Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดี
ในโอกาส อุปนายกสมาคมฯ ได้รับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์


สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) นำโดย รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร (คนที่ 4 จากซ้าย) อุปนายก สมาคมฯ เป็นตัวแทนแสดงความยินดีแด่ รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ (คนที่ 5 จากซ้าย) อุปนายก สมาคมฯ เนื่องในโอกาสได้รับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยมี คณะกรรมการ, เลขาธิการและสมาชิก สมาคมฯ อาทิ น.สพ.ดร. อลงกรณ์ มหรรณพ (คนที่ 7 จากซ้าย), ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล (คนที่ 2 จากซ้าย), อมร ชุมศรี (คนที่ 3 จากซ้าย), สวรรค์ แสงบัลลังค์ (คนที่ 6 จากซ้าย) และ ประดับพร ฉันทวรลักษณ์ (คนที่ 1 จากซ้าย) ร่วมแสดงความยินดี ณ อาคาร B.L.H. ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ
2
วช. โดย ศูนย์ HTAPC ชี้ทางรอดฝุ่น PM2.5 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องใช้ข้อมูลจากงานวิจัย เร่งปรับพฤติกรรม ผสานความร่วมมือ


สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ (Hub of Talents on Air Pollution and Climate – HTAPC) จัดการประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง “ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ PM2.5 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด และมี นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาวุธ ยิ้มแต้ รองอธิการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยขอนแก่น และรองศาสตราจารย์ ดร.สสิธร เทพตระการพร คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ดร.สุพัฒน์ หวังวงค์วัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมประชุมเสวนา ณ โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น ราชา ออคิด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้ให้การสนับสนุนผลงานวิจัยและนวัตกรรมในกลุ่มเรื่อง Haze Free Thailand และปัญหาฝุ่น PM2.5  มาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การริเริ่มก่อตั้ง เกิดเป็น “ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ” (Hub of Talents on Air Pollution and Climate: HTAPC) ภายใต้แผนงานการพัฒนาศูนย์กลางกำลังคนระดับสูง (Hub of Talent) และ ศูนย์กลางการเรียนรู้ (Hub of Knowledge) เพื่อเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายของผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระดับประเทศและระดับนานาชาติจากหลากหลายสถาบัน  ด้วยหลายปีที่ผ่านมาพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยประสบปัญหามลพิษทางอากาศและได้รับผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากการข้อมูลตรวจวัดคุณภาพอากาศพบว่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อยู่ในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานคุณภาพอากาศของประเทศไทย และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นอีก  วช. โดย ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ จึงจัดการประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง “ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ PM2.5 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ในวันนี้ เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 ปัญหามลพิษทางอากาศในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งตอนบนและตอนล่าง โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการแหล่งกำเนิดและที่มาของฝุ่น PM2.5 การจัดการกับปัญหาการเผาป่าและการเผาในที่โล่งภาคการเกษตรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งเรื่องหมอกควันข้ามแดน ที่แหล่งกำเนิดมาจากประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะลุ่มน้ำโขง แล้วเกิดการเคลื่อนที่ของมลพิษในระยะไกลเข้ามาในประเทศไทย และเพื่อบูรณาการการจัดการฝุ่น PM2.5 และสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้นำไปสู่ “การจัดการกับปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่ออากาศสะอาดสำหรับทุกคน”


นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น จังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดใหญ่มีประชากรมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศพบว่า มีแนวโน้มและโอกาสเกิดปัญหามลพิษทางอากาศเช่นเดียวกับจังหวัดอื่นๆ ที่มีการตรวจวัดคุณภาพอากาศในบางช่วงของปี ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว พบความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐานรายวัน ปัญหา PM2.5 จึงมีผลกระทบกับกลุ่มประชากรจำนวนมากในช่วงที่เป็นปัญหา แต่องค์ความรู้ด้านคุณภาพอากาศ ความเข้าใจในสภาพปัญหา และที่มาของฝุ่นละอองขนาดเล็กยังมีจำกัด การประชุมสัมมนาวิชาการเรื่องคุณภาพอากาศในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงเป็นประโยชน์กับพื้นที่ เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมมลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับสภาวการณ์ ทั้งนี้ได้เตรียมวางแผนงานและมาตรการเฝ้าระวังปัญหา PM2.5 ในพื้นที่ของจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียงต่อไป


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาวุธ ยิ้มแต้ รองอธิการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นสถาบันอุดมศึกษาหลักแห่งหนึ่งในภูมิภาคที่ได้มีความตระหนัก ติดตาม ปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและได้ดำเนินการในเชิงวิชาการซึ่งเป็นภารกิจหลักขององค์กร ได้แก่ การวิจัย การจัดอบรมสัมมนา การให้บริการทางวิชาการ เพื่อสนับสนุนการป้องกัน แก้ไขและลดผลกระทบจากปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นดังกล่าว ซึ่งการดำเนินการได้ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งกำเนิดไปจนถึงผู้รับมลพิษ แต่อย่างไรก็ดี ปัญหานี้ยังคงดำรงค์อยู่และคาดว่าจะยังคงไม่สิ้นสุดภายในระยะเวลาอันใกล้ การศึกษาวิจัยในเรื่องนี้จึงมีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากเป็นปัญหาใหญ่ที่ครอบคลุมหลายมิติ การศึกษาวิจัยเรื่องนี้เพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้และสอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ จะสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด เหมาะสมและยั่งยืนต่อไป


ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ วช. กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของการสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง “ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ PM2.5 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญของศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ นำองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัยต่าง ๆ ที่ผ่านมาในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับฝุ่นละออง PM2.5 มาไขข้อข้องใจในสิ่งที่ไม่เข้าใจในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้กับนักวิชาการและประชาชนทั่วไปให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่ประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ


จากการประชุมสัมมนาในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการนำสิ่งที่ไม่เข้าใจในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว ก็จะนำไปสู่การนำเสนอแนวทางการเตรียมรับมือด้านสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 ด้วยวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเป็นข้อมูลแก่ประชาชนในการเฝ้าระวัง การเผชิญเหตุเมื่อปริมาณฝุ่น PM2.5 สูงขึ้น เพื่อลดผลกระทบทางด้านสุขภาพ ข้อควรปฏิบัติ เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ในช่วงเวลาวิกฤตของพื้นที่ การจัดการพื้นที่ SAFE ZONE หรือพื้นที่ปลอดฝุ่น รวมถึงร่วมกันเสนอมาตรการที่เหมาะสมในการจัดการฝุ่น PM2.5 ที่เหมาะสมกับรายบุคคล ทั้งนี้ วช. และศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ จะนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนทุนจาก วช. ที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ประชาชน เฝ้าระวัง ป้องกันฝุ่น PM2.5 สร้างความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนัก อันจะนำไปสู่ สุขภาพ คุณภาพ ชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีในอนาคต













3
“ฟูรุเอะ” ขยับขึ้นนำ เอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ "ปาจรีย์-เอรียา" ตามห่าง


อายากะ ฟูรุเอะ

สิงคโปร์, 2 มีนาคม 2567 – อายากะ ฟูรุเอะ โปรสาวมือ 20 ของโลกจากญี่ปุ่น หวดเพิ่มอีก 4 อันเดอร์พาร์ 68 แซงขึ้นมาเดี่ยวที่สกอร์รวม 10 อันเดอร์พาร์ 206 หลังจบรอบสามกอล์ฟเอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2024 ที่สนามเซนโตซา กอล์ฟ คลับ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ ปาจรีย์ อนันต์นฤการ และ เอรียา จุฑานุกาล มีคนละ 3 อันเดอร์พาร์ 213

แอลพีจีเอ ทัวร์ จัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ เอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2024 ชิงเงินรางวัลรวม 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 63 ล้านบาท) โดยแชมป์จะได้รับเงินรางวัล 270,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 9.5 ล้านบาท มีนักกอล์ฟสาวชั้นนำจากทั่วโลกลงประชันวงสวิง 66 คน จาก 22 ประเทศ แข่งขัน 4 วัน แบบไม่มีตัดตัว ระหว่างวันที่ 29 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคมนี้ ที่สนามเซนโตซา กอล์ฟคลับ ตันจงคอร์ส ระยะ 6,775 หลา พาร์ 72 ประเทศสิงคโปร์ และมีโปรไทยลงแข่งขัน 5 คน ได้แก่ ปภังกร ธวัชธนกิจ (อันดับ 27 ของโลก), ชเนตตี วรรณเสน (อันดับ 35 ของโลก), เอรียา จุฑานุกาล (อันดับ 45 ของโลก), จัสมิน สุวัณณะปุระ (อันดับ 88 ของโลก) และ ปาจรีย์ อนันต์นฤการ (อันดับ 93 ของโลก)


โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล

รอบที่สามของการชิงชัย อายากะ ฟูรุเอะ มือ 20 ของโลกจากญี่ปุ่น ซึ่งออกสตาร์ทด้วยสกอร์ตามหลัง เซลีน บูติเยร์ โปรสาวมือ 3 ของโลกจากฝรั่งเศส เพียงสโตรคเดียว รอบนี้หวดเพิ่มได้อีก 4 อันเดอร์พาร์ 68 จากการทำ 5 เบอร์ดี้ เสียเพียงโบกี้เดียว รวมสามวันมี 10 อันเดอร์พาร์ 206 ขยับขึ้นมานำเดี่ยว โดยมี ฮานนาห์ กรีน โปรสาวชาวออสเตรเลียน มือ 29 ของโลก ที่ตีเข้ามา 5 อันเดอร์พาร์ 67 สกอร์รวมตามหลังสองสโตรค

ทางด้านนักกอล์ฟสาวไทยผลงานดีสุดเป็น โปรเมียว-ปาจรีย์ อนันต์นฤการ และ โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล ที่สกอร์รวมคนละ 3 อันเดอร์พาร์ 213 โดยปาจรีย์พัตเตอร์ร้อนทำ 4 อันเดอร์พาร์ 68 จากการทำ 6 เบอร์ดี้ เสีย 2 โบกี้ ส่วนเอรียาเก็บเพิ่มอีก 3 อันเดอร์พาร์ 69 จาก 4 เบอร์ดี้ เสียโบกี้เดียว ทั้งคู่รั้งอันดับ 17 ร่วม ตามหลังผู้นำ 7 สโตรค


โปรเมียว-ปาจรีย์ อนันต์นฤการ

ปาจรีย์ อนันต์นฤการ เจ้าของสองแชมป์แอลพีจีเอ วัย 24 ปี กล่าวหลังเกมว่า “ลงแข่งรายการนี้เป็นครั้งที่สาม สภาพสนามค่อนข้างใกล้เคียงครั้งที่ผ่านๆ มา โชคดีที่สามวันมานี้ไม่ค่อยเจอฝน แต่ปีนี้เซ็ตอัพสนามให้ขึ้นเหล็กยาวมากขึ้นเล็กน้อย ทำให้มีความท้าทายขึ้น พยายามเล่นให้ได้ตามแผนตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ก็ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ  เล่นตามที่ต้องการได้ดี โดยเฉพาะพัตเตอร์วันนี้ทำงานได้ดีมาก ทำให้ได้เบอร์ดี้ค่อนข้างเยอะ เล่นเสียน้อย สำหรับนักกอล์ฟทุกคนเมื่อลงแข่งก็อยากได้แชมป์ แต่ไม่อยากกดดันตัวเองมาก พยายามอยู่กับตัวเองและอยู่กับแต่ละช็อตให้มากที่สุด เพราะบางครั้งเราคิดไปข้างหน้ามากไปทำให้หลุดโฟกัส พรุ่งนี้ก็จะเล่นตามแผนเดิม ตีแฟร์เวย์ให้เยอะ และเปิดโอกาสเล่นช็อตสองให้ได้มากที่สุดเหมือนวันนี้”

ขณะที่ เซลีน บูติเยร์ โปรสาวมือ 3 ของโลกจากฝรั่งเศส ที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงแซงขึ้นนำในรอบสอง รอบนี้เก็บแต้มเพิ่มไม่ได้ ตีเข้ามาอีเวนพาร์ 72 หล่นไปอยู่อันดับ 3 ร่วมกับ แอนเดรีย ลี จากสหรัฐฯ ที่สกอร์รวมคนละ 7 อันเดอร์พาร์ 209, ส่วนดาวดังของโลกอย่าง โค จิน ยอง มือ 6 ของโลกจากเกาหลีใต้และอดีตแชมป์สองสมัยรายการนี้ เครื่องร้อนหวด 6 อันเดอร์พาร์ 66 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5 ร่วม ด้วยสกอร์รวม 6 อันเดอร์พาร์ 210, ลิเลีย วู โปรสาวมือหนึ่งของโลกจากสหรัฐฯ เร่งเครื่องหวด 4 อันเดอร์พาร์ 68 ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 9 ร่วมด้วยสกอร์รวม 5 อันเดอร์พาร์ 211 ส่วนหยิน รัวหนิง มือ 4 ของโลกจากจีน หวดอีก 3 อันเดอร์พาร์ 69 รวมสามวันมี 4 อันเดอร์พาร์ 212 ตามมาที่อันดับ 12 ร่วม

ทางด้านนักกอล์ฟสาวไทยอีก 3 คน แพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ ตีเกิน 1 โอเวอร์พาร์ 73 สกอร์รวมเหลือ 2 อันเดอร์พาร์ 214 อยู่อันดับ 24 ร่วม, จัสมิน สุวัณณะปุระ ตีเกิน 2 โอเวอร์พาร์ 74 สกอร์รวมอีเวนพาร์ 216 อยู่อันดับ 28 ร่วม และ พราว-ชเนตตี วรรณแสน ตีเกินอีก 5 โอเวอร์พาร์ 77 สกอร์รวม 4 โอเวอร์พาร์ 220 รั้งอันดับ 46 ร่วม
4
ไร้สังกัด / 9999
« Last post by happy on March 02, 2024, 12:26:02 AM »
RATCH จับมือ GULF นำเข้า LNG ล็อตแรกสำเร็จ ป้อนโรงไฟฟ้าหินกอง
นับเป็นเอกชนรายแรกของไทยที่นำเข้า LNG ตามนโยบายเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติ


บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (HKH) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี
ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีฉลองรับเรือ LNG ลำแรก ปริมาณ 62,000 ตัน ณ สถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุดแห่งที่ 2 จ.ระยอง



บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH และ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ประสบความสำเร็จในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เชิงพาณิชย์เที่ยวแรกปริมาณ 62,000 ตัน ผ่านทางบริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (HKH) เพื่อป้อนโรงไฟฟ้าหินกอง หน่วยที่ 1 กำลังผลิตตามสัญญา 700 เมกะวัตต์ (MW) ที่มีแผนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 มีนาคมนี้ นับเป็นเอกชนรายแรกของประเทศไทยที่นำ LNG เข้ามาในประเทศ เป็นไปตามนโยบายการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ ปูทางไปสู่การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งลดความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงาน และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ


หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้กำหนดแนวทางส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติระยะที่ 2 และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดให้เอกชนสามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper License) เพื่อจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ โดย LNG บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (HKH) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่ RATCH ถือหุ้น 51% และ GULF ถือหุ้น 49% เป็น 1 ใน 8 บริษัทที่ได้รับ Shipper License ในการนำเข้า LNGปริมาณ 1.4 ล้านตันต่อปี


นางสาวชูศรี เกียรติขจรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการโรงไฟฟ้าหินกอง จังหวัดราชบุรี มีภารกิจสำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับระบบไฟฟ้าทางภาคตะวันตกของประเทศ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 2 ชุด ขนาดกำลังผลิตตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารวม 1,400 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก โดยมีบริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด เป็นผู้ดำเนินการจัดหาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเหลวที่มีคุณภาพและต้นทุนที่เหมาะสม ควบคุมดูแลและบริหารจัดการจัดส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อป้อนให้กับโรงไฟฟ้าหินกองได้ตามแผนการผลิต ความสำเร็จในการนำเข้า LNG ล๊อตแรก ของ HKH วันนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดหาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติโดยผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่รุกเข้าสู่ธุรกิจต้นน้ำของห่วงโซ่ธุรกิจเพื่อมุ่งบริหารจัดการเชื้อเพลิง อันถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะรองรับประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตไฟฟ้าให้มีความมั่นคง และสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ เพื่อส่งมอบให้กับ กฟผ. ได้ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 25 ปี”



นางพรทิพา ชินเวชกิจวานิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การที่บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด สามารถนำเข้า LNG เที่ยวแรกได้นั้น นับเป็นความสำเร็จก้าวแรกของเอกชนตามนโยบายการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติของรัฐบาล นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ที่มีความต้องการใช้ก๊าซ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมของประเทศโดยรวม โดยทาง HKH มีแผนนำเข้า LNG ประมาณ 0.64 ล้านตันในปี 2567 เพื่อป้อนโรงไฟฟ้าหินกองทั้งหมด ทำให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้”


“นอกจากการนำเข้า LNG เพื่อนำมาใช้กับโรงไฟฟ้าหินกองแล้ว ในอนาคต GULF จะจัดหาและนำเข้า LNG ในปริมาณรวมประมาณ 7.8 ล้านตันต่อปี เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าให้กับโครงการโรงไฟฟ้า IPP ของกลุ่มบริษัทฯ ทั้งโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) และโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) และจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมของโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 19 โครงการของกลุ่มบริษัทฯ รวมไปถึงกลุ่มของบริษัทปตท. จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด (PTT NGD) โดย GULF ยังมีแผนที่จะนำ LNG มาใช้บริการกับท่าเทียบเรือก๊าซและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) ของโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ซึ่งบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการนี้ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อขยายการเข้าถึง LNG ในภูมิภาคอีกด้วย” นางพรทิพา กล่าวเสริม




นายธนพงษ์ เจียมอนุกูลกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ”HKH มีความพร้อมด้านจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงในรูปแบบของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวที่มีคุณภาพและมีปริมาณที่เพียงพอ สามารถรองรับความต้องการใช้เชื้อเพลิง เพื่อสนับสนุนธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าหินกองให้เกิดความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทได้ลงนามสัญญาซื้อขาย LNG กับ Gunvor Singapore Pte. Ltd.  ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Gunvor Group Ltd. บริษัทชั้นนำด้านการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทพลังงาน เพื่อเป็นผู้จัดหาและนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง มีระยะเวลาสัญญา 3 ปี  ซึ่งทาง Gunvor จะได้จัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว ประมาณ 500,000 ตันต่อปี เพื่อส่งมอบให้แก่บริษัท โดยทาง HKH จะใช้บริการสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุดแห่งที่ 2 (LMPT 2) ของบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ในการแปรสภาพของเหลวเป็นก๊าซ และส่งเข้าระบบท่อส่งก๊าซของ ปตท.เพื่อส่งไปยังโรงไฟฟ้าหินกองต่อไป”
5
RATCH จับมือ GULF นำเข้า LNG ล็อตแรกสำเร็จ ป้อนโรงไฟฟ้าหินกอง
นับเป็นเอกชนรายแรกของไทยที่นำเข้า LNG ตามนโยบายเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติ


บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (HKH) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี
ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีฉลองรับเรือ LNG ลำแรก ปริมาณ 62,000 ตัน ณ สถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุดแห่งที่ 2 จ.ระยอง



บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH และ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ประสบความสำเร็จในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เชิงพาณิชย์เที่ยวแรกปริมาณ 62,000 ตัน ผ่านทางบริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (HKH) เพื่อป้อนโรงไฟฟ้าหินกอง หน่วยที่ 1 กำลังผลิตตามสัญญา 700 เมกะวัตต์ (MW) ที่มีแผนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 มีนาคมนี้ นับเป็นเอกชนรายแรกของประเทศไทยที่นำ LNG เข้ามาในประเทศ เป็นไปตามนโยบายการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ ปูทางไปสู่การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งลดความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงาน และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ


หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้กำหนดแนวทางส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติระยะที่ 2 และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดให้เอกชนสามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper License) เพื่อจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ โดย LNG บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (HKH) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่ RATCH ถือหุ้น 51% และ GULF ถือหุ้น 49% เป็น 1 ใน 8 บริษัทที่ได้รับ Shipper License ในการนำเข้า LNGปริมาณ 1.4 ล้านตันต่อปี


นางสาวชูศรี เกียรติขจรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการโรงไฟฟ้าหินกอง จังหวัดราชบุรี มีภารกิจสำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับระบบไฟฟ้าทางภาคตะวันตกของประเทศ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 2 ชุด ขนาดกำลังผลิตตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารวม 1,400 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก โดยมีบริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด เป็นผู้ดำเนินการจัดหาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเหลวที่มีคุณภาพและต้นทุนที่เหมาะสม ควบคุมดูแลและบริหารจัดการจัดส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อป้อนให้กับโรงไฟฟ้าหินกองได้ตามแผนการผลิต ความสำเร็จในการนำเข้า LNG ล๊อตแรก ของ HKH วันนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดหาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติโดยผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่รุกเข้าสู่ธุรกิจต้นน้ำของห่วงโซ่ธุรกิจเพื่อมุ่งบริหารจัดการเชื้อเพลิง อันถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะรองรับประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตไฟฟ้าให้มีความมั่นคง และสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ เพื่อส่งมอบให้กับ กฟผ. ได้ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 25 ปี”


นางพรทิพา ชินเวชกิจวานิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การที่บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด สามารถนำเข้า LNG เที่ยวแรกได้นั้น นับเป็นความสำเร็จก้าวแรกของเอกชนตามนโยบายการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติของรัฐบาล นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ที่มีความต้องการใช้ก๊าซ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมของประเทศโดยรวม โดยทาง HKH มีแผนนำเข้า LNG ประมาณ 0.64 ล้านตันในปี 2567 เพื่อป้อนโรงไฟฟ้าหินกองทั้งหมด ทำให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้”


“นอกจากการนำเข้า LNG เพื่อนำมาใช้กับโรงไฟฟ้าหินกองแล้ว ในอนาคต GULF จะจัดหาและนำเข้า LNG ในปริมาณรวมประมาณ 7.8 ล้านตันต่อปี เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าให้กับโครงการโรงไฟฟ้า IPP ของกลุ่มบริษัทฯ ทั้งโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) และโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) และจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมของโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 19 โครงการของกลุ่มบริษัทฯ รวมไปถึงกลุ่มของบริษัทปตท. จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด (PTT NGD) โดย GULF ยังมีแผนที่จะนำ LNG มาใช้บริการกับท่าเทียบเรือก๊าซและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) ของโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ซึ่งบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการนี้ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อขยายการเข้าถึง LNG ในภูมิภาคอีกด้วย” นางพรทิพา กล่าวเสริม




นายธนพงษ์ เจียมอนุกูลกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ”HKH มีความพร้อมด้านจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงในรูปแบบของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวที่มีคุณภาพและมีปริมาณที่เพียงพอ สามารถรองรับความต้องการใช้เชื้อเพลิง เพื่อสนับสนุนธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าหินกองให้เกิดความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทได้ลงนามสัญญาซื้อขาย LNG กับ Gunvor Singapore Pte. Ltd.  ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Gunvor Group Ltd. บริษัทชั้นนำด้านการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทพลังงาน เพื่อเป็นผู้จัดหาและนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง มีระยะเวลาสัญญา 3 ปี  ซึ่งทาง Gunvor จะได้จัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว ประมาณ 500,000 ตันต่อปี เพื่อส่งมอบให้แก่บริษัท โดยทาง HKH จะใช้บริการสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุดแห่งที่ 2 (LMPT 2) ของบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ในการแปรสภาพของเหลวเป็นก๊าซ และส่งเข้าระบบท่อส่งก๊าซของ ปตท.เพื่อส่งไปยังโรงไฟฟ้าหินกองต่อไป”
6
“บูติเยร์” มาแรงแซงนำครึ่งทางศึก “เอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ “ปภังกร” ตามสี่แต้ม


เซลีน บูติเยร์

สิงคโปร์, 1 มีนาคม 2567 – เซลีน บูติเยร์ โปรสาวมือ 3 ของโลกจากฝรั่งเศส ระเบิดฟอร์มร้อนแรงหวดวันเดียว 8 อันเดอร์พาร์ 64 พุ่งขึ้นนำเดี่ยวที่สกอร์รสวม 7 อันเดอร์พาร์ 137 หลังจบรอบสองของศึก เอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2024 ที่สนามเซนโตซา กอล์ฟ คลับ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ แพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ คืนฟอร์มหวด 4 อันเดอร์พาร์ 68 สกอร์รวมตามหลังผู้นำสี่สโตรค


แพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ

แอลพีจีเอ ทัวร์ จัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ เอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2024 ชิงเงินรางวัลรวม 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 63 ล้านบาท) โดยแชมป์จะได้รับเงินรางวัล 270,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 9.5 ล้านบาท มีนักกอล์ฟสาวชั้นนำจากทั่วโลกลงประชันวงสวิง 66 คน แข่งขัน 4 วัน แบบไม่มีตัดตัว ระหว่างวันที่ 29 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคมนี้ ที่สนามเซนโตซา กอล์ฟคลับ ตันจงคอร์ส ระยะ 6,775 หลา พาร์ 72 ประเทศสิงคโปร์ และมีโปรไทยลงแข่งขัน 5 คน ได้แก่ ปภังกร ธวัชธนกิจ (อันดับ 27 ของโลก), ชเนตตี วรรณเสน (อันดับ 35 ของโลก), เอรียา จุฑานุกาล (อันดับ 45 ของโลก), จัสมิน สุวัณณะปุระ (อันดับ 88 ของโลก) และ ปาจรีย์ อนันต์นฤการ (อันดับ 93 ของโลก)


ชเนตตี วรรณเสน

ผ่านไปครึ่งทางของการแข่งขันปรากฎว่า เซลีน บูติเยร์ โปรสาวมือ 3 ของโลกจากฝรั่งเศส โชว์พัตเตอร์ร้อนหวด 8 เบอร์ดี้ ไม่เสียแม้โบกี้เดียว จบ 18 หลุมเข้ามา 8 อันเดอร์พาร์ 64 พุ่งจากอันดับ 30 มาเป็นผู้นำเดี่ยวด้วยสกอร์รวม 7 อันเดอร์พาร์ 137 โดยมี อายากะ ฟูรุเอะ มือ 159 ของโลกจากญี่ปุ่น ตามหลังเพียงสโตรคเดียว


จัสมิน สุวัณณะปุระ

เซลีน บูติเยร์ แชมป์อามุนดี เอวิยอง แชมเปี้ยนชิพ เมื่อปีที่แล้ว เผยหลังขึ้นนำเดี่ยวว่า “ก่อนหน้านี้รู้สึกเหนื่อยจากการแข่งขันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและพยามยามพักผ่อนให้มาก สำหรับสภาพสนามวันนี้ลมไม่แรงเท่ากับวันแรก ส่วนพัตต์ก็ดีขึ้นหลังจากที่เมื่อวานพัตต์ไม่ได้เลย ซึ่งเกมวันนี้ค่อนข้างต่างเมื่อวานมาก พอเริ่มทำเบอร์ดี้ได้ก็เริ่มมั่นใจมากขึ้น และพยายามรักษาเกมต่อไปเรื่อยๆ รู้สึกพอใจมากกับสกอร์วันนี้ ส่วนแผนวันพรุ่งนี้ก็จะพยายามทำสกอร์ให้มากและตีให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ทำแต้มให้ได้”


ปาจรีย์ อนันต์นฤการ

ทางด้าน แพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ ซึ่งลงเล่นกลุ่มเดียวกับ บูติเยร์ เครื่องร้อนหวด 4 อันเดอร์พาร์ 68 จากการทำอีเกิ้ลที่หลุม 16 พาร์ 5 กับอีก 4 เบอร์ดี้ เสีย 2 โบกี้ รวมสองวันขยับขึ้นมารั้งอันดับ 9 ร่วม ที่สกอร์ 3 อันเดอร์พาร์ 141 เจ้าตัวกล่าวว่า “พยายามบอกกับตัวเองว่าไม่เหนื่อยและตีให้รอบคอบที่สุด สัปดาห์นี้รู้สึกว่าร่างกายไม่เหมือนกับตอนที่เล่นที่ซาอุฯ แต่วันนี้ถือว่าคุมเกมได้ดี ชิพพัตต์ดีมากๆ และโฟกัสดีขึ้นมาก เหมือนกับร่างกายตื่นตัวมากกว่าเมื่อวาน โดยรวมวันนี้ทุกอย่างดีหมด เหล็กอาจจะไม่ดีเท่าที่คาดไว้ แต่เกมอื่นดีมาก โฟกัสกับตัวเองได้ดีและสนุกกับตัวเอง ดีใจกับซีลีนที่ตีดีด้วย เขาเก่งมาก พัตต์ตรงไหนก็ลง เหลืออีกสองวันก็อยากจะเล่นให้สนุก เพราะชอบสนามนี้และรายการนี้ และจะโฟกัสกับทุกช็อตและมองไปข้างหน้า”

ทางด้านนักกอล์ฟสาวไทยอีก 4 คน จัสมิน สุวัณณะปุระ หวดเพิ่มอีก 3 อันเดอร์พาร์ 69 สกอร์รวม 2 อันเดอร์พาร์ 142 อยู่อันดับ 15 ร่วม, พราว-ชเนตตี วรรณแสน ตีเกิน 1 โอเวอร์พาร์ 73 สกอร์รวม 1 อันเดอร์พาร์ 143 อยู่อันดับ 21 ร่วมกับ ลิเลีย วู โปรสาวมือหนึ่งของโลกจากสหรัฐฯ ที่พลาดตีเกิน 2 โอเวอร์พาร์ 74 และหยิน รัวหนิง มือ 4 ของโลกจากจีน ที่ตีเข้ามาอีเวนพาร์ 72, เม-เอรียา จุฑานุกาล ทำอีเวนพาร์ 72 เป็นวันที่สอง สกอร์รวมอีเวนพาร์ 144 อยู่อันดับ 27 ร่วมกับ โค จิน ยอง มือ 6 ของโลกจากเกาหลีใต้และอดีตแชมป์สองสมัยรายการนี้ ที่ตีเกิน 1 โอเวอร์พาร์ 73 ส่วน เมียว-ปาจรีย์ อนันต์นฤการ ตีเข้ามาอีเวนพาร์ 72 สกอร์รวม 1 โอเวอร์พาร์ 145 รั้งอันดับ 33 ร่วม ขณะที่ ซาร่า ชเมลเซล ผู้นำรอบแรกจากสหรัฐฯ เก็บสกอร์เพิ่มไม่ได้ ตีเข้ามาอีเวนพาร์ 72 สกอร์รวม 4 อันเดอร์พาร์ 140 หล่นไปอยู่อันดับ 4 ร่วม

ข้อมูลเพิ่มเติมการแข่งขัน เอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ ได้ที่เว็บไซต์ www.hsbcgolf.com/womens
7
อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย ประกาศความสำเร็จ เติบโตก้าวกระโดด
พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตผ่านทุกช่องทางขาย  ตั้งเป้าปี 67 เบี้ยรับรวมเฉียด 1.2 หมื่นล้าน




บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย ประกาศความสำเร็จ ผลการดำเนินธุรกิจปี 2566 ยอดเยี่ยม สร้างเบี้ยประกันภัยรับรวมทะลุ 1 หมื่นล้านบาท เติบโตสูง 6% เหนือค่าเฉลี่ยตลาดประกันภัยในประเทศไทย ลุยเดินหน้าเติบโตต่อ ด้วยกลยุทธ์เสริมแกร่งช่องทางขาย มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างประสบการณ์เหนือระดับให้กับลูกค้า พร้อมพัฒนาทีมงานสู่ความเป็นมืออาชีพทุกด้าน รักษาตำแหน่งองค์กรที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด

มร.ลาร์ส ไฮบุทสกี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย กล่าวว่า ด้วยความแข็งแกร่งของแบรนด์ อลิอันซ์ ที่ได้รับการจัดอันดับจากอินเตอร์แบรนด์ ให้เป็นแบรนด์ประกันภัยอันดับหนึ่งของโลก ทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยให้เราเป็นผู้ดูแลและบริหารความเสี่ยงเพื่อสร้างความมั่นคงแก่ชีวิตและทรัพย์สิน ผลักดันให้เกิดการเติบโตของธุรกิจอลิอันซ์อย่างต่อเนื่อง สำหรับ อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย ในปีที่ผ่านมา บริษัททำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างสถิติใหม่ในการเติบโตถึง 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มีมูลค่าเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่กว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพเติบโต 14% เบี้ยประกันมูลค่า 3.2 พันล้านบาท ประกันรถยนต์เติบโต 3% เบี้ยประกันมูลค่า 3.3 พันล้านบาท และประกันวินาศภัยและทรัพย์สินอื่นๆเติบโต 5% เบี้ยประกันมูลค่า 3.5 พันล้านบาท นอกจากนั้น ปี 2023 ที่ผ่านมา ยังเป็นปีที่บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานสูงกว่า 500 ล้านบาท ความสำเร็จเหล่านี้เป็นผลมาจากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูง การริเริ่มนวัตกรรมและโครงการใหม่ ที่ประสบความสำเร็จช่วยสนับสนุนการเติบโตเป็นอย่างมาก อาทิ ผลิตภัณฑ์คุ้มครองสุขภาพที่สามารถเข้าถึงลูกค้าทุกเพศทุกวัยได้ดียิ่งขึ้น การพัฒนาด้านเทคโนโลยีให้บริการลูกค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการเข้าซื้อกิจการ เอ็ทน่า ประกันสุขภาพ


สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจขับเคลื่อนการเติบโตในปี 2567 อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย ยังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ 3 เสาหลัก ดังต่อไปนี้

(1)   ช่องทางขายตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม ด้วยโซลูชั่นด้านการประกันภัยที่ครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นลูกค้ารายย่อยหรือบุคคล (Retail) ด้วยผลิตภัณฑ์ประกันคุ้มครองสุขภาพ คุ้มครองทรัพย์สิน บ้าน รถยนต์ และวินาศภัยต่างๆ ลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ด้วยผลิตภัณฑ์คุ้มครองการดำเนินธุรกิจ ทั้งทรัพย์สินในการประกอบอาชีพ หรือแม้แต่คุ้มครองการหยุดชะงักของรายได้หากเกิดภัยใดใด และล่าสุดที่ถือเป็นตลาดใหญ่ที่อลิอันซ์ เดินหน้ามุ่งเน้นในปีนี้ คือ ลูกค้ากลุ่มธุรกิจใหญ่ (Commercial) ที่เป็นตลาดที่อลิอันซ์มีความเชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน ควบคู่กับความแข็งแกร่งในสถานะการเงินที่สามารถให้ความมั่นคงดูแลความเสี่ยงในธุรกิจกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี อาทิ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โครงการสาธารณูปโภคระดับชาติ ประกันภัยทางทะเล ประกันภัยความรับผิดบุคคลภายนอก เป็นต้น

(2)   สร้างแพลตฟอร์มธุรกิจที่ส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าแก่ลูกค้า ด้วยการสร้างแพลทฟอร์มดิจิทัลที่ทันสมัยให้ลูกค้าได้เข้าถึงการบริการได้อย่างรวดเร็ว ฉับไว ใช้งานง่าย และเหนือความคาดหมายของลูกค้า ซึ่งจากการวัดผลตลอดปีที่ผ่านมา อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัยได้คะแนน NPS Score สูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทประกันภัยในประเทศไทย และได้คะแนนความพึงพอใจจากเสียงของลูกค้าที่ใช้บริการ อยู่ที่ 4.8 คะแนนจาก 5 ซึ่งถือว่าสูงมาก พิสูจน์ถึงความสำเร็จของกลยุทธ์นี้ ที่เราจะยังคงเดินหน้าต่อยอดสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง


(3)   สร้างองค์กรแห่งความเป็นเลิศ ทั้งในด้านการพัฒนาความเป็นมืออาชีพของพนักงาน และการสร้างการมีส่วนร่วมและความผูกพันกับองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มอลิอันซ์ให้ความสำคัญมาก โดยเรามีกิจกรรมที่สร้างความผูกพันให้กับพนักงานทุกรุ่นของเรา อาทิ Staff Party กิจกรรมตามโอกาสพิเศษต่างๆ พร้อมสวัสดิการที่ช่วยสร้างความสุขให้พนักงานทั้งกายและใจ สิ่งเหล่านี้ ทำให้อลิอันซ์เป็นองค์กรที่ที่สุดในเอเชีย 3 ปีซ้อน จัดอันดับโดย HR Asia

“สำหรับปี 2567 นี้ เรามั่นใจว่าจะเป็นปีที่ยอดเยี่ยมต่อเนื่องสำหรับธุรกิจของเรา ด้วยแบรนด์ที่แข็งแกร่งในฐานะผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจประกันภัยระดับโลก ประกอบกับกับโซลูชั่นที่ครบวงจรตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครบครัน และทีมงานคุณภาพสูง จะขับเคลื่อนธุรกิจของเราให้เติบโตได้อย่างงดงาม โดยตั้งเป้าเบี้ยรับรวมแตะ 1.2 หมื่นล้าน ในสิ้นปีนี้” มร.ลาร์ส ไฮบุทสกี้ กล่าวทิ้งท้าย
8
“Order Fulfillment Center” ระบบบริหารจัดการคลังสินค้าออนไลน์
ตัวช่วยในการจัดเก็บ-แพ็ค–ส่งสินค้าแบบครบวงจรจาก BEST Supply Chain


              คลังสินค้าเป็นธุรกิจที่มีทิศทางการเติบโตต่อเนื่อง คาดว่าในปี 2567-2569 ความต้องการเช่าพื้นที่คลังสินค้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.3% ต่อปี มีปัจจัยจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่องในระดับ 3.0-4.0% ต่อปี นักลงทุนย้ายฐานการผลิตมาไทยมากขึ้นในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานสะอาด จึงมีความต้องการพื้นที่จัดเก็บสินค้ามากขึ้น และการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจการค้าออนไลน์ที่ระดับเฉลี่ย 13% ต่อปี

              BEST Supply Chain (เบสท์ ซัพพลายเชน) ผู้ให้บริการการจัดการคลังสินค้าที่ทันสมัยครบวงจร ภายใต้การบริหารงานของบริษัท เบสท์ โลจิสติกส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ให้บริการที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มธุรกิจ B2B, B2C ครอบคลุมไปถึงลูกค้าแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยจุดแข็งในด้านการให้บริการของ BEST Supply Chain คือ การให้บริการ Order Fulfillment Center (OFC) ระบบการจัดการคลังสินค้าออนไลน์ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลการขาย (Data Analysis) การเชื่อมต่อระบบกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และซอฟต์แวร์ ERP และ WMS ที่พัฒนาขึ้นเองจาก BEST Inc. บริการอัพเดทสต๊อกสินค้าแบบ Real-time ตลอดจนการจัดการสินค้าคงคลัง (Warehouse management)  บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตรในประเทศไทย สามารถจัดเก็บได้มากกว่า 18,000  SKU และมีปริมาณพัสดุเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 25,000 ชิ้น พร้อมทั้งมีกระบวนการต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้า อาทิ การรับสินค้า (Inbound)  เก็บสินค้า (Storage) แพ็คสินค้า (Packing) และการจัดส่งสินค้า (Outbound) นับเป็นบริการที่ช่วยร้านค้าออนไลน์ยุคใหม่ลดขั้นตอนการทำงาน สามารถจัดการออเดอร์และสต๊อกสินค้าได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการหลังบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

              ทั้งนี้ BEST Supply Chain ยังมีศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์แบบครบวงจร (One Stop Customer Service) ที่เข้ามาช่วยดูแลปัญหาหน้าบ้านและหลังบ้านของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ปัจจุบัน BEST Supply Chain มีกลุ่มลูกค้าผู้ใช้บริการหลากหลายประเภทธุรกิจ ทั้ง B2B B2C และ B2B2C ที่มีออเดอร์เข้ามาต่อวันค่อนข้างมาก คลังสินค้าของ BEST Supply Chain สามารถรองรับขนาดความสูงของสินค้าที่จัดเก็บได้สูงถึง 200 เซนติเมตร หรือ 2 เมตร ต่อ 1 พาเลท และรองรับสินค้าขนาดใหญ่ต่อชิ้นได้น้ำหนักสูงสุดถึง 50 กิโลกรัม  นับเป็นบริการ Fulfillment ด้านโลจิสติกส์ของ BEST Supply Chain ที่ครบวงจรในระดับมาตราฐานสากล ทำให้ผู้ใช้บริการมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ส่งออกจากคลังจะถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็ว และปลอดภัย

              ด้วยประสบการณ์ในการให้บริการคลังสินค้าและซัพพลายเชนแบบครบวงจรที่ครอบคลุมมากว่า 15 ปีของ BEST Inc. บริษัทแม่จากประเทศจีน ผู้นำด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอัจฉริยะแบบครบวงจรที่เน้นลูกค้าในกลุ่มสินค้าประเภทเสื้อผ้า สินค้าอุปโภคบริโภค และชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ ฯลฯ ทำให้ ณ ปัจจุบัน BEST Supply Chain มีคลังสินค้าระบบคลาวด์มากกว่า 400 แห่งทั่วโลก โดยมีพื้นที่จัดการคลังสินค้ารวมกว่า 2.85 ล้านตารางเมตร ทั้งยังมีบริการคลังสินค้าข้ามพรมแดน และคลังสินค้าในต่างประเทศที่เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมให้บริการลูกค้าด้วยการจัดส่งพัสดุอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนแบบ door-to-door มีเครือข่ายลูกค้าที่แข็งแกร่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย และให้บริการด้านโลจิสติกส์ได้ครบจบในที่เดียว สะดวกรวดเร็ว ต่อการเรียกใช้บริการ

              สำหรับร้านค้าที่สนใจใช้บริการ BEST Supply Chain สามารถติดต่อ BEST Supply Chain เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมในการบริการได้ที่ shawnzhou@best-inc.com หรือติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์ 02 108 8000

ที่มา : https://www.krungsri.com/th/research/industry/summary-outlook/industry-outlook-2024-2026
9
เริ่มแล้ว! “ KMITL INNOVATION EXPO 2024”
งานแสดงนวัตกรรม - ผลงานวิจัย ใน 6 คลัสเตอร์ 
1-3 มี.ค. 67 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง


ประเดิมงานใหญ่ต้นปี “ KMITL INNOVATION EXPO 2024”  ภายใต้แนวคิด SustainED งานแสดงนวัตกรรม - ผลงานวิจัย ใน 6 คลัสเตอร์  ประกอบด้วย  BCG (Agriculture & Food), Industry 4.0, Health& Wellness, Digital & AI, Smart city และ Creative Economy ที่รวมผลงานวิจัยมาไว้ในงานเดียว ทั้งนวัตกรรมจากการเรียนรู้สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนตอบโจทย์ อุตสาหกรรมในทุกมิติ ทั้งด้านการขนส่ง ยานยนต์ในอนาคต พลังงานสะอาด เกษตรออแกนิกส์ อุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย นวัตกรรมสังคม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมจัดเสวนาจากทุกคณะ ทุกวิทยาลัย อาทิ เทคโนโลยีอวกาศกับความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติริมชายฝั่งประเทศไทย, ERIA Digital Innovation and Sustainable Economy Centre (E-DISC) and some researches for digitalization in ASEAN and East Asia” และชมการแข่งขัน AWS Deep Racer ระหว่าง 1-3 มี.ค. 67 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง


รองศาสตราจารย์ ดร. คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า “ KMITL INNOVATION EXPO 2024”  เป็นการจัดแสดงผลงานวิจัยนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ และผลงานสร้างสรรค์ ที่จะสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ หรือนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมได้ โดยเน้นที่การนำเสนอผลงาน/โครงการทั้งของอาจารย์ นักวิจัย นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายและผลงานที่สามารถต่อยอดได้ในเชิงพาณิชย์ ทั้งยังมุ่งเน้นการเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และผู้ใช้บัณฑิตที่สามารถเข้ามาร่วมชมผลงานของนักศึกษาทั้งสถาบัน ในการนี้ทางสถาบันจึงได้ร่วมกับทุกคณะ ทุกวิทยาลัย และวิทยาเขต ทุกหน่วยงานภายในสถาบันและหน่วยงานภายนอกที่มีความร่วมมือที่ทำให้เกิดกิจกรรมต่างๆ


ไฮไลท์ในงานอยู่ที่ผลงานวิจัยใน 6 คลัสเตอร์  ประกอบด้วย 1. BCG (Agriculture & Food) ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนและความอยู่รอดในอนาคต อาทิ ผลงานวิจัยนํ้าส้มสายชูหมักจากมะม่วงมหาชนก, อาหารผงแบบ Freeze Dry, สแน็คแผ่นโภชนาการสูงจากปลีกล้วย 2. Industry 4.0: การเคลือบฟิล์มเซรามิคใสเพื่อป้องกันการหมองของเครื่องเงิน, IoT Edge computing สําหรับวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางสู่โรงงานอัจฉริยะ 3. Health & Wellness: กลุ่ม MEDICAL DEVICE ได้แก่ KMITL Oxygen High Flow, กล้องและAI ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้น, ระบบสเปรย์อิมัลชันน้ำมันหอมระเหยจากพืชเพื่อการลดฝุ่น PM 2.5, 4. Digital & AI: กลุ่ม Future Mobility อากาศยานไร้คนขับอีวีทัล (eVTOL), รถไฟไทยทํา, รถสามล้อไฟฟ้า ERA-ATOM และ Be Boat เรือไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 5. Smart city: กลุ่ม New Energy นวัตกรรมแบตเตอรี่กราฟีน, การแปลงก้างปลาเป็นถ่านกัมมันต์เจือไนโตรเจนเพื่อประยุกต์ใช้สําหรับตัวเก็บประจุยิ่งยวด 6. Creative Economy: สื่อสิ่งพิมพ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสําหรับเยาวชน, การพัฒนากลยุทธ์การผลิตสื่อ, โครงการออกแบบพัฒนาเก้าอี้ล้อเลื่อนสําหรับแข่งขันกีฬาด้านความเร็วเพื่อพัฒนาศักยภาพของคนพิการ


การจัดงาน  “KMITL INNOVATION EXPO 2024” ครั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นอีกเวทีหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนความรู้ และการนําเสนอผลงาน วิเคราะห์สังเคราะห์ และฝึกทักษะการสื่อสาร รวมทั้งมีความกระตือรือร้นในการทําโครงงานนวัตกรรมและชิ้นงานในทุกระดับชั้นปี รวมถึงการส่งเสริมให้นักศึกษาทุกชั้นปีได้มีโอกาสเสนอแนวคิดสร้างสรรค์ และลงมือทํา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างนวัตกรรมในอนาคต และเป็นการสร้างทักษะ ศักยภาพของนักศึกษาของสถาบันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผลักดันผลงานวิจัยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและนานาชาติ และหวังว่าจะเกิดการต่อยอดนําไปใช้จริงได้ในที่สุด


รวมทั้ง ในระหว่างที่เรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 นักศึกษาจะได้เริ่มทําโปรเจค การบ่มเพาะตลอดทั้ง 4 ปี ที่ศึกษาอยู่ นักศึกษาจะมีทักษะ ความสามารถพร้อมทํางานได้จริงและสําคัญที่สุด ทางสจล.มีหลักสูตรที่เข้มข้น แต่มีความยืดหยุ่น ส่วนหนึ่งคือนักศึกษาสามารถเลือกศึกษาเพิ่มเติมในสิ่งที่ตัวเองสนใจได้อีกด้าน เพื่อให้มีทักษะรอบด้าน ทั้งหลักสูตรระยะสั้น ระยะยาว และยังเป็นหลักสูตรที่บุคคลทั่วไปในทุกช่วงวัยสามารถเข้ามาเรียนได้ที่สํานักการเรียนรู้ตลอดชีวิตพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL Lifelong Learning Center) และ KMITL Master Class เช่น หลักสูตร ELON KIDS หรือจะเป็นหลักสูตร Law for Entrepreneurs กฎหมายสําหรับผู้ประกอบการ, Robotics and AI หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์  ซึ่งทาง สจล. ได้คํานึงถึงคุณภาพการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของสังคม ภาคอุตสาหกรรม และยังเป็นพื้นที่ให้นักศึกษาได้สร้างสรรค์ผลงาน นวัตกรรม อันจะนำไปสู่เป้าหมายการเป็น The World Master of Innovation ตามวิสัยทัศน์ของสถาบันได้อีกด้วย


ทั้งนี้ ตลอดการจัดงาน ยังจัดให้มีการเสวนา ในหลายๆ หัวข้อ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเป็นการอัปเดทเทรนด์ของนวัตกรรม และงานวิจัยอีกด้วย อาทิ เทคโนโลยีอวกาศกับความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติริมชายฝั่งประเทศไทย, ERIA Digital Innovation and Sustainable Economy Centre (E-DISC) and some researches for digitalization in ASEAN and EAST Asia, นวัตกรรมสามพระจอมสู่การยกระดับอุตสาหกรรมไทย, แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาท้องถิ่นด้วยแนวทางการพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะ, กลยุทธ์นวัตกรรมที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมไทย (Sustainable innovation strategies in Thai industry), บรรยายหัวข้อ University Holding Company of KMITL โดย บริษัท เคเอ็มไอทีลาดกระบัง จำกัด และเสวนา หัวข้อ Creative Art and Technology in Tourism Industry  , Navigating the carbon credit landscape: Strategies, challenges, and business impact, หัวข้อ Farm of the Future,  หัวข้อ Micro needle Sensor Technologies for Improved Health, หัวข้อ Relationship between VR sickness, gaze, and autonomic nervous activity in VR


ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://expo.kmitl.ac.th/ หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ : Facebook แฟนเพจ :  KMITL
10
Save the Children Thailand – กลุ่มลูกเหรียง – มูลนิธินูซันตารา จัดงาน “ECHOing Child Safety เด็กชายแดนใต้ปลอดภัยเมื่อภัยมา” ที่จ.ยะลา เน้นย้ำความสำคัญของความปลอดภัยเด็กชายแดนใต้ยามมีภัยพิบัติ


ปัตตานี, 28 กุมภาพันธ์ 2567 – มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ประเทศไทย (Save the Children Thailand) ร่วมกับสมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (กลุ่มลูกเหรียง) และมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา โดยการสนับสนุนของสำนักงานเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแห่งสหภาพยุโรป ได้จัดงาน “ECHOing Child Safety เด็กชายแดนใต้ปลอดภัยเมื่อภัยมา” ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จังหวัดยะลา เพื่อส่งเสริมและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องคุ้มครองเด็กในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งรวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติและที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ เช่น อุทกภัย ดินถล่ม และเหตุความขัดแย้ง โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นเด็กจากโรงเรียนและชุมชนในพื้นที่ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐและตัวแทนภาคประชาสังคมกว่า 440 คน

คุณรติรส ศุภาพร ตัวแทนคณะผู้บริหารจาก Save the Children Thailand ได้กล่าวถึงงานนี้ว่า “เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ ไม่ว่าจะทางธรรมชาติหรือที่เกิดจากมนุษย์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กมักจะรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ การที่เราได้จัดงานนี้ขึ้น ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทุกภาคส่วน จะได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานในครอบครัวและชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ เด็ก ๆ ที่เข้าร่วมเองก็ได้มาเรียนรู้วิธีการที่จะช่วยเหลือทั้งตนเองและผู้อื่นหากต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นอย่างยิ่ง”


ภายในงาน ได้มีการรายงานสถานการณ์ปัญหาภัยธรรมชาติและภัยจากน้ำมือมนุษย์ในพื้นที่จังหวัด 3 ชายแดนใต้ การนำเสนอผลงานจากกิจกรรมซ้อมแผนรับมือภัยในพื้นที่โรงเรียนและชุมชน และการพูดคุยในประเด็น “ประโยชน์จากแผนรับมือภัยพิบัติที่ช่วยในการปกป้องคุ้มครองและลดผลกระทบต่อเด็ก” โดยมีตัวแทนเด็ก เยาวชน ชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่มาร่วมแลกเปลี่ยน องค์กรต่าง ๆ จากหลายภาคส่วนที่เข้าร่วมในงานยังได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์เพื่อต่อยอดการทำงานเพื่อคุ้มครองเด็กในสถานการณ์ฉุกเฉิน เด็กที่เข้าร่วมเองก็ได้ทำกิจกรรมการเรียนรู้ตามซุ้ม ที่นอกจากจะได้รับความสนุกแล้วยังได้เสริมทักษะในการช่วยเหลือตัวเองเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินหลายรูปแบบ

“การจัดการภัยพิบัติไม่ใช่เป็นเพียงการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่มันยังรวมถึงการสร้างสังคมที่ปลอดภัยทั้งในยามปกติและยามมีภัยสำหรับคนในรุ่นต่อไป การนำประเด็นการปกป้องคุ้มครองเด็กเข้ามาอยู่ในยุทธศาสตร์การจัดการภัยพิบัติจะทำให้เราไม่ทอดทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลังเมื่อมีภัย ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของพวกเราทุกฝ่าย เราจะทำให้เด็กทุก ๆ คนในบ้าน โรงเรียน ชุมชน และสังคมของเราปลอดภัยไปด้วยกัน” คุณกนกรัตน์ เกื้อกิจ ผู้ช่วยเลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าว


คุณยุทธนา สำราญกิจ ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า “ความปลอดภัยของเด็กถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากและสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ในรั้วโรงเรียน หนึ่งในกิจกรรมของโครงการ ECHO HIP II คือการซ้อมแผนรับมือเมื่อมีภัยอันตรายเกิดขึ้นในโรงเรียน ให้ทั้งบุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนได้เรียนรู้ไปด้วยกันถึงการรับมือที่มีประสิทธิภาพ เราจะดำเนินการเพื่อให้โรงเรียนเป็นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน เพราะเมื่อโรงเรียนปลอดภัย เด็กก็จะสามารถเรียนรู้และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ”

คุณศุภวิชญ์ รักศิลป์ ตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดยะลา กล่าวว่า “การดูแลให้ประชาชนปลอดภัยเมื่อภัยมาถือเป็นภารกิจที่สำคัญของเรา แน่นอนว่าเรามีแผนรับมือภัยพิบัติอยู่แล้ว แต่เราจะต้องเพิ่มเรื่องการปกป้องคุ้มครองและดูแลเด็กเข้าไปในแผนเหล่านั้น เพื่อให้เด็กทุกคนปลอดภัยและกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้อย่างรวดเร็วหลังจากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงลดผลกระทบจากภัยที่มีต่อเด็กและครอบครัวด้วย”


งาน ECHOing Child Safety เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาแผนรับมือและการคุ้มครองเด็กในสถานการณ์ฉุกเฉินพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ระยะที่ 2 (ECHO HIP II) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินในโรงเรียนและชุมชนที่สะท้อนถึงบริบทของอันตรายจากภัยที่หลากหลายของจังหวัดยะลา โดยมุ่งเน้นแผนที่ครอบคลุมทั้งภัยธรรมชาติและภัยจากน้ำมือมนุษย์ผ่านแนวทางการมีส่วนร่วมของเด็ก ควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมกับผู้นำศาสนา หน่วยงานของรัฐ และชุมชนเพื่อจัดการกับความเตรียมพร้อมรับมือ จัดสรรบริการ และฟื้นฟูเยียวยาเด็กและครอบครัวจากผลกระทบ ทั้งนี้ โครงการยังมุ่งหวังที่จะนำเสนอบทเรียน ข้อค้นพบ และแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อผลักดันให้เกิดการนำไปต่อยอดหรือสนับสนุนให้เกิดแนวทางการปฏิบัติในระดับจังหวัด ระดับชาติ และระดับภูมิภาคต่อไป

###

เกี่ยวกับโครงการ ECHO HIP II

ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแห่งสหภาพยุโรป โครงการพัฒนาแผนรับมือและการคุ้มครองเด็กในสถานการณ์ฉุกเฉินพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ระยะที่ 2 (โครงการ ECHO HIP II) โดย Save the Children Thailand ได้ทำงานร่วมกับองค์กรภาคี สมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ และมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ในการที่จะพัฒนาแผนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของเด็กในพื้นที่จังหวัดยะลาซึ่งมีอัตราการเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์อยู่บ่อยครั้ง โครงการได้ผสานความร่วมมือจากทุกระดับในหลายภาคส่วน อาทิเช่น ผู้นำศาสนา ภาครัฐ และชุมชน เพื่อให้เห็นถึงความหลากหลายของความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก รวมไปถึงการผลักดันเชิงนโยบายกับกลไกคุ้มครองเด็กระดับชาติและระดับภูมิภาค โดยโครงการมีระยะเวลาการทำงาน 24 เดือน ระหว่าง 1 กรกฎาคม 2565 – 30 มิถุนายน 2567

เกี่ยวกับ Save the Children Thailand

Save the Children เริ่มทำงานในประเทศไทยในปี พ.ศ.2522 โดยให้ความช่วยเหลือในด้านการคุ้มครองและสนับสนุนสิทธิของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ รวมถึงในด้านการศึกษา ความเป็นอยู่ และให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดสถานการณ์ความรุนแรงหรือภัยพิบัติ​

ปัจจุบัน โครงการของเราครอบคลุมการทำงานในหลายด้าน เช่น ให้การศึกษาแก่เด็กข้ามชาติและอพยพลี้ภัย การสร้างความสมานฉันท์ให้กับเยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เสริมสร้างศักยภาพให้กับองค์กรท้องถิ่นที่นำโดยผู้หญิงที่ทำงานด้านความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ต่อต้านการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภัยบนอินเตอร์เน็ตให้แก่เด็กและเยาวชน รวมถึงสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศ และอื่น ๆ
Pages: [1] 2 3 ... 10