นวัตกรรมยานยนต์ > นวัตกรรมยานยนต์ - รถยนต์ - มอเตอร์ไซต์ - อุปกรณ์เสริม
งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 (The 33rd Thailand International Motor Expo 2016)"
activity:
ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศรุกธุรกิจรถบรรทุกขนาดกลางและเล็ก ล่าสุดร่วมกับ เจ เอ ซี มอเตอร์ส ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถบรรทุกระดับโลกอเปิดตัวรถบรรทุกขนาดกลางและเล็ก 3 รุ่นใหม่ล่าสุด หวังขยายแชร์ธุรกิจยานยนต์เพิ่ม
ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล จับมือกับ เจ เอ ซี มอเตอร์ส ยักษ์ใหญ่จากจีน เปิดตัวรถบรรทุกใหม่ 3 รุ่น The All-New JAC "N-Series" Light-Duty Trucks เสริมทัพในไทย หวังเจาะกลุ่มรถบรรทกุ Light-Duty โดยเฉพาะ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้รับผลกำไรระดับ BIG เปิดตัวครั้งแรกในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 ให้กลุ่มธุรกิจขนาดกลางถึงเล็กได้สัมผัสกันก่อน
มร. เกลน ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้นำด้านธุรกิจยานยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 50 ปี เปิดเผยว่า ล่าสุด บริษัทฯ ได้ผนึกพลังทางธุรกิจร่วมกับ เจ เอ ซี มอเตอร์ส ผู้นำธุรกิจผลิตยานยนต์และรถบรรทุกที่มีชื่อเสียงระดับโลก หวังขยายส่วนแบ่งธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทย ด้วยการจัดตั้ง บริษัท เจ เอ ซี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำเสนอ the All-New JAC "N-Series" Light-Duty Trucks หรือ รถบรรทุกขนาดกลางและเล็ก รุ่น "เอ็น-ซีรีย์" ที่มากคุณภาพในราคาสุดคุ้มค่า เพื่อเติมเต็มความต้องการของตลาดรถบรรทุกขนาดกลางและเล็ก พร้อมเสริมสร้างผลกำไรระดับบิ๊กให้แก่กลุ่มลูกค้าในประเทศไทย ด้านภาพรวมตลาดรถบรรทุกขนาดกลางและเล็กในประเทศไทยนั้นคาดการณ์ว่าในปี 2559 จะมีจำนวนรวม 11,000 คัน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 12,000 คัน ในปี 2560 นอกจากนี้ การเปิดเออีซียังเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายขอบเขตทางเศรษฐกิจออกไปกว้างขวางยิ่งขึ้น ดังนั้น ความต้องการรถบรรทุกสินค้าจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ประกอบกับการที่รัฐบาลไทยได้ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงเหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและส่งออกรถบรรทุกไปยังประเทศในกลุ่มเออีซี
"ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของกลุ่มประเทศอาเซียนและเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าจากทั่วทุกมุมโลกป้อนสู่ทุกประเทศในอาเซียน ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล จึงเล็งเห็นถึงศักยภาพเพื่อใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการขยายส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งในอาเซียนและในไทย และผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ เห็นถึงโอกาสการเติบโตในปัจจุบันก็คือ รถบรรทุกขนาดกลางและเล็ก (Light-Duty) และด้วยแผนการขยายธุรกิจดังกล่าวทำให้บริษัทฯ เสาะหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อจะสร้างโมเดลดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างเต็มศักยภาพ จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับ เจ เอ ซี มอเตอร์ส ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตยานยนต์และรถบรรทุกระดับโลกที่ผสานคุณภาพกับประสิทธิภาพได้อย่างลงตัว จนสามารถเป็นผู้ส่งออกรถบรรทุกขนาดกลางและเล็กอันดับหนึ่งของประเทศจีนตลอด 14 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการรุกตลาดในครั้งนี้ ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล ได้นำ the All-New JAC "N-Series" Light-Duty Trucks รวม 3 รุ่นล่าสุด มาเปิดตลาดในประเทศไทยและในอาเซียนในครั้งนี้ โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 (The 33rd Thailand International Motor Expo 2016) ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2559 ณ บริเวณบูธ เจ เอ ซี หมายเลข B03-1 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1 เมืองทองธานี โดยในช่วงเปิดตลาดนั้นจะใช้งบประมาณการตลาดรวมกว่า 70 ล้านบาท" มร. เกลน ตัน กล่าวถึงวิสัยทัศน์ทางธุรกิจครั้งใหม่
ด้านแผนการดำเนินธุรกิจของ บริษัท เจ เอ ซี (ประเทศไทย) จำกัด นั้น มร. เกลน ตัน อธิบายเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ วางแผนเพิ่มช่องทางการจำหน่ายด้วยการเพิ่มดีลเลอร์และนำเสนอรถบรรทุกขนาดเล็กที่มากคุณภาพ คุ้มค่า คุ้มราคารุ่นใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนไทย ซึ่งมั่นใจว่าภายในปี 2562 จะสามารถเพิ่มเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายให้ได้ 40 แห่ง และขยายเครือข่ายดีลเลอร์ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจขนาดเล็กจนถึงธุรกิจระดับองค์กรขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันเรายังมีเครือข่ายการให้บริการหลังการขายของกลุ่มบริษัทตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแข็งแกร่งในบริการหลังการขายรวมทั้งการบริการอีกด้วย และเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านบริการบริษัทฯ ได้จัดเตรียม เจ เอ ซี สปีดไลน์ และโมบายล์ แอสซิสแทนซ์ ที่รองรับการบริการหลังการขายที่รวดเร็วและครอบคลุมลูกค้าของเราอีกด้วย
สำหรับรถบรรทุกขนาดกลางและเล็ก the All-New JAC "N-Series" Light-Duty Trucks 3 รุ่นใหม่ล่าสุดที่จะนำเข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยครั้งนี้ ประกอบด้วย
· N43 – รถบรรทุก 4 ล้อขนาดเล็ก สำหรับการขนส่งได้ตลอดทั้งวัน โดยไม่ติดข้อจำกัดเรื่องเวลาการเข้าเขตเมืองและชานเมือง ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 649,000 บาท โดยมีคุณสมบัติที่โดดเด่นดังนี้
- ตัวรถมีน้ำหนักเบากว่ารถรุ่นใกล้เคียงในท้องตลาด ทำให้สามารถจดทะเบียนแบบไม่ติด เวลาได้
- ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลเทคโนโลยีใหม่ ทำให้ประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น
· N65 – รถบรรทุก 6 ล้อขนาดกลาง ที่มาพร้อมประสิทธิภาพการบรรทุกสูงถึง 6.5 ตัน ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 699,000 บาท โดยมีคุณสมบัติที่โดดเด่นดังนี้
- เครื่องยนต์ดีเซลเทคโนโลยีใหม่ ทำให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น
- บรรทุกน้ำหนักได้มากกว่าคู่แข่งในท้องตลาดกว่า 300 กิโลกรัม
- ลดอัตราการบริโภคเชื้อเพลิง ต้นทุนขนส่ง และค่าบำรุงรักษา
· N85 – รถบรรทุก 6 ล้อประสิทธิภาพการบรรทุกสูงถึง 8.5 ตัน จำหน่ายในราคา 899,000 บาท โดยมีคุณสมบัติที่โดดเด่นดังนี้
- เครื่องยนต์ "คัมมินส์ (Cummins)" รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง น้ำหนักเบา แต่ให้แรงบิดมากถึง 440 นิวตันเมตรที่รอบต่ำเพียง 1,200 รอบ ประหยัดน้ำมัน และเพื่อการบรรทุกที่มากขึ้น
- เทคโนโลยีระบบเบรกลมล้วน ที่มีเฉพาะในรถบรรทุกขนาดใหญ่ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดระยะ
การเบรก
- ออกแบบพื้นที่บรรทุกเพิ่มมากขึ้นด้วยความยาวแชสซี 5,255 มิลลิเมตร วัดจากท้ายหัวเก๋งจนถึงปลายสุดของแชสซี
- ลดอัตราการบริโภคเชื้อเพลิง ต้นทุนขนส่ง และค่าบำรุงรักษา
ด้าน มร. ออสการ์ ยู ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป เจ เอ ซี อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า เจ เอ ซี มอเตอร์ส เชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับ ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือและมีประสบการณ์ด้านธุรกิจยานยนต์และเชี่ยวชาญการทำตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมากนั้น จะทำให้รถบรรทุกขนาดกลางและเล็กของ เจ เอ ซี ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดในประเทศไทยได้อย่างแน่นอน ทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับลูกค้าชาวไทยในการเลือกใช้รถบรรทุกขนาดกลางและเล็กที่มีความน่าเชื่อถือ ทำให้ประหยัดต้นทุน เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจและเพิ่มผลกำไรให้มากยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน เจ เอ ซี มอเตอร์ส มีตัวแทนจำหน่ายพร้อมเครือข่ายในการให้บริการกว่า 2,000 แห่ง และผลิตรถบรรทุก เจ เอ ซี ส่งออกไปยัง 130 ประเทศทั่วโลก และนอกจากผลิตรถบรรทุกขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ แล้ว เจ เอ ซี ยังผลิตรถตู้ รถยนต์เอ็มพีวี รถสปอร์ตอเนกประสงค์ (เอสยูวี) รถยนต์นั่งแบบซีดาน รถโดยสาร แชสซีสำหรับรถโดยสาร เครื่องยนต์ มอเตอร์ส ชุดส่งกำลัง และชิ้นส่วนสำคัญต่างๆในธุรกิจยานยนต์ อีกด้วย ด้านนโยบายการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เจ เอ ซี มอเตอร์ส ค่อนข้างให้ความสำคัญอย่างมาก โดยตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาขึ้นใน 3 เมืองหลัก ทั่วโลก ได้แก่ เมืองเหอเฟย ประเทศจีน, เมืองตูริน ประเทศอิตาลี และกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดย เจ เอ ซี ได้เริ่มพัฒนา คิดค้นและผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าออกสู่ตลาดด้วยเช่นกัน เจ เอ ซี มีกำลังการผลิตรถยนต์ที่ 1,200,000 คันต่อปี และมีกำลังการผลิตเครื่องยนต์ที่ 800,000 เครื่องต่อปี ทำให้ เจ เอ ซี ติด 1 ใน 10 บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ยักษ์ใหญ่ในประเทศจีน ที่ล่าสุดในปี 2558 สามารถสร้างยอดขายรถรวมกว่า 580,000 คัน
ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความคุ้มค่าในแบบ "3 บิ๊กส์ (3 BIGs)" บิ๊ก เซฟ (BIG Save), บิ๊ก ควอลิตี้ (BIG Quality) และ บิ๊ก แวลลู (BIG Value) ที่รวมไว้ใน The All-New JAC "N-Series" Light Duty Trucks เป็นครั้งแรกในเมืองไทยในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2559 ณ บริเวณบูธ เจ เอ ซี หมายเลข B03-1 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1 เมืองทองธานี ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.jac.co.th
activity:
Tan Chong International and JAC Motors partnership to introduce 3 New JAC Light-Duty trucks to capture a share of Thailand LDT market
The Power of partnership between Tan Chong International and JAC Motors.
Unveiling the All-New JAC Light-Duty Trucks "N-Series" that promises BIG profit.
BIG opportunity for Entrepreneur first meet JAC at Thailand International Motor Expo 2016.
Mr. Glenn Tan, Executive Director of Tan Chong International Ltd., a leader in automotive industry in Southeast Asia for more than 50 years, revealed that the company has joined forces with JAC Motors, a world's leading automotive manufacturer to capture a bigger pie of market share in the automotive industry of Thailand by establishing JAC (Thailand) Co., Ltd. and immediately launches the All-New JAC Light-Duty Trucks "N-Series" which are packed full with performance in an affordable price. These newly launched trucks are expected to better fulfil market demand and bring a better choice and higher profit to Thai customers. Looking at the overall picture of the light-duty truck market in Thailand, the company estimates that there will be 11,000 light-duty trucks in 2016, and the number is expected to rise to 12,000 in 2017. In addition, the opening of the AEC is also a key factor in expanding the economy border, so the demand for trucks will certainly increase. The government of Thailand has invested in the development of the infrastructure to enhance the national economy. For this reason, Thailand is especially suitable as a hub for JAC production and truck export to countries in the AEC.
"Thailand is located at the center of the Southeast Asia region and is the main route for transporting goods from all over the world to ASEAN countries. Tan Chong International recognizes a commercial potential from this strategic location that Thailand should become the main stronghold in expanding the company's market share in Asia and in Thailand. The opportunity is open for light-duty trucks, so now is the time we find the right business partner to assist in our business expansion, to make such model happen and achieve its full capacity. This is the backstory of our collaboration with JAC Motors, a world's giant truck manufacturer that is able to perfectly maintain its standard of quality and efficiency. JAC Motors has also been the number one exporter of light-duty trucks of China for over 14 years. To implement a proactive strategy in ASEAN and Thailand's truck market, Tan Chong International plan to introduce 3 All-New JAC Light Duty Trucks "N-Series". The official launch will take place at The 33rd Thailand International Motor Expo 2016 during 1-12 December 2016 at Booth JAC No. B03-1, Impact Challenger 1, Muang Thong Thani. During the first phase of our marketing campaign, we plan to spend 70 million baht in marketing budget," said Mr. Glenn Tan regarding his vision of a new business landscape.
Concerning the business plan of JAC (Thailand) Co., Ltd., Mr. Glenn Tan explained that the company plans to increase sales channels by having more dealers and offering light-duty trucks with higher quality and value for money to meet the demand of Thais. The company is confident that by the year 2019, it will have been able to add another 40 dealers to its network and expand the dealer network to cover all areas nationwide to serve the needs of both small businesses and large enterprises. Meanwhile, JAC also develops a wider network of after-sales service including new channels, such as JAC Speed Line and Mobile Assistance, to improve our customer experience.
The ALL-New JAC Light Duty Trucks that will be launched in Thailand are from the "All new N-Series" starting with 3 models - N43, N65 and N85.
• N43 – 4 wheelers light-duty truck for whole day transportation and operation without time limit in the city as well as upcountry, Price 649,000 baht
• Lighter weight than competitors to allow for registration with no time limited for transportation.
• New diesel engine technology that comes with lighter overall weight with better fuel economy.
• N65 – 6 wheelers light-duty truck, 6.5 ton loading capacity, Price 699,000 baht
• New diesel engine technology with lighter weight and better fuel economy.
• Higher loading capacity of 300 kg., compares to competitors.
• Help bring down fuel consumption, investment and maintenance cost.
• N85 – 6 wheelers light-duty truck, 8.5 ton loading capacity, Price 899,000 baht
• New highly efficient Cummins engine technology with smaller CC, lesser weight yet with high torque of 440 Nm for bigger haulage.
• Full dual air circuits braking system technology from heavy duty truck ensuring safety and shorter breaking distance.
• More cargo space with longer chassis of 5,255 mm. from cab back to rear end of chassis.
• Help bring down fuel consumption, investment and maintenance cost.
Mr. Oscar Yu, Commercial Vehicles Regional Manager of JAC Motors, said that JAC Motors is confident that this partnership with Tan Chong International, a company with credibility and experience in the automotive business expertise and marketing in Southeast Asia, will be successful in making a light-duty truck of JAC become the market leader in Thailand. With this expected success, customers in Thailand will have an opportunity to use light-duty trucks that cost less and more reliable boosting business growth and increase profits.
Today, JAC Motors has a worldwide network of 2,000 dealers and service providers. The company manufactures and exports trucks of all sizes to 130 countries worldwide. In addition, JAC also manufactures vans, MPVs, versatile sports cars (SUVs), sedans, buses, bus chassis, engines, motors, transmitters, and other important components. Development policy and innovation are areas that JAC Motors underscores by setting up research and development centers in three major cities worldwide, including Hefei in China, Turin in Italy and Tokyo in Japan. JAC has already developed, researched, and produced electric car to be the leader in automotive industry. Currently, JAC has a yearly production capacity at 1.2 million units of automobile and 800,000 units of engines per year. JAC is the top ten giant automobile manufacturer in China. In 2015, It sold 580,000 vehicles.
Experience the "3 BIGs"- BIG Save, BIG Quality and BIG Value of the ALL-New JAC Light Duty Trucks "N-Series" first time in Thailand at Thailand International Motor Expo 2016 during 1-20 December 2016 at Impact Challenger 1, Muang Thong Thani. For more information, please visit www.jac.co.th
activity:
เวสปิ อาริโอ ดึงสุดยอดบิ๊กไบค์ระดับตานาน “อาพริเลีย RSV4 RF” พร้อมด้วย “โมโต กุซซี่ V9 ROAMER และ V9 BOBBER” เผยโฉมครั้งแรกในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ครั้งที่ 33
บริษัท เวสปิ อาริโอ (ประเทศไทย) จากัด ผู้นาเข้าและจัดจาหน่ายรถพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ สัญชาติอิตาลี "เวสป้า" และ "พิอาจิโอ" แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดแสดงสุดยอดบิ๊กไบค์ระดับตานานจากประเทศอิตาลี ทั้ง "อาพริเลีย" (Aprilia) และ "โมโต กุซซี่" (Moto Guzzi) เป็นครั้งแรกในประเทศไทยในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่33 เพื่อเปิ ด โอกาสให้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่สไตล์อิตาเลี่ยนอันเป็ นเอกลักษณ์ โดยจัดแสดงรวมทั้งสิ้น 9 รุ่น ครอบคลุม ผู้ที่หลงใหล ทั้ งบิ๊ กไบค์สายเรซซิ่งและคัสตอมไบค์ มาพร้อมโปรโมชั่นและข้อเสนอสุดพิเศษมากมายภายในงาน
บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จากัด พร้อมเดินหน้ารุกตลาดมอเตอร์ไซค์เต็มรูปแบบ หลังจากได้สิทธิ์ในการนาเข้าและจัดจาหน่าย มอเตอร์ไซค์ชั้ นนาระดับตานานทั้ งสองแบรนด์สัญชาติอิตาลีอย่างเป็นทางการ ได้แก่ อาพริเลีย และ โมโต กุซซี่ ซึ่งล้วนเป็นนวัตกรรมสองล้อที่ มีประวัติและมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน โดยภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ครั้ งที่ 33 นี้บริษัทฯ ได้คัดเลือกรถของทั้ งอาพริเลีย และ โมโต กุซซี่ มาจัดแสดง ได้แก่ Aprilia Tuono V4 1100 Factory, Moto Guzzi V7 II Stone, Moto Guzzi V7 II Racer, Moto Guzzi V7 II Stornello and Moto Guzzi Audace. โดยมีรุ่นไฮไลท์ทั้ งหมด 3 รุ่น ได้แก่ Aprilia RSV4 RF, Moto Guzzi V9 Roamer และ Moto Guzzi V9 Bobber โดยบริษัทฯ หวังเป็ นอย่างยิ่งว่าการนารถมอเตอร์ไซค์จากทั้ ง2 แบรนด์นี้ เข้ามาจาหน่ายในประเทศไทย จะสามารถตอบความต้องการของ สาวกมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาลีให้มีตัวเลือกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้ นและตอบรับไลฟ์ สไตล์เพื่อสะท้อนความเป็ นเอกลักษณ์เฉพาะตัวยามขับขี่ ให้สะกดทุกสายตา
คุณพรนฎา เตชะไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวสปิ อาริ โอ (ประเทศไทย) จากัด เปิ ดเผยว่า "สาหรับการเปิ ดตัวทั้ ง"อาพริเลีย" และ "โมโต กุซซี่" ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ครั้ งที่ 33 นี้ บริษัทฯ คาดว่าจะได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าที่กาลังมอง หาบิ๊กไบค์ทั้ งประเภทเรซซิ่งและคัสตอมไบค์สไตล์วินเทจ ซึ่งล้วนเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีสมรรถนะเป็นเลิศนาเข้าจากประเทศอิตาลีและคาดว่าจะ มีส่วนกระตุ้นตลาดมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ในประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้ นและสุดท้ายคือผู้บริโภคได้ประโยชน์ด้วยการมีตัวเลือกในการตัดสินใจที่มากขึ้น
สาหรับ อาพริเลีย (Aprilia) เป็นมอเตอร์ไซค์ตระกูลรถแข่งและถือเป็นแบรนด์แนวสปอร์ตที่สาคัญที่สุดของพิอาจิโอ กรุ๊ป อาพริเลียเป็นเจ้าของ สถิติได้ชัยชนะมากที่สุด เหนือคู่แข่งสัญชาติยุโรปอื่นๆ ทั้ งหมด จากการกวาดรางวัลกรังด์ปรีซ์ 294 รายการใน Road Racing World Championship นอกจากนี้ยังชนะรางวัลในการแข่งขันระดับโลกอีกกว่า 52 รายการ โดยความโดดเด่นของรุ่นไฮไลท์อย่าง Aprilia RSV4 RF สี Superpole คือ น้าหนักรถที่เบาลงจากเดิม 2.5 กิโลกรัม เหลือเพียง 180 กิโลกรัม มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 65◦ V4 ขนาด 999.6 ซีซี 201 แรงม้า ทาให้อาพริเลีย อาร์เอสวี4 อาร์เอฟ (Aprilia RSV4 RF) คันนี้ พร้อมลงแข่งในสนามทันที และนอกจากสมรรถนะเครื่องยนต์ขั้ นสุดแล้ว อาพริเลียรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับสุดยอดอะไหล่ตกแต่ง ทั้ งโช้คหน้า-หลังจากเออห์ลินส์ (Ohlins) ล้ออะลูมิเนียมฟอร์จและลวดลายกราฟฟิ ก ซุปเปอร์โพล (Superpole) วางจาหน่ายในราคา 1,149,000 บาท
โมโต กุซซี่(Moto Guzzi) คือ อีกหนึ่งแบรนด์ที่เหนือชั้ นในตลาดโลกในเครือพิอาจิโอ กรุ๊ป ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานตั้ งแต่ปี ค.ศ. 1921 จวบจนปัจจุบัน แบรนด์มีอายุกว่า 95 ปี โดยตราสัญลักษณ์ของโมโต กุซซี่ คือ รูปนกอินทรีกางปีกแดง ด้วยไลน์รถมอเตอร์ไซค์ที่สามารถ ตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบคัสตอมไบค์สไตล์อิตาลี ซึ่งล้วนได้รับการวิจัยและพัฒนามาอย่างดีโดยคานึงถึงการใช้งานของผู้ขับขี่ เป็ นหลัก พร้อมด้วยคุณภาพการผลิตขั้ นสูงที่มีการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมและเทคโลโลยีเครื่องยนต์รวมถึงฝี มือช่างอันยอดเยี่ยมที่เน้น รายละเอียดในทุกสัดส่วน ทาให้โมโต กุซซี่ สามารถครองใจบรรดา "กุซซิสตี" ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย
โดยไฮไลท์ของโมโต กุซซี่ (Moto Guzzi) ในงานครั้ งนี้ คือ รถตระกูล V9 ซึ่งเป็นโมเดลของรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางที่มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกได้ถึงความเป็นแบรนด์โมโต กุซซี่ (Moto Guzzi) ได้อย่างแท้จริง และในขณะเดียวกันก็แสดงออก ถึงความภาคภูมิใจและความมีอัต ลักษณ์ของผู้ขับขี่ได้ชัดเจน รถตระกูล V9 เป็นรถที่มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ V 90 องศา 2 สูบ 4 จังหวะ 2 วาล์ว/กระบอกสูบ มีจุดเด่นที่การ ดีไซน์และใส่ใจในทุกๆ ขั้ นตอนการผลิต ให้ทุกองค์ประกอบสมบูรณ์อย่างที่สุด โดยมีไฮไลท์รถรุ่นสาคัญ คือ โมโต กุซซี่V9 โรเมอร์ (Moto Guzzi V9 Roamer) นั้ นจะมาพร้อมด้วยรูปลักษณ์ที่ให้ความรู้สึกเรียบง่ายได้กลิ่นอายความเป็ นคลาสสิกวินเทจ ความโดดเด่นของรุ่นนี้ จะอยู่ที่การผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและความล้าหน้าของเทคโนโลยี เครื่องยนต์แบบ V 90 องศา 2 สูบ 4 จังหวะ 2 วาล์ว/กระบอกสูบ เครื่องยนต์ขนาด 853 cc ให้กาลังสูงสุด 40.44 กิโลวัตต์ 55 แรงม้า ที่ 6,250 ต่อนาที และระบบเบรค ABS น้าหนักตัวรถอยู่ที่ 199 กิโลกรัม มี จัดจาหน่าย 3 สี ได้แก่ ขาว (Bianco Classico) เหลือง (Giallo Solare) และ สีแดง (Rosso Rubino) ในราคา 635,000 บาท
ในส่วนของ โมโต กุซซี่V9 บ็อบเบอร์ ( Moto Guzzi V9 Bobber) มาในลุคสปอร์ต ออกแบบได้ดุดัน ด้วยโทนสีดาบ่งบอกได้ถึงความเคร่ง ขรึม โดยทั่ วไปสไตล์การแต่งรถแบบบ็อบเบอร์ (Bobber) จะมีจุดเด่นอยู่ที่บังโคลนซึ่งต้องตัดให้กุด และการเลือกใช้ยางรถยนต์ขนาดใหญ่ มา พร้อมกับเครื่องยนต์แบบ V 90 องศา 2 สูบ 4 จังหวะ 2 วาล์ว/กระบอกสูบ เครื่องยนต์ขนาด 853 cc ให้กาลังสูงสุด 40.44 กิโลวัตต์ 55 แรงม้า ที่ 6,250 ต่อนาที ที่วางขวางลาตัวรถซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของโมโต กุซซี่ และยางขนาดใหญ่เพื่อสื่อถึงความเป็น Bobber Style มีจัดจาหน่าย 2 สี คือ สีดา (Nero Massiccio) และสีเทา (Grigio Sport) จัดจาหน่ายในราคา 635,000 บาท
พบกับประสบการณ์การขับขี่สไตล์อิตาเลี่ยนจาก "อาพริเลีย" และ "โมโต กุซซี่" อย่างเป็นทางการครั้ งแรกในประเทศไทย พร้อมกับราคาเปิดตัว เฉพาะในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ครั้ งที่ 33 นี้ ได้ที่บูธ G 01 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่1-12 ธันวาคมนี้
ภายหลังงาน Motor Expo 2016 ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมและสัมผัสมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาลีอย่างใกล้ชิด ได้ที่ แฟลกชิปสโตร์ของอาพริเลีย และโมโต กุซซี่ ณ เอ สแควร์ สุขุมวิท 26 ตั้ งแต่ 15 เดือนธันวาคม 2559 เป็นต้นไป
activity:
เคทีเอ็ม ท้าประชันความแรง เปิดตัวสุดยอดสปอร์ตทัวร์ริ่งไบค์รุ่นไฮไลท์ส่งท้ายปีด้วย “1290 ซุปเปอร์ ดู๊ค จีที” ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ครั้งที่ 33 ให้สาวกสีส้มสัมผัสประสบการณ์ความท้าทายแบบ Ready To Race ด้วยกองทัพเคทีเอ็มทั้งกลุ่มสตรีท, แอดเวนเจอร์ และออฟโรด รวมกว่า 14 รุ่น อัดแน่นด้วยโปรโมชั่นและข้อเสนอสูงสุดกว่าแสนบาท
บริษัท เบิร์นรับเบอร์ จากัด ผู้นาเข้าและจัดจาหน่ายมอเตอร์ไซค์สัญชาติออสเตรียแบรนด์ "เคทีเอ็ม" แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัวสุดยอดสปอร์ตทัวร์ริ่งไบค์รุ่นไฮไลท์ยอดนิยมแห่งปี "เคทีเอ็ม 1290 ซุปเปอร์ ดู๊ค จีที" อย่างเป็นทางการในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 (Thailand International Motor Expo 2016) ท้าให้สัมผัสประสบการณ์ความตื่นเต้นและท้าทายทั้งความแรง เร็ว จนอะดรีนาลีนหลั่ง พร้อมด้วยกองทัพเคทีเอ็มทั้งกลุ่มสตรีท, แอดเวนเจอร์ และ ออฟโรด รวมกว่า 14 รุ่น ร่วมอวดโฉม พร้อมโปรโมชั่นและข้อเสนอสุดเร้าใจสูงสุดกว่าแสนบาทเมื่อสั่งจองเคทีเอ็มภายในงาน
คุณภูมินทร์ นิวาตวงศ์ กรรมการบริหาร บริษัท เบิร์นรับเบอร์ จากัด เปิดเผยว่า "สาหรับงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ครั้งที่ 33 นี้ บริษัทฯ ยังคงนาเสนอรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในกลุ่มบิ๊กไบค์ที่ยังคงมีการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาของปีนี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัวรุ่นพิเศษ คือ KTM 1290 Super Duke R Special Edition ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักบิดแบรนด์สีส้มที่ชื่นชอบความท้าทายตามปรัชญาของเคทีเอ็ม "Ready To Race" สาหรับในงานนี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัว KTM 1290 Super Duke GT (เคทีเอ็ม 1290 ซุปเปอร์ ดู๊ค จีที) ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ในตระกูลเน็คเค็ด (Naked Bike) ในตานานที่ประสบความสาเร็จ และได้รับการยอมรับจากทั่วโลกมาเป็นเวลากว่าสองทศวรรษแล้ว ด้วยจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์มากมาย และถึงแม้ว่า KTM 1290 Super Duke GT จะมาในชื่อคล้ายกับ KTM 1290 Super Duke R แต่กลับฉีกกฎเพิ่มความโดดเด่นมากกว่าด้วยการเป็นรถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตทัวร์ริ่งที่สมรรถนะเหมาะสมทั้งสาหรับการขับขี่ทางเรียบหรือทางลุย ทั้งระยะใกล้และไกล อีกทั้งยังมีรูปลักษณ์ปราดเปรียว ดุดันและแข็งแกร่งสไตล์สปอร์ต"
สาหรับ เคทีเอ็ม 1290 ซุปเปอร์ ดู๊ค จีที คือ สุดยอดแห่งสปอร์ตทัวร์ริ่งไบค์ยอดนิยมแห่งปี 2016 ที่จะมอบประสบการณ์แห่งความท้าทายทั้งความเร็วแรงและความมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดแบบครบวงจรในตลาดรถซุปเปอร์ไบค์ในปัจจุบัน อาทิ ระบบ MSC (Motorcycle Stability Control) ซึ่งเป็นระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัวของรถเพื่อป้องกันการล็อคล้อและป้องกันล้อฟรีเมื่อเข้าโค้ง โดยมาพร้อมกับระบบเบรก C-ABS ที่ช่วยกระจายแรงเบรกทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ระบบโช้คอิเล็กทรอนิกส์ (Semi – active shock) โช้คอัพหน้าแบบกลับด้าน WP กึ่งแอคทีฟและโช้คอัพหลัง WP กึ่งแอคทีฟโมโนโช้ค เพิ่มความราบรื่นคล่องตัวในทุกการขับขี่ด้วย ควิกชิฟเตอร์ (Quickshifter) และระบบซุปเปอร์โมโต (Supermoto) ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างไม่สะดุดและความเร็วไม่ลดลง
นอกจากนี้ยังสามารถเลือกที่จะเพิ่มสมรรถนะให้กับรถด้วยการติดตั้งระบบ HHC (Hill Hold Control) ช่วยเพิ่มความมั่นใจขณะขี่ขึ้นทางลาดชัน รวมถึงระบบ MSR (Motor Slip Regulation) ช่วยป้องกันล้อหลังลื่นไถลเมื่อมีการเปลี่ยนเกียร์ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ เคทีเอ็ม 1290 ซุปเปอร์ ดู๊ค จีที ยังมีระบบกันสะเทือนของรถที่มีให้เลือก 3 โหมดประกอบด้วย โหมด Comfort, โหมด Street, และโหมด Sport ที่ให้เลือกปรับตามสภาพถนนและการขับขี่ กระจกบังลมที่สามารถปรับเปลี่ยนความสูง เบาะนั่งที่มอบความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นเพื่อที่สุดแห่งการขับขี่สไตล์สปอร์ตทัวร์ริ่งไบค์ และแฮนด์จับเพิ่มอุณหภูมิขณะขับขี่ในอากาศหนาวเย็น นอกจากนี้ ยังมีโหมดไฟเข้าโค้งแบบแอลอีดีและไฟหน้า-ท้ายแบบแอลอีดีที่สามารถปรับได้แบบอัตโนมัติ พร้อมยางสปอร์ตทัวร์ริ่งสายพันธุ์ใหม่ Pirelli Angel GT เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยสูงสุด
"นอกเหนือไปจาก เคทีเอ็ม 1290 ซุปเปอร์ ดู๊ค จีที แล้ว บริษัทฯ ยังขนทุกรุ่นแบบครบพอร์ทโฟลิโอ ทั้งกลุ่มสตรีท, แอดเวนเจอร์ และออฟโรด พร้อมนาเสนอโปรโมชั่นพิเศษมากมายและข้อเสนอสูงสุดกว่าแสนบาทให้กับผู้มาร่วมงานโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นราคาพิเศษ ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง ฟรีเซอร์วิส ฟรีค่าจดทะเบียนและพ.ร.บ. รวมถึงคูปองเงินสด และของพรีเมี่ยมจากเคทีเอ็ม ทั้งนี้หากจองรถภายในงาน รับทันทีคูปองน้ามันมูลค่า 1,000 บาท แฟนๆ สาวกสีส้มและผู้ที่สนใจพบกับเคทีเอ็มมอเตอร์ไซค์สัญชาติออสเตรียได้ที่ บูธหมายเลข G11 อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 3 อิมแพ็คเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม นี้" คุณภูมินทร์ กล่าวทิ้งท้าย
สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ ของเคทีเอ็มได้ทาง www.KTM.com หรือทางช่องทาง Facebook (www.facebook.com/KTMThailandOfficial)
activity:
ซูบารุ เปิดตัว The New Subaru XV STI อัดเต็มชุดแต่งอารมณ์สปอร์ตครอสโอเวอร์ ปรากฎตัวครั้งแรกในงาน Motor Expo 2016
บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ซูบารุอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดตัว The New Subaru XV STI โฉมใหม่ ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 ณ พื้นที่แสดงสินค้าซูบารุ หมายเลข A 08 อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี
โดยการเปิดตัว The New Subaru XV STI โฉมใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกขั้นแห่งการผสานอารมณ์ความสปอร์ตให้เป็นหนึ่งเดียวกับศักยภาพการขับขี่ที่สบายยิ่งกว่า นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังจะได้สัมผัสกับนวัตกรรมยนตรกรรมที่หลากหลายจากซูบารุ อาทิ Forester, Levorg, Outback, WRX, WRX STI และ BRZ อีกด้วย
คุณสมบัติที่โดดเด่นของ The New Subaru XV STI:
· เครื่องยนต์ Boxer สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตร
· ตกแต่งพิเศษด้วยชุดแต่งสปอร์ตรอบคันจาก STI ประกอบด้วย ล้อแมกซ์อัลลอยด์รุ่นใหม่ , สเกิร์ตด้านหน้า , ด้านข้าง และด้านหลัง , สปอยเลอร์หลัง , เหล็กค้ำโช๊ค
· การตกแต่งภายในที่โฉบเฉี่ยว ประกอบด้วย เบาะหนังสีดำสลับส้มพร้อมการเดินตะเข็บด้วยด้ายสีส้ม , พรมปูพื้น และหัวเกียร์ STI
ทั้งนี้ The New Subaru XV STI โฉมใหม่ ที่ผสานความแรงของเครื่องยนต์ Boxer ขนาด 4 สูบ ที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนแบบ Symmetrical AWD นั้นมีให้เลือก 6 สี ประกอบด้วย Pure White ,Ice Silver Metallic, Dark Grey Metallic, Obsidian Black Pearl , Tangerine Orange Pearl และ Desert Khaki ด้วยราคา 1,438,000 บาท สัมผัสความเร้าใจและจับจองสมรรถนะที่เหนือกว่าของรถยนต์ซูบารุเป็นครั้งแรกในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายนเป็นต้นไป
ภายในงานจะได้พบกับการกลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้องกับการแสดงโชว์ขับขี่รถยนต์ผาดโผน Subaru Russ Swift Stunt Show โดย Mr. Paul Russell Swift นักขับรถผาดโผนชื่อดังระดับโลก ที่การันตีความสนุกและความเร้าใจด้วยการเป็นเจ้าของสถิติ Guinness World Records 3 รายการ ประกอบด้วย
1. Parallel Parking in tightest space คือการเข้าจอดระหว่างรถ 2 คัน โดยมีระยะห่างระหว่างรถแคบที่สุดในโลกเพียง 33 เซนติเมตร
2. J-Turn in tightest space คือการกลับรถแบบเจ-เทิร์น (J-Turn) โดยใช้พื้นที่แคบสุดในโลกเพียง 172 เซนติเมตร
3. Fastest time doing 10 do-nuts (Driving) คือการขับเพื่อทำโดนัท 10 รอบ เร็วที่สุดในโลก ด้วยเวลาเพียง 16.07 วินาที
โดยการแสดงโชว์ Subaru Russ Swift Stunt Show จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายน นี้ รวม 3 รอบต่อวัน ได้แก่ 15.00 น. 17.00 น. และ 19.00 น. ที่ลาน P9 ริมทะเลสาบ เมืองทองธานี
สัมผัสประสบการณ์ความเร้าใจบทใหม่กับ The New Subaru XV STI โฉมใหม่และร่วมทดสอบและชมศักยภาพของรถยนต์ซูบารุด้วยตัวอง พร้อมรับข้อเสนอพิเศษสุดผ่อน 0% นาน 48 เดือน ได้ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2559 ณ พื้นที่แสดงสินค้า ซูบารุ หมายเลข A 08 อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.subaru.asia/th
Navigation
[0] Message Index
[#] Next page
[*] Previous page
Go to full version