FB on August 16, 2011, 12:23:13 PM
“รัดเกล้า” พิสูจน์ฝีมือการแสดงครั้งแรก เล่น-รำ-ล้ำ-ลึก จัดเต็มบท “คนทรง” ใน “อุโมงค์ผาเมือง”
 


          หนึ่งใน “ดีว่า” (DIVA) นักร้องเสียงทรงพลังแห่งวงการเพลงไทย “รัดเกล้า อามระดิษ” ได้พิสูจน์ความสามารถทางการแสดงอย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรกกับบท “คนทรง” ในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “อุโมงค์ผาเมือง” ที่เธอทุ่มเทอย่างสุดฝีมือทั้งแสดงทั้งร่ายรำอย่างสุดยอดเลยทีเดียว รัดเกล้าเผยถึงการแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า

          “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการทาบทามให้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้จากหม่อมน้อย ยิ่งได้ทราบว่าในบท ‘คนทรง’ นี้ ต้องใช้ศิลปะการร่ายรำร่วมสมัยในการถ่ายทอดอารมณ์ และความรู้สึกของวิญญาณขุนศึกเจ้าหล้าฟ้าผู้ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งรับบทโดย ‘อนันดา เอเวอริงแฮม’ ก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นบทที่ท้าทายความสามารถ คนทรงในเรื่องนี้จะมีพิธีกรรมของทางเหนือ ซึ่งจะไม่เหมือนที่เคยเห็นทั่วไปว่าจะต้องตัวสั่นๆ แต่คนทรงทางเหนือจะต้องมีการจับผ้า โหนผ้า ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่แตกต่าง และต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ฝึกซ้อมก่อน ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ คนทรงคนนี้เวลาที่ถ่ายทอดเรื่องราวออกไป เราไม่ได้แค่พูดธรรมดา แต่เราจะร่ายรำไปกับคำพูดที่เราเล่าด้วย เพราะฉะนั้นท่าทุกท่าจะต้องถูกออกแบบมาก่อน ให้สอดคล้องกับบทพูดที่คนทรงจะต้องพูด ก็ได้หม่อมน้อยช่วยสอน และออกแบบท่าให้ทั้งหมด ซึ่งตรงจุดนี้ส่วนตัวคิดว่าเป็นการท้าทายมากๆ เพราะนอกจากที่เราจะต้องจำบทพูดตามพื้นฐานของนักแสดงทั่วไปแล้ว เราก็ยังจะต้องจำให้ได้ว่าท่าคืออะไร และจะต้องทำออกมาจากวิญญาณความรู้สึกของผู้ที่ถูกฆาตกรรม แล้วเข้ามาสวมอยู่กับวิญญาณของเราจริงๆ ก็โชคดีที่มีโอกาสได้ฝึกซ้อมกับอนันดาและหม่อมน้อยนานกว่า 2 เดือนก่อนการถ่ายทำจนมันกลมกลืนเป็นองค์หนึ่งของตัวเราเลย การแสดงจริงๆ จึงออกมาอย่างราบรื่นและเป็นไปตามความต้องการของผู้กำกับ รวมถึงไม่เสียเวลาในการถ่ายทำด้วยค่ะ”

          เตรียมพิสูจน์ฝีมือทางการแสดงภาพยนตร์เต็มตัวครั้งแรกของ “รัดเกล้า อามระดิษ” ใน “อุโมงค์ผาเมือง” พร้อมเข้าฉาย 8 ก.ย. นี้ ทุกโรงภาพยนตร์

FB on August 16, 2011, 12:24:31 PM
MOVIE GUIDE: อุโมงค์ผาเมือง

          ตัวอย่าง “อุโมงค์ผาเมือง”

          จากสุดยอดบทละครเวทีเรื่อง “ราโชมอน” (ประตูผี) ของ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” สู่ภาพยนตร์สุดตระการตาเรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” โดย “ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล”

          ฉลองครบรอบ “100 ปีชาตกาล พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช”  “40 ปีบริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” และ “101 ปี ผู้กำกับชั้นเซียน อากิระ คุโรซาวา”

          ประชันบทบาทสุดเข้มข้นของทีมนักแสดงชั้นนำ มาริโอ้ เมาเร่อ / อนันดา เอเวอริงแฮม / เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง / เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา / ดอม เหตระกูล ศักราช ฤกษ์ธำรงค์ / รัดเกล้า อามระดิษ และนักแสดงสมทบอีกคับคั่ง

          ร่วมค้นหาความจริงของมหาฆาตกามคดีแห่งโจรป่า นางบาป และขุนศึก
          8 กันยายน 2554           
          ทุกโรงภาพยนตร์
 
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=eQCxwue0Mo4" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=eQCxwue0Mo4</a>

FB on August 18, 2011, 05:52:34 AM
"ดอม สุดปลื้มร่วมงาน หม่อมน้อย ทุ่มเต็มที่ ใน อุโมงค์ผาเมือง"





          “ถ้าต่อยมวยกับคนไม่เก่ง เราก็จะไม่เก่ง” “ดอม เหตระกูล” สุดปลื้ม
          ร่วมงาน “หนังหม่อมน้อย” ครั้งแรก ทุ่มเต็มที่ใน “อุโมงค์ผาเมือง”
 
           ห่างหายจากการแสดงภาพยนตร์แบบเต็มตัวไปนานพอสมควร ล่าสุดนักแสดงหนุ่มฝีมือดีอีกคนของวงการบันเทิง “ดอม เหตระกูล” ก็รู้สึกปลาบปลื้มเมื่อมีโอกาสได้มาร่วมงานกับผู้กำกับชั้นครู “หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” เป็นครั้งแรก ก็ทุ่มเทการแสดงอย่างเต็มที่สุดฝีมือเพราะเขาถือคติว่า “ถ้าต่อยมวยกับคนไม่เก่ง ตัวเราเองก็จะไม่เก่งไปด้วย”

          “สำหรับ ‘อุโมงค์ผาเมือง’ ผมรับบทเป็น ‘โจรป่าสิงห์คำ’ ครับ โจรร้ายที่ต้องคดีปริศนาฆ่าขุนศึกและข่มขืนแม่หญิง แต่ความจริงก็ยากจะพิสูจน์เพราะต่างคนต่างก็ให้การไม่ตรงกันเลยซักคน ซึ่งการแสดงออกของตัวละครตัวนี้เป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างดิบเถื่อนเพราะอาศัยอยู่แต่ในป่า เป็นคนที่พูดจาค่อนข้างโผงผาง การแสดงนี้ถึงแม้ว่าเล่นบทที่ตรงไปตรงมาแต่ขั้นตอนทางการแสดงก็ค่อนข้างซับซ้อนกว่านั้นเยอะ
 
          ต้องยอมรับว่าผมอยู่ในวงการนี้มานาน แต่เพิ่งมีโอกาสได้ทำงานกับหม่อมน้อยเป็นครั้งแรก หม่อมน้อยและทีมงานจะมีความเป็นมืออาชีพมาก จะมีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการแสดงที่จะต้องซ้อมอย่างจริงจังก่อนการถ่ายทำอยู่เป็นเดือนๆ เพื่อให้เราเข้าใจในคาแร็คเตอร์ตัวนี้จริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก โอกาสนี้ถือว่าหาได้ยากมากกับนักแสดงคนหนึ่งอย่างผม ถ้าต่อยมวยต่อยกับคนไม่เก่งเราก็จะไม่เก่ง การทำงานแบบนี้มันช่วยให้เราพัฒนาตัวเองในหลายๆ รูปแบบ ซึ่งหม่อมจะให้ความสำคัญกับรายละเอียดทุกๆ อย่าง ไปจนถึงทีมนักแสดงและทีมงานทุกๆ ฝ่ายที่ทุ่มเทการทำงานและการแสดงกันอย่างเต็มที่ ซึ่งตรงนี้เองถือว่าเป็นความภูมิใจ เพราะผมก็ให้สัญญากับหม่อมว่า รับเล่นแล้วก็จะเต็มที่ จะทำให้ได้ดีที่สุดอย่างที่หม่อมอยากได้ โอกาสนี้มันมีไม่บ่อยนักที่จะได้ร่วมงานกับบุคลากรชั้นนำในวงการนี้นะครับ”

          เตรียมพบการแสดงในบทบาทแปลกใหม่ของ “ดอม เหตระกูล” ใน “อุโมงค์ผาเมือง” พร้อมเข้าฉาย 8 ก.ย. นี้ ทุกโรงภาพยนตร์

FB on August 18, 2011, 05:55:29 AM
บทสัมภาษณ์ “หม่อมน้อย – ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” กลับมาค้นหาความจริง ตอกย้ำความเป็นมนุษย์ ในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี “อุโมงค์ผาเมือง”



หลังจากความสำเร็จของ “ชั่วฟ้าดินสลาย” แล้ว อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้ทำเรื่อง “อุโมงผาเมือง” ต่อทันที

          “อุโมงค์ผาเมือง” จริงๆ แล้วก็เกิดจากคุณเสี่ยเจียงอีกเหมือนกัน หลังจากที่ “ชั่วฟ้าดินสลาย” ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง คุณเจียงก็ถามว่า ในใจมีหนังอะไรที่อยากจะทำหรือเปล่า ตัวเราเองก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาในหลายๆ เหตุผล เหตุผลแรกเราคิดจะทำหนังเรื่องนี้มาสิบกว่าปีก่อน เตรียมงานแล้ว เขียนบทแล้ว คิดโปรดักชั่นแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์หลายๆ อย่างในตอนนั้นก็ทำให้ต้องหยุดโครงการนี้ไป มาปีนี้ก็เหมือนกับว่านำโครงการนี้ขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ มันเลยเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ

          สิ่งที่สำคัญที่สุดคือปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 40 ปีของบริษัทสหมงคลฟิล์ม และบังเอิญเรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” นี้ เราได้ดัดแปลงเรื่องราวมาจากละครเวทีเรื่อง “ประตูผี” โดย ฯพณฯ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้แปลจากละครเวทีเอาไว้ ตัวเราเองเคยก็กำกับเป็นละครเวทีเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ที่มณเฑียรทองเธียเตอร์ และออกแสดงตั้ง 3 เดือน ครั้งนั้นก็ถือว่าเป็นละครเวทีที่ประสบความสำเร็จมาก ก็เลยลองเอามาปัดฝุ่นใหม่

          และพอได้คุยได้ปรึกษากับคุณเจียงก็ชอบเรื่องนี้และอยากทำ จริงๆ แล้วโดยความสัตย์จริงพอเสร็จเรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ก็ยังไม่ได้มีโครงการใดๆ เลย และก็ยังไม่ได้คิดที่จะทำภาพยนตร์ต่อ แต่บังเอิญพอเล่าเรื่องนี้ให้คุณเจียงฟัง คุณเจียงก็ชอบมากและอยากให้ทำภายในทันที เหมือนดวงจะต้องทำเพราะทุกอย่างก็ได้เตรียมมาแล้วเมื่อ 10 ปีที่แล้ว การคัดเลือกนักแสดงก็เป็นความคิดเห็นของคุณเจียงซะส่วนใหญ่ที่จะนำเอา อนันดา, มาริโอ้, หม่ำ, พงษ์พัฒน์ มาแสดงในเรื่องเดียวกัน จะพูดไปโครงการนี้ก็เป็นเหมือนเรื่องที่แล้ว คือเป็นโครงการส่วนตัวของคุณเจียงซึ่งมีส่วนสำคัญในการคัดเลือกนักแสดง ต่างๆ นานา ท่านก็มีส่วนออกความคิดเห็นมาก ตัวเราเองยังไม่คิดว่าคุณเจียงจะชอบเรื่องนี้ด้วยซ้ำไปเพราะจะบอกว่ามันเป็นแนวตลาดก็ไม่ใช่เลย มันก็เป็นเรื่องแนวใหม่มากสำหรับยุคนี้แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ใหม่มากนัก และก็ประกอบกับการที่เป็น 100 ปีของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คือท่านอายุครบ 100 ปีพอดี เราคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่จะเฉลิมฉลองในอัจฉริยภาพในการประพันธ์เชิงวรรณกรรมของท่าน พร้อมกับการเฉลิมฉลองครบ 40 ปีของบริษัทสหมงคลฟิล์ม โดยทีมงานทุกคนก็ทุ่มเทกันเต็มที่ ก็โชคดีที่ได้ทีมงานที่มีประสิทธิภาพมากคือ ทีมศิลปกรรมก็เป็นทีมที่ทำแต่หนังฝรั่งไม่ได้ทำหนังไทยเลย ทุกๆ คนก็อยากจะทำหนังเรื่องนี้กัน ทีมงานเทคนิคก็ได้ทีมงานที่มีความสามารถจาก Hollywood มาร่วมสร้างสรรค์กันทุกๆ ฝ่าย รวมทั้งนักแสดงก็ส่วนใหญ่ก็เป็นสานุศิษย์ทั้งนั้น มาช่วยกันทำให้งานชิ้นนี้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด แต่ว่าในแง่ส่วนตัวแล้ว ในแง่เป็นผู้กำกับเป็นคนเขียนบท

          นอกเหนือจากการที่เฉลิมฉลอง 100 ปีของคุณคึกฤทธิ์และ 40 ปีสหมงคลฟิล์มแล้ว เรามาศึกษาบทภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างละเอียดก็ได้เห็นว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีคุณค่าทางศีลธรรมสูงมาก คือแก่นของเรื่องพูดถึงพระสัจธรรมโดยพระสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ตัวเราเองก็ตั้งใจด้วยจิตแน่วแน่ว่าจะทำภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เป็นพุทธบูชา เพื่อที่จะอุทิศส่วนกุศลให้กับม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และที่สำคัญคืออากิระ คุโรซาวา และริวโนะสุเกะ อะคุตะงะวะ ซึ่งอะคุตะงะวะท่านเป็นผู้เขียนเรื่องสั้นเรื่องราโชมอน และอากิระ คุโรซาวา นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เอเชียเรื่องแรกที่ไปสู่ตลาดโลก ได้รับการยกย่องว่าเป็นครูแห่งศาสตร์ภาพยนตร์ ทั้งคู่เป็นบรมครูที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับหนังใหม่ๆ ของโลกมากมาย

          ก็คือบทละครเวทีเรื่องนี้ซึ่งแต่เดิม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านไม่ได้ดัดแปลงจากภาพยนตร์ของอากิระ คุโรซาวา แต่ท่านได้ไปชมละครเวทีเรื่อง “ราโชมอน” ที่นิวยอร์ก แสดงโดยฝรั่งนะแต่เล่นเป็นญี่ปุ่นหมด และท่านก็ได้บทมาก็นำมาแปลเป็นภาษาไทยอย่างเดียว แต่ก็เล่นเป็นญี่ปุ่นนะ โดยท่านเองก็เล่นเป็นสัปเหร่อ, ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เล่นเป็นคนดัดฟืน โดยมี สุพรรณ บูรณพิมพ์ เล่นเป็นเมียซามูไร, อาคม มกรานนท์ เล่นเป็นโจร คือแสดงหน้าพระที่นั่งถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ซึ่งเราตอนนั้นยังเด็กมากและโชดดีที่ได้ดูติดตาติดใจจนถึงปัจจุบันนี้ เราก็คิดว่าถ้าเกิดครั้งหนึ่งได้ทำเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์และแปลงเป็นไทย ก็คงจะเป็นอะไรที่ท้าทายความสามารถ โครงการนี้เลยเกิดขึ้นมา

เวอร์ชั่นบทละครเวทีของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นอย่างไร
          ในแง่ของท่านก็มีการตีความใหม่ คือท่านบอกว่าการแปลเรื่องนี้ การเขียนเรื่องนี้ของละครเวทีเรื่องนี้ มันไม่ใช่ในเชิงความสนุกของท่าน ท่านไม่ได้เน้นกายกรรม ท่านเน้นวจีกรรม การใช้ภาษาที่แหลมคม และมีความหมายลึกซึ้ง ความสนุกจะอยู่ที่การฟังภาษา ฟังบทพูดของตัวละครว่ามีความหมายอย่างไร และเชือดเฉือนอย่างไร เน้นตรงนี้ ซึ่งตัวเราเองก็ยึดถือเอาเป็นหลักในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยที่บทสนทนา 95 % ของเรื่องเป็นภาษาของท่าน โดยที่ไม่มีการแก้ไขใดๆ มี 5 % ที่เราแก้ไขในตอนต้นๆ เรื่องแค่นั้นเองนิดหน่อยที่เพิ่มความเป็นภาพยนตร์ให้มากขึ้น แต่ว่าในเชิงการตีความ ในเชิงความหมายของเรื่อง ความสนุกได้รสชาติล้วนมาจากการตีความของท่านเอง

แล้วในเวอร์ชั่นของหม่อมน้อยเองมีความเหมือนหรือแตกต่างจากฉบับละครเวทีหรือหนังอย่างไร
          มันไม่เหมือนกันนะ คือมันเป็นพล็อตเรื่องเดียวกัน ตัวละครเดียวกัน คล้ายคลึงกัน แต่ว่าคุณคึกฤทธิ์ท่านมองในเชิงคนไทย รสนิยมอย่างคนไทย คืออาจจะพูดได้ว่ามีการทำให้ดูง่ายขึ้น ในการมองแบบรสนิยมแบบคนไทย ส่วนของอากิระ คุโรซาวา มีความเป็นญี่ปุ่นมาก และปรัชญาพุทธของคุโรซาวาก็เป็นเซน แต่เราไม่ได้มีวัฒนธรรมแบบนั้น ในตัวพระในเรื่องที่แสดงโดยมาริโอ้ก็เป็นพระไทย แต่เราก็ย้อนไปเมื่อเกือบ 500 ปีที่แล้วซึ่งเกิดจากในอาณาจักรล้านนา และในยุคนั้นได้กลายเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรอังวะ คือพม่า ก็คือการล่มสลายของอาณาจักรล้านนาในยุคต้น ในยุคที่พม่าเข้ามาปกครอง เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมอิทธิพลต่างๆ ก็จะมีความเป็นพม่าสูงมาก

ย้อนกลับไปขั้นตอนเตรียมงาน คือโครงการนี้เหมือนหยิบมาปัดฝุ่นใหม่ ข้อมูลมีอยู่แล้วทำให้ด้านงานสร้างเร็วและง่ายขึ้นไหม
          ใช่ เพราะเนื่องจากมีการค้นคว้าข้อมูลไว้อย่างละเอียดเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เลยทำให้การเตรียมงาน การทำงานก็เร็ว หลายคนตกใจว่า อ้าว ทำเสร็จแล้วเหรอ ทำไมทำเร็วขนาดนี้ เพราะตอนที่ยากที่สุดและการทำงานที่ยากที่สุดมันไม่ใช่ตอนถ่ายทำ มันอยู่ที่การศึกษาหาข้อมูลมากกว่า แต่เราได้เตรียมไว้หมดแล้ว เพียงแต่เอามาปัดฝุ่น แล้วก็แทบจะไม่ต้องศึกษาอะไรเพิ่มเติมเลย เราทำกันมาอย่างละเอียดลออหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยของเรื่องที่เกิดในยุคสมัยไหน ไม่ว่าจะเป็นด้านงานศิลปะ งานเครื่องแต่งกาย หรือแม้แต่ปรัชญา ความคิดหรือไอเดียในการนำเสนอภาพผ่านการทำงานกันอย่างละเอียดมาแล้ว มันก็เลยเร็วมาก

เรื่องราวของ “อุโมงค์ผาเมือง”
          คือมันเป็นเรื่องของคดีที่ขุนศึก (อนันดา) กับภรรยา (พลอย เฌอมาลย์) เดินทางไปในป่าแล้วก็ได้พบกับโจรป่า (ดอม เหตระกูล) และขุนศึกก็โดนโจรป่ามัด และข่มขืนเมียต่อหน้า แล้วท้ายสุดตัวขุนศึกก็ตายไป และโจรป่าก็โดนจับได้ โจรป่าต้องไปให้การในศาล ตัวเมียขุนศึกก็ต้องไปให้การในศาล ก็มีการเข้าทรงวิญญาณของขุนศึก และต่างคนก็ต่างให้การต่างๆ กัน และเรื่องก็ดำเนินผ่านพระหนุ่ม (มาริโอ้ เมาเร่อ) ซึ่งเป็นผู้เห็นขุนศึกและภรรยาเข้าป่าไปเป็นคนสุดท้าย และตัวคนตัดฟืน (หม่ำ จ๊กมก) ก็เป็นคนพบศพ และสองคนก็ต้องให้การในศาลด้วย พระหนุ่มได้เห็นว่าทั้งสามคนก็ให้การคนละทิศคนละทางเลย ทุกคนได้รับสารภาพว่าตนเองนั้นได้เป็นคนฆ่าขุนศึก ทั้งโจรก็รับสารภาพว่าตนเป็นคนฆ่า ตัวเมียขุนศึกก็บอกว่าเมื่อโจรข่มขืนตนเสร็จก็ได้ออกไปเลย ทิ้งเธอและเขาไว้สองคนในป่าและเธอเป็นคนฆ่าสามี และส่วนขุนศึกก็ให้การว่าเมื่อโจรข่มขืนเมียเสร็จ เมียก็หลงรักโจร บอกให้โจรฆ่าตัว โจรก็ฆ่า และก็เห็นความร้ายกาจของผู้หญิงคนนี้ ก็จะฆ่าผู้หญิงคนนี้ แต่ก็หนีไปได้ ตัวโจรเองก็เลยตัดเชือกขุนศึก ไว้ชีวิตขุนศึก ขุนศึกก็ทนความเสื่อมเสียเกียรติยศไม่ได้สุดท้ายก็ฆ่าตัวตาย

          ตัวพระหนุ่มซึ่งบวชได้พรรษาเดียว ก็เป็นพระที่เคร่งในวินัย แล้วก็ได้เจอเหตุการณ์ก็เลยตัดสินใจว่าจะสึก ตัวเขาเองรู้สึกว่าไม่สามารถเข้าใจมนุษย์ได้ เรื่องเริ่มต้นด้วยตรงนี้ ก็เดินทางออกจากวัดเพื่อจะไปสึกที่บ้านเกิด ก็มีพายุฝนและก็ไปติดอยู่ที่อุโมงค์ผาเมือง ซึ่งอุโมงค์ผาเมืองเราถูกสมมติให้เป็นกำแพงเมืองเก่า ใต้กำแพงมีอุโมงค์ที่ไว้สำหรับนักรบที่จะไปหลบอยู่ใต้นั้นในการต่อสู้กับศัตรู ในอุโมงค์ก็มีพระพุทธรูปมากมายเป็นที่สักการะของพวกทหารสมัยโบราณ แต่ว่าตัวอุโมงค์เองก็ถูกทิ้งจนน่ากลัว พระก็เศียรขาด อุโมงค์ก็รกร้าง เป็นที่อยู่ของบรรดาสัตว์ร้ายต่างๆ หมาป่า, หนู, ค้างคาว ทุกคนก็เลยคิดว่าตรงนี้เป็นที่ผีดุ เพราะว่ามีคนเอาศพมาทิ้ง ระหว่างที่พระหนุ่มท่านจะเดินทางกลับบ้านเกิด ก็มีพายุและตัวคนตัดฟืนก็วิ่งตามมาพอดี ทั้งสองคนก็เลยไปหลบฝนอยู่ในนั้นทำให้เจอกับสัปเหร่อ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ความเป็นจริงต่างๆ ก็เปิดเผยขึ้นม ในอุโมงค์ผาเมือง

FB on August 18, 2011, 05:56:16 AM
การแคสติ้งทีมนักแสดงในสมัยก่อนกับสมัยนี้แตกต่างกันอย่างไร
          พูดไปแล้วในแง่ของการแคสนักแสดงก็ยากเพราะทุกคนต้องเล่นถึง 3-4 คาแร็คเตอร์ การเลือกสรรนักแสดงเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คนที่รับบทเป็นโจรป่าคือพงษ์พัฒน์ ก็อายุประมาณ 30 กลางๆ ส่วนพระหนุ่มคืออนันดา อายุแค่ 19 ก็มีการคัดเลือกไว้แล้ว มีการซ้อมแล้วด้วย ซึ่งพอกลับมาทำเรื่องนี้ ตอนนี้ด้วยวัยก็ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นการเลือกนักแสดงในยุคนี้จริงๆ แล้วคือคุณเจียงนะ ก็ได้มีการคุยปรึกษากันแล้วตัวสัปเหร่อต้องพงษ์พัฒน์ ซึ่งอ๊อฟเองเมื่อรู้ว่าเราทำหนังเรื่องนี้ก็มาขอเล่นเป็นตัวนี้ บอกว่าตอนที่เล่นละครเวทีเป็นโจรป่าเมื่อ 20 ปีก่อน เห็นบทสัปเหร่อก็เป็นอีกบทหนึ่งที่เขาอยากเล่นมาก ความฝันก็เป็นจริง 20 ปีผ่านไปเขาได้เล่นบทนั้นด้วยวัยที่เหมาะสม ด้วยฝีมือการแสดงที่เหมาะสม ส่วนอนันดาจะเอามาเล่นเป็นพระหนุ่มก็ไม่เหมาะแล้วเพราะก็ 29-30 แล้วก็เลยกลายเป็นมาริโอ้ แล้วอนันดาเองก็อยากจะร่วมกับโปรเจ็คต์นี้ เขาก็บอกขอเล่นเป็นขุนศึกก็ได้ ก็เหมาะเขาก็แสดงความสามารถออกมาได้ดี

          ส่วนตัวเมียขุนศึกในยุคสมัยนี้จะหานักแสดงหญิงเจ้าบทบาทที่ต้องแสดง 3-4 คาแร็คเตอร์ในภาพยนตร์เรื่องเดียวกันเท่าพลอย เฌอมาลย์ไม่ได้ ก็คิดว่าเป็นแคสที่ลงตัว ส่วนพระหนุ่มก็ความใส ความจริงใจ ความเป็นพระที่ดูแล้วเป็นกลางๆ ไม่มีเพศ งามเหมือนพระพุทธรูป จะหานักแสดงคนไหนที่วัยสมเท่ามาริโอ้ไม่ได้ ส่วนคนตัดฝืนแสนซื่อก็คิดถึงหม่ำ ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า หม่ำกับหม่อมน้อยเนี่ยจะมาเจอกันในภาพยนตร์เรื่องเดียวกันได้ยังไง แต่เราเห็นความซื่อ ความจริงใจของตัวหม่ำจริงๆ และเป็นหนแรกจริงๆ ล่ะมั้งที่เขาต้องเล่นภาพยนตร์ที่ไม่ตลกเลย ก็ต้องท่องบทซึ่งปกติเขาจะเล่นสด อันนี้ก็เป็นหนแรกที่หม่ำเขามาร่วมงาน ส่วนตัวโจรป่าก็ได้แคสนักแสดงหลายคนเหมือนกัน แต่ท้ายที่สุดคุณเจียงก็เลือก ดอม เหตระกูล ซึ่งก็เป็นความคิดเห็นเดียวกันกับเรา นี่ก็เป็น 6 ตัวละครหลักของเรื่องนี้
แปลกมากที่ความเห็นของเรากับคุณเจียงตรงกันไปหมด และตัวนักแสดงที่พอเรียกมาคุยแล้วทุกคนก็ยินดีทุ่มเทหมด เป็นบทภาพยนตร์ที่คลาสสิก เหมาะแก่การศึกษา มีความหมายมากรวมทั้งมีความเข้มข้นในตัวเรื่องของเขาอยู่แล้ว ทุกคนก็ยินดีทำกันเต็มที่

พูดถึงช่วงการเตรียมงานใช้เวลาในการเตรียมงานมากน้อยแค่ไหน
          ต้องสารภาพว่าโลเกชั่นส่วนใหญ่มันโดนเลือกมาแล้วเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นเพียงแค่เป็นการไปดูอีกครั้งหนึ่งแค่นั้นเองว่ามันคงสภาพเดิมอยู่หรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นวัดอุโมงค์, วัดถ้ำหลวงเชียงดาว, พระธาตุลำปางหลวง, น้ำตกหมอกฟ้า หลายๆ ที่ก็ยังคงสภาพเดิมอยู่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราศึกษาค้นคว้าไว้ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ทุกอย่างยังคงสภาพเดิมหมด อย่างตัวอุโมงค์ที่เราสมมติขึ้นว่าเป็นกำแพงเมือง ก็ใช้โลเกชั่น 2 ที่ภายนอกเราใช้ที่วัดอุโมงค์ที่เชียงใหม่ ส่วนภายในที่เป็นถ้ำ เราก็ใช้ที่วัดถ้ำหลวงเชียงดาว แต่ว่าก็ต้องสร้างอะไรเพิ่มเติมมากมายอยู่เหมือนกัน การเตรียมงานค่อนข้างเร็ว ประกอบกับได้ผู้กำกับฝ่ายศิลป์ คือ “คุณแป๊ะ พัฒน์ฑริก มีสายญาติ” ซึ่งแต่เดิมเมื่อ 10 ปีที่แล้วตัวคุณแป๊ะเองก็ได้ศึกษามาแล้วเรียบร้อย รู้อย่างละเอียดแล้ว เมื่อมีการนำมาทำใหม่ ก็เหมือนได้ทำการบ้านกันมาพร้อมอยู่แล้ว มันก็เลยง่ายในแง่ศิลปกรรม ในแง่บท บทก็เสร็จแล้ว ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก็ไม่ต้องเขียนบทใหม่ มีเพียงแก้เล็กน้อย 5-10% เท่านั้นเอง มันเหมือนกับว่าทุกอย่างได้เตรียมไว้หมดแล้ว ก็อาจจะบอกได้ว่าเตรียมงานมาทั้งหมดคือ 10 ปีแล้ว (ยิ้ม) มันก็เลยเร็วกว่าปกติมาก

          ในช่วงเตรียมงาน เราก็ต้องให้ทุกฝ่ายเดินทางไปที่เชียงใหม่ ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางของการทำงาน เป็นจุดเซ็นเตอร์ของการเตรียมงานทั้งหมดก่อน ทุกฝ่ายก็ไปหมดเลย เพื่อที่จะไปศึกษาข้อมูลอีกหนึ่งครั้ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกล้อง ฝ่ายภาพคุณกบ ผู้กำกับภาพที่เคยร่วมงานกันจากเรื่องที่แล้ว คุณแคนฝ่ายซีจีกับทีมทุกคนจะต้องไปสถานที่จริงหมดเลย ก็ไปค้นคว้ากันช่วงหนึ่ง รวมทั้งฝ่ายดนตรีด้วยคุณป้อ (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์) ก็ไปด้วย คือไปให้มีความเข้าใจและเห็นเป็นรูปธรรมเหมือนกัน แล้วค่อยกลับมาประชุมกัน เลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดออกมาให้กับภาพยนตร์

          รวมถึงเรื่องนี้ยังมีคิวบู๊คิวแอ็คชั่นอยู่ด้วย เราได้มือหนึ่งทางด้านนี้อย่าง คุณพันนา ฤทธิไกร มาร่วมงานออกแบบฉากต่อสู้ที่สมจริง แปลกใหม่สวยงามให้ด้วย ซึ่งเป็นอกีฉากหนึ่งที่ออกมาพอใจเรามาก ไม่มีใครคาดคิดว่าพันนากับหม่อมน้อย หรือ หม่ำกับหม่อมน้อยจะโคจรมาเจอกันได้ ก็ได้มาทำงานร่วมกันแล้วในเรื่องนี้ ก็เป็นสีสันอีกอย่างหนึ่งของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

ในส่วนของบทภาพยนตร์ใช้เวลาเขียนอยู่นานเท่าไร
          ก็นานเหมือนกันนะ ก็ใช้เวลา 2-3 เดือน คือเวลาเขียนอย่างเดียว ในแง่การสร้างการเขียนบทจริงๆ จะเร็วมาก แต่เวลาคิด กว่าจะรวบรวมความคิด กว่าจะสรุปมันได้ ก็เป็นปีๆ นะ

ทีมงานฝ่ายเสื้อผ้า
          ฝ่ายเสื้อผ้า ก็ได้ “โต้ง นพดล เตโช” ที่ร่วมงานกันมาตลอดตั้งแต่โบราณกาล ไม่ว่าจะเป็นละครเรื่องสี่แผ่นดิน, ในฝัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ก็ใช้โต้งอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นงานนี้โต้งก็ศึกษาเรื่องนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว และยิ่งวัฒนธรรมล้านนาที่ย้อนกลับไปเมื่อ 500 ปีที่แล้ว ก็ไปศึกษาค้นคว้ามา เขาก็เป็นมืออาชีพทางด้านนี้อยู่แล้ว คือทุกฝ่ายในภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าเป็นมืออาชีพทุกคน เป็นเรื่องที่เป็นความถนัดของตัวเองหมดเลย เป็นผู้เชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันก็เลยเร็วมาก ด้วยการค้นคว้า เนื่องจากด้วยยุคนั้นเป็นยุคที่พม่าเป็นผู้ปกครอง เรื่องเสื้อผ้าของพลอยและอนันดาก็ออกมีกลิ่นไอของความเป็นพม่าอยู่ แล้วก็มีการย้อนกลับไปก่อนที่พม่าปกครอง ที่พระยังเป็นเด็ก กลิ่นของพม่าก็ยังไม่มี ก็ต้องศึกษาชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในสมัยนั้น ที่เป็นช่วงก่อนที่พม่าจะมาปกครอง หลังจากที่พม่ามาปกครอง ก็มีการศึกษาสถาปัตยกรรมในตอนนั้น เพื่อไม่ให้ผิดเพี้ยน หรือว่าลักษณะของคนทรงที่แสดงโดย รัดเกล้า อามระดิษ ก็ได้มีการดูผีมดผีเม็ง ทุกคนก็ได้ไปศึกษาว่าในพิธีกรรมของผีมดผีเม็งของชาวล้านนาเป็นอย่างไร และเอามาประยุกต์ใช้ในแบบที่มีความทันสมัยหน่อย แต่ยังคงมีความเป็นวัฒนธรรมเดิมของเขาอยู่ คือจริงๆ แล้วโต้งก็เชี่ยวชาญอยู่แล้วเป็นมืออาชีพด้านนี้มากๆ
 
ทีมเมคอัพ
          ฝ่ายเมคอัพก็ต้องเลือก “อาจารย์ขวด มนตรี วัดละเอียด” เลย และท่านก็เป็นมือหนึ่งของประเทศนี้ เพราะว่ามันมีหลายอย่างที่จะต้องมีสร้างสรรค์กันใหม่ เช่น หน้าของสัปเหร่อซึ่งจะเป็นชายแก่ อายุเกิน 60 ที่เคยผ่านสงครามมาแล้วและโดนไฟไหม้คอกครึ่งตัว เป็นพิการด้วย ก็ต้องมีการแปลงโฉมพงษ์พัฒน์ให้เหมาะสมกับบทบาท ของมาริโอ้ซึ่งต้องเล่นเป็นพระ ซึ่งโกนหัวจริงๆ ไม่ได้เพราะติดงานอื่น ก็ต้องมีการสั่งวอลแค็ปมาจากฮอลลีวู้ดมาสวมทับ แต่ก็มีปัญหาเพิ่มนิดหน่อย เพราะศีรษะของมาริโอ้โครงสร้างหัวเขาเล็กมาก เพราะฉะนั้นก็เอาไม่อยู่ ก็เลยต้องใช้ซีจีช่วย ก็ต้องเป็น “คุณแคน” (อาทยา บุญสูง - Visual Effects Supervisor) ซีจีมือหนึ่งของประเทศไทยที่เคยทำงานให้ฮอลลีวู้ด เป็นมืออาชีพทางซีจีโดยตรงมาอยู่ในกองถ่ายในทุกๆ ซีน ก็มาช่วยกันแก้ปัญหาว่า เราจะแก้กันยังไง ที่ซีจีต้องมีบทบาทมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ต้องมีการพูดคุยประชุมกันทุกคนเป็นมืออาชีพกันอยู่แล้ว พอเป็นเรื่อง อุโมงค์ผาเมือง ขึ้นมา ทุกคนก็ตั้งใจทำกันอย่างเต็มที่

เรื่องเทคนิคซีจี ใช้มากน้อยแค่ไหน
          ก็มากพอสมควรอยู่ จะว่าไปสภาพอากาศ สภาพภูมิประเทศภาคเหนือเปลี่ยนไปเยอะมาก เพราะฉะนั้นมันต้องมีการวาดอะไรหลายๆ อย่างขึ้นมาเพื่อให้ดูสมจริงและดูเหมือนอยู่ในยุคเมื่อ 500 ปีที่แล้ว หรือแม้แต่ฉากที่พายุฝนมาก็ต้องทำจากซีจี มีหลายฉากที่พลอย เมียขุนศึก เล่นผีเสื้ออยู่ในลานผีเสื้อ ตรงนั้นก็ต้องมีการสร้างสรรค์ตลอด เล่นกับผีเสื้อจริงคงเป็นไปไม่ได้ ฉากต่อสู้กันเลือดกระจาย หรือฉากลานประหารชีวิตตัดสินตัดคอ ซึ่งเป็นฉากแรกของเรื่อง ก็ต้องทำเยอะทีเดียวแต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ใช้ก็เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ด้านภาพ แต่ที่หนักอยู่ก็คือการแก้ศีรษะมาริโอ้ อย่างที่ทุกคนก็รู้กันอยู่ว่ามันค่อนข้างยาก แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดแล้วว่าเราจะเจอกับอะไร

ด้านดนตรีประกอบก็มีความสำคัญมากๆ
          คือเนื่องจากเรื่องนี้มัน จริงๆ แล้วเป็นเรื่องสมมติ คือเมืองผาเมืองไม่มีจริง เพียงแต่เราสมมติว่าเกิดเมื่อ 500 ปีในอาณาจักรล้านนา ดนตรีที่จะมาเสริมในเรื่องนี้ แล้วภาพยนตร์ก็อกมาค่อนข้างแปลก ทั้งในแง่ภาพ เป็นภาพที่ไม่ค่อยได้เห็น แปลกออกไปจากที่เคยทำมา มันจะเป็นแนวกราฟฟิคแต่ก็เป็นพีเรียด จะมีความทันสมัยเข้ามา ดนตรีประกอบก็จะแปลก โดยมีกลิ่นของดนตรีเหนือด้วย ก็เป็นอะไรที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ เป็นอะไรที่แปลกออกไปจากหนังเรื่องอื่นๆ เพราะว่าเนื่องจากเป็นเรื่องสมมติมันก็สามารถทำอะไรที่แปลกๆ ออกไปได้ และที่สำคัญก็คือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอารมณ์ของมนุษย์ด้วย กิเลสของมนุษย์ บาปของมนุษย์ และมีศีลธรรมอยู่ในนั้นด้วย ดนตรีประกอบก็จะออกมาทางแนวๆ นี้

FB on August 18, 2011, 05:56:48 AM
คาแร็คเตอร์ 6 ตัวหลักของเรื่อง
          ก็เริ่มที่ตัว “พระหนุ่ม” (มาริโอ้ เมาเร่อ) ก่อน