Recent Posts

Pages: 1 ... 8 9 [10]
91
สคส. เปิดเวที PDPA Hackathon 2026 ท้าคนรุ่นใหม่ปั้นนวัตกรรมคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ชิงเงินรางวัลรวม 200,000 บาท สมัครได้แล้ววันนี้ถึง 27 กรกฎาคม 2569


สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เปิดเวที PDPA Hackathon 2026 by PDPC ชวนคนรุ่นใหม่และผู้ที่สนใจมาร่วมประชันไอเดียและสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ภายใต้แนวคิด "Privacy by Design for All" โดยผู้เข้าแข่งขันจะได้ลงมือทำงานจริงร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำ ชิงเงินรางวัลรวม 200,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 27 กรกฎาคม 2569

ทุกวันนี้ "ข้อมูลส่วนบุคคล" กลายเป็นหัวใจของทุกธุรกิจและบริการที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน การคุ้มครองข้อมูลจึงไม่ใช่เรื่องของทีมกฎหมายหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของทุกคน สคส. จึงเปิดสนามนี้ขึ้นเพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียและทักษะได้เข้ามาช่วยกันออกแบบทางออกให้กับความท้าทายที่องค์กรทั่วประเทศกำลังเผชิญอยู่จริง

PDPA Hackathon 2026 มาในคอนเซปต์ "5 CHALLENGES 1 OPPORTUNITY" เปิดให้ผู้เข้าแข่งขันเลือกลงมือแก้โจทย์ที่ถนัดจาก 5 ความท้าทายจริง ได้แก่ การกำกับดูแลข้อมูลให้เป็นระบบ, การดูแลสิทธิของเจ้าของข้อมูล, การประเมินและบริหารความเสี่ยง, การรับมือเหตุข้อมูลรั่วไหล และการออกแบบที่ทุกคนเข้าถึงได้ โดยโจทย์ทั้งหมดคือปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และกำลังรอ Solution ที่ใช่จากคนรุ่นใหม่

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า "สิ่งที่ สคส. อยากเห็นจากเวทีนี้ คือการเปิดพื้นที่ให้ไอเดียของคนรุ่นใหม่ได้เติบโตเป็นของจริง เพราะเราเชื่อว่าแนวคิดหนึ่งที่จุดขึ้นในสนาม Hackathon อาจกลายเป็นเครื่องมือหรือโซลูชันที่องค์กรทั่วประเทศกำลังต้องการ และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นได้จากกลุ่มคนที่กล้าลงมือทำจริง ๆ"

ผู้ชนะบนเวที PDPA Hackathon 2026 จะได้รับโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี เหรียญรางวัล และเงินรางวัลรวม 200,000 บาท ขณะที่ผู้เข้ารอบทุกทีมจะได้รับ E-certificate จากโครงการ พร้อมการสนับสนุนค่าที่พัก และที่สำคัญที่สุดคือโอกาสได้เรียนรู้และทำงานจริงร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และวิทยากร รวมถึงพันธมิตรภาคเอกชนชั้นนำอย่าง ธนาคารกรุงไทย, หัวเหว่ย ประเทศไทย และ แอดวานซ์ อินโฟเซอร์วิส ซึ่งเป็นเครือข่ายและประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน

เวทีนี้เปิดกว้างสำหรับนักพัฒนา สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยรวมทีมได้ทีมละ 3–5 คน จากหลากหลายความถนัด ทั้งสายพัฒนา ออกแบบ ข้อมูล ความปลอดภัยไซเบอร์ ธุรกิจ และกฎหมาย หลังปิดรับสมัคร ผู้เข้าร่วมจะได้เริ่มต้นด้วยการปฐมนิเทศและอบรมความรู้ PDPA ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ก่อนลงสนามจริงในกิจกรรม Hackathon Day วันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 และปิดท้ายด้วย Demo Day นำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการในวันที่ 5 สิงหาคม 2569

ไอเดียของคุณอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ Solution ที่ทั้งประเทศกำลังรออยู่ อย่ารอช้า สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 27 กรกฎาคม 2569 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ pdpahackathon2026.com
92
สศอ. เปิดกิจกรรม “อุตสาหกรรมฮาลาล OIE PAVILION”  ยกขบวนสินค้าฮาลาล อวดตลาดโลก
ในงาน Grand Halal Bangkok 2026


นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “อุตสาหกรรมฮาลาล OIE PAVILION” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Grand Halal Bangkok 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 -  17 ก.ค. 2569 ณ บริเวณ Hall 98 - 99  ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC)  ภายใต้กิจกรรมเชื่อมโยงตลาดในประเทศ โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลไทย ใส่ใจผู้บริโภคทั่วโลก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยนางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ให้การต้อนรับในฐานะหน่วยงานผู้รับดำเนินการ ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย นายไพศาล พรหมยงค์ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสมุทรปราการ  ดร.สราวุธ และซัน คณบดีวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกริก นายพิตรพิบูล ธีร์จันทึก ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ   ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ  และผู้บริหารทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานด้วย


นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารฮาลาลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนประชากรมุสลิมทั่วโลกที่มีอยู่กว่า 1,900 ล้านคน และมีการขยายตัวของมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์ฮาลาลโลกอย่างต่อเนื่องในทุกปี ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก  มีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ องค์ความรู้ และมาตรฐานฮาลาลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงนับเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยจะขยายตลาดสินค้าฮาลาลทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน




“กิจกรรมในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะส่งเสริมและยกระดับผู้ประกอบการอาหารฮาลาลไทยให้มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก นั่นคือการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศผ่านงานแสดงสินค้าชั้นนำ โดยจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) แบบตัวต่อตัว (B2B) กับคู่ค้าที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ และเครือข่ายพันธมิตรให้กับผู้ประกอบการฮาลาลของไทยขยายตลาดสู่สากล ขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล แนวโน้มตลาด และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ”




นางไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ในฐานะหน่วยงานรับดำเนินการโครงการฯ กล่าวว่า กิจกรรมนี้ได้คัดเลือกผู้ประกอบการที่ผ่านการประเมินความพร้อมด้านศักยภาพธุรกิจ มีมาตรฐานฮาลาลและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร รวม 38 กิจการ ครอบคลุมสินค้าอาหาร 5 หมวดหลัก ได้แก่ ของทานเล่นและขนมขบเคี้ยว 13 ราย เครื่องปรุงรส 11 ราย เครื่องดื่ม 5 ราย ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูป 5 ราย เนื้อสัตว์และอาหารทะเลแปรรูป 4 ราย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและจำหน่าย ภายในโซน "อุตสาหกรรมฮาลาล OIE PAVILION"  พร้อมทั้งมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายบนเวที อาทิ Cooking Show สาธิตเมนูอาหารฮาลาลโดยเชฟรับเชิญ และจัดพื้นที่ Halal Clinic เพื่อบริการให้คำปรึกษาครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่ ด้านมาตรฐานฮาลาล การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตรวจวิเคราะห์ และการเงินการลงทุน เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นในสินค้าอาหารฮาลาลไทย








93
โรงแรมแคนทารี โคราช ต้อนรับ วง DICE
บอยแบนด์ดาวรุ่งแห่งวงการ T-Pop


              โรงแรมแคนทารี โคราช ให้การต้อนรับศิลปิน วง DICE บอยแบนด์ดาวรุ่งแห่งวงการ T-Pop จากค่าย SONRAY MUSIC กับสมาชิกวัยทีนทั้ง 10 คน ที่มีความสดใสในสไตล์ของตัวเอง อาทิ มิน DICE, อเล็กซ์ DICE และ เจย์ DICE ในโอกาสเดินทางมอบความสุขให้แฟนๆในงาน "DICE Busking ทั่วไทย" พร้อมให้เกียรติเข้าพัก ณ โรงแรมแคนทารี โคราช
94
152 ปี วัฒนาวิทยาลัย กางโรดแมปการศึกษา 2570-2575 ชูหลักสูตรรับอนาคต ตอกย้ำภาพลักษณ์ “บ้านหลังที่ 2” ที่ผู้ปกครองอุ่นใจ


กรุงเทพมหานคร : โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาชั้นนำที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 152 ปี ประกาศทิศทางการพัฒนาการศึกษาในช่วงปีการศึกษา 2570-2575 กางโรดแมปดีไซน์หลักสูตรรับโลกอนาคตด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ “โรงเรียนแห่งความรักและบ้านหลังที่ 2” ควบคู่กับการสืบทอดสายสัมพันธ์ “แดง-ขาว”ที่แข็งแกร่งและการเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จในการเปิดรับนักเรียนชายในระดับอนุบาลเพื่อสร้างสุภาพบุรุษที่มีคุณภาพป้อนสู่สังคมไทย


นางสาวลานทิพย์ ทวาทศิน ผู้จัดการโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เปิดเผยถึงโรดแมปการศึกษา 5 ปีนี้ว่า โรงเรียนได้วางเป้าหมายเตรียมความพร้อมผู้เรียนสู่โลกอนาคต เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ปกครองที่มองหาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูง โดยในด้านการยกระดับวิชาการ โรงเรียนจะเดินหน้าต่อยอดความเป็น Microsoft Showcase School พร้อมทั้งพัฒนาหลักสูตรสู่มาตรฐานสากลผ่าน Cambridge Assessment International Education และบูรณาการเทคโนโลยี AI เข้ากับการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 และสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการด้วยนวัตกรรมที่พร้อมตอบโจทย์โลกยุคใหม่


ทางด้าน ว่าที่ร้อยตรีหญิงดารญา ตันตินีรนาท ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียนและนักเรียนประจำ กล่าวเสริมถึงแนวคิดการดูแลนักเรียนและรูปแบบการเรียนการสอนว่าการศึกษาในปัจจุบันต้องเตรียมผู้เรียนให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข


ภายใต้แนวคิด “Smart School Smart Teachers Smart Students” มุ่งเน้นให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเป็นโรงเรียนแห่งความรัก ด้วยการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม (Holistic Education) ควบคู่ไปกับการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย


สำหรับประเด็นการเปิดรับเด็กชายในระดับอนุบาลนั้นโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยได้เริ่มเปิดรับนักเรียนชายมาเป็นระยะเวลาหนึ่งจนประสบความสำเร็จและมีพัฒนาการที่เด่นชัด และในโรดแมปใหม่นี้ โรงเรียนยังคงมุ่งมั่นเปิดรับพร้อมทั้งเตรียมความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมในการดูแลเอาใจใส่นักเรียนชายอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาให้เติบโตเป็น “Little Gentlemen” หรือสุภาพบุรุษตัวน้อย ที่ได้รับการปลูกฝังมารยาท การให้เกียรติผู้อื่น และความอ่อนโยนตั้งแต่ปฐมวัย


“เราเชื่อว่าความสุขเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้เป้าหมายของเราจึงไม่ใช่แค่การสร้างเด็กที่เก่งวิชาการเท่านั้น แต่คือการปั้นนักเรียนที่มีคุณภาพรอบด้าน เป็นคนดีมีคุณธรรม เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบและนี่คือสิ่งที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งของสายสัมพันธ์แดง-ขาว ตลอด 152 ปีของวัฒนาวิทยาลัยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นางสาวลานทิพย์กล่าวสรุป







95
คณะบริหารธุรกิจ สจล. ร่วมกับกลุ่มธุรกิจ TCP จัด THE KBS HACKATHON 2026
เปิดเวทีสร้างธุรกิจจากนวัตกรรม ชิงรางวัลรวมกว่า 60,000 บาท พร้อมโล่รางวัลพระราชทาน


คณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL Business School: KBS) ร่วมกับ กลุ่มธุรกิจ TCP ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มชั้นนำของประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ อาทิ เรดบูล เรดดี้ สปอนเซอร์ แมนซั่ม และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จัดกิจกรรม Orientation Day ภายใต้โครงการ THE KBS HACKATHON 2026 (Season 3: The Entrepreneurial Innovator) ภายใต้หัวข้อ "Beverages for a Sustainable Future" เพื่อให้รายละเอียดเกี่ยวกับการแข่งขัน กติกา แนวทางการพัฒนาไอเดียธุรกิจ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะผู้จัดงาน โดยบรรยากาศมีนิสิตและนักศึกษาเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและร่วมพูดคุยในช่วงถาม-ตอบ (Q&A) ก่อนเปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ณ ห้อง Business Opera House ชั้น 5


โครงการ THE KBS HACKATHON 2026 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเปิดเวทีให้นิสิตนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศได้แสดงศักยภาพด้านการคิดเชิงนวัตกรรมและความเป็นผู้ประกอบการ ผ่านการทำงานเป็นทีม การวิเคราะห์โจทย์จากภาคธุรกิจ และการนำเสนอแนวคิดภายใต้ธีม "The Entrepreneurial Innovator" โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจร่วมให้คำแนะนำตลอดการแข่งขัน


ผู้เข้าร่วมการแข่งขันจะได้ชิง เงินรางวัลรวมกว่า 60,000 บาท พร้อมโอกาสคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ โล่รางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกทั้งยังได้รับประสบการณ์ในการพัฒนาแนวคิดธุรกิจร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการในอนาคต

โครงการเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 10 - 20 กรกฎาคม 2569 ก่อนเข้าสู่รอบ Audition Day วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เพื่อคัดเลือก 20 ทีม ผ่านเข้าสู่รอบ Semi - Final วันที่ 28 สิงหาคม 2569 คัดเลือก 8 ทีมสุดท้าย ก่อนแข่งขันในรอบ Final Demo Day วันที่ 4 กันยายน 2569 และปิดท้ายด้วย พิธีรับโล่รางวัลพระราชทาน ในวันที่ 6 กันยายน 2569


ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการสมัครและข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Fanpage: KBS HACKATHON พร้อมรวมทีมให้พร้อม แล้วเปลี่ยนไอเดียที่อยู่ในสมุดให้กลายเป็นธุรกิจแห่งอนาคตบนเวที THE KBS HACKATHON 2026

สำหรับผู้ที่สนใจงานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ห้ามพลาด! งาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” (KMITL EXPO 2026) ระหว่างวันที่ 1 - 6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ภายในงานพบกับการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต เวทีเสวนานานาชาติ กิจกรรม Open House เวิร์กชอป และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนตลอดทั้ง 6 วัน



ผู้สนใจสามารถติ ดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/kmitlofficial และเว็บไซต์ www.kmitl.ac.th สอบถามเพิ่มเติมที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 329 8000
96
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ ซับน้ำตา เยียวยา
ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว อย่างต่อเนื่อง





ตามที่ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เมื่อกลางดึกของวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุดังกล่าวได้สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดเหตุ นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ได้มอบหมายให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย ทั้งเจ้าหน้าที่กู้ชีพ กู้ภัย อาสาสมัคร เร่งลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันที พร้อมออกมาตรการให้ความช่วยเหลือในด้านการจัดโลงบรรจุร่างผู้เสียชีวิตพร้อมรถเคลื่อนย้ายกลับภูมิลำเนาฟรี รวมถึงการมอบเงินค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต รวมถึงการมอบเงินเยียวยาผู้บาดเจ็บ โดยตลอดทั้งวัน ตั้งแต่วานนี้  (วันที่ 13 กรกฎาคม 2569) มูลนิธิฯ ได้จัดทีมเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนาอย่างต่อเนื่อง


โดยในวันนี้ (วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ ลงพื้นที่ให้กำลังใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อม มอบเงินค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิตรายละ 20,000 บาท รวมจำนวน 11 ราย และมอบเงินปลอบขวัญผู้บาดเจ็บรายละ 5,000 บาท จำนวน 1 ราย รวมการมอบเงินช่วยเหลือในวันนี้เป็นเงิน 225,000 บาท (สองแสนสองหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและสาธารณภัย นำโดย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย นายวรพจน์ จรัสเศรษฐสิริ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นายยุทธนา ทาโคตร์ หัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัยฯ และนายสุชีพ บุญเส็ง หัวหน้าแผนกอาสาสมัคร ร่วมลงพื้นที่และจัดทีมอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบตลอดทั้งวัน ณ จุดลงทะเบียนช่วยเหลือเยียวยาของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ


สำหรับญาติผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ สามารถติดต่อมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเพื่อประสานรับความช่วยเหลือได้ที่ จุดลงทะเบียนช่วยเหลือเยียวยาของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง หรือโทรติดต่อสอบถามได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ แผนกสาธารณภัย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอแสดงความเสียใจ และขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวทุกท่านมา ณ ที่นี้


ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้มีการพัฒนา และบูรณาการการให้ความช่วยเหลือในหลากหลายด้าน เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ”ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต””

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung




97
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ลงนาม MOU ครั้งที่ 2 สนับสนุนอุปกรณ์การประกอบอาชีพ สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ในโครงการส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว ต่อเนื่อง ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ




วันนี้ (วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU ครั้งที่ 2) เรื่องการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพ ระหว่าง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมี นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วย นางสาวศิริพร โรจนสุกาญจน รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อให้ สตรี บุรุษ ที่เป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว มีภาระหน้าที่ดูแลบุคคลในครอบครัว ได้มีอาชีพ สร้างรายได้ สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ โดยมีคณะผู้บริหารทั้งสององค์กรร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ




นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กล่าวว่า ด้วยปัจจุบัน อัตราการว่างงานของประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น มีทั้งสตรี บุรุษ ขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมตามมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ตระหนักถึงความสำคัญ จึงจัดทำโครงการ “ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว” ขึ้น โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้มอบวัสดุอุปกรณ์ ประกอบอาชีพแก่สตรีและครอบครัว รวม 326 ราย คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 6,204,673 บาท (หกล้านสองแสนสี่พันหกร้อยเจ็ดสิบสามบาทถ้วน) และ ในปี พ.ศ. 2569 ได้ดำเนินการมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรีไปแล้ว 7 แห่ง รวม 130 ราย และคงเหลืออีก 5 แห่ง มีกำหนดมอบภายในปีนี้ ด้วยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “โครงการส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว” จะสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างชีวิต สร้างความสุข สู่ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน




ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


98
"ไม่ต้อง Set Zero แต่ต้องออกแบบใหม่"
Westminster College Bangkok จับมือ 4 ภาคส่วน ถกแง่มุมอนาคตเด็กไทย
เปิด BTEC Level 3 วุฒิ ม.ปลายอินเตอร์ฯ จากสหราชอาณาจักร จบใน 1 ปี
ชูการเรียนแบบลงมือทำจริง ติดอาวุธเด็กไทยด้วยทักษะที่ AI แทนไม่ได้


กรุงเทพฯ – Westminster College Bangkok จับมือ 4 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคนโยบายการศึกษา ภาคมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และผู้ปกครอง เปิดเวทีเสวนาถอดรหัสอนาคตการศึกษาไทยในยุค AI พร้อมข้อสรุปร่วมกันว่า "การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อง Set Zero แต่ต้องออกแบบใหม่" โดยเสนอแนวทางพัฒนาผู้เรียนผ่านการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเปิดตัว Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเตรียมผู้เรียนสู่มหาวิทยาลัยและตลาดแรงงานแห่งอนาคต

ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานของผู้คนทั่วโลก ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม การสร้างสรรค์คอนเทนต์ ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงธุรกิจ ระบบการศึกษาทั่วโลกก็เริ่มเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน เพราะสิ่งที่นายจ้างต้องการในวันนี้ ไม่ใช่เพียงผู้ที่ทำข้อสอบได้คะแนนสูง แต่คือคนที่สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ทำงานร่วมกับผู้อื่น และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดชีวิต

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า "เด็กจะใช้ AI เป็นหรือไม่" แต่คือ "ระบบการศึกษาไทยกำลังเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับโลกที่ AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริงแล้วหรือยัง"

คำถามนี้กลายเป็นหัวใจของเวทีเสวนา "ผู้ปกครองไทยพร้อมหรือยัง? ระบบการศึกษาไทยกำลังถูก Disrupt ถึงเวลา Set Zero การศึกษาไทยหรือไม่" ซึ่งจัดโดย Westminster College Bangkok โดยเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเด็กไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยน ทั้งภาคนโยบายการศึกษา ภาคมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจในฐานะนายจ้าง และภาคผู้ปกครอง แม้ทุกคนจะมองจากคนละแง่มุม แต่กลับได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อง "เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด (Set Zero)" แต่ต้องออกแบบใหม่ ให้ทันโลก



จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย: ไม่ใช่การรื้อทิ้ง แต่คือการออกแบบใหม่
นายตรีณัฐ ใจยะสาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสท์มินส์เตอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล กรุ๊ป และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Westminster College Bangkok เปิดเผยมุมมองว่า การศึกษาไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ นี่เป็นเวลาที่ผู้ปกครอง นักการศึกษา และภาคธุรกิจต้องร่วมกันทบทวนว่า วิธีการเรียนรู้แบบเดิมยังตอบโจทย์โลกอนาคตหรือไม่ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่หลายห้องเรียนยังใช้วิธีการสอนและการวัดผลแบบเดียวกับเมื่อหลายสิบปีก่อน ขณะที่ตลาดแรงงานเปลี่ยนเกณฑ์การคัดเลือกคนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ในอดีต การศึกษาอาจให้ความสำคัญกับการจดจำข้อมูล แต่วันนี้ AI สามารถค้นหาและประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์ สิ่งที่ทำให้คนแตกต่างกันจึงไม่ใช่ว่าจำอะไรได้มากแค่ไหน แต่คือสามารถคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ และนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในโลกจริงได้หรือไม่



"แน่นอนว่าการศึกษาไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การรื้อทิ้ง แต่เป็นการเพิ่มและออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ที่ AI เข้ามาเป็นศูนย์กลาง เพราะวันนี้ทั้งการศึกษาและอาชีพล้วนหมุนรอบ AI Westminster College Bangkok จึงเชื่อว่าคำถามสำคัญ ไม่ใช่การหาว่าหลักสูตรไหนดีที่สุด แต่คือการหาหลักสูตรที่เหมาะที่สุดกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน" นายตรีณัฐ กล่าว

มุมมองนี้ได้รับการยืนยันจากฟากนโยบาย ซึ่งชี้ว่าแรงกดดันของโลกยุคใหม่ทำให้กลไกการศึกษาแบบเดิมปรับตัวตามไม่ทัน โดย ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ อธิบายว่า กฎหมายและหลักสูตรการศึกษาใช้เวลาปรับปรุงแต่ละครั้งเป็นสิบปี ขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงทุกวินาที ทางออกจึงไม่ใช่การไล่ตามเนื้อหา แต่คือการเปลี่ยน "กระบวนการเรียนรู้"

"พระราชบัญญัติการศึกษาเปลี่ยนครั้งหนึ่งใช้เวลาเป็นสิบปี ขณะที่โลกและเทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวินาที สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องเปิดกว้างและเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะเราไม่สามารถทำนายได้ว่าอาชีพในอนาคตคืออะไร สิ่งที่ควรวางให้เด็กจึงเป็นวิธีคิดและกระบวนการแก้ปัญหาที่จะติดตัวเขาไปในโลกที่ไม่แน่นอน" ดร.บัณฑิตย์ ระบุ



จาก "คะแนนสอบ" สู่ "ความพร้อมในการปฏิบัติงานจริง"
ข้อมูลจากองค์กรระดับโลกหลายแห่งสะท้อนตรงกันว่า ทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดในทศวรรษหน้า ได้แก่ Critical Thinking, Problem Solving, Creativity, Communication, Collaboration และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด ที่มากกว่านั้น ในยุคที่ AI กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐาน สิ่งที่ทำให้ผู้เรียนแตกต่างกันกลับไม่ใช่ตัวเครื่องมือ แต่เป็นวิธีที่แต่ละคนเลือกนำมันมาใช้

ซึ่ง รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ ประกอบผล อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้สะท้อนในมุมของภาคมหาวิทยาลัยว่า วิธีที่ผู้เรียนเลือกใช้ AI คือสิ่งที่กำลังแบ่งเด็กออกจากกัน กลุ่มหนึ่งใช้ AI ทำงานส่งโดยไม่เข้าใจ และอีกกลุ่มใช้ AI เป็นเครื่องมือตรวจสอบและต่อยอดความคิดของตัวเอง ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่อยู่ที่พื้นฐานการคิดที่แน่นพอจะรู้ว่าคำตอบที่ AI ให้มานั้นถูกหรือผิด



ความแตกต่างระหว่าง "รู้" กับ "ทำเป็น" นี้ ยังนำไปสู่การตั้งคำถามต่อการใช้เกรดเป็นตัวตัดสินคุณค่าของผู้เรียน โดยมองว่าเป้าหมายของการศึกษาต้องขยับจากการผลิตเด็กที่ "เก่งทำโจทย์" ไปสู่เด็กที่ "ลงมือทำเป็น"

"เราต้องสอนเด็กให้ทำเป็น ไม่ใช่สอนให้เก่งทำโจทย์ เพราะถ้าเก่งแค่ทำโจทย์ AI ก็ทำแทนได้ เกรดเป็นเพียงเครื่องบอกว่าเด็กผ่านอะไรมา แต่ไม่ได้บอกว่าเขาเก่ง สิ่งที่มหาวิทยาลัยและสถานประกอบการต้องการคือสมรรถนะที่ทำได้จริง" รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ กล่าวเสริม



ขณะที่เสียงจากภาคธุรกิจในฐานะปลายทางตลาดแรงงาน ก็เห็นไปในทางเดียวกัน นายอรรฆรัตน์ นิติพน หรือ "ก้อง" ผู้ก่อตั้งและผู้ดำเนินรายการอายุน้อยร้อยล้าน สะท้อนว่าปัญหาของเด็กจบใหม่จำนวนมากไม่ใช่การขาดความรู้ แต่ขาดความสามารถในการแปลงความรู้ให้เป็นผลลัพธ์ และการรับผิดชอบต่อผลงานของตนเอง

"เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากบอกว่าถาม AI มาแล้ว แต่ AI ไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ คนต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ สิ่งที่นายจ้างมองหาจึงไม่ใช่คะแนน แต่คือคนที่นำความรู้ไปสร้างผลลัพธ์ได้ มีความเป็นเจ้าของงาน และพร้อมรับฟีดแบ็กเพื่อพัฒนางานของตัวเอง" นายอรรฆรัตน์ ระบุ



เมื่อโจทย์ของทั้งสามภาคส่วนบรรจบกันที่คำว่า "ทำเป็น" Westminster College Bangkok จึงนำ Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma คุณวุฒิระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากสหราชอาณาจักร มาเปิดสอนในประเทศไทย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้เรียนที่ต้องการพัฒนาศักยภาพผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มากกว่าการเรียนเพื่อสอบเพียงอย่างเดียว

นายตรีณัฐ ให้ข้อมูลว่า หลักสูตร BTEC ใช้แนวทาง Applied Learning และ Project-Based Learning ผู้เรียนจะได้ทำโครงงาน วิจัย วิเคราะห์ และสร้างผลงานจริง เพื่อนำไปต่อยอดเป็น Portfolio สำหรับสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ภายใต้สายการเรียนอย่าง Business, Engineering และ Engineering & Design โดยแต่ละวิชามีการวัดผลงานที่ผู้เรียนได้สร้างขึ้นจริง พร้อมมีการพัฒนาทักษะสำคัญที่ตลาดแรงงานยุค AI ต้องการ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอ อย่างครบถ้วน



เรียนจบใน 1 ปี แต่ไม่ใช่ "ทางลัด"
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือ การเรียนจบภายในหนึ่งปีจะเร็วเกินไปหรือไม่ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Westminster College Bangkok ชี้แจงว่า การจบใน 1 ปีไม่ใช่การลดมาตรฐานหรือย่นเนื้อหาวิชา แต่เป็นการออกแบบหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานของ Pearson สหราชอาณาจักร โดยผู้เรียนทุกคนยังต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์เดียวกับผู้เรียนในต่างประเทศที่ศึกษาในหลักสูตรเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนวณผ่านเวลาเรียนจริง

"การเรียนจบใน 1 ปี ไม่ใช่การลดมาตรฐานหรือย่นเนื้อหา แต่เป็นการออกแบบให้มีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อเราลองคำนวณเวลาเรียนจริง ๆ ในระดับมัธยมปลาย โดยหักช่วงสอบและกิจกรรมที่ไม่ใช่วิชาแกนหลักออก จะพบว่าเนื้อหาหลักใช้เวลาราว หนึ่งพันห้าร้อยชั่วโมง ซึ่งไม่จำเป็นต้องกระจายไปถึงสามปีเสมอไป หากเด็กมีความพร้อมและศักยภาพเพียงพอ" นายตรีณัฐ กล่าวย้ำ

โดย คุณวุฒิ Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma มีความเทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ของประเทศไทย สามารถใช้ยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อผ่านระบบ TCAS ตามหลักเกณฑ์ที่ ทปอ. กำหนด รวมถึงได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา

ปัจจุบัน ผู้เรียนของ Westminster College Bangkok สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ SIIT มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รวมถึงมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและอีกหลายประเทศทั่วโลก



การศึกษาแห่งอนาคต ไม่ใช่ One Size Fits All
นายตรีณัฐ ย้ำว่าในอนาคต เด็กทุกคนไม่จำเป็นต้องเดินบนเส้นทางเดียวกัน เพราะโลกต้องการคนที่มีความสามารถหลากหลายมากกว่าคนที่มีคำตอบเหมือนกัน และเป้าหมายของ Westminster ไม่ได้อยู่ที่การเร่งให้เด็กจบเร็ว แต่อยู่ที่การช่วยให้เด็กค้นพบเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง และไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับหัวใจที่ผู้ปกครองและบทบาทของครอบครัวที่เดินเคียงข้างเด็กในการค้นหาเส้นทางของตนเอง นางสาวรุ่งนภา แก้วไทรหาญ หรือ "แอนนี่ บรู๊ค" ตัวแทนผู้ปกครอง มองว่าการศึกษาที่ดีไม่ได้วัดกันที่การไปได้ไกลกว่าคนอื่น แต่วัดกันที่การพาเด็กไปได้ไกลที่สุดเท่าที่ตัวเขามีศักยภาพ

"พ่อแม่ต้องเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง คอยชี้ทางด้วยการบอกข้อดีข้อเสียของแต่ละเส้นทาง ไม่ใช่สั่งให้เขาเดินทางใดทางหนึ่ง เพราะช่วงเวลาที่เราได้อยู่ข้างลูกคือเวลาทองที่ย้อนกลับมาไม่ได้" แอนนี่ บรู๊ค กล่าว



ท้ายที่สุด แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากเพียงใด แต่สิ่งที่ทำให้การเรียนรู้ยังมีความหมาย คือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน "เด็กอาจลืมคำตอบของ AI แต่จะไม่ลืมแรงบันดาลใจที่ครูสร้างให้ AI เข้าใจข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่ AI ไม่เข้าใจความสงสัยที่อยู่ในแววตาเด็ก" รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ กล่าวเสริม

สอดรับกับบทสรุปของ Westminster College Bangkok ที่มองว่า บทบาทของการศึกษาในยุค AI คือการสร้างสิ่งที่เทคโนโลยีแทนที่ไม่ได้

"บทบาทของโรงเรียนในยุค AI ไม่ใช่การสอนให้เด็กจดจำข้อมูลที่ค้นหาได้ในไม่กี่วินาที แต่คือการสร้างทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ได้ ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ จริยธรรม และความเข้าใจมนุษย์ ในโลกที่ AI รู้คำตอบเกือบทุกอย่าง การศึกษาที่ดีจึงไม่ใช่การสอนให้เด็กจำคำตอบ แต่ต้องสอนให้เด็กกล้าตั้งคำถาม คิดเป็น และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคม" นายตรีณัฐ กล่าวสรุปในตอนท้าย


ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดหลักสูตร
BTEC Level 3 ของ Westminster College Bangkok
ได้ที่โทรศัพท์ 099-261-3857 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.westminster.ac.th/btec
99
โฮมโปร เชื่อม "ทักษะ" สู่ "รายได้"
สนับสนุนเครื่องมือประกอบอาชีพ 40 ชุด มูลค่า 278,000 บาท
สร้างโอกาสการมีงานทำ และยกระดับศักยภาพแรงงานไทยอย่างยั่งยืน


ในวันที่โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากผู้คนยังขาดโอกาสในการเริ่มต้น

แม้แรงงานจำนวนมากจะผ่านการฝึกอบรมและมีความพร้อมในการประกอบอาชีพ แต่สำหรับหลายคน "เครื่องมือ" ยังคงเป็นต้นทุนสำคัญ โฮมโปรเชื่อว่า การพัฒนาแรงงานไม่ควรจบลงเพียงการส่งต่อความรู้ แต่ต้องสามารถต่อยอดสู่การทำงานจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้วยแนวคิดดังกล่าว "โฮมโปร" จึงสนับสนุนชุดเครื่องมือช่างอเนกประสงค์ จำนวน 40 ชุด มูลค่ารวม 278,000 บาท ให้แก่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะวิชาชีพ เพิ่มโอกาสในการมีงานทำ และช่วยให้แรงงานสามารถเปลี่ยนความรู้และทักษะที่มีให้กลายเป็นรายได้ที่มั่นคง โดยมีนายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นผู้รับมอบ



นายธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริการช่างโฮมโปร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ "โฮมโปร" กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีความต้องการแรงงานช่างฝีมือในหลากหลายสาขาอาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานติดตั้ง ซ่อมบำรุง และงานบริการภายในบ้าน ซึ่งล้วนเป็นอาชีพที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพการใช้ชีวิตของผู้คนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับชุมชน

"สิ่งที่หลายคนขาดอาจไม่ใช่ความสามารถ แต่เป็นโอกาสในการเริ่มต้น เราเชื่อว่าหากแรงงานมีทั้งทักษะและเครื่องมือที่พร้อมใช้งาน ก็จะสามารถต่อยอดสู่การสร้างรายได้ การพึ่งพาตนเอง และการเติบโตในสายอาชีพได้อย่างมั่นคง"



ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โฮมโปรไม่ได้มุ่งเพียงการพัฒนาและบริการเพื่อดูแลบ้านของลูกค้าเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพช่าง การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงอาชีพ ผ่านการดำเนินงานของช่างโฮมโปร (CHANG HomePro) ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ มาตรฐานวิชาชีพ และโอกาสการทำงานจริงให้กับช่างไทยทั่วประเทศ สะท้อนบทบาทของโฮมโปรในการร่วมพัฒนาระบบนิเวศช่างไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การสนับสนุนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการส่งมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แต่เป็นการลงทุนในศักยภาพของผู้คน เพื่อช่วยให้แรงงานสามารถเปลี่ยนทักษะให้เป็นอาชีพ เปลี่ยนอาชีพให้เป็นรายได้ และเปลี่ยนรายได้ให้เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว



ความร่วมมือดังกล่าว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโฮมโปรในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม (Creating Shared Value) โดยเชื่อว่า การเติบโตของธุรกิจควรเกิดขึ้นควบคู่กับการสร้างโอกาสทางอาชีพ การพัฒนาศักยภาพแรงงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

เพราะการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มต้นจากการให้ความช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว แต่เริ่มต้นจากการสร้างโอกาสให้ผู้คนสามารถยืนได้ด้วยตนเอง

และบางครั้ง...เครื่องมือหนึ่งชุด อาจไม่เพียงเปลี่ยนวิธีการทำงานของใครบางคน แต่สามารถเปลี่ยนอนาคตของทั้งครอบครัวได้ตลอดไป
100
ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 เปิดศึกฮีโร่สะเทือนจักรวาล “สไปเดอร์แมน: โน เวย์ โฮม” บททดสอบใหญ่ของ “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์”


ห้ามพลาด! หนังซูเปอร์ฮีโร่ระดับโลกที่พาแฟนหนังติดตามจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ กลับมาพร้อมแอ็กชันสุดตื่นตา ดราม่าเข้มข้น และโมเมนต์สะเทือนใจ นำแสดงโดย ทอม ฮอลแลนด์, เซนดายา และเบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ ถ่ายทอดบททดสอบของฮีโร่หนุ่มที่ต้องเผชิญทั้งความรัก มิตรภาพ และความรับผิดชอบครั้งใหญ่








ชีวิตของ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ (ทอม ฮอลแลนด์) พลิกจากเด็กหนุ่มธรรมดาสู่เป้าสายตาคนทั้งโลก เมื่อความลับว่าเขาคือสไปเดอร์แมนถูกเปิดเผย จนทุกอย่างที่เคยพยายามปกป้อง ทั้งชีวิตส่วนตัว เพื่อน และครอบครัว ต้องสั่นคลอนในพริบตา แรงกดดันครั้งนี้ยังพาคนสำคัญอย่าง เอ็มเจ (เซนดายา) เน็ด ลีดส์ (เจคอบ บาตาลอน) และเมย์ ปาร์คเกอร์ (มาริซา โทเม) เข้ามาอยู่กลางพายุปัญหาที่ปีเตอร์ไม่อาจหลบหนีได้ เมื่อทางออกเริ่มมืดมน ปีเตอร์จึงหันไปขอความช่วยเหลือจากดอกเตอร์สเตรนจ์ (เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์) เพื่อใช้เวทมนตร์ลบความทรงจำของผู้คน แต่ความหวังที่จะได้ชีวิตเดิมคืนกลับกลายเป็นความปั่นป่วนครั้งใหญ่ เมื่อคาถาผิดพลาดและเปิดรอยแยกของจักรวาล ดึงเหล่าวายร้ายจากโลกอื่นเข้ามาเผชิญหน้า รวมถึง ดอกเตอร์อ็อกโทพุส (อัลเฟรด โมลินา) ที่มาพร้อมภัยคุกคามสุดเดือด ติดตามชมความสนุก “สไปเดอร์แมน: โน เวย์ โฮม” วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.30 น. ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และรับชมสดได้ที่ https://true4u.com/live/
Pages: 1 ... 8 9 [10]