31
news & activity / เดอะ เจ็นซ์ ร่วมกับ จีพีพี และอาดิดาส ไทยแลนด์ เดินหน้านำทัพนักกีฬาเทรนเข้ม
« Last post by happy on June 26, 2026, 09:24:30 PM »เดอะ เจ็นซ์ ร่วมกับ จีพีพี และอาดิดาส ไทยแลนด์ เดินหน้านำทัพนักกีฬาสองดาวรุ่ง “ณภัทร-ซีวู พาร์ค” แชมป์กอล์ฟเยาวชน Super GENZ Boy ตีตั๋วบินลัดฟ้าลุยศึกอเมริกา เทรนเข้มกับโค้ช PGA ระดับโลก
เดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพนักสวิงรุ่นเยาว์สู่เวทีสากลอย่างต่อเนื่อง สำหรับ “บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด ร่วมกับบริษัท จีพีพี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ อาดิดาส ไทยแลนด์” ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 5 ของการผนึกกำลังร่วมส่งเสริมและจัดการแข่งขันกอล์ฟเยาวชนระดับประเทศ เพื่อเฟ้นหายอดนักสวิงเข้าสู่โครงการพัฒนาของ GENZ และคว้าสิทธิ์ลุยศึกระดับนานาชาติ
ไฮไลท์สำคัญสูงสุดของฤดูกาลนี้ คือ รางวัลสุดพิเศษแห่งปี “สิทธิ์บินตรงสู่สหรัฐอเมริกา” เพื่อเข้ารับการฝึกซ้อมส่วนตัว (Private Coaching) กับโค้ชชื่อดังระดับโลก จอช แอ็ล-เพิร์ท (Josh Alpert) (PGA - FlowCode Junior Golf) และทีมโค้ชจาก Division 1 เพื่อเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดก่อนเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ระดับนานาชาติ “19th Annual FCG International Junior Golf Championship 2026” ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน - 5 กรกฎาคม 2569 โดยยอดขุนพลเยาวชนในรุ่น Super GENZ Boy ที่โชว์ฟอร์มสะท้านสนามและคว้าตั๋วใบสำคัญนี้ไปครองจาก 2 สนาม ได้แก่
• สนามแรก รายการ “บางจาก โอเพ่น 2026” ณ สนามเขาใหญ่ คันทรี คลับ นครราชสีมา “ณภัทร ไชยพานิช” ระเบิดฟอร์มระดับมาสเตอร์พีซตลอดการแข่งขัน 3 วัน (54 หลุม) เฉือนเอาชนะคู่แข่งไปได้อย่างสุดมันส์ จบสกอร์รวมถล่มทลายถึง 18 อันเดอร์พาร์ 198 คว้าแชมป์ Super GENZ Boy ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมตั๋วใบแรกบินลัดฟ้าสู่สหรัฐอเมริกา
• สนามที่ 2 รายการ “บางจาก มาสเตอร์ 2026” ณ สนามกบินทร์บุรี สปอร์ตคลับ ปราจีนบุรี “ซีวู พาร์ค” (Siwoo Park) นักสวิงหนุ่มฟอร์มดุจากเกาหลีใต้ ที่โชว์วงสวิงได้อย่างยอดเยี่ยมและเด็ดขาด จบสกอร์รวมสองวันเหนือชั้นที่ 6 อันเดอร์พาร์ 138 คว้าแชมป์ Super GENZ Boy พร้อมสิทธิ์บินตรงสู่สหรัฐอเมริกาไปครองได้สำเร็จ
ร่วมส่งกำลังใจเชียร์สองสุดยอดนักสวิงเยาวชน “ณภัทร ไชยพานิช” และ “ซีวู พาร์ค” ในการเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ล้ำค่าและสร้างชื่อเสียงบนแผ่นดินอเมริกา โดยสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของการแข่งขันในสนามต่อไปได้ที่แฟนเพจ GENZ Golf Tour
ไฮไลท์สำคัญสูงสุดของฤดูกาลนี้ คือ รางวัลสุดพิเศษแห่งปี “สิทธิ์บินตรงสู่สหรัฐอเมริกา” เพื่อเข้ารับการฝึกซ้อมส่วนตัว (Private Coaching) กับโค้ชชื่อดังระดับโลก จอช แอ็ล-เพิร์ท (Josh Alpert) (PGA - FlowCode Junior Golf) และทีมโค้ชจาก Division 1 เพื่อเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดก่อนเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ระดับนานาชาติ “19th Annual FCG International Junior Golf Championship 2026” ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน - 5 กรกฎาคม 2569 โดยยอดขุนพลเยาวชนในรุ่น Super GENZ Boy ที่โชว์ฟอร์มสะท้านสนามและคว้าตั๋วใบสำคัญนี้ไปครองจาก 2 สนาม ได้แก่
• สนามแรก รายการ “บางจาก โอเพ่น 2026” ณ สนามเขาใหญ่ คันทรี คลับ นครราชสีมา “ณภัทร ไชยพานิช” ระเบิดฟอร์มระดับมาสเตอร์พีซตลอดการแข่งขัน 3 วัน (54 หลุม) เฉือนเอาชนะคู่แข่งไปได้อย่างสุดมันส์ จบสกอร์รวมถล่มทลายถึง 18 อันเดอร์พาร์ 198 คว้าแชมป์ Super GENZ Boy ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมตั๋วใบแรกบินลัดฟ้าสู่สหรัฐอเมริกา
• สนามที่ 2 รายการ “บางจาก มาสเตอร์ 2026” ณ สนามกบินทร์บุรี สปอร์ตคลับ ปราจีนบุรี “ซีวู พาร์ค” (Siwoo Park) นักสวิงหนุ่มฟอร์มดุจากเกาหลีใต้ ที่โชว์วงสวิงได้อย่างยอดเยี่ยมและเด็ดขาด จบสกอร์รวมสองวันเหนือชั้นที่ 6 อันเดอร์พาร์ 138 คว้าแชมป์ Super GENZ Boy พร้อมสิทธิ์บินตรงสู่สหรัฐอเมริกาไปครองได้สำเร็จ
ร่วมส่งกำลังใจเชียร์สองสุดยอดนักสวิงเยาวชน “ณภัทร ไชยพานิช” และ “ซีวู พาร์ค” ในการเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ล้ำค่าและสร้างชื่อเสียงบนแผ่นดินอเมริกา โดยสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของการแข่งขันในสนามต่อไปได้ที่แฟนเพจ GENZ Golf Tour
32
news & activity / มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตแก่ชาวขอนแก่น
« Last post by happy on June 26, 2026, 08:56:11 PM »มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวขอนแก่น ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี


วานนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์/หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวมจำนวน 31 คน คิดเป็นมูลค่า 613,810 บาท พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 10 คน คิดเป็นมูลค่า 30,000 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 643,810 บาท (หกแสนสี่หมื่นสามพันแปดร้อยสิบบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง ทันตกรรม แก่ประชาชน รวมถึงจัดกิจกรรมนันทนาการเด็กและเยาวชนในพื้นที่ฟรี โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นางสาวศุภวรรณ ขูดแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวรัตนาภา จังหวัดขอนแก่น และนางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวรัตนาภา จังหวัดขอนแก่น
นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถแต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ. 2569 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา สุราษฎร์ธานี ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป
ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418
ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418
33
news & activity / ‘ยัวซ่า’ สานต่อความสำเร็จ จัดสัมมนาเทคนิคแบตเตอรี่ เสริมศักยภาพตัวแทนจำหน่าย
« Last post by happy on June 26, 2026, 04:05:56 PM »‘ยัวซ่า’ สานต่อความสำเร็จ จัดสัมมนาเทคนิคแบตเตอรี่ เสริมศักยภาพตัวแทนจำหน่ายที่อุบลราชธานี

บริษัท ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ได้จัดกิจกรรม “สัมนาช่าง รอบรู้เรื่องแบต กับยัวซ่า” เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านผลิตภัณฑ์และเทคนิคการตรวจเช็คแบตเตอรี่ ให้แก่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมยกระดับมาตรฐานการบริการและการดูแลลูกค้าอย่างมืออาชีพ ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสัมมนาให้ความรู้แก่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ซึ่งยัวซ่าจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีแบตเตอรี่และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดยานยนต์ในปัจจุบัน โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ยัวซ่า รวมถึงแนวทางการตรวจเช็คสภาพแบตเตอรี่เบื้องต้นก่อนการส่งเคลมอย่างถูกต้อง

นอกจากการเสริมสร้างความเข้าใจด้านผลิตภัณฑ์แล้ว ผู้เข้าร่วมยังได้เรียนรู้วิธีวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาแบตเตอรี่อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและการเติบโตของร้านค้าในระยะยาว ภายในงานได้รับเกียรติจากทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากยัวซ่าร่วมถ่ายทอดความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และตอบข้อซักถามอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นกันเองและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมสัมมนา

ยัวซ่ายังคงมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมด้านความรู้และการพัฒนาทักษะวิชาชีพ เพื่อร่วมยกระดับมาตรฐานการบริการ สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และเติบโตไปพร้อมกับคู่ค้าทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
ติดตามข่าวสารแบตเตอรี่ยัวซ่าได้ที่ facebook: Yuasas Club Tiktok: Yuasathai
34
news & activity / ครบรอบ 4 ปี สคส. ยกระดับ PDPA ไทยสู่ "โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล"
« Last post by fh400 on June 26, 2026, 02:46:44 PM »ครบรอบ 4 ปี สคส. ยกระดับ PDPA ไทยสู่ "โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล"
วางเป้า "ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์" รับยุค AI สร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อมั่นได้
วางเป้า "ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์" รับยุค AI สร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อมั่นได้

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC จัดงานครบรอบ 4 ปีแห่งการสถาปนาองค์กร เดินหน้ายกระดับการบังคับใช้กฎหมาย PDPA สู่บทบาทใหม่ ในฐานะ "โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล" ภายใต้ยุทธศาสตร์ "ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์" รับมือยุค AI พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สู่เป้าหมายการเป็นสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อมั่นได้
การก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของ สคส. เกิดขึ้นท่ามกลางภูมิทัศน์ความเสี่ยงทางดิจิทัลที่ซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางที่ผิด เทคโนโลยีปลอมแปลงเสมือนจริง (Deepfake) ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และเศรษฐกิจแบบหลอกลวง ที่ขยายตัวเป็นเครือข่ายอาชญากรรมและสร้างความเสียหายในวงกว้าง โดยข้อมูลระดับสากลเผยว่ารูปแบบการฉ้อโกงที่อาศัย AI และ Deepfake เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 180 ในรอบปี และความเสียหายจากการฉ้อโกงอัตลักษณ์บุคคลทั่วโลกในปี 2568 มีมูลค่าเกินกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในประเทศไทยเอง มูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในช่วง 4 เดือนของปี 2569 อยู่ที่ 7.48 พันล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการรั่วไหลของข้อมูลคือ "ต้นทาง" ที่หล่อเลี้ยงขบวนการหลอกลวง และทำให้บทบาทของกฎหมาย PDPA และ สคส. มีความสำคัญต่อความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลของประเทศมากยิ่งขึ้น

"กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม" ได้ยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นวาระสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งมิติความมั่นคงของประเทศและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกในการรับมือภัยคุกคามรอบด้าน ควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลระหว่างการปกป้องสิทธิของประชาชนและการเปิดพื้นที่ให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตได้อย่างมีความรับผิดชอบ
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นรากฐานของความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะเมื่อประชาชนมั่นใจว่าข้อมูลของเขาปลอดภัย เขาก็พร้อมจะใช้บริการดิจิทัล และเมื่อภาคธุรกิจมีมาตรฐานที่โลกให้การยอมรับ การลงทุนและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็จะเข้ามา สิ่งที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC กำลังทำ คือดูแลสิทธิของคนไทยให้ได้ ร่วมกับเปิดทางให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อม ๆ กัน

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า สคส. ได้มุ่งปรับมุมมองที่สังคมมีต่อกฎหมาย PDPA จากการเป็นเพียงข้อปฏิบัติทางกฎหมายหรือต้นทุนทางธุรกิจ สู่การเป็น "โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล" ที่ทำหน้าที่สร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว ภายใต้ยุทธศาสตร์ "ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์"
"ความเชื่อมั่นคือหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัล ถ้าคนไทยยังไม่มั่นใจว่าข้อมูลของตัวเองจะถูกใช้อย่างไร ทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไม่ได้ บทบาทของ สคส. ในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ผู้บังคับใช้กฎหมายที่คอยตั้งรับอย่างเดียว แต่เราตั้งใจเป็นผู้ช่วยที่ทำงานเชิงรุก เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย เป้าหมาย 'ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์' อาจฟังดูท้าทาย แต่นี่คือมาตรฐานที่ สคส. ตั้งใจจะไปให้ถึง เพื่อให้คนไทยใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ได้อย่างวางใจ"

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สคส. ได้ขับเคลื่อนภารกิจอย่างต่อเนื่องใน 3 ด้านหลัก คือ การกำกับดูแล การส่งเสริมองค์ความรู้ และการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานต่าง ๆ โดย สคส. ได้เปลี่ยนผ่านจากยุคของการให้ความรู้ เข้าสู่ยุคของการกำกับดูแลเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ที่ผ่านมา สคส. ได้ดำเนินการตรวจสอบความพร้อมและให้คำแนะนำแก่หน่วยงานเชิงรุกไปแล้วกว่า 590,000 หน่วยงานทั่วประเทศ และเริ่มมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองต่อองค์กรที่ละเลยมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล รวมมูลค่าโทษปรับกว่า 21.5 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนบนบรรทัดฐานเดียวกัน ขณะเดียวกันก็เดินหน้าสนับสนุนภาคเอกชนและผู้ประกอบการ SME ให้ปฏิบัติตามกฎหมายได้โดยไม่เป็นภาระต้นทุน ผ่านการพัฒนาเครื่องมือและแพลตฟอร์มมาตรฐานระดับชาติ ตลอดจนการเตรียมประกาศใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเป็นใบเบิกทาง สร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจไทยในเวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
สำหรับหมุดหมายในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 สคส. มุ่งเดินหน้า "คุมเข้ม" และ "ยกระดับ" มาตรการในหลายมิติ ทั้งการยกระดับมาตรฐานการรับมือเหตุข้อมูลรั่วไหล ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล การวางกรอบการกำกับดูแลการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ (AI Governance) โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการคุ้มครองข้อมูลของกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะเยาวชน รวมถึงการขยายการเข้าถึงบริการของ สคส. สู่ระดับภูมิภาค และการส่งเสริมให้ทุกองค์กรมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ประชาชนสามารถใช้บริการออนไลน์ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งภายในงานครบรอบ 4 ปี สคส. ได้จัดกิจกรรมตลอดทั้งวัน เพื่อถ่ายทอดความก้าวหน้าและเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย
- นิทรรศการ "4 ปี ความก้าวหน้าและความสำเร็จในภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล" เพื่อสะท้อนพัฒนาการขององค์กรตลอด 4 ปี
- เสวนา "4th Anniversary PDPC Thailand: ความก้าวหน้าและพัฒนาการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ" ชมวีดีทัศน์ประวัติความเป็นมาและการจัดตั้ง สคส. โดยมีกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กรรมการกำกับสำนักงานฯ และเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ร่วมเวที
- ความรู้เรื่องการขอเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ทั้งนี้ กิจกรรมเสวนาบนเวทีจะถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live เพจ "สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล - สคส" เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกภาคส่วนได้ร่วมรับชมและสะท้อนมุมมอง การก้าวสู่ปีที่ 4 ของ สคส. พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ที่จะยกระดับ PDPA ไทย ให้เป็นรากฐานของสังคมดิจิทัลที่ทั้งปลอดภัยและเชื่อมั่นได้ บนสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน
35
news & activity / CEA เปิดตัว "Bangkok International Content Market 2026" ในงาน TCM2026
« Last post by fh400 on June 26, 2026, 02:31:58 PM »CEA เปิดตัว "Bangkok International Content Market 2026" ในงาน TCM2026 ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ระดับนานาชาติครั้งแรกของไทย
ดึงกว่า 300 บริษัททั่วโลก ร่วมซื้อขาย - ร่วมผลิต
ปักหมุดไทยสู่ "Content Hub of Asia"
20 - 22 กรกฎาคม 2569
ดึงกว่า 300 บริษัททั่วโลก ร่วมซื้อขาย - ร่วมผลิต
ปักหมุดไทยสู่ "Content Hub of Asia"
20 - 22 กรกฎาคม 2569

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เปิดตัว Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของไทยอย่างเป็นทางการ ภายในงานแถลงข่าว Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ปักหมุดดัน "ประเทศไทย" ขึ้นแท่น "ศูนย์กลางคอนเทนต์แห่งเอเชีย" (Content Hub of Asia) คาดเกิดการเจรจาทางธุรกิจกว่า 500 คู่ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ สตูดิโอ ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มสตรีมมิงจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น Mono Streaming, Kantana Group, White Light Studio, Matching Maximize Solution, GMMTV, True CJ Creation, M Studio, Netflix, I-Qiyi International (Thailand) และบริษัทชั้นนำของไทยและต่างชาติกว่า 120 ราย ระหว่างวันที่ 20 - 22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 - 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ
ศักยภาพ "คอนเทนต์ไทย" กับโอกาสเติบโต "ในระดับสากล"
คอนเทนต์ไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็น New Wave ของเอเชียอย่างชัดเจน เห็นได้จากตัวอย่างความสำเร็จของหลายผลงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ "ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)" (2568) ที่คว้ารางวัล Grand Prize จากสายประกวด Critics' Week ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประจำปี 2025, ภาพยนตร์ "หลานม่า (How to Make Millions Before Grandma Dies)" (2567) ที่สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จและกวาดรายได้ระดับพันล้านบาท พร้อมได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้ชมทั่วเอเชีย, ซีรีส์ "สงคราม ส่งด่วน (Mad Unicorn)" (2568) ที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุดซีรีส์ "ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer)" (2569) จากการเข้าร่วมโครงการ CEA Content Lab ในปี 2023 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดสากล จนได้เข้ารอบ Final Pitch รวมถึงการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่ง Netflix แพลตฟอร์มระดับโลกได้พัฒนา ต่อยอด และลงทุนจนโปรเจ็กต์นี้เป็นซีรีส์ที่สมบูรณ์ สะท้อนถึงศักยภาพโปรดักชันและบทที่เล่าเรื่องสังคมไทยได้อย่างน่าสนใจ เข้มข้น และมีมิติ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากผู้ชมทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ปี 2566 อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 119,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ยกว่า 5% ต่อปี ขณะเดียวกัน ผลงานของนักสร้างสรรค์ไทยก็ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีทั้งบุคลากร ความคิดสร้างสรรค์ เรื่องเล่า และทุนทางวัฒนธรรม ที่สามารถต่อยอดเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล
CEA และ DITP จึงผนึกความร่วมมือจัดงาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ในปี 2569 เพื่อสร้างแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่หลอมรวมมิติการค้า การลงทุน และการพัฒนาคอนเทนต์ไว้อย่างครบวงจร โดย CEA ร่วมจัดงาน Bangkok International Content Market 2026 หรือ BICM2026 ภายใต้งาน TCM2026 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนักสร้างสรรค์ไทยกับนักลงทุน ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มชั้นนำจากทั่วโลก พร้อมผลักดันศักยภาพของ Thai Content สู่โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในระดับสากล

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า "BICM2026 คือก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคอนเทนต์ของเอเชีย โดยเป็นเวทีเชื่อมนักสร้างสรรค์ไทยกับนักลงทุนและผู้ผลิตจากทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เรามุ่งสร้างระบบและมาตรฐานที่แข็งแรง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และตลาดสากล เพื่อยกระดับ 'คอนเทนต์ไทย' จากผู้รับจ้างผลิต สู่การเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา 'High-Value IP' และผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน"
Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ ดังนี้
1. Thailand Content Market 2026 (TCM2026) โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 12 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ โทรทัศน์และซีรีส์ ซีรีส์วาย-ยูริ (BL/GL) แอนิเมชัน เกม คาแรกเตอร์ หนังสือและอีเลิร์นนิง อาร์ตทอย ของเล่น บอร์ดเกม งานโปรดักชัน และ Content Services พร้อมด้วย Market & Pavilion พื้นที่จัดแสดงสำหรับบุคคลทั่วไป (B2C) กว่า 400 บูธ พร้อมด้วยโซนธุรกิจ (B2B) อีกกว่า 100 บูธ จากบริษัทในอุตสาหกรรมบันเทิง
2. Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (Film) ซีรีส์และละคร (TV & Series) รวมถึงแอนิเมชัน (Animation) ผ่านกิจกรรมการนำเสนอโครงการ (Pitching), กิจกรรมเจรจาธุรกิจ Business Matching (B2B) และกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Networking Reception) อย่างครบวงจร สำหรับปีนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 120 บริษัทชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น Mono Streaming, Kantana Group, White Light Studio, Matching Maximize Solution, GMMTV, True CJ Creation, M Studio, Netflix, I-Qiyi International (Thailand) ฯลฯ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ BICM2026 คือเวทีนำเสนอผลงานสู่ตลาดสากล และกิจกรรมสร้างเครือข่าย ประกอบด้วย
1. BICM Pitching & Awards เวทีนําเสนอโปรเจ็กต์ บทภาพยนตร์ และซีรีส์ ที่มีศักยภาพพร้อมผลิตจริง ผ่านโปรเจ็กต์ที่ได้รับคัดเลือกกว่า 55 ผลงาน ทั้งการนำเสนอโปรเจ็กต์จากประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงโปรเจ็กต์จากเครือข่ายพันธมิตร
- Asian Project Pitching 12 โปรเจ็กต์ศักยภาพสูงจากเครือข่ายตลาดคอนเทนต์ระดับภูมิภาค พร้อมชิงเงินทุนสนับสนุนการผลิตรวมมูลค่ารางวัลไม่น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันโปรเจ็กต์ให้ก้าวสู่กระบวนการผลิตจริง
- Thai Project Pitching 18 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในขั้นตอนพัฒนาของไทย จากโครงการ CEA Content Lab 2026 และโปรแกรม BICM Open Call เพื่อค้นหาผู้ร่วมลงทุนพัฒนาโปรเจ็กต์เชิงพาณิชย์ พร้อมทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
- Thai Story Pitching 25 บทภาพยนตร์และซีรีส์ของไทย จากโครงการ CEA Content Lab 2026 และโปรแกรม BICM Open Call สำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อลิขสิทธิ์สำหรับไปพัฒนาต่อ พร้อมทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

2. ตลาดต่อยอดธุรกิจสื่อสร้างสรรค์
- Work-in-Progress (WIP) Screening พื้นที่ที่ให้บริการฉายภาพยนตร์และซีรีส์ที่ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ เพื่อเปิดเวทีให้บริษัทชั้นนำของไทยได้นำเสนอผลงานสร้างสรรค์แก่ผู้ซื้อ ผู้ร่วมลงทุน (Co-production) และตัวแทนจำหน่าย (Sales Agents) ก่อนที่ผลงานจะเสร็จสมบูรณ์
- Networking Reception กิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาการค้าจากทั้งในและต่างประเทศ
3. เวทีเสวนาและเวิร์กช็อปกับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
- Industry Forum ฟอรัมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและทิศทางของอุตสาหกรรม ผ่านความร่วมมือของสมาคม หน่วยงานภาครัฐ และบริษัทชั้นนำระดับประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อต่าง ๆ เช่น Regional Content Spotlights: From Local Hits to Global Formats, AI For Creative Industries, พิกัดใหม่คอนเทนต์ไทย รอดในบ้าน รุกในโลก, The New Frontier of Thai Content ฯลฯ
- Workshop เวิร์กช็อปเพื่อยกระดับทักษะและองค์ความรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยมีหัวข้อสำคัญ เช่น AI in Animation, Art of Lighting, Content IP Protection & Utilization ฯลฯ

"Thailand Content Market 2026 และ Bangkok International Content Market 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงงานอีเวนต์คอนเทนต์สร้างสรรค์ แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่จะเชื่อมผู้ผลิตไทย นักสร้างสรรค์ไทย และเครือข่ายระดับโลกเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดัน 'คอนเทนต์ไทย' ให้ก้าวสู่ 'เวทีโลก' สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้แก่ประเทศ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Nation" ดร. ชาคริต กล่าวทิ้งท้าย
Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) ภายใต้งาน TCM2026 จะเป็นเวทีแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมโยงไปสู่ภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ระหว่างวันที่ 20 - 22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 - 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ
36
news & activity / "ซูเลียน" คว้ารางวัล THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026
« Last post by fh400 on June 25, 2026, 02:51:16 PM »"ซูเลียน" คว้ารางวัล THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026
ตอกย้ำองค์กรขายตรงแถวหน้าของไทย เดินหน้า Transform สู่ยุค AI-Digital-Commerce
ชูโมเดล "สร้างคน สร้างโอกาส สร้างอนาคต" ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
ตอกย้ำองค์กรขายตรงแถวหน้าของไทย เดินหน้า Transform สู่ยุค AI-Digital-Commerce
ชูโมเดล "สร้างคน สร้างโอกาส สร้างอนาคต" ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะองค์กรธุรกิจขายตรง ชั้นนำของประเทศไทย คว้ารางวัล "THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026" ประเภท Rising Star ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของผู้นำองค์กรยุคใหม่ ที่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ พร้อมสร้างคุณค่าร่วมทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาศักยภาพของผู้คนอย่างยั่งยืน
ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ "ซูเลียน" ในการปรับองค์กรครั้งสำคัญ จากธุรกิจขายตรงแบบดั้งเดิมสู่ "Modern Direct Selling Company" ที่ผสานจุดแข็งของเครือข่ายนักธุรกิจเข้ากับเทคโนโลยี AI, Digital Platform และ Digital Commerce เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการยุคใหม่ และสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งในระยะยาว
ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รางวัลดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาองค์กร และสะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันซูเลียนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง รางวัลนี้ไม่ใช่ความสำเร็จของคนใดคนหนึ่ง แต่คือความสำเร็จร่วมกันของพนักงาน นักธุรกิจซูเลียน พันธมิตรทางธุรกิจ และลูกค้าทั่วประเทศ ที่เชื่อมั่นและเติบโตไปพร้อมกับองค์กรมาโดยตลอด"

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ซูเลียนถือเป็นหนึ่งในองค์กรธุรกิจขายตรงที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ด้วยเครือข่ายนักธุรกิจทั่วประเทศ และแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่มุ่ง "สร้างคน สร้างอาชีพ และสร้างโอกาส" ให้กับคนไทยในทุกภูมิภาค "ความสำเร็จขององค์กรในวันนี้ ไม่ได้วัดจากยอดขายหรือกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับผู้คน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม"
ดร.ปิยะวัฒน์ กล่าวต่อว่า ท่ามกลางกระแส Digital Disruption ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก เรายังคงเชื่อมั่นว่า "ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน" คือหัวใจสำคัญของธุรกิจขายตรง แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และประสบการณ์จริง ยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด
"AI สามารถตอบคำถามแทนมนุษย์ได้ แต่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นแทนมนุษย์ได้ เพราะหัวใจของธุรกิจขายตรง คือความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และความไว้วางใจระหว่างผู้คน"
ด้วยแนวคิดดังกล่าว เราจึงเร่งลงทุนพัฒนา Digital Ecosystem อย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบบริหารสมาชิก แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ เครื่องมือการตลาดดิจิทัล และระบบสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับนักธุรกิจซูเลียนทั่วประเทศ เพราะ "อนาคตของธุรกิจขายตรง ไม่ใช่การแข่งขันกับเทคโนโลยี แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับผู้คน และสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน"

ดร.ปิยะวัฒน์ กล่าวปิดท้ายว่า อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ คือการผลักดันซูเลียนสู่การเป็น "Opportunity Platform" หรือแพลตฟอร์มสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับคนรุ่นใหม่ รองรับแนวโน้มผู้บริโภคและแรงงานยุคใหม่ที่ต้องการรายได้เสริม อาชีพอิสระ และความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น เรามองว่า ธุรกิจขายตรงยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางจำหน่ายสินค้า แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างผู้ประกอบการรายย่อย และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งจะมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต "ทุกคนควรมีโอกาสในการพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือมีต้นทุนชีวิตแบบใด หากได้รับโอกาสและเครื่องมือที่เหมาะสม ทุกคนสามารถสร้างอนาคตของตัวเองได้"
นอกจากนี้ "ซูเลียน" ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสุขภาพ ความงาม และคุณภาพชีวิต เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การคัดเลือกวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการดำเนินงานตามมาตรฐานสากล "ความไว้วางใจ คือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดขององค์กร และเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ด้วยมาตรฐานและจริยธรรมทางธุรกิจ"
ปัจจัยสำคัญที่สุดขององค์กรยุคใหม่ คือความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางโลกธุรกิจที่ถูกขับเคลื่อนด้วย AI, Big Data, Automation และ Digital Commerce ซึ่งผู้นำที่ดีเรียนรู้ตลอดเวลา กล้าตัดสินใจบนความไม่แน่นอน และพร้อมปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

"ซูเลียน" มุ่งเน้น "การสร้างคน" เพราะองค์กรที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่องค์กรที่เติบโตเพียงลำพัง แต่คือองค์กรที่ทำให้ผู้คนรอบตัวเติบโตไปด้วยกัน ทั้งด้านรายได้ คุณภาพชีวิต และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง
รางวัล THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 จึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของผู้นำองค์กรรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของ "ซูเลียน" ในฐานะองค์กรธุรกิจขายตรงยุคใหม่ ที่กำลังก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และพร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของผู้คน สังคม และประเทศ ไปสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
37
news & activity / Nexus Golf จัด ‘Elite Golf Lesson’ เยาวชนเข้าร่วมคึกคัก
« Last post by happy on June 25, 2026, 02:14:44 PM »สถาบันสอนกอล์ฟ Nexus Golf Institution ร่วมกับ ANK Golf สถาบันสอนกอล์ฟชื่อดังของออสเตรเลีย จัดกิจกรรม ‘Elite Golf Lesson’ คลาสพิเศษระยะสั้น 3 ชั่วโมง โดย มร.คริส ลี ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ ANK Golf เมื่อวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ สนาม เดอะ บางนา กอล์ฟ ไดร์ฟวิ่งเรนจ์ ได้รับความสนใจจากนักกอล์ฟเยาวชนและผู้ปกครองเข้าร่วมงานคับคั่ง พร้อมเผยกิจกรรมถัดไป แนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศผ่านกีฬากอล์ฟ ในวันที่ 8 สิงหาคม และ International Elite Golf Camp ปลายเดือนตุลาคม 2569
สำหรับ ‘Elite Golf Lesson’ ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน โดยผู้ที่เข้าร่วมจะได้รับการแนะนำทั้งในเรื่องของ วงสวิง ลูกสั้น และการพัตต์ จากผู้ฝึกสอนมากประสบการณ์จาก Nexus Golf Institution โดยเฉพาะในส่วนของวงสวิงมี มร.คริส ลี คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดทุกคน
สำหรับ ‘Elite Golf Lesson’ ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน โดยผู้ที่เข้าร่วมจะได้รับการแนะนำทั้งในเรื่องของ วงสวิง ลูกสั้น และการพัตต์ จากผู้ฝึกสอนมากประสบการณ์จาก Nexus Golf Institution โดยเฉพาะในส่วนของวงสวิงมี มร.คริส ลี คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดทุกคน
นายชลรัตน์ สสิวงศ์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง สถาบันสอนกอล์ฟ Nexus Golf Institution กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “ผมรู้สึกภูมิใจมากครับที่ได้เห็นน้องๆ ทุกคนตั้งใจรับฟังคำแนะนำและฝึกซ้อมกันอย่างจริงจัง แม้อากาศจะค่อนข้างร้อน แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อเลยครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมของเน็กซัสในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ปกครองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นถึงโอกาสที่กีฬากอล์ฟสามารถมอบให้แก่บุตรหลานได้ ทั้งในแง่ของการต่อยอดเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ หรือแม้แต่การพัฒนาสู่เส้นทางนักกอล์ฟอาชีพในอนาคต ซึ่งทางเน็กซัสเองก็มีความตั้งใจที่จะจัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนักกอล์ฟเยาวชนไทย หากผู้ปกครองท่านใดสนใจ สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ของเราได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่างๆ ครับ”
ด้าน มร.คริส ลี ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ ANK Golf กล่าวว่า “ผมขอขอบพระคุณผู้ปกครองทุกท่านและขอชื่นชมในความมุ่งมั่นของน้องๆ นักกอล์ฟเยาวชนทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ครับ ผมหวังว่าเทคนิคและคำแนะนำที่น้องๆ ได้รับไป จะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ช่วยให้น้องๆ นำไปต่อยอดพัฒนาทักษะ เพื่อปลดล็อกศักยภาพในตัวเองให้ก้าวไปได้ไกลกว่าเดิมครับ หวังว่าเราจะได้พบกันใหม่ในกิจกรรมครั้งถัดไปครับ”
ด้าน มร.คริส ลี ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ ANK Golf กล่าวว่า “ผมขอขอบพระคุณผู้ปกครองทุกท่านและขอชื่นชมในความมุ่งมั่นของน้องๆ นักกอล์ฟเยาวชนทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ครับ ผมหวังว่าเทคนิคและคำแนะนำที่น้องๆ ได้รับไป จะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ช่วยให้น้องๆ นำไปต่อยอดพัฒนาทักษะ เพื่อปลดล็อกศักยภาพในตัวเองให้ก้าวไปได้ไกลกว่าเดิมครับ หวังว่าเราจะได้พบกันใหม่ในกิจกรรมครั้งถัดไปครับ”
สำหรับกิจกรรมต่อไปของ Nexus Golf Institution จะจัดงานสัมมนาแนะแนวการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในต่างประเทศ ผ่านกีฬากอล์ฟ ในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 ณ สนามฝึกซ้อม โพธาลัย กอล์ฟ ปาร์ค เลียบด่วนเอกมัย – รามอินทรา งานนี้เข้าร่วมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย และ Nexus x ANK Golf International Elite Golf Camp ติวกอล์ฟเข้ม 6 วัน นำทีมโดย เอียน ทริกส์, คริส ลี และ โปรกิ๊ก ชลรัตน์ ณ สนาม บูรพา กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท ผู้ปกครองและน้องๆ เยาวชนสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟสบุคเพจ facebook/nexusgolfinstitution
38
news & activity / 5 ข้อสังเกตทำไมแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา รุนแรง ช่วงเช้ามืดวันที่ 25 มิ.ย. (5:05 น.
« Last post by happy on June 25, 2026, 01:54:14 PM »5 ข้อสังเกตทำไมแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา รุนแรง
ช่วงเช้ามืดวันที่ 25 มิ.ย. (5:05 น. เวลาประเทศไทย) เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 ใกล้กรุงการากัส ในประเทศเวเนซูเอลา ส่งผลให้อาคารหลายหลังพังถล่มลงมา
ช่วงเช้ามืดวันที่ 25 มิ.ย. (5:05 น. เวลาประเทศไทย) เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 ใกล้กรุงการากัส ในประเทศเวเนซูเอลา ส่งผลให้อาคารหลายหลังพังถล่มลงมา

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและ อ.ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า แผ่นดินไหวดังกล่าวมีขนาดใหญ่ที่สุดในรอบกว่าศตวรรษ ทำให้อาคารถล่มหลายหลัง และสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก โดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริการประเมินว่า อาจจะมีผู้เสียชีวิตหลักหมื่นคน สำหรับสาเหตุที่อาคารถล่มจำนวนมากเช่นนี้ ศ.ดร. อมร ให้ความเห็นว่า มี 5 ปัจจัยที่ต้องพิจารณาได้แก่
1. แผ่นดินไหวดังกล่าวเป็นแผ่นดินไหวคู่ (Doublet earthquake) เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันมาก และมีขนาดใหญ่ทั้งคู่ กล่าวคือแผ่นดินไหว 7.2 เกิดขึ้นก่อนจากนั้นแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ก็เกิดขึ้นตามมาภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 นาที เป็นได้ว่า แผ่นดินไหวตัวแรกทำให้อาคารแตกร้าวอ่อนแอ และแผ่นดินไหวตัวที่ตามมาทำให้อาคารพังถล่ม แผ่นดินไหวแบบคู่นี้ มีโอกาสเกิดยาก แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ต้องดูสาเหตุทางธรณีวิทยาแผ่นดินไหวตัวแรกไปกระตุ้นแผ่นดินไหวตัวที่สองหรือไม่ เป็นสิ่งที่นักแผ่นดินไหวต้องศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแผ่นดินไหวทั้งสองตัวต่อไป
2. เมืองการากัส ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีชั้นดินอ่อนจากตะกอนและเป็นชั้นที่หนามาก ชั้นตะกอนหนาเหล่านี้สามารถขยายแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้อย่างมาก คล้ายกับเมืองอื่น เช่น กาฐมาณฑุในเนปาล เม็กซิโกซิตี รวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย หากคาบการสั่นของดินสอดคล้องกับคาบธรรมชาติของอาคาร ก็อาจเพิ่มความเสียหายต่ออาคารสูงได้
3. จุดกำเนิดแผ่นดินไหวทั้งสองตัวอยู่ในระยะประมาณ 170-300 กม. จากเมืองการากัส ซึ่งถือว่าเป็นระยะทางที่ใกล้ และเกิดลึกลงไปแค่ 15-24 กม. จึงจัดเป็นแผ่นดินไหวระดับตื้น จากปัจจัยเรื่องระยะทางและความลึกของจุดเกิดเหตุ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดคลื่นแผ่นดินไหวที่รุนแรง
4. อาคารที่ก่อสร้างในการากัส จำนวนมากมีลักษณะเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และมีผนังอิญก่อ อาคารเก่าบางหลังอาจไม่ได้ออกแบบให้ต้านแผ่นดินไหว แม้เวเนซูเอลาจะมีมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว แต่ก็มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรฐานและคุณภาพการก่อสร้าง ทั้งนี้ต้องติดตามความเสียหายของอาคารอย่างต่อเนื่อง และต้องระวังการเกิดอาฟเตอร์ช็อก ตามมาอีกด้วย
5. มีข้อสังเกตว่า หลังจากแผ่นดินไหวที่เวเนซูเอลา แล้วอีกประมาณ 25 นาทีต่อมา เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.9 ขึ้นที่ญี่ปุ่น ปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปแน่ชัดว่าแผ่นดินไหวทั้งสองประเทศในเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นเพียงเรื่องบังเอิญหรือเกิดจากการกระตุ้นต่อเนื่อง
39
news & activity / หรือว่า… “ไบโอชาร์” จะเป็นทางเลือกแก้ปัญหาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร
« Last post by happy on June 25, 2026, 12:48:16 PM »หรือว่า… “ไบโอชาร์” จะเป็นทางเลือกแก้ปัญหาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

เมื่อฝนเริ่มมา ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ในภาคเหนือก็เริ่มคลี่คลายลงตามฤดูกาล แต่เบื้องหลังหมอกควันที่เกิดขึ้นทุกปี คือปัญหาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่ยังรอการจัดการอย่างจริงจัง ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการหาแนวทางลดการเผาในพื้นที่เกษตรเพื่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน

“ไบโอชาร์” หรือถ่านชีวภาพ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ถูกจับตามอง เพราะสามารถช่วยเปลี่ยนของเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร ให้กลายเป็นประโยชน์ต่อทั้งดิน สิ่งแวดล้อม และรายได้ของเกษตรกรได้ในเวลาเดียวกัน

ที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนไม่น้อยเลือกใช้วิธี “เผา” เพื่อกำจัดเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ซังข้าวโพด กิ่งไม้ หรือเศษพืชต่าง ๆ เพราะเป็นวิธีที่สะดวกและต้นทุนต่ำ แต่การเผากลับกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คนในวงกว้าง

แม้หลายหน่วยงานจะพยายามส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การทำปุ๋ยหมัก การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล หรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร แต่ก็ยังมีวัสดุเหลือทิ้งอีกจำนวนมากที่รอการจัดการอย่างเหมาะสม “ไบโอชาร์” จึงถูกมองว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านกระบวนการเผาแบบใช้ออกซิเจนน้อย หรือที่เรียกว่า Pyrolysis ซึ่งทำให้เกิดควันน้อยกว่าการเผาทั่วไป แต่ได้ถ่านชีวภาพที่มีรูพรุนจำนวนมากในเนื้อถ่าน คุณสมบัติสำคัญของไบโอชาร์ คือสามารถกักเก็บน้ำ อากาศ แร่ธาตุ และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชไว้ได้ จึงช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ และลดการใช้ปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ยังสามารถนำไปผสมกับปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักชีวภาพ เพื่อใช้เป็นวัสดุปลูกและช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรได้อีกด้วย

จุดเด่นอีกประการของไบโอชาร์ คือสามารถผลิตได้จากวัสดุอินทรีย์แทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นซังข้าวโพด ฟางข้าว เปลือกไม้ กิ่งไม้ หรือเศษพืชต่าง ๆ ทำให้ของที่เคยถูกมองว่าเป็น “ของเสีย” สามารถกลับมาสร้างมูลค่าได้อีกครั้ง

นอกจากประโยชน์ด้านการเกษตรแล้ว ไบโอชาร์ยังมีบทบาทสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม เพราะช่วยกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินได้เป็นเวลานาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยลดภาวะโลกร้อน หลายประเทศจึงเรียกไบโอชาร์ว่า “Black Gold” หรือ “ทองคำดำ”

คุณสมบัติด้านการกักเก็บคาร์บอนนี้ ยังเชื่อมโยงไปสู่แนวคิดเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” เพราะคาร์บอนที่ถูกกักเก็บไว้ในดินสามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้ ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับเกษตรกรในอนาคต แม้ตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นก็ตาม

ขณะเดียวกัน การใช้ไบโอชาร์ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์สินค้าเกษตรรักษ์โลก หรือ Eco Brand เพราะสะท้อนถึงกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดการเผา ลดการปล่อยคาร์บอน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น


ท้ายที่สุดแล้ว “ไบโอชาร์” อาจไม่ใช่เพียงทางเลือกในการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร แต่กำลังก้าวสู่การเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญ ที่ช่วยเชื่อมโยงการเกษตร เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างสมดุล และอาจกลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของการแก้ปัญหา PM2.5 และการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนในอนาคตได้จริง
เขียนและเรียบเรียงโดย : นายภาคภูมิ ดาราพงษ์
นักวิชาการส่งเสริมและพัฒนา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง
นักวิชาการส่งเสริมและพัฒนา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง
40
news & activity / กรมหม่อนไหมเชิญชวนเที่ยวงาน OTOP MIDYEAR 2026 ชมเสน่ห์ผ้าไหมไทยและภูมิปัญญา
« Last post by happy on June 25, 2026, 12:12:00 AM »กรมหม่อนไหมขอเชิญชวนประชาชนร่วมเที่ยวชมงาน OTOP MIDYEAR 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 28 มิถุนายน 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด OTOP Next Inspiration “สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาสู่สากล” และการส่งเสริมมาตรการไทยช่วยไทย
ภายในบูธกรมหม่อนไหม พบกับการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมจากผู้ประกอบการ จำนวน 18 ร้านค้า ที่คัดสรรผลงานคุณภาพ สะท้อนอัตลักษณ์ ความประณีต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดให้มีความร่วมสมัย ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชน
ภายในบูธกรมหม่อนไหม ยังมีนิทรรศการแสดงชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ภายใต้แนวคิด “พระมิ่งขวัญชาวไทย สร้างไหมไทยให้ยั่งยืน” โดยชุดไทยทั้ง 8 ชุด ตัดเย็บจากผ้าไหมแท้ ถ่ายทอดความงดงามของผ้าไหมไทยในมิติของวัฒนธรรม การแต่งกาย และงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า
นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานยังสามารถร่วมกิจกรรม Workshop งานประดิษฐ์จากรังไหม เรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุหม่อนไหม และสัมผัสเสน่ห์ของหม่อนไหมไทยผ่านกิจกรรมที่สนุก สร้างสรรค์ และสามารถนำผลงานกลับไปเป็นที่ระลึกได้อีกด้วย

Recent Posts















