ภาพยนตร์ > ข่าวภาพยนตร์

MOVIE : “ปัญญาเรณู 3 ตอน รูปูรูปี” 7 มีนาคม 2556

(1/5) > >>

FB:
“บิณฑ์” นำทีมเด็กโกอินเตอร์ ตะลุยอินเดีย เคลียร์ความเครียด สร้างความสนุกหรรษา ใน “ปัญญาเรณู 3 ตอน รูปูรูปี” พร้อมฉายรับปิดเทอมใหญ่ 7 มีนาคมนี้




 
          หลังจากประสบความสำเร็จจาก “ปัญญาเรณู 1 และ 2” ผู้กำกับใจบุญมากความสามารถ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ก็ขอโกอินเตอร์โดยยกกองถ่ายเกือบร้อยชีวิตไปตะลุยอินเดียในภาพยนตร์เรื่องใหม่ “ปัญญาเรณู 3 ตอน รูปูรูปี” กับเรื่องราวการผจญภัยของแก๊งเด็กบ้านนาที่เกิดพลัดหลงกันขึ้นระหว่างการเดินทางจากแดนอีสานสู่เมืองพุทธคยาเพื่อไปสืบทอดศิลปะประจำชาติ ความชุลมุนสุดหรรษาจึงบังเกิดโดยไม่คาดคิด

          พระเอกและผู้กำกับฯชื่อดัง เชื่อมั่นหนังดี เจตนาดี เผยชีวิตเด็กๆ ต่างชนชั้นในอินเดียกับเด็กบ้านนอกไทยแท้ที่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความน่ารักสดใส สร้างรอยยิ้ม น้ำตา และความประทับใจที่ไม่เคยมีหนังไทยเรื่องไหนสร้างมาก่อน

โดยบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เปิดเผยถึงผลงานใหม่นี้ว่า
          “เรื่องนี้ก็เกิดจากความประทับใจในการเดินทางไปอินเดีย ระหว่างเดินทางก็เห็นความเป็นอยู่ของแต่ละเมืองที่มีความแตกต่างกัน ก็มีความคิดว่าถ้าเอาเด็กอีสานไปเจอกับเด็กอินเดียให้ลองใช้ชีวิตด้วยกันซิว่ามันจะเป็นยังไง มันน่าจะมีมีข้อคิดอะไรที่ดีๆ ให้กับเราได้ ก็เลยกลายเป็นโปรเจ็คต์หนังตลกใสๆ มีดราม่าชีวิตเข้ามาด้วย ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องตลกมากหรือว่าดราม่ามากๆ มันเป็นเรื่องของเด็กๆ ซึ่งทำยังไงก็ได้ให้ได้กลับบ้าน เป็นแนวสนุกๆ ของเด็กๆ ที่พลัดหลงกันระหว่างเดินทางในอินเดีย ก็ได้ผจญภัยกันไปกับเรื่องราวที่สนุกสนานน่าติดตามระหว่างเด็กไทยและเด็กอินเดีย หนังเรื่องนี้จะสนุกตรงที่เด็กๆ ไม่รู้เรื่องด้านภาษาและวัฒนธรรมแต่ต้องมาอยู่ด้วยกัน ก็จะเป็นเรื่องของความมีน้ำใจ เรื่องจิตใจของเพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกัน

          หนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นหนังไทยงที่เดินทางไปถ่ายทำไกลถึงพุทธคยา ประเทศอินเดียซึ่งเป็นหนึ่งในสังเวชนียสถานของโลก จุดหมายที่ชาวพุทธทั่วโลกต้องไปเยือนสักครั้ง ภาพที่หนังถ่ายทอดออกมาสื่อสารเรื่องราวความเป็นอยู่ของชาวอินเดีย จะได้เห็นวิถีชนบท ได้เห็นถึงวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเห็น และสถานที่สวยแปลกตาอีกมากมาย โดยไม่ต้องคิดซับซ้อนมากมาย และยังคงสไตล์ปัญญาเรณูแบบโกอินเตอร์ ก็จะมีทั้งเรื่องเกี่ยวกับชีวิต ความสนุกสนานเฮฮาที่จะให้ข้อคิดกับเด็กๆ และอีกหลายๆ คนที่อาจไปตกระกำลำบากอยู่ต่างประเทศ เรื่องนี้ก็จะให้ข้อคิดดีๆ ที่จะให้คนได้จดจำได้เลยครับ ผมเชื่อว่าเด็กๆ ในเรื่องนี้จะทำให้ท่านยิ้ม หัวเราะ และประทับใจได้ไม่ยาก”

          “ปัญญาเรณู 3 ตอน รูปูรูปี” ผลงานโกอินเตอร์สู่แดนภารตะของ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” พร้อมออกผจญภัยในโรงภาพยนตร์ต้อนรับปิดเทอมใหญ่ 7 มีนาคมนี้

FB:
“บิณฑ์” ปั้น “กุ๊ดดู กุมาร” เด็กอินเดียหน้าใหม่ แสดงนำ “ปัญญาเรณู 3 ตอน รูปูรูปี”



          ข้ามฟ้าไปตะลุยถ่ายทำถึงอินเดียทั้งที ผู้กำกับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” เลยขอปั้น “กุ๊ดดู กุมาร” เด็กอินเดียเป็นดาราหน้าใหม่แสดงนำใน “ปัญญาเรณู 3 ตอน รูปูรูปี” ซะเลย

          โดยทีมงานได้ลงพื้นที่ค้นหานักแสดงตามโรงเรียนต่างๆ กว่าสิบที่ในเมืองคยา และแคสติ้งเด็กอินเดียนับร้อยคน ซึ่งเด็กชายกุ๊ดดูโดดเด่นมาในมาดหวีผมเรียบแปล้ พร้อมส่งยิ้มกับสายตาหวานๆ อยู่ตลอดเวลา และเป็นเด็กคนเดียวที่กล้าแสดงออกมามากที่สุด ทีมงานให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ว่าจะร้อง เล่น หรือเต้นรำ

          “กุ๊ดดู กุมาร” เด็กชายชาวอินเดียวัย 11 ปี เรียนอยู่ที่โรงเรียน Panchashile Rublie ตั้งอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองคยา รัฐพิหาร ซึ่งเมืองนี้มีประชากรกว่า 100 ล้านคน โรงเรียนของกุ๊ดดู เป็นอาคารชั้นเดียวบริเวณโดยรอบร่มรื่นและเย็นสบาย มีห้องเรียนห้องเดียวไม่ใหญ่มากมายอะไร โรงเรียนมีนักเรียนอยู่ประมาณ 30-40 คน เด็กๆ เรียนรวมกันทั้งชายหญิง ส่วนบ้านของกุ๊ดดูอาศัยอยู่ร่วมกัน 5 คนคือ พ่อ แม่ พี่สาว และพี่ชายเป็นบ้านหลังเล็ก แต่ก็ดูดีกว่าอีกหลายหลังในหมูบ้านนั้น ลักษณะโดยทั่วไปของหมู่บ้านก็คล้ายหมู่บ้านตามชนบทของประเทศไทย บ้านของกุ๊ดดูอยู่ในฐานะปานกลาง ข้างในบ้านอยู่อย่างสบายๆ ไม่มีการตกแต่งอะไรมากนัก ทางเดินในบ้านเป็นซอกซอย แบ่งเป็นห้องๆ ห้องแรกที่เจอก็คือห้องครัว ห้องน้ำอยู่ด้านหน้าของตัวบ้าน ด้านหน้าไม่มีหลังคา ด้านในสุดของตัวบ้านเป็นห้องนอนมีหลังคาข้างในเย็นสบาย บ้านกุ๊ดดูแตกต่างจากบ้านหลังอื่นๆ คือมีห้องน้ำในบ้านและไม่เลี้ยงวัวในบ้าน ซึ่งคนอินเดียส่วนใหญ่จะเลี้ยงวัวไว้ในบ้าน และถ่ายหนักถ่ายเบากันกลางทุ่ง การตกแต่งทั้งหมดคุณพ่อกับคุณแม่ช่วยกัน ไม่มีห้องเป็นส่วนตัวทุกคนนอนรวมกัน ดูเป็นครอบครัวอบอุ่นและน่ารักครอบครัวหนึ่ง

          ผู้กำกับฯ บิณฑ์ เผยว่า

          “หลังจากที่ได้ร่วมงานกับ ‘กุ๊ดดู กุมาร’ เค้าเป็นเด็กที่แตกต่างจากเด็กอินเดียทั่วๆ ไปที่เคยเห็น เพราะเด็กอินเดียส่วนใหญ่ถ้าเจอคนต่างชาติ ก็มักจะแบมือขอเงินเรียกว่าคลานได้ก็ขอตังค์เป็นแล้ว (เมืองคยา เป็นเมืองหนึ่งที่กันดาร และจนมากในประเทศอินเดีย) คนอินเดียไม่ได้สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษกันทุกคน คนส่วนใหญ่มักสื่อสารด้วยภาษาอินเดีย แต่กุ๊ดดูเค้าสื่อสารกับทางทีมงานด้วยภาษาอังกฤษ ซึ่งก็บ่งบอกให้รู้ว่าเค้าได้รับการศึกษา และได้รับการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่ และครู กับเพื่อนๆ นักแสดงเด็กไทย กุ๊ดดูก็จะใช้ภาษากาย ถึงจะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างแต่พวกเค้าก็สนิทกันเล่นกันได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด ด้วยความที่กุ๊ดดูเป็นเด็กฉลาดและมีน้ำใจ เค้าจะรู้ว่าต้องคอยช่วยเหลือดูแลเพื่อนๆ เด็กไทยจากพวกแขกมุง การมาถ่ายทำครั้งนี้ทำให้เด็กๆ รู้ว่าถึงจะแตกต่างกันคนละภาษาแต่ก็เป็นเพื่อนกันได้ มันคือเรื่องจริงและชีวิตจริงที่เด็กๆ ได้สัมผัสและผมต้องการถ่ายทอดให้ผู้ชมได้เห็นกันครับ”

          ติดตามชมมิตรภาพของเด็กๆ ที่แตกต่างกันทั้งเชื้อชาติ วัฒนธรรม และภาษา ได้ใน “ปัญญาเรณู 3 ตอน รูปูรูปี” ผลงานโกอินเตอร์สู่แดนภารตะของ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” พร้อมออกผจญภัย ต้อนรับปิดเทอมใหญ่ 7 มีนาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

FB:
แถลงข่าวสุดเฮฮา “ปัญญาเรณู 3 ตอน รูปูรูปี” ได้เวลา “อิน” ภารตะฮัดช่า



          เปิด แถลงข่าวภาพยนตร์สุดเฮฮาตะลุยแดนโรตีกันไปแล้วกับภาพยนตร์เรื่อง “ปัญญาเรณู 3 ตอน รูปูรูปี” ผลงานล่าสุดของผู้กำกับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ณ ชั้น 7 SF Cinema City, MBK Center ท่ามกลางบรรยากาศสุดม่วนซื่นระรื่นคึกคักตลอดงาน

          เปิดงานด้วย การเชิญผู้กำกับคนเก่งและใจบุญ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ขึ้นมาพูดคุยถึงแรงบันดาลใจและรายละเอียดของการข้ามฟ้าไปตะลุยแดนภารตะเพื่อ ถ่ายทำภาพยนตร์ครบรสความสนุกเรื่องนี้

          จากนั้นจึงเป็นคิวของ ทีมนักแสดงเด็กอินเนอร์อีสานแรงเกินร้อยนำทีมโดย ด.ญ.สุธิดา หงษา (น้ำขิง), ด.ช.บุญฤทธิ์ จันทร์แก้ว (เปเล่), ด.ช.วิชิต สมดี (ชิต), ด.ช.ปกรณ์ ผ่องศรี (โบ๊ต), ด.ญ.ศศิธร อัปมานะ (เซฟ), ด.ญ.พิมพ์พ์รพี ดีเมืองปัก (พลอย), ด.ช.ธงรบ ดีเมืองปัก (ภีม), และ ด.ช.พงษ์สิทธิ์ นาเวียง (แซกกี้) รวมถึงไกด์หนุ่มคนพิเศษอย่าง “โดโด้-ยุทธพิชัย ชาญเลขา” ขึ้นมาเสริมทัพความฮาเล่าเบื้องหลังการโกอินตะระเดียอย่างสนุกสุขแสนตะลุย แดนโรตีด้วยสปิริตและความอึดแรงกล้า แม้จะต้องปรับตัวให้ชินกับสภาพแวดล้อมของเมืองพุทธคยาเป็นอย่างมาก เพื่อให้ผลงานโกอินเตอร์เรื่องนี้ออกมาทั้งฮาและมันส์ทะลุส่าหรีกันเลยที เดียว

          นอกจากนั้นยังมีการโชว์และประชันลีลาแดนซ์กระจายจากแดน ข้าวเหนียวสู่แคว้นภารตะของเหล่านักแสดงตัวน้อยซึ่งเพิ่มความหรรษาให้กับงาน มากมาย

          ต่อด้วยตัวอย่างภาพยนตร์เต็มรูปแบบเพื่อให้เห็นภาพความ สนุกกันอย่างชัดเจน ซึ่งก็เรียกเสียงหัวเราะจากเหล่าสื่อมวลชนและผู้ร่วมงานได้เป็นอย่างดี

          ปิด ท้ายงานแถลงข่าวครั้งนี้ด้วยการถ่ายภาพร่วมกันของทีมงานผู้กำกับ-นักแสดง (พร้อมด้วยนักแสดงรับเชิญอย่าง หน่อย-อุษณียาภรณ์ ผลเจริญ และ พลอย ทิพจุฑา ไอยเรศกร), ผู้บริหาร, สปอนเซอร์ และพันธมิตรต่างๆ เป็นที่ระลึก

          “ปัญญาเรณู 3 ตอน รูปูรูปี” พร้อมโกอินตะระเดียเคลียร์ความเครียดเพียบพร้อมความสนุก 7 มีนาคมนี้ในโรงภาพยนตร์...นะจ๊ะ นายจ๋า

FB:
Movie: ปัญญาเรณู 3 ตอน รูปู รูปี

ปัญญาเรณู 3 ตอน รูปูรูปี [Official TR]
http://www.youtube.com/watch?v=YsKhUMZH-1E









   
    
กลับมาสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอีกครั้งกับแก๊ง “ปัญญาเรณู”
พร้อมเพิ่มสีสันด้วยสมาชิกใหม่สุดแสบใส แถมยังไปถ่ายทำไกลถึงประเทศอินเดีย
ผลงานโกอินเตอร์สู่แดนภารตะจากทีมผู้สร้าง “ปัญญาเรณู”

กับเรื่องราวความม่วนซื่นในการเดินทางของ “น้ำขิง” และเพื่อนๆ
จากแดนอีสานสู่เมืองพุทธคยาเพื่อสืบทอดศิลปะประจำชาติที่น่าประทับใจ
ไปจนถึงความชุลมุนสุดหรรษาเมื่อต่างเกิดพลัดหลงกันขึ้นโดยไม่คาดคิด

การเดินทางในเมืองที่แตกต่างทั้งภาษาและวัฒนธรรม
กลุ่มเด็กๆ ได้เห็นวิถีชีวิตและประเพณีวัฒนธรรมของอินเดียมากมาย
ความรัก ความสามัคคี รวมถึงมิตรภาพในวัยเด็กที่ไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ
ความประทับใจที่คุณจะสัมผัสได้ใน...

สนุกทะลุส่าหรี ถึงคราวเมืองโรตีโดนตะลุย
7 มีนาคมนี้ ในโรงหนังนะจ๊ะ นายจ๋า

กำหนดฉาย 7 มีนาคม 2556
แนวภาพยนตร์ คอเมดี้-ดราม่า
บริษัทผู้สร้าง สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล, บิณฑ์ บูม บิสซิเนส
บริษัทจัดจำหน่าย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล
บริษัทดำเนินงานสร้าง บิณฑ์ บูม บิสซิเนส
อำนวยการสร้าง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ, บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์
ควบคุมงานสร้าง วราภรณ์ พิบำรุง
กำกับภาพยนตร์ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์
บทภาพยนตร์ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์
กำกับภาพ พีระพันธ์ เหล่ายนตร์
ลำดับภาพ พีระพันธ์ เหล่ายนตร์
ออกแบบงานสร้าง สุวัฒน์ชัย สุทธิรักษ์
ออกแบบเครื่องแต่งกาย ธนสรร ไอยเรศกร
ดนตรีประกอบ ธิปไตย ภิรมย์ภักดิ์
คัดเลือก-สอนการแสดง สุรชัย เที่ยงธรรม
ออกแบบท่าเต้น พิลานันทร์ มาตรเลิง
ที่ปรึกษาด้านภาษา ลักษมี ญาณเกียรติพงศ์
ฟิล์มแล็บ สยามพัฒนาฟิล์ม
บันทึกเสียง ห้องบันทึกเสียงรามอินทรา
ทีมนักแสดง ด.ญ.สุธิดา หงษา, ด.ช.พงษ์สิทธิ์ นาเวียง, ด.ช.บุญฤทธิ์ จันทร์แก้ว, ด.ช.วิชิต สมดี,
ด.ช.ปกรณ์ ผ่องศรี, ด.ญ.ศศิธร อัปมานะ, ด.ช.ธงรบ ดีเมืองปัก, ด.ญ.พิมพ์รพี ดีเมืองปัก, ด.ญ.วาทินี พงษ์ภาพ, กุ๊ดดู กุมาร, นพดล ดวงพร, ยุทธพิชัย ชาญเลขา, อุษณียาภรณ์ ผลเจริญ, เหลือเฟือ มกจ๊ก, จั๊กกะบุ๋ม เชิญยิ้ม, ซ่าส์ หมาว้อ, ยาว ลูกหยี, ศิกษก บรรลือฤทธิ์

FB:
เรื่องย่อ

          ภาพยนตร์ สะท้อนกลิ่นอายวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวอีสานส่งผ่านให้ชาวต่างชาติได้รับ รู้ จากเรื่องราวความม่วนซื่นในการเดินทางของ “น้ำขิง” (สุธิดา หงษา) และเพื่อนๆ จากหมู่บ้านชนบทของไทยสู่เมืองพุทธคยา เพื่อไปทอดผ้าป่าและแสดงโปงลาง-วัฒนธรรมพื้นบ้านของภาคอีสานที่วัดไทยใน อินเดีย

          เรื่องราวสนุกสนานและประทับใจเริ่มต้นตั้งแต่การ เตรียมตัวขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก จนกระทั่งเดินทางไปถึงอินเดีย แต่ในระหว่างที่กลุ่มเด็กๆ พักอยู่ที่อินเดีย ทางวัดได้พาเด็กๆ ไปเที่ยว ขณะนั้นเองที่กลุ่มเด็กๆ เกิดพลัดหลงจากคณะของพระโดยไม่คาดคิด

เรื่อง ชุลมุนสุดหรรษาจึงเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มเด็กไทย 7 คน (น้ำขิง, เปเล่, ชิต, เซฟ, พลอย, ภีม, โบ๊ต) ต้องหลงทางในดินแดนที่ไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย และไม่สามารถสื่อสารได้

          แต่แล้วโชคชะตาก็นำพาให้พวกเด็กๆ ได้พบกับ “รูปี” (กุ๊ดดู กุมาร) เด็กชายชาวอินเดียที่พยายามจะช่วยเหลือ แม้จะไม่สามารถสื่อสารกันได้ แต่เด็กก็ย่อมเข้าใจในเด็กด้วยกัน ขณะเดียวกันทางกลุ่มพระและคณะทัวร์ก็ออกตามหาเด็กๆ แต่ก็มีเหตุให้ต้องคลาดกันทุกครั้งไป

ความรัก, ความสามัคคี และไหวพริบของเด็กๆ จะช่วยให้พวกเขากลับวัดไทยได้อย่างไร

          จาก การขุด “รูปู” เล่นสนุกสู่ทริป “รูปี” ตะลุยอินเดีย การผจญภัยในเมืองที่แตกต่างทั้งภาษาและวัฒนธรรม แต่มิตรภาพในวัยเด็กที่ไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ จะสร้างความประทับใจให้คุณสัมผัสได้ใน “ปัญญาเรณู 3 ตอน รูปูรูปี”

เบื้องหลังการผจญภัย จากแดนข้าวเหนียวสู่แคว้นโรตี
          หลัง จากประสบความสำเร็จจาก “ปัญญาเรณู 1 และ 2” ผู้กำกับใจบุญมากความสามารถ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ก็ได้แรงบันดาลใจจากการเดินทางไปท่องเที่ยวและทำบุญที่ประเทศอินเดีย งานนี้จึงขอโกอินเตอร์โดยยกกองถ่ายเกือบร้อยชีวิตไปตะลุยแดนภารตะในภาพยนตร์ เรื่องใหม่ “ปัญญาเรณู 3 ตอน รูปูรูปี” กับเรื่องราวการผจญภัยของแก๊งเด็กบ้านนาที่เกิดพลัดหลงกันขึ้นระหว่างการ เดินทางจากแดนอีสานสู่เมืองพุทธคยาเพื่อไปงานบุญครั้งใหญ่ ความชุลมุนสุดหรรษาจึงบังเกิดโดยไม่คาดคิด
          “เรื่องนี้ก็เกิด จากความประทับใจของผมในการเดินทางไปอินเดีย โดยเฉพาะที่พุทธคยา-เมืองที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ระหว่างเดินทางก็เห็นความเป็นอยู่ของแต่ละเมืองที่มีความแตกต่างกัน ก็มีความคิดว่าถ้าเอาเด็กอีสานไปเจอกับเด็กอินเดียให้ลองใช้ชีวิตด้วยกันซิ ว่ามันจะเป็นยังไง มันน่าจะมีมีข้อคิดอะไรที่ดีๆ ให้กับเราได้ ก็เลยกลายเป็นโปรเจ็คต์หนังตลกใสๆ มีดราม่าชีวิตเข้ามาด้วย ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องตลกมากหรือว่าดราม่ามากๆ มันเป็นเรื่องราวสนุกๆ ของเด็กๆ ที่พลัดหลงกันระหว่างเดินทางในอินเดีย ก็ได้ผจญภัยกันไปกับเรื่องราวที่สนุกสนานน่าติดตามระหว่างเด็กไทยและเด็ก อินเดีย หนังเรื่องนี้จะสนุกตรงที่เด็กๆ ไม่รู้เรื่องด้านภาษาและวัฒนธรรมแต่ต้องมาอยู่ด้วยกัน ก็จะเป็นเรื่องของความมีน้ำใจ เรื่องจิตใจของเพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกัน”
          เมื่อ ปิ๊งไอเดียเด็ดแล้ว ผู้กำกับบิณฑ์ก็เริ่มเตรียมงานสร้างทันที ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปดูโลเกชั่น, การเขียนบท, การแคสติ้งนักแสดง รวมถึงการประสานงานด้านต่างๆ ซึ่งใช้เวลาเกือบครึ่งปีกว่าจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้
          “น่า จะประมาณหลังจากปิดกล้อง ปัญญาเรณู 2 ซัก 2-3 เดือนในการเขียนบทและวางตัวละคร และก็การประสานงานทางด้านโน้น สถานที่ก็โอเค ที่ลำบากหน่อยก็คือเรื่องของอากาศ มันสารพัดร้อนมากๆ 50 องศา เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมงานตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปเลย พอถึงที่นั่นปุ๊บเราถ่ายเลย เราไปดูโลเกชั่นมาตั้งแต่ครั้งแรกแล้วว่าเราจะมีหมู่บ้านอย่างนี้ วัดอยู่ที่นี่ แล้วเด็กต้องไประหกระเหินเร่ร่อนจากเมืองพุทธคยา ห่างจากที่เราพักซัก 50 กิโล เพราะฉะนั้นการเตรียมงานของเรา เรารู้ว่าเราต้องเซฟอะไร รถบัสต้องกี่คัน รถตู้วันๆ หนึ่งใช้ประมาณสิบคัน ไฟเราไม่ได้ขนไป เราไปทำที่นั่น เราถ่ายกันแบบอย่างนั้นเลย ถ้าเกิดเอาไฟเอาอะไรไปผมว่ามันเป็นเรื่อง แล้วถ้าเช่ามันก็ต้องไปเช่าอีกเมืองหนึ่ง แล้วการเดินทางมาประมาณเกือบ 20 ชั่วโมง มันไม่คุ้ม แล้วเรื่องนักแสดงเด็กอินเดีย เราก็ต้องเอาเด็กอินเดียหลายคนมาแคสดูว่าคนไหนเล่นได้-ไม่ได้ ให้แคสเด็กที่อินเดียไว้รอเราเลย แล้วเราก็จะไปเลือกเองว่าเอาคนไหนๆ ก็เซ็ตเรียบร้อย ก็ประมาณ 3 เดือนกว่าเกือบ 4 เดือนในการเตรียมงานก่อนที่จะต้องไปถ่ายที่นั่น”
          โดยในเรื่อง นี้ ผู้กำกับมากฝีมือยังคงสร้างสรรค์เรื่องและเขียนบทเองเหมือนเรื่องที่ผ่านมา โดยอิงจากประสบการณ์จริงของตนเองและคนรอบข้างที่เคยไปสัมผัสดินแดนแห่งนี้มา แล้ว บวกกับจินตนาการของผู้กำกับให้ออกมาสนุกสนานอย่างมีสีสัน
          “ทั้ง หมดผมจะคิดเรื่องเอง เขียนบทเอง กำกับเอง แต่เรื่องราวจะไม่ต่อเนื่องจากภาคที่แล้ว จะเปลี่ยนเป็นเรื่องใหม่เลย แต่ตัวแสดงก็มีทั้งทีมเก่าจากปัญญาเรณูทั้งสองภาคและก็จะมีน้องๆ นักแสดงหน้าใหม่เข้ามาเสริมความสนุก น้องๆ สุดยอดเล่นดีมากๆ คาแร็คเตอร์หลักก็จะเป็นทีมนักแสดงเด็กๆ ทั้งเก่าและใหม่ซึ่งจะรับบทเป็นตัวของเค้าเองทุกคนผมคิดว่าคำว่า ปัญญาเรณู คงเป็นอะไรที่ประทับใจมาตั้งแต่ภาค 1-2 ก็เลยคิดว่าคงไม่ทิ้งเรื่องปัญญาเรณูไป ก็จะเป็น ปัญญาเรณู 3 ตอนรูปูรูปี ที่ไปบุกอินเดียกัน
          เรื่องราวก็มาจากตอนที่เราไปประเทศอินเดีย แล้วมีพระเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่าคนไทยจะเดินทางไปประเทศอินเดียปีหนึ่งหลาย สิบล้านคน ไปไหว้พระไปตามสถานที่ต่างๆ ของพระพุทธเจ้า แล้วเมืองพุทธคยา ที่เราอยู่เป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าไปตรัสรู้ที่นั่น เรารู้สึกว่ามันเป็นเมืองที่สำคัญจริงๆ เขาบอกว่าเวลาคนไทยเอารถทัวร์มาทอดผ้าป่าก็จะมีรถบางคันโดนโจรที่ประเทศ อินเดียปล้นแล้วเรื่องจริงมีพระองค์หนึ่งที่โดนแทงแล้วปล้นเอาทรัพย์สินไป ได้ประมาณ 2-3 ล้านบาท หลายครั้งมาก
          เราก็เลยคิดเรื่องราวของ เด็กภาคอีสานกับเด็กที่อินเดียมาเจอกัน มีการหลงทางผจญภัยสนุกๆ เกิดขึ้น มีการทอดผ้าป่าทอดกฐินกัน คือพระจากประเทศอินเดียขอผ้าป่ามาที่พระไทย แล้วพระไทยก็เอาไปทอดที่ประเทศอินเดีย แล้วก็มีวัฒนธรรมจากภาคอีสานไปโชว์ที่อินเดียด้วย เราก็เอาเด็กทั้งหมดเดินทางไปประเทศอินเดียเพื่อจะไปโชว์โปงลางศิลปวัฒนธรรม ของภาคอีสาน แล้วทางอินเดียจะมีโชว์ระบำแขกโชว์อะไรของเขา เราก็จัดเซ็ตฉากขึ้นมาแบบอลังการที่ประเทศอินเดีย เรื่องตัวประกอบ extra ไม่ต้องห่วงเขามาทีเป็นพันๆ คนเข้ามาดูกัน คือเราทำงานยากมาก แต่ก็ถือว่าโอเคเป็นงานอะไรที่มันแปลกใหม่ของเด็กๆ ภาคอีสาน แล้วเมืองพุทธคยาก็ไม่เคยมีใครไปถ่ายหนังที่นั่นเลย เพราะว่ามันสุดสาหัสสากรรจ์มากจริงๆ”
          แม้จะมีการวางแผนการ ถ่ายทำกันเป็นอย่างดีแล้ว แต่แน่นอนว่าการถ่ายทำในต่างถิ่นต่างแดน ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมย่อมเกิดอุปสรรคปัญหาทั้งภายในภายนอก ทั้งคาดคิดและไม่คาดฝันขึ้นได้ ซึ่งทางทีมงานจำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้การถ่ายทำดำเนินไปได้ สำเร็จลุล่วง
          “อุปสรรคในการถ่ายทำอย่างมากก็คือแขกมุง เรารู้กันเลยว่าอินเดียเนี่ยเป็นอะไรที่มุงกันตลอด มีอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็มุงกันตลอด เพราะฉะนั้นเรื่องการทำงานของเราก็ยากมาก นี่คืออุปสรรคจริงๆ ไม่ว่าเราตั้งกล้องตรงไหน พี่น้องชาวอินเดียก็จะมามุงดูการถ่ายทำหนังโบกไม้โบกมือจนบางทีเราต้องทน และพยายามเอาพวกล่ามมาพูดให้ชาวบ้านได้เข้าใจ บางทีเราก็ต้องเอากล้องไปตั้งหลอกเหมือนกับว่าเราจะไปถ่ายตรงด้านนั้น แล้วเราก็รีบถ่ายกันด้านนี้ ต้องทำงานกันแบบนี้เลย ต้องตั้งเป็นสองกอง กองนั้นหลอก กองนี้ถ่ายจริงอะไรแบบนี้
ส่วนเรื่องอาหารการกิน เนื่องจากการทำงานของเราทุกวันมันเร่งรีบ แล้วอากาศมันก็ร้อนมาก บางครั้งการกินน้ำอย่างผลไม้ปั่นหรืออะไรพวกนี้ก็ทำให้บางคนท้องเสียกัน 3-4 วัน ผมเองก็โดนไปด้วยแทบตายทั้งถ่ายทั้งอาเจียน แต่เป็นแค่วันเดียวเพราะเรารู้สึกว่าไม่อยากจะนอนพักเพราะมันทำให้เสียงาน เรื่องป่วยไข้อย่างอื่นไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่ที่เป็นก็เรื่องท้องเสีย อาหารเป็นพิษ เรื่องเกี่ยวกับน้ำ บางครั้งเผลอเอาน้ำวางไว้แมลงวันมาตอม เราก็ไม่รู้ คนเสิร์ฟน้ำก็ไม่รู้ ก็เอามากินกันอะไรอย่างงี้ ก็ต้องคอยระวังกันให้มากขึ้น
          ซึ่งระยะเวลาในการถ่ายทำ ผมตั้งไว้จริงๆ จะไม่เกินประมาณสัก 20 คิวที่ประเทศอินเดีย แต่พอไปถ่ายจริงๆ ก็ประมาณ 27-28 คิว เพราะบางวันเด็กตัวหลักบางคนเล่นไม่ได้ เพราะว่าอากาศร้อนแล้วไม่สบายท้องเสียประจำอะไรประมาณนี้ เราต้องถ่ายฉากอื่นถ่ายเก็บภาพโน้นภาพนี้อะไรกันไป แล้วก็ถ่ายภาคอีสานอีกประมาณสัก 3-4 คิว ก็ตกแล้วเรื่องนี้ก็ประมาณ 30 คิว ซึ่งจริงๆ หนังปกติก็ประมาณ 18-20 ไม่เกินนี้ เราล่อไปสัก 30 คิว มันล่าช้ามาจากอินเดียแล้วทำให้งานเราต้องเพิ่มเพื่อความเหมาะสม รวมๆ แล้วอยู่ที่อินเดียประมาณเดือนครึ่ง แล้วมาถ่ายที่อีสานอีกก็ตกประมาณสองเดือนได้ในการถ่ายทำ
          ผม ประทับใจทีมงานและนักแสดงของผมทุกคนซึ่งมีความอดทนอดกลั้นมากๆ อดทนทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้หนังเรื่องนี้ออกมาเสร็จสมบูรณ์ บางคนถ้าเกิดท้อใจหรืออะไรเขาก็คงขอกลับบ้าน แต่นี่เขาอยู่เพื่อหนังเรื่องนี้นี่ประทับใจมาก เราทุกคนพร้อมที่จะสู้ทุกๆ วัน แม้บางวันจะถ่ายมาดึกดื่น เช้ามีถ่ายต่อเค้าก็พร้อมที่จะถ่ายต่อ พร้อมที่จะทำงานกับเรา เป็นความประทับใจของเรา แล้วก็ประทับใจหลายๆ คนที่เป็นคนไทยในอินเดียซึ่งช่วยเหลือเรามาตลอดโดยที่เขาไม่ได้หวังอะไรมาก มาย มาช่วยเพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน ผมรู้สึกว่าการไปถ่ายทำครั้งนี้ประสบความสำเร็จได้เหมือนปาฏิหาริย์ บางสิ่งที่ไม่น่าทำได้ก็ทำได้ เพราะหลายคนบอกว่าการไปถ่ายที่อินเดียไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันยากมาก เป็นเมืองที่กันดารที่สุด เป็นเมืองที่คนมากที่สุด เมืองพุทธคยาแค่นั้นมีคนตั้ง 100 ล้านคนมากกว่าประเทศไทยอีก แต่เราก็สามารถทำงานได้ ผมก็รู้สึกขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นั่น และอีกหลายอย่าง ประทับใจมาก พอได้เห็นภาพหนังออกมาก็หายเหนื่อยได้เลย”
          ทั้ง หมดทั้งมวลในการทำภาพยนตร์เรื่องนี้ของผู้กำกับฯ เพื่อเผยภาพชีวิตเด็กๆ ต่างชนชั้นในอินเดียกับเด็กบ้านนอกไทยแท้ที่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความ น่ารักสดใส สนุกสนาน สร้างรอยยิ้ม และความประทับใจที่ไม่เคยมีภาพยนตร์ไทยเรื่องไหนสร้างมาก่อน
          “หนัง เรื่องนี้ถือว่าเป็นหนังไทยที่เดินทางไปถ่ายทำไกลถึงพุทธคยา ประเทศอินเดียซึ่งเป็นหนึ่งในสังเวชนียสถานของโลก จุดหมายที่ชาวพุทธทั่วโลกต้องไปเยือนสักครั้ง ภาพที่หนังถ่ายทอดออกมาสื่อสารเรื่องราวความเป็นอยู่ของชาวอินเดีย จะได้เห็นวิถีชนบท ได้เห็นถึงวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเห็น และสถานที่สวยแปลกตาอีกมากมาย โดยไม่ต้องคิดซับซ้อนมากมาย และยังคงสไตล์ปัญญาเรณูแบบโกอินเตอร์ มันจะมีภาษาอีสานแล้วก็ภาษาอังกฤษ ภาษาอินเดียปะปนกันไปด้วยความเหมาะสมของท้องเรื่อง ก็จะมีทั้งเรื่องเกี่ยวกับชีวิต ความสนุกสนานเฮฮาที่จะให้ข้อคิดกับเด็กๆ และอีกหลายๆ คนที่อาจไปตกระกำลำบากอยู่ต่างประเทศ เรื่องนี้ก็จะให้ข้อคิดดีๆ ที่จะให้คนได้จดจำได้เลยครับ ผมเชื่อว่าเด็กๆ ในเรื่องนี้จะทำให้ท่านยิ้ม หัวเราะ และประทับใจได้ไม่ยากเลยครับ”

Navigation

[0] Message Index

[#] Next page

Go to full version