ภาพยนตร์ > ข่าวภาพยนตร์
ภาพยนตร์เรื่อง ชัมบาลา 23 สิงหาคม 2555
FB:
Q.ถ้างั้นต้องเล่าให้ฟังแล้วละว่าคาแรคเตอร์ของน้ำเป็นอย่างไร
F.สำหรับคาแร็คเตอร์น้ำนะค่ะเป็นคนจิตใจดี มองโลกในแง่บวกค่ะ ชอบท่องเที่ยว รวมถึงเขามีงานอดิเรกเป็นงานถ่ายรูป รวมถึงเขายังมีร้านกาแฟเล็กๆ และก็พอมันถึงจุดๆหนึ่งแล้ว เขาอยากไปท่องเที่ยวรอบโลกเลย ถ่ายรูปทุกสิ่งอย่างที่มันอยู่บนโลก เรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงตัวแทนในเรื่องของแรงบันดาลใจ รักอิสระ รักศิลปะค่ะ ส่วนทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างน้ำกับวุฒิเนี้ยะ เขาเป็นแฟนกันมาและก็ใช้ชีวิตร่วมกัน เรียกว่าเป็นการให้กำลังใจและก็เติมเต็มกันอยู่ตลอดเวลา และเราก็มีร้านกาแฟเล็กๆอยู่ด้วยกัน ซึ่งคู่รักหลายคู่ก็คงอยากมีร้านกาแฟเล็กๆ มันเหมือนเป็นตัวแทนของความน่ารักของความเป็นคู่รักกัน และในร้านสังเกตุได้ว่าจะมีโปสการ์ดที่ทั้งคู่ได้ไปถ่ายกันมาจากที่ต่างๆทั่วโลกเลย ยกเว้นที่เดียวคือทิเบตที่เราสองคนยังไม่เคยไปถ่ายรูปด้วยกัน อันนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่ทำให้วุฒิอยากไปถ่ายรูปให้น้ำก็เลยเกิดทริปไปทิเบตขึ้นของวุฒิกับทินพี่ชายซึ่งรับบทโดยอนันดา มีจุดหมายปลายทางคือชัมบาลานั้นเอง ชัมบาลาก็คือดินแดนสรวงสรรค์แห่งความสงบที่เรียกง่ายๆ
Q.สำหรับฝนแล้วมันน่าสนใจอย่างไรกับการที่ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งที่เขารักออกเดินทางไปยังดินแดนบนหลังคาโลกอย่างทิเบต เพื่อออกค้นหา สิ่งที่เรียกว่า “ชัมบาลา”
F. คืออย่างชีวิตคนในปกติแล้ว ถ้าเป็นคนที่รักกันก็อยากที่จะทำอะไรให้กันอยู่แล้ว แต่ในคาแร็คเตอร์วุฒิกับน้ำ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นเหมือนอยากไปให้กับคนรักคนหนึ่ง ซึ่งมันมีความศรัทธามาก ซึ่งทิเบตมันไปไม่ง่ายค่ะ และรู้สึกว่าการเดินทาง อากาศและความเป็นอยู่ มันไม่ใช่บ้านเราค่ะ มันเลยมีแรงศรัทธามากขนาดเขาอยากทำให้ขนาดนั้น มันก็ยิ่งใหญ่มากแล้วสำหรับคนๆหนึ่งที่ทำให้คนรัก แล้วยิ่งที่ได้ชมในภาพยนตร์เราจะเห็นว่าตัวน้ำเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ทำให้วุฒิรู้สึก รู้จักการใช้ความรักและก็ดำเนินชีวิตเป็นแรงบันดาลใจ เอาด้านความอ่อนโยนด้านความรักของวุฒิออกมาได้ด้วยค่ะ คนดูก็จะเห็นว่าความศรัทธาและความเชื่อมั่นในความรักของวุฒิมันมีมากที่จะทำให้คนที่ตัวเองรักอย่างเช่นน้ำเอง จริงๆ
Q. “ชัมบาลา”ในมุมมองความคิดของฝนคืออะไร
F. คือสิ่งที่เป็นคุณค่าทางจิตใจค่ะที่เรารู้สึกว่ามันเป็นการเปิดรับสิ่งดีๆและความอ่อนโยน มันเป็นความรักที่บริสุทธิ์ ซึ่งหาได้ยากมากจากจิตใจคน มันต้องถูกเปิดออกค่ะถึงจะได้พบกับคำว่าชัมบาลา
Q.ส่วนตัวแล้วเชื่อใน “พลังศรัทธาของความรัก” มากน้อยแค่ไหนอย่างไร
F. ส่วนตัวฝนแล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องของความรัก เราศรัทธาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรัก รอบๆตัวเรา ครอบครัว เพื่อน หรือว่าจะเป็นคนรักก็ตาม คือมันคือการให้ค่ะ แค่เราให้เรารู้สึกว่า มันอิ่มใจและรู้สึกว่าเป็นความรักที่บริสุทธิ์นั้นคือความศรัทธาง่ายๆของคนๆหนึ่งที่จะทำให้คนที่เรารักมีความสุขได้แล้วค่ะ
Q.แล้วเคยทำอะไรที่เรียกได้ว่าเป็นพลังศรัทธาของความรักหรือมีความรักเป็นแรงบันดาลใจหรือไม่ อย่างไร
F.เคยทำนะอย่างในเรื่องความรักที่เราทำให้กับแม่ง่ายๆค่ะ คนใกล้ตัวที่เขาเลี้ยงเรามาตั้งนานแล้ว พอเรารู้สึกว่าเราอยากทำอะไรให้เขา แค่ให้เขามีความสุข และเราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราให้เขาไปเขาได้รับและเขารู้สึก นั้นแหละมันคือได้รับกลับมาแล้วค่ะ
Q.คงต้องเล่าให้ฟังแล้วละว่า ชัมบาลา เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร
F. ชัมบาลาเป็นเรื่องราวของความรัก ความศรัทธาของคนๆหนึ่งจะทำให้คนๆหนึ่งได้ และก็จะเป็นสื่อถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องก็จะเป็นพี่ซันนี่ที่รับบทเป็นวุฒิกับทินนั้นคือพี่อนันดานั้นเอง รวมถึงระหว่างคนรักก็คือน้ำกับวุฒิด้วย เรื่องราวก็จะดำเนินไประหว่างพี่น้องสองคนซึ่งมีความแตกต่างกันมาก อย่างวุฒิจะเป็นคาแร็คเตอร์ที่ค่อยๆพูดค่อยๆจาอ่อนโยน ส่วนทินพี่ชายจะเป็นคนที่หยาบกระด้างมาก เป็นคนหัวดื้อมาก ที่ต้องเดินทางไปด้วยกันจุดหมายคือทิเบตดินแดนที่อยู่บนความสูงสี่พันเมตรโดยมีน้ำเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจที่ทำให้วุฒิต้องเดินทางไปตรงนั้น ระหว่างที่ทั้งคู่เดินทางไปทิเบตด้วยกันก็จะเจอเรื่องราวเยอะมากมายเลย ทั้งความร้อนที่สุดและความหนาวที่สุด ต้องเผชิญกับทั้งสภาพอากาศ อุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นตลอดระยะการเดินทาง โดยที่ทั้งคู่ที่นอกจากจะมีแนวความคิดแตกต่างกันแต่กลับต้องมาอยู่ด้วยกันก็จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งคู่เถียงกันทะเลาะกัน ผิดใจกัน ดูแลซึ่งกันและกัน ซึ่งเราอาจจะไม่ได้เห็นความสัมพันธ์ของพี่น้องสองคนในมุมนี้สักเท่าไร และเรื่องราวในระหว่างนั้นทั้งคู่ก็จะค่อยๆซึมซับความอ่อนโยนและความศรัทธาของคนที่นั้นไปด้วยจนทำให้เรียนรู้อะไรบางอย่าง ไปพร้อมกับการเดินทางเพื่อค้นหา “ชัมบาลา” แต่ถ้าอยากรู้ว่าชัมบาลาคืออะไรต้องติดตามกันในหนังค่ะ
Q.ฟังดูน่าสนใจเลยทีเดียว ได้มีโอกาสร่วมงานกับพระเอกอย่างซันนี่ด้วยรู้สึกอย่างไรบ้าง
F. เริ่มแรกเลยร่วมงานกับพี่ซันนี่ ซึ่งเป็นพระเอกในดวงใจใครหลายๆคนและก็ห่างหายจากภาพยนตร์ไปนานแล้ว และก็กลับมาเป็นเราประกบคู่กับเขา เราก็ต้องยินดีก่อนค่ะ ดีใจมากที่ได้เล่นคู่กับเขา เขาเป็นนักแสดงที่มีคุณภาพมาก ก่อนหน้าที่เราจะได้รับบทเล่นกับเขา เราจะมองคาแร็คตอร์เขาเป็นคนตลก เพราะเราจะติดตามผลงานเขาไม่ว่าจะเป็นซิทคอมหรือว่าหนังที่ผ่านมาของเขา ซึ่งจะบอกว่าเรื่องนี้พลิกคาแร็คเตอร์เขาด้วย เป็นครั้งแรกที่เขามาเล่นดราม่า ซีนแรกที่ฝนได้มาเล่นกับพี่ซันนี่เป็นซีนที่ร้านกาแฟ ซึ่งตอนนั้นเป็นซีนที่เราไม่ค่อยได้คุยกับเขาอยู่แล้ว เขาก็เกร็งๆ เราก็เขินนิดนึง แต่ซีนนี้ก็เป็นเรื่องราวซึ่งฝนต้องตบหัวเขาด้วยและก็หลายทีมากด้วยจนเขาบอกว่าตบทีเดียวแรงๆไปเลยจะได้ทีเดียวจบ เราก็โอเค เล่นไป เราก็เริ่มรู้สึกว่าเขาเป็นคนเฟรนด์ลี่นะ พอเล่นด้วยเรารู้สึกว่าไม่เกร็งแล้วค่ะ พอหลังจากซีนนั้นไป และเราได้ร่วมเดินทางกันไปทิเบตด้วยกัน ซึ่งเราก็ได้ใกล้ชิดกับเขาทั้งเรื่องไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ปกติของเขาเลย คือเขาเป็นคนตลกค่ะ คือเขาพูดคำเดียวเขาก็ตลกแล้ว คือใครเห็นเขาในซิทคอมเขาเป็นคนยังงั้นเลย เป๊ะมาก และระหว่างการเดินทางมันไม่ง่ายเลยไงค่ะ มันก็นั่งรถก็สิบห้ากว่าชั่วโมง ก็จะมีการบ่นกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งคนที่บ่นมากที่สุดคือพี่ซันนี่ คือเขาจะบ่นตลอดทางเลยว่าแบบ อุ๊ยก่อสร้างนู้นนี้นั้น มันก็เป็นเขาตลกค่ะ เขาก็ทำให้คนอื่นไม่เครียดด้วย ด้วยความที่คาแร็คเตอร์เขาน่ารักด้วยร่วมงานก็คือสบายใจค่ะ ไม่เกร็งเวลาเข้าซีนกับเขา อย่างเราเดินทางไปทิเบตใช่ไหมค่ะ เราใช้เวลาไม่ว่าจะเครื่องบินสามชั่วโมงแล้ว ต้องนั่งรถโค้ชอีกสิบสองชั่วโมงกว่า ซึ่งโหดมาก แต่ละคนรู้สึกทำไมการเดินทางสองข้างทางจะเป็นเหวหมดนะค่ะเหมือนมีเลนเดียว แต่เอ๊ะมักจะมีรถสวนมาเสมอๆ ยังถามว่าเอ๊ะจะไปยังไงกัน ก็จะมีการหยุดตลอดเวลาในการเดินทาง ซึ่งกว่าจะถึงก็ตีสามของวันนั้นแล้ว ซึ่งอากาศแบบสามองศาแบบลมวูบมาก แต่พอไปถึงเรารู้สึกว่านี้ทิเบต มันมีทั้งแดดที่แรงๆค่ะ คือเราเคยคิดอยู่ว่า เอ๊ะทำไมคนทิเบตแก้มแดงจัง เราอาจจะคิดว่าเขาสุขภาพดี แต่เปล่าเลยคือแดดมันแรงมากทำให้ผิวเป็นแบบนั้น ซึ่งการปรับตัวของเรา มันยากมาก อย่างพี่ซันนี่อาจจะไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไร ซึ่งตอนเขาไปเขาป่วยด้วยเจ็บคอต้องทานยาตลอดเวลา ซึ่งที่นั้นอากาศก็หนาวด้วยและก็ทั้งร้อนและหนาวปนกัน ทุกคนก็มีสุขภาพไม่ดีเท่าไร ทุกคนก็ดูแลกันตลอดเวลา อย่างเราเห็นเขาป่วยก็เอาน้ำอุ่นไปให้บ้างเอายาไปให้กินอยู่ด้วยกันตลอดเวลาก็เหมือนการดูแลกันค่ะ ซึ่งที่นู้นมันก็สวยจนบางทีเราลืมไปว่ามันหนาวมากขนาดไหนหรือว่าร้อนขนาดไหนไปแล้ว อย่างพี่ซันนี่พอเราไปถึงทิเบตแล้วใช้ชีวิตด้วยกันตลอดเวลาลงมากินข้าวลงมาซื้อของ เขาจะเป็นคนที่ไม่ค่อยซื้อของ เพราะเราเห็นเขาเป็นคนที่ชอบเดิน โอ๊ะอันนี้ก็ไม่ใช่นะแล้วก็ไม่ซื้อ แต่ทุกคนจะขนของเยอะมาก ไม่ว่าจะมีของฝาก เดินเล่น ช่วงเวลาที่เราไม่ได้ถ่ายกัน รวมถึงการกินที่นั่นเขาจะมีการกินที่แปลกมากไม่เหมือนคนไทย พี่ซันนี่ก็จะไม่ค่อยถูกกับอาหารที่นั้น ก็จะกินง่ายๆอย่างไข่เจียวหรือมีอะไรที่แบบง่ายๆไม่ยาก คือส่วนใหญ่ก็กินไม่ค่อยได้เท่าไร ก็จะหาอะไรกินง่ายๆ ยังไงก็ได้ แต่เขาไม่ค่อยกินอารมณ์นั้น แต่ถามว่าเขาเป็นคนตลกในเรื่องของมุมมองความน่ารักของเขา ไลฟ์สไตล์ของเขาการใช้ชีวิตของเขาไม่ยากไงค่ะ เขาอยู่ยังไงก็ได้ อะไรก็ได้ ถ้าในเรื่องของการทำงานพี่ซันนี่ก็จะอีกมุมเลยนะค่ะ ถ้าเราเห็นเขาในมุมที่เป็นไลฟ์สไตล์เขาจะเป็นคนตลก แต่ถ้าในเรื่องของการทำงานเขาเป็นคนที่ตั้งใจในการทำงานมาก อย่างซีนที่เข้ากับฝน เขาก็จะมาบอกเราก่อนว่าคาแร็คเตอร์เขาเป็นแบบนี้นะ จะมีการบรีฟการส่งอารมณ์ในแต่ละซีนที่จะเข้าแต่ละครั้ง อย่างไปทิเบตอาจจะไม่ได้เข้าซีนอะไรกันเยอะแยะ แต่ว่าจะเห็นเขาเข้าซีนกับพี่อนันดา เราก็แบบโอ้โหเขาเก่งนะเป็นเหมือนนักแสดงคุณภาพคนหนึ่งเลยทีเดียว เราก็โชคดีที่ได้ร่วมงานกับเขาด้วย เพราเขาสอนเราให้เราทำในเรื่องของการแสดงมากขึ้นกว่าที่เรารู้อีก
Q.ประสบการณ์ในการถ่ายหนังที่ทิเบตเป็นอย่างไรบ้างได้ข่าวมาว่ากว่าจะออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่องชัมบาลาได้ไม่ง่ายเลย
F.ในเรื่องของการเดินทางไปใช้ชีวิตถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องชัมบาลาที่ทิเบต ซึ่งครั้งแรกที่เราได้ยินว่าจะได้ไปคือมันดีใจมาก และช่วงที่เขาไปscoutโลเกชั่น(หาจุดหรือสถานที่ถ่ายทำ) ดอกไม้บาน ทุ่งหญ้าเขียวขจี แต่เอาเข้าจริงแล้วช่วงที่เราไปมีแต่หิมะค่ะ และก่อนที่เราเดินทางไป เรานั่งเครื่องไปลงที่เฉินตู(เมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน อันดับ3ของประเทศ)และก็ต่อด้วยรถโค้ชอีกประมาณสิบสองชั่วโมงกว่า กว่าที่เราจะเดินทางไปถึงทิเบตนี้คือ ถือว่าทรหดอดทนมาก มันไม่ง่ายเลยค่ะ สิ่งที่คาดฝันไว้มันนึกไม่ออกว่ามันจะเป็นแบบนั้น เพราะการเดินทางเรา คือตลอดเส้นทางเรานั่งรถโค้ชไปสองข้างทางอย่างที่มันเป็นเหวแล้วมันกำลังสร้างทางอยู่ซึ่งใช้เวลาในการเดินทางนานมาก เพราะเราจะต้องหยุดตลอดเวลา แล้วอากาศที่มันอยู่ในรถรวมถึงฮีทเตอร์ที่มันช่วยอะไรไม่ได้ เพราะมันหนาวมากๆ แต่พอมันไปลงตรงนั้นสักประมาณตีสามค่ะที่ถึงเมือง ถึงโรงแรมตรงนั้นลมพัดเรียกได้ว่าติดลบและลมเย็นมาก ซึ่งทุกคนนี่คือทิเบตและทุกคนก็ลงมาเรารู้สึกว่ามันถึงเหยียบพื้นดินของมันแล้วค่ะ และแต่ละวันที่เราใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกินมันก็แปลกจากที่ไทยแล้ว เพราะที่นั้นเขาจะเป็นการกินอะไรที่เป็นไขมันซะส่วนใหญ่ เพราะเขาเชื่อว่าทำให้ร่างกายเราอบอุ่น แต่เราเป็นคนไทยกลับคิดว่าเอ๊ะมันเป็นไขมัน ซึ่งทุกคนก็จะน้ำมันน้อยลงได้ไหม อย่างไปบอกกุ๊กหรือไปบอกพ่อครัวหลายวัยเข้า เพราะคนเริ่มรู้แล้วนะค่ะว่าคนไทยมาจะลดน้ำมันลงและเป็นการกินที่เริ่มสบายขึ้น ส่วนเรื่องโรงแรมเตียงนอนทุกคนจะต้องเปิดฮีทเตอร์ให้เตียงมันอุ่น ซึ่งไม่งั้นเราจะนอนไม่ได้เลย เพราะว่าอากาศข้างในมันหนาวมากและทรมานมาก และช่วงที่เราจะต้องไปถ่ายแต่ละที่มันทั้งติดลบหิมะตกและรวมถึงข้างทางจะมีจามรี ซึ่งจามรีเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของทิเบตเลยทีเดียว เพราะว่าจามรีเป็นได้ทั้งเครื่องนุ่งห่ม ได้ทั้งเอามากิน ซึ่งทีมงานและผู้กำกับโปรดปรานมากเป็นจามรีสดๆ ซึ่งฝนไม่กินเพราะฝนไม่กินเนื้ออยู่แล้ว คือจะเป็นฝนคนเดียว พี่อนันดากับพี่ซีนนี่จะอารมณ์แบบเรียกได้ว่าสั่งมาอันลิมิตมากๆ สามสี่จานในห้องที่เขาแบ่งกันนี้โอ้โหข้างในฮือฮามาก เอาเนื้อจามรีสดที่นั้น เราก็เออสงสัยจะอร่อยจริง และบะหมี่ก๋วยเตี๋ยวที่นั้นก็อาหารที่นั้นจะแปลกๆ เราจะรู้สึกว่าเราไม่เคยกินที่ไทยนะ และก็ข้างทางก็จะเป็นของฝาก แต่ที่สังเกตุได้จะเป็นพวกระฆังมนต์ที่เราเห็นของที่เราเห็นๆกันอยู่ ซึ่งมันเป็นมุมมองที่เราไม่เคยเห็นเลยในบ้านเรา มันเป็นวัฒนธรรมของที่นู้นด้วย ส่วนอากาศก็แปรเปลี่ยนตลอดเวลามีหิมะตกวันนี้ วันนี้ร้อนจัดตอนกลางวัน ซึ่งสองอย่างนี้รวมกัน บางคนก็กินยาลดความกดอากาศของที่นั้นเลย เพราะมันทำให้เราป่วยมากๆทุกคนต้องดูแลตัวเองและก็มีการเข้าไปในชัมบาลาด้วย ซึ่งฝนอาจจะไม่ได้ไปเพราะเป็นผู้หญิง ต้องขี่ม้าเข้าไปสามชั่วโมงเต็มๆ ซึ่งก่อนที่เราจะไปเรามีการลาทีมงานด้วย ซึ่งก่อนที่ไปประมาณหกโมงเย็นของที่นั้น แล้วหิมะมันตกแรงมาก เราก็แอบเป็นห่วงนะว่าทุกคนจะไหวไหมแต่ก็ให้กำลังใจ เพราะว่าเห็นเขาขี่ม้าเข้าไปข้างใน และพอทุกคนกลับมาก็บอกว่าอุ๊ยอาหารไม่พอเครื่องนุ่งห่ม ทุกอย่างจนเรารู้สึกว่ามันเป็นครอบครัวเดียวกัน มันไปด้วยกันทั้งทีมงานทุกคนเลย กลับมา นี่แหละคือทิเบตที่ทุกคนใช้ชีวิตร่วมกันและฟันฝ่าอุปสรรคมาและก็ภาพการแสดงบรรยากาศทุกอย่างมันรวมมาหมดแล้ว
Q.เป็นนักแสดงหญิงคนเดียวที่ได้มีโอกาสไปถ่ายทำหนังที่ทิเบตและได้สัมผัสการทำงานของ 2 พระเอกระดับซูเปอร์สตาร์ เป็นอย่างไรบ้าง
F.อย่างพี่ซันนี่กับพี่อนันดาเป็นการพบกันครั้งแรกของนักแสดงที่มีคุณภาพมากๆ แล้วมันคงเป็นเรื่องยากนะที่ทั้งคู่จะมาโคจรพบกัน แต่เรื่องนี้คือเรื่องแรกด้วย อย่างฝนเห็นการแสดงของเขาทั้งคู่ เรารู้สึกเลยว่าเขาเป็นนักแสดงที่มีคุณภาพมากๆ และเราจะได้คำปรึกษาจากเขา ซึ่งเราโชคดีมากเวลาที่เราจะเข้าบทไหนเราก็จะปรึกษาเขาได้ แต่พอเรามาเห็นเขาเล่นจริงๆไม่ว่าจะเป็นซีนอารมณ์ ซีนตลก ซีนความสัมพันธ์ของพี่น้อง ซึ่งเป็นแบบความรัก ความรักน่ารักๆนะ อย่างมีหลายๆซีนที่เป็นการพลิกคาแร็คเตอร์ของทั้งคู่ให้แตกต่างกันมากเลย อย่างพี่ซันนี่จากตลกมาเป็นดราม่า แต่พี่อนันดาดราม่าแต่อันนี้ตลก มันเป็นความแตกต่างที่ทั้งคู่ทำให้มันลงตัวมากๆ เท่ากับเป็นการบอกคนดูได้เลยว่านักแสดงที่มีคุณภาพเล่นได้ทุกบทจริงๆ คือคำนี้เรารูสึกว่าเออพอเห็นสองคนนี้เล่นแล้วมันจริงค่ะ และก็เชื่อได้เลยว่าแต่ละซีนที่เขาเล่นมาเขาใช้อินเนอร์ และเขาก็ถ่ายทอดอารมณ์ได้ทุกซีน อย่างซีนที่ถ่ายที่ทิเบตมันไม่ใช่ถ่ายในสตูดิโอเมืองไทย เพราะฉะนั้นอุปสรรคในเรื่องของอากาศ เวลา สถานที่ที่มันเป็นการบีบมากๆเลย ซึ่งนักแสดงก็ต้องมีสมาธิแล้วเข้าใจอินเนอร์ของซีนนั้นด้วย ซึ่งมันยากมากๆ พี่อนันดากับพี่ซันนี่ เข้าซีนกันต้องต่อสู้กับอากาศที่มันหนาวมากๆ ซึ่งมันต้องมีซีนที่ปะทะคารมกัน แล้วตรงนั้นลมแรงมากเป็นซีนที่บอกว่า เหมือนทั้งคู่ความสัมพันธ์กำลัง เอ๊ะมันมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันกลับทำให้ทั้งคู่เข้าใจกันได้ในซีนๆเดียวกัน คือนอกจากต้องบอกให้คนดูรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่มันที่สุดแล้ว มันมีเรื่องที่ต้องเล่าผ่านการแสดงของทั้งคู่ด้วย แล้วยิ่งพอมันต้องมาเจอความกดดันด้วยเวลาสถานที่ ถึงบอกได้ว่าพี่ๆเขาคือนักแสดงอาชีพที่มีคุณภาพจริงๆเมื่อได้เห็นการทำงานของเขา
FB:
Q.ได้ เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์คิดว่าเสน่ห์ของ “ชัมบาลา”คืออะไร
F. อย่างโปรเจ็คท์ชัมบาลาเราได้ยินมาอยู่แล้ว เรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของนักแสดงตรงนั้นและรวมถึงรู้ว่าไปถ่ายที่ทิเบต มันรู้สึกว่ามันไม่มีแล้วค่ะภาพยนตร์ไทยที่จะไปตรงนั้นและมันไปยากมากๆ ซึ่งทางนู้นมันก็ไม่ง่ายที่จะเข้าไปถ่ายทำหนังอยู่แล้ว พอเราได้ไปเรารู้สึกว่าครั้งหนึ่งในชีวิต ทุกคนก็คิดว่าการฝ่าฟัน การแสดงที่ต่อสู้กับลมหนาว ซึ่งมันหนาวมากๆรวมถึงอาหารความเป็นอยู่ มันแตกต่างจากประเทศไทยมากๆ แต่เราก็ได้ไปซึมซับวัฒนธรรมที่เขาเป็นอยู่ มันมีแต่ความสงบสุข มีแต่ความศรัทธาที่แบบรู้สึกได้จากตรงนั้น มันเลยเป็นโปรเจ็คท์ที่ยิ่งกว่าภาพยนตร์เรื่องหนึ่งค่ะ มันที่สุดแล้วของการไปทิเบต ก็อยากจะบอกว่าทั้งหมดในเรื่องมันอาจจะแบบว่าเป็นเวลาแค่สองชั่วโมงเท่านั้นสำหรับคนดู แต่การถ่ายทำตั้งแต่ทีมงานทุกคนที่เขาตั้งใจที่จะเริ่มโปรเจ็คท์ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันก็ยากแล้ว ตั้งแต่ถ่ายทำมาแต่ละซีน แต่ละวันที่เราต้องเดินทางในทิเบต แต่ละความหนาวที่เราอยู่ในทิเบตทั้งหมดมันไม่ง่ายค่ะสำหรับหนังเรื่องหนึ่งตรงนี้ เรารู้สึกว่าทุกคนตั้งใจและอยากให้มันออกมามาดีด้วยและพอทีมงานและนักแสดงเห็นมันคือความภูมิใจและก็ยิ้มกับมันทุกครั้งว่าบรรยากาศตรงนั้นมันคืออะไร
Q. พูดถึงผู้กำกับบ้างพี่ปี๊ด ปัญจพงศ์ คงคาน้อย
F. ก็สำหรับพี่ปี๊ดผู้กำกับ ฝนทราบมาว่าความฝันของเขาสิบปีที่ผ่านมาที่เขาอยากมีคือหนังหนึ่งเรื่อง และเรื่องนี้ก็คือหนังเรื่องแรกของพี่ปี๊ดด้วย รู้สึกว่าตั้งแต่ร่วมงานกับเขามารู้สึกว่าเขาเป็นคนมีความฝันแล้วการทำงานของพี่ปี๊ดมันเป็นความตั้งใจมากๆเลยไม่ว่าแต่ละซีน แต่ละนักแสดง การบรีฟของเขา โดยส่วนตัวพี่ปี๊ดเป็นคนน่ารักอยู่แล้ว การทำงานทุกอย่างมันออกมาดีหมด ก็ถ้าถามว่าการทำงานเขาดุไหม ก็แอบมีซีเรียสนิดนึง อย่างไปทิเบตก็เครียด ในเรื่องของเวลา ในเรื่องความหนาว ก็เลยโอเคทำให้ทุกอย่างมันผ่านพ้นมาได้ด้วยดี ก็แอบดีใจกับเขานิดนึง มันเป็นหนังเรื่องแรกสำหรับเขาเราก็เป็นส่วนหนึ่งในหนังของเขาด้วย อย่างความตั้งใจของพี่ปี๊ดที่ฝนเห็นชัดๆเลยเรื่องของการถ่ายทำที่ทิเบตมากกว่า เพราะว่าบางทีเรารู้สึกว่ามันยากกับการเข้าไปถ่ายทำ ซึ่งเขาก็ยังคงมีความที่อยากจะไปถ่ายอยู่ ซึ่งจะหาหนทางทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าเขาอยากได้ภาพตรงนี้ เขาก็จะพยายามหามุม หาสิ่งที่ทำให้รู้ว่าตรงนี้มันโอเคนะ เป็นความมุ่งมั่นมากกว่าและความตั้งใจตลอดสิบปีที่ผ่านมา ฝนรู้สึกว่าเออวันนี้มันเป็นหนังเรื่องแรกของเขาและเราทุกคนก็ภูมิใจกับสิ่งที่เขาทำและเป็นคนเริ่มมันเราก็ดีใจด้วยที่เขากำกับภาพยนตร์เรื่องแรกเรื่องนี้
Q.เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตที่ทุกคนจะมีโอกาสได้ชมแล้วหลังจากที่รอคอยกันมานานฝากอะไรถึงชัมบาลากับแฟนๆ
F. อย่างภาพยนตร์เรื่องชัมบาลานะค่ะ ก็อยากจะบอกว่าหนังเรื่องนี้บอกถึงความแปลกใหม่ ซึ่งที่พิเศษที่สุดก็คือเราไปถ่ายที่ทิเบตกัน ความยาก สถานที่ รวมถึงความหนาวเย็นที่เราต่อสู้กันทั้งทีมงานและนักแสดงด้วยมันแค่สองชั่วโมงก็จริง แต่มันมีคุณค่ามากกว่าตรงนั้นด้วย รวมถึงผู้กำกับพี่ปี๊ดนะค่ะ เขาก็ตั้งใจที่จะมีหนังในรอบสิบปีของเขาที่เคยเป็นความฝันและเรามีส่วนที่จะเป็นตรงนั้นด้วย อย่างพี่อนันดาพี่ซันนี่เป็นนักแสดงคุณภาพอยู่แล้วซึ่งในเรื่องนี้เขาก็ได้พลิกบทบาทคาแร็คเตอร์ที่แตกต่างกันสุดขั้วมากๆ พี่อนันดาที่ดราม่าก็กลับเป็นคาแร็คเตอร์ที่ตลก ส่วนพี่ซันนี่ที่ตลกก็กลับเป็นดราม่า ซึ่งเขาทำมาได้อย่างลงตัวมากๆ ส่วนพี่โอซาในเรื่องก็ต้องปะทะอารมณ์กับพี่อนันดา ซึ่งคิดว่ามันเข้มข้นมากๆแล้วค่ะ แล้วอินเนอร์ของเขามีเยอะมาก มันเป็นซีนที่สำคัญมากๆก็อยากฝากภาพยนตร์เรื่องชัมบาลานั้นเองและก็เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของฝนด้วย ซึ่งทุกคนตั้งใจทำงานมากๆ และก็ไม่ใช่แค่ว่าเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องความศรัทธาในรัก แรงบันดาลใจ ทุกคนอาจจะเป็นเจนในเรื่อง รู้สึกว่าเป็นวุฒิ หรืออาจจะเป็นฝนในเรื่องที่เป็นน้ำหรืออาจจะเป็นพี่ทินก็ได้ คิดว่าเรื่องนี้น่าจะตรงใจกับใครหลายๆคน สำหรับคนดูยังไงก็ฝากภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ด้วยนะค่ะ ภาพยนตร์ชัมบาลาค่ะ 23สิงหาคมนี้ ก็อยากให้มาดูกันเพราะว่าภาพยนตร์เรื่องนี้การันตีได้เลยว่ามันมีความแปลกใหม่ในเรื่องสถานที่ด้วย เพราะว่าเรายกกองไปถ่ายที่ทิเบตกันเลยทีเดียว บรรยากาศที่นั้นสวยมากๆเลย คิดว่าทุกคนดูแล้วน่าจะอิ่มในเรื่องของความรัก ความสัมพันธ์ของพี่น้องด้วยค่ะ ฝากด้วยค่ะ
FB:
สาวๆ เตรียมกรี๊ด “นาทีแห่งการตัดสินใจ” ฉากโรแมนติคซึ้งๆ ของ อนันดา-โอซา แวง อีกมุมความรักของ “ชัมบาลา” ที่เชื่อว่า “กระทบใจ”
ถึงจะรับบทหนุ่มติสต์แตก ไว้หนวด สุดห้าว ขี้เมา พี่ชายตัวแสบที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับน้องชาย ที่รับบทโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ตลอดทริปการเดินทางไปทิเบต แต่ ผกก. ปี๊ด ปัญจพงศ์ คงคาน้อย ก็ไม่ใจร้ายปล่อยให้พระเอกหนุ่ม อนันดา เอเวอริงแฮม คงไว้แค่ลุคส์ดังกล่าว เพราะใน “ชัมบาลา” ภาพยนตร์โรแมนติค-ดราม่าเรื่องล่าสุดของ สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ก็มีซีนซึ้งๆ น่ารักๆ โรแมนติคผ่านตัวละคร ทิน ที่หนุ่มอนันดา รับบทกับ เจน หญิงสาวชาวต่างชาติที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตกหลุมรักกับหนุ่มไทย จนตัดสินใจเลือกที่จะใช้ชีวิตร่วมกันกับพระเอกของเรา โดยนักแสดงสาวที่มารับบทดังกล่าวก็ไม่ใช่ใครแต่เป็นโอซา แวงนักแสดงซูเปอร์โมเดลสาวลูกครึ่งจีน-สวีเดนเจ้าของตำแหน่ง FHM Asian Sexiest ถึง 3 ปีซ้อนที่มีผลงานการแสดงก่อนหน้าทั้งในไทย, ฮ่องกง, สิงคโปร์และล่าสุด Prince and me part 4 ที่เธอร่วมงานกับฮอลลีวู้ด
ซึ่งรับรองว่าสาวๆ มีสิทธิ์กรี๊ดสลบกันได้เลยกับมาดหล่อใสที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนักของพระเอกหนุ่ม แต่สำหรับบรรดาทีมงานถึงกับขำกระจายโดยเฉพาะพี่ปี๊ดผกก. ที่ผ่านประสบการณ์ยกกองไปตะลุยถ่ายหนังแบบสมบุกสมบันกันที่ทิเบตด้วยกันมาแล้วจะค่อนข้างคุ้นเคยกับอนันดาในมาดเซอร์ๆ มากกว่า ยิ่งหน้าเกลี้ยงเกลาขนาดนี้ดูแปลกตาจริงๆ
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฉากนี้เป็นซีนที่มีความสำคัญมากๆ กับ 2 ตัวละคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเหมือนรอยต่อของความสัมพันธ์ที่กำลังจะถูกพัฒนาไปอีกขั้นของทั้งคู่ นอกเหนือไปจากที่คนดูจะได้เห็นแง่มุมความรักที่มีอยู่ในตัวของผู้ชายห้าวๆ อย่างทินเหมือนกัน จับตาดูให้ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในซีนนี้ตัวนักแสดงนำทั้งสองทั้งอนันดา และโอซา แวงเองต่างเข้าไปมีส่วนร่วมสำคัญในการเสนอไอเดียกับผู้กำกับเพื่อร่วมกันแชร์ความรู้สึกของตัวละครและร่วมดีไซน์ให้ซีนเล็กๆ ซีนนี้ที่ปราศจากคำพูดไดอาล็อคของตัวละครได้กระทบใจผู้ชมมากยิ่งขึ้นไปอีก
“อย่างฉากนี้ตัวเจนกำลังจะตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต ที่จะมาใช้ชีวิตร่วมหัวจมท้ายกับผู้ชายไทยที่เขาหลงรักอย่างทิน เราก็มาคุยกันว่าฉากมันก็เลี่ยนๆ อยู่แล้ว (หัวเราะ) จะทำไงไม่ต้องแบบฉันรักเธอนะ ฉันอยากอยู่กับเธอตลอดไป ก็เลยแบบเราหามุกเล็กๆ ดีกว่า มันมีแค่แบบผู้หญิงคนหนึ่งตัดสินใจว่าจะมาอยู่ด้วย ผู้ชายเปิดประตูมาแล้วเห็นแบบ เฮ้ย เอาจริงเหรอวะ คือดีใจนะแต่ว่าเอาจริงเหรอ มันเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่กำลังจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง การตัดสินใจของผู้หญิงคนหนึ่ง ตัวผู้หญิงเองก็พูดอะไรไม่ออก จำได้ว่าครั้งแรกที่เจอไอ้ทินเนี้ยะ ไอ้ทินมันใส่เสื้อกูคือคนไทย เจอโอซามายืนอยู่ ก็มองเห็นโอซาใส่เสื้อ I LOVE BANGKOK (ฉันรักกรุงเทพฯ) ไง คือโมเมนต์แค่นั้น คุณจำได้คุณรักผมจริง และมันไม่จำเป็นที่จะต้องพูด ซึ่งไอ้จังหวะเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้มันคือที่เราทำกันเองระหว่างที่ถ่ายอยู่ ก็คุยกับผกก. ว่ากล้องจะต้องมีมารับให้เห็นข้อความบนเสื้อนะ มาคิดๆ กันว่าอยากให้มันเป็นหนังที่มีผลกระทบกับจิตใจคนดูสูง เพียงแต่ว่าไม่อยากให้มันแบบโจ่งแจ้งมาก อยากให้คนดูเห็นชีวิตของคนเหล่านี้ รู้สึกแล้วถามตัวเองว่าตัวเราใกล้ชิดกับตัวละครตัวไหนที่สุด เราเข้าใจตัวละครตัวไหนมากสุด โดยที่เราไม่ต้องไปยัดเหยียดให้คนดู ความหมายของชัมบาลาคืออะไร ความรักคืออะไร แต่แค่อยากให้เห็นว่านี่แหละ พี่น้องบ้าๆ บอๆคู่หนึ่งกับความรักของแต่ละฝ่าย ซึ่งไม่เหมือนกัน มันก็แสวงหาอะไรเหมือนกันหมด ซึ่งผมว่าคนดูก็แสวงหานะ ต้องการหาคำตอบให้ตัวเองเหมือนกับตัวละครเหมือนกัน”
แหมขนาดพระเอกหนุ่มของเรายังอินกับเรื่องราวและตัวละครขนาดนี้ แทบอดใจรอไม่ไหวแล้วกับ ชัมบาลา ภาพยนตร์โรแมนติค-ดราม่าที่มีมากกว่าหนังขายวิวทิวทัศน์อย่างเดียว และเชื่อว่าจะกระทบใจคนดูอย่างแน่นอน 23 ส.ค. นี้ทุกโรงภาพยนตร์
FB:
เดินทางสู่ “ชัมบาลา” พร้อมเช็คศรัทธาแห่งรักของคุณยังมีอยู่มั้ย? อนันดา-โอซา-ซันนี่-ฝน ปลื้มสุดๆ เปิดตัว “ชัมบาลา” กวาดความประทับใจ
ผ่านรอบเวิลด์พรีเมียร์ไปพร้อมกับคำถามที่ว่า “ศรัทธาแห่งรักของคุณยังมีอยู่มั้ย?” งานนี้ทำเอาหัวใจหลายๆ ดวงของทุกคนที่ได้สัมผัสกับ “ชัมบาลา” ต่างรู้สึกอิ่มเอม สุขล้น และจี๊ดไปตามๆ กันทั้งหนุ่มๆ สาวๆ ที่ต่างตาแดงเดินออกจากโรงภาพยนตร์มาพร้อมกับยกนิ้วและประทับใจในหลากหลายแง่มุมความรักความรู้สึกของ2คู่รักจากการแสดงแบบทุ่มฝีมือจัดเต็มและเซอร์ไพรส์อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ผ่านมาของ “อนันดา เอเวอริงแฮม-โอซาแวง” และ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์-ฝน นลินทิพย์ เพิ่มภัทรสกุล” ในภาพยนตร์โรแมนติค-ดราม่าที่กลั่นจากความฝันที่บ่มเพาะมากว่า 10 ปีของปี๊ด ปัญจพงศ์ คงคาน้อย ผู้กำกับหนุ่มไฟแรงที่เคยเยือนดินแดนแห่งศรัทธาบนหลังคาโลกอย่างทิเบตมาแล้วถึง4ครั้ง พร้อมกับความรู้สึกจากผู้ที่ได้ชมแล้วว่า “ไม่คิดว่าตัวหนังจะจี๊ด กินใจ สัมผัสได้มากขนาดนี้ และที่สำคัญเป็นเรื่องราวที่กระแทกใจซึ่งอาจเคยเกิดขึ้นกับหลายๆ คนมาแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงของนักแสดงนำทั้ง 4 เยี่ยมมาก” ทำเอาอนันดา-โอซา-ซันนี่-ฝน-ปี๊ดที่ขนเอาบรรดาครอบครัวและเพื่อนๆ ในวงการมาให้กำลังใจต่างปลื้มไปกับเสียงตอบรับจากผู้ชม หลังจากที่ทั้งหมดต่างทุ่มเทแบบสุดชีวิตตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมากับโปรเจ็คต์ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นได้กลายเป็นความจริงในที่สุด
งานนี้สหมงคลฟิล์มฯเนรมิตพื้นที่บนลาน “อินฟินิซิตี้ ชั้น 5 โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์” จำลองบรรยากาศที่หนาวเหน็บ -15 องศา บนความสูงจากระดับน้ำทะลกว่า 4,000 เมตรจากดินแดนหลังคาโลก รวมไปถึงอาหารของว่างสไตล์ทิเบต และเสื้อผ้าตะลุยความหนาวให้เหล่าบรรดาสื่อมวลชนและแขกพิเศษได้แชะแอนด์อัพรูปถ่ายไปกับวิวทิวทัศน์สไตล์ทิเบตลงเฟซบุคส์และอินสตาแกรมอย่างหนำใจ ก่อนที่จะเปิดตัวด้วย “ประโยคบอกเล่า” เสียงร้องเท่ห์ๆ แต่บาดลึกของ “เล็ก อภิไชย ตระกูลเผด็จไกร GREASY CAFÉ’” 1ในทีมงานภาพยนตร์เรื่องชัมบาลาในเวอร์ชั่นไลฟ์อคูสติก บทเพลงสุดจี๊ดที่ถูกแต่งขึ้นหลังจากได้ร่วมเดินทางไปเยือนทิเบตเพื่อคัดหาโลเกชั่นก่อนถ่ายทำภาพยนตร์ซึ่งกำลังเป็นที่ชื่นชอบและไต่ชาร์ทอันดับเพลงฮิตอยู่ในขณะนี้เป็นครั้งแรก ตามด้วยหนังเหล่านักแสดงนำทั้ง4และผู้กำกับจากภาพยนตร์ที่งานนี้อาสาเป็นไกด์พิเศษนำพาทุกคนเดินทางสู่ชัมบาลาพร้อมกับข้อคิดคำแนะนำและการเตรียมตัวไปสัมผัสกับดินแดนแห่งศรัทธาโดยมี ท็อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร เป็นพิธีกรในงานเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของทุกคนที่มาร่วมงาน ก่อนที่ท้ายสุดเหล่าบรรดานักแสดง ผู้บริหาร ผู้สร้างและพันธมิตรทางภาพยนตร์ที่ร่วมสนับสนุนและผลักดันให้เกิดโปรเจ็คต์ชัมบาลาภาพยนตร์ไทยที่หลายคนรอคอยเกิดขึ้นจะถ่ายรูปร่วมกันไม่ว่าจะเป็น คุณเตือนใจ เตะชะรัตนประเสริฐ รองประธานกรรมการ บ.สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล, คุณอัครพล เตชะรัตนประเสริฐ ผู้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์, คุณนรุต เจียรสนอง ซีเนียร์ มาร์เกตติ้งเมเนเจอร์ บ.เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และคุณกมลเทพ วีระพละ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งมอบช่อดอกไม้เป็นกำลังใจกับผู้กำกับและทีมงานภาพยนตร์ด้วย “ชัมบาลา” พร้อมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศแล้ววันนี้
พิเศษตอนรับการมาของ “ชัมบาลา” เฉพาะที่โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และ SF WORLD CINEMA พบกับ EXCLUSIVE SHOT ภาพสวยๆ จากทิเบตผ่านมุมมองและฝีมือการถ่ายภาพของอนันดา เอเวอริงแฮมได้แล้ววันนี้
FB:
ขี่ม้า-ย่ำเท้า-ขึ้นเขา อนันดา-ซันนี่ยอมนอนบนพื้นน้ำแข็ง ติดลบ15องศา กินเนื้อจามรีก่อนตะลุย “ชัมบาลา”
กล้าพูดได้ว่า “ชัมบาลา” เป็นหนังไทยเรื่องแรก และเรื่องเดียวที่ต้องได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยที่ยกกองไปตะลุยถ่ายทำกันไกลถึงทิเบตดินแดนที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 4,000เมตร ท่ามกลางอุปสรรคทั้งสภาพอากาศหนาวสุดขั้วลบ 15 องศา ตามความตั้งใจและความฝันนานนับ10 ปีของผู้กำกับปี๊ด-ปัญจพงศ์ คงคาน้อย ที่เยือนดินแดนหลังคาโลกมาแล้วถึง 4 ครั้ง และนี่คือเบื้องหลังกว่าฉากเหตุการณ์สำคัญในภาพยนตร์ที่ 2 พี่น้อง ทิน (อนันดา) และวุฒิ (ซันนี่) ต้องฝ่าเส้นทางการผจญภัยที่แสนหฤโหดไปด้วยกันเพื่อตามหาดินแดนดังกล่าว ส่งผลให้ 2 พระเอกหนุ่มและทีมงานต้องร่วมเดินทางกว่า 16 ชั่วโมงด้วยรถยนต์ หลังจากลงจากเครื่องบินเพื่อมุ่งหน้าสู่ทิเบต และเดินทางไปยังโลเกชั่นพิเศษที่เป็นดั่งสรวงสวรรค์ที่แสนสงบของชัมบาลา ทั้งหมดต้องเปลี่ยนมาเป็นการเดินทางโดยใช้ม้าเป็นพาหนะ ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ทะเลสาบที่ 3 จากหลายร้อยทะเลสาบ ซึ่งหิมะตกตลอดการเดินทาง ในท้ายที่สุดต้องเดินเท้าแทน เพราะม้าไม่สามารถไปต่อได้ แถมยังต้องค้างแรมด้วยอุณหภูมิความหนาวเหน็บทะลุขั้วกระดูก โดยได้รับความอนุเคราะห์จากชาวนอแมทพื้นเมืองให้นักแสดง และทีมงานคนไทยได้ร่วมนอนอยู่ในกระโจมเต็นท์บนพื้นหญ้าที่ไม่ต่างอะไรจากพื้นน้ำแข็งกลายๆ ขนาดผ่านประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวผจญภัยอย่างโชกโชน อนันดา เอเวอริงแฮมยังยอมรับว่าการผจญวิบากกรรมตลอดการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องชัมบาลาในทิเบตเป็นอะไรที่สุดขั้วจริงๆ
“พอนึกถึงวันที่เข้าไปถ่ายทำในดินแดนชัมบาลา โอ้โหก็ต้องขับรถเข้าไปถึงอุทยานมันมีทะเลสาบที่ไม่สามารถขับรถเข้าไปต่อได้ ทุกคนก็ต้องขี่ม้าเข้าไป และก็ต้องเข้าป่ากับชนเผ่าเร่ร่อนที่มาตั้งกระโจมเต็นท์และก็อยู่ไปเรื่อยๆ เราก็แบบสนุกสวยขี่ม้ากันเข้าไปตอนเย็น เฮ้ยเดี๋ยวเราค้างคืนและตื่นมาถ่ายตอนเช้าพวกฉากไคลแม็กซ์และฉากชัมบาลา ก็ไปกันผู้ชายประมาณสิบคน ได้ข่าวว่าเขาตั้งเต็นท์ให้ก่อไฟเป็นที่ทำอาหารเล็กๆ เป็นจุดๆ พอไปถึงเต็นท์ยังไม่มี มันเป็นเหมือนแค่กล่องเล็กๆและก็มีเหล็กทับอยู่มีทางออกของควันแค่นี้ พอหนาวมากเขาก็ลงมากางเต็นท์ที่รอบผิงไฟที่ทำอาหาร พวกเราต่างแต่งตัวกันเต็มเหนี่ยวเลย เพราะเดี๋ยวคืนนี้ต้องหนาว เอาผ้าห่มไป เอาเสื้อหนาวไป ตอนแรกคิดว่ามีหลายเต็นท์ปรากฎมีอันเดียว แล้วต้องนอนตัวติดกันเรียงกันเป็นตับอยู่ในเต้นท์ไม่มีพื้นที่ขยับได้ ถ้ากลิ้งก็ทับกันได้เลย แล้วพอมืดพวกพื้นเมืองเขาก็เตือนว่าพวกหมาที่เขาเลี้ยงกัน หมาชนเผ่าที่เอาไว้ล้อมแกะก็คือดุมากไม่จำเป็นอย่าออกไปเพ่นพ่านนอกเต็นท์ บอกได้เลยตรงนี้ว่าเกิดมายังไม่เคยเจอหมาที่ดุขนาดนี้มาก่อนในชีวิต พอตกดึกโอ้โหอุณหภูมิมันลบเท่าไรไม่รู้คือเขาไม่ได้ปูอะไรบนพื้นนะ มันก็คือแค่เต็นท์ล้อมแล้วก็แบบอยู่บนดินเลย พอดึกเข้าพื้นมันชื้นไม่มีทางที่จะห้ามความเย็นขึ้นมา หนาวแบบไม่มีใครนอนหลับ ไม่เคยทรมานอย่างนั้นมาก่อน”
เช่นเดียวกับหนุ่มซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ที่ตื่นตะลึงกับความหนาวเหน็บ และการเปลี่ยนผ่านฤดูเพียงข้ามคืน
“ที่บอกว่ามันหนาว คือมันหนาวจริงๆ แบบไม่มีจุดไหนเลยที่อุ่น ไม่มีที่ว่าจะใส่อะไรแล้วรู้สึกว่าอุ่นจังสบายใจร้อนเหงื่อท่วมไม่มีนะครับ มีทุกอย่างใส่เข้าไปเถอะ ยิ่งตอนอยู่ในป่าใกล้ชัมบาลา พื้นนี้แบบเย็นอย่างกับน้ำแข็ง ต้องนอนกันอย่างนั้น จุดไฟก็แล้ว อะไรก็แล้ว ตอนนั้นที่กินน่าจะมีเนื้อจามรีด้วย แต่จำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะตอนนั้นผมป่วยด้วย ลิ้นมันจะไม่รู้รสอะไรเลย กินอะไรไม่ค่อยได้มาก แต่ต้องกินให้หายหิว อุปสรรคส่วนใหญ่มีแต่ความหนาว มันอยู่ในพื้นที่สูงด้วย แล้วช่วงเวลาที่เราไปด้วยคือในฤดูใบไม้ร่วงเข้าหน้าหนาว ใบไม้เปลี่ยนจากเขียวไปเหลืองแล้ว เราก็จะไปช่วงนั้นแล้วมันก็ข้ามวัน เราขึ้นไปนอนปุ๊บถ่ายเสร็จตื่นมาตอนเช้าก็แบบขาวโพลนไปหมดเลย เป็นช่วงหิมะตก เป็นช่วงที่ฤดูมันเปลี่ยนที่เราไม่รู้เห็นกับตาจากเมื่อวานไม่มียังแห้งๆ อยู่”
ฟังดูแล้วไม่ง่ายเลยที่เดียวกว่าจะได้ภาพสวยๆ ที่ปรากฎอยู่ในภาพยนตร์โดยเฉพาะโลเกชั่นอย่างชัมบาลาและทิวทัศน์สุดลูกหูลูกตาของทิเบต ไปพิสูจน์ความงามบนผืนโลกของชัมบาลาได้แล้ววันนี้ทุกโรงภาพยนตร์
Navigation
[0] Message Index
[#] Next page
[*] Previous page
Go to full version