 นาทีต้องคุยกับใคร ต้องมานั่งฟังแล้วคิด รู้สึกมันหนัก ต้องขับรถกลับบ้านเองอีก
ลาดา : คือป๊ากับแม่อยู่ด้วยกัน เขาไม่เคยมีความคิดตรงกันเลย แต่เขาขาดกันไม่ได้ เขาเถียงกันตลอดเวลา แต่เขาก็ต้องอยู่ด้วยกัน อันนี้เป็นเรื่องที่แปลก

พอมีปัญหาแบบนี้ มีวันนึงพ่อพูด?
ลาดา : คือน้องทำงาน เพิ่งซ้อมคอนเสิร์ตเสร็จ ป๊าไปรับ คุณแม่นั่งอยู่ท้ายรถ แล้วป๊าไปนั่งดื่มรอเราซ้อม ป๊าก็พูดนั่นพูดนี่ เรารู้สึกว่าเราทำงานมาเหนื่อยแล้ว ทำไมป๊าต้องพูดอะไรให้เราเครียดอีก เพราะวันรุ่งขึ้นเราต้องไปถ่ายรายการ

เขาพูดอะไร?
ลาดา : นี่นะ ป๊าไม่ชอบเลยนะ ที่นกกับลูกอยู่ด้วยกัน 2 คน นี่ก็นั่งน้ำตาไหลอยู่หน้ารถ ตอนนั้นไม่เข้าใจ ป๊าเมาหรือเปล่าทำไมมาพูดอย่างนี้ ก็ทะเลาะกันเลย โวยวายทั้งคู่ นี่ก็คิดว่าป๊าเมา แล้วป๊าก็พูด
บุญโทน : คือเก็บมานาน
ลาดา : จนคุณแม่เป็นคนที่แบบลูก คุณแม่ว่าปาป๊าเขาน้อยใจ อย่าไปโกรธป๊าเลย อาจจะผิดจังหวะไปนิดนึง ตรงที่ลูกเหนื่อยพอดี มานั่งคิดเออ...เขาน้อยใจจริงๆ เพราะเขาเคยมีเราไปไหนมาไหนด้วยตลอด

วันนั้นใครง้อใคร?
ลาดา : บ้านนี้จะไม่ค่อยแบบป๊าลูก ขอโทษนะ ลูกป๊าขอโทษนะ จะไม่ค่อย ก็อาจจะเฟดแยกกันคนละมุมแป๊บนึง แล้วก็ป๊ากินอะไรไหม

วันนั้นน้อยใจอย่างเดียว หรือเปอร์เซ็นต์เมามันเยอะกว่า?
บุญโทน : กินย้อมใจไง ไม่งั้น ไม่กล้าพูด แต่พอพูดแล้ว ผมก็ทิ้งไว้ตรงนั้น มันโล่งมาก ไม่พูดแล้วอึดอัด
ลาดา : ตื่นขึ้นมาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แล้วเรื่องอะไรที่หนักมากจนน้องต้องไปพบจิตแพทย์ ไปกดดันอะไรน้อง?
บุญโทน : สุภาษิตไทย มันมีต้นสายกับปลายเหตุ ผมปลายเหตุตลอด
ลาดา : ปาป๊าเขาจะเป็นด่านสุดท้ายที่รู้เรื่องของลาดา คุณแม่จะรู้เรื่องคนแรก เพราะเราอยู่ด้วยกันตลอด ตอนนั้นบวกกับลาดาเรียนเครียดด้วย  แล้วเรื่องการทำงานด้วย แล้วบวกกับเราไม่ได้มีเวลาไปรีเลกของตัวเอง ไม่ได้มีเวลาไปเที่ยว ไปดูหนังกับเพื่อน จนมาวันนึงเราไปนั่งทำแบบประเมิน เริ่มรู้สึกว่าเราไม่น่าปกติแล้ว เราเครียดเกินไป นั่งนับคะแนนตัวเองแล้วนั่งขำ เข้าข่ายหลายข้อควาพบจิตแพทย์

วันนั้นเราไปกับใคร?
ลาดา : คือปาป๊า กับมาม๊า ไม่ได้อยู่ในวัยที่แบบอยู่ดีๆ ลูกไปพบจิตแพทย์ ลูกเป็นบ้าหรือเปล่า แต่เราจะบอกคุณแม่ก่อนว่าลูกไม่ได้เป็นบ้านะ แต่ลูกแค่รู้สึกว่าถ้าลูกเป็นไข้ลูกก็ต้องหาหมอ อันนี้ลูกรู้สึกว่าลูกป่วย คุณแม่ไปหาหมอเป็นเพื่อนลูกหน่อย
บุญโทน : ผมรู้ดีว่าโรคซึมเศร้ามันมีอาการเป็นยังไงของคนทั่วไป แต่ไม่นึกว่าจะเกิดกับลูกเรา เราเป็นคนพูดเสียงดังเวลาอยู่ในบ้าน นี่เขานอนอยู่จะพูดเสียงดังทำไม ลูกกำลังหลับอยู่ เป็นโรคซึมเศร้าเดี๋ยวก็เครียด
ลาดา : คุณแม่ใช้คำว่า ลูกเขาป่วยอยู่
บุญโทน : ทำไมเธอไม่บอกฉัน เรื่องแบบนี้ฉันรู้ทีหลังทุกทีเลย เราจะได้ช่วยปรึกษา พอเรารู้ เราไม่พูดว่าสู้ๆ  เราจะบอกว่าลูกเก่งอยู่แล้ว มีอะไรปรึกษาป๊า ป๊าอยู่ข้างลูกตลอดเลย ลูกต้องชนะ

เห็นว่าตอนแรกที่จะไปพบแพทย์พ่อก็ไม่เห็นด้วย?
ลาดา : เขาไม่เข้าใจมากกว่าว่าลูกเป็นอะไร

ตอนนั้นพี่คิดว่าน้องเป็นบ้าเลยเหรอ?
บุญโทน : ธรรมดาเขาเป็นคนร่าเริงไง บางทีเดี๋ยวร่าเริง เดี๋ยวเศร้า
ลาดา : แล้วโลกส่วนตัวสูง ป๊าก็นึกว่าปกติ
บุญโทน : บางครั้งเขาอยู่คนเดียว บางครั้งเราก็ไม่กล้า ลูกเป็นผู้หญิง นกไปดูสิ เขาก็รู้กันสองคนว่าเป็นยังไงแล้วก็ไม่บอก
ลาดา : คุณแม่เขากลัวป๊าเครียด กลัวป๊าเป็นห่วง เพราะเวลาเขาเป็นห่วงเขาจะคิดเยอะ













แล้วคุณหมอให้คำแนะนำว่ายังไงบ้าง?
ลาดา : คุณหมอบอกคุณอยู่ในข่ายที่เริ่มเป็นโรคซึมเศร้าแล้ว จ่ายยามา เป็นยานอนหลับ เพราะตอนนั้นนอนไม่ได้เลยแล้วต้องไปเรียนด้วยททำงานด้วย ร่างกายมันไม่ไหว แล้วเป็นยาปรับเคมีในสมอง คือยามันก็แล้วแต่ผู้ป่วยแต่ละคนด้วย สำหรับลาดาเอง ลาดาสู้กับยาเคมีในสมอง ไม่ไหว เราไม่มีแรงเลย กินข้าวยังไม่ไหว ไม่มีแรงยกช้อนมากินข้าวแล้วก็ไปสอบไม่รู้เรื่องเลย ก็เลยบอกคุณหมอว่าโอเคงั้นขอลดยาลงเรื่อยๆ แล้วขอสู้ด้วยตัวเองแล้วกัน ปัจจุบันดีขึ้นมากๆ แล้วรู้จักวิธีที่จะรักตัวเอง

ทุกวันนี้ลึกๆ ยังมีความน้อยใจภรรยาและลูกอยู่ไหม?
บุญโทน : ก็เหมือนผมเป็นอากาศไง ลูกเขาไม่คิดอย่างนั้น
ลาดา : เรื่องนี้เพิ่งเคลียร์ใจกันไปไม่นาน ล่าสุดปาป๊าพูดว่าต่อไปนี้มีเรื่องอะไรให้บอกป๊าด้วย
บุญโทน : เขาไม่อยากให้เราเครียด แต่มีอะไรไม่ปรึกษาผม แล้วผลสุดท้ายก็ขาดผมไม่ได้อยู่ดี

แบบนี้เรียกว่าคนแก่ขี้ใจน้อยได้ไหม?
บุญโทน : เรียกคนแก่ขี้ใจน้อยก็ได้ เมื่อก่อนไม่แก่เราสำคัญไง
ลาดา : นั่นแหละ เขาเรียกน้อยใจ
บุญโทน : อย่าไปใช้คำนั้น เดี๋ยวเสียฟอร์ม ตอนนั้นเราหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำเลยนะ แต่ตอนหลังงานไม่มี ลูกงานเยอะ เราก็ไม่ได้ว่า แต่เราสงสารลูก ลูกทำงานหนัก แต่เผอิญมีโควิดทั้งพ่อ ลูกไม่มีงาน ทีนี้เริ่มมาอยู่กัน 3 คน เริ่มเข้าใจกัน

คุณพ่อรักลูกสาวมากยิ่งกว่าไข่ในหิน ไม่เคยตี แต่เวลาดุทีเรียกอบรม 3 ชั่วโมง?
บุญโทน : ผมไม่เคยตีลูกเลย ถ้าลูกดื้อ ลูกรั้น ลูกไม่เชื่อถือ ลูกออกนอกลู่ นอกทาง ลูกสาวมานี่ แล้วห้ามใครมายุ่ง ปู่ย่า ตา ยาย ทั้งป้า ทั้งแม่ ผมกับลูก 2 คน ผมพูดเลย เหมือนโค้ชฟุตบอลเหมือนสอน 3 ชั่วโมงพูดอะไรก็ได้ที่ไม่ให้ลูกทำ สังเกตสิคนตลกๆ เวลาโกรธแทบจะกัดลิ้นตัวเองเลยนะ
ลาดา : ตอนนั้นลาดาเด็กด้วย ประมาณ 5-6 ขวบ ญาติๆ มาบ้าน เราก็เล่นอยู่ ไม่ได้หันไปสวัสดีญาติ เขารู้สึกว่าทำไมลูกเขาไม่มีมารยาท ทำไมไม่ไปสวัสดีญาติก่อน
บุญโทน : ผมพูดดีๆ นะ ไม่ใช่พูดไม่ดีกับลูก ลูกสาวมานี่ สวัสดีคุณยายหรือยัง เราเป็นเด็ก เราต้องมีมารยาท เราจะเล่นหรืออะไร เวลาผู้ใหญ่มาเราต้องทำความเคารพ พ่อ แม่ไหว้ใคร เราไหว้ตามเลย ไม่ต้องให้พ่อ แม่บอก แล้วเริ่มร้องไห้ ร้องให้พอ ประมาณ 15 นาทีก็คุยกันต่อเรื่องที่เขาเคยดื้อ เคยซน พอพูดไป พูดมา เขาก็จะบอกว่าลูกขอโทษ ลูกจะไม่ทำแล้ว ก็เท่านั้นแหละ ป๊าสอนลูก ลูกก็จำไว้นะ
ลาดา : ตั้งแต่วันนั้นเราจำมาจนถึงทุกวันนี้แล้วทำให้เรากลายเป็นคนมีเหตุผลมากๆ เพราะเขาไม่ใช้การตี เขาใช้การอธิบายให้เราฟัง

คุณพ่อไปเจอไดอารี่อะไร?
บุญโทน : ร้องไห้
ลาดา : จะมีช่วงนึงน้องเรียน ประมาณประถมนี่แหละ เราไม่ได้คิดอะไร เราไปซื้อสมุดมาเขียนไดอารี่ทุกวัน แล้วมีช่วงนึงเวลาเราตื่นเช้า ปาป๊าเพิ่งเดินเข้าบ้าน เรากำลังจะไปเรียน ปาป๊าเพิ่งกลับมา พอเรากลับจากโรงเรียน ปาป๊ากำลังแต่งตัวจะออกจากบ้าน แล้วเราไปเขียนด้วยความไม่คิดอะไรว่าป๊าเขาจะมาเห็น เราก็เขียนว่าไม่อยากให้ป๊าออกไปเที่ยวเลย แล้วเขียนชื่อเพื่อนป๊าว่าคนนี้มารอหน้าบ้านอีกแล้ว เตรียมจะออกไปนอกบ้านอีกแล้ว ไม่ได้เจอหน้าป๊าเลยแล้วน้องก็ลืม ไดอารี่ก็ทิ้งไป จนโตมาเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วเขาเก็บบ้าน แล้วเขาเจอไดอารี่ แล้วเขาไม่กล้ามาพูดกับน้องว่าเขาร้องไห้ เขาไปเล่าให้คุณแม่ฟังว่าไปเจอไดอารี่ลูก ลูกเขียนแบบนี้ๆ แล้วเขาก็ไปร้องไห้กับคุณแม่ว่าเขาเสียใจ
บุญโทน : ผมอ่านเสร็จผมนั่งร้องไห้ตรงโต๊ะทำงาน แล้วผมก็พูดกับตัวเองว่าต่อไปนี้ป๊าจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว ผมรู้สึกผิด เราไม่ได้แคร์ความรู้สึกของลูกเราเลยเหรอเนี่ย เรานึกว่าเด็กตัวขนาดนั้นคิดไม่เป็นหรอก

ทำไมตอนนั้นลาดาไม่พูดกับป๊าไปตรงๆ?
ลาดา : คือแม่บอกว่าป๊าไปพักผ่อน ไม่ได้ไปเที่ยวเละเทะ แต่คือเวลาเขานั่งดื่มแล้วยาว เราก็เลยรู้สึกว่าโอเค เราไปทำหน้าที่ของเราให้ดี เราก็ไปเรียน คุณพ่อทำงานมาเหนื่อยแล้ว

ทำไมถึงเซ้นซิทีฟเรื่องลูกสาวขนาดนี้?
บุญโทน : ผมมีลูกคนเดียว เราตั้งใจเลี้ยงให้เขาเป็นอย่างที่เราต้องการ แต่ว่าพอโตขึ้นมาไม่ใช่พ่อ แม่ รังแกฉัน ลูกอยากทำอะไรก็ไป

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ตุณพ่อจะให้เวลากับลูกมากกว่านี้ไหม?
บุญโทน : ผมจะไม่ทำตัวอย่างนั้นเลย แล้วเงินผมจะเหลือมากกว่านี้อีกเยอะเลย ผมไปกินเหล้า ใจร้อน มึงเข้าห้องน้ำกูจ่ายแล้ว ใจร้อน ชอบจ่ายตังค์ก่อน คือชอบเลี้ยงเพื่อน เพื่อนรักผมหมด แล้วพอมานั่งนึก เราจ่ายทำไม เดี๋ยวนี้เงินร้อยนีงก็มีค่า เมื่อก่อนเราใช้เงินไม่ไดคิเลย มันหาเงินง่าย ได้มานกเก็บไว้บ้าง

สวยขนาดนี้โดนทำของใส่?
ลาดา : อันนี้เป็นเรื่องแล้วแต่วิจารณญาณนะของแต่ละคนแล้วกัน เรารู้สึกว่าโดนผึอำ เราเด็กรุ่นใหม่ เสิร์ชก่อนคนโดนผีอำมันอาการประมาณไหน ที่เราเป็นอยู่มันเรียกว่าผีอำหรือเปล่า ก็คิดว่าร่างกายเพลีย แต่หลังๆ เริ่มไม่ใช่ เราเริ่มเห็นมีเด็ก แต่ละคืนเขาจะสลับกันมาเลย มีเด็กวิ่งรอบเตียง บางคืนเป็นผู้ชายกระโดดขึ้นมาค่อมบนตัวเรา ตัวใหญ่ๆบางคืนก็เป็นเสียงผู้หญิงกรี๊ดข้างหู คือถ้าตามทางวิทย์ เราน่าจะร่างกายอ่อนเพลีย แต่ที่เห็นไม่ใช่ละ ก็เลยปรึกษาคุณแม่ คุณแม่เขาสายมูอยู่แล้ว ก็บอกแม่ว่าไม่ปกติ น่าจะแปลกๆ แล้ว คุณแม่บอกโอเค งั้นเราไปทางอีสานเขาจะเรียกหมอธรรม ก็เป็นคุณปู่มานั่งสวดให้เรา พอสวดเสร็จคุณปู่ก็บอกว่าเราโดนของ มีคนเขียนชื่อเราแล้วเอาหินไปทับเอาไว้ เราก็ไปทำบุญ แก้ไข หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยโดนผีอำ แล้วมีโอกาสดูดวง หมอดูก็ทักว่าลาดาเคยโดนของเหรอ เราก็บอกใช่ค่ะ ทำไมเหรอคะ เขาบอกเป็นคนที่ลาดารู้จักด้วยนะคนที่ทำอะ ซึ่งตอนนี้เราก็ยังไม่รู้เลยว่าใครทำ เราอาจจะลมเพ ลมพัดก็ได้ เราไม่อยากไปพูดว่าคนนี้ทำเรา เดี๋ยวมันจะเป็นกรรมติดกัน เราก็โอเคถ้าไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร
บุญโทน : เราไม่รู้นะเนี่ย ปลายเหตุอีกแล้ว

ตอนนี้ทุกอย่างปกติดีแล้วใช่ไหม?
ลาดา : ปกติค่ะ แล้วบวกกับลาดาก็ทำบุญ ทำทานมากขึ้นด้วยก็สบายใจกับตัวเอง แต่ถ้าบางวันมีอาการผีอำก็ต้องเช็กตัวเองว่าฉันเห็นผีหรือเปล่า หรือว่าฉันแค่เพลียเฉยๆ

อนุญาตให้ลูกมีแฟนได้หรือไม่ได้?
บุญโทน : ได้ ไฟเขียวแล้ว


ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา‪13.15-14.15‬ น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

คลิปสัมภาษณ์ บุญโทน - ลาดา อาร์สยาม​
https://youtu.be/djyb9TAzWZQ

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=djyb9TAzWZQ" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=djyb9TAzWZQ</a>












9
เปิดใจ นุ่น สินิทรา หลังออกจากวงการ 8 ปี พร้อมเคลียร์ข่าวเม้าท์ไม่ถูกกับน้องสาว พลอย เฌอมาลย์ จริงไหม?


อดีตนางเอกแถวหน้ายุค 90 อย่าง นุ่น สินิทรา ที่วันนั้นจะมาเผยชีวิตหลังออกจากวงการบันเทิง 8 ปี เพราะป่วยเป็นเนื้องอก พร้อมเผยความสัมพันธ์พี่ น้องกับพลอย เฌอมาลย์ ที่ไม่เคยเปิดที่ไหน ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่องวัน31 ที่มีพีเค ปิยะวัฒน์ และ เป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

นุ่นหายไปไหนมา?
นุ่น : นุ่นออกจากวงการตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว ฉันหมดแพชชั่นกับมันแล้ว บทละครก็มีที่เขามาเสนอแล้วเราชอบ แต่เราไม่ชอบการทำงานที่เราไม่สามารถควบคุมเวลาตัวเองได้

จริงไหมที่ตอนออกจากวงการ ครอบครัวบอกไม่ได้ อยู่ก่อน?
นุ่น : ใช่ ทุกคนเห็นว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ทำให้เราเกิดมา เป็นอาชีพที่สร้างครอบครัว สร้างฐานะให้ทุกอย่างกับเราแล้วเขาคิดแบบเซฟโซน แต่นุ่นคิดแบบลุย เขามีเหตุผลของเขา คุณอยู่ตรงนี้ต่อไปสิ ทำต่อไป แต่เราหมดความตั้งใจหมดความอยากไฝ่รู้ เรียนรู้ที่จะพัฒนาตรงนี้ละ แต่มันเป็นเซฟโซนที่ไม่ได้การันตีว่ามันจะตลอดไป เพราะว่าเราไม่ได้ควบคุมมัน เราถูกคนอื่นควบคุม

หนึ่งเหตุผลคือตอนนั้นป่วยด้วย?
นุ่น : ตอนนั้นเป็นเนื้องอกในมดลูกครั้งแรก

ไปตรวจมาแล้วกลัวจนออกจากวงการเลยเหรอ?
นุ่น : ไม่ใช่ เราสุขภาพไม่ดีใช่ไหม แล้วเราเป็นเนื้องอกมาก่อนแล้วรอบนึง ทีนี้เนื้องอกมาตอน 30 ตอนนั้นเราใช้ชีวิตปกติ กิน ดื่ม เที่ยว ของโปรดของเราคืออาหารแปรรูป ไส้กรอก มันกินง่าย เสร็จแล้วทีนี้คุณหมอตรวจเจอครั้งแรก 7 มิล คุณหมอบอกว่าจะเอายังไงดี จะผ่าก็ได้นะ คุณหมอบอกว่า อีก 3 เดือนมาเจอกัน เราแบบอุ้ย...ผ่าตัดจะต้องดูแลตัวเอง มีการพักฟื้น ก็กินใหญ่เลย ตอนนั้นก็ทานไส้กรอก แปรรูปทุกชนิด ไม่ได้ดูแลตัวเอง คิดว่าอาหารก็คืออาหาร เสร็จปุ๊บ3เดือนจะไปผ่า หมอบอกไปทำอะไรมาทำไมมันใหญ่ขึ้น จาก 7 มิล ขึ้นไปเป็น 1.5 เซน

พอผ่าเป็นยังไง?
นุ่น : ผ่าเสร็จหมอเอามาให้ดูเลย เราก็แบบต่อไปนี้ฉันจะแข็งแรงแล้ว ต่อไปนี้ฉันจะหาย สุขภาพดีไม่มีอะไรเกิดขึ้นปฎิบัติตัวเหมือนเดิม กินเหมือนเดิม หมอก็เรียกฟอลโลว์อัพ ปีที่3 มา 2 ลูก คือเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรับประทานเลย ไม่เคยสนใจอาหารว่ามันทำอะไรกับร่างกายเรา ไม่เข้าใจ รู้แต่ว่าอาหารที่มีอยู่เราสามารถรับประทานได้ทุกอย่าง

ไซน์เท่าไหร่?
นุ่น : อย่างละ 2 เซนกว่า

กลัวตายไหม?
นุ่น : ตอนนั้นเนื้องอกศึกษามาแล้ว มันไม่ทำให้ตาย แต่ถ้ามันเปลี่ยนเป็นเนื้อร้ายเมื่อไหร่อันตราย คุณหมอก็ให้ฟอลโลว์อัพทุกปี

แล้ว 2 เซน 2 ลูกเราไม่ผ่า?
นุ่น : ไม่ผ่า เก็บไว้ดูเล่น อันนี้มันยังเป็นเคสที่ไม่หนัก เคสที่หนักคือตอนที่เป็นซีสต์ถุงน้ำในรังไข่ เมื่อ 3 ปีก่อน ที่เราคิดว่าจะเป็นมะเร็ง อันนั้นฟูมฟาย คือตรวจพบเพราะว่าประจำเดือนไม่มา ตอนนั้นก็ไม่ได้ดูแลตัวเอง แต่เริ่มออกกำลังกายเริ่มกินอาหาร ทำคีโตละ แต่ทำไมประจำเดือนไม่มา 1 เดือน 2 เดือน ชักไม่ดี พอเดือนที่3 ไม่ใช่ละ ก็ถามเพื่อนในวัยเดียวกัน เพื่อนบอกว่ามึงอาจจะเป็นวัยทองก่อนวัยอันควร เพื่อนบอกมีทางเดียวที่รู้ คือ ตรวจ ก็ไปหาคุณหมอ ไปตรวจเสร็จคุณหมอพบถุงน้ำ 2 ข้าง เป็นซีสต์ที่รังไข่ คนอื่นเขาเป็นข้างเดียว นี่มา 2 ข้างเลย ทำไงคะ ฉีดยา ไม่ต้องกังวลเดี๋ยวอีก 7 วันประจำเดือนก็มา ฉีดปุ๊บวันแรกเจอเอฟเฟกต์ แขน ขา มืออ่อนแรง แพ้ยา กลับไปรอ 7 วันจะมีประจำเดือนใช่ไหม ก็ยังทำงานปกติ แต่มันไม่มา คราวนี้ปรึกษาแม่เพื่อน กับเพื่อน ก็ถามเขาเหมือนทฤษฎีเขาเยอะ เรื่องสุขภาพ เขาก็บอกทำอย่างนี้สิ ไม่กินอาหารเลย กินแต่น้ำเปล่า

กี่วัน?
นุ่น : ตอนนั้นทำ 5 วัน ดื่มน้ำเปล่าๆ ผสมเกลือนิดหน่อย เพื่อให้มันมีเกลือแร่อยู่ แต่ละวันกินน้ำ 5-6 ลิตร เราทำไป 5 วัน วันที่3 ประจำเดือนมา จาก 4 เดือนที่ประจำเดือนไม่มา ฉีดยาก็แล้ว

สมัยก่อนเคยเชื่อไหมว่าการเปลี่ยนอาหารมันจะช่วยเราได้?
นุ่น : ใช่ อาหารคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต

หลังจากนั้นมีวิธีดูแลตัวเองยังไง?
นุ่น : ศึกษาละเอียดเลยว่าอาหารแต่ละชนิดทำปฏิกิริยาอะไรกับร่างกายเราบ้าง น้ำตาลเป็นส่วนสำคัญที่สุดในระบบที่เรากินอยู่ทำให้ร่างกายเราเหนื่อย อ่อนเพลีย หรือสดชื่น จริงๆ วันนึงคนเราบริโภคน้ำตาลได้ไม่เกิน 3 ช้อนชา ถ้าคุณทานผลไม้ทุกชนิด เกิน 1 ลูกต่อวัน น้ำตาลก็สูงแล้ว

ที่เราศึกษาเรื่องอาหารทั้งหมดเพราะเรากลัวตาย?
นุ่น : ไม่ได้กลัวตาย แต่กลัวว่าแก่แล้วจะใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก พอเรากินถูกที่ ถูกทาง ซีสต์มันฟ่อลง เพราะนี่คือการควบคุมจากการบริโภค โจทย์ทุกวันนี้คือ กินให้พอเหมาะ พอดี คือร่างกายเราปลอดโรค เพราะเรารู้หลักไม่ให้เกิดโรค แล้วทำยังไงให้มันเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับร่างกายเรา

ตอนช่วงไม่สบาย น้องสาวมาดูแลไหม?
นุ่น : ตอนป่วยครั้งแรก พอออกมาปุ๊บก็พาไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือเลย

คุณนุ่น คุณพลอย เป็นพี่น้องที่สนิทกันไหม?
นุ่น : เรามีความเกรงใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน เรื่องส่วนตัวบางเรื่องเราไม่ได้ยุ่ง หรือว่ามาวิพากษ์วิจารณ์

เราไม่ได้อยู่ด้วยกันตอนเด็ก ต่างคน ต่างแยกกันอยู่?
นุ่น : สภาวะครอบครัวเราคือหลานย่าคนนึง หลานยายคนนึง แต่ว่ามันอยู่ที่ความชอบของเด็กด้วย ผู้ปกครองก็ถามก่อนว่าชอบอยู่กับใคร เราชอบอยู่กับย่า ย่าอยู่สัตหีบ ค่ายทหาร บ้านอยู่ริมทะเลเลย เราชอบแบบนั้น ส่วนพลอยเขาอยู่กับยาย อยู่เสนานิเวศน์  พลอยก็เป็น กทม. เราก็เด็ก ตจว. ลูทีนก็ไม่เหมือนกัน เราชอบขุดหอยเสียบ ไปทำนู้น ทำนี่ย่าไปทำสวน เราก็ตามไป เราชอบปลูกต้นไม้ เราชอบอะไรที่เป็นธรรมชาติ ส่วนน้องนี่ชอบแต่งหน้า แต่งตัว เด็กในเมือง

เวลาพี่กับน้องมีปัญหาชีวิตโทรปรึกษากันไหม หรือปรึกษาแต่ผู้ใหญ่?
นุ่น : ช่วงที่เราทำงาน เราจะไม่ได้เจอน้องเลย เพราะว่าเราทำงานตั้งแต่ 15 ถ่ายละคร 6 วัน 2 เรื่อง แล้วอีกวันที่เหลือคือไปเดินแบบ ถ่ายแบบ เวลาของเราจะต่างกันเลย นุ่นจะไม่มีช่วงที่ได้เจอน้อง เหมือนพอเรากลับบ้านจะไปนอน น้องก็ตื่นไปโรงเรียน พอช่วงที่เราไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ออกไปเรียนคือไม่ทำงานเลย แล้วออกไปอยู่หอกับเพื่อน เพราะอยากใช้ชีวิตในช่วงที่เราขาดหายไป

เวลาที่มีคนบอกว่าพลอยดังกว่า ได้ยินแบบนี้ขึ้นไหม?
นุ่น : ดีใจมาก ดังกว่าก็ทำงานหนักกว่า คิดว่าดังแล้วเงินจะลอยมาเฉยๆ เหรอ คุณต้องทนกับความเครียด ความคาดหวัง คำวิจารณ์ มันไม่ได้หมายความว่าชีวิตคุณจะมีความสุขและสงบสุขนะ

แสดงว่านุ่นคิดว่าชีวิตนุ่นดีกว่า?
นุ่น : นุ่นพึงพอใจ อย่าพูดว่าดีกว่า มันไม่มีสูตรสำเร็จในการเปรียบเทียบคนนึงกับอีกคนนึง เพราะฉะนั้นเวลาที่เราบอกว่าดีกว่าไหมมันอยู่ที่ความพอใจของเรา













แต่ก็มีคนเม้าท์ว่าคู่พี่น้องคู่นี้ไลฟ์สไตล์ต่างกัน และที่สำคัญเขาไม่ถูกกัน?
นุ่น : ใช่ไม่ถูกกัน ไม่ถูกกันมากเลยเรื่องแต่งหน้า คือนุ่นไม่ชอบแต่งหน้า แต่งหน้าไม่เป็น อยู่วงการมากี่ปีไม่อยากเรียนรู้เรื่องนี้ แล้วไม่ชอบด้วย แล้วน้องจะวิพากษ์วิจารณ์ตลอดเวลาว่าทำไม เป็นผู้หญิงต้องแต่งหน้า ออกไปก็ต้องแต่งหน้าแต่งตัวให้มันสวยๆ แต่เราคิดว่ามีเวลาไปทำอย่างอื่นตั้งเยอะแยะ ไม่ต้องแต่งหน้า

อย่างพลอยเวลาเขาเจอข่าวหนักๆ เราโทรไปหาเขาไหม หรือเขาติดต่อมาหาเราไหม?
นุ่น : ไม่เราดูอาการเขาก่อน คือแน่นอนแหละพี่น้องกัน ถ้าวันที่คุณเดินไปลงเหว แล้วเห็นว่าเขาเดินลงเหว เราก็ต้องดึงเขา ในชีวิตมันต้องเจอทั้งหลุม บ่อ เจอทุกอย่างที่มันจะต้องเจ็บปวด หรืออะไร มันคือรสชาติของชีวิต เราต้องปล่อยเพราะว่า 1.มาตรฐานของชีวิตคน คุณไม่สามารถไปจัดการ แม้กระทั่งลูก คุณไม่สามารถบอกว่าอันนี้ฉันคิดถูก เธอผิดมันเป็นไปไม่ได้ ระบบชีวิตของแต่ละคนไม่สามารถเอามาตั้งเป็นมาตรฐานและวิจารณ์คนอีกคนนึงได้ เวลามันจะเป็นส่วนช่วยในการตอบโจทย์ เพราะว่าการคบกัน เราไม่ได้ไปอยู่ติดกับเขา เราจะไปเห็นทุกอิริยบท แล้วบางทีเราจะเลือกคบใครสักคนมันต้องเจ้าตัว ไม่ใช่คนข้างบ้านมาบอก เราตัดสินว่าเราเป็นคนข้างบ้านนะ เพราะเราไม่ได้อยู่ในบ้านที่จะไปมองเห็นทุกซอก ทุกมุมของเขา เพราะฉะนั้นเราไม่มีสิทธิ์ไปบอกเขาว่า อันนี้ไม่ได้ อันนี้ไม่ดี มันตัดสินไม่ได้

มีช่วงไหนที่คุณพลอยโทรมาปรึกษาไหม?
นุ่น : เราดูอาการเขามากกว่า มีบางสิ่งที่ถ้าเกิดว่าเขานั่งเฉย หรือว่ามีช่วงที่เขานิ่งๆ แล้วเรารู้สึกว่า คือนุ่นไม่รู้เวลาที่นุ่นเห็นใคร นุ่นจะอ่านใจเขาได้ แล้วนุ่นจะพูดในสิ่งที่เป็นบวก หรือทำให้เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด คนเราเนี่ยถ้าอยู่กับการที่สังคมคาดหวัง เราก็พยายามไปอย่างนี้ จริงๆ มันไม่ใช่สูตรสำเร็จ สังคมตั้งแบบนึง แต่ชีวิตของคนมันไม่ได้ตอบโจทย์ด้วยสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นคุณไม่สามารถเอาสังคมมาเป็นบรรทัดฐานได้ เพราะชีวิตใคร ชีวิตมัน ทุกคนมีหลุม มีบ่อ มีอุปสรรค มีรสชาติ มีความผิด ถูก ในเส้นทางเดินไป แต่คุณจะกลับมาได้ไหม คุณอย่าเอามาตรวัดของใครมาทำให้คุณบิดเบี้ยว เพราะคนคนนั้นไม่ได้ยืนอยู่จุดที่คุณยืน เพราะฉะนั้นเนี่ยการตัดสินใจมันมาจากคุณ แต่มันต้องมาจากสามัญสำนึกที่ดี

ล่าสุดคุณพลอยเปิดตัวแฟน คุณนุ่นรู้มาก่อนไหม?
นุ่น : รู้พร้อมประชาชนนี่แหละ นุ่นคิดว่าถ้ามันเป็นความสุข ความสุขในที่นี้ของคุณคืออะไร

จะบอกว่าผู้หญิงก็ได้ ผู้ชายก็ได้ไม่สนใจ?
นุ่น : อยู่คนเดียวก็ได้ไง มันคืออะไร เราจะมาตัดสินแทนคนอื่น เอามาตรวัดของเรา ตราชั่งของเราไปใส่คนอื่นไม่ยุติธรรม

ตอนนี้คุณพลอยแฮปปี้ไหมกับความรักของเขา?
นุ่น : นุ่นว่าเขาแฮปปี้นะ

แล้วตอนนี้ตัวเองโสดไหม?
นุ่น : ก็มีแต่หมา

ทำไมถึงปล่อยตัวเองโสด?
นุ่น : เสียเวลากับผู้ชายทำไม เสียเวลาในที่นี่คือ โจทย์ของนุ่นที่นุ่นจะใช้ชีวิตป่วยก็หลายที เฉียดตายก็หลายที ในโลกแห่งความเป็นจริงถ้าคุณตั้งโกล์อะไรบางอย่างไว้ ถ้าเรื่องความรัก ถ้าคุณไปเซทว่าชาตินี้ต้องหาผัวให้ได้ ก็แปลว่าชีวิตคุณจะไม่ประสบความสำเร็จถ้าคุณไม่มีผัว แต่ว่าถ้ามายโกล์ของเราคือ ชาตินี้เราต้องประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเองแปลว่าคุณต้องยืนด้วยขาตัวเอง คุณไปยืมจมูกคนอื่นหายใจไม่ได้ หรือคุณคิดว่าผู้ชายคนนึงจะมาทำให้คุณมีความสุขเติมเต็มชีวิตไม่ได้ ไม่ยุติธรรม ไม่แฟร์ การที่จะต้องโยนว่าเป็นภาระหน้าที่อีกคนเพื่อจะเติมเต็มความสุขให้เรา เราต้องเติมเต็มความสุขด้วยตัวเราเอง

ผิดไหมถ้าเราเติมเต็มแล้ว แต่อนาคตมีผู้ชาย หรือผู้หญิงก็ได้เข้ามาเสริมให้จะโอเคไหม?
นุ่น : มันต้องดูภาวะที่มาว่ามาซัพพอร์ตกัน หรือมาทำลายกัน ถ้าเกิดว่ามันมาทำลายกัน ทำลายในที่นี้คือ ทำลายตัวตนของเรา ทำลายความมั่นใจของเรา ทำลายในสิ่งที่เรากำลังสร้าง แปลว่าเขาไม่ได้มาซัพพอร์ตเขาคือมาทำลาย อันนี้คือการเสียเวลา คือเสียเวลาเขา และเสียเวลาเราด้วย

แสดงว่าตอนนี้เรารักตัวเองมากที่สุด?
นุ่น : แน่นอน คือความรักในเมืองไทยมันดูเป็นโจทย์แรกที่คุณจะต้องทำ เพื่อให้ชีวิตคุณมีความสุขขึ้น ทุกคู่พยายามจะแต่งงาน เพื่อบอกว่าเราประสบความสำเร็จในชีวิต แต่มันไม่เคยจบ แต่งงานเสร็จตื่นมาเจอเมียไม่แต่งหน้า เมียอึในห้องน้ำ เจอทุกอย่างเละเทะ ผัวไม่ยกฝาชักโครก ด่ากันเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในภาวะจุกจิกตลอดเวลา จบไหมล่ะ คือคุณดูละครเพราะละครมันไม่เล่าเรื่องจริงในชีวิต แต่เรื่องจริงในชีวิตมันมีมากกว่านั้น มันมีดีเทลที่แต่ละคู่ แต่ละบ้านจะเจอแตกต่างกันไป ภาวะที่มันต้องปรับตัว ต้องจูนเข้าหากันมันมีมาก เพราะด้วยการเลี้ยงดูแต่ละบ้าน คนสองคนมาเจอกันต้องไปกันได้

แสดงว่าคุณนุ่นมีความสุขกับตัวเองมากๆ ?
นุ่น : ไม่ใช่ เรารักตัวเองมากขึ้นที่เราจะไม่เสียเวลากับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ เพื่อที่มาจุกจิกในโกล์ดที่เราตั้งไว้ คือโกล์ดเราเปลี่ยนไป แต่ก่อนเราคิดว่าสุขนิยม คือการที่สังคมตั้งบรรทัดฐานว่า คุณอายุ 30 คุณต้องแต่งงาน คุณต้องมีลูก ถึงเรียกว่าประสบความสำเร็จในชีวิต เมื่อคุณผ่านมาถึง 40 แล้วเนี่ย โกล์ดมันเปลี่ยน ตอนนี้ชีวิตคุณคืออะไร คุณจะเข้า 50 แปลว่าครึ่งนึงของชีวิตแล้ว อะไรที่ยังไม่ได้ทำ ความคิดมันโตขึ้น เพราะฉะนั้นเวย์ที่เราเห็นมันจะต่างไปละมันไม่ใช่เวย์ที่เราจะมามุ่งหาความรักเพื่อจะเติมเต็ม แต่มุ่งหาสิ่งที่เขาเรียกว่าความสงบสุขในจิตใจ

ความรักสมัยก่อนของเรา พอมองกลับไปมันเป็นเรื่องเสียเวลา?
นุ่น : เสียเวลาจริงๆ ถ้าเกิดตอนนั้นเรามุ่งมั่นในสิ่งที่เราอยากจะทำให้คนอื่น เราจะได้เวลาในการทำงานกลับมาเยอแยะมากมาย แต่เราไปเสียเวลากับเรื่องนี้ทำให้โฟกัสของเรามันบิดเบี้ยว แท็กของเรามันไม่ตรง แต่ตอนนี้ตรงแล้ว จูนใหม่แล้ว

แทร็คใหม่นี้สามารถรับคนใหม่เข้ามาในชีวิตได้ไหม หรือจะโสดไปตลอดชีวิต?
นุ่น : เราไม่ได้บอกว่าอยากจะโสด อยากจะมุ้งมิ้ง อยากจะอะไร อยากจะมีในอุดมคติเหมือนคนอื่นเขา เห็นคนเขาเดินมาควงแขนกัน ชี้โบ้ ชี้เบ๊ ตีกันบ้าง แต่มันก็เป็นความสุขของเขา แต่ว่าทุกวันนี้ก็กินข้าวคนเดียว ทุกวันนี้ก็ทำอะไรคนเดียว แต่พอมันทำแล้วมันเงียบดี ไม่หนวกหู


ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา‪13.15-14.15‬ น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

คลิปสัมภาษณ์ นุ่น สินิทรา​
https://youtu.be/Ljg0E4FkMcY

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=Ljg0E4FkMcY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=Ljg0E4FkMcY</a>










10
พลิกชีวิตเกษตรกร​ ด้วย​ นวัตกรรม​จาก​ วช.-มธ. ยกระดับ​ผลผลิต​ทุเรียน​ "สู่ทุเรียนพันล้าน"


วันนี้ (วันที่ 20 พฤษภาคม 2565) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา​ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เยี่ยมชมสวนเกษตร​ผู้ร่วมในโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่ smart farmer (กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเพื่อการส่งออก)” โดย รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย และ​ นายวัชชิระ สิทธิสาร​ ตัวอย่าง​ เกษตรกร Young Smart Farmer​ ณ​ สวนพุทธรักษา​ จังหวัด​จันทบุรี


ทุเรียนเกรดพรีเมี่ยมตำนานแห่งลุ่มน้ำจันทบูร อำเภอท่าใหม่ จังหวัด​จันทบุรี​ ดินแดนอันชุ่มฉ่ำไปด้วยพืชพรรณที่อุดมสมบูรณ์​




นายวัชชิระ สิทธิสาร​ ตัวอย่าง​ เกษตรกร Young Smart Farmer​ เจ้าของสวน​พุทธ​รักษา​ เปิดเผย​ว่า จากการนำเทคโนโลยี​ในโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่ smart farmer" ที่​ วช.ให้การสนับสนุน​ได้นำหลักทางวิชาการจากทีมนักวิจัยจาก​ มธ.มาผสมผสาน​ประยุกต์ใช้​เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลผลิต​ทุเรียน​ให้ทุเรียนมีคุณภาพสูง  ด้วยระบบ GIS-smart farming-iOT นวัตกรรมการจัดการโรครากเน่าโคนเน่า ทดสอบโรคหลังการเก็บเกี่ยว​ ทำให้ทุเรียนที่สวนมีเนื้อกรอบนอกนุ่มใน ไม่เละ เนื้อละเอียดและแห้ง ไม่แฉะ​ มีสีเหลืองอ่อน เมล็ดเล็กและลีบ มีรสชาติอร่อย หวานมันกำลังดี ไม่หวานแหลมจนเกินไป​ และไม่มีกลิ่น​ฉุน​ได้รับมาตรฐาน GAP​ เป็น​ที่ต้องการของตลาดเกิดความภาคภูมิใจ​ในอาชีพเกษตรกร​ ด้วยความรัก ความศรัทธา​ ในอาชีพจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดการพัฒนาโดยเฉพาะสวนทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี​ เพื่อให้คนไทยได้บริโภคทุเรียนที่มีคุณภาพจากฝีมือ​ของคนไทยส่งตรงจากสวน






























11
ลูกหว้า พิจิกา ประเดิมเล่นหนังครั้งแรกต้องพูดอังกฤษทั้งเรื่อง
สุด ปลื้ม ประกบ ชูบิง นักแสดงจากสิงคโปร์ในเรื่อง “ร้านของเก่า”


               ไม่ค่อยได้เห็นนักร้องสาว ลูกหว้า พิจิกา มารับงานแสดงครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งพิเศษสุดๆที่เธอพักวางไมค์มาลองรับบทบาทด้านการแสดง


               “ต้องบอกก่อนว่า ลูกหว้า เป็นแฟน ละครของ พี่เอ๋ ศุภกร ผู้กำกับ เห็นผลงานของพี่เอ๋มาตลอดตั้งแต่ละครเวทีช่วงหลังเห็นพี่เอ๋กำกับภาพยนตร์เลยเกริ่นกับพี่เอ๋ว่า สนใจอยากลองงานด้านการแสดงสามารถไปแคสติ้งได้  ดีใจมากที่ทางทีมงานติดต่อมาให้มารับบท มาดาม ในเรื่องนี้ และสำหรับเรื่องนี้ นอกจากจะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกแล้วยังเป็นภาพยนตร์ที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับนักแสดงชาวสิงคโปร์อย่าง ชูบิง (Xu Bin) ซึ่งเขาเป็นนักแสดงที่โด่งดังมาก หลังจากตัดสินใจรับเล่นก็ศึกษาบท พยายามจะเข้าใจทิศทางตัวละคร ความยากคือต้องพูดเป็นภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง แม้จะสำเนียงเป็นเอเชีย แต่ก็พยายามทำการบ้านมาและไม่พยายามกดดันตัวเองจนไม่เป็นธรรมชาติ เป็นความประทับใจที่แอบท้าทายความสามารถมากๆเลยค่ะ” ลูกหว้า กล่าว


               ด้าน ชูบิง พระเอกหนุ่ม ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงนักแสดงและนายแบบชื่อดังของสิงคโปร์และเคยร่วมงานกับ พี่เอ๋ ผู้กำกับ มาก่อนหน้านี้ “เรื่องนี้ผมรับบทเป็น แอนดี้ เป็นนักสะสมของเก่า เป็นตัวละครที่เป็นเส้นเรื่องหลัก เรื่องนี้มีนักแสดงจากหลายประเทศมาร่วมงาน ผมมีความรู้สึกว่ามันเหมือนมาเข้าโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการแสดง(หัวเราะ) ผมก็ยังรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้มีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะได้มีโอกาสเรียนรู้แลกเปลี่ยนเทคนิคทางการแสดงจากวัฒนธรรมที่แตกต่าง โดยเฉพาะ Aloysius นักแสดงอีกท่าน ซึ่งเปรียบเสมือนน้องชายแท้ๆของผม ถึงแม้ Aloysius จะจากไปแล้ว แต่ก็ยังทำให้ผมรู้สึกลึกๆในใจว่า ผมได้กลับมาทำงานใกล้ๆน้องชายคนนี้อีกครั้ง ผมมีความสุขในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้มาก จริงๆ ผมเป็นคนชอบการแสดง และการได้มีเพื่อนร่วมการแสดงที่ตั้งใจเหมือนกัน ถึงแม้จะถ่ายทำกันยาวนาน แต่ไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด เป็นการทำงานที่ผมประทับใจมาก” ชูบิง กล่าว


               “ร้านของเก่า” The Antique Shop กำกับการแสดงโดย ศุภกร เหรียญสุวรรณ นำแสดงโดย พิจิกา จิตตะปุตตะ,พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร,ชยภัค ตันประยูร,เสฐพงษ์ เอวสุข,ภคชนก์ โวอ่อนศรี นักแสดงจากประเทศไทย, Xu Bin (ชูบิง) Damien Teo (เดเมี่ยน ทิโอ) Aloysius Pang (อรอยเชียส แปง) นักแสดงจากสิงคโปร์, Rio Dewanto (ริโอ ดิวันโต้) นักแสดงจาก อินโดนีเซีย,และ BAEJINYOUNG (แพจินยอง) นักแสดงจากเกาหลีใต้


               สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook, IG, Twitter : leaydodee “เศษเสี้ยวของความทรงจำ เก็บเอาไว้ในที่แห่งนี้  2 มิถุนายนนี้  ทุกโรงภาพยนตร์”

12
เชิญชวนชาวไทยชมนิทรรศการหมุนเวียน “ฮ่องกงเมืองแห่งความสุขสำหรับคุณ” 
ฉลองครบรอบ 25 ปี ก่อตั้งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง

ร่วมสัมผัสความสุข ขอพรจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์และเช็คอินถ่ายภาพกับสัญลักษณ์ของฮ่องกง
19 ถึง 25 พฤษภาคม 2565 เดอะมอลล์บางแค


กรุงเทพ 21 พฤษภาคม 2565 -  สำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงประจำกรุงเทพมหานคร (HKETO) จัดงานนิทรรศการหมุนเวียน “ฮ่องกงเมืองแห่งความสุขสำหรับคุณ (HK FOR U)” ขึ้นครั้งแรกในกรุงเทพฯ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 25 ปี ของการก่อตั้งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (HKSAR) โดยมี ฯพณฯ นายเอ็ดเวิร์ด เหยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และการพัฒนาเศรษฐกิจฮ่องกงให้เกียรติเป็นประธาน พร้อมด้วยแขกวีไอพีร่วมพิธีเปิดงาน นิทรรศการหมุนเวียนภายใต้ชื่อ "ฮ่องกงเมืองแห่งความสุขสำหรับคุณ”  ครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ฮ่องกงให้กับผู้ชมในประเทศไทยและแนะนำสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงประจำกรุงเทพมหานครให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวไทย โดยจัดแสดงที่ เดอะมอลล์บางแค เป็นแห่งแรก  ตั้งแต่วันที่ 19 – 25 พฤษภาคม 2565 นี้



นิทรรศการฮ่องกงเมืองแห่งความสุขสำหรับคุณ  (HK FOR U) นำเสนอความโดดเด่นในแง่มุมต่างๆ ของฮ่องกง ใน 4 มิติ เพื่อให้ชาวไทยจากทุกสาขาอาชีพได้สัมผัส ได้แก่ เมืองแห่งความอิ่มสุข(Hong Kong for Fun)  เมืองแห่งความหวังสู่ความมั่งคั่ง (Hong Kong for Fortune) เมืองแห่งมิตรภาพที่เชื่อมถึงกัน (Hong Kong for Friendship) และเมืองแห่งโอกาสทางธุรกิจ (Hong Kong for Future)




ผู้เข้าชมนิทรรศการ HK FOR U จะได้รับโอกาสพิเศษในการอธิษฐานขอพรจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ Wishing Tree อันเลื่องชื่อ พร้อมรับการ์ดอวยพรจากนักเขียนพู่กันจีน และสนุกสนานกับการถ่ายภาพกับสถานี  MTRซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของฮ่องกง






นิทรรศการ HK FOR U จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 19 – 25 พฤษภาคม 2565 นี้ ที่เดอะมอลล์ บางแค ผู้ชมที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลนิทรรศการครั้งต่อไปได้ที่​ www.facebook.com/hketobangkok

13
นักชกสาวไทยสุดเจ๋งทะลุเข้ารอบชิงอีก 2 รุ่นชิงครบ 5 รุ่น


               นักชกสาวไทย ทะลุเข้ารอบชิงได้สำเร็จทั้ง รุ่น 45 กก. หญิง กุลณัฐ อ่อนอก และ รุ่น 60 กก.หญิง ศิริโสภา ศิริศักดิ์ ขณะที่ นักชกหนุ่มไทย รุ่น 57 กก.ชาย ชัยณรงค์ ยาวะโนภาส และ รุ่น 63.5 กก.ชาย นรภัทร์ ขุนดำ แพ้เรียบได้เหรีนญทองแดง สรุปจาก 10 รุ่น ฝ่ายหญิงชิงครบ 5 รุ่น ส่วนฝ่ายชาย 2 รุ่น รวมทั้งหมด 7 รุ่น


               การแข่งมวย ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 31 ที่หวิง ฟุ๊ก ยิมเนเซียม กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 21 พ.ค.เป็นการแข่งขันวันที่ 5 ซึ่งมีนักมวยไทยลงแข่ง 4 คน ซึ่งเป็นการลงแข่งวันที่ 4 ของประเภทนี้ เป็นการแข่งขันรอบรองชนะเลิศ ผลปรากฏว่านักชกมวยไทยของไทยเก็บชัยชนะได้ 2 คน แพ้ 2 คน


               โดยเริ่มต้นจาก นักชกสาวไทย ใน รุ่น 45 กก. หญิง กุลณัฐ อ่อนอก ชนะน็อค รุดซามา อาบูบาการ์ (ฟิลิปปินส์) ยก 2 รุ่น 60 กก.หญิง ศิริโสภา ศิริศักดิ์ ชนะคะแนน ตวน เสร่ พัน (กัมพูชา)


               ด้านนักชกหนุ่มไทย รุ่น 57 กก.ชาย ชัยณรงค์ ยาวะโนภาส แพ้คะแนน หลง เหงียน ต่วน ได้เหรียญทองแดง (เวียดนาม) รุ่น 63.5 กก.ชาย นรภัทร์ ขุนดำ แพ้คะแนน พีริท เปา (กัมพูชา) ได้เหรียญทองแดง


               สรุป จากทั้งหมด 10 รุ่น ไทย เข้ารอบชิง 7 รุ่น มี นักชกสาวเจ้าขิงครบ 5 รุ่น ได้แก่ รุ่น 45 กก. หญิง กุลณัฐ อ่อนอก, รุ่น 51 กก. หญิง วันสว่าง ศรีละออ, รุ่น 54 กก.หญิง รุจิรา วงษ์ศรีวอ, รุ่น 60 กก.หญิง ศิริโสภา ศิริศักดิ์, รุ่น 63.5 กก. หญิง แก้วฤดี คำถากระปุ่ม


               ส่วนนักขกขายเข้าชิง 2 รุ่นจาก 5 รุ่น ได้แก่ รุ่น 60 กก. ชาย ส.ต.ชลวิทย์ ปรีดาศักดิ์, รุ่น 81 กก. ชาย ส.ท.ทศพร เสาร์พะเนา โดยอีก 3 รุ่น รุ่น 54 กก. ชาย “หาญ ส.ศักรินทร์” ศักดิ์ชัย จำจิตร, รุ่น 57 กก.ชาย ชัยณรงค์ ยาวะโนภาส, รุ่น 63.5 กก.ชาย นรภัทร์ ขุนดำ ได้เหรียญทองแดง

14
บริษัท บิวตี้ เจมส์ จำกัด จัดงาน "BEAUTY GEMS THE EXTRAVAGANZA OF THAINESS”


              คุณสุริยน ศรีอรทัยกุล  บริษัท บิวตี้ เจมส์ จำกัด จัดงาน "BEAUTY GEMS THE EXTRAVAGANZA OF THAINESS” พรีเซนต์เสน่ห์และความงดงามของผ้าไทยที่มีความละเอียดประณีตของลวดลาย พร้อมชื่นชมความตระการตาสุดเลอค่าของเครื่องประดับอัญมณีไทยทั้ง เพชร พลอย โดยในงานนี้ แอน ทองประสม ยังคงเฉิดฉายและสง่างามสมฉายาเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิง เฉิดฉาย




              ภายในงานยังมีเหล่านางแบบกิตติมาศักดิ์และแขกรับเชิญ อาทิ สุวณา ปิยะพิสุทธิ์, ดร. ทิพย์ อมาตยกุล, อิสรีย์ ธนะกุลเสถียร, ภัทร์สุภา ดุลยจินดา, ชนิษฐา ภุมรินธร, สุโสฬสษา จ้าวจันทร์สกุล​ พร้อมด้วยเหล่าดาราชื่อดังมาร่วมเป็นนายแบบ อาทิ แบงค์ อาทิตย์, โดม เพชรธำรงชัย, มาริโอ เมาเร่อ โดยการจัดงานในครั้งนี้ นับว่าเป็นการผสานฝีมือคนไทยทั้งความงามในการรังสรรค์เครื่องประดับและอัญมณี การออกแบบชุดและทอผ้า ในบรรยากาศสวนอังกฤษ ซึ่งเป็นการจัดงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ






15
สแกนเนียปรับกลยุทธ์รุกธุรกิจสินเชื่อ
ช่วยผู้ประกอบการสร้างสภาพคล่องทางการเงิน


               สแกนเนีย สยาม ลีสซิ่ง ผู้ให้บริการด้านการเงินในเครือสแกนเนีย มอบบริการสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์ที่ยืดหยุ่น ถูกใจ ช่วยลูกค้าขยายธุรกิจ และเพิ่มสภาพคล่อง​ โดยนำเอกสารการผ่อนชำระรถที่มีอยู่ในปัจจุบัน มาแสดงเพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อก็สามารถซื้อรถสแกนเนียในวงเงินขั้นต้นสูงถึง 9 ล้านบาท โดยใช้เงินลงทุนเบื้องต้นน้อย พร้อมให้เครดิตเทอมที่ยาวขึ้น ปรับตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก


               นายมนตรี บุตรดีขันธ์ หัวหน้าทีมสินเชื่อ บริษัท สแกนเนีย สยาม ลีสซิ่ง จำกัด เปิดเผยว่า​ สแกนเนียเข้าใจลูกค้าธุรกิจขนส่งอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนแบบนี้ เพื่อสนับสนุนลูกค้าให้ดีขึ้น จึงนำกลยุทธ์ที่ช่วยอนุมัติวงเงินให้ลูกค้าได้ง่ายกว่าเดิม โดยลูกค้าสามารถซื้อรถแบบไม่มีเงินดาวน์ และใช้เอกสารเพียงเล็กน้อยในการขออนุมัติวงเงินซื้อรถ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งในการขยายธุรกิจ


               “ลูกค้าเพียงแค่ยื่นใบเสร็จการชำระเงินสินเชื่องวดล่าสุดของสถาบันการเงินใดก็ได้ หากตรงตามเงื่อนไขก็สามารถซื้อรถสแกนเนียในวงเงิน 9 ล้านบาท ได้ ซึ่งระบบนี้จะเป็นการช่วยเรื่องสภาพคล่องให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการ แล้วด้วยความเข้าใจผู้ประกอบการขนส่งในประเทศไทย เราจึงยืดหยุ่นให้กับลูกค้าสแกนเนียมากกว่าใคร โดยลูกค้าสามารถพูดคุยปรับแต่งเงื่อนไขการซื้อกับเราได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเงินดาวน์ ดอกเบี้ย ระยะเวลาในการผ่อนชำระ หรือเครดิตเทอม นอกจากนั้น หากเป็นลูกค้าเก่าสามารถยื่นขอขยายวงเงินต่อเนื่องไปถึง 18 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับประวัติการชำระ ทำให้ลูกค้าสามารถขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้น”


               นายมนตรี กล่าวว่า สแกนเนียมั่นใจในคุณภาพรถและงานบริการที่ตอบโจทย์ธุรกิจขนส่งได้อย่างมีกำไร สำหรับใครที่ยังไม่เคยทดลองใช้จะได้ลองเริ่มเป็นเจ้าของสแกนเนียได้ง่ายๆ ทั้งรถบรรทุกและรถโดยสาร ซึ่งตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีลูกค้ารายใหม่เพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อเทียบกับราคา กับคุณภาพงานขนส่งที่เพิ่มมากขึ้น และสำหรับรถบรรทุกที่แถมงานซ่อมฟรี 2 ปีหรือ 270,000 กิโลเมตร และบำรุงรักษาฟรี 5 ปีหรือ 600,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดจะถึงก่อน) แล้ว ถือว่ารถของสแกนเนียคุ้มค่ากับการลงทุน นอกจากนั้น สแกนเนีย สยาม ลีสซิ่ง ยังมีบริการประกันภัยกับรถสแกนเนีย ลูกค้าที่ใช้บริการมั่นใจได้กับงานซ่อมศูนย์สแกนเนีย พร้อมอะไหล่แท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทั่วประเทศ

               และสำหรับช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา​ นายมนตรี กล่าวว่า “ช่วงที่ผ่านมามีลูกค้าหลายรายที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งทางสแกนเนีย สยาม ลีสซิ่ง ก็มีนโยบายในการเข้าไปพูดคุยกับลูกค้าในทุกเคสที่ชำระค่างวดไม่ไหว ซึ่งเราพยายามยืดหยุ่นให้ลูกค้าอย่างสุดความสามารถ ทั้งการขอประนอมหนี้ และการปรับโครงสร้างหนี้ให้ โดยที่ไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมใด ๆ กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ายังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และเราอยากให้ลูกค้ากลับมายืนได้อย่างเข้มแข็ง กลับมามีกำไรจากธุรกิจได้โดยเร็วที่สุด” นายมนตรี ทิ้งท้าย

###

Scania เป็นผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกด้านโซลูชั่นการขนส่ง ร่วมกับพันธมิตร และลูกค้าผลักดันการเปลี่ยนไปสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืน Scania ก่อตั้งขึ้นในปี พ. ศ. 2434 มีสำนักงานในกว่า 100 ประเทศ และมีพนักงาน 51,000 คน ทั่วโลก มีศูนย์วิจัย และพัฒนาในสวีเดน โดยมีสาขาในบราซิล และอินเดีย การผลิตจะเกิดขึ้นในยุโรปละตินอเมริกา และเอเชีย พร้อมศูนย์การผลิตระดับภูมิภาคในแอฟริกาเอเชีย และยูเรเซีย Scania เป็นส่วนหนึ่งของ TRATON SE สำหรับการเยี่ยมชมข้อมูลเพิ่มเติม: www.scania.com

เกี่ยวกับ Scania ในประเทศไทย
ในประเทศไทย  Scania  เริ่มต้นด้วยการนำเข้ารถบรรทุกเพื่อจัดหน่าย โดยบริษัท โฟฟร้อนท์ (ประเทศไทย) จำกัด ในปี พ. ศ. 2529 และในปี 2543 บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด ก่อตั้งขึ้นเป็นบริษัท ในเครือของ Scania ประเทศสวีเดน ในปี 2552 ได้ลงทุนในสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 16 ไร่ ดำเนินงานเป็นสำนักงานขายและศูนย์บริการหลังการขายที่ครบวงจร ขณะนี้เรามี 11 สาขาในประเทศไทย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่: www.scania.co.th

Pages: [1] 2 3 ... 2019