Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - fh400

Pages: [1] 2 3 ... 170
1
ก้าวใหม่ที่น่าจับตา! "โปรจีโน่–อาฒยา ฐิติกุล" ร่วมครอบครัวไดกิ้นอย่างเป็นทางการ


อีกหนึ่งโมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เมื่อคณะผู้บริหาร บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องปรับอากาศและโซลูชันด้านอากาศระดับโลก ร่วมให้การต้อนรับ "โปรจีโน่–อาฒยา ฐิติกุล" นักกอล์ฟหญิงระดับโลก อย่างเป็นกันเอง ในโอกาสก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกคนใหม่ของ "ครอบครัวไดกิ้น" พร้อมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความประทับใจ สะท้อนถึงการเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างไดกิ้นและโปรจีโน่

การพบกันครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของผู้นำ 2 วงการ ที่สะท้อนการโคจรมาพบกันของแบรนด์ระดับโลกและนักกอล์ฟหญิงไทยผู้สร้างชื่อเสียงในเวทีระดับโลก โดยโปรจีโน่เตรียมร่วมเดินทางบทใหม่กับไดกิ้นในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งนี้เท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายโมเมนต์และความเคลื่อนไหวที่น่าติดตามจากไดกิ้นและโปรจีโน่ เตรียมพบกันได้เร็ว ๆ นี้

2
โฮมโปร x เมกาโฮม ผนึก สมอ. ยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย
เปลี่ยน "ความมั่นใจ" ให้เป็นมาตรฐานใหม่ทุกการเลือกซื้อ


นางนงรัตน์ ฉัตรรัตนพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานสรรหาและพัฒนาสินค้า Private Brand บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สนับสนุนการจำหน่ายสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน พร้อมร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน พร้อมด้วย นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และนางกมลทิพย์ อมรอริยะกูล ผู้จัดการทั่วไป-สายกฎหมายและกำกับดูแล บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมพิธีลงนาม ณ โรงแรม Arnoma Grand Bangkok ห้องประชุม Arnoma Grand Balloon ชั้น 3

3
CEA เปิดฉาก "Bangkok International Content Market 2026" ตลาดซื้อขาย–ผลิตคอนเทนต์ภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ ปักหมุดไทยสู่ "Content Hub of Asia"


นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล กรรมการทำหน้าที่ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ดร. อรรชกา สีบุญเรือง ที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผู้บริหารและตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ ร่วมกันเปิดงาน "Bangkok International Content Market 2026" (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ภายในงาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) เพื่อเชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทยกับผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก สร้างโอกาสการลงทุนและต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Content Hub of Asia และยกระดับ BICM ให้ก้าวสู่เวทีตลาดคอนเทนต์ระดับภูมิภาคในอนาคต ในระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณโซน BICM2026 Business Matching ฮอลล์ 1 – 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

4
ซูเลียน เร่งเครื่องขยายเครือข่าย เปิด "เพชรมหาสมุทร เน็ทเวิร์ค เอเจนซี่ (MGC)"
ตอกย้ำการเติบโตเครือข่าย พร้อมยกระดับการสนับสนุนสมาชิก


บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิด "ซูเลียน เพชรมหาสมุทร เน็ทเวิร์ค เอเจนซี่ (MGC)" ณ จังหวัดสมุทรสงคราม ภายใต้การบริหารงานของ Pro RCM ศลินดา หนูคาบแก้ว และ DSM พรชัย หนูคาบแก้ว เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาศักยภาพสมาชิก การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่เครือข่ายซูเลียน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งขององค์กรและความเชื่อมั่นของสมาชิกที่มีต่อแบรนด์ซูเลียนมาอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมเป็นเกียรติและร่วมประกอบพิธีเปิด "ซูเลียน เพชรมหาสมุทร เน็ทเวิร์ค เอเจนซี่ (MGC)" พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, ณัฐชานนท์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด, ธนเมศฐ์ จุลล์จักรวงศา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด และ วลัญช์ภร จุลล์จักรวงศา ผู้จัดการฝ่ายการตลาดระดับภูมิภาค ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดและพบปะสมาชิกอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความคึกคักจากสมาชิกและผู้นำเครือข่ายที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก



นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจากวิทยากรและผู้นำเครือข่ายของซูเลียน ได้แก่ RCD วิลินรัตน์ ยานยา, RCD ปราโมทย์ คงชัย และ RCD ไพบูลย์ เมืองอุดม ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และแนวคิดในการสร้างธุรกิจ ถ่ายทอดบทเรียนความสำเร็จจากประสบการณ์จริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองใหม่ในการดำเนินธุรกิจให้แก่สมาชิกที่เข้าร่วมงาน อีกทั้งยังมีพิธีมอบรางวัลแก่ผู้นำระดับเพชร เพื่อเชิดชูเกียรติสมาชิกผู้ประสบความสำเร็จ และสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตภายใต้ระบบการดำเนินงานและการสนับสนุนที่แข็งแกร่งของซูเลียน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่งจากผู้เข้าร่วมงาน

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "ซูเลียน" ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของสมาชิกมาโดยตลอด เพราะเราเชื่อว่าความสำเร็จขององค์กรเริ่มต้นจากความสำเร็จของสมาชิกทุกคน การเปิด "ซูเลียน เพชรมหาสมุทร เน็ทเวิร์ค เอเจนซี่ (MGC)" ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการเติบโตร่วมกัน พร้อมสนับสนุนให้สมาชิกสามารถต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและสร้างความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน"



เรายังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบสนับสนุนสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านองค์ความรู้ เครื่องมือทางธุรกิจ และการสร้างผู้นำที่มีคุณภาพ เพื่อให้สมาชิกทั่วประเทศสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้อย่างมั่นคง และร่วมกันขับเคลื่อนซูเลียนสู่การเติบโตในอนาคต

ดร.ปิยะวัฒน์ กล่าวปิดท้าย ปัจจุบัน บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการสร้างบุคลากรคุณภาพและการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงาน เพื่อให้สมาชิกสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และโอกาสทางธุรกิจได้อย่างครอบคลุม พร้อมร่วมสร้างความสำเร็จและการเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน"



การเปิด "ซูเลียน เพชรมหาสมุทร เน็ทเวิร์ค เอเจนซี่ (MGC)" ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงสะท้อนถึงการเติบโตของเครือข่ายซูเลียนเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ขององค์กรในการมุ่งสร้างคุณค่า พัฒนาศักยภาพ และส่งมอบโอกาสทางธุรกิจให้แก่สมาชิกทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

5
Westminster ชวนเสวนาอนาคตการศึกษาไทยในยุค AI
เปิดมุมมอง BTEC วุฒิสหราชอาณาจักร พัฒนาทักษะแห่งอนาคต สู่โลกการทำงานยุคใหม่


กรุงเทพฯ - นายตรีณัฐ ใจยะสาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเวสท์มินส์เตอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล กรุ๊ป จัดงานเสวนาและสัมภาษณ์พิเศษด้านอนาคตการศึกษาไทย ภายใต้หัวข้อ "ผู้ปกครองไทยพร้อมหรือยัง? ระบบการศึกษาไทยกำลังถูก Disrupt ถึงเวลา Set Zero การศึกษาไทยหรือไม่" เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตการศึกษาไทยและการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน เวทีเสวนาครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับรูปแบบการเรียนรู้ให้สอดรับกับโลกการทำงานยุค AI ซึ่งทักษะและสมรรถนะมีความสำคัญไม่แพ้วุฒิการศึกษา โดยได้รับเกียรติจาก ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการสภาการศึกษา, รองศาสตราจารย์ ธีรวัฒน์ ประกอบผล อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.), นายอรรฆรัตน์ นิติพน หรือ ก้อง ผู้ก่อตั้งและผู้ดำเนินรายการอายุน้อยร้อยล้าน, นางสาวรุ่งนภา แก้วไทรหาญ หรือ แอนนี่ บรู๊ค และนางสาวสาวิกา กาญจนมาศ หรือ ตวง ร่วมเสวนา พร้อมนำเสนอ "หลักสูตร BTEC วุฒิการศึกษาจากสหราชอาณาจักร ลดระยะเวลาเรียนจาก 3 ปี เรียบจบใน 1 ปี" ที่มุ่งพัฒนาทักษะผ่าน Work-Based Learning เน้นการพัฒนาทักษะผ่านการปฏิบัติจริง ได้รับการรับรองจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และสามารถใช้ยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อผ่านระบบ TCAS ได้ในกว่า 80 มหาวิทยาลัย รวมถึงศึกษาต่อในต่างประเทศ ณ Westminster College Bangkok เมื่อเร็ว ๆ นี้

6
"สามารถ เอ็ด เท็ค" เปิดโซลูชัน AI และ Digital Learning ครบวงจร
ตอบโจทย์องค์กรและการศึกษาแห่งอนาคต ในงาน Thailand Content Market 2026


บริษัท สามารถ เอ็ด เท็ค จำกัด ผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านการศึกษาในกลุ่มบริษัทสามารถเทลคอม ร่วมจัดแสดงโซลูชันด้าน EdTech และ AI สำหรับองค์กรและสถานศึกษา ในงาน Thailand Content Market 2026 เพื่อตอบโจทย์องค์กรธุรกิจและสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มระดับโลกครอบคลุม 3 โซลูชันหลัก ได้แก่


1. โซลูชันยกระดับการพัฒนาบุคลากรองค์กร (Corporate L&D)
- S-LMS บริการรับออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ e-learning ภายในองค์กรที่สามารถปรับแต่งการใช้งานได้ตามความต้องการ พร้อมระบบวัดผลที่แม่นยำ
- Talent LMS แพลตฟอร์ม LMS สำเร็จรูประดับโลก ที่ใช้งานง่าย ช่วยให้แอดมินจัดการระบบการเรียนการสอนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ



2. เทคโนโลยี AI เพื่อการสร้างสรรค์สื่อ (Content Production)
บริการสร้างวิดีโอและสื่ออินเตอร์แอคทีฟ (Interactive) ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI เจนเนอเรชันใหม่ โดยลูกค้าสามารถเลือกผลิตสื่อได้ด้วยตัวเอง หรือเลือกใช้บริการจากทีมโปรดักชันมืออาชีพของบริษัท สามารถ เอ็ด เท็ค



3. โซลูชันบริหารจัดการสถานศึกษาแบบบูรณาการ (Education & School Management)
- PowerSchool (SIS & Schoology Learning): แพลตฟอร์มการบริหารจัดการสถานศึกษาที่รวบรวมระบบงานทะเบียน งานวิชาการ ฐานข้อมูล และระบบ LMS ไว้ในที่เดียว เชื่อมโยงครู นักเรียน ผู้ปกครอง และโรงเรียนเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ
- Hello Britannica: แอปพลิเคชันฝึกฝนและเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง (Self-learning) ที่ออกแบบมาตามกรอบมาตรฐานสากล



ผู้สนใจสามารถพบกับทีมผู้เชี่ยวชาญของ บริษัท สามารถ เอ็ด เท็ค จำกัด เพื่อรับคำปรึกษาและสัมผัสนวัตกรรมด้านการศึกษาและการสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้ที่บูธ L 27 ในงาน Thailand Content Market 2026 ตั้งแต่วันนี้ถึง 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 - 17.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
สามารถรับข้อมูลเพิ่มได้ที่ www.samartedtech.com
ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหว SAMART Facebook : SamartCompany

7
ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนเยาวชนค้นหาจุดแข็ง
เปลี่ยนพลังของตัวเองเป็นพลังช่วยชีวิต


ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดโครงการ "Blood Next Gen พลังคนรุ่นใหม่...ส่งต่อชีวิตด้วยการให้" โดยมี "แนะnow" ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ เดินสาย 30 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ชวนเยาวชนอายุ 17 ปี รู้จักจุดแข็งของตนเอง ผ่านแนวคิด "4 บ้านพรสวรรค์" ก่อนต่อยอดสู่การมีส่วนร่วมในภารกิจบริจาคโลหิตตามความถนัดของแต่ละคน

โลหิต เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วย เปรียบเสมือนยารักษาโรค ที่ปัจจุบันยังไม่มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใด ๆ สามารถผลิตขึ้นมาทดแทนได้ ต้องได้รับบริจาคจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ตามมาตรฐานงานบริการโลหิต ต้องมีโลหิตสำรองคงคลังอย่างน้อย 3,000 ยูนิตต่อวัน ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จึงต้องมีการจัดโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี



ผู้บริจาคโลหิตสามารถบริจาคโลหิตได้ ทุก ๆ 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้ง ซึ่งจะทำให้มีปริมาณโลหิตสม่ำเสมอและเพียงพอ แก่ความต้องการใช้ของผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ และแม้ว่าความต้องการโลหิตยังคงมีอย่างต่อเนื่อง แต่สัดส่วนผู้บริจาคโลหิตในกลุ่มเยาวชนกลับลดลงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จากร้อยละ 10.24 ในปี 2566 เหลือเพียงร้อยละ 8.70 ในปี 2568 สะท้อนความจำเป็นในการสร้างผู้บริจาครุ่นใหม่ตั้งแต่ต้นทาง

โดยกลุ่มเยาวชนถือเป็นกำลังสำคัญของคลังเลือดในระยะยาว เพราะเป็นวัยที่สามารถบริจาคโลหิตได้ต่อเนื่องยาวนานที่สุด ตั้งแต่อายุ 17 ปีไปจนถึง 70 ปี การปลูกฝังความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องการบริจาคโลหิตตั้งแต่ต้นทาง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เยาวชนเติบโตขึ้นเป็นผู้บริจาคโลหิตประจำอย่างยั่งยืน และกลายเป็นเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่ช่วยส่งต่อการให้ในสังคมได้อย่างไม่ขาดสาย



โครงการ Blood Next Gen จึงชวน แนะnow เข้ามาเติมมิติ "การรู้จักตัวเอง" ให้กับภารกิจนี้ โดยมี นางสาวรุสนันท์ ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม หรือ "ครูพี่บิม" พิธีกรและผู้ดำเนินการโครงการ แนะnow รับหน้าที่เดินทางไปสอนนักเรียนในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนอายุ 17 ปี ก่อนที่จะมีการออกหน่วยรับบริจาคโลหิต เพื่อให้เยาวชนเข้าใจประโยชน์และความสำคัญของการบริจาคโลหิต พร้อมค้นหาว่าตัวเองมีความถนัดแบบไหน ผ่านแนวคิด 4 บ้านพรสวรรค์ อันเป็นหัวใจของ "แนะnow"

นางสาวรุสนันท์ หรือ "ครูพี่บิม" กล่าวว่า "โครงการนี้เป็นอีกตัวอย่างของการนำแนวคิดการรู้จักตัวเองผ่าน 4 บ้านพรสวรรค์ของ แนะnow มาประยุกต์ใช้กับประเด็นสังคม เพื่อให้เยาวชนเห็นว่า ทุกคนสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ในแบบของตัวเอง เพราะแต่ละคนมีความถนัดและความสามารถแตกต่างกัน เมื่อเรารู้จักตัวเองและเข้าใจว่าศักยภาพของเราทำอะไรได้บ้าง เราจะเห็นทันทีว่าตัวเองมีที่ทางในการช่วยเหลือสังคมได้อย่างไร การบริจาคโลหิตก็เช่นกัน ไม่ใช่ทุกคนต้องทำเหมือนกันหมด แต่ทุกคนมีบทบาทของตัวเองที่ทำให้ภารกิจนี้สำเร็จได้"



แนวคิด 4 บ้านพรสวรรค์แบ่งคนออกตามความถนัด และเมื่อนำความถนัดนั้นมาเชื่อมกับภารกิจของ Blood Next Gen ก็จะช่วยให้เยาวชนเห็นภาพชัดเจนว่าตัวเองจะเป็นฟันเฟืองแบบไหนได้บ้าง

- บ้านสมอง นักคิดและนักวิเคราะห์ เหมาะกับการวางแผนข้อมูลในการจัดหาโลหิต ออกแบบหน่วยรับบริจาคโลหิตในโรงเรียน
- บ้านใจ ผู้สนับสนุนและดูแลผู้อื่น เหมาะกับการดูแลผู้มาบริจาค
- บ้านปาก นักสื่อสารและนักโน้มน้าวใจ เหมาะกับการประชาสัมพันธ์ รณรงค์ชวนบริจาคโลหิตผ่านเพื่อนและสื่อโซเชียล
- บ้านมือ นักลงมือทำ พร้อมช่วยงานอาสา จัดรูปแบบการรับบริจาคโลหิตในโรงเรียน และก้าวสู่การเป็นผู้บริจาค

ไม่เพียงค้นหาบ้านพรสวรรค์ของตัวเอง เยาวชนยังได้ลองลงมือทำจริงผ่านภารกิจเล็ก ๆ ที่เลือกได้ตามความถนัด ไม่ว่าจะเป็นการชวนคนรอบตัวมาบริจาคโลหิต การทำสื่อให้ความรู้ การเป็นอาสาสมัครประจำหน่วย ไปจนถึงการบริจาคโลหิตด้วยตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นภาระที่ต้องรับผิดชอบ แต่โครงการมุ่งหวังสร้างประสบการณ์จิตอาสาที่ช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้คุณค่าของการเป็น "ผู้ให้" และเข้าใจว่า โลหิตเพียงหนึ่งถุง สามารถต่อชีวิตให้ผู้ป่วยได้หลายคน



"เราอยากให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าการบริจาคโลหิตไม่ใช่เรื่องไกลตัว ถ้าเด็กคนหนึ่งค้นพบว่า ตัวเองมีคุณค่า และเริ่มต้นการเป็นผู้ให้ตั้งแต่อายุ 17 ปี นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ให้ตลอดชีวิต" ครูพี่บิม กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์โครงการ Blood Next Gen ได้ที่ https://thaibloodcentre.redcross.or.th หัวข้อข่าวสารประชาสัมพันธ์ สื่อและหลักสูตรสำหรับเยาวชน หรือเฟซบุ๊ก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และสามารถติดตามกิจกรรมอื่น ๆ ของแนะnow ได้ทางเฟซบุ๊ก NaenowOfficial

8
Acer คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026
ครองใจผู้บริโภคต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ตอกย้ำความเชื่อมั่นในวาระครบรอบ 50 ปี แห่งการ "ทลายขีดจำกัด"


กรุงเทพฯ – 16 กรกฎาคม 2569 – บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำในวงการไอทีไทยอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 สาขาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก แบรนด์อันดับ 1 ที่ผู้บริโภคไทยไว้วางใจมากที่สุด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคทั่วประเทศมีต่อแบรนด์เอเซอร์มาอย่างยาวนาน โดยมี นายเจฟ ลี กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

รางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand จัดโดยนิตยสาร Marketeer เพื่อมอบให้แบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคของแต่ละหมวดสินค้า โดยอ้างอิงจากการสำรวจเชิงปริมาณ ผ่านแบบสอบถามที่มีโครงสร้างชัดเจน และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ ครอบคลุมผู้บริโภคทั่วประเทศในทุกภูมิภาค ภายใต้การนำทีมวิจัยของศาสตราจารย์วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความสำเร็จครั้งนี้ เกิดขึ้นในปีที่มีความหมายเป็นพิเศษ เมื่อเอเซอร์ก้าวสู่วาระครบรอบ 50 ปี พร้อมประกาศยุทธศาสตร์ "The Next Breaking Barriers" เดินหน้าจากผู้นำตลาดพีซีสู่การเป็นแบรนด์เทคโนโลยีดิจิทัลไลฟ์สไตล์ที่เข้าใกล้ชีวิตผู้คนมากขึ้น รางวัลนี้จึงเป็นเสมือนหมุดหมายที่ตอกย้ำว่าการได้รับเลือกเป็น No.1 ในหมวดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก คือเสียงยืนยันจากผู้ใช้จริงถึงคุณภาพและความไว้วางใจที่แบรนด์สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง



นายเจฟ ลี กล่าวถึงความสำเร็จว่า "การได้รับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 คือเครื่องยืนยันถึงความไว้วางใจที่ผู้บริโภคชาวไทยมอบให้เอเซอร์มาอย่างยาวนาน และยิ่งมีความหมายเป็นพิเศษในปีที่เราก้าวสู่การครบรอบ 50 ปี ซึ่งตลอดห้าทศวรรษที่ผ่านมา เอเซอร์ยึดมั่นในการทลายขีดจำกัดของเทคโนโลยี เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน วันนี้เรายังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมที่นำ AI เข้ามาเป็นคู่คิดคนสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ และขอขอบคุณทุกความเชื่อมั่นที่เป็นแรงผลักดันให้เราก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง"

นอกเหนือจากด้านผลิตภัณฑ์ เอเซอร์ยังสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคในหลากหลายมิติ ทั้งการผลักดันวงการอีสปอร์ตไทยผ่านเวที Predator League รวมถึงบทบาทการเป็นพันธมิตรด้านการศึกษาที่นำ AI มายกระดับการเรียนรู้ ทั้งหมดนี้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของเอเซอร์ในการเป็นแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างผู้ใช้ในทุกช่วงของชีวิต และยืนหยัดในฐานะแบรนด์ไอทีอันดับหนึ่งในใจคนไทยต่อไปอย่างมั่นคง

9
สคส. เปิดเวที PDPA Hackathon 2026 ท้าคนรุ่นใหม่ปั้นนวัตกรรมคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ชิงเงินรางวัลรวม 200,000 บาท สมัครได้แล้ววันนี้ถึง 27 กรกฎาคม 2569


สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เปิดเวที PDPA Hackathon 2026 by PDPC ชวนคนรุ่นใหม่และผู้ที่สนใจมาร่วมประชันไอเดียและสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ภายใต้แนวคิด "Privacy by Design for All" โดยผู้เข้าแข่งขันจะได้ลงมือทำงานจริงร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำ ชิงเงินรางวัลรวม 200,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 27 กรกฎาคม 2569

ทุกวันนี้ "ข้อมูลส่วนบุคคล" กลายเป็นหัวใจของทุกธุรกิจและบริการที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน การคุ้มครองข้อมูลจึงไม่ใช่เรื่องของทีมกฎหมายหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของทุกคน สคส. จึงเปิดสนามนี้ขึ้นเพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียและทักษะได้เข้ามาช่วยกันออกแบบทางออกให้กับความท้าทายที่องค์กรทั่วประเทศกำลังเผชิญอยู่จริง

PDPA Hackathon 2026 มาในคอนเซปต์ "5 CHALLENGES 1 OPPORTUNITY" เปิดให้ผู้เข้าแข่งขันเลือกลงมือแก้โจทย์ที่ถนัดจาก 5 ความท้าทายจริง ได้แก่ การกำกับดูแลข้อมูลให้เป็นระบบ, การดูแลสิทธิของเจ้าของข้อมูล, การประเมินและบริหารความเสี่ยง, การรับมือเหตุข้อมูลรั่วไหล และการออกแบบที่ทุกคนเข้าถึงได้ โดยโจทย์ทั้งหมดคือปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และกำลังรอ Solution ที่ใช่จากคนรุ่นใหม่

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า "สิ่งที่ สคส. อยากเห็นจากเวทีนี้ คือการเปิดพื้นที่ให้ไอเดียของคนรุ่นใหม่ได้เติบโตเป็นของจริง เพราะเราเชื่อว่าแนวคิดหนึ่งที่จุดขึ้นในสนาม Hackathon อาจกลายเป็นเครื่องมือหรือโซลูชันที่องค์กรทั่วประเทศกำลังต้องการ และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นได้จากกลุ่มคนที่กล้าลงมือทำจริง ๆ"

ผู้ชนะบนเวที PDPA Hackathon 2026 จะได้รับโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี เหรียญรางวัล และเงินรางวัลรวม 200,000 บาท ขณะที่ผู้เข้ารอบทุกทีมจะได้รับ E-certificate จากโครงการ พร้อมการสนับสนุนค่าที่พัก และที่สำคัญที่สุดคือโอกาสได้เรียนรู้และทำงานจริงร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และวิทยากร รวมถึงพันธมิตรภาคเอกชนชั้นนำอย่าง ธนาคารกรุงไทย, หัวเหว่ย ประเทศไทย และ แอดวานซ์ อินโฟเซอร์วิส ซึ่งเป็นเครือข่ายและประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน

เวทีนี้เปิดกว้างสำหรับนักพัฒนา สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยรวมทีมได้ทีมละ 3–5 คน จากหลากหลายความถนัด ทั้งสายพัฒนา ออกแบบ ข้อมูล ความปลอดภัยไซเบอร์ ธุรกิจ และกฎหมาย หลังปิดรับสมัคร ผู้เข้าร่วมจะได้เริ่มต้นด้วยการปฐมนิเทศและอบรมความรู้ PDPA ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ก่อนลงสนามจริงในกิจกรรม Hackathon Day วันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 และปิดท้ายด้วย Demo Day นำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการในวันที่ 5 สิงหาคม 2569

ไอเดียของคุณอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ Solution ที่ทั้งประเทศกำลังรออยู่ อย่ารอช้า สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 27 กรกฎาคม 2569 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ pdpahackathon2026.com

10
"ไม่ต้อง Set Zero แต่ต้องออกแบบใหม่"
Westminster College Bangkok จับมือ 4 ภาคส่วน ถกแง่มุมอนาคตเด็กไทย
เปิด BTEC Level 3 วุฒิ ม.ปลายอินเตอร์ฯ จากสหราชอาณาจักร จบใน 1 ปี
ชูการเรียนแบบลงมือทำจริง ติดอาวุธเด็กไทยด้วยทักษะที่ AI แทนไม่ได้


กรุงเทพฯ – Westminster College Bangkok จับมือ 4 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคนโยบายการศึกษา ภาคมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และผู้ปกครอง เปิดเวทีเสวนาถอดรหัสอนาคตการศึกษาไทยในยุค AI พร้อมข้อสรุปร่วมกันว่า "การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อง Set Zero แต่ต้องออกแบบใหม่" โดยเสนอแนวทางพัฒนาผู้เรียนผ่านการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเปิดตัว Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเตรียมผู้เรียนสู่มหาวิทยาลัยและตลาดแรงงานแห่งอนาคต

ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานของผู้คนทั่วโลก ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม การสร้างสรรค์คอนเทนต์ ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงธุรกิจ ระบบการศึกษาทั่วโลกก็เริ่มเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน เพราะสิ่งที่นายจ้างต้องการในวันนี้ ไม่ใช่เพียงผู้ที่ทำข้อสอบได้คะแนนสูง แต่คือคนที่สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ทำงานร่วมกับผู้อื่น และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดชีวิต

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า "เด็กจะใช้ AI เป็นหรือไม่" แต่คือ "ระบบการศึกษาไทยกำลังเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับโลกที่ AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริงแล้วหรือยัง"

คำถามนี้กลายเป็นหัวใจของเวทีเสวนา "ผู้ปกครองไทยพร้อมหรือยัง? ระบบการศึกษาไทยกำลังถูก Disrupt ถึงเวลา Set Zero การศึกษาไทยหรือไม่" ซึ่งจัดโดย Westminster College Bangkok โดยเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเด็กไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยน ทั้งภาคนโยบายการศึกษา ภาคมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจในฐานะนายจ้าง และภาคผู้ปกครอง แม้ทุกคนจะมองจากคนละแง่มุม แต่กลับได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อง "เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด (Set Zero)" แต่ต้องออกแบบใหม่ ให้ทันโลก



จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย: ไม่ใช่การรื้อทิ้ง แต่คือการออกแบบใหม่
นายตรีณัฐ ใจยะสาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสท์มินส์เตอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล กรุ๊ป และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Westminster College Bangkok เปิดเผยมุมมองว่า การศึกษาไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ นี่เป็นเวลาที่ผู้ปกครอง นักการศึกษา และภาคธุรกิจต้องร่วมกันทบทวนว่า วิธีการเรียนรู้แบบเดิมยังตอบโจทย์โลกอนาคตหรือไม่ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่หลายห้องเรียนยังใช้วิธีการสอนและการวัดผลแบบเดียวกับเมื่อหลายสิบปีก่อน ขณะที่ตลาดแรงงานเปลี่ยนเกณฑ์การคัดเลือกคนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ในอดีต การศึกษาอาจให้ความสำคัญกับการจดจำข้อมูล แต่วันนี้ AI สามารถค้นหาและประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์ สิ่งที่ทำให้คนแตกต่างกันจึงไม่ใช่ว่าจำอะไรได้มากแค่ไหน แต่คือสามารถคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ และนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในโลกจริงได้หรือไม่



"แน่นอนว่าการศึกษาไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การรื้อทิ้ง แต่เป็นการเพิ่มและออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ที่ AI เข้ามาเป็นศูนย์กลาง เพราะวันนี้ทั้งการศึกษาและอาชีพล้วนหมุนรอบ AI Westminster College Bangkok จึงเชื่อว่าคำถามสำคัญ ไม่ใช่การหาว่าหลักสูตรไหนดีที่สุด แต่คือการหาหลักสูตรที่เหมาะที่สุดกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน" นายตรีณัฐ กล่าว

มุมมองนี้ได้รับการยืนยันจากฟากนโยบาย ซึ่งชี้ว่าแรงกดดันของโลกยุคใหม่ทำให้กลไกการศึกษาแบบเดิมปรับตัวตามไม่ทัน โดย ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ อธิบายว่า กฎหมายและหลักสูตรการศึกษาใช้เวลาปรับปรุงแต่ละครั้งเป็นสิบปี ขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงทุกวินาที ทางออกจึงไม่ใช่การไล่ตามเนื้อหา แต่คือการเปลี่ยน "กระบวนการเรียนรู้"

"พระราชบัญญัติการศึกษาเปลี่ยนครั้งหนึ่งใช้เวลาเป็นสิบปี ขณะที่โลกและเทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวินาที สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องเปิดกว้างและเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะเราไม่สามารถทำนายได้ว่าอาชีพในอนาคตคืออะไร สิ่งที่ควรวางให้เด็กจึงเป็นวิธีคิดและกระบวนการแก้ปัญหาที่จะติดตัวเขาไปในโลกที่ไม่แน่นอน" ดร.บัณฑิตย์ ระบุ



จาก "คะแนนสอบ" สู่ "ความพร้อมในการปฏิบัติงานจริง"
ข้อมูลจากองค์กรระดับโลกหลายแห่งสะท้อนตรงกันว่า ทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดในทศวรรษหน้า ได้แก่ Critical Thinking, Problem Solving, Creativity, Communication, Collaboration และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด ที่มากกว่านั้น ในยุคที่ AI กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐาน สิ่งที่ทำให้ผู้เรียนแตกต่างกันกลับไม่ใช่ตัวเครื่องมือ แต่เป็นวิธีที่แต่ละคนเลือกนำมันมาใช้

ซึ่ง รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ ประกอบผล อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้สะท้อนในมุมของภาคมหาวิทยาลัยว่า วิธีที่ผู้เรียนเลือกใช้ AI คือสิ่งที่กำลังแบ่งเด็กออกจากกัน กลุ่มหนึ่งใช้ AI ทำงานส่งโดยไม่เข้าใจ และอีกกลุ่มใช้ AI เป็นเครื่องมือตรวจสอบและต่อยอดความคิดของตัวเอง ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่อยู่ที่พื้นฐานการคิดที่แน่นพอจะรู้ว่าคำตอบที่ AI ให้มานั้นถูกหรือผิด



ความแตกต่างระหว่าง "รู้" กับ "ทำเป็น" นี้ ยังนำไปสู่การตั้งคำถามต่อการใช้เกรดเป็นตัวตัดสินคุณค่าของผู้เรียน โดยมองว่าเป้าหมายของการศึกษาต้องขยับจากการผลิตเด็กที่ "เก่งทำโจทย์" ไปสู่เด็กที่ "ลงมือทำเป็น"

"เราต้องสอนเด็กให้ทำเป็น ไม่ใช่สอนให้เก่งทำโจทย์ เพราะถ้าเก่งแค่ทำโจทย์ AI ก็ทำแทนได้ เกรดเป็นเพียงเครื่องบอกว่าเด็กผ่านอะไรมา แต่ไม่ได้บอกว่าเขาเก่ง สิ่งที่มหาวิทยาลัยและสถานประกอบการต้องการคือสมรรถนะที่ทำได้จริง" รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ กล่าวเสริม



ขณะที่เสียงจากภาคธุรกิจในฐานะปลายทางตลาดแรงงาน ก็เห็นไปในทางเดียวกัน นายอรรฆรัตน์ นิติพน หรือ "ก้อง" ผู้ก่อตั้งและผู้ดำเนินรายการอายุน้อยร้อยล้าน สะท้อนว่าปัญหาของเด็กจบใหม่จำนวนมากไม่ใช่การขาดความรู้ แต่ขาดความสามารถในการแปลงความรู้ให้เป็นผลลัพธ์ และการรับผิดชอบต่อผลงานของตนเอง

"เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากบอกว่าถาม AI มาแล้ว แต่ AI ไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ คนต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ สิ่งที่นายจ้างมองหาจึงไม่ใช่คะแนน แต่คือคนที่นำความรู้ไปสร้างผลลัพธ์ได้ มีความเป็นเจ้าของงาน และพร้อมรับฟีดแบ็กเพื่อพัฒนางานของตัวเอง" นายอรรฆรัตน์ ระบุ



เมื่อโจทย์ของทั้งสามภาคส่วนบรรจบกันที่คำว่า "ทำเป็น" Westminster College Bangkok จึงนำ Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma คุณวุฒิระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากสหราชอาณาจักร มาเปิดสอนในประเทศไทย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้เรียนที่ต้องการพัฒนาศักยภาพผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มากกว่าการเรียนเพื่อสอบเพียงอย่างเดียว

นายตรีณัฐ ให้ข้อมูลว่า หลักสูตร BTEC ใช้แนวทาง Applied Learning และ Project-Based Learning ผู้เรียนจะได้ทำโครงงาน วิจัย วิเคราะห์ และสร้างผลงานจริง เพื่อนำไปต่อยอดเป็น Portfolio สำหรับสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ภายใต้สายการเรียนอย่าง Business, Engineering และ Engineering & Design โดยแต่ละวิชามีการวัดผลงานที่ผู้เรียนได้สร้างขึ้นจริง พร้อมมีการพัฒนาทักษะสำคัญที่ตลาดแรงงานยุค AI ต้องการ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอ อย่างครบถ้วน



เรียนจบใน 1 ปี แต่ไม่ใช่ "ทางลัด"
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือ การเรียนจบภายในหนึ่งปีจะเร็วเกินไปหรือไม่ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Westminster College Bangkok ชี้แจงว่า การจบใน 1 ปีไม่ใช่การลดมาตรฐานหรือย่นเนื้อหาวิชา แต่เป็นการออกแบบหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานของ Pearson สหราชอาณาจักร โดยผู้เรียนทุกคนยังต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์เดียวกับผู้เรียนในต่างประเทศที่ศึกษาในหลักสูตรเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนวณผ่านเวลาเรียนจริง

"การเรียนจบใน 1 ปี ไม่ใช่การลดมาตรฐานหรือย่นเนื้อหา แต่เป็นการออกแบบให้มีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อเราลองคำนวณเวลาเรียนจริง ๆ ในระดับมัธยมปลาย โดยหักช่วงสอบและกิจกรรมที่ไม่ใช่วิชาแกนหลักออก จะพบว่าเนื้อหาหลักใช้เวลาราว หนึ่งพันห้าร้อยชั่วโมง ซึ่งไม่จำเป็นต้องกระจายไปถึงสามปีเสมอไป หากเด็กมีความพร้อมและศักยภาพเพียงพอ" นายตรีณัฐ กล่าวย้ำ

โดย คุณวุฒิ Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma มีความเทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ของประเทศไทย สามารถใช้ยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อผ่านระบบ TCAS ตามหลักเกณฑ์ที่ ทปอ. กำหนด รวมถึงได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา

ปัจจุบัน ผู้เรียนของ Westminster College Bangkok สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ SIIT มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รวมถึงมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและอีกหลายประเทศทั่วโลก



การศึกษาแห่งอนาคต ไม่ใช่ One Size Fits All
นายตรีณัฐ ย้ำว่าในอนาคต เด็กทุกคนไม่จำเป็นต้องเดินบนเส้นทางเดียวกัน เพราะโลกต้องการคนที่มีความสามารถหลากหลายมากกว่าคนที่มีคำตอบเหมือนกัน และเป้าหมายของ Westminster ไม่ได้อยู่ที่การเร่งให้เด็กจบเร็ว แต่อยู่ที่การช่วยให้เด็กค้นพบเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง และไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับหัวใจที่ผู้ปกครองและบทบาทของครอบครัวที่เดินเคียงข้างเด็กในการค้นหาเส้นทางของตนเอง นางสาวรุ่งนภา แก้วไทรหาญ หรือ "แอนนี่ บรู๊ค" ตัวแทนผู้ปกครอง มองว่าการศึกษาที่ดีไม่ได้วัดกันที่การไปได้ไกลกว่าคนอื่น แต่วัดกันที่การพาเด็กไปได้ไกลที่สุดเท่าที่ตัวเขามีศักยภาพ

"พ่อแม่ต้องเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง คอยชี้ทางด้วยการบอกข้อดีข้อเสียของแต่ละเส้นทาง ไม่ใช่สั่งให้เขาเดินทางใดทางหนึ่ง เพราะช่วงเวลาที่เราได้อยู่ข้างลูกคือเวลาทองที่ย้อนกลับมาไม่ได้" แอนนี่ บรู๊ค กล่าว



ท้ายที่สุด แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากเพียงใด แต่สิ่งที่ทำให้การเรียนรู้ยังมีความหมาย คือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน "เด็กอาจลืมคำตอบของ AI แต่จะไม่ลืมแรงบันดาลใจที่ครูสร้างให้ AI เข้าใจข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่ AI ไม่เข้าใจความสงสัยที่อยู่ในแววตาเด็ก" รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ กล่าวเสริม

สอดรับกับบทสรุปของ Westminster College Bangkok ที่มองว่า บทบาทของการศึกษาในยุค AI คือการสร้างสิ่งที่เทคโนโลยีแทนที่ไม่ได้

"บทบาทของโรงเรียนในยุค AI ไม่ใช่การสอนให้เด็กจดจำข้อมูลที่ค้นหาได้ในไม่กี่วินาที แต่คือการสร้างทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ได้ ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ จริยธรรม และความเข้าใจมนุษย์ ในโลกที่ AI รู้คำตอบเกือบทุกอย่าง การศึกษาที่ดีจึงไม่ใช่การสอนให้เด็กจำคำตอบ แต่ต้องสอนให้เด็กกล้าตั้งคำถาม คิดเป็น และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคม" นายตรีณัฐ กล่าวสรุปในตอนท้าย


ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดหลักสูตร
BTEC Level 3 ของ Westminster College Bangkok
ได้ที่โทรศัพท์ 099-261-3857 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.westminster.ac.th/btec

11
โฮมโปร เชื่อม "ทักษะ" สู่ "รายได้"
สนับสนุนเครื่องมือประกอบอาชีพ 40 ชุด มูลค่า 278,000 บาท
สร้างโอกาสการมีงานทำ และยกระดับศักยภาพแรงงานไทยอย่างยั่งยืน


ในวันที่โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากผู้คนยังขาดโอกาสในการเริ่มต้น

แม้แรงงานจำนวนมากจะผ่านการฝึกอบรมและมีความพร้อมในการประกอบอาชีพ แต่สำหรับหลายคน "เครื่องมือ" ยังคงเป็นต้นทุนสำคัญ โฮมโปรเชื่อว่า การพัฒนาแรงงานไม่ควรจบลงเพียงการส่งต่อความรู้ แต่ต้องสามารถต่อยอดสู่การทำงานจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้วยแนวคิดดังกล่าว "โฮมโปร" จึงสนับสนุนชุดเครื่องมือช่างอเนกประสงค์ จำนวน 40 ชุด มูลค่ารวม 278,000 บาท ให้แก่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะวิชาชีพ เพิ่มโอกาสในการมีงานทำ และช่วยให้แรงงานสามารถเปลี่ยนความรู้และทักษะที่มีให้กลายเป็นรายได้ที่มั่นคง โดยมีนายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นผู้รับมอบ



นายธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริการช่างโฮมโปร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ "โฮมโปร" กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีความต้องการแรงงานช่างฝีมือในหลากหลายสาขาอาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานติดตั้ง ซ่อมบำรุง และงานบริการภายในบ้าน ซึ่งล้วนเป็นอาชีพที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพการใช้ชีวิตของผู้คนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับชุมชน

"สิ่งที่หลายคนขาดอาจไม่ใช่ความสามารถ แต่เป็นโอกาสในการเริ่มต้น เราเชื่อว่าหากแรงงานมีทั้งทักษะและเครื่องมือที่พร้อมใช้งาน ก็จะสามารถต่อยอดสู่การสร้างรายได้ การพึ่งพาตนเอง และการเติบโตในสายอาชีพได้อย่างมั่นคง"



ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โฮมโปรไม่ได้มุ่งเพียงการพัฒนาและบริการเพื่อดูแลบ้านของลูกค้าเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพช่าง การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงอาชีพ ผ่านการดำเนินงานของช่างโฮมโปร (CHANG HomePro) ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ มาตรฐานวิชาชีพ และโอกาสการทำงานจริงให้กับช่างไทยทั่วประเทศ สะท้อนบทบาทของโฮมโปรในการร่วมพัฒนาระบบนิเวศช่างไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การสนับสนุนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการส่งมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แต่เป็นการลงทุนในศักยภาพของผู้คน เพื่อช่วยให้แรงงานสามารถเปลี่ยนทักษะให้เป็นอาชีพ เปลี่ยนอาชีพให้เป็นรายได้ และเปลี่ยนรายได้ให้เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว



ความร่วมมือดังกล่าว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโฮมโปรในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม (Creating Shared Value) โดยเชื่อว่า การเติบโตของธุรกิจควรเกิดขึ้นควบคู่กับการสร้างโอกาสทางอาชีพ การพัฒนาศักยภาพแรงงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

เพราะการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มต้นจากการให้ความช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว แต่เริ่มต้นจากการสร้างโอกาสให้ผู้คนสามารถยืนได้ด้วยตนเอง

และบางครั้ง...เครื่องมือหนึ่งชุด อาจไม่เพียงเปลี่ยนวิธีการทำงานของใครบางคน แต่สามารถเปลี่ยนอนาคตของทั้งครอบครัวได้ตลอดไป

12
Vega โชว์ศักยภาพผู้ผลิต OEM ไทย
ร่วมออกบูธ Cosmoprof CBE ASEAN 2026


นางสาวมนัชญา เตชะเวชเจริญ กรรมการบริหารฝ่ายปฏิบัติการ พร้อมด้วย นางสาววรินทรา เตชะเวชเจริญ กรรมการบริหารฝ่ายการเงิน บริษัท VEGA NATURAL COMPANY LIMITED หรือ Vega ผู้ให้บริการรับจ้างผลิต (OEM) ผลิตภัณฑ์ความงามและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบครบวงจร ร่วมออกบูธในงาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ครั้งที่ 5 ที่ผ่านมาเพื่อแสดงศักยภาพด้านการผลิตและนวัตกรรมของบริษัทสู่ผู้ประกอบการและพันธมิตรธุรกิจจากนานาประเทศ โดยบูธของ Vega ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานและคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพผู้ผลิตไทย และตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการขยายตลาดสู่ระดับสากล โดยมี นางสาว ทัศนี วรรณทอง ,นางสาว ณัฐณพัชร์ บุญดก และ นางสาว ผกาภรณ์ เกตุมงคลสิทธิ์ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

13
โฮมโปร ชวนคนไทย "อย่ารอ! ให้หน้าฝนบอกว่าบ้านมีปัญหา!"
CHANG HomePro ชูแนวคิด "รู้ก่อน แก้ทัน" ดูแลปัญหา "หลังคา–ร้าว รั่ว ซึม"
ลดความเสียหาย – ก่อนงบซ่อมบานปลาย


เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ หลายครอบครัวอาจกำลังเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งหนึ่งที่มักจะถูกมองข้ามไป คือ "บ้าน" ที่เริ่มส่งสัญญาณเตือนเงียบๆ ทั้งรอยแตกร้าวเล็กๆ บนผนัง คราบความชื้นบนฝ้าเพดาน สีที่เริ่มพองตัว หรือรอยรั่วบริเวณหลังคา รวมไปถึงกลิ่นอับที่ค่อยๆ สะสมในบ้าน ล้วนเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าบ้านกำลังต้องการการดูแล แต่เจ้าของบ้านจำนวนไม่น้อยมักเลือกแก้ปัญหาเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งบางครั้งจากปัญหาเล็กๆ ลุกลามจนกลายเป็นความเสียหายใหญ่ในอนาคต

ในขณะที่คนไทยจำนวนมากให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพประจำปี และการนำรถยนต์เข้าศูนย์ตามระยะ แต่กลับมีเจ้าของบ้านจำนวนไม่น้อยที่รอให้เกิดความเสียหายก่อนจึงเริ่มซ่อมแซม ทั้งที่บ้านเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงที่สุดของครอบครัว และเป็นพื้นที่ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนในบ้านโดยตรง

"โฮมโปร" จึงเดินหน้าส่ง CHANG HomePro ดูแลบ้านรับหน้าฝน พร้อมชวนเปลี่ยนแนวคิดจาก "ตามแก้ตอนพัง" สู่ "รู้ก่อน แก้ทัน" ผ่านบริการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา "หลังคา–ร้าว รั่ว ซึม" อย่างครบวงจร โดยทีมช่างมืออาชีพอย่าง CHANG HomePro เพื่อช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถป้องกันความเสียหายได้ตั้งแต่ต้นทาง ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ตามมา



ฝนมาเมื่อไหร่ ปัญหาบ้านมาเมื่อนั้น
ปัญหาบ้านร้าว รั่ว ซึม มักเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ที่ถูกมองข้าม ทั้งรอยร้าวบางๆ บนผนัง หรือคราบน้ำจางๆ บนฝ้าเพดาน หรือรอยรั่วบริเวณหลังคา แต่เมื่อเผชิญกับฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง ความชื้นที่สะสมจะค่อยๆ กัดกินบ้านจากภายใน ตั้งแต่การเกิดเชื้อราและกลิ่นอับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนในบ้าน ไปจนถึงเหล็กเสริมภายในโครงสร้างที่เริ่มเป็นสนิมและทำให้โครงสร้างแตกร้าวมากขึ้น หลายครั้งความเสียหายที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ลุกลามจนกลายเป็นความเสียหายใหญ่ที่ทั้งซ่อมยาก ใช้ทั้งเวลา ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และในระยะยาวยังลดทอนมูลค่าของบ้านอีกด้วย หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การรอให้ปัญหาปรากฏชัด แต่เจ้าของบ้านต้อง "รู้ก่อน" เพื่อจัดการได้ทันตั้งแต่ต้นทาง ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย

รู้ก่อน แก้ไขทัน ด้วย CHANG HomePro - มือโปรประจำบ้านคุณ
คุณธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริการช่างโฮมโปร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร ให้ข้อมูลว่า "โฮมโปรเชื่อว่าการดูแลบ้านควรเป็นเรื่องเชิงป้องกัน ไม่ต่างจากการดูแลสุขภาพ เพราะยิ่งรู้ปัญหาเร็วเท่าไร ก็ยิ่งลดความเสียหายและค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้มากขึ้น หน้าฝนจึงเป็น ช่วงเวลาสำคัญที่เจ้าของบ้านควรหันมาใส่ใจตรวจเช็กจุดเสี่ยงต่างๆ ภายในบ้าน โดยเฉพาะปัญหาหลังคา ร้าว รั่ว ซึม ซึ่งมักเป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายที่ลุกลามไปยังส่วนอื่นของบ้าน"

เพื่อช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถ "รู้ก่อน" ได้อย่างเป็นระบบ CHANG HomePro มีบริการสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาโดยทีมช่างมืออาชีพที่เข้าตรวจสอบหน้างานอย่างละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ก่อนเสนอแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นงานซ่อมหลังคา การซ่อมรอยร้าว งานกันซึม งานซ่อมผนังและฝ้าเพดาน รวมถึงการเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างในจุดที่จำเป็น การสำรวจตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นบันไดขั้นแรกที่ช่วยให้เจ้าของบ้านตัดสินใจได้บนข้อมูลจริง สามารถแก้ปัญหาได้ทันเวลา และควบคุมงบประมาณได้ตั้งแต่เริ่ม


ความเชี่ยวชาญที่วางใจได้
เบื้องหลังทุกงานบริการ คือ ทีมช่างมืออาชีพของ CHANG HomePro ที่ผ่านการคัดเลือก ตรวจสอบประวัติ และอบรมพัฒนาทักษะฝีมือต่อเนื่อง พร้อมมาตรฐานการทำงานที่โปร่งใส การประเมินหน้างานอย่างเป็นระบบ การเลือกใช้วัสดุที่ได้มาตรฐาน พร้อมรับประกันงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของบ้านในทุกขั้นตอน

"โฮมโปรเชื่อว่าการดูแลบ้านที่ดีคือ การดูแลก่อนปัญหาจะเกิด หน้าฝนจึงเป็นจังหวะที่เราอยากชวนทุกครอบครัวหันมาตรวจเช็กบ้านอย่างจริงจัง และทุกงานซ่อมยังเป็นสิ่งสะท้อนความตั้งใจของช่างโฮมโปรที่พร้อมเป็นมือโปรประจำบ้านอยู่เคียงข้างคนไทยตลอดหน้าฝนนี้และในทุกฤดูกาล"







ครบ จบ ทุกเรื่องบ้าน 'รับหน้าฝน'
นอกเหนือจากงานหลังคาและร้าว รั่ว ซึม CHANG HomePro ยังให้บริการดูแลบ้านได้อย่างครอบคลุมตลอดฤดูฝน ทั้งงานบริการติดตั้งรางน้ำฝน งานซ่อมยาแนวและซีลขอบประตู-หน้าต่าง เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม งานบริการติดตั้ง ซ่อม และเปลี่ยนประตู-หน้าต่างให้แน่นหนาปลอดภัย ไปจนถึงงานบริการทาสีครบวงจร รวมถึงบริการที่ช่วยให้บ้านสบายขึ้นในวันฝนพรำอย่าง บริการล้างแอร์ ล้างเครื่องซักผ้า และตรวจเช็กระบบไฟฟ้า เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสบายใจในการอยู่อาศัย รับมือในช่วงฤดูฝน

CHANG HomePro พร้อมเป็น "มือโปรประจำบ้านคุณ" ที่ดูแลทุกเรื่องบ้านอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจเช็ก ซ่อมแซม ไปจนถึงการดูแลบ้านในระยะยาว

ในวันที่คนไทยให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตภายในบ้านมากขึ้น โฮมโปรเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการบริการเรื่องบ้านต่อเนื่อง เพื่อให้เจ้าของบ้านเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญที่ไว้วางใจได้ และผลักดันให้การดูแลบ้านเชิงป้องกันกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของคนไทยในระยะยาว" คุณธีรพล กล่าว

ผู้สนใจสามารถสอบถามและใช้บริการ CHANG HomePro ได้ที่โฮมโปรและเมกาโฮมทุกสาขา, ผ่านแอปพลิเคชัน CHANG HomePro และ Call Center 1284

14
Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ปิดฉากความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านงานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามในอาเซียน พร้อมยกระดับสู่เอเชีย


งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ครั้งที่ 5 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีผู้เข้าชมงานรวม 24,859 คน จาก 95 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปี 2568 พร้อมผู้แสดงสินค้ามากกว่า 730 บริษัท บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 33,000 ตารางเมตร และต้อนรับผู้ซื้อที่มีศักยภาพ (Qualified Buyers) กว่า 550 ราย จากทั่วโลก นอกจากนี้ การเปิดตัว Cosmopack CBE ASEAN เป็นครั้งแรกยังถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของงาน สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะ ศูนย์กลางการผลิต Supply Chain และนวัตกรรมของอุตสาหกรรมความงาม ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

กรุงเทพฯ, 3 กรกฎาคม 2569 – Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ปิดฉากลงอย่างงดงาม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) พร้อมตอกย้ำบทบาทการเป็นเวทีธุรกิจด้านความงามที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์ในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลก เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ประเทศไทย อาเซียน และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ซึ่งจัดขึ้นโดย BolognaFiere Cosmoprof, Informa Markets และ Shanghai Baiwen Exhibition Co., Ltd. ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการจัดงานครั้งที่ 5 โดยรวบรวมแบรนด์ชั้นนำ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าปลีก ผู้ซื้อ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามจากทั่วโลก ตลอดระยะเวลา 3 วันของการจัดงาน เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านตลาด ค้นพบนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ ตลอดจนติดตามเทรนด์ล่าสุดของอุตสาหกรรม ในหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตและมีศักยภาพสูงที่สุดของโลก

Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ต้อนรับผู้เข้าชมงานรวม 24,859 คน จาก 95 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากประเทศไทย จีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเกาหลีใต้ เป็นกลุ่มประเทศที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมสูงที่สุด สะท้อนถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของการจัดงานครั้งที่ 5 ทั้งในด้านผู้เข้าชมภายในประเทศและจากต่างประเทศ โดยผู้เข้าชมชาวไทยเพิ่มขึ้น 6% ขณะที่ผู้เข้าชมจากต่างประเทศเติบโตถึง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ด้านการจัดแสดงสินค้า งานมีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 730 บริษัท เพิ่มขึ้น 12% จากปี 2568 พร้อมขยายพื้นที่จัดแสดงเป็น 33,000 ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้น 30% จากการจัดงานครั้งก่อน ครอบคลุมพื้นที่จัดแสดง 6 ฮอลล์ บน 2 ชั้น ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีสัดส่วนผู้แสดงสินค้าจากประเทศไทย 47% และจากต่างประเทศ 53% สะท้อนถึงความสมดุลของการมีส่วนร่วมจากผู้ประกอบการทั้งในประเทศและนานาชาติ ตอกย้ำสถานะของงานในฐานะเวทีธุรกิจความงามระดับนานาชาติของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ยิ่งไปกว่านั้น งานยังต้อนรับ ผู้ซื้อและนักธุรกิจจากทั่วโลก กว่า 550 ราย จากตลาดสำคัญทั้งในภูมิภาคและนานาชาติ ซึ่งช่วยยกระดับศักยภาพทางธุรกิจของงานให้โดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมตอกย้ำบทบาทของ Cosmoprof CBE ASEAN ในฐานะแพลตฟอร์มชั้นนำสำหรับการจัดหาสินค้า การสร้างโอกาสทางธุรกิจ และการขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดต่างประเทศ

นายเอ็นรีโก ซานนินี (Enrico Zannini) ผู้จัดการทั่วไปของ BolognaFiere Cosmoprof กล่าวว่า "ความสำเร็จของ Cosmoprof CBE ASEAN 2026 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเครือข่าย Cosmoprof ในฐานะแพลตฟอร์มธุรกิจระดับนานาชาติที่สามารถสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามในตลาดที่มีศักยภาพสูงทั่วโลก การเปิดตัว Cosmopack CBE ASEAN เป็นครั้งแรกนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนางาน โดยได้นำรูปแบบการจัดงานแบบครบวงจร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Cosmoprof ในระดับโลก มาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเข้ากับ Supply Chain ทั้งหมด พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระยะยาวในภูมิภาค เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเติบโตครั้งนี้ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับบทบาทของแบรนด์ Cosmoprof บนเวทีโลก"

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า "Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยมีผู้เข้าชมงานเพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน พร้อมการเปิดตัว Cosmopack CBE ASEAN ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมจัดงานในฐานะแพลตฟอร์มธุรกิจชั้นนำ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเทศไทยให้เป็นประตูสู่ตลาดอุตสาหกรรมความงามที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรามุ่งมั่นเชื่อมโยงแบรนด์ ผู้ผลิต และผู้ซื้อจากทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจที่มีคุณค่าและขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง"

นางหยิง ซาง (Ying Sang) ประธานกรรมการบริหาร China Beauty Expo กล่าวว่า "ในฐานะผู้ร่วมจัดงาน Cosmoprof CBE ASEAN เราใช้ประโยชน์จากประสบการณ์กว่า 30 ปี และเครือข่ายอันแข็งแกร่งของ China Beauty Expo ในการนำคณะผู้ประกอบการและผู้ซื้อจากประเทศจีนเข้าร่วมงานที่กรุงเทพฯ พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมการค้าแบบสองทิศทาง โดยสนับสนุนให้แบรนด์นานาชาติเข้าสู่ตลาดจีน ควบคู่กับการผลักดันผู้ประกอบการจีนขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน การเปิดตัว Cosmopack CBE ASEAN ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain ของอุตสาหกรรมความงามอย่างครบวงจร พร้อมเปิดโอกาสใหม่ในการสร้างความร่วมมือและนวัตกรรมร่วมกันในภูมิภาค"



Cosmoprof CBE ASEAN ประตูสู่ตลาดอุตสาหกรรมความงามแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความสำเร็จของ Cosmoprof CBE ASEAN 2026 สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะหนึ่งในตลาดอุตสาหกรรมความงามที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างรวดเร็วของโลก โดยประเทศไทยยังคงโดดเด่นทั้งในฐานะตลาดความงามที่มีศักยภาพสูง และศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค ด้วยความแข็งแกร่งด้านการรับจ้างผลิตในรูปแบบ OEM และ ODM รวมถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม (Haircare) และเครื่องสำอางสี (Colour Cosmetics) ตลอดจนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของระบบนิเวศธุรกิจที่ประกอบด้วยผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ แบรนด์ และผู้ประกอบการ ซึ่งร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามของประเทศไทยและภูมิภาคให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

นายฟรานเชสโก อิออปโปโล (Francesco Ioppolo) กรรมการบริษัทและผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัท G.V.F. / Itely Hairfashion ประเทศอิตาลี กล่าวว่า "ภูมิภาคอาเซียนเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงสำหรับบริษัทของเรา การเข้าร่วมงาน Cosmoprof CBE ASEAN ไม่เพียงเปิดโอกาสให้เราได้พบพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจแนวโน้มและทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างลึกซึ้ง

สิ่งที่ทำให้งานนี้มีความโดดเด่นคือคุณภาพของผู้เข้าชมงาน ซึ่งแตกต่างจากงานแสดงสินค้าอื่น ๆ โดย Cosmoprof CBE ASEAN สามารถดึงดูดผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ และกำลังมองหาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมคุณภาพระดับพรีเมียมได้อย่างต่อเนื่อง จึงนับเป็นเวทีที่เหมาะสมอย่างยิ่งทั้งสำหรับการขยายโอกาสทางธุรกิจ และการติดตามข้อมูลเชิงลึกของตลาด"

นางสเตฟานี เราช์ (Stephanie Rausch) ผู้จัดการฝ่ายขายประจำภูมิภาค บริษัท Eduard Gerlach GmbH / Gehwol ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า "การเข้าร่วมแสดงสินค้าในงาน Cosmoprof CBE ASEAN ที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกของบริษัท และถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เราได้พบโอกาสทางธุรกิจมากมายในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงสามารถสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรด้านการจัดจำหน่ายในประเทศไทยได้สำเร็จ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรม Cosmo on Stage ซึ่งช่วยให้เราได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดและแนวโน้มของอุตสาหกรรมความงามในภูมิภาค ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการงานและการอำนวยความสะดวกของผู้จัดงานก็เป็นไปอย่างมีมาตรฐานในทุกด้าน

สำหรับเรา Cosmoprof CBE ASEAN ไม่ได้เป็นเพียงประตูสู่ตลาดประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นประตูสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียน เรามั่นใจว่าจะกลับมาร่วมงานอีกครั้งอย่างแน่นอน"



Cosmopack CBE ASEAN เปิดตัวครั้งแรกอย่างประสบความสำเร็จ เสริมแกร่ง Supply Chain อุตสาหกรรมความงามครบวงจร
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ Cosmoprof CBE ASEAN 2026 คือการเปิดตัว Cosmopack CBE ASEAN เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นโซนจัดแสดงที่มุ่งเน้นธุรกิจใน Beauty Supply Chain ของอุตสาหกรรมความงามโดยเฉพาะ จัดขึ้นบริเวณชั้น LG ฮอลล์ 5–7 ครอบคลุมพื้นที่จัดแสดงคิดเป็น 52% ของพื้นที่จัดงานทั้งหมด

ภายในโซนดังกล่าวรวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนของ Supply Chain ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบ (Ingredients) การพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ (Formulation) ธุรกิจรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) บริการผลิตภายใต้แบรนด์ของลูกค้า (Private Label) บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร งานพิมพ์และฉลาก ตลอดจนผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมความงาม

การเปิดตัว Cosmopack CBE ASEAN ในครั้งนี้ ตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดต่อโซลูชันด้าน Supply Chain คุณภาพสูง พร้อมสะท้อนบทบาทที่โดดเด่นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมความงามระดับโลก ความสนใจจากแบรนด์ ผู้ซื้อ และซัพพลายเออร์ที่เข้าร่วมงาน ยังตอกย้ำถึงคุณค่าของการนำรูปแบบการจัดงาน Cosmopack มาสู่กรุงเทพฯ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสใหม่ในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจตลอดทั้ง Beauty Value Chain ของอุตสาหกรรมความงาม

นางนาตาเลีย ซินิอุก (Nataliia Syniuk) บริษัท Soma Beauty ประเทศสเปน กล่าวว่า "การเปิดตัว Cosmopack ช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับงานอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับบริษัทที่กำลังมองหาโอกาสด้านการรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) โซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ บริการ OEM/ODM และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทำให้งานมีความครบวงจรมากยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาแบรนด์สินค้า (Private Label) หรือสร้างความร่วมมือด้านการผลิตกับพันธมิตรทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

นางบรูเนลลา ซานเชซ (Brunnella Sanchez) ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท Italcosmetici ประเทศอิตาลี กล่าวว่า "หลังจากเข้าร่วมงาน Cosmopack CBE ASEAN ในปีนี้ เรามั่นใจว่างานแห่งนี้จะก้าวขึ้นเป็นเวทีธุรกิจสำคัญสำหรับบริษัทของเราอย่างแน่นอน เพราะไม่เพียงเปิดโอกาสให้เราได้พบกับลูกค้าเดิมในภูมิภาค แต่ยังช่วยให้เราได้สร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ในตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นตลาดที่เราตั้งเป้าจะขยายการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องในอนาคต"

นายอัลแบร์โต บาร์บารา (Alberto Barbara) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค บริษัท AB COSM ประเทศอิตาลี กล่าวว่า "การเข้าร่วมงาน Cosmoprof CBE ASEAN ครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จเชิงกลยุทธ์อย่างยิ่งสำหรับบริษัทของเรา ในฐานะหนึ่งในผู้ให้บริการรับจ้างผลิต (Contract Manufacturer) ที่ร่วมจัดแสดงภายใน Italian Pavilion ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งด้านการออกแบบและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ทำให้เราได้รับความสนใจจากแบรนด์ความงามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก รวมถึงผู้ประกอบการจากอินเดีย เวียดนาม และมาเลเซีย

สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าร่วมงานไม่เพียงมาจากคุณค่าของผลิตภัณฑ์ 'Made in Italy' เท่านั้น แต่ยังรวมถึงนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) และเครื่องสำอาง (Make-up) ของเรา ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับแบรนด์ในตลาดโลก"

เพื่อสะท้อนศักยภาพของ Supply Chain อุตสาหกรรมความงามอย่างเป็นรูปธรรม Cosmopack CBE ASEAN ยังได้นำเสนอ The Sunscreen Factory นิทรรศการรูปแบบ Live Installation ที่จำลองกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์กันแดดแบบครบวงจร ผ่านความร่วมมือกับผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ชั้นนำของไทย ได้แก่ DERMA INNOVATION COMPANY LIMITED, PROPACK ASIA COMPANY LIMITED, THER LINE, NAPAT PACKAGING COMPANY LIMITED และ SELCON CO., LTD.

กิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงตลอดกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การคิดค้นและพัฒนาสูตร (Formulation) ไปจนถึงการออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ (Packaging) พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการในทุกภาคส่วนของ Supply Chain อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมความงามในภูมิภาค



เวทีแห่งโอกาสทางธุรกิจ การสร้างเครือข่าย และองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมความงาม
นอกจากการเป็นเวทีแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติแล้ว Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ยังตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายของอุตสาหกรรมความงาม ผ่านกิจกรรมสัมมนาและการประชุมที่เข้มข้น ประกอบด้วย CosmoTalks จำนวน 15 หัวข้อ, Cosmo Onstage 2 กิจกรรม และ Beauty Studio 9 เซสชัน โดยได้รับความร่วมมือจากวิทยากรและพันธมิตรชั้นนำระดับนานาชาติ

อาทิ Statista, Kline, BEAUTYSTREAMS, ASEAN Cosmetic Association และ Halal Product Organizing Agency รวมถึงผู้เชี่ยวชาญและบริษัทชั้นนำจากประเทศไทยและภูมิภาค

นางยูมิโกะ ฮาซามะ (Yumiko Hasama) ฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท Shiseido ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า "Cosmoprof CBE ASEAN เป็นเวทีที่ช่วยให้เราเข้าใจแนวโน้มของตลาดอาเซียนได้อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่กระแสความนิยมของผลิตภัณฑ์ความงามฮาลาล (Halal Beauty) ไปจนถึงธุรกิจเวชศาสตร์ความงาม (Aesthetic Medicine) อีกทั้งยังช่วยให้เห็นถึงอิทธิพลของสภาพภูมิอากาศและพฤติกรรมผู้บริโภคในภูมิภาค ที่มีผลต่อการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

สิ่งที่สร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก คือการนำเสนอของผู้ประกอบการจากอิตาลีที่มีคุณภาพสูง โดดเด่น และสะท้อนความเชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การได้พบปะผู้ผลิต OEM และผู้ประกอบการด้านบรรจุภัณฑ์จากประเทศเกาหลีใต้และอิตาลี ภายในโซน Cosmopack CBE ASEAN ยังเปิดโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและต่อยอดความร่วมมือในอนาคต"

นายอาร์. โกปาลกฤษนัน (R. Gopalakrishnan) กรรมการ บริษัท CavinKare Group ประเทศอินเดีย กล่าวว่า "การเข้าร่วมงาน Cosmoprof CBE ASEAN ที่กรุงเทพฯ เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง งานนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภูมิภาคอาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดอุตสาหกรรมความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลบุคคล (Beauty & Personal Care) ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยรวบรวมแบรนด์ชั้นนำ ผู้พัฒนานวัตกรรม ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายจากนานาประเทศไว้บนแพลตฟอร์มเดียว

สำหรับผู้ประกอบการด้านความงามของอินเดีย Cosmoprof CBE ASEAN ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นประตูสำคัญสู่การขยายธุรกิจในระดับนานาชาติ เปิดโอกาสให้ค้นพบนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก"



เตรียมพบกับ Cosmoprof CBE ASEAN 2027
จากความสำเร็จของการจัดงานในปี 2569 ผู้จัดงานได้เดินหน้าวางแผนการจัด Cosmoprof CBE ASEAN 2027 เป็นที่เรียบร้อย โดยงานจะกลับมาจัดขึ้นอีกครั้งระหว่างวันที่ 23–25 มิถุนายน 2570 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพมหานคร เพื่อสานต่อบทบาทการเป็นเวทีธุรกิจความงามระดับนานาชาติ ที่เชื่อมโยง

ผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้ซื้อ และพันธมิตรจากทั่วโลก พร้อมขับเคลื่อนโอกาสทางธุรกิจและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมความงามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง

15
SAMART โชว์ Green Energy Solutions ยกระดับพลังงานอัจฉริยะ
ในงาน ASIA Sustainable Energy Week 2026


นายเจริญรัฐ วิไลลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำกลุ่มบริษัทสามารถ ร่วมแสดงนวัตกรรมและโซลูชันด้าน Green Energy ภายในงาน "ASIA Sustainable Energy Week 2026" เวทีแสดงเทคโนโลยีและงานประชุมด้านพลังงานสะอาดระดับนานาชาติของเอเชีย โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันจาก SAMART และ LIVOLTEK ครอบคลุมระบบอินเวอร์เตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Inverter) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) โซลูชันสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging) และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Energy Management System) เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี พลเอกสัมพันธ์ บุญญานันต์ ประธานกรรมการ บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน), นายวิชัย ศรีขวัญ รองประธานกรรมการ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ นายวิชัย โภคาสัมฤทธิ์ กรรมการ บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) ร่วมเยี่ยมชมบูธและกิจกรรมภายในงาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ SAMART ได้ที่ Facebook : SamartCompany

Pages: [1] 2 3 ... 170