นวัตกรรมยานยนต์ > นวัตกรรมยานยนต์ - รถยนต์ - มอเตอร์ไซต์ - อุปกรณ์เสริม
งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 (The 33rd Thailand International Motor Expo 2016)"
activity:
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว The new C-Class Coupe รุ่นประกอบในประเทศ พร้อมขนทัพยนตรกรรมรุ่นล่าสุดรวม 5 รุ่น ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปครั้งที่ 33
บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อความเป็นผู้นำตลาด รถยนต์หรู เปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดกว่า 5 รุ่น ทั้ง The new C-Class Coupe รุ่นประกอบในประเทศไทย, The new C-Class Cabriolet, The CLA-Class รุ่นปรับโฉมใหม่, The new E-Class Estate ที่เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย และ Mercedes-AMG GLE 43 4MATIC Coupe รวมทั้งจัดทัพนำขบวนยนตรกรรมหรูกว่า 30 คัน มาจัดแสดงภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป หรือมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 1 –12 ธันวาคม 2559 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี
มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "จากแนวทางการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่มีความมุ่งมั่นในการนำเสนอ "สิ่งที่ดีที่สุด" ให้กับลูกค้า ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราไม่เคยหยุดนิ่งที่จะสร้างสรรค์ยนตรกรรมรุ่นใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการ และทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ดังนั้น ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จึงมีความภาคภูมิใจนำเสนอยนตรกรรมใหม่ล่าสุดกว่า 5 รุ่น ที่สะท้อนคุณค่าของแบรนด์ ทั้งในด้านความหลงใหล (Fascination) และความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ออกมาอย่างลงตัว ทั้งในกลุ่ม Compact Car, Contemporary Luxury และ Dream Car รวมถึงการจัดแสดงยนตรกรรมในกลุ่ม SUVs และรถยนต์รุ่นอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมอีกกว่า 30 คัน เพื่อให้ลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เลือกสรรอย่างครบครันอีกด้วย"
มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "สำหรับไฮไลท์พิเศษของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ภายในงาน มอเตอร์เอ็กซ์โปปีนี้ คือ การนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดพร้อมกันถึง 5 รุ่น นำโดย The new C-Class Coupe รุ่นประกอบในประเทศไทย, The new C-Class Cabriolet, The CLA-Class รุ่นปรับโฉมใหม่, The new E-Class Estate ที่เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย และ Mercedes-AMG GLE 43 4MATIC Coupe รวมถึงยนตรกรรมหรูอีกกว่า 30 คัน มาจัดแสดงให้ลูกค้าได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด
The new C-Class Coupe
The new C-Class Coupe เป็นยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตคูเป้เจนเนอเรชั่นล่าสุดในกลุ่ม Dream Car ที่ประกอบในประเทศไทย โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่ได้รับการพัฒนาให้มี ความสปอร์ต ปราดเปรียวยิ่งขึ้นพร้อมการออกแบบและตกแต่งภายในที่ให้ความหรูหรา มีระดับ ผสานกับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในส่วนต่างๆ เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้ทุกการขับขี่รื่นรมย์ และ เต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์สปอร์ตเรียกได้ว่า The new C-Class Coupe เจนเนอเรชั่นล่าสุดนี้เป็น การสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับกลุ่มยนตรกรรมสปอร์ตสองประตูระดับพรีเมี่ยมอย่างแท้จริง โดยมีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน ด้วยกัน คือ The new C 250 Coupe Sport และ The new C 250 Coupe AMG Dynamic
สำหรับ ดีไซน์ภายนอก ของ The new C-Class Coupe โฉมใหม่นี้ ดูแข็งแกร่ง โฉบเฉี่ยว และเร้าใจมากยิ่งขึ้น สำหรับ ดีไซน์ภายใน ได้รับการตกแต่งให้ดูเรียบง่ายแต่เคร่งขรึม แฝงด้วยความเร้าใจสไตล์สปอร์ตมากกว่าที่เคย พร้อมเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่มากมายเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน อาทิ ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดแบบอัตโนมัติ, ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ, ระบบช่วยเหลือเพื่อความปลอดภัยก่อนเกิดเหตุ และระบบไฟหน้าปรับอัตโนมัติตามสภาพถนน นอกจากนี้ The new C 250 Coupe Sport ยังมาพร้อมกับกล้องแสดงภาพขณะถอยหลัง (Reversing Camera) ในขณะที่ The new C 250 Coupe AMG Dynamic มาพร้อมกับกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (360 Degrees Camera), หลังคาแบบ พาโนรามิคซันรูฟ, หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า และระบบเครื่องเสียง Burmester® พร้อมระบบ DSP amplifier แบบรอบทิศทาง พร้อมลำโพง 13 ตัว
นอกจากนี้ทางบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ยังได้เปิดตัว The new Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupe รุ่นใหม่ในงานนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเพื่อเติมเต็มและตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบความเร็วและแรงของเครื่องยนต์สปอร์ตระดับรถแข่งฟอร์มูล่าวันโดยไม่ทิ้งดีไซน์สุดพรีเมี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์ของ C-Class Coupe เครื่องยนต์ V6 ที่ใช้ในรถรุ่นนี้เรียกได้ว่าเป็นเครื่องยนต์ที่แรงที่สุดในกลุ่มรถยนต์ประเภทเดียวกันของเมอร์เซเดส-เบนซ์ อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC) ใหม่ล่าสุดที่มีฟังก์ชั่น Double Declutch ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
รุ่น
เครื่องยนต์
ปริมาตร
กระบอกสูบ (ซีซี)
แรงม้าสูงสุด
(แรงม้า /
รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตร
ที่ความเร็วรอบต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100
กม./ชม.
ความเร็วสูงสุดโดยประมาณ (กม./ชม.)
C 250 Coupe
Sport
เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์
1,991
211 / 5,500
350 / 1,200-4,000
6.8
250
C 250 Coupe
AMG Dynamic
เบนซิน 4 สูบ
เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์
1,991
211 / 5,500
350 / 1,200-4,000
6.8
250
Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupe
V6 เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์
2,996
367 / 5,500-6,000
520 / 2,000-4,200
4.7
250
The new C 300 Cabriolet
The new C-Class Cabriolet เป็นรถยนต์เปิดประทุนรุ่นแรกที่ผสมผสานดีไซน์หรูหราโดดเด่นของรถยนต์ซาลูนตระกูล C-Class เข้ากับความสปอร์ตปราดเปรียวและเร้าใจของรถยนต์สไตล์ Coupe ไว้ได้อย่างลงตัว มาพร้อมกับระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC) และหลังคาซอฟท์ท็อปรูปแบบเดียวกับรุ่น S-Class Cabriolet ที่ได้มาตรฐานทั้งในเรื่องความทนทานและการใช้งาน โดยหลังคาสามารถกางเปิดหรือพับปิดได้ในเวลาเพียง 21วินาที ขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วสูงสุด 50 กม./ชม. ด้วยหลังคาที่เป็นผ้าใบนี้เองที่ทำให้ The new C 300 Cabriolet เป็นรถยนต์ที่มีน้ำหนักเบา รวมไปถึงการใช้วัสดุที่เป็นอลูมินัมอัลลอยในการประกอบทั้งสปอยเลอร์ ฝากระโปรงหน้า และฝากระโปรงหลังของตัวรถ
ด้าน ดีไซน์ภายนอก ของ The new C 300 Cabriolet มาพร้อมกับเส้นสายลวดลายอันทรงพลัง ด้วยกระจังหน้า diamond grille สีเงินพร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเพิ่มลุคสปอร์ตด้วยคิ้วโครเมียมที่ตกแต่งบริเวณชายกันชนด้านหน้า และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 18 นิ้ว สำหรับ ดีไซน์ภายใน บ่งบอกถึงความหรูหราในสไตล์ของรถยนต์ในตระกูล C-Class ได้เป็นอย่างดี ด้วยการเลือกใช้วัสดุชั้นดีมีคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งหุ้มหนังที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับกับทุกสรีระของผู้โดยสาร พวงมาลัยสปอร์ตแบบมัลติฟังก์ชั่น (Multifunction Sports Steering Wheel) และยังมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ออกแบบมาจากการวิจัยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง เช่น ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (ATTENTION ASSIST) และระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) ที่จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อระยะห่างระหว่างรถคันข้างหน้าน้อยเกินไป และอีกมากมาย
รุ่น
เครื่องยนต์
ปริมาตร
กระบอกสูบ (ซีซี)
แรงม้าสูงสุด
(แรงม้า /
รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตร
ที่ความเร็วรอบต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100
กม./ชม.
ความเร็วสูงสุดโดยประมาณ (กม./ชม.)
C 300 Cabriolet AMG Dynamic
เบนซิน 4 สูบ
1,991
245 / 5,500
370 / 1,300-4,000
6.4
250
The CLA-Class
The CLA-Class สปอร์ตคูเป้ 4 ประตู ที่โดดเด่นด้วย ดีไซน์ภายนอก ที่ได้รับการออกแบบให้มีความผสมผสานกันระหว่างความเร้าใจแบบสปอร์ตและความปราดเปรียว โดยรุ่น CLA 200 Urban มาพร้อมกับกระจังหน้า diamond grille สีดำ พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วแบบทูโทน ส่วน CLA 250 AMG Dynamic มาพร้อมกับ กระจังหน้า diamond grille สีเงิน พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์, ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 18 นิ้ว, ชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง), ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า (Electric panoramic sliding glass sunroof) นอกจากนี้ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับชุดอุปกรณ์มาตรฐาน อย่าง ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ, ไฟหน้าแบบ LED High Performance, ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ในกรอบไฟหน้า และไฟส่องสว่างอัตโนมัติในที่มืด
ดีไซน์ภายใน ได้รับการออกแบบอย่างทันสมัย ด้วยดีไซน์ของความแตกต่างที่ผสานกันได้อย่าง ลงตัว โดย CLA 200 Urban ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น และ CLA 250 AMG Dynamic ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO สลับ DINAMICA microfibre สีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต รวมถึงที่วางแขนสำหรับเบาะนั่งด้านหลัง นอกจากนี้ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับประโยชน์การใช้สอยที่โดดเด่น อย่าง ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (Push start), วิทยุ-ซีดี MB Audio 20 พร้อมจอแสดงผลขนาด 8 นิ้ว, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth), ระบบรองรับการใช้งานระบบนำทาง (Pre-installation SD-Card Navigation), ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™)
สำหรับ ห้องโดยสารภายใน ของทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถ พับได้ทั้ง 1:3 / 2:3 ตามความต้องการ, ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 2 โซน, ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 12 สี เป็นต้น
รุ่น
เครื่องยนต์
ปริมาตร
กระบอกสูบ (ซีซี)
แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/
รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100
กม./ชม.
ความเร็วสูงสุด (รอบ / นาที)
CLA 200 Urban
เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์
1,595
156 / 5,300
250 /
1,200-4,000
7.9
230
CLA 250 AMG Dynamic
เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์
1,991
211 / 5,500
350 /
1,200-4,000
6.5
240
The new E-Class Estate
The new E-Class Estate ซึ่งนับเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยภายในงานนี้ โดย ยนตรกรรมรุ่นนี้นับเป็นการผสานความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความสง่างามของรถยนต์แบบซาลูน เข้ากับประสิทธิภาพของการใช้งานในชีวิตประจำวันของรถยนต์แบบ เอสเตทได้อย่างลงตัว โดย ดีไซน์ภายนอก มาพร้อมกับเส้นสายหลังคาลาดเอียงเสริมลุคที่ดูสปอร์ต โฉบเฉี่ยว พร้อมชุดแต่งรอบคันแบบ AMG Bodystyling ห้องโดยสารภายใน ตกแต่งด้วยเบาะหนัง Nappa พร้อมด้วยระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารด้วยเทคโนโลยี Full LED ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ถึง 64 สี, ระบบเครื่องเสียง Burmester® ติดตั้งระบบเสียงรอบทิศทางแบบ DSP Amplifier พร้อมลำโพง 13 ตัว, กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360? camera และหลังคาแบบพาโนรามิคซันรูฟ นอกจากนี้รถยนต์รุ่นนี้ยังได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่บรรจุสัมภาระอันกว้างขวางที่มีความจุถึง 670-1,820 ลิตร พร้อมด้วยเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังที่สามารถพับลงได้แบบ 40:20:40 ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณและรูปแบบสัมภาระของผู้ใช้ในแต่ละครั้ง รวมถึงรถยนต์รุ่นนี้ยังสามารถปรับพนักพิงของที่นั่งด้านหลังให้เอียงเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 10 องศา ซึ่งทำให้พื้นที่บรรจุสัมภาระเพิ่มมากขึ้นถึง 30 ลิตรอีกด้วย โดย The new E-Class Estate มาพร้อมกับอุปกรณ์ติดตั้งมาตรฐานKEYLESS-GO Comfort package พร้อมฟังก์ชันเปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติ HANDS FREE ACCESS รวมถึงแผ่นปิดที่เก็บสัมภาระด้านท้าย แบบดึงกลับ-เลื่อนเปิดขึ้นอัตโนมัติ
รุ่น
เครื่องยนต์
ปริมาตร
กระบอกสูบ (ซีซี)
แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/
รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100
กม./ชม.
ความเร็วสูงสุด (รอบ / นาที)
E 220 d Estate AMG Dynamic
ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์
1,950
194 / 3,800
400 / 1,600 – 2,800
7.7
235
Mercedes-AMG GLE 43 4MATIC Coupe
Mercedes-AMG GLE 43 4MATIC Coupe รถยนต์เอสยูวีคูเป้รุ่นล่าสุดจากค่าย AMG ที่มาพร้อมกับความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว จากดีไซน์ภายนอก จากชุดตกแต่ง AMG bodystyling (กันชนหน้า-หลัง), ล้ออัลลอย ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ลาย 5 ก้านคู่ขนาด 22 นิ้ว ซึ่งมาช่วยเสริมความดุดันให้กับรถยนต์รุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี ดีไซน์ภายใน โดดเด่นด้วยเบาะที่นั่งแบบสปอร์ตหุ้มหนัง Nappa สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้าที่มีการเสริมปีกเบาะด้านข้างเป็นพิเศษ เพื่อเพิ่มความสปอร์ตยิ่งขึ้นกว่าเดิม แผงหน้าปัดด้านหน้าประกอบด้วยหน้าปัดทรงกลมขนาดใหญ่ 2 อัน ระบบ COMAND Online ควบคุมการทำงานวิทยุ-ดีวีดี และเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต พร้อม touchpad หน้าจอขนาด 8 นิ้ว ระบบเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon® Logic7® รวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ด้านเทคโนโลยี มาพร้อมกับระบบ Dynamic Select ที่มีโหมดการขับขี่อันหลากหลาย ซึ่งทำให้ ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว โดย Dynamic Select มีโหมดการขับขี่ 4 แบบ คือ Individual ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้, Comfort ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, Slippery เหมาะกับการวิ่งบนถนนที่ลื่น, Sport เน้นการเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รถรุ่นนี้ยังได้ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ ADS (Adaptive Damping System) เพื่อรองรับการขับขี่ในทุกสภาพถนน
Mercedes-AMG GLE 43 4MATIC Coupe มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC และเครื่องยนต์แบบ V6 เทอร์โบคู่ ซึ่งนับเป็นเครื่องยนต์รุ่นหนึ่งในตระกูลบลูไดเรกต์ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่มีจุดเด่นในเรื่องระบบแรงดันเสริมท่อสำหรับนำอากาศของชุดเทอร์โบ (boost pressure) ส่งผลให้สามารถเพิ่มแรงม้าและแรงบิดของเครื่องยนต์รุ่นนี้ได้
รุ่น
เครื่องยนต์
ปริมาตร
กระบอกสูบ (ซีซี)
แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/
รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100
กม./ชม.
ความเร็วสูงสุด (รอบ / นาที)
Mercedes-AMG GLE 43 4MATIC Coupe
เบนซิน V6 เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์
2,996
367 / 5,500-6,000
520 /
1,800-4,000
5.7
250
ยนตรกรรมอื่นๆ ในบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์
นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้เตรียมขนขบวนสุดยอดยนตรกรรมรวมทั้งสิ้นกว่า 30 คัน ในทุกเซ็กเมนต์ และรถยนต์รุ่นยอดนิยมอื่นๆ อาทิ The CLA-Class Shooting Brake, The SLC-Class, The GLC-Class Coupe, Mercedes-Maybach, The S-Class Cabriolet, The CLS-Class, The GLS-Class, The G-Class, The SL-Class, The GLE-Class Coupe, The GLA-Class, The new C 350 e, The GLE 500 e, The S 500 e เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขอเชิญท่านพบกับขบวนสุดยอดยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดและยนตรกรรมหลากหลายรุ่น ในงาน มอเตอร์เอ็กซ์โปหรือมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 1 –12 ธันวาคม 2559 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี
activity:
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มุ่งหน้าสู่มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2016
เผยโฉมทัพนวัตกรรมยานยนต์ล่าสุด นำโดย บีเอ็มดับเบิลยู M4 GTS ที่สุดแห่งสมรรถนะ ส่งตรงจากสนามแข่ง พร้อมข้อเสนอพิเศษมากมาย
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย นำโดย มร.ลาร์ส นีลเซ่น (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด คุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ (ที่ 2 จากขวา) ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด และคุณโอภาส นพพรพิทักษ์ (ซ้ายสุด) ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ พร้อมด้วยคุณกฤษดา อุตตโมทย์ (ขวาสุด) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งยนตรกรรมระดับพรีเมียม ด้วยการเผยนวัตกรรมยานยนต์และข้อเสนอพิเศษต่างๆ ของงานThailand International Motor Expo 2016 ที่จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย พร้อมนำทัพนวัตกรรมยานยนต์ล้ำยุคและข้อเสนอพิเศษสุดจากทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มุ่งหน้าสู่งาน Thailand International Motor Expo 2016 มหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1-12 ธันวาคม 2559 นี้ นำโดยบีเอ็มดับเบิลยู M4 GTS ที่สุดแห่งสมรรถนะบนท้องถนน ที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีระดับโลกจากสนามแข่ง โฉมใหม่ของรถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดแห่งอนาคต บีเอ็มดับเบิลยู i8 Protonic Red Edition ร่วมด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดรุ่นประกอบในประเทศไทยอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู 330e Luxury และ บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e M Sport นอกจากนี้ มินิยังมาพร้อมกับรุ่นพิเศษมินิ คูเปอร์ เอส 'Seven Edition' รวมถึงมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูS 1000 RR HP Line และ S 1000 XR HP Line ที่ครบเครื่องกว่าเดิมด้วยฟังก์ชันมากมายสำหรับคอบิ๊กไบค์ตัวจริง
"งานมหกรรมยานยนต์ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "เชื่อมโลก เชื่อมคน ยานยนต์อัจฉริยะ" ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีระดับพรีเมียมที่พร้อมขับเคลื่อนโลกยานยนต์สู่อนาคต โดยที่ยังรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดไว้อย่างไม่เสื่อมคลาย" มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าว "ไฮไลท์สำคัญในงานอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู M4 GTS และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจากเทคโนโลยี บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance ทุกรุ่น ล้วนเป็นเครื่องสะท้อนถึงวิสัยทัศน์นี้ทั้งสิ้น"
บีเอ็มดับเบิลยู M4 GTS
ราคาจำหน่าย 13,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
บีเอ็มดับเบิลยู M4 GTS เป็นรถยนต์รุ่นพิเศษที่ต่อยอดความเป็นที่สุดด้านสมรรถนะของบีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe ไปอีกขั้น ด้วยเทคโนโลยีและรูปลักษณ์ภายนอกที่ส่งตรงจากสนามแข่ง พร้อมตอบสนองทุกโจทย์การขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นในสนามแข่งหรือบนท้องถนนทั่วไป
นอกจากจะเป็นรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่เร็วและแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู M4 GTS ยังเป็นยนตรกรรมรุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 700 คันทั่วโลก เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีของรถยนต์สปอร์ตระดับตำนานอย่าง บีเอ็มดับเบิลยูM3 ที่ได้เริ่มผลิตเป็นครั้งแรกในปี 1986
บีเอ็มดับเบิลยู M4 GTS ใช้ขุมพลังเทอร์โบ 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร รุ่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู M3 และ M4 รุ่นเดิม แต่เสริมสมรรถนะอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีระบบหัวฉีดน้ำ (water injection) ที่เปิดตัวออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก หลังจากที่ช่วยขับเคลื่อนให้รถแข่ง บีเอ็มดับเบิลยู M4 DTM ของนักขับชาวเยอรมัน มาร์โก วิทแมนน์ สามารถคว้าแชมป์การแข่งขันทัวริ่งคาร์รายการ DTM (Deutsche Tourenwagen Masters) ประจำปี 2014 และ 2016 ไปครองได้สำเร็จ เทคโนโลยีหัวฉีดน้ำนี้ช่วยให้เครื่องยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู M4 GTS มีพละกำลังสูงสุดถึง 368 กิโลวัตต์ / 500 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยที่ยังมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe รุ่นมาตรฐาน
นอกจากเครื่องยนต์อันทรงพลังแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู M4 GTS ยังตอบสนองฉับไวด้วยตัวถังน้ำหนักเบาที่มีอัตราน้ำหนักต่อกำลังขับที่ 3.0 กิโลกรัมต่อแรงม้า โดยในส่วนกระโปรงหน้า-หลัง หลังคา สปลิตเตอร์หน้า และสปอยเลอร์ เลือกใช้วัสดุล้ำยุคอย่างCFRP (carbon-fibre-reinforced plastic) ที่ทั้งแข็งแรงและมีน้ำหนักเบา เข้ากันกับงานออกแบบภายในที่เน้นการใช้วัสดุน้ำหนักเบาเพื่อความหรูในสไตล์สปอร์ตพันธุ์แท้ ส่วนระบบเกียร์ M DCT (M Double Clutch Transmission) 7 สปีด ทำงานผสานกับเครื่องยนต์อย่างลงตัวเพื่อส่งพละกำลังลงสู่ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาสีส้ม Acid Orange รุ่น 666 M Styling เสริมความมั่นใจบนทุกเส้นทางด้วยระบบช่วงล่างแบบ M coilover และเบรกคาร์บอนเซรามิก
บีเอ็มดับเบิลยู M4 GTS มาพร้อมกับการวิวัฒนาการเทคโนโลยีไฟท้ายแบบ OLED (BMW Organic Light) สำหรับการผลิตซีรี่ส์รถยนต์เป็นครั้งแรกในโลก โดยระบบไฟแบบ OLED นี้ ให้แสงสว่างบนพื้นผิวแบบกระจายตัวทั่วๆกัน แทนที่จะเป็นแบบจุดเฉพาะเช่นไฟ LED ทั่วไป ผ่านวัสดุเซมิคอนดัคทีฟบางเฉียบ สร้างแสงไฟท้ายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
บีเอ็มดับเบิลยู 330e Luxury พร้อมเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด รุ่นประกอบในประเทศไทย
ราคาจำหน่าย 2,599,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
บีเอ็มดับเบิลยู 330e Luxury เป็นนวัตกรรมที่ครบเครื่องด้วยประโยชน์ใช้สอยและความหรูหรา ได้รับการออกแบบเพื่อสุนทรียะในการขับขี่ของผู้โดยสาร ประหยัดน้ำมันอย่างเหนือชั้นด้วยเทคโนโลยี iPerformance ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ขุมพลังเบนซิน 4 สูบ บีเอ็มดับเบิลยู TwinPower Turbo ที่ทรงพลังที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยูเจ้าของรางวัล International Engine of the Year สามารถส่งกำลังสูงสุดที่ 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า พร้อมแรงบิด 290 นิวตันเมตร สู่ล้อรถได้อย่างราบรื่นในทุกรอบเครื่อง ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 65 กิโลวัตต์ / 89 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ให้สมรรถนะที่พร้อมตอบสนองในเสี้ยววินาทีตามสไตล์ระบบส่งกำลังไฟฟ้า ทำงานประสานกันกับระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 8 จังหวะเพื่อให้ขับขี่ ได้สนุก ทันใจ โดยสามารถเลือกขับขี่โดยใช้พลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ที่ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนในโหมดไฮบริด บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เมื่อใช้งานร่วมกัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าชุดนี้จะมอบกำลังสูงถึง 185 กิโลวัตต์ / 252 แรงม้า ให้เร่งความเร็วได้อย่างใจนึก ทั้งยังประหยัดน้ำมันด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 41.7 กิโลเมตรต่อลิตรและลดระดับมลภาวะในการขับขี่กับอัตราการปล่อย CO2 ที่ 57 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น
เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดในบีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport สามารถนำสมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้งานได้อย่างคุ้มค่า ช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และยังสามารถขับขี่ในตัวเมืองได้โดยไม่ปล่อยมลภาวะออกจากท่อไอเสียเลยในระยะ 40 กิโลเมตร แบตเตอรี่ของรถมีความจุ 7.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง และสามารถชาร์จได้กับปลั๊กไฟบ้านทั่วไป โดยมีช่องเก็บสายชาร์จอยู่ใต้พื้นที่เก็บสัมภาระตอนท้าย เมื่อแบตเตอรี่หมด สามารถชาร์จด้วยไฟบ้านให้เต็มได้โดยใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง หรือเลือกเสริมประสิทธิภาพการชาร์จด้วยอุปกรณ์ บีเอ็มดับเบิลยู ไอ วอลล์บ็อกซ์ เพียว (BMW i Wallbox Pure) ที่ทั้งปลอดภัย ใช้งานง่าย และรวดเร็วด้วยกำลังไฟถึง 3.7 กิโลวัตต์ (16 แอมป์ / 230 โวลท์) จึงสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง 12 นาที
บีเอ็มดับเบิลยู 330e Luxury มีดีไซน์สวยงาม โฉบเฉี่ยวด้วยล้ออัลลอยแบบ Multi-spoke style 416 แผงคอนโซลลายไม้ ไฟหน้าแบบ LED และพวงมาลัยหุ้มหนัง การออกแบบภายในโดดเด่นด้วยสีแอนทราไซต์และ Pearl Chrome และตกแต่งวัสดุคุณภาพสูงที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นเบาะหนังดาโกต้า ระบบนำทาง และเครื่องเสียงระบบ Hi-Fi
บีเอ็มดับเบิลยู i8 Protonic Red Edition
ราคาจำหน่าย 11,899,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i8 Protonic Red Edition เป็นรถยนต์สปอร์ต 4 ที่นั่ง (2+2) รุ่นพิเศษที่ผลิตในช่วงเวลาที่จำกัด โดดเด่นด้วยโครงสร้างห้องโดยสารที่ทำจากวัสดุ CFRP (carbon-fibre-reinforced plastic) และระบบส่งกำลังไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยูeDrive ตัวถังสีแดง Protonic Red ตกแต่งตัดกับสีเทา Frozen Grey metallic ในดีไซน์สุดเร้าใจ พร้อมเสริมความโฉบเฉี่ยวด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบ W-spoke 470 สีเทา Orbit Grey metallic ขนาดต่างกันในล้อหน้าและล้อหลัง ส่วนดีไซน์ภายในสวยงามไม่แพ้กันด้วยวัสดุที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์คุณภาพสูงและเซรามิก ให้ความรู้สึกสมกับเป็นรถสปอร์ตอย่างแท้จริง
ระบบส่งกำลังแห่งอนาคต บีเอ็มดับเบิลยู eDrive ของบีเอ็มดับเบิลยู i8 ประกอบไปด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ เทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู TwinPower Turbo ที่ส่งกำลัง 170 กิโลวัตต์ / 231 แรงม้า พร้อมแรงบิด 320 นิวตันเมตร และมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีพละกำลัง 96 กิโลวัตต์ / 131 แรงม้า พร้อมแรงบิด 250 นิวตันเมตร นอกจากนี้ ระบบส่งกำลัง บีเอ็มดับเบิลยู eDrive ยังใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนกำลังไฟสูงและระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อส่งกำลังรวม 266 กิโลวัตต์ / 362 แรงม้าได้อย่างเต็มสมรรถนะและประหยัดพลังงานสูงสุด
เมื่อใช้โหมดการขับขี่โดยใช้ไฟฟ้าโดยไม่มีการปล่อยไอเสียเลย บีเอ็มดับเบิลยู i8 สามารถขับขี่ด้วยความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นระยะทางถึง 37 กิโลเมตร และสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ในเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง โดยสามารถเลือกชาร์จได้กับปลั๊กไฟบ้านทั่วไป หรืออุปกรณ์ บีเอ็มดับเบิลยู ไอ วอลล์บ็อกซ์ เพียว (BMW i Wallbox Pure) นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู i8 ผสานพลังเพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่โดดเด่นเหนือใคร พร้อมตอบสนองความต้องการในทุกเส้นทาง สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 4.4 วินาทีเมื่อขี่ในโหมดสปอร์ต ทั้งยังมีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานและการปล่อยไอเสียที่เหนือชั้นกว่ารถสปอร์ตทุกรุ่นในตลาด ด้วยอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 47.6 กิโลเมตรต่อลิตรและอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 เพียง 49 กรัมต่อกิโลเมตร
บีเอ็มดับเบิลยู i8 เป็นรถที่โดดเด่นเหนือใครด้านประสิทธิภาพ ความประหยัดและสมรรถนะบนท้องถนน และได้รับรางวัลในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นรางวัล International Engine of the Year สำหรับเครื่องยนต์ TwinPower Turbo 3 สูบ และระบบส่งกำลังไฮบริด ทั้งยังได้รับการโหวตให้คว้ารางวัลยอดเยี่ยม World Green Car of the Year และ Green Luxury Car พร้อมด้วยรางวัล Paul Pietsch Award จาก "auto motor und sport" นิตยสารยานยนต์ของประเทศเยอรมันในฐานะรถยนต์ที่มีนวัตกรรมยานยนต์โดดเด่นที่สุด
บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport
ราคาจำหน่าย 3,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล บีเอ็มดับเบิลยู TwinPower Turbo ขนาด 2.0 ลิตร ที่มอบพละกำลังสูงสุดถึง 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า ควบคู่กับอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพียง 17.9 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 เพียง 149 กรัมต่อกิโลเมตร ซึ่งทำให้ บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport มีสมรรถนะยอดเยี่ยมที่สุดในกลุ่มรถยนต์ระดับเดียวกัน
บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport ใหม่ มาพร้อมกับหลังคากระจกแบบพาโนรามา เทคโนโลยี Performance Control ที่จัดสรรพละกำลังของเครื่องยนต์และการทำงานของเบรกที่แต่ละล้อในขณะเข้าโค้งเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุด ล้ออัลลอยแบบ Double-Spoke 622M ขนาด 19 นิ้ว และชุดแต่ง M แอโรไดนามิคที่ครบครันด้วยพวงมาลัยหนังแท้แบบM กรอบหน้าต่าง BMW Individual แบบ high-gloss และเพดานห้องโดยสาร BMW Individual สีดำแอนทราไซท์ พร้อมด้วยระบบบีเอ็มดับเบิลยู Head-Up Display กล้องมองหลัง ระบบนำทาง ชุดลำโพงไฮไฟ และระบบ Comfort Access
บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e M Sport รุ่นประกอบในประเทศไทย
ราคาจำหน่าย 4,699,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e M Sport เป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยู ที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานความเป็นรถอเนกประสงค์และความหรูหราเข้าด้วยกันอย่างลงตัวในแบบของรถยนต์ SAV ด้วยสมรรถนะการยึดเกาะถนนเป็นเลิศจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ บีเอ็มดับเบิลยู xDrive และความประหยัดอย่างเหนือชั้นจากเทคโนโลยี บีเอ็มดับเบิลยูEfficientDynamics eDrive
บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e M Sport มีขุมพลังขนาด 2.0 ลิตรที่คว้ารางวัล "International Engine of the Year" มาครองแล้วถึงสามสมัย ด้วยสมรรถนะที่โดดเด่นจากเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ TwinScroll ระบบหัวฉีดน้ำมันที่มีความแม่นยำสูง และระบบ VALVETRONIC ซึ่งทำให้เครื่องยนต์รุ่นนี้เป็นขุมพลังเบนซิน 4 สูบที่ทรงพลังที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยู ส่งกำลังสูงสุดที่ 180 กิโลวัตต์ / 245 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร สู่ล้อรถได้อย่างราบรื่นในทุกรอบเครื่อง
ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ามอบพละกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 83 กิโลวัตต์/113 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่พร้อมตอบสนองในเสี้ยววินาทีตามสไตล์ระบบส่งกำลังไฟฟ้า ทำงานประสานกับเครื่องยนต์หลักเพื่อให้ขับขี่ได้สนุก ทันใจ เร่งความเร็วได้โดยไม่ต้องรอ สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 6.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังสามารถเลือกขับขี่โดยใช้พลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ที่ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เมื่อใช้งานร่วมกัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าชุดนี้จะมอบกำลังสูงถึง 230 กิโลวัตต์ / 313 แรงม้า ให้คุณเร่งความเร็วได้อย่างใจนึก ทั้งยังประหยัดน้ำมันด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 29.4 กิโลเมตรต่อลิตรและลดระดับมลภาวะในการขับขี่กับอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ที่ 79 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น
เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดใน บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e ได้รับการออกแบบมาให้เหมาะสมกับการขับขี่แบบประหยัดพลังงานด้วยระบบส่งกำลังไฟฟ้า โดยเฉพาะในกรณีการเดินทางสัญจรในตัวเมืองโดยปราศจากมลภาวะ แบตเตอรี่กำลังไฟสูงของรถมีความจุ 9 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถชาร์จได้กับปลั๊กไฟบ้านทั่วไป โดยมีช่องเก็บสายชาร์จอยู่ใต้พื้นที่เก็บของ
เมื่อหมดกำลังไฟ แบตเตอรี่ของ บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e สามารถชาร์จด้วยไฟบ้านให้เต็มความจุได้โดยใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง 50 นาที หรืออาจเลือกเสริมประสิทธิภาพการชาร์จด้วยอุปกรณ์ บีเอ็มดับเบิลยู ไอ วอลล์บ็อกซ์ เพียว (BMW i Wallbox Pure) จาก BMW 360° ELECTRIC ที่ทั้งปลอดภัย ใช้งานง่าย และรวดเร็วด้วยกำลังไฟถึง 3.5 กิโลวัตต์ (16 แอมป์ / 230 โวลท์) จึงสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง 45 นาที
MINI Seven ใหม่: สไตล์อันเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ พร้อมให้เลือกขับขี่ในสองรุ่น
ราคาจำหน่าย
มินิ คูเปอร์ เอส 3 ประตู Seven Edition: 2,890,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
มินิ คูเปอร์ เอส 5 ประตู Seven Edition: 2,930,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
พบกับครั้งแรกของการเปิดตัวรถยนต์มินิรุ่น 3 ประตูและ 5 ประตูพร้อมกันในรุ่นพิเศษ "MINI Seven" ที่พัฒนาต่อยอดมาจากมินิ คูเปอร์ เอส
MINI Seven ใหม่ โดดเด่นสะดุดตาในสีน้ำเงิน Lapisluxury Blue ในแบบฉบับของ MINI Yours ส่วนหลังคาและกระจกมองข้างตกแต่งด้วยสีเงิน Melting Silver และกระโปรงหน้าคาดด้วยสี Melting Silver ตัดขอบด้วยสีน้ำตาล Malt Brown เข้ากันได้อย่างลงตัวกับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย MINI Yours Vanity Spoke
ส่วนห้องโดยสารตกแต่งด้วยเบาะนั่งหนังแท้สไตล์สปอร์ต MINI Yours Leather Lounge สีดำ และยังโดดเด่นด้วยโลโก้MINI Seven ที่มีเอกลักษณ์บริเวณคอนโซลด้านหน้า และสีหลักของห้องโดยสารที่เป็นสีดำ Piano Black เสริมความโดดเด่นด้วยสีดำ Carbon Black
เครื่องยนต์เบนซินมินิ TwinPower Turbo มาพร้อมกับสัญชาตญาณการตอบสนองอันฉับไว แรงบิดที่เป็นเอกลักษณ์และกำลังขับเคลื่อนเหนือระดับ โดยเครื่องยนต์สี่สูบขนาด 2.0 ลิตรของมินิ คุเปอร์ เอส ทั้งในรุ่น 3 ประตูและ 5 ประตู สร้างแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตรที่รอบเครื่องยนต์ 1,250 รอบต่อนาที และสามารถเพิ่มขีดจำกัดสูงถึง 280 นิวตัน-เมตรที่ 1,250 รอบต่อนาที พร้อมพลังขับเคลื่อนถึง 141 กิโลวัตต์/192 แรงม้า
สำหรับชื่อรุ่น MINI Seven มีที่มาจากรถคอมแพกต์สุดคลาสสิกจากอังกฤษที่เปิดตัวออกสู่ตลาดเมื่อกว่า 50 ปีก่อนอย่างAustin Seven ซึ่งถือเป็นต้นตระกูลของรถยนต์มินิ 4 ที่นั่งรุ่นแรก
โปรแกรมบำรุงรักษา MINI Services Inclusive
รถยนต์มินิทุกรุ่นมอบความสบายใจให้แก่ลูกค้านานกว่าที่เคย ด้วยโปรแกรมบำรุงรักษา MINI Service Inclusive หรือ MSI ที่ให้ระยะเวลาคุ้มครองการบำรุงรักษา รวมเป็น 5 ปี หรือ 100,000 กม. นอกจากนี้มินิยังมีโปรแกรมการรับประกันที่ขยายขอบเขตการคุ้มครองตลอดระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง โดยโปรแกรม MSI จะคงอยู่กับรถมินิเพื่อให้ลูกค้าที่รับการส่งต่อรถมินิสามารถที่จะสบายใจได้กับระยะเวลาคุ้มครองการบำรุงรักษาที่เหลืออยู่ และช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่รถมินิเมื่อเปลี่ยนเจ้าของอีกด้วย
บีเอ็มดับเบิลยู F 800 R Sport
ราคาจำหน่าย 490,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
บีเอ็มดับเบิลยู F 800 R Sport ใหม่ เสริมความโฉบเฉี่ยวให้สะดุดตายิ่งกว่ารุ่นเดิมด้วยตัวรถในสีน้ำเงิน Racing Blue ตัดกับสีดำBlack Satin ทั้งยังมาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่มากมาย เช่นฝาครอบเครื่องใหม่ ระบบช่วงล่างไฟฟ้า (Electronic Suspension Adjustment) ระบบควบคุมความดันยางรถ Tire Pressure Control (RDC) และไฟท้ายแบบ LED
บีเอ็มดับเบิลยู F 800 R Sport ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สองสูบ 4 วาล์ว แบบหล่อเย็นด้วยน้ำความจุ 798 ซีซี มอบกำลังสูงสุดถึง 90 แรงม้า (66 กิโลวัตต์) ที่ 8,000 รอบต่อ พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 86 นิวตันเมตรที่ 5,800 รอบต่อนาที ทั้งยังมาพร้อมกับคุณสมบัติมาตรฐานอีกมากมาย ทั้งระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) และช่วงล่างระบบโช้คกลับหัวซึ่งจะรองรับแรงกระแทกบริเวณล้อหน้า ขณะที่ดิสก์เบรกคู่แบบไฮดรอลิกช่วยป้องกันการสูญเสียแรงเบรก
บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 R ใหม่
ราคาจำหน่าย 650,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
บิ๊กไบค์สไตล์โรดสเตอร์ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 R กลับมาอีกครั้งกับรุ่นใหม่ที่เพิ่มคุณสมบัติพิเศษมาอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Gear Shift Assistant ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าเกียร์ได้โดยไม่ต้องใช้คลัทช์ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ระบบทำความร้อนแฮนด์รถ ฝาครอบเครื่อง และไฟเลี้ยว LED สีขาว
บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 R มาพร้อมกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมจากเครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน อัตราส่วนกำลังอัด 12.0:1 และระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 118 กิโลวัตต์ / 160 แรงม้า ที่ 11,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 112 นิวตัน-เมตร ที่ 9,250 รอบต่อนาที ทำงานประสานกับเทคโนโลยีระบบDynamic traction-Control (DTC), และ Dynamic Damping Control (DDC) ที่ช่วยปรับการทำงานของช่วงล่างในเหมาะสมกับการขับขี่ โดยทุกระบบสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส
บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR และ S 1000 XR HP Line ใหม่
ราคาจำหน่าย
บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR HP Line: 1,199,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 XR HP Line: 930,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
บิ๊กไบค์สายพันธุ์ซูเปอร์สปอร์ต บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR พร้อมเสริมความสปอร์ตให้ร้อนแรงยิ่งขึ้นกับชุดแต่ง HP ในรุ่นพิเศษล่าสุด ที่ประกอบไปด้วยส่วนตัวถังด้านบน ฝาครอบเครื่องยนต์และโซ่ ฝาครอบล้อแบบคาร์บอน ท่อไอเสียไทเทเนียม ชุดล้อ ที่วางเท้า คันคลัทช์และเบรก ชุดผ้าคลุม และกระจกหน้าแบบเคลือบสี โดยมีวางจำหน่ายในประเทศไทยเพียง 20 คันเท่านั้น
ส่วนมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งอันดับหนึ่งในตลาด บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 XR HP Line ก็มาพร้อมกับชุดแต่ง HP ด้วยเช่นกัน โดยมีชิ้นส่วนเพิ่มเติมทั้งที่วางเท้าด้านหน้า คันคลัทช์และเบรก ฝาครอบล้อหน้าและฝาปิดถังน้ำมันแบบคาร์บอน เบาะนั่งแบบสปอร์ต กระจกหน้าแบบเคลือบสี และแฮนด์จับท้ายรถ โดยในรุ่นพิเศษนี้จะมีวางจำหน่ายเฉพาะแบบตัวถังสีขาวเท่านั้น
ข้อเสนอพิเศษในงาน Thailand International Motor Expo 2016
ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูจะได้พบกับความคุ้มค่าสูงสุดด้วยข้อเสนอพิเศษในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2016 ดังนี้
· ขยายระยะเวลาโปรแกรมบำรุงรักษา BMW Service Inclusive (BSI) เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี ให้ครอบคลุมการดูแลและบำรุงรักษารถรวมสูงสุด 6 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร และโปรแกรมการรับประกันคุณภาพระยะเวลา 6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
· สำหรับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู M4 Competition Package และบีเอ็มดับเบิลยู M4 GTS ที่จองรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 จะได้รับสิทธิในการเข้าร่วมโปรแกรม BMW M Driver Training ที่ประเทศเยอรมนี ระยะเวลา 5 วัน 4 คืน รวมค่าตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก และโปรแกรมนำเที่ยวในมิวนิคสำหรับ 1 ท่าน
ข้อเสนอสำหรับลูกค้าที่สั่งจองรถยนต์ภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2016 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เฉพาะรุ่นที่เข้าร่วมรายการเท่านั้น กรุณาติดต่อผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ลูกค้ามินิที่ทำการจองรถยนต์ภายในงาน และรับส่งมอบรถยนต์ภายใน 31 ธันวาคม 2559 จะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้
· ฟรี iPhone 7 ขนาดความจุ 128 GB
· ฟรี โปรแกรมบำรุงรักษา
activity:
บริษัท มีราจ คาร์ออดิโอ จำกัด เปิดตัวบูธ F03 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เป็นคนไทยให้โลกลือ” ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปร พร้อมโปรโมชั่นของสมนาคุณมากมาย
บริษัท มีราจ คาร์ออดิโอ จำกัด ผู้นำทางด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับรถยนต์ อาทิ Multimedia Solution สินค้าครบวงจรสำหรับความบันเทิงบนรถยนต์ เปิดตัวบูธ F03 ภายใต้คอนเซ็ปต์ "เป็นคนไทยให้โลกลือ" ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2559 เพื่อตอกย้ำว่าเราคือผู้นำของระบบคาร์ออดิโอและระบบมัลติมีเดียในรถยนต์ โดยแบ่งเป็น 2 โซน ได้แก่ โซนของเครื่องเสียงรถยนต์ เป็นเครื่องเสียง Hi-end ระดับโลก เช่น MERCURY, FOCAL, KENWOOD, PIONEER เป็นต้นและโซนของหมวดมัลติมีเดียในรถยนต์ เป็นสินค้าที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบจอภาพในรถยนต์ ระบบแผนที่นำทางในรถยนต์ ระบบกล้อง 360 องศาแบบเรียลไทม์ 3D ระบบออนไลน์ในรถ เป็นต้น และนอกจากนี้ยังนำรถยนต์มาโชว์ในงานจำนวน 9 คัน ซึ่งเป็นรถที่นิยมใช้กันทั้งหมด เช่น ฮอนด้าซีวิคใหม่ โตโยต้า มาสด้ารุ่นใหม่ ฟอร์จูนเนอร์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เป็นต้น
สำหรับลูกค้าที่มาจองคิวติดตั้งภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปร จัดระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2559 ที่ บูธ F03 นอกจากจะได้รับราคาพิเศษแล้วยังจะได้รับของสมนาคุณระดับพรีเมี่ยมมูลค่ากว่า 6,000-15,000 บาท อีกด้วย
activity:
“ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์” ชวนสาวกบิ๊กไบค์บุกงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2016
ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) ชวนลูกค้าและชาวไบค์เกอร์ร่วมงาน "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33" หรือ MOTOR EXPO 2016 พร้อมสัมผัสรถมอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์หลากหลายรุ่นที่ขนกันมาให้ชมและให้จับจองกันเป็นเจ้าของกันแบบไม่มีกั๊ก ไม่ว่าจะเป็น บอนเนวิลล์ T120 ทรักซ์ตัน R ไทเกอร์ 800 สตรีท ทวิน และสตรีท ทริปเปิล เป็นต้น พร้อมพบไฮไลท์เปิดตัวรถรุ่นใหม่ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิค และโปรโมชั่นแรงที่สุดแห่งปีเฉพาะในงานนี้เท่านั้น ณ บูธไทรอัมพ์ G03 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 1-12 ธันวาคม 2559
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด โทรศัพท์ 02-017-0333 ต่อ 105 หรือติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ที่ www.facebook.com/TriumphMotorcycleThailand
activity:
ตันจง จับมือ เจ เอ ซี แบรนด์รถบรรทุกระดับโลก สร้างเซอร์ไพรส์เตรียมเผยโฉมรถบรรทุก Light-duty ครั้งแรกในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33
บริษัท ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด นำโดย มร. เกลน ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประกาศขยายธุรกิจในประเทศไทย โดยผนึกพลังกับ เจ เอ ซี มอเตอร์ส ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถบรรทุกระดับโลก เตรียมเผยโฉมรถบรรทุกรุ่นล่าสุด The All-New JAC truck รวม 3 รุ่น ภายใต้ชื่อบริษัท เจ เอ ซี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเสนอทางเลือกใหม่ให้แก่ลูกค้าที่กำลังมองหารถบรรทุกกลุ่ม Light-duty ที่ให้สมรรถนะที่ดีเยี่ยม คุ้มค่าคุ้มราคา ทั้งยังสามารถเสริมสร้างผลกำไรระดับบิ๊ก เพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจในยุคปัจจุบันให้กับผู้ประกอบการ โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการบริเวณบูธ เจ เอ ซี หมายเลข B03-1 ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม ศกนี้
Navigation
[0] Message Index
[#] Next page
[*] Previous page
Go to full version