Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - happy

Pages: [1] 2 3 ... 2573
1
"หัสดี" ควงแขนเ "พรเพชร" เข้ารอบ 8 คนสุดท้าย ศึก "มวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 25" สาย A และ สาย B รอบ 16 คน นัดที่ 3




ศึก "มวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์เแท้ ครั้งที่ 25" สาย A และ สาย B รอบ 16 คน นัดที่ 3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2569 ที่เวทีมวยช่อง 7 HD โดยก่อนชก นายจมร เลขะกุล (ผู้แทนปูนเสือ) ให้เกียรติขึ้นคล้องพวงมาลัยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับนักมวยทั้งสองคู่บนเวที ระหว่าง หัสดี ตี๋น้อยคชิน (แดง) ดวลกับ เพชรสิงห์ขร ส.สมานการ์เม้นท์ (น้ำเงิน) พิกัด 116 ปอนด์ สาย A และ นำเจริญ บุญลานนามวยไทย (แดง) ดวลกับ พรเพชร ส.ราชภูมิ (น้ำเงิน) พิกัด 116 ปอนด์ สาย B หลังจากนั้นทั้งสองคู่ขึ้นสังเวียนแลกอาวุธกันอย่างดุเดือด ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น โดยมีแฟนมวยทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมาร่วมชมติดขอบเวทีและส่งเสียงเชียร์กันอย่างคึกคัก

สรุปผล ศึก "มวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 25" สาย A และ สาย B รอบ 16 คน นัดที่ 3 มีดังนี้






คู่ที่ 1. สาย A ระหว่าง หัสดี ตี๋น้อยคชิน (แดง) พบกับ เพชรสิงห์ขร ส สมานการ์เม้นท์ (น้ำเงิน) ใครชนะเข้ารอบ 8 คนทันทีคนแพ้ตกรอบ "หัสดี" มวยเตี้ยสั้นหมัดหนักรุนแรง ด้าน "เพชรสิงห์ขร" มวยขวาสูงยาวเข่าในเหนียวแน่นเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเตะขวาลำตัว ด้าน "หัสดี" มวยฝีมือรอจังหวะเตะซ้ายเน้นๆ ลำตัวตามด้วยหมัด "เพชรสิงห์ขร" เริ่มเดินเร็วหวังจะจับในตีเข่ากลับโดน "หัสดี" เตะซ้ายต่อยหมัดจับในตีเข่าเป็นชุดเน้นๆ ทำเอา "เพชรสิงห์ขร" ทำอะไรได้ไม่ถนัดช่วงท้ายๆ "หัสดี" ออกมาเล่นฝีมือผิดกับ "เพชรสิงห์" กันมาเล่นต่อยหมัดอย่างเดียวแต่ก็วืดวาดครบยก "หัสดี" เป็นฝ่ายชนะคะแนนเข้ารอบ 8 คนสุดท้าย ส่วน "เพชรสิงห์ขร" ตกรอบ






คู่ที่ 2. สาย B ระหว่าง นำเจริญ ลานนามวยไทย (แดง) พบกับ พรเพชร ส.ราชภูม (น้ำเงิน) "นำเจริญ" เป็นมวยหมัดหนักอาชีพเตี้ยสั้น ด้าน "พรเพชร" เป็นมวยสูงยาวเข่าในอาชีพ "นำเจริญ" เดินเข้าหาต่อยหมัดตัดลำตัวตามด้วยใบหน้ากลับโดน "พรเพชร" ได้จังหวะจับในตีเข่าเน้นๆ ทำเอา "นำเจริญ" ดิ้นไม่หลุดโดนทั้งเข่าทั้งหมัดช่วงท้ายๆ "นำเจริญ" หันมาเล่นหมัดอย่างเดียวกะเอาน็อคแต่ก็ทำได้แค่เสียวครบยก "พรเพชร" เป็นฝ่ายชนะคะแนนผ่านเข้ารอบ 8 คนสุดท้าย ด้าน "นำเจริญ" ตกรอบ

สำหรับ ศึก "มวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 25" สาย C และ สาย D นัดที่ 3 ให้นักมวยเพื่อเตรียมตัวความพร้อมขึ้นสังเวียนโชว์ศิลปะแม่ไม้มวยไทยให้แฟนมวยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาลุ้นกันว่าการบู๊ของนักมวยในรูปเกมการชกจะออกมาดุเดือดแค่ไหนและสุดท้ายฝ่ายไหนจะได้รับการชูมือจากกรรมการ ส่วนแฟนมวยรอบปูนเสือ “รักใคร ชอบใคร เชียร์ใคร” มาร่วมส่งกำลังใจให้นักชกและมาเชียร์กันให้สะท้านสังเวียนผืนผ้าใบในวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569 ที่ เวทีมวยช่อง 7 HD สามารถรับชมการถ่ายทอดสดทางช่อง 7 HD ตั้งแต่เวลา 14.30 น.เป็นต้นไป แฟนมวยไทยทั่วประเทศห้ามพลาด

2
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งมอบความสุข และความห่วงใย แจกจ่าย “ชุดของขวัญคลายร้อน” พร้อมรณรงค์และให้ความรู้ด้านการช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ประชาชนที่เดินทาง-ท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมทั้งลงพื้นที่ให้กำลังใจ และมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นแก่ผู้สูงวัยในสถานสงเคราะห์ เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2569




ระหว่างวันที่ 9-11 เมษายน พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งความสุข ห่วงใยประชาชนที่สัญจร เดินทางกลับภูมิลำเนา-ท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นการเดินทางในช่วงสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน – ร้อนมาก รวมถึง ใส่ใจผู้สูงวัยในสถานสงเคราะห์ ฯลฯ จึงมอบหมายให้คณะกรรมการ นำโดย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล รักษาการผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์และหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสุทิศา ยกสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคลและฝึกอบรม จัดโครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง คลายร้อน” ครั้งที่ 4 นำทีมลงพื้นที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ) และ สถานีรถไฟนครปฐม มอบพัดลมมือถือ และยาดม รวม 2,800 ชุด ให้แก่ประชาชนที่สัญจรกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางไปยังต่างจังหวัด โดยที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ รณรงค์สงกรานต์ปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุทางถนน  จัดบูธกิจกรรมให้ความรู้ในการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) โดยทีมบรรเทาสาธารณภัย อาสาสมัคร และทีมฝึกอบรม และแจกจ่ายชุดเครื่องเขียนให้กับเด็กและเยาวชน โดยทีมหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย  นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน  นายยุทธนา ทาโคตร์ รักษาการหัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัย นายสุชีพ บุญเส็ง หัวหน้าแผนกอาสาสมัคร นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่  และอาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายกวินรัฏฐ์ ยศอมรสุนทร (หยวน-กวินรัฏฐ์) นางสาวอธิชา เทศขำ (เมย์-อธิชา) นางสาวพัชรมัย บุญเลิศกุล (แพรว พัชรมัย) นางสาวพรชดา วราพชระ (มะเหมี่ยว-พรชดา) ฯลฯ กระจายกำลังสร้างความสุขให้กับประชาชนทั้ง 2 แห่ง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น




พร้อมกันนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดโครงการ "ป่อเต็กตึ๊ง สร้างสุข ใส่ใจ ผู้สูงวัย" ลงพื้นที่มอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น อาทิ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป น้ำยาฆ่าเชื้อโรค แผ่นรองซับ ผงซักฟอก ทิชชูเปียก ปิโตรเลียมเจลลี่ (สำหรับผู้ป่วยติดเตียง) ให้แก่ผู้สูงวัย ณ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุปทุมธานี สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี และสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี จ.ปทุมธานี สถานสงเคราะห์หญิงชราไร้ที่พึ่ง บ้านสุทธาวาส เฉลิมพระเกียรติฯ จ.นครนายก ศูนย์สงเคราะห์ผู้สูงอายุ คามิลเลียน จ.ปราจีนบุรี สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อลำใยอุปถัมภ์) จ.กาญจนบุรี สถานสงเคราะห์คนชรานครปฐม และสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) จ.นครปฐม สถานสงเคราะห์คนชราบ้านเขาบ่อแก้ว จ.นครสวรรค์ และ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ จ.พระนครศรีอยุธยา รวม 10 แห่ง คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 634,580 บาท (หกแสนสามหมื่นสี่พันห้าร้อยแปดสิบบาทถ้วน) เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้สูงวัย เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2569




เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอให้ทุกท่านเดินทางขับขี่ปลอดภัย ท่องเที่ยวโดยสวัสดิภาพตลอดช่วงเทศกาล ทั้งนี้ หากท่านพบ ประสบเหตุฉุกเฉิน ต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วนและแอปพลิเคชัน ป่อเต็กตึ๊ง 1418 ทุกที่ ทั่วประเทศ ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ววันนี้ ทั้งในระบบ Play Store และ App Store

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung
 
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418




3
“สถาปนิก’69” เปิดเวที ASA International Forum เชิญเหล่าสถาปนิกระดับโลกร่วมแชร์ไอเดียปรับตัวรับเทคโนโลยี AI เปลี่ยนแปลงโลก


เตรียมพบกับสุดยอดงานแสดงนิทรรศการสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน “สถาปนิก’69” ภายใต้แนวคิด สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) | SATI : WISDOM : PROMPT โดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ เผยความพร้อมจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมพิเศษ มุ่งเน้นให้ความสำคัญสร้างสมดุลระหว่างภูมิปัญญามนุษย์ ความคิดสร้างสรรค์ และ ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคต เพื่อช่วยยกระดับขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และพัฒนาคุณภาพชีวิต เปิดเวทีสัมมนา ASA International Forum เชิญกูรูวิชาชีพสถาปนิกจากต่างประเทศร่วมแชร์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มวิชาชีพนักออกแบบ สถาปัตยกรรมได้ปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกจากเทคโนโลยีใหม่ AI ที่เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตปัจจุบัน ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม ฟรี


นายอเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) กล่าวถึงปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทกับการใช้ชีวิตประจำวัน ในหลากหลายสาขาอาชีพล้วนต้องปรับตัว แวดวงวิชาชีพสถาปนิก นักออกแบบ สถาปัตยกรรมเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่กำลังปรับตัว เพื่อผสานองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมมองหาแนวทางสร้างสมดุลระหว่างภูมิปัญญามนุษย์ ความคิดสร้างสรรค์ และ ปัญญาประดิษฐ์ซึ่งเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคต เพื่อช่วยยกระดับขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และพัฒนาคุณภาพชีวิต งานสถาปนิก’69 ซึ่งมีกำหนดจัดงานวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) | SATI : WISDOM : PROMPT” ปีนี้ได้เตรียมจัดแสดงนิทรรศการที่น่าสนใจไว้มากมาย รวมถึงกิจกรรมพิเศษสอดรับกับแนวคิดการจัดงานอย่างดีที่สุด

โดยในส่วนของกิจกรรมการสัมมนา ASA International Forum เป็นการรวมตัวของเหล่าสถาปนิกและนักออกแบบชั้นนำจากทั่วโลก เพื่อร่วมแสดงปาฐกถาและแลกเปลี่ยนแนวคิดภายใต้กรอบแนวคิด "สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) " (Sati : Wisdom : Prompt) งานเสวนาในครั้งนี้จะขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมขบคิดถึงรากฐานของสติปัญญาของมนุษย์ และความสัมพันธ์กับยุคสมัยแห่งปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังก้าวเข้ามา เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางไปสู่ยุคใหม่แห่ง "ปัญญาแบบผสมผสาน" (Hybridized Wisdom) การเสวนาในปีนี้แบ่งออกเป็น 2 ช่วงสำคัญ โดยแต่ละช่วงจะศึกษาวิเคราะห์ระหว่าง "ปัญญา" (Wisdom) ซึ่งหมายถึงความลุ่มลึกของความรู้ วัฒนธรรม และพลังสร้างสรรค์ของมนุษย์ กับ "ความฉลาดใหม่" (New Intelligence) ซึ่งหมายถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลกของระบบปัญญาประดิษฐ์และระบบการคำนวณในการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมทางกายภาพ


ไฮไลต์ใหม่ในปีนี้ คือ ในตอนท้ายของแต่ละช่วงการเสวนา จะมีการจัด Roundtable หรือเวทีเสวนาโต๊ะกลม ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดให้วิทยากรและผู้ดำเนินการสนทนาได้แลกเปลี่ยนทัศนะกันอย่างเจาะลึก โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถมีส่วนร่วมในบทสนทนาได้อย่างใกล้ชิด ทั้งการตั้งคำถามและร่วมแบ่งปันความคิดเห็น เพื่อสร้างบทสนทนาร่วมกันเกี่ยวกับอนาคตของสถาปัตยกรรมและอัจฉริยภาพในการออกแบบนั่นเอง


นายจาตุรนต์ กิ่งมิ่งแฮ ประธานจัดงานสถาปนิก’69 กล่าวถึงรายละเอียดของ ASA INTERNATIONAL FORUM และความน่าสนใจ เริ่มจากหัวข้อ "FUTURE ILLUSION" โดยสองสถาปนิกรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียง Jenchieh Hung และ Kulthida Songkittipakdee ผู้ก่อตั้ง HAS Design and Research สำนักงานอยู่ในกรุงเทพฯ และเซี่ยงไฮ้ ผลงานออกแบบของทั้งคู่ เป็นที่รู้จักในแนวคิด "Chameleon Architecture" สถาปัตยกรรมที่ปรับตัวเข้ากับบริบทของสภาพอากาศ วัฒนธรรม และชุมชน โดยยังคงรากเหง้าของพื้นที่ไว้อย่างลึกซึ้ง เช่น ผลงาน High line Bangkok ผลงาน Botanica Meditation Centre ต่อด้วยหัวข้อ "CULTURE" โดย Boonserm Premthada สถาปนิกชาวไทย ผู้ก่อตั้ง Bangkok Project Studio เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติจากแนวทางการออกแบบที่มองสถาปัตยกรรมในฐานะ กระบวนการอยู่ร่วมกัน ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และชุมชน ผลงานโดดเด่นด้วยการใช้วัสดุท้องถิ่นและภูมิปัญญาพื้นถิ่น อาทิ Elephant Chapel จัดแสดงที่ Venice Biennal 2025, The Cultural Courtyard, The Artisans Ayutthaya และในงานครั้งนี้ยังมีแขกรับเชิญมาร่วมพูดคุยเป็น Latifa Alkhayat สถาปนิกและนักวิจัยชาวบาห์เรน


ถัดมา "SITE, MATTER, GESTURE" โดย Anne Holtrop สถาปนิกชาวดัตช์และผู้ก่อตั้ง Studio Anne Holtrop สำนักงานที่มีฐานหลักอยู่ในเมือง Muharraq บาห์เรน งานออกแบบของเขามุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างวัสดุ พื้นที่ และสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะบริบทของภูมิอากาศและท้องถิ่น ผลงานเช่น Green Corner Building ต่อด้วยหัวข้อ "RIGOROUSLY IMAGINATIVE: HOW TO DESIGN BETTER FUTURES" โดย Cecilia MoSze Tham นักอนาคตศาสตร์รางวัลระดับนานาชาติ ผู้ทำงานอยู่ที่จุดตัดระหว่างการประกอบการ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการออกแบบ ปัจจุบันเป็นผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Futurity Systems บริษัทที่ให้บริการด้านการมองอนาคต เพื่อช่วยองค์กรต่างๆ สร้างและวางแผนอนาคตได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และหัวข้อ "NATURAL ARTIFICIAL AND COLLECTIVE INTELLIGENCE IN THE BUILT ENVIRONMENT" โดย Luca Bussolino สถาปนิกและวิศวกรชาวอิตาลี Partner และ Head of Strategy & Innovation ของ Carlo Ratti Associati (CRA) สำนักงานออกแบบระดับนานาชาติที่มีฐานอยู่ในเมืองตูริน ผลงานเช่น France Pavillion จัดแสดงที่โอซาก้าปี 2025 หัวข้อสุดท้าย "DESIGNING FOR RESILIENCE" โดย Miho Mazereeuw ซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์ด้านสถาปัตยกรรมและผังเมือง จาก MIT และผู้อำนวยการ Urban Risk Lab ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเมืองที่รับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เคยวิจัยในไทยและญี่ปุ่น ที่เน้น Design Before Disaster เป็นแนวทางป้องกัน การปรับตัวเมื่อมีภัยพิบัติ เป็นต้น


ประธานจัดงานสถาปนิก’69 กล่าวเสริมอีกหนึ่งกิจกรรมไม่ควรพลาด ASA INSPIRATION LAB เป็นการจัดเสวนาสนับสนุนกลุ่มวิชาชีพ ซึ่งไม่เพียงการเสวนาให้ความรู้ในหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจ แต่ยังรวมเวิร์คชอปเข้ามาด้วย เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสกับแรงบันดาลใจและทดลองได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่ในเวทีเสวนาปีนี้ ยกตัวอย่างเช่น BODY – CITY - BALANCE โดยคุณศัลยเวทย์ ประเสริฐวิทยาการ, คุณจูน เซคิโน, คุณพงศ์ภัทร เอื้อสังคมเศรษฐ์ และคุณไพทยา บัญชากิติคุณ เหล่าสถาปนิกไทยที่มีชื่อเสียง และมีช่วง Roundtable ดำเนินรายการโดยคุณบุญชัย เทียนวัง หรือหัวข้อ Thinking AI เมื่อ AI เป็นมากกว่าคนคุย โดยคุณใหม่ พัฒนา ยังรวมถึงหัวข้อ MATERIAL JOURNEY: IN SEARCH FOR PATTERN AND GEOMETRY โดยคณาจารย์และนิสิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และช่วง Roundtable ดำเนินรายการโดยคุณณัฐนิช ชัยดี จาก ART4D Works เป็นต้น

สำหรับ ASA INSPIRATION LAB ยังมีหัวข้อเสวนาและกิจกรรมอีกมาย ซึ่งได้เชิญวิทยากรมาร่วมแชร์ไอเดียกันครอบคลุมทั้งเรื่องของมนุษย์และเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AI ตั้งแต่เรื่อง สัมผัสของมนุษย์, สมดุลระหว่างจิตใจและร่างกาย, การทํางานเชิงฝีมือช่างและท้องถิ่น, การทํางานกับบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัย, มุมมองการออกแบบในเวทีโลก, ไปจนถึงการทํางานเชิงทดลองกับ Robotic และ Artificial Intelligence กิจกรรมทั้งหมดรวบรวมนักออกแบบ สถาปนิก นักคิด และผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจากทั้งประเทศไทยและนานาชาติ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ แนวคิด และการทดลองใหม่ๆ ที่กําลังขับเคลื่อนอนาคตของงานออกแบบ

ทั้งนี้ กิจกรรมเสวนา ASA INTERNATIONAL FORUM จัดขึ้นเพียง 2 วัน (ช่วงงานสถาปนิก’69) ในวันที่ 2 และ 3 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องฟินิกซ์ 4-6 อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ส่วนกิจกรรม ASA INSPIRATION LAB จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม ณ บริเวณเวทีกลางภายในอาคาร อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ 1-3 และห้องฟินิกซ์ 1-3 อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนร่วมงานล่วงหน้า โดยไม่มีค่าใช้จ่ายผ่านทาง www.asaexpo.org

4
ปัญหาของการซื้อที่นอนคือ “ไม่ได้ลอง” หรือ “ลองไม่ได้นาน” ทำให้การซื้อไปแล้วหากไม่ถูกใจอาจจะต้องทนนอนไปหลายปีด้วยความเสียดาย Mattress City แบรนด์ที่เห็นปัญหานี้และต่อยอดไปไกลกว่าด้วยการให้ลูกค้าสามารถ “ลอง” ได้อย่าง “ถูกต้อง” และเหมาะสมกับคนนั้นๆ




วันนี้ Mattress City ไม่ได้มาขายที่นอน แต่มาทลายปัญหาที่ค้างคาวงการนี้มานาน ด้วยการประการปรับกลยุทธ์แบรนด์ครั้งใหญ่ ยกระดับการขายที่นอนไปอีกขั้นสู่การเป็น "Sleep Specialist" ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนตัวจริงของประเทศไทย พร้อมเปิดตัวบริการ "Sleep Coach" ที่ปรึกษาด้านการนอนส่วนตัว ครั้งแรกในวงการที่นอนไทย ภายใต้แนวคิด "เรื่องที่นอนจบที่เรา"

ต้องยอมรับว่าตลาดที่นอนในเมืองไทยวันนี้เต็มไปด้วยความสับสน ผู้บริโภคเดินเข้าห้าง เจอที่นอนเป็นร้อยรุ่น จากหลายสิบยี่ห้อ สเปคหน้าตาคล้ายกันหมด ตัดสินใจจากการนอนลองในห้างไม่กี่นาที แล้วก็หวังว่ามันจะ "เหมาะกับตัวเอง" พอเอาไปนอนจริงที่บ้าน กลับไม่ใช่ ปวดหลัง ร้อน นอนไม่หลับ วนซ้ำเหมือนเดิม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ที่นอนไม่ดี" แต่อยู่ที่ การเลือกที่ไม่เหมาะกับตัวเอง เพราะไม่มี “Specialist” แนะนำก่อนซื้อ


Mattress City จึงขอเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ให้ทุกการซื้อที่นอนเป็นเรื่องที่ “ง่าย” และ ได้ที่นอนที่เหมาะกับตัวเองจริงๆ

คุณ กิตติ ตั้งพานทอง ผู้อํานวยการสายงานปฏิบัติการธุรกิจค้าปลีก (MattressCity Thailand) กล่าวว่า ที่ผ่านมาตลาดที่นอนขายกันด้วย "สเปค" จำนวนสปริง ความหนายางพารา เปอร์เซ็นต์วัสดุ แต่สิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ ไม่ใช่ตัวเลข แต่คือ "คนที่เข้าใจ" ว่าปัญหาการนอนของเขาเกิดจากอะไร และที่นอนแบบไหนจะแก้ปัญหาได้ตรงจุด วันนี้เราไม่ได้แค่ขายที่นอน เราเป็นคนที่พร้อมรับจบทุกปัญหาเรื่องการนอนให้คนไทย “ไม่ว่าจะเคยเจ็บจากที่นอนแบบไหนมาก่อนก็จบที่เรา”


Sleep Coach คืออะไร? ทำไมถึงเปลี่ยนเกม

หัวใจของการปรับกลยุทธ์ครั้งนี้คือ "Sleep Coach"  ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนที่ Mattress City ที่จะทำความเข้าใจทุกปัญหาของลูกค้าจริงๆ ก่อนนำสินค้า

กระบวนการทำงานของ Sleep Coach ไม่ใช่แค่ถามว่า "ชอบนุ่มหรือแข็ง" แล้วชี้ไปที่ชั้นวาง แต่คือการวิเคราะห์แบบ Personalized ตั้งแต่สรีระ น้ำหนัก ส่วนสูง ท่านอน อาการปวดเรื้อรัง ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงนิสัยการนอนที่สะสมมา เพื่อให้เลือกที่นอนที่ "ใช่" สำหรับร่างกายของคนคนนั้นโดยเฉพาะ


ทำให้สามารถวิเคราะห์ปัญหา และแนะนำรุ่นที่เหมาะสมกับลูกค้าได้มากที่สุด โดยมี Sleep Coach ประจำสาขาคอยให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว ทั้งเรื่องที่นอนและหมอน สามารถลองได้จนกว่าจะเจอสิ่งที่เหมาะกับตัวลูกค้าจริงๆ Mattress City มั่นใจได้ว่า เรื่องที่นอนจบที่นี่แน่นอน


ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า Mattress City คือ ร้านที่นอน Specialist ที่มีที่นอนให้เลือกหลากหลายที่สุดในประเทศ ครอบคลุมทุกแบรนด์ชั้นนำOmazz Lotus Dunlopillo Bedgear และอีกมากกว่า 11 แบรนด์ชั้นนำ ทุกเทคโนโลยี ทุกระดับราคา ผ่านมากกว่า 46 สาขา สาขาทั่วประเทศ — พร้อมทีม Sleep Coach ที่จบหลักสูตรมาโดยตรงและผ่านการฝึกอบรมด้านสรีระศาสตร์และวิทยาศาสตร์การนอนโดยเฉพาะ


Mattress City อยากเป็นชื่อแรกที่คนไทยนึกถึงเมื่อมีปัญหาเรื่องการนอน ไม่ใช่แค่ร้านที่นอน แต่คือที่ที่พร้อมแก้ปัญหาด้วยความเชี่ยวชาญที่หาจากที่ไหนไม่ได้ เพราะ Mattress City เชื่อว่า “การเลือกที่นอนต้องได้ลอง” และการมีคนที่เข้าใจการนอนของคุณมากที่สุดมาแนะนำการลองคือสิ่งจำเป็น และที่ Mattress City เราเป็นคนนั้น เรื่องที่นอนจบที่เรา

ไปสัมผัสที่นอนได้เเล้ววันนี้ที่ Mattress City ทุกสาขาทั่วประเทศ


สาขาเปิดให้บริการทุกวัน 10.00 - 20.00 น.สามารถเช็คเวลาให้บริการจาก Google Map หรือลิงค์ https://mattresscity.co.th/th/store-locator

ช่องทางการติดต่อ:

Messenger: m.me/mattresscitythailand
Line: @mattresscity
Instagram: https://www.Instagram.com/mattresscitythailand
Online Call Center: 062-246-2494
Website : https://mattresscity.co.th

5
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้การต้อนรับ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย
ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ





วานนี้ (วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก พร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิฯ ให้การต้อนรับ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย  และคณะ เข้าพบคณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สักการะหลวงปู่ไต้ฮง ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย พร้อมเยี่ยมชมภารกิจมูลนิธิฯ หอประวัติมูลนิธิฯ และภารกิจด้านบรรเทาสาธารณภัย และอุปกรณ์ด้านกู้ชีพ กู้ภัย ฯลฯ โดยมี คณะผู้บริหาร และพนักงานมูลนิธิฯ ร่วมให้การต้อนรับ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#แอปพลิเคชันและสายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน











6
ส.วิศวกรโครงสร้างจับมือ สกสว.และภาคี
มุ่งสร้างสังคมอัจฉริยะโครงสร้างปลอดภัย


วันที่ 8 เมษายน 2569 สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย จับมือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และเครือข่ายภาคเอกชน จัดการแถลงข่าวและการเสวนา “1 ปีผ่านไปจากเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ ตึก สตง. ถล่ม โครงสร้างไทยจะปลอดภัยเมื่อไร” ณ โรงแรม จูบีลี เพรสทีจน์ รัชดาภิเษก เพื่อสะท้อนบทเรียนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา รวมถึงวิเคราะห์สถานการณ์ความปลอดภัยของโครงสร้างในประเทศไทย ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวมัณฑะเลย์ขนาด 7.7 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลกระทบมาถึงกรุงเทพมหานคร ทำให้ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างพังถล่มลงมา รวมถึงอาคารสูงใน กทม. สั่นไหวอย่างรุนแรงและได้รับความเสียหายทางโครงสร้างนับสิบหลัง ศ. ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปแล้ว 1 ปี สมาคมฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของภาควิชาชีพได้ร่วมกับภาคเอกชนนำโดย คุณประเสริฐ ธรรมมนุญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเข็มเหล็ก จำกัด ร่วมกันจัดงานแถลงข่าวและเสวนา โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเรียนรู้จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและตึกถล่ม เพื่อนำไปสู่การสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในสังคมไทย ได้แก่ ภาควิจัย ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคเอกชน
ภายในงานยังมีการประกาศเจตนารมย์ทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสังคมอัจฉริยะที่โครงสร้างปลอดภัย (Smart and Safe Structure Society) รวมถึงการบรรยายพิเศษเรื่องอนาคตการออกแบบก่อสร้าง และการติดตามการสั่นไหวของอาคารสูงใน กทม. เพื่อเป็นแนวทางให้วิศวกรโครงสร้างได้นำไปใช้ในการออกแบบอาคารสูงให้มีความปลอดภัยจากแผ่นดินไหวต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ไฮไลต์สำคัญของงานคือ การค้นหาความจริงกรณีตึก สตง. ถล่ม ผ่านมุมมองเจาะลึกและการวิเคราะห์จากวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ

ด้านตัวแทนภาควิชาการ ผศ. ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ รองผู้อำนวยการ สกสว. เผยถึงบทบาทของกองทุน ววน. ในการส่งเสริมความปลอดภัยสาธารณะ ว่า สกสว.ในฐานะเลขานุการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) มีนโยบายในการจัดสรรงบประมาณการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อการรับมือกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวอย่างครบวงจร ทั้งการเตรียมความพร้อมการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และการฟื้นฟูชุมชนหลังเกิดภัย โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ งบประมาณสำหรับการพัฒนานโยบายและต้นแบบเพื่อลดความเสี่ยงและลดผลกระทบที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และงบประมาณเพื่อการแก้ไขปัญหาและตอบสนองภาวะวิกฤติเร่งด่วนของประเทศ ซึ่งหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวปี 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ในการจัดการปัญหาวิกฤติแผ่นดินไหว ทำให้เกิดการนำองค์ความรู้มาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาหลากหลายประเด็น อาทิ เกิดแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่บูรณาการข้อมูล SRI Alert (ศรีเตือนภัย) ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านภัยพิบัติเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหวโดยใช้ผลสำเร็จจากงานวิจัย การสร้างฐานข้อมูลสำหรับการเตรียมความพร้อมที่ดีขึ้นในอนาคตโดยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563-2569 กองทุน ววน. สนับสนุนโครงการวิจัยและนวัตกรรมกว่า 106 โครงการเพื่อยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ นอกจากนี้ สกสว.ยังทบทวนและยกระดับแผนด้าน ววน.ของประเทศให้ตอบโจทย์ปัญหาท้าทายด้านภัยพิบัติ นำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานหลักด้านการบริหารจัดการสาธารณภัย สนับสนุนภารกิจการสร้างความตระหนักรู้ ป้องกัน และเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ อีกทั้งขับเคลื่อนบทบาทในการเป็นกลไกลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์ของประชาชน

ผศ. ดร.ประกิต ชมชื่น ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานพัฒนาระบบตรวจวัดการสั่นไหวในอาคาร และ อ.วัฒนพงศ์ หิรัญมาลย์ เลขาธิการสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ในงานดังกล่าวยังมีการแถลงข่าวเปิดตัว “ระบบตรวจวัดแผ่นดินไหวและแจ้งเตือนผู้ใช้อาคาร” ซึ่งเป็นระบบที่สมาคมฯ ร่วมกับ บริษัทเอ อี ที เอส เอส ร่วมกันพัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้ตรวจจับการสั่นไหวของอาคารและการแจ้งเตือนผู้ใช้งานอาคารอย่างทันท่วงที ทั้งนี้ระบบดังกล่าวได้มีการติดตั้งจริงแล้วที่โรงเรียนบ้านป่าก่อดำ จ.เชียงราย และ อาคารโรงพยาบาลสูง 25 ชั้นใน กทม. ระบบดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อาศัยในเขตเสี่ยงแผ่นดินไหวและผู้ที่ต้องพำนักในอาคารสูง

คุณประเสริฐ ธรรมนุญกุล ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน เผยว่า งานนี้ถือเป็นการร่วมมือกันของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจก่อสร้างที่จะระดมสมอง เพื่อพัฒนาวัสดุ อุปกรณ์ก่อสร้างที่ต้านแผ่นดินไหว รวมทั้งแนวทางการสนับสนุนภาควิชาการและวิชาชีพ เพื่อสร้างสังคมอัจฉริยะที่โครงสร้างปลอดภัยต่อไปอีกด้วย

“แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ยังไม่ใช่แผ่นดินไหวตัวสุดท้ายและตัวใหญ่สุดที่ประเทศไทยจะเผชิญ อนาคตข้างหน้าประเทศไทยยังคงต้องประสบกับแผ่นดินไหวได้อีก ซึ่งอาจจะใหญ่กว่าที่เราเคยเจอมา เพียงแต่กำหนดเวลาแน่ชัดที่จะมาอีกครั้งไม่ได้ ดังนั้นการเตรียมพร้อมรับมืออาคารให้แข็งแรง การมีระบบเตือนภัยที่เหมาะสม การที่ประชาชนตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตระหนก จะเป็นทางรอดของประเทศไทยต่อแผ่นดินไหวที่ดีที่สุด” ศ. ดร.อมร กล่าวสรุป

7
ดูแล้วใจฟู! ทรูโฟร์ยู จัดเต็ม “วัยสตาร์ท น็อนสต็อป” รวมทีม “นนกุล‑ชานน - ใบเตย‑สุวพิชญ์”ลงจอ 12 เมษายนนี้


เมื่อมิตรภาพ ความฝัน และบททดสอบชีวิตเดินทางมาบรรจบกัน “วัยสตาร์ท น็อนสต็อป” จึงกลายเป็นภาพยนตร์คอมเมดี้-เฟรนด์ชิปที่ทั้งสนุก อบอุ่น และสะท้อนหัวใจของการไม่ยอมแพ้ ผ่านการแสดงของคู่พระ–นาง นนกุล–ชานน สันตินธรกุล และ ใบเตย–สุวพิชญ์ ไตรพรวรกิจ ที่ชวนผู้ชมร่วมออกเดินทางไปกับแก๊งเพื่อนซี้ ผู้ต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และเรียนรู้ความหมายของการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง






วัยสตาร์ท น็อนสต็อป เป็นภาพยนตร์แนวคอมเมดี้-เฟรนด์ชิปที่เล่าเรื่องของสามเพื่อนซี้ซึ่งชีวิตกำลังโลดแล่นกลับต้องสะดุดอย่างไม่คาดคิด เจีย (นนกุล–ชานน สันตินธรกุล) เด็กหนุ่มหัวใจอิสระที่ไม่คิดจริงจังกับอนาคตและปฏิเสธการสืบทอดธุรกิจร้านอาหารของครอบครัว พี่พั่ง (โจ๊ก โซคูล) รุ่นพี่สายป่วนที่ภายนอกดูไม่เอาไหนแต่พร้อมยืนเคียงข้างเพื่อนเสมอ และ เหลียง (ปีเตอร์–เซิ่งอี้หลุน) นักศึกษาจีนผู้สุขุม พูดน้อยแต่เปี่ยมด้วยฝีมือด้านอาหาร เมื่อชีวิตของเจียต้องเผชิญวิกฤตใหญ่จากอุบัติเหตุที่ทำให้พ่อแม่บาดเจ็บจนส่งผลต่อธุรกิจครอบครัว ซ้ำร้ายยังถูก จิว (ตู้ซี่ยี่) พี่สาวของเหลียงหมายตาฮุบกิจการ สามหนุ่มจึงตัดสินใจรวมพลังลุกขึ้นสู้ เปิดฉากภารกิจพิสูจน์ตัวเองผ่านการแข่งขันทำอาหาร “ฮันเตอร์เชฟ” ที่โหดทั้งฝีมือและหัวใจ ระหว่างทางพวกเขายังได้พบกับ นานะ (ใบเตย–สุวพิชญ์ ไตรพรวรกิจ) ยูทูบเบอร์สาวไฟแรง พร้อมบทเรียนชีวิตสุดเข้มข้นที่หลอมรวมเสียงหัวเราะ แอ็กชัน และพลังมิตรภาพเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกล่อม ห้ามพลาด “วัยสตาร์ท น็อนสต็อป” วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2569 เวลา 18.30 น.ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และรับชมออนไลน์ได้ที่ https://true4u.com/live/

8
“ช้าง-เจนซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2026” ต่อสนาม 2 ‘บางจาก มาสเตอร์ส’ เล่นกบินทร์บุรี
ลุ้นตั๋วล่าฝัน พบโค้ชระดับโลกที่สหรัฐฯ มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท





“ช้าง-เจนซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2026” เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ต่อเนื่องในสนามที่ 2 รายการ “บางจาก มาสเตอร์ส 2026” ณ สนามกบินทร์บุรี สปอร์ตคลับ จ.ปราจีนบุรี ระหว่างวันที่ 18-19 เมษายน 2569 แชมป์รุ่น Super GENZ (ชาย) รับสิทธิ์บินตรงสู่สหรัฐอเมริกา เข้าแคมป์ฝึกซ้อมแบบ 1 ต่อ 1 กับโค้ชระดับโลก และลงชิงชัยในศึก FCG International Championship อย่างคุ้มค่าที่สุด




การแข่งขันสนามที่ 2 นี้ มีรางวัลใหญ่ที่เหล่านักสวิงเยาวชนพลาดไม่ได้ ให้กับผู้ชนะเลิศในรุ่น Super GENZ (ชาย) ซึ่งจะได้รับสิทธิ์เดินทางไปเก็บตัวฝึกซ้อมและเข้าร่วมแข่งขันกอล์ฟรายการ 19th FCG International Championship ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน-3 กรกฎาคม 2569 โดยบริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด นับว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยาก นักกีฬาได้สัมผัสประสบการณ์ระดับอาชีพตลอด 11 วันเต็ม แบ่งเป็นช่วงเก็บตัวฝึกซ้อมและวางแผนการเล่นในสนามจริง 4 วัน และช่วงแข่งขันในรายการที่ได้รับการรับรองคะแนน WAGR อีก 3 วัน มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท (รวม 2 รางวัล จากสนามที่ 1 และ 2) และความพิเศษในปีนี้คือการได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมโค้ชระดับโลก นำโดย โค้ช Josh Alpert เจ้าของรางวัล 2023 SCPGA Teacher & Coach of the Year ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลักดันนักกอล์ฟเยาวชนเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี พร้อมด้วย โค้ช Aiden Oliver อดีตนักกอล์ฟ Division 1 ร่วมถ่ายทอดกลยุทธ์แบบ 1 ต่อ 1 เพื่อดึงศักยภาพนักกีฬาออกมาให้ถึงขีดสุด




นอกจากรางวัลสู่สหรัฐอเมริกาแล้ว นักกอล์ฟยังได้สะสมคะแนนในระบบ Junior Golf Scoreboard (JGS)  เพื่อสร้างโปรไฟล์สำหรับการศึกษาต่อต่างประเทศ และลุ้นสิทธิ์เป็น 1 ใน 6 ตัวแทนเยาวชนไทยจากรุ่น Junior GENZ และ Super GENZ บินไปแข่งขันรายการ Yonex Junior Golf Championship 2026 ที่ประเทศญี่ปุ่น หลังจบการแข่งขันสนามที่ 3 อีกด้วย







สนามกบินทร์บุรี สปอร์ตคลับ ขึ้นชื่อว่าเป็นสนามที่มีความยาวและท้าทายความสามารถของนักกอล์ฟอย่างมาก จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าใครจะมีความนิ่งและสมาธิที่แข็งแกร่งพอที่จะคว้าแชมป์ในสนามนี้ไปครอง โดยทาง “เดอะ เจ็นซ์” ยังคงมุ่งเน้นการเสริมทักษะด้านจิตวิทยา ผ่านความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเพื่อยกระดับเยาวชนไทยให้มีมาตรฐานทัดเทียมนักกีฬาอาชีพ

“บางจาก มาสเตอร์ส 2026” พร้อมระเบิดความมันส์บนสนามที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ณ กบินทร์บุรี สปอร์ตคลับ เยาวชนที่สนใจสามารถสมัครและติดตามรายละเอียดได้ที่: Official Line: @genzgolf  และ โทรศัพท์: 065-696-2229









9
ธ.กรุงเทพ จับมือ ประพันธ์สาส์น ปักหมุด ‘ชมนาดอินเตอร์ฯ’ บนเวทีโลก พร้อมฉลองทศวรรษใหม่ Elite+




ถือเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญ เมื่อกรุงเทพมหานครได้เปิดบ้านต้อนรับ 8 นักเขียนหญิงผู้มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในรางวัล ‘Chommanard International Women’s Literary Award 2026’ ภายใต้ความร่วมมือของ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จำกัด จากการยกระดับสู่สากลอย่างเต็มรูปแบบ รางวัล ‘ชมนาดอินเตอร์’ ในปีนี้ได้ขยายขอบเขตสู่การเฟ้นหานักเขียนหญิงใน 13 ประเทศ และเขตเศรษฐกิจทั่วอาเซียน จีน ฮ่องกง และไต้หวัน พร้อมรางวัลเกียรติยศ Grand Prize มูลค่า 500,000 บาท เพื่อสร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงได้ถ่ายทอดประวัติศาสตร์และสะท้อนภาพสังคมผ่านงานเขียนที่ทรงพลัง โดยจากผลงานที่ส่งเข้าประกวดมากกว่า 70 เรื่อง คณะกรรมการได้คัดสรร 8 ผลงานคุณภาพที่ผ่านเข้าสู่รอบตัดสิน ดังนี้

          1. The Sea Speaks His Name โดย Leila S. Chudori (อินโดนีเซีย)
          2. Chinatown โดย Doan Anh Thuan (เวียดนาม)
          3. Memories of the Memories of the Black Rose Cat โดย วีรพร นิติประภา (ไทย)
          4. Tongueless โดย Lau Yee Wa (ฮ่องกง)
          5. Mountains More Ancient โดย Isna Marifa (อินโดนีเซีย)
          6. The Mountains Sing โดย Nguyen Phan Que Mai (เวียดนาม)
          7. Taiwan Travelogue โดย Yang Shuang Zi (ไต้หวัน)
          8. The Age of Goodbyes โดย Li Zi Shu (มาเลเซีย)




ซึ่งก่อนจะถึงช่วงเวลาสำคัญแห่งการประกาศเกียรติคุณ เหล่านักเขียนได้ร่วมเดินทางสัมผัสประสบการณ์ในทริป ‘One Day Trip to Ayutthaya’ เพื่อสำรวจมรดกโลกและรากแก้วทางประวัติศาสตร์ไทย ต่อด้วยกิจกรรม ‘Media & Publishing Tour’ ที่นำพาทั้ง 8 ท่าน ออกสำรวจกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองหลวงแห่งวรรณกรรม เพื่อสัมผัสระบบนิเวศของอุตสาหกรรมสื่อและการพิมพ์ในประเทศไทย สร้างความประทับใจและความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรมก่อนเข้าสู่งานกาล่าค่ำคืนแห่งเกียรติยศ




บรรยากาศแห่งความยินดีมาบรรจบกันในค่ำคืนของวันที่ 3 เมษายน 2569 ณ งานกาล่า ‘Elite Plus Magazine 12th Anniversary Gala Celebration’ โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดงานและแสดงความยินดีต่อหมุดหมายสำคัญนี้ว่า “ในนามของธนาคารกรุงเทพ ผมขอแสดงความยินดีกับนิตยสาร Elite+ ที่ก้าวสู่หมุดหมายสำคัญครบรอบ 12 ปี สิ่งที่น่าประทับใจคือความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางยุคดิจิทัลดิสรัปชัน เพื่อส่งต่อข้อมูลข่าวสารให้แก่พวกเราอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผ่านช่องทางออนไลน์ที่เติบโตขึ้น”

นอกจากนี้ ดร.กอบศักดิ์ ยังได้เน้นย้ำถึงความภาคภูมิใจที่มีต่อรางวัลชมนาดอินเตอร์ฯ ว่า งานในปีนี้เป็นมงคลยิ่งที่ได้ร่วมประกาศผลรางวัล Chommanard International Women’s Literary Award เป็นครั้งแรก ธนาคารกรุงเทพภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนโครงการระดับนานาชาติที่ครอบคลุมทั้งอาเซียน จีน ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งธนาคารจะยังคงให้การสนับสนุนโครงการนี้ต่อไป เช่นเดียวกับที่ธนาคารกรุงเทพเคยร่วมงานกับประพันธ์สาส์นในโครงการที่เป็นประโยชน์มากมาย อาทิ ค่ายวิจารณ์วรรณกรรม และการบริจาคหนังสือประจำปี




นอกเหนือจากมิติทางวรรณกรรม งานในค่ำคืนนี้ยังสะท้อนถึงพลังแห่งการแบ่งปัน โดย ดร.กอบศักดิ์ ได้กล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์ของ นายอาทร เตชะธาดา และทีมงานที่มุ่งมั่นผลิตผลงานคุณภาพ พร้อมมอบเงินบริจาคจำนวน 100,000 บาท ในนามธนาคารกรุงเทพ ให้แก่ มูลนิธิบราเดอร์หลุยส์ ชาแนล เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ และมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนและนักวิชาการ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ร่วมกันในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน




b]จาก 12 ปีแห่งการเดินทาง สู่บทใหม่ของ Elite+ และเวทีวรรณกรรมสตรี[/b]

ในวาระเดียวกัน ดร.พิสุทธิ์ เลิศวิไล กรรมการบริหาร บริษัท อีลิท ครีเอทีฟ จำกัด ได้กล่าวเสริมถึงก้าวต่อไปของนิตยสารว่า ค่ำคืนนี้ถือเป็นหมุดหมายอันเป็นมงคลยิ่ง ในวาระที่เราได้เฉลิมฉลองการครบรอบ 12 ปีของนิตยสาร และผมยังรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากกับการเริ่มต้นก้าวสู่ปีที่ 13 ของเรา ซึ่งถือเป็นปีแห่งความหวังและโอกาส

ดร.พิสุทธิ์ ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของรางวัลนี้ในฐานะที่เป็นการต่อยอดขยายผลมาจากรางวัลชมนาด (Chommanard Book Prize) ที่จัดขึ้นโดยสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น และได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงเทพมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เพื่อส่งเสริมและประกาศเกียรติคุณให้แก่นวนิยายที่ดีที่สุดซึ่งเขียนโดยนักเขียนหญิงชาวไทย “สำหรับรางวัล Chommanard International Women’s Literary Award ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อยกย่องนักเขียนหญิงที่ดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียน จีน ฮ่องกง และไต้หวัน โดยทำการคัดเลือกผู้ชนะในระดับประเทศก่อนจะตัดสินผู้ชนะเลิศในระดับภูมิภาค ผลงานที่ส่งเข้าประกวดมีทั้งต้นฉบับภาษาอังกฤษและฉบับแปล ซึ่งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติของเราต้องทำงานอย่างหนักในการคัดสรรผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุด”




บทสรุปของค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์จบลงด้วยความยินดี เมื่อผู้ที่สามารถคว้ารางวัลสูงสุด Grand prize Award Winner of Chommanard International Women’s Literary Award ไปครองและคว้าเงินรางวัล 500,000 บาทได้สำเร็จ คือ Lau Yee Wa จากฮ่องกง กับผลงานเรื่อง ‘Tongueless’ นับเป็นการเปิดฉากยุคสมัยใหม่ของวรรณกรรมสตรีในระดับสากลอย่างสง่างาม โดยนิตยสาร Elite+ ยืนยันที่จะเดินหน้าเป็นสื่อกลางในการเสริมสร้างพลังให้กับผู้คนและชุมชน พร้อมสนับสนุนความก้าวหน้าในระดับภูมิภาคต่อไปในอนาคต

10
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยสุขภาพ ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนในส่วนภูมิภาค  ลงพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ แจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่ผู้ได้รับผลกระทบ รวม 440,000 แสนชิ้น ฝ่าวิกฤตมหันตภัยจมฝุ่นพิษ [PM2.5เกินมาตรฐาน]




ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล รักษาการผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย นำเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย และแผนกบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ประสบภัยฝุ่นพิษ [PM2.5เกินมาตรฐาน] อาทิ อำเภอเมือง หางดง แม่ริม สันทราย ดอยสะเก็ด และสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง และอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย แจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ รวม 440,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนบาท โดยมี มูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล จังหวัดเชียงใหม่ มูลนิธิลำพูนสามัคคีการกุศล จังหวัดลำพูน และมูลนิธิลําปางสงเคราะห์ จังหวัดลำปาง และมูลนิธิสาธารณกุศลสงเคราะห์เชียงราย เป็นผู้ประสานงานและร่วมแจกจ่ายในพื้นที่







ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ตระหนักถึงวิกฤตการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก [PM2.5] โดย ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง บูรณาการการจัดการเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวนกระถางธูปสักการบูชา การงดการเผากระดาษชุดเครื่องสักการะที่ศาลเจ้าฯ รวมถึงติดป้ายรณรงค์ขอความร่วมมือผู้มีจิตศรัทธางดจุดธูป-เทียน และแจ้งการจัดเก็บธูป-เทียนที่จุดแล้วเร็วขึ้น และจัดเจ้าหน้าที่ออกแจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ด้วยความห่วงใย และ ตระหนักถึงสุขภาพประชาชนผู้มีจิตศรัทธาและสิ่งแวดล้อมส่วนรวม โดยตลอดระยะเวลากว่า 116 ปีของการก่อตั้งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  มูลนิธิฯ ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”




ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#แอปพลิเคชันและสายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน









11
ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 เสิร์ฟแอ็คชั่นเข้มข้น “สิสู้…เฒ่ามหากาฬ” ศักดิ์ศรีนักรบผู้ไม่ยอมแพ้


สำหรับคอหนังที่มองหาแอ็คชั่นดิบเดือดซึ่งสะท้อนศักดิ์ศรีของนักรบผู้ไม่ยอมจำนน ทรูโฟร์ยูขอเสนอ “Sisu-สิสู้…เฒ่ามหากาฬ” ภาพยนตร์การต่อสู้สุดระอุในฉากหลังปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ถ่ายทอดผ่านการแสดงทรงพลังของ ยอร์มา ทอมมิล่า พร้อมทีมนักแสดงนานาชาติ กับฉากแอ็คชั่นเข้มข้น เลือดสาด และการเล่าเรื่องที่ไม่ประนีประนอม จนได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานโหด ดิบ และโดดเด่นไม่เหมือนใคร






สิสู้…เฒ่ามหากาฬ เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นที่พาผู้ชมย้อนสู่ปี พ.ศ. 2487 ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อ อาตามิ (ยอร์มา ทอมมิล่า) อดีตทหารผู้ปลีกวิเวกออกจากสนามรบ ใช้ชีวิตตามลำพังในพื้นที่รกร้างแห่งแลปแลนด์ โดยใช้แต่ละวันขุดดินเพื่อค้นหาทองคำ ความพยายามของเขาสัมฤทธิ์ผลเมื่อพบขุมทองจำนวนมหาศาลเพียงพอสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ อาตามิจึงมุ่งหน้าเข้าเมืองเพื่อนำทองไปแลกเป็นเงินตรา แต่ระหว่างทางกลับต้องเผชิญกับกองทหารนาซีที่ยึดครองพื้นที่ นำโดย บรูโน่ (แอคเซล เฮนนี่) นายทหารหน่วยเอสเอสผู้โหดเหี้ยม เมื่อพวกเขาล่วงรู้ถึงทองคำที่ชายชราครอบครอง จึงเริ่มต้นการไล่ล่าอย่างไร้ความปรานี พร้อมส่ง วูล์ฟ (แจ็ค ดูแลน) และสมุนติดอาวุธครบมือออกตามล่า โดยไม่รู้เลยว่าเป้าหมายตรงหน้าคืออดีตทหารที่ผ่านสมรภูมินรกมาแล้วนับไม่ถ้วน การปะทะระหว่างนักรบผู้เดียวดายกับกองทัพนาซีจึงกลายเป็นสงครามย่อยที่เดิมพันด้วยชีวิต ศักดิ์ศรี และเสรีภาพ ชมความสนุกได้ในภาพยนตร์ “สิสู้…เฒ่ามหากาฬ” วันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2569 เวลา 12.30 น. ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และทาง https://true4u.com/live/

12
ศูนย์การค้าแพลทินัม ชวนอิ่มฟินอร่อยกับโปรโมชั่นสุดคุ้ม
ในโอกาสพิเศษ Yenly Yours ฉลองครบรอบ 16 ปี


ศูนย์การค้าแพลทินัม ชวนอิ่มฟินอร่อยสุดคุ้ม เนื่องในโอกาสพิเศษ Yenly Yours ฉลองครบรอบ 16 ปี จากจุดเริ่มต้นด้วยความรักในมะม่วงน้ำดอกไม้ไทย สู่การรังสรรค์เมนูขนมหวานจากมะม่วง ที่ทั้งแปลกใหม่และอร่อยไม่ซ้ำใคร


เริ่มจากการคัดสรรมะม่วงน้ำดอกไม้สุกสีเหลืองทอง หอม หวาน ฉ่ำที่สุดของฤดูกาล นำมาจัดทำเมนูโปรด ได้แก่
Mango Sticky Rice : มะม่วงน้ำดอกไม้สุก หวานฉ่ำ เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียวมูนสูตรพิเศษจากข้าวเหนียวคุณภาพของไทย ราดกะทิข้นสูตรมันนัวร์ หอม เข้มข้นทุกคำ



Mango Jasmine Tea Mochi Mango Sticky Rice : ชามะลิหอมสดชื่น ปั่นรวมกับมะม่วงสีเหลืองทอง หวานกำลังดี ดื่มแล้วสดชื่นสุดๆ เพิ่มความฟินด้วย Mochi Mango Sticky Rice โมจิข้าวเหนียวมูนหนุบๆ เคี้ยวเพลิน ได้ฟีลข้าวเหนียวมะม่วงแบบเต็มคำในรูปแบบใหม่


เปิดเมนูจัดโปรโมชั่นฉลองครบรอบ 16 ปี ลดราคาพิเศษแบบ ที่ไม่ได้มีบ่อย ได้แก่ ข้าวเหนียวมะม่วง (ชุดเล็ก) ปกติ 159 บาท เหลือเพียง 99 บาท ชามะลิหอมมะม่วงปั่น Mochi Mango Sticky Rice 16 ออนซ์ ปกติ 129 บาท เหลือเพียง 75 บาท ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์  เวลา 10:00 – 16:00 น. เฉพาะหน้าร้านเท่านั้น ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ร้าน Yenly Yours ชั้น 1 ศูนย์การค้าแพลทินัม ติดตามข่าวสารร้านค้าและโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Platinum Fashion Mall แพลทินัม แฟชั่น มอลล์

13
เจง วิไลลักษณ์ ภรรยาคนสวยของ พีท ทองเจือ พร้อมเพื่อนสนิท ดร.เจนีตา ร่วมบุญใหญ่โครงการบรรพชา #สามเณรภาคฤดูร้อน ประจำปี 2569 ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชพันปีหลวง ณ #วัดธาตุทอง พระอารามหลวง เขตวัฒนา


เจง -วิไลลักษณ์ ทองเจือ ผนึกใจเพื่อนสนิท ได้แก่ ดร.เจนีตา ชอบตวงทอง, เพ็ญพร วงศ์นพรัตน์เลิศ, รณิดา ณ ระนอง, ดนยธร จิรสันติ์ และเพื่อนจากหลายวงการ ร่วมบุญใหญ่เป็นเจ้าภาพร่วมบรรพชาสามเณร ใน "โครงการบรรพชาสามเณร ภาคฤดูร้อน ปี 2569 เพื่อน้อมถวายพระราชกุศลฯ" ณ วัดธาตุทอง พระอารามหลวง โดยภายในงานเต็มไปด้วยประชาชน ผู้ปกครองจำนวนมากที่มาร่วมอนุโมทนา


นับเป็นตัวอย่างที่ดี และเป็นกิจกรรมที่น่าสนับสนุน การที่เด็กๆได้มาบรรพชาหมู่ช่วงฤดูร้อนนั้น นอกจากจะเป็นการใช้เวลาช่วงปิดเทอมให้เกิดประโยชน์แล้ว ยังเป็นการพัฒนาตนเองให้เป็นคนดีมีความอดทน มีระเบียบวินัย ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และสร้างมิตรภาพใหม่ๆ ที่จะเป็นความทรงจำดีๆให้กับเด็กตลอดไป


คุณแม่เจง เสริมว่า ตัวเองเลี้ยงลูกมา 3 คนย่อมเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่ ยิ่งเด็กสมัยนี้อยู่กับหน้าจอมือถือ คอมพิวเตอร์ค่อนข้างมาก การที่ได้มาบวชเหมือนได้พักสมอง การสวดมนต์ยังช่วยให้เด็กๆสมาธิดีขึ้นอีกด้วย ส่วนเพื่อนๆที่มาร่วมบุญก็ฟีลกู้ด แฮปปี้กันทุกคน


สำหรับผู้ปกครองและบุคคลทั่วไป ที่สนใจอยากจะพาบุตรหลานร่วมกิจกรรมดีๆแบบนี้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook :  วัดธาตุทองพระอารามหลวง ช่องทางออนไลน์แก่ผู้ปกครองยุคใหม่ 






14
AP x TOA สองผู้นำพันธมิตรอสังหาฯ ประกาศความร่วมมือ Green Supply Chain
ยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง ส่งมอบ Living Quality เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน





บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ตอกย้ำผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1 เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้างในประเทศไทย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP Thailand พันธมิตรผู้นำในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ รายแรกที่ประกาศเจตนารมณ์มุ่งขับเคลื่อน "Green Supply Chain" เต็มรูปแบบ พร้อมขยายเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และวัสดุก่อสร้าง (Strategic Sustainability Partners) ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ พร้อมส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับผู้คน สังคม และโลกในระยะยาวไปร่วมกัน

นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ President (ประธานฝ่ายบริหาร) บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอพี ไทยแลนด์ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัยภายใต้วิสัยทัศน์ EMPOWER LIVING หรือชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ “CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING” ซึ่งให้ความสำคัญกับความเข้าใจชีวิตผู้คนอย่างลึกซึ้งในทุกมิติ โดยหนึ่งในเสาหลักสำคัญคือ Code of Sustainable Impact ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนของอุตสาหกรรม ผ่านกรอบการดำเนินงานที่บูรณาการแนวคิด ESG เข้าไว้ในทุกขั้นตอนของการพัฒนาโครงการ ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบ การคัดเลือกวัสดุและนวัตกรรมก่อสร้าง ไปจนถึงประสบการณ์การอยู่อาศัยจริง




ทุกโครงการบ้านและคอนโดเอพี เลือกใช้วัสดุคุณภาพมาตรฐานระดับโลก

ความร่วมมือครั้งนี้นำไปสู่เป้าหมายในการส่งมอบชีวิตคุณภาพให้กับลูกค้าเอพี ไทยแลนด์ ด้วยการเลือกใช้วัสดุคุณภาพของทาง TOA ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและได้มาตรฐานระดับสากล โดยเฉพาะมาตรฐาน EPD (Environmental Product Declaration) ซึ่งเป็นฉลากสิ่งแวดล้อมที่เปิดเผยข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดวัฏจักรชีวิตอย่างโปร่งใส รวมถึงการรับรองฉลากลดโลกร้อน (CFR – Carbon Footprint Reduction) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ที่สะท้อนถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม โดยเลือกใช้สีคุณภาพและวัสดุก่อสร้างรักษ์โลกจาก TOA ซึ่งได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้อยู่อาศัย โดยนำไปใช้ในโครงการที่อยู่อาศัยของเอพีอย่างต่อเนื่อง อาทิ

          •   ผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร ด้วยนวัตกรรมสีซุปเปอร์ชิลด์ (SuperShield) ซึ่งมีคุณสมบัติสะท้อนแสงแดดได้สูงสุดถึง 99.2% และสามารถคายความร้อนได้ถึง 90% ช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านได้สูงสุด 8.1 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ และสีโฟร์ซีซั่น (4Seasons) ที่มีสารระเหยต่ำ ปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย

          •   นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ถังสีที่ใช้พลาสติกรีไซเคิล ซึ่งช่วยลดการใช้พลาสติกใหม่ได้ประมาณ 20% ต่อถัง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 322 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (gCO2e)

          •   ผลิตภัณฑ์กลุ่มวัสดุก่อสร้าง TOA Gypsum นวัตกรรมวัสดุรักษ์โลกใหม่ล่าสุดจากทาง TOA  ทั้งแผ่นยิปซัมชนิดมาตรฐาน (TOA Proboard) และแผ่นยิปซัมชนิดทนชื้น (TOA Waterproof) ซึ่งผ่านการรับรองฉลากลดโลกร้อน (CFR) จาก TGO รายแรกในประเทศไทย และมาตรฐาน LEED V4 & V4.1 จากองค์กรระดับสากลอย่าง USGBC ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์มีสารระเหย VOCs ต่ำ ปลอดภัยต่อสุขภาพของทั้งช่างก่อสร้างและผู้อยู่อาศัย ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาโครงการตามแนวทาง Green Building ในปัจจุบัน

ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนเสาหลักสำคัญ Code of Sustainable Impact ภายใต้ยุทธศาสตร์ CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING ของเอพี ไทยแลนด์ ซึ่งมุ่งบูรณาการแนวคิดด้าน ESG เข้าไว้ในทุกขั้นตอนของการพัฒนาโครงการ ที่อยู่อาศัยคุณภาพในเครือเอพี ไทยแลนด์ ตั้งแต่การออกแบบที่คำนึงถึงการใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อม การทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และวัสดุก่อสร้างคุณภาพ ภายใต้บทบาทของ Strategic Sustainability Partners การบริหารจัดการของเสียจากกระบวนการก่อสร้าง ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่สีเขียวและคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ




ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาธุรกิจ คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมในระยะยาวให้กับลูกค้าในทุกโครงการของเอพี ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม บ้านแฝด และคอนโดมิเนียมสะท้อนแนวคิด Living Quality ของเอพี ไทยแลนด์ ที่มุ่งพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมสร้างสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

ด้าน นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เผยว่า TOA ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมจากการเป็นเพียงผู้ผลิตสีทาอาคาร สู่การประกาศจุดยืนอย่างแข็งแกร่งในฐานะ "ผู้นำ Total Solution for Living อย่างยั่งยืน" ซึ่งเป็นการทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งสำคัญเพื่อตอบรับวิถีชีวิตแห่งอนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการสร้าง "ความสุขในการอยู่อาศัย" ควบคู่ไปกับการดูแลโลก

โดยอีกหนึ่งความสำเร็จในปีนี้ คือการผนึกกำลังความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรชั้นนำอย่าง เอพี ไทยแลนด์ ภายใต้เป้าหมายร่วมกันในการสร้างที่อยู่อาศัยที่ "ดีต่อใจและดีต่อโลก" TOA ได้นำนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างครบวงจร ทั้งนวัตกรรมสีรักษ์โลก และแผ่นฝ้ายิปซัม เข้าไปเติมเต็มมาตรฐานการก่อสร้างของ AP เพื่อให้ทุกโครงการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่โครงสร้างจนถึงพื้นผิว




TOA เดินหน้าเต็มสูบสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2050 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านพันธกิจ 7 Green Mission ที่เรานำมาปรับใช้จริงในทุกมิติ อาทิ Green Production & Energy โรงงานของเราใช้พลังงานสะอาดและลดขยะจากการผลิตอย่างต่อเนื่อง Greenovation & Green Certified พัฒนานวัตกรรมอย่าง TOA Organic Care ที่ใช้วัตถุดิบจากพืช และสี SuperShield สีทน สะท้อนแสงแดดสูงสุด 99.2% ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า ที่ได้รับรองฉลาก EPD และฉลากลดโลกร้อน (CFR) มากที่สุดในไทย ซึ่งโครงการของ AP Thailand ได้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เพื่อส่งต่อบ้านที่ประหยัดพลังงานและปลอดภัยแก่ผู้อยู่อาศัย Green Reforestation โครงการปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อช่วยดูดซับคาร์บอน รวมทั้งมิติ Green Partner & Value Chain การร่วมมือกับ AP คือต้นแบบของ Green Supply Chain ที่เราบริหารจัดการทรัพยากรและโลจิสติกส์ร่วมกันเพื่อลด Carbon Footprint ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์

"ความร่วมมือกับเอพี ไทยแลนด์ ในครั้งนี้ คือการนำนวัตกรรมที่เราภาคภูมิใจอย่างสี SuperShield และ TOA Gypsum มาสร้างคุณค่าที่จับต้องได้จริง พร้อมกับโมเดลถังสีรีไซเคิล ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าธุรกิจอสังหาฯ และวัสดุก่อสร้างสามารถพัฒนา Living Quality อย่างต่อเนื่องและแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกันเพื่อยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนที่ส่งผลดีต่อผู้อยู่อาศัย สังคม และโลก" นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ กล่าวสรุป

#TOA #ทีโอเอ #Totalsolutionforliving #GreenMission #APThailand

15
อบจ.ภูเก็ต ปล่อยว่าวสู่ฟ้า! เปิดงาน “Phuket Kite Festival 2026”
เติมสีสันท้องฟ้าหาดกะรน ชูภูมิปัญญาว่าวไทยสู่เทศกาลสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ


จังหวัดภูเก็ตคึกคักต้อนรับฤดูท่องเที่ยว เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต จัดพิธีเปิดงานเทศกาลว่าวที่สุดอาร์ตแห่งปี!  “สีสันแห่งสายลม Phuket Kite Festival 2026” อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน 2569  ณ บริเวณสวนสาธารณะหนองหาน หาดกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาร่วมชมความงดงามของว่าวหลากหลายรูปแบบที่โบยบินแต่งแต้มสีสันเหนือท้องฟ้าชายหาดภูเก็ต


ภายในพิธีเปิดงานเป็นไปอย่างคึกคัก ท่ามกลางท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยว่าวหลากหลายรูปแบบ ทั้งว่าวไทยพื้นบ้านจากภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ว่าวแฟนซี และว่าวขนาดใหญ่จากต่างประเทศ ที่ร่วมกันสร้างภาพความงดงามเหนือชายหาดกะรน เปรียบเสมือนงานศิลปะบนผืนฟ้าขนาดใหญ่ สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล


นายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต มีเป้าหมายสำคัญในการร่วมอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาการเล่นว่าวของไทย ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน พร้อมต่อยอดสู่กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยเติมสีสันและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต


“องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ Phuket Kite Festival เป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของจังหวัด ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยนำเสน่ห์ของว่าวไทยและว่าวนานาชาติมาสร้างสีสันบนท้องฟ้าเหนือชายหาดภูเก็ต ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ เราหวังว่างานในครั้งนี้จะสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว และช่วยยกระดับภูเก็ตให้เป็นจุดหมายปลายทางของเทศกาลสร้างสรรค์ระดับนานาชาติในอนาคต”


สำหรับบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การแสดงว่าวทั้งว่าวไทยดั้งเดิม ว่าวแฟนซี และว่าวนานาชาติ เช่น ประเภทว่าวนานาชาติจากประเทศจีน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย และประเทศโปแลนด์ ประเภทว่าวแฟนซี เช่น ว่าวมังกรของจีน ว่าวกวางโจเมืองหยางเจียง ว่าวรูปสัตว์ที่จะร่วมกันสร้างสีสันบนท้องฟ้าเหนือชายหาดภูเก็ตอย่างสวยงาม กิจกรรมเวิร์กชอปประดิษฐ์ว่าวและเพ้นท์ว่าวสำหรับเยาวชน รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การทำพวงกุญแจจากวัสดุรีไซเคิล นอกจากนี้ ยังมีโซน Creative Market จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน โซน Craft Coffee และร้านอาหารชื่อดัง รวมถึง Food Truck ริมชายหาดที่พร้อมเติมเต็มบรรยากาศการท่องเที่ยวให้คึกคักตลอดทั้งวัน ขณะที่ช่วงค่ำยังมีการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดังของไทย อาทิ วง Musketeers, OG-ANIC และ LAZYLOXY และวง ETC. ที่จะมาสร้างสีสันและความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวตลอดระยะเวลาการจัดงาน




ทั้งนี้ การจัดงาน “สีสันแห่งสายลม Phuket Kite Festival 2026” ยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต ทั้งในมิติของธรรมชาติ วัฒนธรรม และกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดให้คึกคักยิ่งขึ้น




องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยสีสันของว่าวหลากหลายรูปแบบ ในงาน “สีสันแห่งสายลม Phuket Kite Festival 2026” ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 ณ สวนสาธารณะหนองหาน หาดกะรน จังหวัดภูเก็ต พร้อมร่วมสร้างประสบการณ์แห่งความประทับใจและสีสันใหม่ของการท่องเที่ยวภูเก็ตไปด้วยกัน


Pages: [1] 2 3 ... 2573