FB on January 05, 2015, 02:22:40 PM


















SPECTRE Featurette - First Behind The Scenes Look (2015) Daniel Craig 007 Movie HD
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=00Khse8Isi4" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=00Khse8Isi4</a>

คลิปเบื้องหลังฉากถ่ายทำ 007 SPECTRE ที่ประเทศออสเตรีย
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=gMk4viXUt_k" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=gMk4viXUt_k</a>

คลิปเบื้องหลังผู้กำกับแซม เมนเดส กับฉากถ่ายทำ SPECTRE 007
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=cskidHD9jgo" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=cskidHD9jgo</a>

SPECTRE TEASER TRAILER – Released 6th Nov 2015
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=OGc5w7ezPRk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=OGc5w7ezPRk</a>

ตัวอย่างแรก SPECTRE - องค์กรลับดับพยัคฆ์ร้าย (Official ซับไทย HD)
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=shEwJn7QeE4" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=shEwJn7QeE4</a>

คลิปพิเศษของการถ่ายทำ SPECTRE ในโรม และ Aston Martin DB10 รถหรูคันใหม่ของเจมส์ บอนด์
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=3GJqaVlNvLA" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=3GJqaVlNvLA</a>
« Last Edit: October 15, 2015, 04:55:47 PM by FB »

FB on April 23, 2015, 03:31:45 PM
จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ ย้ำภาพลักษณ์เมืองผู้ดีต่อเนื่อง อวดโฉมสุดยอดยานยนต์ 3 รุ่น ใน “เจมส์ บอนด์ องค์กรลับดับพยัคฆ์ร้าย(Spectre : James Bond 007)”





          จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ นำเสนอ 3 สุดยอดยานยนต์ระดับโลก ทั้ง จากัวร์ ซี-เอ็กซ์75 (Jaguar C-X75), เรนจ์โรเวอร์ สปอร์ต เอสวีอาร์ (Range Rover Sport SVR), และ แลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ (Land Rover Defender)ร่วมสานต่อภารกิจสายลับเจ้าเสน่ห์ในภาคที่ 24 เจมส์ บอนด์ 007 องค์กรลับดับพยัคฆ์ร้าย พร้อมเตรียมตัวยลโฉมจากัวร์ ซี-เอ็กซ์75 อวดลีลาสุดเร้าใจในฉากไล่ล่ากลางกรุงโรม

           จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ ประกาศรายชื่อรุ่นรถยนต์ที่จะเข้าร่วมในการถ่ายทำภาพยนตร์สายลับก้องโลกแห่งปี “เจมส์ บอนด์ 007 ตอน องค์กรลับดับพยัคฆ์ร้าย (Spectre : James Bond 007)” ได้แก่ จากัวร์ ซี-เอ็กซ์75 (Jaguar C-X75), เรนจ์โรเวอร์ สปอร์ต เอสวีอาร์ (Range Rover Sport SVR), และ แลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ (Land Rover Defender) จากหน่วยปฏิบัติการพิเศษจากัวร์แลนด์โรเวอร์ (Jaguar Land Rover Special Operations) โดยเฉพาะรุ่น จากัวร์ ซี-เอ็กซ์75 ซึ่งเป็นผลงานการร่วมมือผลิตระหว่างแบรนด์จากัวร์ กับโรงงาน วิลเลียม แอดว๊านซ์ เอนจิเนียริ่ง แห่งเมืองอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ จะได้โชว์สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นให้ประจักษ์แก่สายตาของผู้ชมทั่วโลก ในฉากการไล่ล่าสุดระทึกกลางกรุงโรม

           ส่วน เรนจ์โรเวอร์ สปอร์ต เอสวีอาร์ ซึ่งเป็นยานยนต์ที่เร็วและแรงที่สุดจากแลนด์โรเวอร์ และแลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ ยานยนต์สมรรถนะสูงซึ่งติดตั้งยางแบบออฟโร้ดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่พิเศษ 37 นิ้วเพื่อรับมือกับการขับขี่ที่แสนทรหดในเนื้อเรื่อง ได้เข้าฉากถ่ายทำในประเทศออสเตรียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทั้งสองรุ่นต่างได้รับการปรับแต่งหมดทั้งคัน พร้อมติดตั้งระบบกันสะเทือนขั้นสูงและเสริมการปกป้องตัวถังให้แข็งแกร่งเป็นพิเศษ

          จอห์น เอ็ดเวิร์ด กรรมการผู้จัดการ หน่วยปฏิบัติการพิเศษจากัวร์แลนด์โรเวอร์ เปิดเผยว่า “การร่วมมือเป็นพันธมิตรกันในครั้งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นยินดีมากสำหรับ จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ ทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอประสิทธิภาพและความสามารถอันน่าทึ่งของทีมงานจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษของเรา”

          ฝ่าย กรลักษณ์ แก้วกัลยา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ซิตี้ ออโตโมบิล จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ สร้างแบรนด์ให้กลับมามีสีสันอีกครั้งและตอกย้ำความสำเร็จในระดับโลกอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าหลังจากัวร์ได้นำเสนอแคมเปญการตลาด “It’s good to be bad” ของรุ่น จากัวร์ เอฟ-ไทป์ คูเป้ ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ผ่านนักแสดงชายระดับโลกสัญชาติอังกฤษ ซึ่งได้แก่ เซอร์ เบน คิงสลี่ย์, ทอม ฮิดเดิลส์ตัน และ มาร์ค สตรอง พวกเขาเหล่านี้ล้วนมีชื่อเสียงในบทบาทตัวร้ายและเป็นตัวแทนแห่งความเชื่อมั่น ทรงพลัง และความเป็นอังกฤษได้อย่างชัดเจน แคมเปญโฆษณาชิ้นนี้ ถูกฉายครั้งแรกในงานซูเปอร์โบวล์ ปี 2014 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา และสร้างปรากฏการณ์แฮชแท็ก #GoodToBeBad ที่มีผู้คนนิยมเล่นมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา และได้กลายเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในโซเชียลมีเดียไปทั่วโลก”

          “นอกจากนั้นแคมเปญ Good To Be Bad ยังได้รับรางวัล Regional Platinum และ Gold AME Awards (WORLD'S BEST ADVERTISING & MARKETING EFFECTIVENESS) ประจำปี 2015 ในประเทศสหรัฐอเมริกา สาขางานโฆษณาและการตลาดที่มีประสิทธิผลที่สุดในหมวดยานยนต์ แคมเปญนี้ถือเป็นกลยุทธ์ด้านการตลาดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่วนในปีนี้ เราได้นำเสนอแคมเปญอีกมากมายเพื่อให้ผู้บริโภคของเราได้มีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น โดยแคมเปญล่าสุด คือ British Intelligenceสำหรับ รถจากัวร์ ที่ได้ดาราชั้นนำสัญชาติอังกฤษอย่าง นิโคลัส ฮอลท์ เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ มาเป็นผู้แสดงในซีรี่ย์ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีชั้นสูงต่างๆ ของจากัวร์ อาทิ ระบบควบคุมอุณหภูมิ (Climate Controlled), ระบบทดสอบการชน (Crash Test Dummies), ห้องปฏิบัติการนวัตกรรม (Innovation Lab) และการออกแบบดิจิตัล (Digital Design Landscape) เป็นต้น ซึ่งโฆษณาทุกชิ้นจะเน้นให้ผู้บริโภคทราบถึงรายละเอียดในการผลิต เพราะรถทุกคันของเราล้วนผลิตจากโรงงานในประเทศอังกฤษเท่านั้น เพื่อคงความเป็น “British Brand” ของเรา อีกทั้งยังมีส่วนในภาพยนตร์ชื่อดังอย่างเจมส์ บอนด์ 007 ถือได้ว่าสร้าง Brand Awareness ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ”

          “สำหรับประเทศไทย บริษัท ซิตี้ ออโต้โมบิล จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์เพียงรายเดียวในประเทศไทย ได้นำเข้ารถรุ่นต่างๆ และจัดงานเปิดตัวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสสัมผัสกับยนตกรรมชั้นสูงจากประเทศอังกฤษมากขึ้น ทั้งนี้ เรายังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ โปรโมชั่น กิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ รวมไปถึงมอบคุณภาพบริการหลังการขาย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในประเทศไทยซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเรามั่นใจว่า จากัวร์ แลนด์โรว์เวอร์ มีศักยภาพสูงในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในอนาคต พร้อมทั้งยังเสนอความภาพลักษณ์ใหม่ๆมาให้กลุ่มลูกค้าตื่นเต้นอีกอย่างต่อเนื่องอย่างแน่นอน” กรลักษณ์ฯ กล่าวเสริมทิ้งท้าย
« Last Edit: October 15, 2015, 04:56:12 PM by FB »

FB on October 12, 2015, 05:38:41 PM
โซนี่ พิคเจอร์ส ผนึกกำลังกับบริษัทยักษ์ใหญ่ เปิดตัวกลยุทธ์ส่งเสริมการตลาด สร้างรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของภาพยนตร์เรื่อง Spectre 007 องค์กรลับ ดับพยัคฆ์ร้าย



   โซนี่ พิคเจอร์ส รีลิสซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล ตอกย้ำความยิ่งใหญ่อลังการของภาพยนตร์แอ็คชั่นฟอร์มยักษ์เรื่อง Spectre 007 องค์กรลับ ดับพยัคฆ์ร้ายการผจญภัยครั้งที่ 24ของ เจมส์ บอนด์ ในแฟรนไชส์ที่มีอายุยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์ ที่ทุ่มทุนสร้างกว่า 300 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยในประเทศไทยได้ผนึกกำลังกับ 6 บริษัทยักษ์ใหญ่ จัดแคมเปญ Movie Marketing (มูฟวี่มาร์เก็ตติ้ง) เพื่อตอบสนองความต้องการของแฟนพันธุ์แท้ 007 หลากหลายรูปแบบ โดยใช้งบประมาณรวมกันกว่า 100ล้านบาท

   โดย อาร์ม  เจริญศิริผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โซนี่ พิคเจอร์ส รีลิสซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า  “เสน่ห์ที่สำคัญส่วนหนึ่งของแฟรนไชส์ภาพยนตร์ชุด เจมส์ บอนด์ 007 ก็คือการมีเนื้อเรื่องที่ชวนติดตาม งานผลิตที่ยิ่งใหญ่อลังการ รวมไปถึง‘product placement’ ในภาพยนตร์ ซึ่งตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ผู้ชมยังคอยจับตาว่า เจมส์ บอนด์ จะใช้รถยี่ห้ออะไร ใช้สินค้า บริการ หรือเครื่องแต่งกายแบบไหน และเมื่อเกิดเป็นกระแสจึงทำให้มีสินค้ามากมายหันมาให้ความสนใจกับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างล้นหลาม จน เจมส์ บอนด์ได้ชื่อว่า เป็นต้นตำรับของการทำ Movie Marketing อย่างแท้จริง”

“สำหรับประเทศไทย หลังจากภาคที่แล้วSkyfall ก็ได้การตอบรับเป็นอย่างดีประสบความสำเร็จอย่างมาก เปิดตัวเป็นอันดับหนึ่งใน 70 ประเทศทั่วโลก ได้รับยอดรายได้ บอกซ์ ออฟฟิส เป็นจำนวน 1.1 พันล้าน ดอลลาร์ สหรัฐ และได้ทำลายสถิติ บอกซ์ ออฟฟิสของ อังกฤษ โดยเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำเงินได้มากกว่า 100 ล้านปอนด์ซึ่งสำหรับภาคล่าสุดนี้ Spectre 007 องค์กรลับ ดับพยัคฆ์ร้าย คาดการณ์ยอดรายได้ภาพยนตร์ทั่วประเทศไทยเกิน 150 ล้านบาท

ด้านพันธมิตรทางธุรกิจของเรา ก็ประสบความสำเร็จทางด้านแคมเปญ ‘Movie Marketing’ เป็นอย่างดี จึงนำมาซึ่งการรวมตัวกันของ 6 พันธมิตรทางธุรกิจครั้งนี้ ซึ่ง นำโดย บริษัทไทยเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย เบียร์ไฮเนเก้น, บริษัท แอสตัน มาร์ติน แบงคอก, บริษัทเดอะสวอท์ชกรุ๊ปเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้านาฬิกาโอเมก้า, บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ ประเทศไทย, บริษัท โซนี่ ไทย และ บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัดโดยแต่ละบริษัทได้มีการเตรียมโปรโมชั่นส่งเสริมการตลาดหลากหลายรูปแบบแต่สอดคล้องกันโดยมีภาพยนตร์ Spectre007องค์กรลับ ดับพยัคฆ์ร้ายเป็นพื้นฐานสำคัญของกลยุทธ์ส่งเสริมการขายคาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายให้ได้ไม่ต่ำกว่า 2 เท่า” 

คุณ ภัททภาณี เอกะหิตานนท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ไฮเนเก้น กลุ่มบริษัท ที เอ พี จำกัด กล่าวถึงการร่วมสนับสนุนเรื่อง SPECTRE ในเมืองไทยว่า "นับเป็นปีที่ 17 ที่ไฮเนเก้นได้เป็นพาร์ทเนอร์หลักในการสนับสนุนเจมส์ บอนด์ 007 โดย SPECTRE เป็นภาพยนตร์ภาคล่าสุดของเจมส์ บอนด์ที่เราได้สนับสนุนเป็นภาคที่ 7 และมีกิจกรรมใน 85 ประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย เราตั้งเป้าให้เข้าถึงผู้ชม 12 ล้านครั้งในทุกช่องทางสื่อสาร อาทิ โรงภาพยนตร์ ออนไลน์ ฯลฯ

การที่ไฮเนเก้นสนับสนุนเจมส์ บอนด์ 007 มาตลอดนั้น ถือว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้ไฮเนเก้นกลายเป็นเครื่องดื่มอีกหนึ่งชนิดประจำตัวของสายลับที่ทำให้ทั่วโลกรู้จัก  ด้วยบุคลิกของเจมส์ บอนด์ ถือว่าเป็น “Man of the World” หรือผู้ชายตามแบบฉบับของไฮเนเก้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นใจ มีความเป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับเบียร์ไฮเนเก้นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว 

ในครั้งนี้เราได้เปิดตัว “The Chase” ซึ่งเป็นภาพยนตร์โฆษณาเรื่องใหม่ของไฮเนเก้นที่นำแสดงโดย แดเนียล เครก ซึ่งไฮเนเก้นถือเป็นโกลบอลพาร์ทเนอร์เพียง 1 เดียวในโลกที่สามารถใช้แดเนียล เครก แสดงนำในภาพยนตร์โฆษณาได้ โดยแฟนไฮเนเก้นชาวไทยสามารถเข้าไปชมภาพยนตร์โฆษณาเรื่องใหม่นี้ รวมทั้งร่วมสนุกกับไฮเนเก้นเพื่อชิงบัตรชมภาพยนตร์และของรางวัลต่างๆ ได้ทาง facebook.com/Heineken”

ทิพานัท เลณบุรี ผู้บริหาร บริษัท เดอะ สวอทช์กรุ๊ปเทรดดิ้ง (ประเทศไทย)กล่าวว่า“โอเมก้าและเจมส์ บอนด์ 007เป็นสองแบรนด์ที่มีสัมพันธภาพอันยาวนานและมีความคล้ายกัน ด้วยจิตวิญญาณด้านการผจญภัย มีรสนิยมด้านแฟชั่น และสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ร่วมกัน นั่นจึงทำให้โอเมก้าและสายลับ 007 เป็นคู่เหมือนและยังสวมบทบาทของกันและกันได้อย่าง กลมกลืนลงตัวที่สุด และในปีนี้เราได้เฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันยาวนาน 20 ปี ระหว่างโอเมก้า และสายลับบอนด์ โอเมก้าจึงเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด โอเมก้า ซีมาสเตอร์ 300  สเปคเตอร์ ลิมิเต็ดอิดิชั่นที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัด ให้แฟนๆของสายลับชาวอังกฤษได้สามารถเป็นเจ้าของได้ ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป”

คุณ อานนา ฝวอดาช ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด -โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (Belvedere Vodka)เปิดเผยว่า“เบลวาเดียร์ วอดก้า ร่วมกับสายลับเจมส์ บอนด์ในตอน SPECTRE นำเสนอภาพยนตร์โฆษณานำแสดงโดย สเตฟานี ซิกแมน ผู้รับบทบาท เอสเตรลลา สาวบอนด์คนล่าสุด ผู้ที่ชื่นชอบใน Belvedere “วอดก้ามาตินี่ เป็นค็อกเทลที่ผู้ดื่มสามารถเลือกส่วนผสมได้เอง เราจะเห็นได้จากการสั่งวอดก้ามาตินี่ของสายลับบอนด์ Shaken, not Stirred ที่แสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวในความเท่และมีสไตล์ของบอนด์ ซึ่ง Belvedere ก็ถือเป็นวอดก้าที่เหมาะสมมากที่สุดค่ะ” ซิกแมนกล่าวโดยโฆษณาชุดนี้ ได้ผู้กำกับมือรางวัลอย่าง Antoine Bardou-Jacquet ที่ถ่ายทอดการทำ Belvedere Martini ได้อย่างน่าตื่นตา และถ่ายภาพโดย Rene &Radka ช่างภาพที่มีชื่อเสียงในแวดวงแฟชั่นที่จะมาร่วมถ่ายทอดภาพโฆษณาติดตามรับชมได้ทาง http://www.belvederevodka.comและhttps://www.youtube.com/watch?v=miRrf2TdAKA”

นอกจากนี้ ยังมีสื่อโฆษณาต่างๆอีกมากมายเช่น บริษัท แอสตัน มาร์ติน แบงคอกได้จัดทำรถ แอสตัน มาร์ติน รุ่นใหม่ล่าสุด พิเศษรุ่น DB9 GT BOND EDITION โดยในประเทศไทยได้นำเข้ามาจำนวน 2 คัน, บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ได้จัดทำชุดภาพยนตร์โฆษณาพิเศษ โดยมีนักแสดงสาว นาโอมิ แฮร์ริส รับบทเป็น มันนี่ เพนนีย์ มาร่วมแสดงในโฆษณา ซึ่งสื่อนี้จะเผยแพร่ในสื่อออนไลนน์, บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) Gillette จัดทำโปรโมชั่นสุดพิเศษในประเทศไทย สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้า Gillette ครบ300บาทต่อหนึ่งใบเสร็จ สามารถแลกตั๋วชมภาพยนตร์ 1 ใบ ซึ่งมีทั้งหมดจำนวน 10,000 ใบ ที่โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ ซิเน่มา ซิตี้ และยังมีภาพยนตร์โฆษณาที่จะเผยแพร่ในสื่อออนไลน์อีกด้วย

ทั้งนี้บรรดาพันธมิตรทางธุรกิจได้ร่วมโปรโมทกิจกรรม Movie Marketing ที่หลากหลายกันแล้ว และสำหรับภาพยนตร์เรื่องยิ่งใหญ่ที่ทุกคนเฝ้ารอคอยการผจญภัยของสายลับชื่อก้องโลก เจมส์ บอนด์  กับภารกิจครั้งใหม่ใน Spectre 007 องค์กรลับ ดับพยัคฆ์ร้ายมีกำหนดเข้าฉายในประเทศไทยวันพฤหัสที่ 5 พฤศจิกายน 2558นี้
« Last Edit: October 15, 2015, 04:58:50 PM by FB »

FB on October 12, 2015, 05:38:56 PM
ถล่มความมันส์พร้อมกัน พฤหัสที่ 5พฤศจิกายน 2558ในโรงภาพยนตร์ SPECTRE 007 องค์กรลับ ดับพยัคฆ์ร้าย

พยัคฆ์ร้ายหนุ่มที่ผู้หญิงทั่วโลกหลงเสน่ห์“เจมส์บอนด์” รับบทโดย “แดเนี่ยลเคร็ก” กับตอนที่ 24ของหนังชุดเจมส์บอนด์ พยัคฆ์ร้าย 007 ที่มีชื่อตอนว่าSPECTRE

กำกับภาพยนตร์โดย เจ้าของรางวัลออสการ์ “แซมเมนเดส”พร้อมกองทัพนักแสดง คริสตอฟ วอลซ์(เจ้าของรางวัลออสการ์ อวอร์ด), โมนิก้า เบลลุคชี่, เลอา เซดูย์, เดวิด โบทิสต้า, เรฟฟ์ ไฟนน์, นาโอมิ แฮร์ริส


























โฆษณาทีวีตัวแรกของ SPECTRE
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=JopumpDtrSw" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=JopumpDtrSw</a>

วีดีโอบล็อกตัวที่สี่ของ SPECTRE ที่เมืองเม็กซิโก ซิตี้ (ซับไทย)
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=wtMmfNyNvkY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=wtMmfNyNvkY</a>

ตัวอย่างที่ 2 ของ SPECTRE - องค์กรลับดับพยัคฆ์ร้าย (ซับไทย)
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=TD_z3qQKc3Q" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=TD_z3qQKc3Q</a>

ตัวอย่างที่ 3 ของ SPECTRE - องค์กรลับดับพยัคฆ์ร้าย (ซับไทย)
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=zyhi1rYqGDw" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=zyhi1rYqGDw</a>

SPECTRE - องค์กรลับดับพยัคฆ์ร้าย (TVC พากษ์ไทย)
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=RT90gQKgeU4" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=RT90gQKgeU4</a>

คลิปเบื้องหลังเพลง Writing's On The Wall เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง SPECTRE
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=gi4s2ql3elc" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=gi4s2ql3elc</a>

Sam Smith - Writing's On The Wall (from Spectre)
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=8jzDnsjYv9A" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=8jzDnsjYv9A</a>

พบกับสาวบอนด์คนใหม่! โมนีกา เบลลุชชี่ และ เลอา แซดู ใน SPECTRE
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=Th_KM2ylmpk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=Th_KM2ylmpk</a>

คลิปพิเศษจาก SPECTRE เบื้องหลังฉากแอคชั่นสุดมันส์ในภาพยนตร์
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=M5ijZ5YzthU" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=M5ijZ5YzthU</a>


เมื่อ เจมส์ บอนด์ ได้รับข้อความลับจากภารกิจปฏิบัติการลับในอดีตที่เม็กซิโก ซิตี้ และโรม ที่ๆเขาได้พบกับแม่ม่ายสาวพราวเสน่ห์สายลับต้องห้าม รับบทโดย โมนิก้า เบลลุคชี่ทำให้บอนด์ ได้บังเอิญค้นพบความลับขององค์กรร้าย ชื่อ Spectre ในขณะนั้นเอง ที่ลอนดอน หัวหน้าองค์กร MI6 คนใหม่รับบทโดย เรฟฟ์ ไฟนน์ ได้สั่งการภารกิจสายลับใหม่สุดท้าท้าย ทำให้บอนด์ ต้องร่วมงานกับ มันนี่ เพนนีย์ รับบทโดยนาโอมิ แฮร์ริส และ คิว รับบทโดย เบน วิชชอวว์เพื่อตามล่าหาหญิงสาวที่มีชื่อว่า แมดเดอร์ลีน สวาน รับบทโดย เลอา เซดูย์ และเธอคนนี้เองก็เป็นลูกสาวของผู้ร้ายตัวฉกาจที่เคยต่อกรกับ เจมส์ บอนด์มาแล้ว ด้วยความหวังที่ว่าเธอจะช่วยคลายปมลับขององค์กรร้าย Spectreได้ บอนด์จะเป็นอย่างไร เมื่อต้องเจอกับหญิงสาวลูกนักฆ่า ที่เข้าใจและตามเขาได้ทันในทุกฝีก้าว
« Last Edit: October 22, 2015, 08:35:40 PM by FB »

FB on October 17, 2015, 11:40:07 AM
ถล่มความมันส์พร้อมกัน   

พฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ทุกโรงภาพยนตร์

SPECTRE 007 

องค์กรลับ ดับพยัคฆ์ร้าย


พยัคฆ์ร้ายหนุ่ม ที่ ผู้หญิงทั่วโลก หลงเสน่ห์ “เจมส์ บอนด์”

รับบทโดย “แดเนี่ยล เคร็ก” กับตอนที่ 24 ของหนังชุด เจมส์ บอนด์   พยัคฆ์ร้าย 007 ที่มีชื่อตอนว่า SPECTRE

กำกับภาพยนตร์โดย  เจ้าของรางวัลออสการ์  “แซม เมนเดส”


พร้อม กองทัพนักแสดง คริสตอฟ วอลซ์ (เจ้าของรางวัลออสการ์ อวอร์ด), โมนิก้า เบลลุคชี่, เลอา เซดูย์, เดวิด โบทิสต้า, เรฟฟ์ ไฟนน์, นาโอมิ แฮร์ริส



 

เมื่อ เจมส์ บอนด์ ได้รับข้อความลับจากภารกิจปฏิบัติการลับในอดีต ที่เม็กซิโก ซิตี้ และโรม ที่ๆเขาได้พบกับแม่ม่ายสาวพราวเสน่ห์สายลับต้องห้าม รับบทโดย โมนิก้า เบลลุคชี่ ทำให้บอนด์ ได้บังเอิญค้นพบความลับขององค์กรร้าย ชื่อ Spectre ในขณะนั้นเอง ที่ลอนดอน หัวหน้าองค์กร MI6 คนใหม่รับบทโดย เรฟฟ์ ไฟนน์ ได้สั่งการภารกิจสายลับใหม่สุดท้าท้าย ทำให้บอนด์ ต้องร่วมงานกับ มันนี่ เพนนีย์ รับบทโดย นาโอมิ แฮร์ริส และ คิว รับบทโดย เบน วิชชอวว์ เพื่อตามล่าหาหญิงสาวที่มีชื่อว่า แมดเดอร์ลีน สวาน รับบทโดย เลอา เซดูย์

และเธอคนนี้เองก็เป็นลูกสาวของผู้ร้ายตัวฉกาจที่เคยต่อกรกับ ​เจมส์ บอนด์มาแล้ว  ด้วยความหวังที่ว่าเธอจะช่วยคลายปมลับของ

องค์กรร้าย  Spectre ได้  บอนด์จะเป็นอย่างไร ? ....เมื่อต้องเจอกับหญิงสาวลูกนักฆ่า ที่เข้าใจและตามเขาได้ทันในทุกฝีก้าว
       
« Last Edit: October 17, 2015, 01:14:47 PM by FB »

FB on October 17, 2015, 11:41:15 AM
SPECTRE
ข้อมูลงานสร้าง


      ข้อความลึกลับจากอดีตส่งให้เจมส์ บอนด์ต้องออกปฏิบัติภารกิจในเม็กซิโก ซิตี้ และกรุงโรม ที่ซึ่งเขาได้พบกับลูเซีย เซียร์รา (โมนิกา เบลลุชชี) แม่ม่ายคนสวยของอาชญากรชื่อกระฉ่อน บอนด์ได้แฝงตัวเข้าไปในการประชุมลับและได้เปิดโปงการมีตัวตนขององค์กรร้ายในนาม สเป็คเตอร์
      ในขณะเดียวกันที่ลอนดอน แม็กซ์ เดนบี้ (แอนดรูว์ สก็อต) หัวหน้าคนใหม่ของศูนย์รักษาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ตั้งคำถามการกระทำของบอนด์และความมีประโยชน์ของหน่วยเอ็มไอซิกส์ ที่นำทีมโดย เอ็ม (ราล์ฟ ไฟน์) บอนด์แอบขอความช่วยเหลือจากมันนีเพนนี (นาโอมิ แฮร์ริส) และคิว (เบน วิชอว์) เพื่อตามหาตัวแมดเดอลิน สวอนน์ (เลอา แซดู) ลูกสาวของศัตรูเก่าเขา มิสเตอร์ไวท์ (เจสเปอร์ คริสเตนเซน) ผู้อาจกุมเงื่อนงำในการเปิดเผยเครือข่ายของสเป็คเตอร์ ในฐานะลูกสาวของมือสังหาร เธอจึงเข้าใจบอนด์ในแบบที่คนส่วนใหญ่ไม่อาจเข้าใจได้
      เมื่อบอนด์มุ่งตรงสู่จุดศูนย์กลางของสเป็คเตอร์ เขาก็ได้เรียนรู้ความเชื่อมโยงที่น่าขนลุกระหว่างตัวเขาและศัตรูที่เขาตามหาตัว ที่รับบทโดยคริสตอฟ วอลซ์
      อีออน โปรดักชันส์ โดยอัลเบิร์ต อาร์. บร็อคโคลี ภูมิใจเสนอ แดเนียล เคร็ก ในบทเจมส์ บอนด์ 007 ที่รังสรรค์โดยเอียน เฟลมมิงใน SPECTRE ร่วมแสดงโดยคริสตอฟ วอลซ์, เลอา แซดู, เบน วิชอว์, นาโอมิ แฮร์ริส, เดฟ เบาติสต้า ร่วมด้วยโมนิกา เบลลุชชีและราล์ฟ ไฟน์ในบท “เอ็ม” กำกับโดยแซม เมนเดส อำนวยการสร้างโดยไมเคิล จี. วิลสันและบาร์บารา บร็อคโคลี บทภาพยนตร์โดยจอห์น โลแกลและนีล เพอร์วิส & โรเบิร์ต เวดและเจซ บัตเตอรเวิร์ธ เรื่องราวโดยจอห์น โลแกนและนีล เพอร์วิส & โรเบิร์ต เวด ควบคุมงานสร้างโดยแคลลัม แม็คดูกัลล์ ผู้กำกับภาพคือฮอยท์ ฟาน ฮอยเทมา, เอฟเอสเอฟ เอ็นเอสซี ผู้ออกแบบงานสร้างคือเดนนิส แกสเนอร์ มือลำดับภาพคือลี สมิธ เอซีอี ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายคือเจนี เทไมม์ ดนตรีโดยโธมัส นิวแมน ผู้ร่วมอำนวยการสร้างคือแดเนียล เคร็ก, แอนดรูว์ โนคีสและเดวิด โป๊ป นำเสนอเพลง “Writing’s On The Wall” ที่ขับร้องโดยแซม สมิธ
      SPECTRE ได้รับเรท PG-13 โดยสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งอเมริกา จากซีเควนซ์แอ็กชันและความรุนแรงที่เข้มข้น ภาพที่รบกวนจิตใจ เรื่องทางเพศและภาษาหยาบคาย ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าฉายในวันที่ 26 ตุลาคม ปี 2015 ในอังกฤษและวันที่ 6 พฤศจิกายน ปี 2015 ในอเมริกา
« Last Edit: October 17, 2015, 01:19:05 PM by FB »

FB on October 17, 2015, 11:43:06 AM
เกี่ยวกับภาพยนตร์

   ในการสร้าง SPECTRE ภาพยนตร์เจมส์ บอนด์เรื่องที่ 24 จากอีออน โปรดักชันส์โดยอัลเบิร์ต อาร์. บร็อคโคลี, เมโทร-โกลด์วิน-เมเยอร์ สตูดิโอส์และโซนี พิคเจอร์ส เอนเตอร์เทนเมนต์ ทีมผู้สร้างก็กระตือรือร้นในการทำให้แน่ใจว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะดำเนินรอยตาม Skyfall ภาคก่อนหน้านี้ที่ทำรายได้ถล่มทลายทั่วโลกไปถึง 1.1 พันล้านเหรียญ แน่นอนว่าแดเนียล เคร็กกลับมารับบท 007 อีกเป็นครั้งที่สี่ ในขณะที่คิว (ที่รับบทโดยเบน วิชอว์) และมันนีเพนนี (นาโอมิ แฮร์ริส) ก็กลับมาอีกครั้งหลังจากที่พวกเขาได้เปิดตัวใน Skyfall เอ็มคนใหม่ (ราล์ฟ ไฟน์) ก็กลับมาด้วยเช่นกัน
   โอกาสในการล้วงลึกเข้าไปในเรื่องราวของตัวละครเหล่านี้ทุกตัวมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับแซม เมนเดส ผู้กลับมานั่งแท่นผู้กำกับอีกเป็นครั้งที่สอง “สำหรับผม ทุกอย่างเริ่มต้นจากตัวละคร” ผู้กำกับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดเริ่มเอ่ย “และผมก็อยากจะสำรวจแง่มุมต่างๆ ของตัวละครที่ผมทิ้งเอาไว้ใน Skyfall ด้วย เราได้เติมเอ็มไอซิกส์ด้วยคนรุ่นใหม่ ทั้งเอ็มคนใหม่ มันนีเพนนีคนใหม่และคิวคนใหม่ ผมอยากปล่อยให้ความสัมพันธ์พวกนั้นพัฒนาและงอกเงยขึ้นครับ”
   สำหรับแดเนียล เคร็ก ความตั้งใจที่เขามีสำหรับ SPECTRE ยิ่งเรียบง่ายกว่านั้น “เราอยากจะทำให้ดีกว่า Skyfall ครับ” เขาเล่า “ง่ายๆ แค่นั้นเลย เราไม่มีทางเลือกครับ เราต้องทำให้มันยิ่งใหญ่กว่าและดีกว่า ใน Skyfall เราเริ่มต้นการเคลื่อนไหวบางอย่างและเราก็อยากผลักดันมันออกไปอีกและทดลองอะไรเพิ่มเติมอีกหน่อยน่ะครับ”
   บอนด์รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นในตอนจบของ Skyfall “เขารู้สึกได้ถึงจุดเริ่มต้นใหม่ๆ ครับ” เมนเดสกล่าวต่อ และนี่ก็ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงใน SPECTRE ด้วย ในภาคใหม่นี้ สายลับที่โด่งดังที่สุดในโลกกลายเป็นตัวละครที่เคลื่อนไหวก่อน และควบคุมชะตากรรมของตัวเอง เขามีภารกิจชัดเจนตั้งแต่เริ่มแรกและก็ไม่มีอะไรหรือใครที่จะมาขวางกั้นเขาได้
   “Skyfall เป็นหนังที่เกิดจากปฏิกิริยาโดยสิ้นเชิง ถ้ามองจากบอนด์แล้วน่ะครับ” เมนเดสอธิบาย “ในซีเควนซ์แรก เขาไล่ตามใครซักคนด้วยความมุ่งมั่นและแรงผลักดันแบบเดิม แต่เขาก็ถูกยิงก่อนที่เครดิตจะขึ้นด้วยซ้ำ และในส่วนที่เหลือของหนัง เขาก็คอยไล่ตาม ซิลวา ตัวละครของฮาเวียร์ บาร์เดมโดยตลอด คุณอาจเถียงได้ด้วยซ้ำไปว่าในตอนจบของ Skyfall เขาล้มเหลว เขารักษาชีวิตเอ็มเอาไว้ไม่ได้ และแม้ว่าการตายของซิลวาจะเป็นชัยชนะสำหรับบอนด์ แต่ก็มีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ล้มเหลว ดังนั้น กับ SPECTRE ผมก็เลยอยากให้เขามีโอกาสได้แก้ตัวครับ”
   ไมเคิล จี. วิลสันและบาร์บารา บร็อคโคลีจากอีออน โปรดักชันส์ ผู้อำนวยการสร้างของแฟรนไชส์นี้มายาวนาน กล่าวเห็นพ้องด้วย “ฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเพิ่มอำนาจให้กับบอนด์ค่ะ” บร็อคโคลีกล่าว “และด้วยการที่แดเนียลมารับบทนี้ เขาก็ได้แสดงอย่างทรงเกียรติในแบบที่ทำให้เรารู้สึกถึงสิ่งที่เขากำลังเผชิญจริงๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจค่ะ”
   การแสดงปฏิกิริยาก่อนของบอนด์ทำให้ทีมผู้สร้างมีสโคปแง่ของโลเกชันและไอเดียการเล่าเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอข้อความลึกลับจากอดีต ซึ่งส่งให้ 007 ต้องออกปฏิบัติภารกิจในเม็กซิโก ซิตี้ และกรุงโรม ที่ซึ่งเขาได้พบกับลูเซีย เซียร์รา (โมนิกา เบลลุชชี) แม่ม่ายคนสวยของอาชญากรชื่อกระฉ่อน บอนด์ได้แฝงตัวเข้าไปในการประชุมลับและได้เปิดโปงการมีตัวตนขององค์กรร้ายในนามของ สเป็คเตอร์
   องค์กรร้ายนี้ปรากฏในภาพยนตร์บอนด์หกเรื่องก่อนหน้านี้ Dr No, From Russia With Love, Thunderball, You Only Live Twice, On Her Majesty’s Secret Service และ Diamonds Are Forever ซึ่งแนะนำวายร้ายกลุ่มใหม่ อย่างไรก็ดี ในภาพยนตร์ใหม่ล่าสุดเรื่องนี้ องค์กรร้ายนี้ได้ถูกแปลงโฉมใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21
   “สิ่งที่เรามีอยู่ตรงนี้เป็นเหมือนการสร้างตำนานครับ” เมนเดสกล่าว “เราไม่ได้ยึดติดกับเรื่องราวของสเป็คเตอร์ในเวอร์ชันก่อนๆ แต่เรากำลังสร้างเวอร์ชันของเราขึ้นมา หนังของเรานำเสนอการค้นพบสเป็คเตอร์และจอมบงการอีกครั้ง เพื่อแนะนำเขาสำหรับคนรุ่นต่อไปครับ”
   เคร็กกล่าวเห็นพ้องด้วย “การมีสเป็คเตอร์ในหนังเรื่องนี้เปิดหลายๆ เส้นทางให้เราได้สำรวจ” นักแสดงหนุ่มกล่าว “การมีองค์กรนี้ทำให้เรารักษาธรรมเนียมดั้งเดิมๆ พร้อมกับการนำสิ่งที่แปลกใหม่เข้ามาได้ครับ”
   นอกจากนี้ ทีมผู้สร้างยังตื่นเต้นกับเรื่องราวที่ดำเนินไปที่เอ็มไอซิกส์ด้วย แม้ในตอนที่บอนด์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับองค์กรสเป็คเตอร์มากขึ้น เขายังต้องรับมือกับปัญหาที่ต้นสังกัดของเขาด้วย ในลอนดอน แม็กซ์ เดนบี้ (แอนดรูว์ สก็อต) เจ้าของรหัส ซี ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าศูนย์รักษาความมั่นคงแห่งชาติ และเขาก็ได้ตั้งคำถามความสำคัญของเอ็มไอซิกส์
   “ในหนังเรื่องนี้ มีแนวคิดที่บอกว่าสำหรับเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ ทุกอย่างน่าจะถูกรวมเข้าสู่ศูนย์กลาง ว่าเราควรจะพึ่งพาการสอดแนม และควรปล่อยให้โดรนทำงานสกปรกของเราในต่างแดนครับ” เมนเดสกล่าว “ซีตั้งคำถามว่าเราจำเป็นต้องส่งคนออกไปทำงานภาคสนามรึเปล่า ดังนั้น เอ็มไอซิกส์ก็เลยกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง โดยเฉพาะส่วนของดับเบิลโอครับ”
   เมื่อเอ็มไอซิกส์กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง 007 ก็เลยขอความช่วยเหลือจากทั้งคิวและมันนีเพนนี และออกปฏิบัติภารกิจที่นำเขาไปยังโลเกชันต่างๆ ซึ่งบางแห่งก็เป็นที่ที่เขาไม่เคยไปเยือนมาก่อน เมนเดสอธิบายว่า “ด้วยความที่บอนด์มีส่วนร่วมกับการเดินทางของตัวเองมากขึ้น เราก็เลยสามารถเล่นกับโลเกชันที่กระจายตัวมากขึ้น ในหนังเรื่องนี้ มีความหลากหลายด้านกายภาพและภูมิประเทศมากกว่าใน Skyfall เยอะแยะเลยล่ะครับ”
   “เราทำแบบนั้นไม่ได้ในภาคที่แล้ว” เขากล่าวเสริม “เพราะเรามีฐานที่มั่นในลอนดอน มีบางซีเควนซ์เกิดในเซี่ยงไฮ้และอิสตันบุลก็จริง แต่ครึ่งหลังของหนังเรื่องนั้นก็เกิดขึ้นในลอนดอนและสก็อตแลนด์แทบทั้งหมด”
   ใน SPECTRE ทีมผู้สร้างสามารถขยับเข้าใกล้ภาพยนตร์บอนด์สมัยก่อนเพิ่มขึ้นอีกนิด “เราสามารถทำงานกับสไตล์ที่แตกต่างออกจากหนังบอนด์เรื่องอื่นๆ ที่ผมเคยแสดงมาก่อนครับ” เคร็กกล่าว “หนังเรื่องนี้มีเอกลักษณ์มากๆ แต่มันก็มีกลิ่นไอของสิ่งที่เคยปรากฏมาก่อนในหนังบอนด์ยุค 60s และ 70s ครับ”
   เมนเดสกล่าวว่า SPECTREทำให้นึกถึงภาพยนตร์บอนด์คลาสสิกในแง่ของรถ โทน การให้แสงหรือแม้กระทั่งการตัดเย็บชุดสูทของ 007 “ผมอยากดึงความหรูหราแบบเก่า ที่คุณจะได้จากโลเกชันที่งดงาม มหัศจรรย์เหล่านั้น ผมอยากจะผลักดันมันให้สุดโต่งเลยล่ะครับ”
   ทีมผู้สร้างอยากจะให้บอนด์ได้เข้าร่วมเทศกาลที่งดงามในเมืองลาตินอเมริกัน “และก็ไม่มีงานไหนที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าเม็กซิโก ซิตี้และเทศกาลเดย์ ออฟ เดอะ เด๊ดอีกแล้ว” เมนเดสกล่าว
   ผู้อำนวยการสสร้างของเรื่องมองซีเควนซ์เทศกาลเดย์ ออฟ เดอะ เด๊ด ก่อนไตเติลขึ้นว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ในการทำงานของพวกเขาเลยทีเดีว “แม้ว่าเราจะทำงานในหนังเจมส์ บอนด์มากว่า 35 ปี เราต่างก็รู้สึกว่าซีเควนซ์เปิดเรื่องของ SPECTRE เป็นสิ่งที่งดงามและมันก็เป็นตัวกำหนดโทนสำหรับหนังที่พิเศษสุดด้วยครับ” ไมเคิล จี. วิลสันกล่าว
   “ในตอนที่ผู้ชมได้ดูฉากพวกนี้ พวกเขาก็จะได้ดูการถ่ายทำดีๆ แบบเก่า ที่ถูกนำเสนอในสเกลยิ่งใหญ่ ฉากในเม็กซิโกเป็นอะไรที่อลังการอย่างแท้จริงครับ”
   บร็อคโคลีกล่าวเสริมว่า “ซีเควนซ์เดย์ ออฟ เดอะ เด๊ด เป็นสิ่งที่เตือนให้เรารำลึกได้ว่าหนังเจมส์ บอนด์สามารถทำอะไรได้บ้าง เราอยู่ในเมืองหลวงของต่างประเทศ โดยมีตัวประกอบที่แต่งตัวสวยๆ นับพันๆ คน และทีมงานสตันท์ระดับโลกแสดงฉากที่ชวนตะลึง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เรารู้สึกว่า SPECTRE เป็นช่วงเวลาที่พิเศษสุดในแฟรนไชส์ James Bond ค่ะ”
   ไม่เพียงเท่านั้น ทีมผู้สร้างยังต้องการจะเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม จากร้อนไปเป็นหนาว และพวกเขาก็หวนคืนสู่ทุ่งหิมะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ Die Another Day ในปี 2002 “เรามีซีเควนซ์ที่น่าทึ่งท่ามกลางหิมะครับ” วิลสันเล่า
   ก่อนหน้านี้ บอนด์เคยผจญภัยท่ามกลางภูมิประเทศที่เป็นหิมะหกครั้ง นั่นคือใน On Her Majesty’s Secret Service, The Spy Who Loved Me, A View To A Kill, The Living Daylights, The World Is Not Enough และ Die Another Day
   “และเราก็ตระหนักดีถึงสิ่งที่เราเคยทำมาในหนังพวกนั้น” วิลสันกล่าวต่อ “หมายความว่าเราต้องการทำในสิ่งที่แตกต่างจากการอยู่ในเลื่อนหิมะ หรือการใช้อุปกรณ์กีฬาฤดูหนาวทั่วๆ ไป ดังนั้น เราก็เลยมีการไล่ล่ากันในแบบที่ต่างออกไป ด้วยการใช้เครื่องบินและรถโฟร์วีลครับ"
   นอกจากนั้น ทีมผู้สร้างยังต้องการจะส่งบอนด์ไปยังหนึ่งในเมืองใหญ่ของยุโรปในยามราตรีอีกด้วย เมนเดสกล่าวว่า พวกเขาเลือกโรมเพราะ “ประวัติศาสตร์และบรรยากาศความมืดหม่นและลางสังหรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยสถาปัตยกรรมฟาสซิสต์ยุค 20s หรือ 30s น่ะครับ มันมีความมืดหม่นและน่าหวาดหวั่นบางอย่าง”
   ในตอนที่พัฒนาแง่มุมโรแมนติกของเรื่อง ทีมผู้สร้างเลือกให้ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นที่สุดของบอนด์ผลิบานขึ้นในแอฟริกาเหนือ ในแทงเจียร์และทะเลทรายซาฮารา “ถ้าคุณต้องการภูมิประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาลเหลือเชื่อ และความเวิ้งว้าง จะมีที่ไหนที่ดีไปกว่าทะเลทรายซาฮาราอีกล่ะครับ” เมนเดสถาม “ดังนั้น ด้วยโลเกชันทั้งหมดนี้ คุณก็จะได้โทนที่ค่อนข้างแตกต่างและสุดโต่งครับ”
   และไม่มีภาพยนตร์บอนด์เรื่องไหนที่จะสมบูรณ์หากปราศจากฉากที่เกิดขึ้นในกรุงลอนดอน “ความท้าทายคือความพยายามหาทางถ่ายทำในลอนดอนในแบบที่จะให้ความรู้สึกแปลกใหม่ แต่ก็เป็นการสานต่อจาก Skyfall ครับ” เมนเดสกล่าว “เราพยายามหาวิธีที่จะนำเสนอโลเกชันและสถานที่ที่คุ้นเคยในลอนดอนจากมุมมองที่แตกต่างออกไปและผมก็คิดว่าเราพบวิธีเยี่ยมๆ ที่จะทำแบบนั้นแล้วครับ”
   “โลเกชันทั้งห้าแห่งทำให้คุณสัมผัสได้ว่าทำไมการสร้างหนังเรื่องนี้ถึงได้ยากเย็นนักในเชิงเทคนิค” เขากล่าวต่อ “และทำไมมันถึงเหนื่อยแสนสาหัส ทำไมถึงใช้เวลาการถ่ายทำนาน และทำไมมันถึงไม่มีการประนีประนอมเลย แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เรามีคืออะไรที่พิเศษสุดจริงๆ ครับ”
   คล้ายคลึงกัน ไม่มีภาพยนตร์บอนด์เรื่องไหนที่จะสมบูรณ์หากขาดเพลงธีมพิเศษ ทีมผู้สร้างต่างก็ยินดีที่ได้ร่วมงานกับศิลปินเจ้าของยอดขายมัลติแพลตินัม แซม สมิธ ผู้แต่งเพลงไตเติล ‘Writing’s On The Wall’ ร่วมกับจิมมี นาเปส ศิลปินรางวัลแกรมมี อวอร์ด
   นี่เป็นครั้งแรกที่เพลงธีมเจมส์ บอนด์ได้รับการบันทึกเสียงโดยศิลปินชายเดี่ยวชาวอังกฤษนับตั้งแต่ปี 1965 บร็อคโคลีกล่าวว่า “แซมและจิมมีได้แต่งเพลงที่สร้างแรงบันดาลใจที่สุดสำหรับ SPECTRE และด้วยเสียงร้องของแซม แน่นอนว่าเพลง ‘Writing’s On The Wall’ จะติดอันดับหนึ่งในเพลงบอนด์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล”
   ในขณะเดียวกัน สมิธก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีส่วนร่วมกับแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลก “นี่เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของอาชีพนักร้องของผมเลย” เขากล่าว “ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร้องเพลงธีมของบอนด์ ผมตื่นเต้นมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตำนานแห่งเกาะอังกฤษเรื่องนี้ครับ”
« Last Edit: October 17, 2015, 01:19:55 PM by FB »

FB on October 17, 2015, 11:43:45 AM
ตัวละครสมทบ

   ในตอนที่ Skyfall กำลังจะปิดฉากลง ทีมผู้สร้างได้แนะนำชายผู้จะมารับบทตัวละครสำคัญอย่าง เอ็ม ราล์ฟ ไฟน์ ได้รับบทนี้ต่อจากท่านผู้หญิงจูดี้ เดนช์ “ผมตระหนักดีถึงตำนานนี้” ไฟน์กล่าว “ผมโตมากับเอ็ม ที่รับบทโดยเบอร์นาร์ด ลี และจูดี้ เดนช์ก็สร้างความประทับใจอย่างวิเศษสุด เธอนำความแข็งแกร่งจริงๆ ที่ผมตั้งใจจะสานต่อครับ”
   ไฟน์โตขึ้นกับการเป็นแฟนตัวยงของเอียน เฟลมมิง, จอห์น เลอ แคร์และเกรแฮม กรีนและรู้สึกว่า เอ็มเป็นตัวละครที่หล่อหลอมจากภาพลักษณ์ของสายลับยุคสงครามเย็น “และแม้ว่าผมจะรู้ว่านั่นไม่ใช่ยุคของเรา” เขากล่าว “แต่ผมก็รู้สึกว่าเอ็มคนนี้ถือกำเนิดมาจากโลกสายลับนั้น แซม เมนเดสทำตามขนบของแฟรนไชส์บอนด์แต่ก็เปิดโอกาสให้เราได้เพิ่มมิติให้กับตัวละครของเราด้วย เมื่อมีเอ็ม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคุณจะได้เข้าถึงบริบทของยุคสมัยนั้นครับ”
   ความเคลือบแคลงและความไม่มั่นใจของเอ็มเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นเรื่อง SPECTRE เมื่อเขาถูกกดดันจากภายในหน่วยงานสืบราชการลับ “บทบาทของเอ็มในฐานะหัวหน้าของเอ็มไอซิกส์ และหน่วยดับเบิลโอ ที่คุณได้รับใบอนุญาตในการฆ่าคน กำลังสั่นคลอน” ไฟน์กล่าว
   “มันมีการพิจารณาถึงแนวทางที่หน่วยงานด้านความมั่นคงบริหารจัดการตัวเองใหม่ แอนดรูว์ สก็อตรับบท ซี หรือแม็กซ์ เดนบี้ ผู้เป็นหัวหน้าเอ็มไอไฟว์ เขากำลังจะเป็นผู้นำในการรวมเอ็มไอซิกส์และเอ็มไอไฟว์เข้าด้วยกัน ในการรวมกันครั้งนี้ ซีจะกลายเป็นหัวหน้า เราก็เลยกำลังจะพบความเป็นไปได้ที่ว่าหน่วยดับเบิลโอกำลังจะถูกยุบ ซึ่งหมายความว่าบอนด์และเอ็มจะตกงานครับ”
   สำหรับแอนดรูว์ สก็อต เขามีความสุขที่ได้แสดงถึงความกดดันที่เกิดจากแม็กซ์ เดนบี้หรือซี “ตัวละครของผมเป็นคนที่มีเสน่ห์และฉลาดมากๆ” เขากล่าว ไม่เพียงแต่เขาเป็นผู้ดูแลการควบรวมระหว่างเอ็มไอไฟว์และเอ็มไอซิกส์เท่านั้น แต่เขายังจะดูแลศูนย์ที่กำลังถูกสร้างขึ้นด้วย “มันเป็นตึกใหม่ที่ไม่ธรรมดา มันเป็นตึกที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการสอดแนมทั่วโลกครับ”
   “ไอเดียก็คือตอนนี้การสอดแนมถูกยกระดับขึ้นแล้ว” นักแสดงหนุ่มกล่าวต่อ “เขามีความคิดเห็นว่าคนที่อยู่ในภาคสนาม แม้กระทั่งคนอย่างบอนด์ ก็ไม่สามารถสู้กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ได้ครับ”
   สก็อตตั้งข้อสังเกตว่าไอเดียของตัวละครตัวนี้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่อย่างเหลือเชื่อ “ไอเดียของการที่คนเราสูญเสียอำนาจควบคุมตัวตนทางดิจิตอลและออนไลน์ของตัวเองเป็นไอเดียหลักสำหรับเนื้อเรื่องของ SPECTRE” เขากล่าว “มันเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราต่างก็สามารถเข้าถึงได้ ทั้งเรื่องความเป็นส่วนตัวของเรา ข้อมูลมากน้อยแค่ไหนที่เรารู้สึกว่าเราควรจะเก็บไว้กับตัวเองและเราควรจะได้รับความคุ้มครองมากน้อยแค่ไหน มันเป็นคำถามสำคัญและเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้มากๆ ครับ”
   ไอเดียที่ได้รับการสนับสนุนจากซีไม่เพียงแต่คุกคามบอนด์และเอ็มเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทีมงานที่สนับสนุนพวกเขาอย่างมันนีเพนนีและคิว ตัวละครสองตัวที่อยู่มานานและได้รับการแนะนำในแฟรนไชส์นี้อีกครั้งใน Skyfall
   “ผมโล่งอกที่หนังเรื่องก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จขนาดนั้น และคนก็ยอมรับผมในบทนี้” เบน วิชอว์ ผู้กลับมารับบท คิว กล่าว “มันเป็นเรื่องน่าโล่งอก ผมก็เลยรู้สึกมั่นใจขึ้นมาประมาณหนึ่ง แต่ในหนังเรื่องนี้ ตัวละครตัวนี้อยู่ในสถานะที่ต่างออกไป จริงๆ แล้ว ตัวละครทุกตัวก็อยู่ในสถานะที่ต่างออกไปทั้งนั้นเพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับงานและสิ่งแวดล้อมของพวกเขาน่ะครับ”
   “การรวมหน่วยงานกำลังเกิดขึ้นและก็กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อนาคตของทุกคนกำลังถูกตั้งคำถาม ทุกคนก็เลยรู้สึกเหมือนถูกเพ่งเล็งและอยู่ภายใต้ความกดดันครับ”
   แม้ว่าตำแหน่งของเขาจะแขวนอยู่บนเส้นด้าย คิวก็พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นมิตรแท้ของ 007 และยอมเอาตัวเองเข้าเสี่ยง เขาเพิกเฉยต่อคำสั่งเพื่อช่วยเหลือบอนด์ในการปฏิบัติภารกิจของตัวเขาเอง
   “ผมคิดว่าเขาเคารพบอนด์ครับ” วิชอว์พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครของเขากับ 007 “เขายังคงระแวงหน่อยๆ เพราะคิวมองว่าบอนด์มีเสน่ห์ดึงดูดแปลกๆ และมีพลังชนะใจคน ซึ่งรวมถึงตัวคิวเองด้วย ดังนั้น คิวก็เลยต้องพยายามควบคุมเรื่องนั้น ซึ่งเขาก็รู้สึกภักดีกับบอนด์ด้วยครับ”
   ผู้ที่กลับมาจาก Skyfall อีกคนหนึ่งคือมันนีเพนนี ที่รับบทโดยนาโอมิ แฮร์ริส เป็นครั้งที่สอง หลังจากบังเอิญยิงบอนด์ในช่วงเริ่มต้นเรื่อง Skyfall เธอก็ยอมทิ้งตำแหน่งเจ้าหน้าที่ภาคสนามเพื่อทำงานให้กับตัวละครของไฟน์
   “ในหนังเรื่องนี้ มันนีเพนนีนั่งโต๊ะอีกครั้งหนึ่ง เธอไม่ได้ออกภาคสนามกับบอนด์ค่ะ” แฮร์ริสอธิบาย “เธอยังคงช่วยเขา แต่ในครั้งนี้ เธอทำในสิ่งที่เป็นความลับมากขึ้นค่ะ”
   “หนึ่งในธีมสำคัญของ SPECTRE คือความไว้เนื้อเชื่อใจ และมันก็ถูกขับเน้นให้เด่นชัดมากขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างบอนด์และมันนีเพนนี ในช่วงเริ่มต้นเรื่อง เมื่อความไว้ใจของ 007 ที่มีต่อองค์กรของเขาลดน้อยถอยลง เขาก็ยังคงเชื่อในมันนีเพนนี”
   “สิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับ SPECTRE คือความสัมพันธ์ของพวกเขาได้พัฒนาขึ้นมาจริงๆ และพวกเขาก็ใกล้ชิดกันขึ้นเยอะ พวกเขาไว้วางใจกันจริงๆ ค่ะ” แฮร์ริสพูดถึงมันนีเพนนีและ 007
   “บอนด์เป็นคนที่ไม่ได้มีเพื่อนแบบนั้นซักเท่าไหร่ การที่เขามองมันนีเพนนีว่าเป็นเพื่อนของเขาเป็นเกียรติสำหรับเธอและเธอก็รู้สึกภูมิใจกับเรื่องนั้น เขาไม่ใช่คนที่คุณจะใกล้ชิดด้วยได้ง่ายๆ แน่นอนค่ะว่ามันยังคงมีการหยอกล้อกันจากทั้งสองฝ่ายด้วย”
   แน่นอนว่าบอนด์ถูกดึงดูดเข้าหาผู้หญิงอยู่แล้วและใน SPECTRE เขาก็พิสูจน์ว่าเขายังคงสามารถจีบสาวได้เหมือนเดิม ผู้หญิงคนแรกที่ต้องมนต์เสน่ห์ของเขาคือเอสเทรลลา ผู้ซึ่งเขาคลุกคลีด้วยระหว่างทำงานในเม็กซิโก ซิตี้ สเตฟานีย์ ซิกแมน นักแสดงหญิงชาวเม็กซิกันเป็นผู้รับบทนี้
   “ฉากเปิดเรื่องในหนังเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยภาพบอนด์และเอสเทรลลาเฉลิมฉลองเทศกาลเดย์ ออฟ เดอะ เด๊ดในโลเกชันพิเศษสุดร่วมกับผู้คนหลายพันคน” ซิกแมนกล่าว “มันเป็นฉากที่งดงามเพราะมันใกล้เคียงกับการที่เราเฉลิมฉลองวันนั้นจริงๆ ในเม็กซิโกค่ะ ด้วยความที่ฉันเป็นชาวเม็กซิกัน มันก็เลยเป็นเรื่องที่ดีมากๆ และการอินไปกับฉากพวกนั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากเลยซักนิด”
   นอกจากนี้ บอนด์ยังได้พบกับแม่ม่ายคนสวย ลูเซีย เซียร์รา ที่รับบทโดยโมนิกา เบลลุชชี นักแสดงหญิงชาวอิตาเลียน ผู้ซึ่งผู้อำนวยการสร้างไมเคิล จี. วิลสันและบาร์บารา บร็อคโคลีพยายามจะทาบทามในอดีต แต่ก็ถูกปฏิเสธเนื่องด้วยความขัดแย้งในเรื่องตารางการทำงาน “เรายินดีที่ในที่สุดเราก็ได้ตัวเธอมา” วิลสันกล่าว “เธอแสดงบทนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ”
   ในขณะเดียวกัน เบลลุชชีกล่าวว่า เธอรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมแสดงในแฟรนไชส์นี้เสียที “ฉันตอบตกลงทันทีเพราะฉันยินดีมากๆ ที่ได้ร่วมงานกับแซม เมนเดสและได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์นี้” เธออธิบาย “ฉันเคารพในหนังเจมส์ บอนด์อย่างมากเพราะฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์หนัง และฉันก็เคารพสาวบอนด์ทุกคน ฉันคิดว่าพวกเธอเป็นนักแสดงที่สวยและมีพรสวรรค์และฉันก็สนใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์นี้ค่ะ”

   ตัวละครที่เธอแสดงเป็นผู้หญิงชาวอิตาเลียนที่เย้ายวนใจ ผู้เก็บงำความลับหลายเรื่อง “สามีมาเฟียของเธอถูกฆ่าตายและเธอก็ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะโดนอย่างเดียวกัน” เบลลุชชีอธิบาย “ตอนที่เธอได้พบกับบอนด์ครั้งแรก เธอไม่ไว้ใจเขาเพราะเธอมาจากโลกที่มีแต่ผู้ชายขี้โกงเท่านั้นที่มีอำนาจค่ะ”
   “แต่เคมีและความหลงใหลซึ่งกันและกันของทั้งคู่แรงกล้ามากและเธอก็ตระหนักถึงเสน่ห์ผู้หญิงของเธอที่มีอำนาจเหนือเขา แล้วเธอก็ไว้ใจเขา เขาช่วยเธอและเธอก็ให้ข้อมูลที่เขาต้องการกับเขา” เธอหัวเราะ “และพวกเขาก็พบวิธีที่น่าสนใจในการเซ็นสัญญากับกันและกันค่ะ!”
   ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญใน SPECTRE คือแมดเดอลิน สวอนน์ ที่รับบทโดยนักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศส เลอา แซดู “เธอเป็นหมอและเป็นหญิงแกร่งค่ะ” แซดูพูดถึงตัวละครของเธอ “เธอเป็นคนฉลาด พึ่งพาตัวเองได้และเธอก็ไม่อยากข้องเกี่ยวกับบอนด์ในตอนที่เธอพบกับเขาครั้งแรก เธอไม่ประทับใจเขาเลยค่ะ”
   อย่างไรก็ดี เมื่อเรื่องราวดำเนินไป เหตุการณ์ก็บีบบังคับให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ของพวกเขาไปในทิศทางที่ดีขึ้น “เธอเข้าใจบอนด์ดีเพราะเธอมีมุมมองต่อโลกที่เขาใช้ชีวิตอยู่ค่ะ” นักแสดงหญิงกล่าวต่อ “สำหรับภารกิจของเขา เขาจะต้องเข้าใจสิ่งต่างๆ จากอดีตของเขาและเขาก็ต้องการข้อมูลจากแมดเดอลิน ท้ายที่สุดแล้ว ระหว่างพวกเขาก็เกิดความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นมาค่ะ”   
   แม้ว่าสาวๆ หน้าใหม่ในชีวิตของบอนด์จะเป็นอิทธิพลที่ดีต่อเขา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้ชายในภาพยนตร์เรื่องนี้กลับมีปัญหาหนักข้อกว่าเดิม ระหว่างการแทรกซึมเข้าไปในกรประชุมของสเป็คเตอร์ เขาได้เผชิญหน้ากับบุคคลลึกลับที่น่าขนลุก ผู้นำขององค์กรนี้ในนามของ โอเบอร์เฮาเซอร์ ที่รับบทโดยคริสตอฟ วอลซ์ เจ้าของสองรางวัลอคาเดมี อวอร์ด
   “ในหนังเรื่องนี้ มันเป็นความสัมพันธ์แบบตัวเอกกับตัวร้ายแบบคลาสสิกครับ” วอลซ์กล่าว “ความสัมพันธ์นั้นคือการผจญภัยสำคัญของพระเอกจะต้องถูกขัดขวาง และจะต้องมีการวางกับดักทุกประเภท ถึงระดับที่ไม่เพียงแต่จะเป็นอันตรายต่อความสำเร็จของการผจญภัยครั้งนี้เท่านั้น แต่มันต้องเป็นอันตรายต่อการคงอยู่ของตัวพระเอกเองด้วยครับ”
   “ทุกคนต่างก็ตระหนักดีว่าความสัมพันธ์นี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในบริบทนี้ ความสัมพันธ์นั้นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวพวกนี้น่าสนใจจริงๆ ครับ”
   วอลซ์ยินดีเป็นพิเศษที่ได้แสดงหนึ่งในภาพยนตร์บอนด์ของแดเนียล เคร็ก เนื่องด้วยโทนที่ดิบเถื่อนและมืดหม่นกว่าในหลายๆ ครั้งของเรื่อง “กับแดเนียล โทนตลกขบขันจากภาคก่อนๆ ได้หายไป และนั่นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยตั้งใจครับ” นักแสดงชาวออสเตรียกล่าว “ในหนังของแดเนียล บอนด์ได้ปรากฏตัวในฐานะคนที่ถูกรบกวนทางจิตใจมากกว่าที่จะเป็นคนที่ชื่นชอบการกลั่นแกล้งคนอื่นครับ ไม่ว่ามันจะดำเนินต่อไปในหนังเรื่องนี้ หรือเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง ผู้ชมก็จะต้องคอยชมครับ”
   เช่นเดียวกับเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์บอนด์ มีลูกสมุนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นคอยสนับสนุนตัวร้ายหลักอีกทีหนึ่ง ซึ่งในกรณีนี้ก็คือออริค โกลด์ฟิงเกอร์และอ็อดจ็อบ หรือฟรานซิสโก สคาราแมนกาและนิค แน็ค ใน SPECTRE ทีมผู้สร้างไม่เพียงแต่เปิดตัวโอเบอร์เฮาเซอร์เท่านั้น แต่พวกเขายังเปิดตัวฮินซ์ สมุนผู้ใช้กำลังของเขา ที่รับบทโดยเดฟ เบาติสต้า
   “ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้มีอะไรบางอย่างที่ให้ความรู้สึกแบบเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณพิจารณาถึงประวัติของสเป็คเตอร์” เบาติสต้ากล่าว “พวกเขาเป็นองค์กรลับขนาดใหญ่ที่อยู่ทุกหนทุกแห่ง พวกเขาลึกลับมากๆ และสิ่งสำคัญคือพวกเขาก็จะต้องเป็นแบบนั้นเหมือนเดิมครับ”
   “ผมคิดเสมอว่ามันคงจะเจ๋งดีถ้าได้เป็นผู้ร้าย” เขากล่าวเสริม “แต่การได้เป็นสมาชิกของสเป็คเตอร์เป็นเรื่องเยี่ยมจริงๆ”
   เขาตั้งข้อสังเกตว่า ฮินซ์เป็นคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อกับบอนด์ “ตัวละครตัวนี้แข็งแกร่งจริงๆ ซึ่งคุณจะสังเกตเห็นได้ในฉากการต่อสู้ฉากหนึ่งเป็นพิเศษ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณนึกถึงบอนด์ คุณจะไม่ค่อยได้เห็นเขาแพ้การต่อสู้ซักเท่าไหร่ แต่มันเกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ครับ”
   ชายอีกคนหนึ่งที่สำคัญในเรื่องราวของ SPECTRE คือมิสเตอร์ไวท์ ที่รับบทโดยเจสเปอร์ คริสเตนเซน ตัวละครตัวนี้เป็นผู้ที่ทำให้เวสเปอร์ ลินด์ทรยศบอนด์ใน Casino Royale และเขาก็ได้ปรากฏตัวสั้นๆ ใน Quantum Of Solace “เขาดูเหมือนจะเป็นเจ้าพ่อแก๊งอะไรซักอย่าง แต่ปรากฏว่าเขาไม่ได้เป็นคนที่อยู่ระดับหัวซะทีเดียวเพราะยังมีคนที่อยู่เหนือเขาขึ้นไปอีกครับ” คริสเตนเซนกล่าว
   ชายผู้อยู่ระดับบนสุดคือโอเบอร์เฮาเซอร์ “ไวท์บาดหมางกับเพื่อนร่วมงานของเขาและเขาก็กำลังซ่อนตัวอยู่” คริสเตนเซนกล่าว “แต่ตอนนี้ เขาถูกพบตัวแล้ว และเขาก็กำลังถูกวางยาพิษอย่างช้าๆ ครับ”
   ในตอนที่บอนด์พบไวท์ เขาเกือบจะลาโลกนี้ไปแล้ว “เขาไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีน่ะครับ” คริสเตนเซนกล่าว “แต่บอนด์ก็ทำให้ไวท์ช่วยเขาในการสืบเรื่องสเป็คเตอร์ บอนด์ใช้ประโยชน์จากความรักที่ไวท์มีต่อลูกสาวของเขา ไวท์มีลูกสาวคนเดียวและนั่นก็เป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่เขาแคร เขายอมเผยความลับบางอย่างให้กับบอนด์เพื่อคุ้มครองเธอครับ”
   การเปิดเผยที่ปรากฏใน SPECTRE ทำให้เรารู้ว่ามีชายคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมทั้งหมดที่บอนด์ได้เผชิญมาในภาพยนตร์สามเรื่องที่ผ่านมา
« Last Edit: October 17, 2015, 01:20:40 PM by FB »

FB on October 17, 2015, 01:21:28 PM
การออกแบบงานสร้าง

   เดนนิส แกสเนอร์ ผู้ออกแบบงานสร้างเจ้าของรางวัลออสการ์ ได้กลับมาทำงานในภาพยนตร์บอนด์เรื่องที่สามของเขา ซึ่งเป็นผลงานเรื่องที่สี่ที่เขาได้ร่วมงานกับแซม เมนเดส “การร่วมงานกับเดนนิสเป็นเหมือนเวทมนตร์นิดๆ เพราะเขาเป็นคนมหัศจรรย์เหลือเกินครับ” เมนเดสกล่าว “คุณจะได้อะไรจากภาพที่เดนนิสวาดบนกระดาษเช็ดปากมากกว่าที่คุณจะได้จากภาพวาดเทคนิค 70 หน้าเสียอีก แล้วเซนส์ของเขาในด้านสีสัน แสง สถาปัตยกรรม สไตล์และรสนิยมของเขา ทั้งหมดนี้หาตัวจับยากจริงๆ ครับ”
   แกสเนอร์กล่าวว่า สิ่งที่ทีมผู้สร้างจินตนาการขึ้นสำหรับ SPECTRE ได้รับการชี้นำจากสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นใน Skyfall “นั่นเป็นจุดเริ่มต้นและ SPECTRE ก็เป็นการสานต่อจากตรงนั้นครับ” เขาพูดถึงการออกแบบงานสร้าง “ในตอนที่ผมคุยกับแซมช่วงแรกๆ ผมถามว่า ‘คุณอยากจะให้หนังเรื่องนี้ไปที่ไหน คุณเลือกทางไหน’ แล้วเขาก็ตอบว่า ‘คุณช่วยหาอะไรที่ร้อนแล้วก็เย็นให้ผมหน่อยได้มั้ย’ น่ะครับ”
   ในการพาบอนด์ไปพบกับสิ่งแวดล้อมที่ตรงกันข้ามกัน จากร้อนมาสู่เย็น ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเปิดเรื่องในเม็กซิโก ท่ามกลางการเฉลิมฉลองเทศกาลเดย์ ออฟ เดอะ เด๊ด “ในตอนที่มีการพูดถึงเทศกาลเดย์ ออฟ เดอะ เด๊ด ผมดีใจมากๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมเฝ้าดูมานานแล้ว ด้วยความที่ผมมาจากแคลิฟอร์เนีย ซึ่งทำให้ผมใกล้ชิดกับวัฒนธรรมเม็กซิกันมากๆ ครับ” แกสเนอร์กล่าว
   “เราเริ่มทำการค้นคว้าและเมื่อเราได้โทนที่เหมาะสมและเริ่มลงมือออกแบบ มันก็เวิร์คจริงๆ การร่วมงานกับชาวเม็กซิกันเป็นอะไรที่วิเศษสุดและเห็นได้ชัดว่าพวกเขาจริงจังกับการนำเสนอวัฒนธรรมของพวกเขาครับ การทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลเดย์ ออฟ เดอะ เด๊ดในเรื่องนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมาในอาชีพของผมเลยครับ”   
   งานพาเหรดนี้รวมถึงขบวนแห่และหุ่นจำลองโครงกระดูก 10 ขบวน ซึ่งตัวที่สูงที่สุดสูงกว่า 11 เมตร ตัวที่เป็นจุดเด่นของงานนี้คือโครงกระดูก ‘ลา คาลาเวรา แคทรินา’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพสลักฝีมือนักวาดภาพและนักพิมพ์หินชาวเม็กซิกัน โฮเซกัวดาลูป โปซาดา ผู้สวมหมวกที่กว้าง 10 เมตร
   นอกจากนั้น ในตอนที่ค้นหาสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างและเย็นกว่า แกสเนอร์และเมนเดสได้เลือกเทือกเขาแอลป์ ซึ่งเป็นที่เกิดฉากสำคัญบางฉาก รวมถึงการที่บอนด์ได้รู้จักตัวละครสำคัญที่ฮอฟเฟลอร์ คลินิคด้วย
   “คลินิคนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยสำหรับผมครับ” แกสเนอร์อธิบาย “เราไปที่เทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรียและอิตาลี โชคดีที่ผมได้พบกับเมืองโซลเดนในออสเตรีย และร้านอาหารไอซ์-คิว ที่ยอดบนสุดของสกีลิฟท์แห่งหนึ่ง ที่กลายเป็นฐานของสิ่งที่เราต้องการ คลินิคแห่งนี้เป็นเหมือนอัญมณีน้ำแข็งที่อยู่ใจกลางหนังเรื่องนี้ครับ!”
   แกสเนอร์กล่าวว่า โครงสร้างของไอซ์-คิว ให้ความรู้สึกแบบที่สูงที่สะอาดและปราศจากเชื้อโรคสำหรับฮอฟเฟลอร์ คลินิค และตำแหน่งของมันบนภูเขาเกสแลชค็อกที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,000 เมตรก็ทำให้มันมีเสน่ห์เป็นพิเศษ อย่างไรก็ดี สำหรับฉากสำคัญที่เกิดขึ้นภายในคลินิค ทีมผู้สร้างก็ได้สร้างภายในของมันขึ้นมาที่ไพน์วู้ด สตูดิโอส์ในอังกฤษ ซึ่งเป็นบ้านเก่าแก่สำหรับภาพยนตร์บอนด์
   ด้วยความที่เขาตระหนักดีถึงความชื่นชอบของแซม เมนเดสที่มีต่อความสมมาตร ทั้งในการออกแบบและการจัดวางองค์ประกอบ แกสเนอร์จึงทดลองการจำลองโครงสร้างที่มีอยู่เพื่อสร้างรูปทรงแบบ ‘ผีเสื้อ’ ในตอนที่ไอเดียนี้กำลังก่อร่างสร้างตัว ก็มีการจำลองโครงสร้างใหม่อีกครั้งเพื่อสร้างแบบสุดท้ายที่ประกอบไปด้วยปีกทั้งสี่ที่กางสยายออกรอบสวนที่อยู่ตรงกลาง
   ในการสร้างสมมาตรสำหรับตึกหลังใหม่ จึงมีการสร้างอุโมงค์ทางเข้าคอนกรีตตรงกลาง ทั้งที่โลเกชันในออสเตรียและบนสเตจในไพน์วู้ด เพื่อทำให้นักแสดงสามารถก้าวไปมาระหว่างฉากภายนอกและภายในได้อย่างง่ายดาย
   เมื่อมองหาเมืองสำคัญในยุโรป ทีมผู้สร้างได้เลือกโรม ด้วยความประทับใจในความรู้สึกด้านพลังและสเกลของมัน ซึ่งเข้ากันได้ดีกับบอนด์ และ SPECTRE
   “เมืองทุกเมืองมีความท้าทาย” แกสเนอร์บอก “และโรมก็ไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่เราต้องการจะถ่ายทอดสู่หน้าจอคือพลังที่คุณจะรู้สึกได้จากสถาปัตยกรรมในเมืองนั้นครับ”
   ฉากสำคัญที่เกิดในกรุงโรม ซึ่งถูกถ่ายทำในไพน์วู้ด คือฉากการประชุมของสเป็คเตอร์ ที่เป็นการเปิดตัว โอเบอร์เฮาเซอร์ ตัวร้ายคนสำคัญของเรื่อง “ในตอนที่เราออกแบบฉากนั้น สิ่งสำคัญก็คือพลังอีกเช่นเคย นั่นคือสิ่งที่เรามองหาครับ” แกสเนอร์กล่าว “โลเกชันดั้งเดิมที่เป็นต้นแบบสำหรับฉากภายในของเราคือพระราชวังคาเซอร์ตาในเนเปิลครับ”
   “มันมีความรู้สึกของสเกลที่ใหญ่มหึมาและเราก็อยากจะนำเสนอความรู้สึกนั้นระหว่างการประชุมของสเป็คเตอร์ด้วย” เขากล่าวเสริม “เราสามารถทำแบบนั้นได้บนซาวน์สเตจที่เรามี ผมคิดว่าเราทำในสิ่งที่ต้องการสำเร็จและมันก็เป็นการเปิดตัวที่ยอดเยี่ยมสำหรับโอเบอร์เฮาเซอร์ นั่นเป็นช่วงเวลาสำคัญของหนังเรื่องนี้ครับ”
   อีกหนึ่งโลเกชันสำคัญคือโมร็อกโก ซึ่งรวมถึงเมืองแทงเจียร์ด้วย “นั่นเป็นสถานที่ที่น่าตื่นเต้นที่ได้ไปครับ” แกสเนอร์กล่าว “แทงเจียร์โดยทั่วไปแล้วมีภาพลักษณ์ที่โรแมนติก และมันก็ปรากฏอยู่ในฉากที่สำคัญมากๆ หลายๆ ฉากด้วย”
   ส่วนในลอนดอน แกสเนอร์ได้ออกแบบโลเกชันที่เฉพาะเจาะจงมากๆ หลายแห่ง รวมถึงออฟฟิศของเอ็ม รังของคิวและอพาร์ทเมนต์ของบอนด์ “แน่นอนว่าสำหรับออฟฟิศของเอ็ม เรากลับไปใช้ห้อง ‘ประตูแดง’ ซึ่งเป็นอะไรที่คลาสสิก” เขากล่าวอ้างถึงสิ่งแวดล้อมแบบไวท์ฮอลตามแบบฉบับที่เราได้เห็น เอ็ม ที่รับบทโดยเบอร์นาร์ด ลีในนั้นมาเป็นเวลานานหลายปี “แล้วจากนั้น เราก็ไปสู่ห้องแล็บและเวิร์คช็อปของคิวครับ”
   ผู้อำนวยการสร้างไมเคิล จี. วิลสันกล่าวว่า สิ่งแวดล้อมในการทำงานของคิวใน SPECTRE แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่เขามีต่อการประดิษฐ์ “คิวกลับไปมีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือมากมายเหมือนก่อน และเขาก็กำลังซ่อมแซมบางสิ่ง ซึ่งมีอะไรบางอย่างไฮเทคอยู่ด้วย มันเป็นเหมือนห้องแล็บของศาสตราจารย์สติเฟื่องเลยครับ!”
   นอกเหนือจากการสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ให้กับคิวแล้ว SPECTRE ยังเผยให้เห็นอพาร์ทเมนต์ในลอนดอนของบอนด์ด้วย ผู้อำนวยการสร้างบาร์บา บร็อคโคลีอธิบายว่า “ในตอนเริ่มต้นช่วงเตรียมงานสร้าง ฉันบอกเดนนิสว่าอพาร์ทเมนต์ของบอนด์จะเป็นหนึ่งในฉากที่สร้างให้เหมาะสมได้ยากที่สุด และหลังจากเราถ่ายทำเสร็จ เขาก็บอกว่า ‘คุณพูดถูกนะ’ เพราะทุกคนต่างก็มีความคิดเห็นของตัวเองว่าบอนด์จะอาศัยอยู่ในที่แบบไหนน่ะค่ะ”
   “ในตอนที่คุณนั่งลงจริงๆ เพื่อนึกว่ามันควรจะเป็นยังไง” เธอกล่าวเสริม “ทุกคนก็มีความคาดหวังที่แตกต่างกันออกไป เรารู้ว่ามันจะเป็นเรื่องยากแต่เดนนิสก็ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม และแดเนียลเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องมากๆ กับการออกแบบฉากนั้นเพราะมันบ่งบอกอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับตัวบอนด์เองและที่ที่เขาเรียกมันว่าบ้านน่ะค่ะ”

FB on October 17, 2015, 01:22:19 PM
โลเกชันและฉากสตันท์

   ทุกโลเกชันใน SPECTRE นำเสนอฉากและฉากสตันท์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เริ่มต้นตั้งแต่ฉากเทศกาลเดย์ ออฟ เดอะ เด๊ดในเม็กซิโก ซิตี้ ซึ่งใช้ตัวประกอบ 1,520 คน ที่แต่งตัวและแต่งหน้าโดยช่างแต่งหน้า 107 ชีวิต ซึ่งในจำนวนนั้น 98 คนเป็นคนท้องถิ่น ในแต่ละวันของการทำงาน การเตรียมตัวสำหรับฝูงชนใช้เวลาสามชั่วโมงครึ่ง
   ทีมผู้สร้างถ่ายทำในโลเกชันสามแห่งในเมืองนั้น ได้แก่โรงแกรมแกรน พลาซา โทลซาและโซคาโล ซึ่งเป็นจัตุรัสที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทีมงานสตันท์ได้สร้างการระเบิดครั้งใหญ่ที่เกี่ยวกับโรงแรมแห่งนั้นขึ้นในไพน์วู้ด สตูดิโอส์ในอังกฤษ แม้ว่าโซคาโลเองจะเป็นสถานที่ที่รองรับซีเควนซ์ใหญ่ ที่เกี่ยกับเฮลิคอปเตอร์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ที่มีนักบินผาดโผนเร้ด บุลล์ระดับโลก ชัค แอรอนเป็นผู้ขับ
   เฮลิคอปเตอร์เร้ด บุลล์ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับการบินดิ่งและการกลิ้งตัว เนื่องด้วยระดับความสูงในเม็กซิโก ซิตี้ แอรอนจึงถูกจำกัดในเรื่องท่าผาดโผนที่เขาสามารถแสดงได้ อย่างไรก็ดี เขาก็ยังคงพยายามท้าทายขีดจำกัด ด้วยการบินเหนือตัวประกอบเพียงแค่ 30 ฟุต โดยมีสตันท์แมนสองคนแสดงท่าต่อสู้ในขณะที่ห้อยตัวอยู่นอกเฮลิคอปเตอร์
   แกรี พาวเวล ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ กล่าวว่า “โลกของสตันท์เปลี่ยนแปลงไปมากและฉากแอ็กชันทั้งหมดของเราก็ให้ความสำคัญกับเรื่องราวมากๆ ซึ่งเป็นเรื่องเยี่ยมเพราะหนังหลายเรื่องลืมเรื่องราวไปและทำเพียงแค่ ‘ตูม โครม เปรี้ยง!’ น่ะครับ”
   เขาตั้งข้อสังเกตว่า ฉากเฮลิคอปเตอร์เม็กซิโกมีความสำคัญต่อเรื่องราว “เราไม่ได้ระเบิดสิ่งของเพียงเพราะมันดูดีนะครับ” เขากล่าว “สำหรับแอ็กชันทั้งหมดในหนังเจมส์ บอนด์ เราบอกเล่าเรื่องราวไปด้วยพร้อมๆ กันนั่นน่ะครับ”
   ฉากแอ็กชันจะถูกถ่ายทำจากกล้องจริงๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตามแบบฉบับของภาพยนตร์บอนด์ทุกเรื่อง “เราพยายามที่จะสร้างของจริงให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ครับ” ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ คริส คอร์บูลด์กล่าว “แล้วทีมวิชวล เอฟเฟ็กต์ก็จะเข้ามาทำให้สิ่งที่เราทำดูดียิ่งขึ้น ด้วยการปรับเปลี่ยนเสริมแต่งมันน่ะครับ”
   “แต่ทุกอย่างมีพื้นฐานจากความเป็นจริง ในเม็กซิโก ซิตี้ คุณจะได้เห็นคนหลายพันคนในโซคาโล ที่มีปฏิกิริยากับซีเควนซ์เฮลิคอปเตอร์ที่น่าทึ่ง ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าด้านบนน่ะครับ”
   มีแอ็กชันกลางอากาศมากกว่านี้เกิดขึ้นในออสเตรีย ที่ซึ่งทีมผู้สร้างได้ทำงานที่ทะเลสาบแอลเทาซี, โอเบอร์ทิลเลียแอ็คและโซลเดน ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านอาหารไอซ์-คิวและรถกระเช้าที่ปรากฏในซีเควนซ์ที่ตึงเครียดกับคิว
   คอร์บูลด์เล่าว่า ซีเควนซ์แอ็กชันหลักในออสเตรียต้องอาศัยเทคนิคที่ซับซ้อนมากๆ “เรามีเครื่องบินแขวนอยู่บนลวดสลิง ค่อยๆ ไต่ลงมาตามหุบเขา และเข้าใกล้ผู้ร้ายและลูกสมุนของเขา ที่อยู่ในรถเรนจ์ โรเวอร์น่ะครับ” เขาอธิบาย
   “แล้วปีกของเครื่องบินก็ชนเข้ากับต้นไม้ก่อนที่มันจะลงจอด มันแล่นลงจากหุบเขาด้วยการใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนตัวเอง แต่มันอยู่บนพื้น เราก็เลยสร้างเครื่องบินที่มีรถลุยหิมะอยู่ด้านใน เพื่อให้พวกมันสามารถขับขี่ได้จริงๆ ครับ”
   คอร์บูลด์และทีมงานของเขาได้ใช้เครื่องบินแปดลำ ที่ถูกติดตั้งกลไกต่างๆ แยกกัน เครื่องบินสองลำสามารถบินได้จริงๆ ในขณะที่อีกสองลำถูกติดตั้งลวดสลิงไว้ ส่วนเครื่องบินอีกสี่ลำถูกติดตั้งรถลุยหิมะที่ซ่อนอยู่ด้านใน เพื่อให้ทีมสตันท์สามารถใช้ขับเครื่องบินลงไปตามหุบเขาและรับประกันว่าจะสามารถควบคุมเครื่องได้ทุกอย่าง
   “มันเป็นเรื่องของการหาพาหนะที่เหมาะสมสำหรับภูมิประเทศที่เหมาะสม แล้วก็ซ่อนมันไว้ในพาหนะที่เกี่ยวข้องน่ะครับ” คอร์บูลด์กล่าว “ใน SPECTRE ในซีเควนซ์ของเรา เครื่องบินจะชนเข้ากับโรงนาและมันก็จะระเบิด ก่อนจะร่วงลงมาจากความสูง 20 ฟุตน่ะครับ”
   ระหว่างการถ่ายทำซีเควนซ์นี้ ทีมงาน  SPECTRE ได้เพิ่มกระท่อมอีกสิบหลังและโรงนาอีกหนึ่งหลังเข้าไปในบริเวณที่พวกเขาถ่ายทำ กระท่อมแปดหลังถูกพบในภูเขาท้องถิ่นใกล้ๆ และถูกนำมาสร้างใหม่ในกองถ่าย มีการใช้ไม้ฝาเก่าๆ รวมแล้ว 20 ไมล์เพื่อสร้างกระท่อมหลังที่เหลือและโรงนา ซึ่งเครื่องบินจะบินชน
   อย่างไรก็ดี ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ที่อื่น “ตอนแรก ในออสเตรีย มันไม่มีน้ำแข็งหรือหิมะครับ” คอร์บูลด์กล่าว”การเตรียมตัวของเราล่าช้าออกไปและเราก็ต้องเดินทางอีกหลายไมล์ไปยังโลเกชันต่างๆ เพื่อทดสอบกลไกเครื่องบินและรถลุยหิมะน่ะครับ”
   ในความเป็นจริงแล้ว สภาพอากาศในออสเตรียผิดปกติถึงขั้นที่ทีมผู้สร้างต้องสร้างหิมะ 400 ตันเพื่อปกคลุมด้านข้างของภูเขา ซึ่งปกติแล้วจะถูกห่มคลุมด้วยสีขาว “ออสเตรียนำเสนอซีเควนซ์อย่างเต็มที่”คอร์บูลด์ตั้งข้อสังเกต “แล้วเราก็ตรงไปโรมเลยครับ”
   ในกรุงโรม ทีมผู้สร้างได้ถ่ายทำนานสี่วันที่มูซีโอ เดลลา ซิวิลตา โรมานา ซึ่งใช้แทนสุสานที่ซึ่งบอนด์ได้เห็น ลูเซีย แม่ม่ายคนงามเป็นครั้งแรก หลังจากนั้น ยูนิทที่สองก็ได้ใช้เวลาอีก 18 คืนในช่วงสามสัปดาห์ ในการถ่ายทำซีเควนซ์ไล่ล่ากันทางรถยนต์ยามค่ำคืน ที่บอนด์อยู่ในรถแอสตัน มาร์ติน ดีบีเท็นของเขาและฮินซ์อยู่ในรถจากัวร์ ซีเอ็กซ์75 ขับไล่ล่ากันตามท้องถนนทั่วเมือง
   “เราพยายามจะทำสิ่งต่างๆ บนหน้าจอที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน” ผู้อำนวยการสร้างบาร์บารา บร็อคโคลีกล่าว “และผลก็คือในกรุงโรม เราได้ฉากไล่ล่ารถยนต์ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด มันเป็นสิ่งที่เรารู้สึกภูมิใจมากๆ และฉันก็คิดด้วยว่าชาวโรมจะรู้สึกภูมิใจมากๆ เช่นกัน”
   อย่างไรก็ดี การจัดการด้านโลจิสติกเป็นเรื่องยาก “ในกรุงโรม เราเห็นถนนหลายสายที่เราชอบและบางครั้ง ก็จะมีถนนสายที่เฉพาะเจาะจงกับฉากสตันท์นั้นๆ เพราะมันมีองค์ประกอบบางอย่างที่ทำให้น่ากระโดดน่ะครับ” แกรี พาวเวลกล่าว
   “หลายครั้งที่เมื่อเราขออนุญาต เราจะได้รับการตอบตกลง แต่บางครั้ง เราก็จะได้รับคำปฏิเสธ เราก็เลยต้องพยายามหาถนนสายอื่นดู มันเป็นกระบวนการต่อเนื่องของการหาโลเกชันที่เหมาะสมกับฉากสตันท์นั้นๆ เราก็เลยต้องออกสำรวจในกรุงโรมจนทะลุปรุโปร่งเลยครับ”
   ท้ายที่สุดแล้ว ทีมผู้สร้างก็สามารถปิดส่วนสำคัญของเมืองนี้ได้ ซึ่งรวมถึงบริเวณริมแม่น้ำทีเบอร์ ที่หันหน้าเข้าสู่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์และโคลิเซียม แม้ว่าผู้ชมจะได้เห็นรถแค่สองคันบนหน้าจอ แต่ยูนิทที่สองก็ใช้รถแอสตัน มาร์ตินทั้งหมดแปดคันและจากัวร์อีกเจ็ดคันเพื่อถ่ายทำฉากไล่ล่ากันครั้งนี้
   ในขณะเดียวกัน คอร์บูลด์ชี้ให้เห็นว่า ฉากไล่ล่ากันทางรถยนต์ในกรุงโรมจะผิดพลาดไม่ได้ “นักขับรถสตันท์ขับรถไปทั่วกรุงโรมด้วยความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมง ดังนั้น การแสดงของพวกเขาทุกอย่างจะต้องเพอร์เฟ็กต์” เขากล่าว
   “เราไม่อยากให้นักขับรถบาดเจ็บ และเราก็ไม่อยากให้พวกเขาทำให้อาคารต่างๆ ที่เก่าแก่หลายพันปีเกิดความเสียหาย ความเสี่ยงค่อนข้างสูงทีเดียวครับ เราใช้เวลาทำการทดสอบรถอยู่นาน เพื่อทำให้แน่ใจว่าพวกมันจะรองรับกับการใช้งานหนักอย่างที่พวกเขาทำได้”
   สำหรับทีมผู้สร้าง โลเกชันที่สาหัสที่สุดคือโมร็อกโก ที่นี่ ทีมงาน SPECTRE หลักได้ถ่ายทำในแทงเจียร์และเออร์ฟาวด์ ในขณะที่ยูนิทที่สองก็ถ่ายทำในเมืองอุจดา ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ แม้ว่าเมืองต่างๆ จะเป็นสถานที่ทำงานที่น่ารื่นรมย์ แต่ทะเลทรายซาฮารานอกเมืองเออร์ฟาวด์กลับเป็นเรื่องที่ท้าทายกว่านั้นมาก
   เมื่ออยู่กลางทะเลทราย ทีมผู้สร้างต้องทำให้แน่ใจว่าทุกคนภายในรัศมี 20 ไมล์รู้ว่าจะมีเสียงระเบิดดังเกิดขึ้น ด้วยการที่แผนกโลเกชันจะขับรถออกไปพูดคุยกับชาวบ้านและเผ่าเร่ร่อน กลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนในท้องถิ่นได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้นำทางและผู้ดูแลความปลอดภัยระหว่างการเตรียมงานสร้างและการถ่ายทำด้วย
   ในการทำให้เรื่องท้าทายยิ่งขึ้นไปอีก พายุทรายลูกใหญ่ได้พัดกระหน่ำในวันแรกของการถ่ายทำในเออร์ฟาวด์ ทำให้ต้องมีการพักกองตลอดทั้งบ่ายวันนั้น เพราะไม่มีใครมองเห็นอะไรได้เลย ทีมงานต้องหลบอยู่ในพาหนะของตัวเองในตอนที่ลมพัดด้วยความเร็วถึง 50 ไมล์ต่อชั่วโมง อุณหภูมิในเออร์ฟาวด์เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 113 องศาฟาเรนไฮต์และสูงขึ้นไปอีก 50 องศาในวันที่ร้อนที่สุด
   ที่นี่ ทีมสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ได้ดูแลสิ่งที่อาจจะเป็นการระเบิดในภาพยนตร์ครั้งที่ใหญ่ที่สุด ทีมงานได้ใช้น้ำมันก๊าดกว่า 2,100 แกลลอนเพื่อเป็นเชื้อเพลิงการระเบิดครั้งใหญ่นี้ “มันเป็นฉากระเบิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของผมครับ” คอร์บูลด์กล่าว “มันเป็นฉากที่ยุ่งยากในการวางแผนและการสร้าง แต่มันก็ยิ่งกว่าคุ้มซะอีกครับ”
   ในอังกฤษ ทีมผู้สร้างได้เผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างออกไป เมื่อพวกเขาต้องประสานงานในการทำงานฉากต่างๆ ในลอนดอน โลเกชันภายนอกหลักๆ รวมถึงศาลากลาง ที่พำนักของนายกเทศมนตรีและลอนดอน แอสเซมบลี้ ซึ่งใช้แทนศูนย์รักษาความมั่นคง รวมถึงสะพานต่างๆ ที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำเธมส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สะพานเวสต์มินสเตอร์มีบทบาทสำคัญในฉากไคลแม็กซ์ และส่วนหนึ่งของสะพานแห่งนี้ก็ถูกสร้างขึ้นที่ไพน์วู้ด
   เอ็มมา พิล ผู้จัดการฝ่ายโลเกชัน อธิบายว่า “เรามีซีเควนซ์แม่น้ำที่เกิดขึ้นในเวลากลางคืน และเกี่ยวข้องกับการไล่ล่ากันระหว่างเรือความเร็วสูงและเฮลิคอปเตอร์ที่บินต่ำ ซึ่งทำให้เกิดความท้าทายด้านการจัดการหลายเรื่องค่ะ”
   สำหรับการถ่ายทำหกคืนในแต่ละคืน ทีมผู้สร้างต้องอาศัยการสนับสนุนจากกรมเจ้าท่าของลอนดอน “ตารางการถ่ายทำซับซ้อนมากๆ ค่ะ” พิลกล่าว “เนื่องด้วยเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในลอนดอนตอนนั้น รวมถึงการเลือกตั้งทั่วไป การเปิดสภา และพิธีสวนสนามในช่วงสุดสัปดาห์สามสัปดาห์อีกด้วย”
   ในการถ่ายทำฉากเฮลิคอปเตอร์ที่บินต่ำ ทีมผู้สร้างต้องส่งจดหมาย 11,000 ฉบับไปให้กับชาวบ้านและธุรกิจต่างๆ ที่อยู่ภายในรัศมีการบินของมัน “แต่ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ที่การให้แสงกับแม่น้ำในตอนกลางคืนค่ะ” พิลกล่าว “มันต้องอาศัยการเตรียมงานหลายสัปดาห์ เราต้องให้แสงกับแต่ละมุมโค้งของสะพานว็อกซ์ฮอล สะพานแลมเบธและสะพานเวสต์มินสเตอร์ ที่รวมแล้วมีทั้งหมด 17 ที่”
   “หลังจากนั้น ไฟพวกนั้นก็จะต้องอยู่ในตำแหน่งนานห้าสัปดาห์ แล้วเราก็ให้แสงแม่น้ำจากหลังคา 10 แห่งที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเธมส์ จากสะพานว็อกซ์ฮอลไปถึงสะพานฮังเกอร์ฟอร์ด และเราก็ต้องร่วมมือกับพระราชวังแลมเบธ เทท บริเทนและรอยัล ปาร์คส์ เพื่อขออนุญาต นอกจากนี้ เรายังทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับสภาสามัญชน หอประชุมเคาน์ตี้ ฮอลและลอนดอน อาย เพื่อปิด/เปิดไฟ หรือเปลี่ยนสีไฟของพวกเขาสำหรับการถ่ายทำตอนกลางคืนแต่ละครั้งด้วยค่ะ”
   การถ่ายทำในแต่ละคืนต้องอาศัยทีมโลเกชันเกือบ 200 ชีวิตที่รวมถึงนายทหารระดับสูง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จราจรและเจ้าหน้าที่ตำรวจ “เราต้องอาศัยวิทยุสื่อสารและการประสานงานอย่างมากในแต่ละคืน” พิลหัวเราะ “แต่มันก็เป็นไปได้สวยมากๆ ในแต่ละครั้งค่ะ”

FB on October 17, 2015, 01:23:02 PM
พาหนะคันล่าสุดของ “บอนด์”

   Spectre ภาพยนตร์บอนด์เรื่องที่ 24 เป็นจุดสำคัญในความสัมพันธ์ 50 ปีระหว่างแฟรนไชส์นี้กับแอสตัน มาร์ติน ผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งได้สร้างรถขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่รถดีบีไฟว์ ซึ่งเปิดตัวในภาพยนตร์ปี 1964 เรื่อง Goldfinger รถดีบีเอสจาก On Her Majesty’s Secret Service ในปี 1969 และรถวีเอธ โวลันเต้จาก The Living Daylights ในปี 1987 ทุกคันล้วนแล้วแต่เป็นรถที่สาธารณชนสามารถซื้อได้แต่ดีบีเท็นคันใหม่นี้กลับไม่ใช่
   ดีบีเท็นเป็นรถคอนเซ็ปต์ มันมีโครงรถที่ได้เค้าโครงจากรถวีเอธ แวนเทจ แม้จะมีฐานล้อที่ยาวกว่า และใช้เครื่องยนต์วีเอธ 4.7 ลิตรก็ตาม มันมีความเร็วสูงสุด 190 ไมล์ต่อชั่วโมงโดยประมาณ และสามารถเร่งเครื่องจากความเร็ว 0 ไปถึง 60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียงแค่ 4.7 วินาทีเท่านั้น ตัวรถที่เพรียวลมมีจมูกที่ได้แรงบันดาลใจจากฉลาม ที่ตัวกระจังหน้าจะซ่อนอยู่ภายใต้เส้นสายหลัก การตีความกระจังหน้าที่คลาสสิกของแอสตันในแบบใหม่บ่งบอกถึงความเงียบของรถคันนี้
   ส่วนต่างๆ ของตัวรถทำจากคาร์บอน ไฟเบอร์ ซึ่งเปิดออกสู่หน้าต่างและท่อไอเสีย มันมีกระโปรงหน้าแบบเปลือกหอยกาบ ที่มีการเจาะรูระบายความร้อน เพื่อทำให้แน่ใจว่าไม่ต้องอาศัยช่องระบายอากาศรอบด้าน ในการอ้างอิงถึงรถดีบีไฟว์ ทีมนักออกแบบได้ทำงานอย่างอุตสาหะเพื่อทำให้แน่ใจว่า เมื่อเห็นเต็มตัว รถดีบีเท็นจะมีเส้นสายที่พลิ้วไหวเป็นหนึ่งเดียวจากด้านหน้าไปสุดด้านหลัง
   ดีบีเท็นเป็นรถแอสตันรุ่นที่หกที่ปรากฏในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ และมีการสร้างรถคอนเซ็ปต์รุ่นนี้ออกมาเพียงสิบคันเท่านั้น แปดคันถูกใช้ถ่ายทำฉากสำคัญใน Spectre ในขณะที่อีกสองคันถูกสร้างเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ โดยที่หนึ่งคันนั้นจะถูกประมูลเพื่อการกุศลในปีหน้า
   ในตอนออกแบบรถคันนี้ แอสตัน มาร์ตินได้เชิญแซม เมนเดส ผู้กำกับ Skyfall และ Spectre เพื่อรับฟังความคิดเห็นของเขา “ผมรู้สึกว่ามีส่วนเกี่ยวข้องมากๆ ครับ” ผู้กำกับรางวัลออสการ์กล่าว “ผมไม่รู้ว่ามันเป็นความยอดเยี่ยมของแอสตันในการทำให้ผมรู้สึกแบบนั้นหรือผมเกี่ยวข้องด้วยจริงๆ ก็ไม่รู้ แต่ผมก็เข้าไปและได้เห็นโมเดลเริ่มแรก ซึ่งทำให้ผมห่วงเรื่องการกำจัดรายละเอียดที่ไม่จำเป็นทิ้งไปน่ะครับ”
   “ผมอยากได้รถที่มีเส้นสายสะอาด ชัดเจน” เขากล่าวเสริม “รถที่คลาสสิก ซึ่งไม่สามารถบ่งบอกปีผลิตได้ รถคันนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนเกิดขึ้นมาซักปีระหว่างต้น 70s กับตอนนี้น่ะครับ”
   รถคันนี้ปรากฏอยู่ในฉากไล่ล่ากันยามราตรีตามท้องถนนในกรุงโรมที่งดงาม เมื่อฮินซ์ (ที่รับบทโดยเดฟ เบาติสต้า) ได้ขับรถจากัวร์ซีเอ็กซ์75 ซึ่งเป็นรถคอนเซ็ปต์ไฮเทคอีกคันหนึ่ง จากัวร์เองก็มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับภาพยนตร์บอนด์และซีเอ็กซ์ 75 ก็เป็นคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อกับดีบีเท็น
   “คุณลักษณะของซีเอ็กซ์75 เป็นตัวแทนของสุดยอดความชำนาญด้านวิศวกรรมและการออกแบบของจากัวร์ครับ” ผู้อำนวยการด้านแบรนด์ทั่วโลกของจากัวร์ เอเดรียน ฮอลมาร์คกล่าว ตามความเป็นจริง ซีเอ็กซ์75 มีกำลังสูงถึง 850 แรงม้า เนื่องด้วยเครื่องยนต์สี่สูบเทอร์โบชาร์จและซูเปอร์ชาร์จ 1.6 ลิตร ที่ได้แรงบันดาลใจจากฟอร์มูลาวัน
   ด้วยระบบเกียร์ที่มีความเร็วเจ็ดระดับ รถคันนี้สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาไม่ถึงหกวินาที รถต้นแบบซีเอ็กซ์75 คันแรกสามารถทำความเร็วได้เกิน 200 ไมล์ต่อชั่วโมงในการทดสอบ และตามทฤษฎีแล้ว รถคันนี้ก็สามารถทำความเร็วได้ถึง 220 ไมล์ต่อชั่วโมง แกรี พาวเวล ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ของเรื่อง รู้สึกทึ่งกับพลังของมัน “รถจากัวร์คันนี้แรงมากจนเราต้องลดระดับเครื่องยนต์มันลงเพื่อที่การตอบสนองคันเร่งจะได้ไม่ไวนักน่ะครับ” เขากล่าว มีการใช้รถจากัวร์เจ็ดคันเพื่อถ่ายทำซีเควนซ์การไล่ล่ากันในกรุงโรม
   ปรากฏว่ารถจากัวร์ซีเอ็กซ์75 ไม่ใช่รถคันเดียวที่ฮินซ์ขับ วายร้ายกล้ามใหญ่ผู้นี้ยังได้ปีนเข้าไปในรถเรนจ์ โรเวอร์ในฉากที่เกิดขึ้นในเทือกเขาแอลป์ด้วย มีการใช้รถเรนจ์ โรเวอร์หลายคันในฉากนี้และแต่ละคันก็จะต้องถูกดัดแปลงเพื่อทำให้แน่ใจว่ามันปลอดภัยสำหรับงานสตันท์ที่จะเกิดขึ้นตามมา
   ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ คริส คอร์บูลด์ อธิบายว่า “เราต้องใส่โรลบาร์เข้าไปในรถทุกคันในตอนที่เราอยู่ในออสเตรีย แล้วเราก็ต้องส่งมันกลับไปให้กับแลนด์ โรเวอร์ เพื่อตกแต่งภายใน เพื่อซ่อนโรลบาร์ให้พ้นจากสายตาครับ”
   รถโฟร์วีลสีดำคันนี้ปรากฏท่ามกลางหิมะระหว่างซีเควนซ์สตันท์กับเครื่องบินบริทเทน-นอร์แมน บีเอ็นทู ไอแลนเดอร์ ซึ่งเป็นเครื่องบินใช้งานทั่วไปน้ำหนักเบาที่บอนด์ใช้ไล่ล่าฮินซ์ระหว่างซีเควนซ์แอ็กชันสำคัญ แม้ว่าจะถูกออกแบบในยุค 60s แต่เครื่องบินบีเอ็นทู ไอแลนเดอร์หลายร้อยลำก็ยังคงถูกใช้งานในเชิงพาณิชย์ และกองทัพและกรมตำรวจอังกฤษในอังกฤษก็ยังคงใช้เครื่องบินรุ่นนี้จนถึงปัจจุบัน
   สรุปแล้วมีการใช้เครื่องบินแปดลำสำหรับกลไกสตันท์ต่างๆ มีสองลำที่ใช้งานได้เต็มรูปแบบ โดยพวกมันมีเครื่องจักรที่เช่ามาและถูกทาด้วยสีดำที่ล้างออกได้ มีการสร้างโครงเครื่องบินอีกสองลำเพื่อใช้สำหรับงานลวดสลิง ที่จะนำเครื่องบินร่อนลงบนรถโฟร์วีล และนำมันชนเข้ากับโรงนาที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษ เครื่องบินอีกสี่ลำถูกสร้างเพียงแค่ตัวโครง แล้วใส่รถลุยหิมะเข้าไปด้านใน
   “หมายความว่าเมื่อเครื่องบินชนในหนังเรื่องนี้ ทีมสตันท์ของเราจะสามารถขับเครื่องบินลงไปตามเขาได้ด้วยรถลุยหิมะครับ” คริส คอร์บูลด์กล่าว “มันดูเหมือนว่าควบคุมไม่ได้ก็จริง แต่จริงๆ แล้ว เรากำลังบังคับเครื่องบินลำนั้น ซึ่งสูญเสียปีกไป จากภายในโครงเครื่องบินครับ”
   พาหนะอื่นๆ ที่โดดเด่นใน Spectre รวมถึงเฮลิคอปเตอร์สามลำ เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปน้ำหนักเบา แม็คดอนเนล ดักกลาส เอ็มดี500อีปรากฏในโมร็อกโกในขณะที่เฮลิคอปเตอร์น้ำหนักเบาสองเครื่องยนต์ อากัสตาเวสต์แลนด์ เอดับบลิว109 จะเป็นส่วนสำคัญในฉากไคลแม็กซ์บนสะพานเวสต์มินสเตอร์ในกรุงลอนดอน
   อย่างไรก็ดี เฮลิคอปเตอร์ที่โดดเด่นที่สุดอาจจะเป็นเมสเซอร์ชมิทท์-โบลโคว์-บลอห์ม โบ 105 เฮลิคอปเตอร์น้ำหนักเบาสองเครื่องยนต์อีกลำหนึ่ง ซึ่งปรากฏในซีเควนซ์ลุ้นระทึกที่เกิดขึ้นภายในเม็กซิโก ซิตี้ เฮลิคอปเตอร์โบ 105 ขับโดยชัค แอรอน นักขับเฮลิคอปเตอร์กายกรรมของเร้ด บุลล์ ผู้ซึ่งเฮลิคอปเตอร์ของเขาถูกสร้างขึ้นสำหรับการกลิ้งและการดิ่งอิสระเป็นพิเศษ
   เนื่องด้วยระดับความสูงในเม็กซิโก ซิตี้ แอรอนจึงต้องจำกัดท่าผาดโผนของเขา แม้ว่าในฉากที่น่าตื่นเต้นเหนือโซคาโล จัตุรัสหลักของเมือง เขาจะบินเหนือตัวประกอบเพียงแค่ 30 ฟุต ระหว่างที่สตันท์แมนสองคนห้อยตัวอยู่นอกเฮลิคอปเตอร์เพื่อต่อสู้กัน
   “ซีเควนซ์เม็กซิโก ซิตี้จบลงด้วยการต่อสู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจภายในเฮลิคอปเตอร์ที่ควบคุมไม่ได้ครับ” เมนเดสกล่าว “คนขับเฮลิคอปเตอร์ลำนั้นคือชัค แอรอน นักขับสตันท์ที่เหลือเชื่อ ผู้ทำในสิ่งที่น่าทึ่ง มันเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นตาตื่นใจและไม่เหมือนกับสิ่งที่เราเคยเห็นมาก่อนในหนังเจมส์ บอนด์เลยครับ”

FB on October 17, 2015, 01:25:12 PM
ประวัติทีมนักแสดง

   แดเนียล เคร็ก (เจมส์ บอนด์)
แดเนียล เคร็ก ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงที่เก่งกาจที่สุดในรุ่นของเขา ทั้งบนเวทีละคร จอแก้วและจอเงิน เขาได้รับบทเจมส์ บอนด์ครั้งล่าสุดในภาพยนตร์ที่ทำรายได้ถล่มทลายในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง Skyfall นอกจากนี้ เขายังได้รับบทบอนด์ในภาพยนตร์เรื่อง Casino Royale และ Quantum Of Solace อีกด้วย ในปี 2011 เขาได้แสดงใน The Girl with the Dragon Tattoo ที่กำกับโดยเดวิด ฟินเชอร์ ในบทพระเอกของเรื่อง มิคาเอล บลอมค์วิสต์ ประกบรูนีย์ มารา
ผลงานภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ของเขารวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Enduring Love, The Mother, Love Is The Devil, Road to Perdition, Layer Cake, Infamous และภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์โดยสตีเฟน สปีลเบิร์กเรื่อง Munich
นอกจากนี้ เขายังเป็นนักแสดงละครเวทีที่ประสบความสำเร็จด้วย ในปี 2013 เขาได้แสดงในละครบรอดเวย์ชื่อดังเรื่อง “Betrayal” ประกบเรฟ สปอลและราเชล ไวซ์ ละครเวทีเรื่องนี้ ที่กำกับโดยไมค์ นิโคลส์ เปิดการแสดงนาน 14 สัปดาห์และทำรายได้สูงถึง 17.5 ล้านเหรียญ
ในปี 2009 เคร็กได้แสดงละครบรอดเวย์เรื่อง “A Steady Rain” นานสิบสองสัปดาห์ ประกบฮิวจ์ แจ็คแมน ผลงานละครเวทีเรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึงบทนำในละครเวทีเรื่อง “Hurlyburly” ร่วมกับปีเตอร์ ฮอล คัมปะนี ที่โอลด์ วิค, “Angels in America” ที่เนชันแนล เธียเตอร์และ “A Number” ที่รอยัล คอร์ท ประกบไมเคิล แกมบอน

คริสตอฟ วอลซ์ (โอเบอร์เฮาเซอร์)
คริสตอฟ วอลซ์ ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดครั้งที่สองจากการแสดงในภาพยนตร์โดยเควนติน ทารันติโนเรื่อง  Django Unchained บทดร.คิง ชูลซ์ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำและเวทีบาฟต้าปี 2013 ด้วยเช่นกัน ในปี 2009 เขาได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ด, แซ็ก อวอร์ด, บาฟต้า, ลูกโลกทองคำและรางวัลจากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จากบทผู้พันนาซีฮันส์ แลนดาในภาพยนตร์โดยเควนติน ทารันติโนเรื่อง Inglourious Basterds ในวันที่ 1 ธันวาคม ปี 2014 วอลซ์ได้ประดับดวงดาวของเขาบนฮอลลีวูด วอล์ค ออฟ เฟม
เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้รับบทวอลเตอร์ คีน ประกบเอมี อดัมส์ในบทมาร์กาเร็ต คีนในภาพยนตร์ชีวประวัติโดยทิม เบอร์ตันเรื่อง Big Eyes ดรามาเรื่องนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นในยุค 60s เล่าเกี่ยวกับความสำเร็จของจิตรกรหญิงมาร์กาเร็ต คีน และความยุ่งยากทางกฎหมายที่เธอต้องเผชิญกับสามีของเธอ (วอลเตอร์ คีน ที่รับบทโดยวอลซ์) ผู้อ้างเครดิตสำหรับผลงานของเธอ
วอลซ์ได้แสดงประกบเจสัน เบทแมน, ชาร์ลีย์ เดย์, เจสัน ซูเดคิส, เจนนิเฟอร์ อนิสตันและคริส ไพน์ในภาพยนตร์โดยฌอน แอนเดอร์สเรื่อง Horrible Bosses 2 ซึ่งจัดจำหน่ายโดยวอร์เนอร์ บรอส. พิคเจอร์ส ในวันที่ 26 พฤศจิกายน ปี 2014 นอกจากนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ เขายังเพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำภาพยนตร์โดยจัสติน แชดวิคเรื่อง Tulip Fever และภาพยนตร์โดยเดวิด เยทส์เรื่อง Tarzan ในบทกัปตันรอม ประกบซามวล แอล. แจ็คสันและอเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ดอีกด้วย
ในปี 2013 เขาได้แสดงในภาพยนตร์โดยเทอร์รี กิลเลียมเรื่อง The Zero Theorem ประกบแมทท์ เดมอนและทิลดา สวินตัน และได้พากย์เสียงภาพยนตร์อนิเมชันโดยฟ็อกซ์เรื่อง Epic
ในปี 2011 เขาได้แสดงใน Carnage ที่ดัดแปลงจากละครเวทีรางวัลโทนีของยัสมินา เรซาเรื่อง “God of Carnage” โรแมน โปแลนสกี้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยมีวอลซ์แสดงประกบเคท วินสเล็ต, โจดี้ ฟอสเตอร์และจอห์น ซี. ไรลีย์ ในปีเดียวกัน เขายังได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง  The Three Musketeers ให้กับผู้กำกับพอล ดับบลิว.เอส. แอนเดอร์สันและซัมมิท เอนเตอร์เทนเมนต์อีกด้วย วอลซ์รับบทพระคาร์ดินัล ริเชลู ประกบนักแสดงชั้นนำจากหลากหลายชาติ ซึ่งได้แก่มิลลา โยโววิช, ออร์ลันโด บลูม, แมทธิว แม็คเฟเยน, แมดส์ มิคเคลสันและจูโน เทมเปิล
ในเดือนเมษายน ปี 2011 วอลซ์ได้ร่วมแสดงใน Water for Elephants ภาพยนตร์ที่ริชาร์ด ลากราวานิส ดัดแปลงจากนิยายโดยซารา กรูเอน ในเรื่องนี้ วอลซ์จะรับบทครูฝึกสัตว์ประกบรีส วิทเธอร์สปูนและโรเบิร์ต แพททินสัน ก่อนหน้านั้น วอลซ์รับบทผู้ร้าย ชัดนอฟสกี้ ในภาพยนตร์โดยมิเชล กอนดรี้เรื่อง The Green Hornet ประกบเซธ โรแกนและคาเมรอน ดิแอซ
นอกจอ วอลซ์ได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งในปี 2013 ไปกับการกำกับโอเปราเรื่องแรก “Der Rosenkavarlier” โดยริชาร์ด สเตราส์ ผลงานของเขาเปิดตัวในเดือนธันวาคม ปี 2013 ที่วลามส์ โอเปราในแอนท์เวิร์ป โดยมีดิมิทรี จูโรว์สกี้และฟิลิปป์ พอยท์เนอร์ เป็นผู้อำนวยการดนตรี โอเปราตลกขบขันเรื่องนี้เล่าถึงความรักที่สิ้นหวังของคู่รักสองคู่ในกรุงเวียนนาศตวรรษที่ 18
วอลซ์มีผลงานในแวดวงจอแก้ว จอเงินและละครของยุโรปมานานกว่าสามทศวรรษ ผลงานภาพยนตร์ของเขาได้แก่ Gun Shy, LAPISLAZULI ที่เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน,  Lapislazuli, Dorian, She, Falling Rocks, Ordinary Decent Criminal, Our God’s Brother, The Beast, Berlin Blues และ Angst ด้านจอแก้ว เขาได้แสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลอดอล์ฟ กริมม์เรื่อง “Der Tanz mit dem Teufel - Die Entführung des Richard Oetker” และ “Dienstreise – Was fur eine Nacht Dienstreise” ผลงานเรื่อง “Du Bist Nicht Allein – Die Roy Black Story” ทำให้วอลซ์ได้รับรางวัลบาวาเรียนและรางวัลเยอรมัน ทีวี อวอร์ด รวมไปถึงรางวัลสิงโตทองคำอาร์ทีแอลอีกด้วย

เลอา แซดู (แมดเดอลิน สวอนน์)
หลังจากฝึกฝนด้านการแสดงที่อองฟองต์ เทอร์ริเบล เลอา แซดูก็ได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ปี 2007 เรื่อง The Last Mistress หลังจากนั้น ในปี 2008 เธอก็ได้แสดงประกบกิโยม เดอปาร์ดิวในภาพยนตร์เรื่อง On War โดยเบอร์แทรนด์ โบเนลโล หลังจากนั้น เธอก็ได้แสดงประกบหลุยส์ การ์เรลในภาพยนตร์เรื่อง La Belle Personne ที่กำกับโดยคริสตอฟ โฮโนเร โดยบทนี้ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลซีซาร์ อวอร์ด
ในปี 2009 เธอได้แสดงประกบแบรด พิตต์ในภาพยนตร์โดยเควนติน ทารันติโนเรื่อง Inglourious Basterds และในปีถัดมา เธอก็ได้แสดงประกบรัสเซล โครว์ในภาพยนตร์เรื่อง Robin Hood
ในปี 2010 เธอได้แสดงในภาพยนตร์อีกสามเรื่อง ได้แก่ Belle Épine ซึ่งได้รับเลือกให้เข้าฉายในสัปดาห์นักวิจารณ์ที่เมืองคานส์, Roses à credit และ The Mysteries of Lisbon หลังจากนั้น เธอก็ได้รับเลือกให้แสดงในภาพยนตร์โดยวู้ดดี้ อัลเลนเรื่อง Midnight in Paris ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2011 และได้แสดงประกบทอม ครูซในภาพยนตร์เรื่อง Mission Impossible: Ghost Protocol
ในปี 2012 เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลซีซาร์ อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Farewell, My Queen นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์ปี 2012 เรื่อง Sister ซึ่งได้รับรางวัลหมีเงินในเบอร์ลินอีกด้วย ในปีถัดมา เธอได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง Grand Central และ Blue Is The Warmest Color โดยภาพยนตร์เรื่องหลังนี้ได้รับรางวัลปาล์มทองคำจากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และด้วยการตัดสินของคณะกรรมการอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รางวัลนี้ยังได้ครอบคลุมถึงนักแสดงหญิงและผู้กำกับของเรื่องด้วย
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึงภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของคริสตอฟ แกนส์เรื่อง The Beauty and the Beast  และภาพยนตร์โดยเวส แอนเดอร์สันเรื่อง The Grand Budapest Hotel ในปี 2014 เธอได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง Saint Laurent  และเมื่อเร็วๆ นี้ เธอก็เพิ่งถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Lobster และ Le journal d'une femme de chamber นอกจากนี้ เธอยังเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับน้ำหอมยี่ห้อปราด้า แคนดี้อีกด้วย

เบน วิชอว์ (คิว)
หลังจากสำเร็จการศึกษาจากรอยัล อคาเดมี ออฟ ดรามาติค อาร์ต วิชอว์ก็ได้แสดงประกบแดเนียล เคร็กในภาพยนตร์เรื่อง Enduring Love และ Layer Cake ในปี 2003 เขาได้แสดงในคอเมดีดรามายอดนิยมเรื่อง “The Booze Cruise” สำหรับไอทีวี
เขาได้เปิดตัวบนเวทีเวสต์เอนด์ที่โรงละครเนชันแนล เธียเตอร์ในละครที่ดัดแปลงจาก “His Dark Materials” โดยฟิลิป พุลแมน และได้รับบทแฮมเล็ตในเวอร์ชันเยาวชนของเทรเวอร์ นันน์ที่โอลด์ วิค ซึ่งทำให้เขาได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโอลิเวียร์ (2005)
เขาได้แสดงใน Brideshead Revisited ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเมื่อเข้าฉายในเดือนกันยายน ปี 2008 โดยเขารับบทเซบาสเตียน ไฟลท์ ขุนนางหนุ่มผู้จมทุกข์ โปรเจ็กต์นี้กำกับโดยจูเลียน จาร์โรลด์และอำนวยการสร้างโดยโรเบิร์ต เบิร์นสไตน์ ในปี 2008 วิชอว์ได้แสดงในดรามาบีบีซียอดนิยมเรื่อง “Criminal Justice” ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวที 2009 รอยัล เทเลวิชัน โซไซตี้ อวอร์ด, รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีอินเตอร์เนชันแนล เอ็มมี อวอร์ด 2009 และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวที 2009 บาฟต้า เทเลวิชัน อวอร์ด ในปี 2008 เขายังได้แสดงบทนำใน “The Idiot” ที่โรงละครเนชันแนล เธียเตอร์อีกด้วย
ในปี 2009 เขาได้รับบท กวีจอห์น คีทส์ใน Bright Star ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างคีทส์กับแฟนนี บรอว์น ที่รับบทโดยแอ็บบี้ คอร์นิช หลังจากนั้น เขาก็รับบทนำในละครโดยไมค์ บาร์เล็ตต์เรื่อง “Cock” ที่รอยัล คอร์ท เธียเตอร์ โดยละครเรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่ตีแผ่เพศสภาพของผู้ชายคนหนึ่ง และรับบทเอเรียลประกบเฮเลน เมอร์เรนและรัสเซล แบรนด์ในละครเรื่อง “The Tempest” อีกด้วย
หลังจากนั้น เขาได้แสดงในซีรีส์บีบีซีเรื่อง “The Hour” ในบทเฟร็ดดี้ ลีออน ประกบโดมินิค เวสต์และโรโมลา กาไร ตามด้วยการรับบทนำประกบเจมส์ เพียวฟอยและแพทริค สจวร์ตในซีรีส์บีบีซีที่ดัดแปลงจากละครเชคสเปียร์เรื่อง “Richard II” ซึ่งแพร่ภาพในปี 2012 และทำให้เขาได้รับรางวัลทีวี บาฟต้า เขาแทนที่จอห์น คลีส ในบท คิว ในภาพยนตร์เรื่อง Skyfall และกลับมารับบทเดิมอีกครั้งใน SPECTRE
ในปี 2013 เขาได้แสดงใน Cloud Atlas ร่วมกับนักแสดงชั้นนำที่รวมถึงทอม แฮงค์, จิม สเตอร์เกสและฮัลลี เบอร์รี นอกจากนี้ เขายังได้แสดงประกบจูดี้ เดนช์ในละครเวทีเรื่อง “Peter And Alice” ซึ่งได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมล้นหลาม
ในปี 2014 เขาได้รับบท เบบี้ ตัวละครที่มืดหม่นและน่าสังเวชในละครเวทีโดยเจซ บัตเตอร์เวิร์ธเรื่อง “Mojo” ในเวสต์เอนด์และได้นำแสดงในภาพยนตร์อินดีน่าสะเทือนใจเรื่อง Lilting
ในปีนี้ เขาได้แสดงประกบโคลิน ฟาร์เรลและราเชล ไวซ์ในภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์เรื่อง The Lobster ที่เข้าฉายสายประกวดในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์และ In The Heart Of The Sea ที่เกี่ยวกับการจู่โจมของปลาวาฬ ที่เป็นแรงบันดาลใจสำหรับนิยายเรื่อง Moby Dick ของเฮอร์แมน เมลวิลล์ นอกจากนี้ เขายังได้แสดงประกบแคร์รีย์ มุลลิแกน, เมอริล สตรีพและเฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ในภาพยนตร์ที่เป็นที่รอคอยเรื่อง Suffragette และได้แสดงใน The Danish Girl อีกด้วย ด้านจอแก้ว เขาได้รับบทนำในทริลเลอร์บีบีซีเรื่อง “London Spy” ในปีนี้ เขายังจะได้แสดงละครเวทีเรื่อง “Bakkhai”  ที่อัลเมดาด้วย

นาโอมิ แฮร์ริส (มันนีเพนนี)
นาโอมิ แฮร์ริส เป็นนักแสดงชื่อดัง ที่ทำงานทั้งในภาพยนตร์ โทรทัศน์และละครเวที ใน SPECTRE เธอกลับมารับบทมันนีเพนนีอีกครั้งหนึ่ง เธอรับบทนี้ครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง Skyfall ประกบแดเนียล เคร็ก, ฮาเวียร์ บาร์เดม, จูดี้ เดนช์และราล์ฟ ไฟน์
ในฤดูร้อนปีที่ผ่านมา เธอได้ร่วมแสดงกับเจค จิลเลนฮัล, ราเชล แม็คอดัมส์และฟอเรสต์ วิทเทคเกอร์ในภาพยนตร์โดยอังตวน ฟูกัวเรื่อง Southpaw เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์โดยผู้กำกับซูซานนา ไวท์เรื่อง Our Kind Of Traitor ประกบยวน แม็คเกรเกอร์และเดเมียน ลูอิสและ Jungle Book: Origins สำหรับผู้กำกับแอนดี้ เซอร์คิส ร่วมกับเบเนดิคท์ คัมเบอร์แบทช์, คริสเตียน เบลและเคท บลังเช็ตต์ ปัจจุบัน เธออยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Moonlight ที่กำกับโดยแบร์รี เจนกินส์ และได้ตกลงแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Clearance สำหรับผู้กำกับอากู ลูฮิมีส์ และ Rachel DuPree สำหรับผู้กำกับแคลร์ แม็คคาร์ธีย์
ในปี 2013 แฮร์ริสได้แสดงในภาพยนตร์ชีวประวัติเกี่ยวกับเนลสัน แมนเดลาเรื่อง Mandela: Long Walk To Freedom ประกบไอดริส เอลบา การแสดงในบทวินนี ภรรยาคนที่สองผู้อื้อฉาวของแมนเดลา ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ลอนดอนและรางวัลเอ็นเอเอซีพี อิเมจ อวอร์ด
นักแสดงหญิงชาวลอนดอนผู้นี้ได้แจ้งเกิดจากการแสดงในปี 2002 ของเธอในภาพยนตร์โดยแดนนี บอยล์เรื่อง 28 Days Later และเธอก็ได้รับความสนใจจากทั่วโลกและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟต้า ออเรนจ์ ไรซิง สตาร์จากการแสดงในบท เทีย ดัลมา แม่มดวูดูในภาพยนตร์เรื่อง Pirates Of The Caribbean: Dead Man's Chest และ Pirates Of The Caribbean: At World's End ผลงานภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึงภาพยนตร์โดยไมเคิล แมนน์เรื่อง Miami Vice, ภาพยนตร์โดยไมเคิล วินเทอร์บอททอมเรื่อง Tristram Shandy: A Cock & Bull Story, Street Kings ประกบคีอานู รีฟส์และฟอเรสต์ วิทเทคเกอร์, Sex & Drugs & Rock & Roll ประกบแอนดี้ เซอร์คิสและภาพยนตร์โดยจัสติน แชดวิคเรื่อง The First Grader
นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในละครโดยแดนนี บอยล์เรื่อง “Frankenstein” ประกบเบเนดิคท์ คัมเบอร์แบทช์และจอนนี ลี มิลเลอร์ ที่โรงละครเนชันแนล เธียเตอร์ในกรุงลอนดอนอีกด้วย ด้านจอแก้ว เธอได้แสดงในซีรีส์บีบีซีเรื่อง “Small Island” ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลสมาคมรอยัล เทเลวิชัน สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในปี 2010 ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึง “Blood And Oil” ซีรีส์ยอดนิยมของอังกฤษที่ดัดแปลงจากนิยายเบสต์เซลเลอร์ของซาดี้ สมิธ, “White Teeth” รวมถึงซีรีส์ที่ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง “Poppy Shakespeare” และ “The Project” โดยปีเตอร์ คอสมินสกี้

เดฟ เบาติสต้า (ฮินซ์)
เดวิด เบาติสต้า รับบท แดร็กซ์ เดอะ เดรสทอยเออร์ในภาพยนตร์มาร์เวลเรื่อง Guardians of the Galaxy ประกบคริส แพรทท์, เบนิซิโอ เดล โทโร, แบรดลีย์ คูเปอร์และโซอี้ ซัลดานา ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องตัวละครกลุ่มหนึ่งที่ไม่น่าจะรวมตัวกันได้อย่างนักบินชาวอเมริกันและกลุ่มอดีตนักโทษโลกอนาคตที่มีวัตถุประสงค์ลึกลับ พวกเขาจะต้องร่วมมือกันเพื่อปราบตัวร้ายที่มีพลังล้นเหลือ ซีเควลของเรื่องนี้จะเริ่มต้นถ่ายทำในปี 2016 โดยมีกำหนดเข้าฉายในเดือนพฤษภาคม ปี 2017
เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งถ่ายทำภาพยนตร์อินดีเรื่อง Warrior’s Gate ที่อำนวยการสร้างโดยลุค เบซงและ Heist ที่ประกบโรเบิร์ต เดอ นีโรและเจฟฟรีย์ ดีน มอร์แกน และเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2015
เบาติสต้า อดีตนักมวยปล้ำอาชีพและนักต่อสู้ศิลปะการต่อสู้ผสมผสาน โด่งดังจากช่วงเวลาของเขาในเวิลด์ เรสท์ลิง เอนเตอร์เทนเมนต์ (ดับบลิวดับบลิวอี) ที่ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกหกสมัย และที่ซึ่งเขารับหน้าที่โฆษกขององค์กรนี้ในทั่วโลก เขาถอนตัวจากดับบลิวดับบลิวอีเพื่อโฟกัสให้กับอาชีพนักแสดงของเขาในช่วงกลางปี 2010
ผลงานภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ของเขารวมถึงภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซลเรื่อง Riddick และ The Man with the Iron Fists ผลงานจอแก้วก่อนหน้านี้ของเขารวมถึง “Chuck”, “Headcase” และ “Smallville”

โมนิกา เบลลุชชี (ลูเซีย)
โมนิกา เบลลุชชี กลายเป็นไอคอนของโลกไปเรียบร้อยแล้ว เธอเกิดในหมู่บ้านซิตตา ดิ คาสเตลโล ในเมืองอัมเบรีย ประเทศอิตาลี เธอเริ่มต้นเดินแบบระหว่างศึกษากฎหมายที่มหาวิทยาลัยเปรูเจีย ก่อนที่จะเซ็นสัญญากับอีลิท โมเดล เมเนจเมนต์ในมิลาน เธอเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับดิออร์และดอลเช แอนด์ กับบานา และภาพของเธอก็ปรากฏอยู่ในสื่อสิ่งพิมพ์ที่โด่งดังที่สุดในโลกหลายฉบับ
   หลังจากที่ก้าวสู่แวดวงจอแก้วและจอเงินในช่วงต้นยุค 90s เธอก็ได้แสดงในภาพยนตร์โดยฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลาเรื่อง Bram Stoker’s Dracula และ L’apparement ให้กับมือเขียนบท/ผู้กำกับกิลเลส มิมูนี ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลซีซาร์ อวอร์ด ผลงานข้ามทวีปและหลายภาษาของเธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากทั้งสองฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ในยุโรป เธอได้รับรางวัลลูกโลกทองคำของอิตาลีจากความสำเร็จทั่วโลกของเธอ ผลงานล่าสุดของเธอ The Wonders (Le Meravigile) ได้รับรางวัลกรังด์ปรีซ์จากเมืองคานส์เมื่อปีที่แล้ว
   ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึง Malèna (2000), Under Suspicion (2000), Brotherhood of the Wolf (2001), Irréversible (2002) The Matrix: Reloaded (2003) และ The Matrix: Revolutions (2003) รวมไปถึง The Passion of the Christ (2004)

FB on October 17, 2015, 01:25:34 PM

   ราล์ฟ ไฟน์ (เอ็ม)
   ราล์ฟ ไฟน์ได้เปิดตัวในโลกภาพยนตร์ด้วยบทฮีธคลิฟฟ์ในภาพยนตร์ปี 1992 เรื่อง Wuthering Heights ผลงานภาพยนตร์หลังจากนั้นของเขารวมถึง Schindler’s List, The English Patient, The Constant Gardener, The End of the Affair, The Reader, Quiz Show, Oscar and Lucinda, Onegin, Spider, Sunshine, Strange Days, The Hurt Locker และ Skyfall เขารับบทลอร์ดโวลเดอมอร์ทในภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter และบทเอ็ม. กุสตาฟใน The Grand Budapest Hotel
   เขาเปิดตัวผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในปี 2011 ด้วย Coriolanus ซึ่งเขารับบทนำ ในปี 2013 เขาได้กำกับและนำแสดงใน The Invisible Woman
   ผลงานจอแก้วของเขารวมถึงไตรภาคโดยเดวิด แฮร์เรื่อง “Page Eight”, “Turks and Caicos” และ “Salting the Battlefield” เขารับบทที.อี. ลอว์เรนซ์ใน “A Dangerous Man: Lawrence After Arabia” รวมถึงได้แสดงใน “Prime Suspect” และ “Rev”
   ผลงานของเขาที่โรงละครเนชันแนล เธียเตอร์รวมถึง “Man & Superman”, “Oedipus”, “The Talking Cure”, “Six Characters In Search Of An Author”, “Fathers And Sons” และ “Ting Tang Mine”
   ผลงานของเขากับรอยัล เชคสเปียร์ คัมปะนีรวมถึง  “Troilus & Cressida”, “King Lear”, “Love's Labours Lost”, Henry VI in “The Plantagenets”, “Much Ado About Nothing”, “King John”, “The Man Who Came To Dinner” และละครอิบเซนเรื่อง “Brand” ซึ่งภายหลังถูกนำไปแสดงที่เฮย์มาร์เก็ต เธียเตอร์
   สำหรับโรงละครอัลเมดา เธียเตอร์ เขาได้รับบท ริชาร์ดที่สอง, โคริโอลานัส, อิวานอฟและแฮมเล็ต ภายใต้การกำกับของโจนาธาน เคนท์ทุกเรื่อง “Hamlet” เปิดการแสดงที่เดอะ แฮ็คนีย์ เอ็มไพร์ ตามด้วยเดอะ เบลาสโก้ เธียเตอร์ในบรอดเวย์ ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลโทนี อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม เขาหวนคืนสู่เวทีบรอดเวย์อีกครั้งในปี 2006 และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนีจากการแสดงของเขาในละครเวทีโดยไบรอัน ฟรีเอลเรื่อง “The Faith Healer” หลังจากที่เปิดการแสดงที่เดอะ เกท เธียเตอร์ ดับลิน
   ในปี 2016 เขาจะรับบท โซลเนสในละครเรื่อง “The Master Builder” ที่กำกับโดยแมทธิว วอร์ชัสที่โรงละครโอลด์ วิค
   เขาได้รับรางวัลและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสำคัญๆ มากมายจากผลงานภาพยนตร์และละครเวทีของเขา โดยเขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด รางวัลลูกโลกทองคำและบาฟต้าจากการแสดงของเขาในภาพยนตร์เรื่อง The English Patient และ Schindler’s List  และเขาก็ได้รับรางวัลบาฟต้าสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากเรื่องหลัง นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟต้าจากภาพยนตร์เรื่อง The End of the Affair และ The Constant Gardener อีกด้วย เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟต้าสาขาการเปิดตัวยอดเยี่ยมโดยมือเขียนบท ผู้กำกับหรือผู้อำนวยการสร้างชาวอังกฤษจาก Coriolanus ล่าสุด เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลบาฟต้าจากการแสดงนำใน The Grand Budapest Hotel นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลวาไรตี้ อวอร์ดสาขาความสำเร็จในภาพยนตร์ รางวัลริชาร์ด แฮร์ริส อวอร์ดจากเวทีบริติช อินดีเพนเดนท์ ฟิล์ม อวอร์ดและเดอะ เอ็มไพร์ ฟิล์ม ลีเจนด์ อวอร์ดอีกด้วย

   แอนดรูว์ สก็อต (แม็กซ์ เดนบี้/ซี)
   แอนดรูว์ สก็อตเป็นนักแสดงผู้ได้รับรางวัลบาฟต้าและโอลิเวียร์ เขาเริ่มต้นอาชีพนักแสดงด้วยวัย 17 ปีในภาพยนตร์ไอริชชื่อดังเรื่อง Korea เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากบทมอริอาตตี้ในซีรีส์หลายรางวัลเรื่อง “Sherlock” ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัลบาฟต้าสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ผลงานหลังจากนี้ของเขารวมถึง Victor Frankenstein ที่แสดงกับเจมส์ แม็คอะวอยและแดเนียล แรดคลิฟฟ์และ Alice Through the Looking Glass ที่แสดงกับจอห์นนี เด็ปป์ นอกจากนี้ เขายังจะได้ร่วมแสดงในโปรเจ็กต์โดยบีบีซี เชคสเปียร์เรื่อง “The Hollow Crown” อีกด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำภาพยนตร์อินดีอังกฤษเรื่อง This Beautiful Fantastic และภาพยนตร์คลาสสิกสำหรับเด็กเรื่อง Swallows and Amazons
   ผลงานจอแก้วของเขารวมถึง “Legacy” สำหรับบีบีซี ภายใต้การกำกับของพีท ทราวิส, “Dates” กับเชอริแดน สมิธ, ดรามาชื่อดังเรื่อง “The Town” ที่เขียนบทโดยไมค์ บาร์ทเล็ทท์, “Blackout” ประกบคริสโตเฟอร์ เอ็คเคิลสโตนและ “The Hour” ประกบเบน วิชอว์และโดมินิค เวสต์ ผลงานอื่นๆ ของเขารวมถึงผลงานหลายรางวัล “John Adams” ประกบลอรา ลินนีย์และพอล จิอาแมตติ, “Sea Wall” ละครเดี่ยวที่เขียนขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะโดยไซมอน สตีเฟนส์ นักเขียนบทละครรางวัลโอลิเวียร์และ “The Vertical Hour” ผลงานเปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ที่โด่งดังของเขาประกบจูลีแอนน์ มัวร์ ที่เขียนบทโดยเดวิด แฮร์และกำกับโดยแซม เมนเดส และทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลดรามา ลีค อวอร์ด
   ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง Saving Private Ryan และ Nora, ภาพยนตร์ไอริชเรื่อง Dead Bodies ไปจนถึง The Stag, The Scapegoat และ Locke ซึ่งเขาร่วมแสดงกับทอม ฮาร์ดี้ ในปี 2014 เขาได้แสดงในภาพยนตร์รางวัลบาฟต้าเรื่อง Pride ประกบบิล ไนฮีย์, โดมินิค เวสต์และอิเมลดา สตอนตัน ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลบริติช อินดีเพนเดนท์ ฟิล์ม อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม
   ในปี 2014 แอนดรูว์หวนคืนสู่รอยัล คอร์ทเป็นครั้งที่สองเพื่อแสดงในละครโดยไซมอน สตีเฟนส์เรื่อง “Birdland” ซึ่งทำให้เขาได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชม ผลงานละครเวทีเรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง “Sea Wall”, “Emperor” และ “Galilean” (เนชันแนล เธียเตอร์), “Cock” และ “A Girl In A Car With A Man” (รอยัล คอร์ท) ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลโอลิเวียร์, “Design For Living” (โอลด์ วิค) และละครเวทีเรื่องอื่นๆ ในดับลินและลอนดอน
   นอกเหนือจากบาฟต้า, โอลิเวียร์และบีฟา อวอร์ดแล้ว เขายังได้รับสองรางวัลอิฟต้า อวอร์ด ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลดรามา ลีคและได้รับรางวัลบีบีซี ออดิโอ อวอร์ดสองครั้งในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากผลงานของเขาในประเภทละครวิทยุ

   รอรี คินเนียร์ (แทนเนอร์)
รอรี คินเนียร์ได้ศึกษาภาษาอังกฤษที่บอลลิออล คอลเลจในอ็อกซ์ฟอร์ดก่อนที่จะศึกษาด้านการแสดงที่ลอนดอน อคาเดมี ออฟ มิวสิค แอนด์ ดรามาติค อาร์ต (แลมดา) และสำเร็จการศึกษาในปี 2001 คินเนียร์โด่งดังจากผลงานละครเวที ซึ่งรวมถึงการแสดงที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมในบทเซอร์ฟอปลิง ฟลัตเตอร์ในคอเมดียุคฟื้นฟูเรื่อง “The Man Of Mode” (โอลิเวียร์ อวอร์ด), ไพออต ใน “Philistine” (เอียน ชาร์ลสัน อวอร์ด), แฮมเล็ตใน “Hamlet” (รางวัลโอลิเวียร์และอีฟนิง สแตนดาร์ด อวอร์ด สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม) ทั้งหมดที่เนชันแนล เธียเตอร์
   หลังจากที่หันมาชิมลางงานเขียนบท เมื่อปีที่แล้ว คินเนียร์ได้รับรางวัลสมาคมนักวิจารณ์จากงานเขียนบทเปิดตัวของเขาเรื่อง “The Herd” ซึ่งเปิดการแสดงที่โรงละครบุช ละครเวทีเรื่องนี้เปิดตัวในอเมริกาที่สตปเปนวูลฟ์ เธียเตอร์ในชิคาโก้ เดือนเมษายนนี้
นอกเหนือจากนั้น คินเนียร์ยังมีผลงานจอแก้วอย่างสม่ำเสมอด้วย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้แสดงในดรามาท้าทาย ซึ่งรวมถึง “Southcliffe” ในบทเดวิด ไวท์เฮด, “Penny Dreadful” ในบทสัตว์ประหลาด, “Black Mirror” ในบทไมเคิล แคลลาว, “Lucan” ในบทลอร์ดลูคันและ “The Casual Vacancy” ในบทแบร์รี แฟร์บราเธอร์ ผลงานภาพยนตร์ล่าสุดของเขารวมถึงคอเมดีเรื่อง  Man Up และ Cuban Fury และภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง  The Imitation Game ในบทนักสืบน็อค เขาได้รับรางวัลบริติช อินดีเพนเดนท์ ฟิล์ม อวอร์ดจากการแสดงในภาพยนตร์โดยรูฟัส นอร์ริสเรื่อง Broken นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่คินเนียร์รับบทบิล แทนเนอร์ หลังจากที่เคยรับบทเดียวกันนี้ใน  Quantum Of Solace และ Skyfall มาแล้ว

เจสเปอร์ คริสเตนเซน (มิสเตอร์ไวท์)
เจสเปอร์ คริสเตนเซน จะกลับมารับบท มิสเตอร์ไวท์อีกครั้งใน SPECTRE หลังจากที่เขาได้รับบทนี้เป็นครั้งแรกใน Casino Royale และได้ต่อยอดจากบทเดิมใน Quantum Of Solace คริสเตนเซน หนึ่งในพระเอกจากดินแดนสแกนดิเนเวีย ได้รับห้ารางวัลโบดิล อวอร์ด ล่าสุด จากผลงานของเขาในภาพยนตร์ปี 2012 เรื่อง En Familie (A Family), ภาพยนตร์ปี 2006 เรื่อง Drabet (Manslaughter) ที่กำกับโดยเพอร์ ฟลายและสี่รางวัลโรเบิร์ต อวอร์ด ซึ่งรวมถึงรางวัลสำหรับเรื่อง Baenken (The Bench) ที่กำกับโดยฟลายเช่นกันในปี 2000
ผลงานในต่างประเทศของเขารวมถึงการแสดงประกบนิโคล คิดแมนและฌอน เพนน์ในภาพยนตร์โดยซิดนีย์ พอลแล็คเรื่อง The Interpreter, บทนำในภาพยนตร์โดยลาร์ส ฟอน เทรียเรื่อง Melancholia และบทนำในซีรีส์อเมริกัน ทีวีเรื่อง “Revelations” ซึ่งนำแสดงโดยนาตาชา แม็คเอลโฮนและบิล พุลแมน
ผลงานจอเงินของเขาเริ่มต้นตั้งแต่กลางยุค 70s เมื่อเขาได้เริ่มทำงานในวงการภาพยนตร์เดนิช และบัดนี้ เขาก็เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ผลงานภาพยนตร์ส่วนหนึ่งของเขารวมถึง Flammmen & Citronen (Flame & Citron) ที่เขียนบทและกำกับโดยโอเล คริสเตียน แมดเซนและ The Young Victoria ที่กำกับโดยฌอน-มาร์ค วัลเล และนำแสดงโดยรูเพิร์ต เฟรนด์และมิแรนดา ริชาร์ดสัน ล่าสุด เขาได้แสดงประกบแดเนียล บรูห์ลในภาพยนตร์โดยวูลฟ์กัง เบ็คเกอร์เรื่อง Ich und Kaminski

สเตฟานีย์ ซิกแมน (เอสเทรลลา)
สเตฟานีย์ ซิกแมนเป็นนักแสดงหญิงชาวเม็กซิกัน ปัจจุบัน เธอกำลังอยู่ระหว่างการแสดงในซีรีส์เน็ตฟลิกซ์เรื่อง “Narcos” เธอเป็นที่รู้จักจากการแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Miss Bala ซึ่งเธอได้ร่วมงานกับผู้กำกับเจอราร์โด้ นารันโจ ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในเมืองคานส์และได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนเม็กซิกันสำหรับสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมบนเวทีอคาเดมี อวอร์ดปี 2011 นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินเตอร์เนชันแนล แซทเทิลไลท์ อวอร์ดปี 2011 สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมอีกด้วย
เธอได้แสดงในซีรีส์เอฟเอ็กซ์เรื่อง “The Bridge” ภาพยนตร์เรื่อง Pioneer ของเธอได้เปิดตัวในงานทิฟปี 2013 โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวแทนของนอร์เวย์สำหรับสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศบนเวทีออสการ์ในปีนั้น และเธอก็ได้แสดงประกบแอ็คเซล เฮนนีย์และเวส เบนท์ลีย์ในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ เธอได้แสดงประกบทิโมธี ฮูตตันและเฟลิซิตี้ ฮัฟฟ์แมนในซีรีส์ดังโดยจอห์น ริดลีย์เรื่อง “American Crime”

FB on October 17, 2015, 01:27:19 PM
ประวัติทีมผู้สร้าง

   แซม เมนเดส (ผู้กำกับ)
ผลงานการกำกับละครเวทีและภาพยนตร์ของแซม เมนเดส ครอบคลุมเวลากว่ายี่สิบห้าปี ด้วยวัยเพียง 24 ปี  เขากลายเป็นผู้อำนวยการศิลป์คนแรกของมิเนอร์วา เธียเตอร์ ด้วยวัย 27 ปี เขาได้ก่อตั้งดอนมาร์ แวร์เฮาส์ขึ้นในลอนดอน โดยเขาได้บริหารงานที่นั่นนานสิบปี และระหว่างทำงานที่นั่น เขาก็ได้กำกับละครเวทีหลายเรื่อง รวมถึง “Assassins”, “Cabaret, Translations”, “Glengarry Glen Ross”, “Company”, “The Glass Menagerie”, “Habeas Corpus”, ”The Blue Room”, ”To The Green Fields Beyond”, ”Uncle Vanya” และ ”Twelfth Night” โรงละครแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในโรงละครระดับแนวหน้าของโลกไปเรียบร้อยแล้ว
เขามีผลงานละครเวทีเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ได้แก่ “Troilus and Cressida”, “Richard III”, “The Tempest” และ “The Alchemist” สำหรับรอยัล เชคสเปียร์ คัมปะนี, “The Sea”, “The Birthday Party”, “The Rise and Fall of Little Voice”, “Othello” และ “King Lear” สำหรับเนชันแนล เธียเตอร์, “The Cherry Orchard”, “London Assurance”, “Kean”, “Oliver!” และ “Charlie and the Chocolate Factory” สำหรับเวสต์เอนด์ โดยเรื่องหลังสุดนี้ปัจจุบันเปิดการแสดงอยู่ที่เธียเตอร์ รอยัล ดรูรี เลน และ “Cabaret”, “The Blue Room”, “Gypsy” และ “The Vertical Hour” สำหรับเวทีบรอดเวย์
ในปี 2009 เขาได้ก่อตั้งบริดจ์ โปรเจ็กต์ คณะละครคลาสสิกข้ามทวีป ที่ซึ่งเขากำกับ “The Winter’s Tale”, “The Cherry Orchard”, “The Tempest”, “As You Like It” และ “Richard III” รางวัลสำหรับละครเวทีของเขารวมถึงสี่รางวัลโอลิเวียร์ อวอร์ด, two Tony Awards, four Evening Standard Awards, several Critics’ Choice Awards, and the Hamburg Shakespeare Prize.
ในปี 1998 เขาได้กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก American Beauty ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมรวมถึงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลสมาพันธ์ผู้กำกับ นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ได้กำกับภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง Road to Perdition, Jarhead, Revolutionary Road, Away We Go และภาพยนตร์รางวัลบาฟต้าและอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง Skyfall ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาลในอังกฤษและเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จตลอดกาลทั่วโลกอีกด้วย
ในปี 2003 เขาได้ก่อตั้งนีล สตรีท โปรดักชันส์กับปิ๊ปป้า แฮร์ริสและแคโร นิวลิง นีล สตรีทได้อำนวยการสร้างซีรีส์โทรทัศน์รางวัลบาฟต้าเรื่อง “Call the Midwife” และ “The Hollow Crown” รวมถึงภาพยนตร์หลายเรื่องเช่น Things We Lost in the Fire, Stuart: A Life Backwards และ Starter for 10 และละครเวทีที่เปิดการแสดงยาวนานอย่าง “Shrek The Musical”
เขาได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นซีบีอีในปี 2000 และได้รับรางวัลความสำเร็จแห่งชีวิตจากสมาพันธ์ผู้กำกับในปี 2005

ไมเคิล จี. วิลสัน (ผู้อำนวยการสร้าง)
ไมเคิล จี. วิลสัน เข้าทำงานในอีออน โปรดักชันส์ในตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายกฎหมายในปี 1972 และได้รับตำแหน่งผู้ช่วยอำนวยการสร้างในภาพยนตร์เรื่อง The Spy Who Loved Me เขากลายเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารในภาพยนตร์เรื่อง Moonraker และยังคงดำรงตำแหน่งนั้นในภาพยนตร์บอนด์อีกสองเรื่อง ความสามารถเชิงสร้างสรรค์ของเขาปรากฏชัดจากเรื่อง For Your Eyes Only, Octopussy, A View to a Kill, The Living Daylights และ License to Kill  ที่เขาร่วมเขียนบทภาพยนตร์ เขากลายเป็นผู้อำนวยการสร้างร่วมกับพ่อเลี้ยงของเขา อัลเบิร์ต อาร์. บร็อคโคลี ผู้ล่วงลับในภาพยนตร์เรื่อง   A View to a Kill ตามด้วย The Living Daylights และ License to Kill ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งประธานบริษัทอีออน โปรดักชันส์ ลิมิเต็ด
เมื่อเจมส์ บอนด์กลับคืนสู่จอภาพยนตร์อีกครั้งหนึ่งหลังจากหายไปหกปี วิลสันก็ได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง GoldenEye ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงร่วมกับบาร์บารา บร็อคโคลี ตามด้วยภาพยนตร์บอนด์อีกหกเรื่อง รวมถึงภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ Skyfall ซึ่งได้รับรางวัลบาฟต้าสาขาภาพยนตร์อังกฤษยอดเยี่ยมในปี 2012
วิลสันสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า หลังจากนั้น เขาก็ได้ศึกษากฎหมายที่มหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ด และทำงานให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ภายหลังเขาก็ได้เป็นพาร์ทเนอร์ของบริษัทวอชิงตัน, ดี.ซี. ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะ
วิลสันสนใจทุกแง่มุมของการถ่ายภาพนิ่งและได้รับการยกย่องให้เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้าของการถ่ายภาพศตวรรษที่ 19 และในปี 1998 เขาก็ได้ก่อตั้งวิลสัน เซ็นเตอร์ เพื่อศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ของการถ่ายภาพ
เขาและบาร์บารา บร็อคโคลีได้ร่วมกันอำนวยการสร้างละครเวทีหลายเรื่องรวมถึง “La Cava” (2000), “Chitty Chitty Bang Bang” (ลอนดอนปี 2002, บรอดเวย์ปี 2005) และ “A Steady Rain” (2009) ในปี 2012 พวกเขาได้ดัดแปลงภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง “Once” ที่เปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ท่ามกลางเสียงชื่นชม ล่าสุด วิลสันและบร็อคโคลีได้ดัดแปลงเรื่อง “Chariots of Fire” ซึ่งเปิดการแสดงบนเวทีเวสต์เอนด์ของลอนดอนระหว่างช่วงโอลิมปิคปี 2012
วิลสันได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นโอบีอี (ออร์เดอร์ ออฟ เดอะ บริติช เอ็มไพร์) จากสมเด็จพระราชินีนาถเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ปี 2008 ในปี 2014 เขาได้รับรางวัลความสำเร็จเดวิด โอ. เซลส์นิคด้านภาพยนตร์จากสมาพันธ์ผู้อำนวยการสร้างแห่งอเมริกา

บาร์บารา บร็อคโคลี (ผู้อำนวยการสร้าง)
บาร์บารา บร็อคโคลี สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโลโยลา รัฐลอสแองเจลิส เอกภาพยนตร์และโทรทัศน์ เธอทำงานในแผนกการสร้างและคัดเลือกนักแสดงที่อีออน โปรดักชันส์ มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
บร็อคโคลีเริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับในภาพยนตร์เรื่อง Octopussy และ A View to a Kill ก่อนที่จะไต่เต้าขึ้นเป็นผู้ช่วยอำนวยการสร้างใน The Living Daylights และ License to Kill กับทอม เพฟส์เนอร์ จากนั้น เธอและวิลสันก็ได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์บอนด์อีกแปดเรื่อง รวมถึงภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ Skyfall ซึ่งได้รับรางวัลบาฟต้าสาขาภาพยนตร์อังกฤษยอดเยี่ยมในปี 2012
นอกเหนือจากงานภาพยนตร์บอนด์แล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ เธอยังได้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Silent Storm ที่นำแสดงโดยเดเมียน ลูอิสและแอนเดรีย ไรส์โบโรห์ และเธอยังได้อำนวยการสร้างซีรีส์ “Crime of the Century” (1996) สำหรับเอชบีโอ ผ่านทางแอสโทเรีย โปรดักชันส์ บริษัทโปรดักชันอิสระของเธออีกด้วย
บร็อคโคลีได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นโอบีอี (ออร์เดอร์ ออฟ เดอะ บริติช เอ็มไพร์) จากลิสต์รายชื่อผู้ได้รับเกียรตินี้จากสมเด็จพระราชินีในเทศกาลปีใหม่ปี 2008 ในปี 2014 เธอได้รับรางวัลความสำเร็จเดวิด โอ. เซลส์นิคด้านภาพยนตร์จากสมาพันธ์ผู้อำนวยการสร้างแห่งอเมริกา เธอเป็นหนึ่งในคณะกรรมการอำนวยการเฟิร์ส ไลท์ องค์กรการกุศลเกี่ยวกับการศึกษาภาพยนตร์จนกระทั่งปี 2014
    เธอและไมเคิล วิลสันได้ร่วมกันอำนวยการสร้างละครเวทีหลายเรื่อง รวมถึง “La Cava” (2000), “Chitty Chitty Bang Bang” (ลอนดอนในปี 2002 และบรอดเวย์ในปี 2005) และ “A Steady Rain” (2009) ในปี 2012 พวกเขาได้ดัดแปลงภาพยนตร์ดังเรื่อง “Once” ซึ่งเปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ท่ามกลางเสียงวิจารณ์อย่างอบอุ่นและได้รับ 8 รางวัลโทนี อวอร์ด ละครเรื่องนี้เพิ่งปิดม่านการแสดงบนเวทีเวสต์เอนด์ของลอนดอน นอกจากนี้ วิลสันและบร็อคโคลียังได้ดัดแปลงเรื่อง “Chariots of Fire” ซึ่งเปิดตัวเมื่อฤดูร้อนปี 2012 บนเวทีเวสต์เอนด์ กรุงลอนดอน ล่าสุด พวกเขาได้อำนวยการสร้างละครเวทีเรื่อง “Strangers on a Train” ซึ่งเปิดการแสดงบนเวทีเวสต์เอนด์ของลอนดอน (2012/2013)

จอห์น โลแกน (มือเขียนบท)
จอห์น โลแกน เป็นหนึ่งในมือเขียนบทที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในฮอลลีวูด เขาได้รับการเสนอชื่อชิงสามรางวัลอคาเดมี อวอร์ด จาก Gladiator, The Aviator และ Hugo ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ Any Given Sunday, Sweeney Todd, The Last Samurai, Rango และ Coriolanus ด้านจอแก้ว เขาได้สร้างและอำนวยการสร้างซีรีส์ “Penny Dreadful” ที่นำแสดงโดยเอวา กรีน นอกจากนี้ เขายังได้เขียนบทภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉายเรื่อง Genius ดรามาเกี่ยวกับแม็กซ์ เพอร์กินส์ บรรณาธิกาหนังสือ ที่นำแสดงโดยโคลิน เฟิร์ธและจู๊ด ลอว์ SPECTRE เป็นภาพยนตร์บอนด์เรื่องที่สองของเขาหลังจาก Skyfall
โลแกนได้รับรางวัลโทนี, ดรามา เดสก์, สมาคมนักวิจารณ์นอกเมืองและดรามา ลีก อวอร์ดจากละครเรื่อง “Red” ของเขา ซึ่งเปิดตัวที่ดอนมาร์ แวร์เฮาส์ในลอนดอนและโกลเดน เธียเตอร์ในบรอดเวย์ ละครเรื่องนี้ถูกนำไปจัดแสดงในโปรดักชันต่างๆ กว่า 200 ครั้งในอเมริกาและกว่า 30 ครั้งในต่างประเทศ เขาเป็นผู้เขียนบทละครหลายสิบเรื่อง ซึ่งรวมถึง “Never the Sinner”, “I'll Eat You Last" และ “Peter and Alice” ซึ่งเรื่องหลังนี้นำแสดงโดยท่านผู้หญิงจูดี้ เดนช์และเบน วิชอว์

นีล เพอร์วิส และโรเบิร์ต เวด (มือเขียนบท)
นีล เพอร์วิส และโรเบิร์ต เวด ประสบความสำเร็จครั้งแรกในปี 1991 ด้วยบทภาพยนตร์ดรามาที่เป็นประเด็นโต้เถียงเรื่อง Let Him Have It ภาพยนตร์ชื่อดังที่กำกับโดยปีเตอร์ มีดัคเรื่องนี้ ได้รับการฉายต่อหน้าสมาชิกสภา และมีบทบาทในการอภัยโทษหลังการเสียชีวิตของดีเร็ค เบนท์ลีย์
พวกเขาได้เขียนบทภาพยนตร์หลากหลายแนวเช่น Plunkett & Macleane ที่นำแสดงโดยโรเบิร์ต คาร์ไลล์และลีฟ ไทเลอร์, Johnny English ที่นำแสดงโดยโรวัน แอทคินสันและจอห์น มัลโควิชและ The Italian Job ที่นำแสดงโดยมาร์ค วอห์ลเบิร์กและเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน นอกเหนือจากการเขียนบทหนังเจมส์ บอนด์เรื่อง The World Is Not Enough และ Die Another Day พวกเขายังได้เขียนบทและร่วมอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Return to Sender สำหรับผู้กำกับบิลล์ ออกัสต์และได้ทำหน้าที่เดียวกันนี้ใน Stoned สำหรับผู้กำกับสตีเฟน วูลลีย์อีกด้วย
 สำหรับ Casino Royale พวกเขาได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลบาฟต้าและเอ็ดการ์จากสมาคมนักเขียนเรื่องลึกลับแห่งอเมริกา หลังจากนั้น พวกเขาก็ได้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Quantum of Solace และดัดแปลง The Mission Song โดยจอห์น เลอ แคร์ให้กับพ็อตบอยเลอร์ ฟิล์มส์
Skyfall ทำให้พวกเขาได้รับรางวัลบาฟต้าสาขาภาพยนตร์อังกฤษยอดเยี่ยมและกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในอังกฤษ
นับตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็ได้เขียนบทเรื่อง Kojak ให้กับยูนิเวอร์แซล ฟิล์มส์และ Our Man In New York ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับปฏิบัติการสตาซีในแมนฮัตตันยุค 70s สำหรับอมิวส์เมนต์ ปาร์ค ฟิล์มส์ ที่จะกำกับโดยเดวิด แม็คเคนซีย์
ปัจจุบัน พวกเขาอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับผู้กำกับนิโคลัส วินดิ้ง เรฟน์ในบทภาพยนตร์ดั้งเดิม และกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำ “SS-GB” ซีรีส์ห้าชั่วโมงที่ดัดแปลงจากนิยายโดยเลน ดีห์ตันสำหรับบีบีซี

   เจซ บัตเตอร์เวิร์ธ (มือเขียนบท)
   เจซ บัตเตอร์เวิร์ธได้เปิดตัวในแวดวงภาพยนตร์ด้วยภาพยนตร์แก๊งสเตอร์ชื่อดังเรื่อง Mojo (1997) เรื่องราวเฉียบคมเกี่ยวกับความโลภและความไร้ศีลธรรมในโลกยาเสพติด ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่นำแสดงโดยเอียน ฮาร์ท, อีเวน เบรมเนอร์, เอเดน กิลเลน, แอนดี้ เซอร์คิสและฮาโรลด์ พินเตอร์ สสร้างขึ้นจากละครเวทีที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงชื่อเดียวกันของเขา ละครเวทีเรื่องดังกล่าว ซึ่งเปิดการแสดงที่รอยัล คอร์ท เธียเตอร์ในปี 1995 ทำให้บัตเตอร์เวิร์ธเป็นักแสดงคนแรกที่เปิดตัวบนเวทีหลักของรอยัล คอร์ทนับตั้งแต่จอห์น ออสบอร์น เจ้าของผลงานละครเวทีเรื่อง “Look Back in Anger” ละครเวทีเรื่อง “Mojo” ได้รับห้ารางวัลหลักของแวดวงละครเวที รวมถึงรางวัลโอลิเวียร์และรางวัลนักเขียนละครเวทีดาวรุ่งจากเวทีอีฟนิง สแตนดาร์ดอีกด้วย
   ละครเวทีเรื่องที่สี่ของเขาสำหรับรอยัล คอร์ทคือคอเมดีเรื่อง “Jerusalem” ซึ่งเปิดตัวในเดือนกรกฎาคม ปี 2009 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมล้นหลาม และภายหลังก็ได้เปิดการแสดงบนเวทีบรอดเวย์ ก่อนจะกลับมาลอนดอนอีกครั้งที่โรงละครอพอลโล เธียเตอร์ในเวสต์เอนด์ ในปีเดียวกัน เขาได้เขียนบทและอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Fair Game ที่นำแสดงโดยนาโอมิ วัตส์และฌอน เพนน์
   นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลอีฟนิง สแตนดาร์ด อวอร์ด, รางวัลสมาคมนักวิจารณ์, รางวัลสมาพันธ์มือเขียนบทและจอร์จ ดีไวน์ อวอร์ดอีกด้วย ในปี 2007 เขาได้รับรางวัลอี.เอ็ม. ฟอสเตอร์ อวอร์ดจากสถาบันศิลปะและอักษรอเมริกัน ผลงานล่าสุดชองเขารวมถึง Edge of Tomorrow (2014) ที่นำแสดงโดยทอม ครูซและเอมิลี บลันท์, Get on Up (2014) ที่เล่าเรื่องราวของเจมส์ บราวน์ ที่ไต่เต้าจากความยากจนไปสู่การเป็นหนึ่งในนักดนตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์และ Black Mass (2015) ที่นำแสดงโดยจอห์นนี เด็ปป์

   แคลลัม แม็คดูกัลล์ (ผู้ควบคุมงานสร้าง/ผู้จัดการงานสร้าง)
SPECTRE เป็นภาพยนตร์เรื่องที่เก้าในแฟรนไชส์เจมส์ บอนด์ ซึ่งผู้ควบคุมงานสร้าง แคลลัม แม็คดูกัลล์ ได้มีส่วนร่วมด้วย เขาเริ่มต้นทำงานแฟรนไชส์นี้ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับใน The Living Daylights (1987) และ Licence To Kill (1988) เขารับหน้าที่ผู้จัดการงานสร้าง GoldenEye (1995), ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายงานสร้างใน Tomorrow Never Dies (1997), ผู้ร่วมอำนวยการสร้างใน Die Another Day (2002) และผู้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง Casino Royale (2006), Quantum Of Solace (2008) และ Skyfall (2012)
แคลลัม ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในปี 1978 ด้วยการเป็นลูกมือในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง เช่น Victor/Victoria และซีรีส์เรื่อง “Hammer House of Horror” เขาได้ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับที่สองในภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง เช่น Air America, The Witches โดยจิม เฮนสัน, The Storyteller และ The Muppet Christmas Carol รวมไปถึงซีรีส์โทรทัศน์รางวัลเรื่อง “Inspector Morse” และ “The Young Indiana Jones Chronicles” ซึ่งเขารับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายงานสร้างอีกสองซีซัน ผลงานอื่นๆ ที่เขารับหน้าที่ผู้จัดการกองถ่ายได้แก่ Fierce Creatures, 101 Dalmatians และ Alien Love Triangle และเขายังทำหน้าที่ผู้ร่วมอำนวยการสร้างในภาพยนตร์ดีเอ็นเอเรื่อง Beautiful Creatures, Strictly Sinatra และ The Final Curtain อีกด้วย
แม็คดูกัลล์ได้ร่วมอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Beach อำนวยการสร้างคอเมดีเรื่อง The Parole Officer และควบคุมงานสร้างเรื่อง Harry Potter and The Prisoner Of Azkaban, Wrath Of The Titans และสารคดีเรื่อง We Are Many นอกจากนี้ เขายังได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์มิวสิคัลดิสนีย์เรื่อง Into the Woods อีกด้วย

   ฮอยท์ ฟาน ฮอยเทมา เอฟเอสเอฟ เอ็นเอสซี (ผู้กำกับภาพ)
   ฮอยท์ ฟาน ฮอยเทมา เป็นผู้กำกับภาพผู้ได้รับรางวัลมาก่อน เขาเป็นชาวเนเธอร์แลนด์ เขาเริ่มต้นจากการศึกษาที่โปลิชเนชันแนล ฟิล์ม สคูลที่โด่งดังในเมืองล็อดซ์ ก่อนที่จะได้ถ่ายทำภาพยนตร์ โฆษณา สารคดีและซีรีส์โทรทัศน์หลายเรื่องในประเทศสวีเดน นอร์เวย์ เยอรมนีและอังกฤษ ในปี 2008 ผลงานของเขาในภาพยนตร์ดังเรื่อง Let the Right One In ทำให้เขาได้รับรางวัลมากมายและกลายเป็นที่สนใจของผู้กำกับระดับโลก เดวิด โอ. รัสเซล ได้จ้างฮอยท์ให้ถ่ายทำภาพยนตร์ปี 2010 ของเขาเรื่อง The Fighter ในปีถัดมา เขาได้ร่วมงานกับอัลเฟรดสันอีกครั้งใน Tinker Tailor Soldier Spy ซึ่งทำให้สมาคมผู้กำกับภาพอเมริกัน (เอเอสซี) และบาฟต้าเสนอชื่อฮอยท์เข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม หลังจากนั้น เขาก็ได้ถ่ายทำภาพยนตร์รักแห่งอนาคตของสไปค์ โจนซ์เรื่อง Her ในปี 2013 หลังจากนั้น คริสโตเฟอร์ โนแลนก็ได้เลือกฮอยท์ให้ทำงานในภาพยนตร์เรื่อง Interstellar ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟต้าอีกครั้งหนึ่ง

   เดวิด แกสเนอร์ (ผู้ออกแบบงานสร้าง)
เดวิด แกสเนอร์ เป็นหนึ่งในผู้ออกแบบงานสร้างระดับแถวหน้าของวงการ ด้วยการทำงานมากว่า 30 ปี แกสเนอร์เริ่มต้นจากการทำงานในแผนกศิลป์ใน Apocalypse Now และเขาก็โชคดีพอที่ได้ร่วมงานกับฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลาและผู้ออกแบบงานสร้าง ดีน ทาวูลาริสที่โซอี้ทรู้ป สตูดิโอส์อย่างใกล้ชิด
ปัจจุบันนี้ ความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ของแกสเนอร์ได้รับการยกย่องจากทั้งสถาบันภาพยนตร์ของอเมริกาและสมาคมศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์ของอังกฤษ ในปี 1991 เขาได้รับรางวัลออสการ์สาขาออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยมจาก Bugsy ที่นำแสดงโดยวอร์เรน บีตตี้และแอนเน็ตต์ เบนนิงและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลในปีเดียวกันจากผลงานของเขาในภาพยนตร์โดยพี่น้องโคเอนเรื่อง Barton Fink นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลบาฟต้า อวอร์ดจากภาพยนตร์โดยแซม เมนเดสเรื่อง Road To Perdition (2002) และภาพยนตร์โดยปีเตอร์ เวียร์เรื่อง The Truman Show (1998) และเขาก็ได้รับการเสนอชื่อชิงบาฟต้าสาขาออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์โดยทิม เบอร์ตันเรื่อง Big Fish (2003) อีกด้วย ผลงานของเขาในแฟนตาซี ทริลเลอร์เรื่อง The Golden Compass ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ ในปี 2015 เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ห้าจากการออกแบบงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง Into The Woods แกสเนอร์กลับมาร่วมงานกับทีมสร้างบอนด์อีกครั้งหลังจาก Quantum Of Solace ในปี 2008 และ Skyfall ในปี 2012

ลี สมิธ เอซีอี (มือลำดับภาพ)
ลี สมิธ เอซีอี ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด, บาฟต้า อวอร์ดและเอ็ดดี้ อวอร์ดจากผลงานของเขาในภาพยนตร์โดยคริสโตเฟอร์ โนแลนเรื่อง The Dark Knight และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟต้า อวอร์ดจากผลงานของเขาในภาพยนตร์โดยโนแลนเรื่อง Inception นอกจากนี้ เขาและโนแลนยังได้ร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง Batman Begins, The Prestige, The Dark Knight Rises และ Interstellar อีกด้วย
   นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมงานกับผู้กำกับปีเตอร์ เวียร์อีกหลายครั้ง โดยเขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดจากการลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง Master and Commander: The Far Side of the World ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลบาฟต้าและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็ดดี้ อวอร์ด เขาได้กลับมาร่วมงานกับเวียร์อีกครั้งสำหรับดรามาที่สร้างจากเรื่องจริง The Way Back ก่อนหน้านี้ เขารับหน้าที่มือลำดับภาพและนักออกแบบเสียงในภาพยนตร์ของเวียร์เรื่อง The Truman Show, Fearless และ Green Card เขาได้รับหน้าที่ผู้ช่วยลำดับภาพและนักออกแบบเสียงในภาพยนตร์เรื่อง The Year of Living Dangerously ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการร่วมงานกันของพวกเขา
สมิธมาจากออสเตรเลีย เขาได้รับรางวัลออสเตรเลียน ฟิล์ม อินสติติวท์ (เอเอฟไอ) สาขาลำดับภาพยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์โดยเกรเกอร์ จอร์แดนเรื่อง Two Hands ซึ่งเขารับหน้าที่นักออกแบบเสียงด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ในฐานะนักออกแบบเสียง เขายังได้รับรางวัลเอเอฟไอ อวอร์ดและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟต้า อวอร์ดจากผลงานของเขาในภาพยนตร์โดยเจน แคมเปียนเรื่อง The Piano และได้รับรางวัลเอเอฟไอ อวอร์ดสำหรับภาพยนตร์โดยฟิลลิป นอยซ์เรื่อง Dead Calm อีกด้วย
   ผลงานของเขาในฐานะมือลำดับภาพรวมถึง Ender’s Game, Elysium, X-Men: First Class, The Rage in Placid Lake, Black and White, Buffalo Soldiers, Risk, Joey, RoboCop 2, Communion และ Howling III

เจนี เทไมม์ (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย)
เจนี เทไมม์ ได้ออกแบบเครื่องแต่งกายภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Prisoner of Azkaban, Harry Potter and the Goblet of Fire, Harry Potter and the Order of the Phoenix ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย, Harry Potter and the Half-Blood Prince และ Harry Potter and the Deathly Hallows ทั้งสองตอน
เธอได้รับรางวัลสมาพันธ์ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย (อเมริกา) สาขาผลงานยอดเยี่ยมในภาพยนตร์แฟนตาซีในปี 2012 จาก Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 และสาขาผลงานยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ร่วมสมัยในปี 2013 สำหรับ Skyfall
เทไมม์ได้ออกแบบให้กับภาพยนตร์ใหม่โดยพอล แม็คกีแกนเรื่อง Victor Frankenstein ที่นำแสดงโดยแดเนียล แรดคลิฟฟ์และเจมส์ แม็คอะวอยและภาพยนตร์ไซไฟชื่อดังโดยอัลฟองโซ คัวรอนเรื่อง Gravity ที่นำแสดงโดยแซนดรา บุลล็อคและจอร์จ คลูนีย์ เธอได้ร่วมงานกับคัวรอนหลายครั้ง ในแฟรนไชส์ Harry Potter และภาพยนตร์เรื่อง Children of Men ที่นำแสดงโดยไคลฟ์ โอเวน
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเทไมม์รวมถึงภาพยนตร์โดยมาร์ติน แม็คโดนัฟเรื่อง In Bruges ที่นำแสดงโดยราล์ฟ ไฟน์, โคลิน ฟาร์เรลและเบรนแดน กลีสัน, ภาพยนตร์โดยเบรท แรทเนอร์เรื่อง Hercules ที่นำแสดงโดยดเวย์น จอห์นสัน, ภาพยนตร์เรื่อง  Wrath of the Titans ที่นำแสดงโดยแซม เวิร์ธติงตัน, เลียม นีสันและราล์ฟ ไฟน์, ภาพยนตร์โดยแอ็กเนียสก้า ฮอลแลนด์เรื่อง Copying Beethoven ที่นำแสดงโดยเอ็ด แฮร์ริสและภาพยนตร์โดยบีแบน คิดรอนเรื่อง Bridget Jones: The Edge of Reason ที่นำแสดงโดยเรเน เซลวีเกอร์ เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบริติช อินดีเพนเดนท์ ฟิล์ม อวอร์ดจากการออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์เรื่อง High Heels and Low Lifes ที่นำแสดงโดยมินนี ไดรเวอร์ ก่อนหน้านี้ เธอได้รับรางวัลบาฟต้า ซิมรู อวอร์ดจากผลงานของเธอในภาพยนตร์โดยมาร์ค อีวานส์เรื่อง House of America และรางวัลโกลเดน คาล์ฟสาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์อูเทรทช์ปี 1995 จากภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์ของมาร์ลีน กอร์ริสเรื่อง Antonia’s Line
ผลงานของเธอรวมโปรเจ็กต์โทรทัศน์และภาพยนตร์นานาชาติกว่า 40 เรื่อง ซึ่งรวมถึง ภาพยนตร์โดยเวอร์เนอร์ เฮอร์ซ็อกเรื่อง Invincible, ภาพยนตร์โดยท็อดด์ โคมาร์นิคกี้เรื่อง Resistance, ภาพยนตร์โดยมาร์ลีน กอร์ริสเรื่อง The Luzhin Defense, ภาพยนตร์โดยพอล แม็คกีแกนเรื่อง Gangster No. 1, ภาพยนตร์โดยเอ็ดเวิร์ด โธมัสเรื่อง Rancid Aluminum, ภาพยนตร์โดยไมค์ แวน ดีมเรื่อง The Character ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์โดยแดนนี ดีเพรซเรื่อง The Ball, ภาพยนตร์โดยจอร์จ สลูเซอร์เรื่อง The Commissioner และ Crimetime, ภาพยนตร์โดยอาเต้ เดอ จองเรื่อง All Men Are Mortal และภาพยนตร์โดยฟรานซ์ ไวส์เรื่อง The Last Call

FB on October 17, 2015, 01:27:46 PM
โธมัส นิวแมน (ผู้ประพันธ์เพลง)
โธมัส นิวแมน ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในฐานะหนึ่งในผู้ประพันธ์เพลงที่โด่งดังที่สุดในแวดวงภาพยนตร์ เขาได้แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์และซีรีส์โทรทัศน์กว่า 50 เรื่องและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสิบครั้งและแกรมมี อวอร์ดอีกห้าครั้ง   
เขาเป็นลูกชายคนสุดท้องของอัลเฟรด นิวแมน (1900-1970) ผู้อำนวยการดนตรีของทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์และผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ผู้มีผลงานมากมายเช่น Wuthering Heights, The Hunchback of Notre Dame, The Diary of Anne Frank และ All About Eve สมัยเด็ก โธมัส นิวแมนได้ศึกษาดนตรีพื้นฐานและเปียโน แต่หลังจากที่พ่อเขาเสียชีวิต นิวแมน ที่ตอนนั้นอายุได้ 14 ปี ถึงได้รู้สึกถึงแรงปรารถนาที่จะแต่งเพลงขึ้นมา
นิวแมนได้ศึกษาการเรียบเรียงเสียงและออร์เคสตราที่ยูเอสซีกับศาสตราจารย์เฟรดเดอริค ลีสแมนน์ และผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ชื่อดัง เดวิด รัคซิน และกับผู้ประพันธ์ดนตรี จอร์จ เทรมบ์ลีย์ เป็นการส่วนตัว เขาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเดล ที่เขาได้ศึกษากับจาค็อบ ดรัคแมน, บรูซ แม็คคอมบี้และโรเบิร์ต มัวร์ นอกจากนี้ เขายังได้รับอิทธิพลจากนักดนตรีที่โด่งดังอีกคนหนึ่ง ซึ่งคือผู้ประพันธ์ดนตรีในตำนานของบรอดเวย์ สตีเฟน ซอนด์เฮม ผู้เป็นทั้งครูและผู้สนับสนุนที่ยิ่งใหญ่ของเขา
   จุดเปลี่ยนในอาชีพของเขาเกิดขึ้นระหว่างที่เขาทำหน้าที่ผู้ช่วยงานดนตรีในภาพยนตร์ปี 1984 เรื่อง Reckless ซึ่งไม่นานนัก เขาก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้ทำหน้าที่ผู้ประพันธ์เพลง ดังนั้น ด้วยวัย 27 ปี เขาก็ได้แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์เร่องแรกของเขา นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ได้สร้างสรรค์ดนตรีประกอบที่โดดเด่นและปลุกเร้าอารมณ์สำหรับภาพยนตร์ดังมากมาย รวมถึง Desperately Seeking Susan, The Lost Boys, The Rapture, Fried Green Tomatoes, The Player, Scent of a Woman, Flesh and Bone, The Shawshank Redemption, Little Women, American Buffalo, The People Vs. Larry Flynt, Oscar and Lucinda, The Horse Whisperer, Meet Joe Black, American Beauty, The Green Mile, Erin Brockovich, In The Bedroom, Road to Perdition, Finding Nemo, Lemony Snicket’s A Series of Unfortunate Events, Cinderella Man, Jarhead, Little Children, The Good German, Revolutionary Road, Wall-E และ Skyfall
   เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์ใหม่โดยสตีเวน สปีลเบิร์กเรื่อง Bridge of Spies โปรเจ็กต์ล่าสุดเรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง The Debt, The Adjustment Bureau, The Help, ชีวประวัติของมาร์กาเร็ต แธทเชอร์เรื่อง The Iron Lady, Saving Mr Banks, The Second Best Marigold Hotel และ Finding Dory นอกจากนี้ เขายังแต่งดนตรีประกอบมินิซีรีส์หกชั่วโมงชื่อดังทางเอชบีโอเรื่อง  “Angels in America” ที่กำกับโดยไมค์ นิโคลส์อีกด้วย เขาได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดจากเพลงธีมของเขาสำหรับซีรีส์ออริจินอลทางเอชบีโอเรื่อง “Six Feet Under” สำหรับ Skyfall เขาได้รับรางวัลบาฟต้าสาขาดนตรีออริจินอลยอดเยี่ยมและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาดนตรีประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม
นอกเหนือจากผลงานจอแก้วและจอเงินแล้ว เขายังได้แต่งดนตรีให้กับเวทีคอนเสิร์ตอีกหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงงานซิมโฟนี “Reach Forth Our Hands” สำหรับคลีฟแลนด์ ออร์เคสตราในปี 1996 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบสองร้อยปีของเมืองนี้ รวมถึง “At Ward’s Ferry, Length 180 ft” คอนแชร์โต้สำหรับดับเบิลเบสและออร์เคสตราสำหรับพิตส์เบิร์ก ซิมโฟนีในปี 2001 ผลงานคอนเสิร์ตชิ้นล่าสุดของเขาคืองานเชมเบอร์ชื่อ “It Got Work” สำหรับโครนอส ควอเทรทในปี 2009 งานชิ้นนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานที่เขารังสรรค์ให้กับลอสแองเจลิส ฟิลฮาร์มอนิค ได้ถูกขยาย และดัดแปลงสำหรับซิมโฟนี ออร์เคสตรา และควอเทรทเครื่องสาย และเปิดตัวที่วอลท์ ดิสนีย์ คอนเสิร์ต ฮอลในเดือนธันวาคม ปี 2009

แอนดรูว์ โนคีส (ผู้ร่วมอำนวยการสร้าง)
ประสบการณ์แรกของแอนดรูว์ โนคีสในอุตสาหกรรมภาพยนตร์คือการทำงานในระหว่างวันหยุดฤดูร้อนให้กับพ่อของเขา ซึ่งเป็นผู้ดูแลด้านการเงินของภาพยนตร์เรื่อง Superman จากจุดเริ่มต้นที่ต่ำต้อยจากการเป็นเด็กยกน้ำชาและเสมียนเอกสารใน Octopussy (1982) ถึงตอนนี้ เขาได้ทำงานในภาพยนตร์ 28 เรื่อง ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ทุกภาคนับตั้งแต่ Octopussy
ใน Tomorrow Never Dies โนคีสได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้ควบคุมทางการเงิน ต่อจากพ่อของเขาผู้ทำงานในภาพยนตร์ 007 ตั้งแต่ปี 1981 ในปี 2006 ด้วยบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเขาในแฟรนไชส์เจมส์ บอนด์ โนคีสจึงได้รับเครดิตผู้ช่วยอำนวยการสร้างใน Casino Royale และ Quantum Of Solace รวมถึงผู้ร่วมอำนวยการสร้างใน Skyfall

   เดวิด โป๊ป (ผู้ร่วมอำนวยการสร้าง)
   เดวิด โป๊ปได้ทำงานเป็นทนายความในนิวซีแลนด์ประเทศบ้านเกิดของเขา สหราชอาณาจักรและอเมริกา ก่อนที่จะเข้าสู่แวดวงภาพยนตร์ด้วยเรื่อง GoldenEye ในปี 1995 หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิสนาน 23 ปี ปัจจุบัน โป๊ปก็ได้ทำงานในลอนดอนและดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของอีออน โปรดักชันส์ ลิมิเต็ด เขาได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ควบคุมงานสร้างแคลลัม แม็คดูกัลล์และแอนดรูว์ โนคีส เพื่อนผู้ร่วมอำนวยการสร้างของเขาในด้านธุรกิจ การเงิน โครงสร้างการถ่ายทำและการถ่ายทำจริงๆ ในภาพยนตร์บอนด์ทุกเรื่อง ก่อนหน้านี้ เขาดำรงตำแหน่งผู้ร่วมอำนวยการสร้างใน Skyfall

   แซม สมิธ (ผู้ร่วมเขียนและนักร้องเพลงไตเติล)
   ‘In The Lonely Hour’ อัลบัมยอดขายมัลติแพลตินัมของแซม สมิธเปิดตัวที่อันดับหนึ่งในชาร์ตอังกฤษและอันดับสองในบิลบอร์ด ท็อป 200 ในเดือนพฤษภาคม ปี 2000 อัลบัมนี้ทำยอดขายได้กว่า 8.5 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก ทำลายสถิติในอเมริกาด้วยยอดขายสัปดาห์แรกสูงสุดสำหรับศิลปินชายชาวอังกฤษในยุคซาวน์สแกน เขาเป็นศิลปินเพียงคนเดียวในโลกที่ทำยอดขายได้หนึ่งล้านก็อปปี้ทั้งในอังกฤษและอเมริการะหว่างปี 2014
   สมิธโด่งดังหลังจากได้ฟีเจอริงใน ‘Latch’ เพลงฮิตของดิสโคลเชอร์ในปี 2012 และได้ร่วมงานกับน็อตตี้ บอยใน ‘La La La’ ซิงเกิลอันดับหนึ่งที่ได้รับรางวัลโมโบ และมียอดผู้ชมรวม 513 ล้านครั้งจนถึงปัจจุบัน ในตอนเริ่มต้นปี 2014 เขาได้รับรางวัลบริทส์ คริติกส์ ชอยส์ อวอร์ด และครองอันดับหนึ่งของบีบีซี ซาวน์ โพลล์ในปีนั้น นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นศิลปินชายดาวรุ่งที่มาแรงที่สุดของอังกฤษในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา
   ปีที่แล้ว เขาได้เพิ่มปริมาณของซิงเกิลอันดับหนึ่งของตัวเองด้วยซิงเกิลโซโล ‘Money On My Mind’ ตามด้วย ‘Stay With Me’ ป็อปบัลลาดที่ยังคงสร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลก
   ในปีที่ผ่านมา ความสำเร็จบนพรมแดงของเขาปรากฏชัดเจน หลังจากที่เขาได้รับทั้งสี่รางวัลที่เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลในเวทีโมโบปี 2014 รวมถึงรางวัลศิลปินใหม่ยอดเยี่ยมจากเวทีคิว อวอร์ดและศิลปินร็อค/ป็อปชายยอดนิยมจากเวทีอเมริกัน มิวสิค อวอร์ด ในตอนเริ่มต้นปี 2015 เขากลับบ้านพร้อมกับสี่รางวัลแกรมมี อวอร์ด โดยเขาคว้ารางวัลได้ในสาขาแผ่นเสียงแห่งปี เพลงแห่งปี รวมถึงศิลปินใหม่ยอดเยี่ยมและอัลบัมป็อปยอดเยี่ยม หลังจากนั้น เขาก็ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบริทส์ในสาขาต่างๆ ที่มากกว่าศิลปินคนอื่นๆ โดยเขาได้รับรางวัลเพิ่มเติมในสาขาศิลปินแจ้งเกิดยอดเยี่ยมและรางวัลความสำเร็จทั่วโลก
   ด้วยการสนับสนุนจากศิลปินดังอย่างไนล์ ร็อดเจอร์ส, อาซัพ ร็อคกี้และแมรี เจ ไบลจ์ ผู้ร่วมงานกับเขา และการร้องเพลงคู่กับจอห์น ลีเจนใน ‘Lay Me Down’ ที่แซมบันทึกเสียงเป็นพิเศษสำหรับคอมิก รีลิฟ บัดนี้ สมิธได้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในศิลปินระดับแนวหน้าของโลกเรียบร้อยแล้ว
   ล่าสุด เขาเพิ่งประกาศการมีส่วนร่วมในแคมเปญฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวปี 2015 ของบาเลนเซียก้า เมน
   
   อเล็กซานเดอร์ วิทท์ (ผู้กำกับยูนิทที่สอง)
ผลงานของ อเล็กซานเดอร์ วิทท์ครอบคลุมเวลากว่า 25 ปี เริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยช่างกล้อง ก่อนจะทำหน้าที่ช่างกล้องและผู้กำกับภาพ นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็มีชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในนักวิชวลระดับแนวหน้าของวงการ ทั้งในฐานะผู้กำกับยูนิทที่สองและผู้กำกับภาพ เขาได้เปิดตัวผลงานการกำกับเรื่องแรกในปี 2004 ใน Resident Evil: Apocalypse ที่นำแสดงโดยมิลลา โยโววิช
SPECTRE จะเป็นภาพยนตร์บอนด์เรื่องที่สามที่เขาทำหน้าที่ผู้กำกับยูนิทที่สองหลังจาก Casino Royale และ Skyfall
   ผลงานของเขาในฐานะผู้กำกับยูนิทที่สอง ผู้โด่งดังจากซีเควนซ์ไล่ล่าทางรถยนต์ไฮอ็อกเทนและซีเควนซ์แอ็กชัน ได้แก่ Speed และ Speed 2, Twister, Gladiator, Hannibal, Black Hawk Down, The Bourne Identity, XXX, The Italian Job, Hidalgo และ Pirates of the Caribbean:  The Curse of the Black Pearl นอกจากนี้ วิทท์ยังได้ทำงานเป็นผู้กำกับยูนิทที่สองใน Prince of Persia: The Sands of Time, Robin Hood, The Town, Fast and Furious 5, X-Men: First Class และ Safe House ล่าสุด เขาทำหน้าที่ผู้กำกับยูนิทที่สองในภาพยนตร์ปี 2015 เรื่อง Cinderella และ Terminator Genisys

คริส คอร์บูลด์ (ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์/ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายพาหนะ/ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเอฟเฟ็กต์งานจำลอง)
คริส คอร์บูลด์ ได้ทำการดูแลสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ในหนังบอนด์เจ็ดเรื่องก่อนหน้านี้ และเขาก็ได้ทำงานในแผนกสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ของการผจญภัยของ 007 มาแล้วสิบสี่ครั้ง
ผลงานในหนังบอนด์ของเขาเริ่มต้นในปี 1977 ที่เขารับตำแหน่งช่างเทคนิคใน The Spy Who Loved Me หลังจาก Moonraker  เขาก็เริ่มไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆ และได้รับการเลื่อนขั้นเป็นช่างเทคนิคอาวุโสใน For Your Eyes Only และ A View To A Kill ก่อนที่จะทำหน้าที่ผู้ดูแลฟลอร์ใน The Living Daylights และซูเปอร์ไวเซอร์ยูนิทที่สองใน Licence To Kill ในปี 1995 เมื่อบรอสแนนได้รับบทบอนด์ใน GoldenEye เขาก็ได้ทำงานเป็นซูเปอร์ไวเซอร์เป็นครั้งแรกและนับตั้งแต่นั้น เขาก็เป็นผู้รับผิดชอบสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ในหนังบอนด์ทุกเรื่อง คอร์บูลด์และทีมงานของเขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟต้าจากผลงานของพวกเขาใน GoldenEye, Casino Royale และ Quantum of Solace ล่าสุด เขาได้รับรางวัลออสการ์จากผลงานของเขาในภาพยนตร์โดยคริส โนแลนเรื่อง Inception นอกจากนั้น ในฐานะซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ คอร์บูลด์ยังได้ทำงานเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเอฟเฟ็กต์จำลอง และผู้กำกับเสริมยูนิทที่สองใน Skyfall อีกด้วย
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่น่าประทับใจของคอร์บูลด์ในตำแหน่งซูเปอร์ไวเซอร์ได้แก่ The Mummy, Lara Croft Tomb Raider, Tomb Raider: Cradle of Life, X-Men: First Class, ภาพยนตร์โดยคริสโตเฟอร์ โนแลนเรื่อง Batman Begins, The Dark Knight และ Dark Knight Rises และล่าสุด Star Wars Episode VII: The Force Awakens ในปีนี้ ปัจจุบัน เขากำลังอยู่ระหว่างการทำงานใน Star Wars Episode VIII
คริสได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์โอบีอีจากสมเด็จพระราชินีนาถในโอกาสปีใหม่ปี 2014 จากคุณูปการที่เขามีต่อภาพยนตร์

   แกรี พาวเวลล์ (ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์)
แกรี พาวเวลล์ กลับมาทำงานในหนังเจมส์ บอนด์เรื่องที่สี่ของเขาในตำแหน่งผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ ใน Casino Royale ทีมสตันท์ได้ทำลายสถิติกินเนส บุ๊คสำหรับ  ‘Most Cannon Rolls In a Car’ และได้รับรางวัลเวิลด์ สตันท์ อวอร์ดสาขา ‘สตันท์ความสูงที่ดีที่สุด’ และตัวพาวเวลล์เองก็ได้รับรางวัลเวิลด์ สตันท์ อวอร์ดสาขา ‘ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ยอดเยี่ยม’ อีกด้วย ก่อนหน้านี้ เขาเคยเป็นสตันท์แมนมาก่อนใน GoldenEye, Tomorrow Never Dies และ The World is Not Enough
พาวเวลล์เกิดในครอบครัวสตันท์แมนและเขาก็ได้แสดงฉากผาดโผนครั้งแรกตอนอายุ 11 ในภาพยนตร์ Carry On เรื่องหนึ่ง ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขาหลังจากที่เขาไต่เต้าขึ้นมาถึงตำแหน่งผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ได้แก่ Titanic, Braveheart, Saving Private Ryan, Terminator 3, Alexander, The Legend of Zorro, Bourne Ultimatum, ภาพยนตร์โดยสปีลเบิร์กเรื่อง Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull และล่าสุด The Amazing Spiderman 2, Dawn Of The Planet Of Apes และ Tracers
ปัจจุบัน เขากำลังอยู่ระหว่างการทำงานในตำแหน่งผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ในซีเควล Bourne ภาคต่อไป

เด็บบี้ แม็ควิลเลียมส์ (ผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดง)
เด็บบี้ แม็ควิลเลียมส์ ทำหน้าที่คัดเลือกนักแสดงมาในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์สิบสองเรื่องก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ For Your Eyes Only, Octopussy, A View To A Kill, The Living Daylights, GoldenEye, Tomorrow Never Dies, The World Is Not Enough, Die Another Day, Casino Royale, Quantum of Solace, Skyfall และ SPECTRE
   ผลงานภาพยนตร์ที่น่าประทับใจเรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่ Superman I และ II, American Werewolf In London, Spies Like Us, Henry V, My Beautiful Launderette, Personal Services, Monty Python’s Meaning Of Life, Othello, Centurion, Jackboots on Whitehall, Up There, Take Down และ Stratton ที่กำลังจะเข้าฉาย ปัจจุบัน เธออยู่ระหว่างการทำงานกับมาร์ติน แคมป์เบล ผู้กำกับ Casino Royale ในภาพยนตร์เรื่อง The Foreigner

   แดเนียล ไคลน์แมน (ผู้ออกแบบเมน ไตเติล)
แดเนียล ไคลน์แมน ได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในผู้กำกับที่โด่งดังที่สุดในแวดวงโฆษณา เขาได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในฐานะผู้กำกับโฆษณาที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในโลกและได้รับรางวัลสูงสุดของวงการมากมาย เขาได้รับการโหวตให้เป็นผู้กำกับโฆษณาแห่งทศวรรษ
   หลังจากฮอมซีย์ อาร์ต สคูล แดเนียลก็ได้ทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบ และได้ร่วมทำงานสตอรีบอร์ดกับผู้กำกับ ที่ทำงานในแวดวงมิวสิค วิดีโอ ที่เพิ่งเกิดใหม่ นำไปสู่มิวสิค วิดีโอเพลงแรกของเขาในปี 1983
   แดเนียลเป็นผู้บุกเบิกการใช้สเปเชียล เอฟเฟ็กต์ในขั้นตอนโพสต์ โปรดักชันในช่วงการกำกับวิดีโอกว่า 100 เพลงในยุค 80s ตั้งแต่ยุค 90s แดเนียลก็ทุ่มเทให้กับการโฆษณา นอกจากนี้ เขายังได้กำกับดรามาทางโทรทัศน์ และได้รับการเสนอชื่อชิงบาฟต้าและได้รับรางวัลกุหลาบที่มอนโทรซ์ นอกจากนี้ เขายังได้สานต่องานของมอริซ บินเดอร์ ในการสร้างซีเควนซ์ไตเติลสำหรับภาพยนตร์เจมส์ บอนด์อีกด้วย
ในปี 2006 แดเนียลได้ก่อตั้งแรททลิง สติ๊ค ในปี 2012 บริษัทแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทโปรดักชันอันดับหนึ่งของอังกฤษเป็นครั้งที่สี่ในรอบห้าปี ในปี 2013 แรททลิง สติ๊คได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทโปรดักชันที่ดีที่สุดแห่งปีจากนิตยสารแคมเปญเป็นครั้งที่สามและในช่วงปลายปี 2014 บริษัทแห่งนี้ก็ติดอันดับหนึ่งในโพลล์เทเลวิชวล เพียร์เป็นปีที่หกติดต่อกัน

สตีฟ เบ็กก์ (ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์)
ตั้งแต่อายุน้อยๆ สตีฟ เบ็กก์ก็ชื่นชอบสเปเชียล วิชวล เอฟเฟ็กต์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากซีรีส์ของเกอร์รี แอนเดอร์สัน (“Thunderbirds”, “Captain Scarlet”, “Space 1999”)หลังจากนั้น พอจบจากโรงเรียน สตีฟ เบ็กก์ก็ไปทำงานให้กับแอนเดอร์สัน หลังจากทำให้เขาประทับใจกับเอฟเฟ็กต์สมัครเล่น 16 มม. เบ็กก์ได้ทำงานเป็นผู้กำกับฝ่ายเอฟเฟ็กต์ในซีรีส์หลายเรื่องของแอนเดอร์สัน ประสบการณ์ของเขากับแอนเดอร์สันทำให้เขาได้ร่วมงานกับดีเร็ค เมดดิงส์ ปรมาจารย์ด้านวิชวล เอฟเฟ็กต์ของบอนด์  (Live And Let Die , GoldenEye) และได้ทำงานเป็นช่างเทคนิคคนหนึ่งของเขาในภาพยนตร์โดยทิม เบอร์ตันเรื่อง Batman
   หลังจากนั้น เบ็กก์ก็ได้ทำงานควบคุมวิชวล เอฟเฟ็กต์ตามลำพังใน Lost In Space, Lara Croft, Tomb Raider 1 และ 2, Batman Begins และ Golden Compass และล่าสุด  Kingsman: The Secret Service เขาได้ทำความฝันในวัยเด็กให้เป็นจริงด้วยการได้ทำงานในภาพยนตร์บอนด์เริ่มต้นจากงานดิจิตอล เอฟเฟ็กต์ใน GoldenEye ก่อนที่ท้ายที่สุดจะได้เป็นซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์และของจำลองใน Casino Royale และ Skyfall

   เกร็ก วิลสัน (ผู้ช่วยอำนวยการสร้าง)
เกร็ก วิลสันเป็นลูกชายคนเล็กของผู้อำนวยการสร้างไมเคิล จี. วิลสัน และหลานชายของอัลเบิร์ต อาร์.บร็อคโคลี อดีตผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์บอนด์ผู้ล่วงลับ เขาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี 2001 ในสาขาฟิสิกส์และประพันธ์ดนตรี งานแรกของเกร็กในแฟรนไชส์บอนด์คือการเป็นผู้ช่วยของคอมโพสเซอร์เดวิด อาร์โนลด์ใน The World is Not Enough ใน Die Another Day ซึ่งเป็นภาพยนตร์บอนด์เรื่องถัดมา หน้าที่ของเขารวมถึงการพัฒนา การเป็นผู้ช่วยงานสร้างและการออกแบบเสียง
ตลอดหลายปีหลังจากนั้น เกร็กก์ได้ทำงานเป็นนักออกแบบเสียงฟรีแลนซ์ในภาพยนตร์ โฆษณาและวิดีโอเกม รวมไปถึงงานเขียนบทและพัฒนาบทด้วย หลังจากที่ได้ร่วมงานกับมือลำดับภาพ สจวร์ต เบิร์ดในฐานะผู้ช่วยลำดับภาพใน Casino Royale เขาก็เข้าทำงานกับอีออน โปรดักชันส์เต็มเวลา นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ได้ทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้อำนวยการสร้างใน Quantum of Solace และผู้ช่วยผู้อำนวยการสร้างใน Skyfall

เจย์น-แอน เทนเกรน (ผู้ช่วยอำนวยการสร้าง)
   ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เจย์น-แอน เทนเกรน ได้ทำงานทั่วโลกในฐานะซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายบทฟรีแลนซ์และล่าสุด เธอก็ได้ทำหน้าที่ผู้ช่วยอำนวยการสร้างในภาพยนตร์เรื่อง Extremely Loud & Incredibly Close และ SPECTRE
   เธอได้ทำงานในภาพยนตร์กว่า 60 เรื่อง โดยเน้นการร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับผู้กำกับ มือเขียนบทและฝ่ายพัฒนาบท เธอเริ่มต้นการร่วมงานกันที่ยาวนานสิบห้าปีกับผู้กำกับแซม เมนเดสด้วย Road To Perdition ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่ Skyfall, Away We Go, Revolutionary Road, Jarhead, Blood Diamond, The Last Samurai, Star Wars (Episodes I, II และ III), Boogie Nights และ Sleepy Hollow
   เธอได้ศึกษาด้านละครเวทีและภาพยนตร์ในอังกฤษ และย้ายไปอเมริกาในปี 1988 ที่ซึ่งเธอได้ทำงานในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ชั่วคราว และได้เป็นตากล้องข่าวโทรทัศน์ ก่อนที่จะขยับขยายสู่งานสร้างภาพยนตร์

   สจวร์ต วิลสัน (ผู้ผสมเสียงงานสร้าง)
ตั้งแต่อายุน้อย สจวร์ต วิลสันก็สนใจในเรื่องเสียงอยู่แล้ว เขารู้สึกสนใจภาพยนตร์ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น และความสามารถในเรื่องออดิโอของเขาก็ทำให้เขาได้ฝึกงานที่สก็อตติช ฟิล์ม ออฟฟิศและได้เข้าร่วมเนชันแนล ฟิล์ม แอนด์ ทีวี สคูล นับตั้งแต่ปี 1992 สจวร์ตก็ได้ทำงานในภาพยนตร์หลากหลายในฐานะผู้บันทึกเสียงและผู้ผสมเสียงกับผู้กำกับที่หลากหลายอย่างไมเคิล วินเทอร์บอททอม, เบอร์นาโด้ แบร์โตลุชชี, เดวิด โครเนนเบิร์ก, เฟอร์นันโด เมอเรลเลส, โซเฟีย คอปโปลา, เดวิด เยทส์ ในสามภาคสุดท้ายของ Harry Potter และสปีลเบิร์กใน War Horse ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์และบาฟต้า อวอร์ด ล่าสุด เขาได้รับหน้าที่ผู้ผสมเสียงงานสร้างในภาพยนตร์เรื่อง Cinderella, Macbeth และ Star Wars Episode VII – The Force Awakens สำหรับ Skyfall วิลสันได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์สาขาผสมเสียง และรางวัลบาฟต้าสาขาเสียงยอดเยี่ยม

SPECTRE, 007 Gun Logo and related James Bond Trademarks © 1962-2015 Danjaq, LLC and United Artists Corporation.  SPECTRE, โลโก้ปืน 007 และเครื่องหมายการค้าเจมส์บอนด์ที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องหมายการค้าของแดนแจ็ค, แอลแอลซี สงวนลิขสิทธิ์