ภาพยนตร์ > ข่าวภาพยนตร์
ภาพยนตร์เรื่อง Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ 19 เมษายน 2555
FB:
บทสัมภาษณ์ “มาร์ช-จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล จาก HOME ความรัก ความสุข ความทรงจำ”
ในเรื่องรับบทเป็นใคร
ในเรื่องนี้ผมรับบทเป็น “เน” เด็กเชียงใหม่เรียนอยู่ที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เรียนอยู่ประมาณมัธยม 6 เป็นเหมือนตากล้องประจำโรงเรียน จะมีกล้องติดตัวอยู่ตลอดเวลา เหมือนเขาเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่สุงสิงกับใคร แต่ว่าเพื่อนจะเอาผลประโยชน์จากตัวเขาในเรื่องให้เขาไปถ่ายภาพให้ แต่ไม่ได้คบเพื่อความจริงใจ เนเป็นคนน่าสงสารนะ อยู่มา 6 ปีแต่ไม่เจอเพื่อนที่จริงใจเลย ถ่ายรูปให้โรงเรียนก็มีคนหมั่นไส้อีก เหมือนว่าคิดยังไงกับอะไรก็จะถ่ายรูปผ่านมันออกมา
มารับเล่นเรื่องนี้ได้ยังไง
ที่มาเล่นเรื่องนี้ได้คือวันนั้นผมสอบโอเน็ทเพิ่งเสร็จ ทางโมเดลลิ่งเรียกไปแคสติ้ง ตอนแรกก็ไม่ได้คิดไรเพิ่งสอบเสร็จผมก็ไม่ได้เซ็ทเลย หัวยังเกรียนๆ อยู่เลย ผมสั้นเพิ่งโดนตัดมา ก็ไม่ได้หวังอะไรเล่นตามบทไปเขาให้เล่นอะไรก็เล่น แล้วก็มีพี่มาบอกว่าได้เล่นนะ ดีใจมากเป็นโอกาสที่ดี ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจด้วยครับ ตอนที่แคสติ้งตอนนั้นพี่มะเดี่ยวให้เล่นฉากที่ต้องมีการจับกล้อง จังหวะการเล่นการพูด มีเว้นวรรค เขาจะดูการสนทนาของเรามากกว่า ว่าตัวของเราตรงกับคาแรกเตอร์ที่พี่มะเดี่ยวต้องการหรือเปล่า ก็จะมีพี่มาบรีฟบทให้เราก็พูดคนเดียวผ่านกล้อง
คิดว่าวันนั้นเราได้เพราะอะไร
คิดว่าที่ได้เหมือนว่าเวลาผมจะพูดอะไรจะคิดก่อนพูด แต่จริงๆ ตอนนั้นต้องคิดเพราะว่าลืมบทครับ (หัวเราะ) อาจจะไม่ได้คิดจริง
ตอนนั้นพอได้เล่นแล้วได้อ่านบทเลยไหม
ก็เรื่องบท ไปถึงครั้งแรกพี่มะเดี่ยวเขานัดเวิร์คช็อปครั้งแรก จะไปฝึกการแสดงก็ยื่นบทมาให้อ่านก่อน อ่านแล้วเออ..ก็โอเคน่าสนใจดี ท้าทาย ลุคใหม่อะไรอย่างนี้ก็ลองเล่นดูครับ ได้ท้าทายตัวเองดีครับ
เข้าฉากส่วนใหญ่เป็นบทสนทนากัน มั่นใจแน่ใจว่าจะเอาอยู่ไหม
คือเป็นเรื่องแรกของทั้ง 2 คนเลย ทั้งของผมและของแจ็ค (กิตติศักดิ์ ปฐมบูรณะ รับบทเป็น บีม) ผมก็ไม่ได้มั่นใจตั้งแต่เวิร์คชอป ตอนนั้นผมยังรู้สึกอยู่เลยว่าจะไหวหรือเปล่า พอมาเล่นจริงก็รู้สึกกดดันเหมือนกัน เพราะทุกสายตาจับจ้องแค่คู่นี้คู่เดียวเล่นกันอยู่ 2 คน กลัวทำพี่ๆ เขาช้าเดือดร้อน พอได้บทมาก็รีบหัดพูดก่อน ท่องบทก่อนเยอะๆ ก่อนไปเข้าฉากนี่ท่องมาก่อนทั้งวันเลย ท่องจนซึมเข้าหัวกลัวถึงเวลาแล้วแบบตื่นกล้อง แต่ก็ได้เสิรมความมั่นใจขึ้นเยอะเพราะพี่มะเดี่ยวจับให้มีการเวิร์คช็อปและก็ให้ซ้อมแอคติ้งอยู่ตลอดเวลา
จริงแล้วก่อนทำหนังมาร์ชก็ถือว่าเป็นเด็กตั้งใจเรียนคนนึงเลยไหม
ก็ก่อนถ่ายทำหนังเป็นเด็กที่ติดเรียนคนนึงเลยครับ แม่ปลูกฝังให้ตั้งใจเรียนก็ตั้งใจเรียนที่สุดแหละ เพราะมันช่วงม.6 ด้วยเอาแต่เรียนๆ จะเอนทรานซ์แล้ว ก็มีไปแคสงานโฆษณาบ้างนะ ถ่ายแบบนิดหน่อย แต่งานชิ้นใหญ่ก็งานหนังเป็นชิ้นแรกเลย ตอนนั้นเพิ่งสอบเสร็จวันเดียวเอง มาแคสหนังเรื่องนี้เลย เพิ่งผ่านทุกอย่างเลยตอนนั้นไม่รับงาน อ่านหนังสืออย่างเดียว ถ่ายแบบนิตยสารทั่วไป โฆษณา KFC เล็กๆ น้อยๆ ประปรายครับ
ตัวละครที่ชื่อว่า “เน” กับ “มาร์ช” ตัวจริงมีอะไรที่เหมือนหรือแตกต่างกันบ้าง
ผมว่าคนละขั้วเลยครับ เนเป็นคนพูดน้อยมากแบบคิดไรก็คิดในใจ แต่ตัวจริงผมคิดไรพูดเลยมีแต่คนด่าว่าผมพูดไรไม่คิด แบบชอบโวยวาย แต่เนเขาเป็นคนเงียบๆ แต่ผมว่ามีส่วนที่เหมือนกัน ต้องการเพื่อนที่จริงใจ แต่ผมโชคดีนะที่ผมเจอเพื่อนที่จริงใจทุกวันนี้
ในเรื่อง เน เป็นช่างภาพต้องถ่ายรูปส่วนตัวมาร์ชสนใจทางด้านนี้บ้างไหม
ก็สนใจนะครับแต่ไม่ได้เป็นมืออาชีพแบบเน เนเขาเขามีอุปกรณ์ต่อกล้องอย่างยาว แต่ตัวจริงผมมีแต่กล้องถ่ายเล่นครับ ในไอโฟนบ้างดิจิตอลตัวเล็กๆ บ้าง โปรแกรม IG อะไรแบบนี้ ไม่ได้จริงจังแต่ชอบดูรูปสวยๆ
ก่อนที่จะมาเล่นเราต้องไปเข้าคอร์สเรียนการแสดงอะไรบ้างไหม
มีครับประมาณ 5-6 ครั้ง พี่มะเดี่ยวเขาบอกว่านักแสดง 2 คนเล่นกันอยู่ 2 คน ต้องทำความคุ้นเคยกันและเล่นกันให้สนิทใจ เพราะผมกับแจ็คต้องเล่นคู่กันตลอดทั้งเรื่อง เข้าบทบ้างหรือทำกิจกรรมที่จะเพิ่มความสนิทให้กันบ้าง ผมกับแจ็คก็เลยสนิทกันเร็วเหมือนกันนะ แจ็คก็เลยเหมือนทั้งน้องเหมือนทั้งเพื่อนผมเลยครับ เพราะพี่มะเดี่ยวช่วยด้วยล่ะครับ
เคยติดตามผลงานของมะเดี่ยวมาก่อนไหม พอได้มาร่วมงานกันเห็นอะไรในตัวมะเดี่ยวบ้าง
พี่มะเดี่ยว เขาดังมานานแล้วแต่ที่ผมรู้จักก็จากเรื่อง “รักแห่งสยาม” ผมชอบหนังเรื่องนี้มากเลยนะครับ ชอบที่ตัวเนื้อหาดูแล้วอิน ผมก็ปลื้มผลงานพี่เขา แต่พอมาเจอตัวจริงตอนแรกก็เกร็งนะ แต่พอเจอเขาใจดีมากเป็นกันเองและพูดจาตรงๆ ผมชอบเขาดี
พี่มะเดี่ยวเขาเหมือนครูผม ทั้งเรื่องการแสดงและการวางตัว พี่มะเดี่ยวสอนการวางตัวเยอะมาก สมมุติว่าถ้าถ่ายหนังไปแล้วพอหนังฉายเราต้องทำตัวยังไงถึงจะเหมาะสมในวงการนี้ถ้าเรามีโอกาสก้าวเข้ามาจะวางตัวยังไงให้เดินต่อไปได้อย่างดี อันไหนไม่ดีไม่ควรทำ สอนเยอะเลยครับตอนอยู่เชียงใหม่ ผมก็ทำตัววัยรุ่นทั่วไปมีดื้อบ้าง หนีเที่ยวดอยบ้าง ก็โดนพี่เขาติๆ มาเริ่มคิดตอนนี้ก็โตขึ้นละเริ่มคิดได้ เราก็ปรับปรุงเราไปทำงานก็ควรอยู่กับงานไม่ควรจะหนีเที่ยวครับ (หัวเราะ)
ถึงตอนแสดงมีปัญหาไรบ้างไหม
มีครับตอนซ้อมพี่มะเดี่ยวยังเป็นแบบพ่อพระอยู่เลย ก็คือใจดี แต่พอเข้าบทจริงๆ หรือเราเล่นไม่ได้บางครั้งก็มีโกรธเหมือนกันนะ ผมก็ไม่กล้ายุ่งเลยครับ เขาโมโหเป็นคนละคนกับตอนซ้อมเลยครับ แสดงว่าเขาทำงานแบบจริงจังมากเลย เขาก็จะบอกว่าทำไมตอนซ้อมมันไม่ใช่แบบนี้นี่ (ทำหน้าซีเรียสเลียนแบบมะเดี่ยว) ก็มันตื่นกล้อง (หัวเราะ) บางวันถ่ายไป 10 เทคก็ยังไม่ได้ บางครั้งก็ตาปรือบ้าง พี่มะเดี่ยวก็จะถามว่าทำไมตาปรือแบบนี้ (ทำเสียงเลียนแบบมะเดี่ยว) คือทั้งเรื่องที่ผมเล่นเขาถ่ายแต่กลางคืนผมก็ปรับตัวไม่ทัน เพราะปรกติใช้ชีวิตอยู่แต่กลางวัน กลางคืนก็นอน แต่มาถ่ายเรื่องนี้ต้องตื่นตี 4 อย่างงี้ให้ผมตาโตยังไงไหว(หัวเราะ)
ฉากไหนที่คิดว่ายากสุดสำหรับมาร์ชในเรื่องนี้
ฉากสบตากันกับบีม ผมต้องแบบมีอะไรหน่วงๆ ในหัว ยากเพราะเขาต้องโคสอัพมาที่ดวงตาด้วยครับมันก็เลยยาก มันยากตรงความรู้สึกที่ถ่ายทอดผ่านดวงตาออกมา ต้องยืนนิ่งสื่อทางดวงตาออกมาอวัยวะอย่างอื่นเล่นไม่ได้เล่นได้แค่ตา พี่มะเดี่ยวบอกว่าตาต้องบอกทุกอย่าง ตาคนเราเวลาอยู่ในหนังจะเท่ากับลูกบอล ทุกคนจะมองมาที่ตาหมดเลย ก็คิดว่าฉากนั้นยากสุดนะ
เรื่องบทพูดไม่ค่อยจะมีปัญหาใช่หรือเปล่า
ตัวเนที่ผมเล่นเป็นคนพูดน้อยแต่อารมณ์มันสำคัญมากกว่า ส่วนคนพูดมากเป็นของแจ็คพูดทั้งเรื่องเลยครับ คนที่จะมีปัญหาเรื่องบทพูดน่าจะเป็นแจ็ค (หัวเราะ)
ประทับใจอะไรบ้างในเรื่องของการแสดง
ประทับใจในวันแรกเลยครับ คือฉากที่ยากที่สุดที่พี่มะเดี่ยวถ่ายวันแรก ฉากนั้นคือทุกคนตื่นเต้นมากว่าเด็กสองคนนี้จะผ่านไปได้หรอ แต่มันผ่านเร็วมากไม่กี่เทคเองทั้งกองชมว่าฉากแรกเล่นได้ดีขนาดนี้เลย มันเป็นฉากสบตา ซึ่งพี่มะเดี่ยวบอกว่าฉากนี้สำคัญนะห้ามพลาดเด็ดขาด ผมกับแจ็คนี่มองหน้ากันเลย เอาไงดีล่ะจะผ่านไหมเนี่ย ทุกสายตาก็จ้องและกดดันมาที่เราสองคน แต่พอถ่ายจริงกลับผ่านได้อย่างง่ายดาย มันเลยประทับใจมากครับที่เราสองคนทำสำเร็จ
ร่วมงานกับแจ็คเป็นอย่างไรบ้าง
อย่างแรกที่เขามีคือสัมมาคารวะผมชอบ เราห่างกันแค่ปีแต่เขานับถือผมมากผมรู้สึกได้ว่าไม่เคยได้จากใครเท่าเด็กคนนี้มาก่อน การพูดการจายกมือไหว้ เขาเป็นเด็กร่าเริงสมกับในบทเลยครับ เขาเป็นนักกีฬาด้วย อยู่วงโยธวาทิตอีกด้วย ได้ยินกิตติศัพท์มาว่าเด็กคนนี้ความสามารถเยอะมาก ร่วมงานกันเขาเก่งนะเก่งกว่าผมด้วยซ้ำ เล่นบทยาวๆ ได้ ท่องมาได้เป๊ะมาก แล้วก็พูดมากนี่เหมือนเลยครับความกระล่อนที่หนึ่ง พริ้วมาก เอาตัวรอดตลอดเจอสาวๆ ในกองกรี๊ดกร๊าด นอกเรื่องก็มีคุยกัน ก็สนิทกันไปไหนไปกันหลังจากนั้นก็แยกย้ายไปเรียนหลังจากปิดกองแต่ก็ติดต่อกันโทรถามสารทุกข์สุขดิบ ว่าแจ็คเรียนเป็นไงเห็นบอกว่าจะเข้ามหาลัยแล้วครับ
เล่าถึงการถ่ายทำช่วงเวลากลางคืนให้ฟังหน่อยว่าบรรยากาศโรงเรียนกลางคืนที่นั่นเป็นยังไงบ้าง
ตอนถ่ายทำในตอนของผมจะเป็นเนื้อเรื่องเกิดขึ้นทุกอย่างในคืนเดียวทำให้ทุกฉากต้องถ่ายทำตอนกลางคืนในรร.มงฟอร์ต ผมก็รู้จักชื่อโรงเรียนนี้มานานแล้วเป็นรร.ที่ดังและมีชื่อใน จ.เชียงใหม่ ไปถ่ายนี่ไม่เคยเจอตอนกลางวันเห็นแต่ตอนกลางคืน ไฟเปิดทั้งรร.เลยครับ เป็นรร.ที่สวยมากเลย การเตรียมตัวก่อนถ่ายซื้อเครื่องดื่มชูกำลัง กาแฟ ใส่ทุกอย่างจนเกือบท้องเสีย กลัวตาปรือ ทุกคนก็ยอมตากยุงรอพวกผมสองคนถ่าย บางฉากถ่ายจนฟ้าสว่างก็ยังไม่ได้เลยต้องไปถ่ายวันต่อไป รู้สึกว่าพี่ๆ ทีมงานน่ารักทุกคนยืนรอตากยุงไม่บ่นสักคำว่าพวกผมสองคนเล่นไม่ได้ ประทับใจทุกคนครับ
เรื่องราวรักในวัยเรียนในชีวิตจริงของมาร์ชล่ะมีบ้างไหม
จะเป็นความรักระหว่างเพื่อนมากกว่า ผมเรียนรร. ชายล้วนมา เรื่องเพื่อนสำคัญสุดในรร.ชายล้วนในช่วงมัธยม คนไหนมีปัญหาก็กรูกันไปช่วยหมดเลยไม่ว่าจะเป็นการเรียน เรื่องทุกเรื่อง ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ รักกันมากลืมกันไม่ได้ เพื่อนมัธยมผมว่ามันส์สุดแล้วนะ เพื่อนมหาลัยมันก็ต้องเป็นแบบสหฯก็ยังเกร็งๆ อยู่บ้างเวลาอยู่กับผู้หญิง แต่ชายล้วนสุดๆ เลยเรื่องเพื่อน
FB:
ให้ความหมายของคำว่าเพื่อน
ผมว่าเพื่อนมีอิทธิพลต่อชีวิตมากนะ เพื่อนเป็นที่ปรึกษาได้ทุกเรื่องบางเรื่องผมไม่กล้าปรึกษาพ่อแม่ หรือพี่เลย เพราะว่าเพื่อนเข้าใจเราที่สุดเป็นวัยเดียวกันอยู่กับเราบ่อยกว่าพ่อแม่ เพื่อนบางคนอยู่ด้วยกันที่ รร.อยู่บ้านเราก็คุยกันก็รู้สึกว่าเพื่อนเข้าใจเราที่สุด ผู้ใหญ่บางคนคิดไม่ตรงกับเราก็ค้านแล้ว เพื่อนเขาจะเข้าใจว่าเราคิดแบบนี้เพราะอะไร
เพื่อนซี้กันมากๆ ก็ตอนมัธยมอยุ่ด้วยกันมา 4-5 ปี เจอกันทุกวันมันผูกพัน เราทำกิจกรรมร่วมกันเยอะไปเที่ยวมีปัญหามีเรื่องก็ช่วยกันตลอด อย่างผมเรียนมัธยมจบจากรร.สวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นรร.ที่มีกิจกรรมเยอะมากเลย ไม่ว่าจะแปลอักษร ซ้อมเชียร์แล้วก็กิจกรรมระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องใน รร. จะเยอะมาก รุ่นน้องจะรู้จักรุ่นพี่เยอะ สนุกนะมันไม่ได้มีแค่การเรียน ไม่ใช่มา รร. แล้วกลับบ้าน มารร.บางคนยอมอยู่จนดึกเพื่อทำกิจกรรมอยู่ถึงจนเช้า มันจะมีงานจตุรมิตรเป็นงานใหญ่แข่งระหว่าง 4 โรงเรียน สวนกุหลาบ เทพศิรินทร์ อัสสัมชัญคอนแวนต์ กรุงเทพคริสเตียน แล้วก็ทุกรร.จะแข่งกันแปลอักษร ฟุตบอล แล้วจะมีถ่ายโค้ดแปลอักษรต้องเหมือนเม็ดสีในภาพๆ นึงต้องมีเป็นหมื่นๆ เม็ดสีให้รุ่นน้องจุดนี้ต้องเป็นเม็ดสีอะไร รุ่นพี่ม.4 ม.5 มาช่วยเหลือกันบางวันอยู่จนเช้า นั่งถ่ายโค้ดเขียนโค้ดจนบางคนเขียนจนต้องเข้ารพ.ก็มีนะ แสดงถึงความที่เราทำเพื่อสิ่งๆ เดียวกันเราทำในสิ่งที่เรารักก็คือชื่อเสียงของรร. ผมรู้สึกว่ามันสอนให้เราทำหรือทำในสิ่งที่เรารักให้มันพยามที่สุด
รร.ก็เหมือนบ้านที่สองของเรา บอกความรู้สึกของมาร์ชที่มีต่อรร. มันเปรียบได้อย่างไร
ใช่เลยครับโรงเรียนก็เหมือนบ้านหลังที่สองเลย รู้สึกอุ่นใจทุกครั้งเวลาที่เราก้าวเข้าไปในรร. ผมออกจากบ้านมาเพื่อไปบ้านอีกหลังหนึ่งทุกครั้งที่ไป รร. ก็เหมือนได้เจอคนที่เรารักในรร. เจออาจารย์ เจอเพื่อน ภารโรงที่รร.ผมก็สนิท เหมือนอยู่บ้านก็เจอคนที่เรารักพ่อ แม่ พี่ ไปที่รร.ก็ยังเจออีกเปรียบเหมือนบ้านหลังที่สองของผมได้เลยครับ ทุกวันนี้ก็ยังกลับไปเรื่อยๆ ถ้ามีโอกาส และผมยังต้องวิ่งแก้บนอยู่เลย
ที่บ้านว่าอย่างไรบ้างมาเล่นหนัง
ทุกครั้งที่ใกล้สอบแม่จะบอกว่าเพลาๆ ลงบ้าง มีแคสงานหรือถ่ายงานก็จะปฏิเสธบ้างเอาเวลามาอ่านหนังสือดีกว่า เพราะว่าแม่มักจะบอกบ่อยๆ ว่าอาชีพด้านนี้มันไม่มั่นคง กราฟขึ้นๆ ลงๆ ยึดหลักอะไรไม่ได้ เรามีอาชีพประจำเป็นวิชาชีพซึ่งผมเรียนบัญชีบริหารอยู่ครับ อันนี้จะมั่นคงทำให้อนาคตเราตำแหน่งที่มั่นคงให้ยึดอันนี้เป็นหลัก
ตอนเด็กเคยฝันอยากเป็นสจ๊วตมันเท่ดี ก็อยากเป็นให้ได้เลยตอนนั้น สักพักค่อยมาทำธุรกิจตัวเอง เอาความรู้ที่เรียนบริหารมาทำธุรกิจตัวเองแต่ไม่รู้จะรอดป่าวนะครับ (หัวเราะ)
นี่เป็นเรื่องแรกที่มาร์ชได้เล่นหนัง มาร์ชคิดว่ามาร์ชได้อะไรจากตรงนี้
ผมว่าเรื่องการเข้าบทบาทผมยังผิดพลาดบ่อย เราต้องไปฝึกฝนถ้ามีโอกาส พูดกับตัวเองกับกระจกให้มากขึ้น ออกกล้องยังมีเขินอยู่ทั้งที่ตอนซ้อมยังเล่นได้ พี่มะเดี่ยวบอกตอนซ้อมเล่นดีกว่านี้ เราก็มานั่งคิดเราดีกว่านี้หรอ แล้วทำไมออกกองจริงๆ เราทำไม่ได้แบบที่เราซ้อมกันก็ต้องฝึกฝนให้มากขึ้น มากขึ้นกว่าเดิมอีก
บ้าน ในความหมายของมาร์ชคืออะไร
คำว่าบ้าน คือ สถานที่อยู่แล้วอบอุ่นใจที่สุดแต่ต้องมีคนที่เรารักอยู่ในที่นั้นด้วย ไม่ใช่เราอยู่ในบ้านนั้นคนเดียวมันก็เป็นบ้านไม่สมบูรณ์แบบ อยู่แล้วก็มีคนที่หวังดีกับเราอยู่แล้วเวลาเรามีความสุขด้วยกัน อันนั้นน่าจะเรียกว่าบ้านที่สมบูรณ์แบบที่สุด ก็ผมเคยเรียนมาระหว่างคำว่า Home กับคำว่า House พี่มะเดี่ยวเลือกคำว่า Home มาใช้เพราะว่าโฮม คือบ้านที่มีความรักมีความอบอุ่นมีความผูกพันอยู่ในบ้านถึงเรียกว่าโฮม แต่ถ้าเฮ้าส์ก็เหมือนบ้านปกติ ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลยมีแค่เราไปอาศัยเฮ้าส์อยู่
นี่เป็นครั้งแรกเลยไหมไปที่ได้เชียงใหม่
ใช่ครับ ตื่นมาก็ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับเชียงใหม่เลยครับว่ามีที่เที่ยวที่ไหนบ้าง ดอยสุเทพ สถานที่ตรงไหน เส้นนิมมานเหมินทร์ มีอะไรเด็ดๆ บ้าง ไปก็กะเที่ยวเหมือนกัน เคยได้ยินว่าเชียงใหม่เด็ดรองจากกรุงเทพเลย มาทั้งทีผมเลยทั้งเที่ยวและทำงาน ผมมาถ่ายเรื่องนี้ประมาณเกือบเดือน 20 วันได้มั้ง แต่ก็มีถ่ายประมาณ 7 วัน ก็มีเวลาพักบ้างเพราะพี่มะเดี่ยวต้องไปถ่ายเรื่องอื่น
ครั้งแรกที่ไปตื่นตาตื่นใจมากลงจากเครื่องประมาณ 8 โมงเช้า นั่งรถแดงที่เขาฮิตกันหาของกินไม่เจอไปเจอแต่ที่ว่างๆ สุดท้ายไปกิน MK ตอนหลังรู้ว่ามันมีตลาดตรงนั้นตรงนี้ ก็ไปอยู่จนเหมือนคนที่นั่นเลย เริ่มเที่ยว ประทับใจคนที่นู้นรู้อะไรก็ช่วยเหลือกัน ไปกินข้าวร้านไหนก็ชวนคุย สาวก็สวยดี อาหารเหนือผมซื้อแคปหมูมาฝากแม่เป็นลังเลย แม่กินจนหมอห้ามคลอเรสตอรอลพุ่ง แม่ก็เลยต้องลดไป ผมว่าอาหารเชียงใหม่อร่อยมากนะ ถูกและอร่อย มีน้ำเต้าหู้ร้านนึงอร่อยมาก แล้วมันมีร้านนึงผมไปกินบนดอย เด็ดมากมันมีเมนูนึงชื่อไก่โฮะ เป็นดอยเป็นภูเขาชั้นๆ แล้วสร้างศาลาริมดอยให้ไปนั่งกินในศาลาแล้วมีเมฆลอยผ่านหน้า สุดยอด ตอนไปฮันนีมูนต้องไปแน่นอนคิดไว้แล้วโรแมนติก อาหารอร่อย ชื่อดอยม่อนแจ่มครับ สตอเบอร์รี่ลูกเท่ากำปั้นปาหัวแตกแน่นอน (หัวเราะ)
แล้วก็บางวันก็ได้แวะไปดูพวกพี่ๆ เขาแสดงกันอย่าง พี่เจมส์ พี่นุ่น พี่ตุ๊ยตุ่ย ผมประทับใจพี่นุ่นมากเล่นได้แบบสุดยอด ผมปลื้มเขาอยู่แล้วหนังที่เขาเล่นมาเขาเล่นเก่งมาก พี่เจมส์ตัวจริงนี่ตัวใหญ่มาก เจอครั้งแรกช็อคเลยเพราะผมไม่คิดว่าพี่เจมส์จะตัวใหญ่ขนาดนี้
ประทับใจรุ่นพี่นักแสดงคนไหนเป็นพิเศษไหม
ประทับใจพี่ต่าย เพ็ญพักตร์ครับ ดูเหมือนพี่เขาไม่ต้องท่องอะไรเขามานิ่งๆ แต่งหน้า แต่งตัว กินข้าว นั่งนิ่งๆ เข้าบทบาทได้อย่างคล่อง ทีเดียวผ่าน พี่มะเดี่ยวไม่ต้องติอะไรเลย เหมือนแบบเขาจินตนาการในความคิดพี่มะเดี่ยวได้เลยว่าต้องการแบบไหน เขาก็เล่นแบบนั้นได้เลย ผมคิดว่าเขาเก่งมาก แทบไม่ต้องคุยกับพี่มะเดี่ยวเลยเดินเข้ามาเล่น ผ่าน ส่วนผมนี่คุยมาประมาณสองเดือนยังเล่นไม่ได้เลย
คิดว่าสิ่งที่คนดูจะได้จากการชมเรื่องนี้คืออะไร
ผมว่าหนังเรื่องนี้โดนใครหลายๆ คนนะ เพราะว่าคนเราเจอมาเยอะกับคนที่ไม่จริงใจด้วย ผมว่าหลายคนอาจเก็บไว้ในใจเจอมาแล้วก็ไม่อยากคิดถึงมัน มันต้องมีอยู่แล้วคนที่ไม่ค่อยมีเพื่อน แต่ผมคิดว่ามันต้องมีคนที่จริงใจกับเรา สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเพื่อนสักวันมันต้องมีคนที่เดินเข้ามาในชีวิตเราให้ความจริงใจกับเราจริงๆ แล้วเราจะมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ผมว่ามันวิเศษที่สุดแล้วที่คนเราจริงใจให้กัน
อาจจะเป็นเพื่อนหรือแฟนหรือใครที่เข้ามาแล้วให้ความไม่จริงใจรู้สึกไม่ดี รู้สึกว่าชีวิตเราโชคร้ายอย่างนั้นเลยหรอ แต่ถ้ามีสักวันที่มีคนจริงใจเข้ามามาหาเรามอบแต่สิ่งดีๆ ให้เรา ไม่ว่าจะคืนเดียว หรือ 10 ปี 20 ปี หรือตลอดชีวิตผมว่าเราจะมีความสุขมาก คนที่จะอยู่กับเราได้ คนที่เราจะปรึกษาได้ คนที่เป็นเพื่อนคุย เจอปัญหาไรก็ช่วยกันแก้ ให้ทุกคนมีหวังว่าได้เจอคนที่จริงใจกับเราแน่นอน
ฝากผลงาน
อยากฝากเรื่องโฮม ความรัก ความสุข ความทรงจำ ด้วยนะครับ ก็อยากให้ติดตาม เพราะเป็นการแสดงครั้งแรกของผมทั้งสองคน หากมีผิดพลาดบ้างแต่เราทุกคนพยามเต็มที่ครับ ตั้งใจเต็มที่มาก กับหนังเรื่องนี้ ยิ่งพี่มะเดี่ยวทุ่มเทมากทั้งเขียนบท ทั้งสอนการแสดงกับผมเกือบเดือน เพราะอยากให้การแสดงออกมาอย่างเพอร์เฟคที่สุด รับประกันว่าทุกคนตั้งใจแสดง และหนังเรื่องนี้ออกมาดีแน่นอนครับ อยากให้ไปดูกันเยอะๆ นะครับ โฮม ความรัก ความสุข ความทรงจำ ครับ
FB:
บทสัมภาษณ์ พิช วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล รับบทเป็น “เลี่ยม” ในภาพยนตร์เรื่อง Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ
คาแรกเตอร์ของเลี่ยมในเรื่องนี้เป็นยังไง
ในเรื่องโฮมผมรับบทเป็น เลี่ยม ซึ่งเลี่ยมมันเป็นฉายา ภาษาเหนือคำว่าเลี่ยมมันหมายถึงอาการที่เสนอหน้า หรือช่างพูดช่างคุย พูดอยู่นั่นแหละน่ารำคาญ อันนี้จะเป็นความหมายของคำว่าเลี่ยม ซึ่งจริงๆ ในเรื่องเราจะชื่อมอส แต่ว่าเพื่อนๆ จะเรียนกันว่าเลี่ยม นิสัยบุคลิกก็คือคนเลี่ยมๆ อธิบายยังไงดี เหมือนเป็นคนที่ช่างพูดช่างคุยพูดเยอะพูดแยะ แล้วก็เป็นมองโลกในแง่ดี เป็นคนที่รักพี่สาวมาก ครอบครัวเหมือนกับว่าพ่อแม่เสียไปแล้ว แล้วก็เหลือแต่พี่สาวคนเดียว แล้วพอพี่สาวจะแต่งงานมันก็เลยเหมือนกับอยากที่จะจัดงานแต่งงานให้กับพี่สาวของตัวเอง ซึ่งตัวเลี่ยมมันก็เป็นเด็กเรียน mass communication ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อะไรอย่างนี้ ก็สามารถพอที่จะจัดอีเว้นท์จัดอะไรต่างๆ ก็เลยมาช่วยพี่สาว
ทำไมถึงมารับเล่นเรื่องนี้
จริงๆ ก็ร่วมงานกับพี่มะเดี่ยวมาหลายงานแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหนังหรือเพลง พอมาถึงเรื่องนี้พี่มะเดี่ยวก็เลยชวนว่า เออมีบทอยากให้เล่นน่าจะเล่นได้อยากให้ได้เจอกับพี่นุ่น ศิรพันธ์ ลองเล่นเป็นน้องชายเขาดู ดูสิว่าจะเป็นยังไง ซึ่งก็ยินดีเพราะว่ามีโอกาสได้ดูผลงานการกำกับของพี่มะเดี่ยวในเรื่องอื่นๆ ในเรื่องที่เราไม่ได้เล่น มีโอกาสได้ติดตาม แล้วก็อย่างตัวพี่นุ่นเองก็ได้ติดตามผลงานต่างๆ มาตั้งแต่เรื่องเพื่อนสนิท ซึ่งตอนนั้นเรายังเป็นเด็กมัธยมอยู่เลย ซึ่งเราก็รู้สึกว่า เออการได้ร่วมงานครั้งนี้เป็นการท้าทายอย่างนึง และก็จะมีนักแสดงคนอื่นๆ อีกไม่ว่าจะเป็นอาตุ่ย พี่แมว-จารุณี พี่เจมส์-เรืองศักดิ์ พี่ลิฟท์-สุพจน์ ซึ่งก็เป็นนักแสดงที่เรียกได้ว่ามีประสบการณ์มากฝีมือ ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้เราก็ตอบตกลงเกือบจะทันที แล้วเราก็ดูในส่วนของการแต่งเพลงประกอบด้วยครับ
จากเรื่องรักแห่งสยามมาถึงเรื่องนี้มีการพัฒนาการแสดงยังไงบ้าง
จากเรื่องรักแห่งสยามจนมาเรื่องนี้ มีบทบาทที่เปลี่ยนไปเรื่อย อย่างเรื่องที่ผ่านมาเพื่อนไม่เก่า ก็จะเป็นลักษณะของคนเงียบเซอร์ๆ โดยส่วนตัวแล้วพิชชอบที่จะเล่นบทบาทใหม่ต่อไปเรื่อยๆ อยากจะให้คนดูได้เห็นเราในลุคใหม่ ไม่อยากจะให้มันติดอยู่แต่กับภาพเดิม ดังนั้นพอมาเป็นบทเลี่ยม ก็มาเล่นเป็นคนสนุกสนานร่าเริง ร่าเริงกว่าตัวเราเองด้วยซ้ำ ทั้งที่เราก็เป็นคนที่ร่าเริงอยู่แล้ว ก็เลยเป็นบทบาทที่ท้าทายแล้วก็ต้องใช้พัฒนาการทางการแสดงมากขึ้น เพราะว่านอกจากจะร่าเริงสดใสแล้ว ช่วงนึงที่เป็นช่วงวิกฤตของเรื่อง ตัวเลี่ยมเองก็ต้องเครียด แล้วก็ต้องแบกรับงานที่ตัวเองจัดเอาไว้ ที่เกือบจะล่มแหล่ไม่ล่มแหล่ ซึ่งตัวเลี่ยมเองก็มีความกดดันอะไรบางอย่างอยู่ ดังนั้นมันเป็นตัวละครที่คนดูจะได้มองเห็นตัวละครตัวนี้จากทุกมุมมอง จากความสนุก ความเศร้า ความตลก มันมีตรงนี้อยู่ ตัวละครตัวนี้มันครบรสมากๆ ต้องใช้การแสดงที่มากขั้นขึ้นอีก
ตอนอ่านบทครั้งแรกรู้สึกยังไงบ้างครั้งแรกที่อ่านบท อ่านเพื่อที่จะเอาไปใช้ในการแต่งเพลง เราจะได้รู้ทั้ง 3 พาร์ทว่าเรื่องราวเป็นยังไงเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยอมรับว่าอ่านครั้งแรกแล้วร้องไห้ เพราะว่ามันมีความเป็นชีวิตอยู่ในบท ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทของตัวเราเองหรือเป็นพาร์ทของคนอื่น ในตอนอื่นของหนังเรื่องนี้ มันพูดถึงความรัก ความผูกพัน การอยู่ร่วมกันของคน ซึ่งบางทีเราอาจจะอยู่ไกลกันมาก หรือเราเพิ่งมาเจอกัน แต่ว่ามันเป็นความรู้สึกบางอย่างที่พอเราได้อ่านแล้วเรารู้สึกถึงมันได้ ความรู้สึกแบบนี้เราเคยมี มันเคยเกิดขึ้นกับเรา
ร่วมงานกับมะเดี่ยวครั้งนี้เป็นยังไง
ร่วมงานกับพี่มะเดี่ยวก็สนุกมันเหมือนเราทำงานกับคนที่เราคุ้นเคย เราไว้ใจ แล้วเรารู้ว่าเขาจะไม่ปล่อยให้เราดูแย่บนจอแน่นอน ขณะเดียวกันเราก็สามารถจะถามเขาได้อย่างสนิทใจว่า เฮ้ยพี่อย่างนี้ได้ไหม หรือว่าบางทีเรามีอะไรจะเสนอ เขาโอเคไหม มันเป็นการจอยกันระหว่างนักแสดงกับผู้กำกับ ซึ่งในหนังบางเรื่องก็จะมีการทำงานที่ต่างกันไป มันมีความคิดเห็นของผู้กำกับทั้งหมด หรือให้นักแสดงเล่นเอง แต่สำหรับเรื่องนี้มันจะออกมาผสมรวมๆ กัน
แต่สิ่งหนึ่งที่พิชว่าพี่มะเดี่ยวมีคือ เขาจะเห็นภาพทุกๆ อย่าง เขาจะรู้ว่าตัวละครแต่ละตัวทำอะไรเพราะอะไร แล้วเขาสามารถอธิบายได้จนเราเข้าใจ เราสามารถที่จะเล่นตามที่เขาต้องการได้
ประทับใจอะไรในตัวมะเดี่ยว พี่มะเดี่ยวเป็นคนที่ทำงานจริงจังมาก อย่างที่พิชบอกว่าเขาจะมองเห็นทุกๆอย่างของหนังเขา แม้กระทั่งตัวประกอบ หรือองค์ประกอบเขาเก็บละเอียดหมดเลย แต่พอสั่งคัทปุ๊บ ความจริงจังก็กลายเป็นความสนุกสนานเขาก็จะเล่น ยิงมุกปล่อยมุกกัน ดังนั้นกองนี้ก็จะเป็นกองที่สนุกมากๆ ไม่ว่าจะเป็นทีมงานทั้งนักแสดงผู้กำกับและคนอื่น ทุกคนจะแฮปปี้กับมันมาก แล้วก็บางทีก็มีแบบว่าถามว่าพี่มะเดี่ยวอยากได้แบบไหน ลองเล่นให้ดูหน่อยว่าพี่อยากได้ยังไง เขาก็จะเล่นของเขา เราดูแล้วมันตลกมากๆ พอเราดูแล้วมันก็จะมีความผ่อนคลาย แล้วเราก็จะรู้ว่าเขาต้องการแบบนี้
มาเล่นเรื่องนี้ติดปัญหาตรงไหนบ้างไหม อย่างแรกเป็นเรื่องของภาษา คืออาจจะดูว่าเราเป็นคนเชียงใหม่เราน่าจะพูดภาษาเหนือคล่อง แต่จริงๆ แล้วคือไปอยู่กรุงเทพฯมาระยะนึงมันจะมีบ้างที่ลืมไป เราก็มักจะเอาภาษาเหนือ กับกลางมารวมกัน
พี่มะเดี่ยวบอกไม่ได้อย่างนี้มันเหนือกรุงเทพ จะเอาแบบเหนือเชียงใหม่เหนือจริงๆ ก็ต้องเอาบทมาเปิดแล้วถอดความจากภาษาไทยกลางให้เป็นภาษาเหนือก่อน แล้วเอาไปถามว่ามีอะไรอยากจะเติมไหม มีอะไรที่เหนือกว่านี้หรือเปล่า พี่มะเดี่ยวก็จะคอยดูว่าพูดอย่างนั้นอย่างนี้ดีกว่า
อีกอย่างนึงคือมันมีฉากที่เราต้องร้องไห้ แล้วเราจะใส่คอนแทคเลนส์อยู่ตลอดเวลา พอเรามีน้ำตาแต่ คอนแทคเลนส์ก็ดูดไปหมดเลย ก็ต้องพยายามทำอารมณ์ต่อ สุดท้ายเราก็ต้องถอดคอนแทคเลนส์ออก แล้วก็จะเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครที่มันมากขึ้น ซึ่งถามว่ามันเป็นปัญหาไหม มันก็ไม่ได้เป็นปัญหามากแต่มันเป็นความยากของตัวละคร ตัวละครตัวนี้มันแวดล้อมไปด้วยนักแสดงคับคั่ง คือตัวเลี่ยมเป็นตัวจัดงานแต่ขณะเดียวกันเวลาที่มาร่วมเฟรมกัน มีทั้งเลี่ยม ปรียา เสี่ยเล้ง คนอื่นๆ ที่เป็นตัวสำคัญๆ เพราะฉะนั้นเลี่ยมก็สามารถจะจมหายไปในการแสดงได้เกือบทุกฉาก เราก็ต้องพยายามเล่นให้น้ำหนักมันเท่ากับคนอื่น ก็เป็นความยากอย่างนึงในภาพยนตร์เรื่องนี้
มีฉากประทับใจสำหรับพิชบ้างไหมสำหรับที่พิชเล่นมา เป็นฉากที่ตัวเลี่ยมเองกำลังมองดูหายนะของงานที่เราตั้งใจจะจัดขึ้นให้กับพี่สาวที่เรารักอยู่ แต่ก็เกิดมีเหตุการณ์อื่นแทรกเข้ามาระหว่างนั้น ซึ่งผมเชื่อว่าใครที่ได้ดูฉากนี้จะต้องรู้สึกเหมือนกับเรา ทุกอย่างที่เราไม่ได้คิดเอาไว้ ไม่ได้วางคิวเอาไว้มันกลับเป็นอะไรที่พลิกไปได้เป็นอีกอย่าง ซึ่งเรื่องราวมันสะท้อนให้เราได้เห็นมุมมองอะไรอีกหลายอย่างเกี่ยวกับความรัก กับพี่สาวและน้องชาย กับชีวิตคู่และคำว่าครอบครัว
มาเล่นเรื่องนี้เห็นสนิทกับนุ่นเลย ร่วมงานด้วยกันเป็นอย่างไรบ้าง พี่นุ่นคือดาราเจ้าน้ำตา เราไม่เคยเจอนักแสดงคนไหนที่เป็นแบบนี้ กำลังอ่านบทอยู่หันไปดูอีกทีน้ำตาไหลออกมาเยอะมาก เฮ้ยพี่นุ่นเป็นอะไรหรือเปล่า แต่พอคัทปุ๊ปเขาก็จะร่าเริงสดใส เวลาที่เราเห็นผู้หญิงคนนี้เขาเป็นคนไนซ์น่ารักมากๆ ทั้งเวลานอกและในเวลางาน พี่นุ่นเป็นคนที่มีวินัย แล้วก็เวลาที่เล่นเขาตั้งใจมาก ในขณะเดียวกันเขาก็จะเรียนรู้อะไรใหม่อยู่ตลอดเวลา
พี่นุ่นมักจะปรึกษาเรื่องภาษาเหนือกับพิช ตรงนั้นตรงนี้พูดยังไง เราก็ต้องเหมือนกับเป็นโค้ชให้ อันนี้ไม่ได้มันต้องต่ำกว่านี้นิดนึงนะ มันก็เลยสนุก เลยสนิทกับพี่นุ่นจากการสอนภาษาเหนือให้เขา จริงๆ ตัวพี่นุ่นเองเกิดที่เหนือแต่ไปโตที่กรุงเทพก็จะพูดไม่ค่อยเหมือนกับสำเนียงคนท้องถิ่นเท่าไหร่นัก พอเขาฝึกสักพักเขาก็สามารถพูดได้ด้วยความที่เขาเป็นคนเหนืออยู่แล้ว
ประทับใจอะไรในตัวพี่นุ่นคนนี้บ้าง พี่นุ่นเป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกทึ่ง คืออย่างที่บอกเราเห็นเขาทำงานหนักมาก บทบาทที่เขารับหนักกว่าเรามากๆ มีอยู่วันนึงเขาร้องไห้ตั้งแต่บ่าย 3 โมงจนถึงเกือบ 1 ทุ่มเขาก็ร้องอยู่อย่างนั้นไม่หยุด ไม่รู้ไปเอาน้ำตามาจากไหนตัวแค่นี้เอง เราก็รู้สึกว่าที่เขาร้องไห้เป็นเพราะเขาเซนซิทีฟหรือเปล่า เป็นเพราะเขาเป็นคนอ่อนไหวหรือเปล่าพอมาดูจริงๆ เขาก็เป็นคนปรกติ แต่นั้นคือความสามารถในการแสดงของเขา มันมาจากการทำสมาธิ การตีความเข้าใจกับบทที่ค่อยๆ ออกมาจากตัวเขาเอง ซึ่งเราทึ่งในการแสดงในตัวเขามาก เรารู้สึกว่าเขามีประกายของนักแสดงที่เป็นมืออาชีพมาก อยากเอาอย่างเขา
แล้วทำงานร่วมกับพี่เจมส์ล่ะเป็นอย่างไร พี่เจมส์เขาจะเป็นคนที่มาในมาดนิ่งๆ มาถึงก็จะพูดน้อย เป็นคนใจดี แล้วพอพูดไปเรื่อยๆ เขาก็จะมีฮามีปล่อยมุกมีเรื่องตลกๆ มาเล่าให้ฟังในกอง แล้วพอถึงเวลาเขาจะเป็นคนที่มีสมาธินิ่งมากๆ พอจะถึงซีนอารมณ์เขาก็จะเป็นคนที่ต่อบทเอาเอง ทั้งที่กล้องมารับหน้าพี่นุ่น แต่เขาก็จะต่อบทให้เอง เหมือนกับว่าเขาจะมีสมาธิอยู่ในบทตลอดเวลา บางทีเราเห็นเขาไม่ได้อยู่ในฉาก ใกล้ๆ กันนั้นเราก็จะเห็นเขาไปยืนทำสมาธินิ่งของเขาอยู่ แล้วพอเขามาเล่นมันมีความเป็นธรรมชาติ ตอนที่เราอ่านบทเราก็ไม่รู้ว่าใครจะมาเล่นเป็นเสี่ยเล้ง พอเราเห็นว่าเป็นพี่เจมส์เรืองศักดิ์ พอดูเขาเล่นเราก็เห็นเสี่ยเล้งที่เป็นตัวหนังสือมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ
ประทับใจอะไรในการแสดงของเจมส์บ้าง
คือเรียกว่าเป็นความเซอร์ไพร์สแล้วกัน เพราะเราไม่เคยฟังพี่เจมส์พูดใต้เลยจนกระทั่งมาหนังเรื่องนี้ เรื่องนี้ได้ฟังคนพูดทั้งเหนือทั้งใต้ซึ่งเราได้เห็นความแตกต่างของภาษา ซึ่งเราได้เห็นว่าพี่เจมส์เป็นคนที่พูดใต้แล้วดูหล่อ ดูแล้วยังมีความเท่ห์ของเขาอยู่
ร่วมงานกับอาตุ่ย (พุทธชาต พงศ์สุชาติ) เป็นยังไงบ้าง ร่วมงานกับอาตุ่ยนี่ โห..ตลกมากครับ อาตุ่ยจะเป็นคนที่อารมณ์ดีตลอดเวลา เขามีอารมณ์ขำ รู้ว่าคุยกับคนนี้แล้วคนนี้จะขำ สามารถที่จะทำให้คนนี้ตลกได้ แล้วเขาเป็นคนที่เกิดที่ลำปางแล้วก็ไปโตที่นราธิวาส ดังนั้นทั้งภาษาเหนือและภาษาใต้เขาจะได้ทั้งคู่ แล้วทีนี้พูดกันไปพูดกันมา ก็กลายเป็นพูดเหนือสำเนียงทองแดง (หัวเราะ)
แล้วในเรื่องอาตุ่ยเล่นเป็นน้าอร น้าอรเขาไปทำโบท็อกมา พอเราเล่นเข้าฉากกับอาตุ่ยพอเห็นหน้าก็จะขำแต่เราก็ต้องกลั้นเอาไว้เพราะอาตุ่ยจะทำหน้ายิ้มอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเขาจะทำหน้าอย่างนั้น แววตาหรือการแสดงของเขาก็ทำออกมาได้ดีมากๆ น่าทึ่งมา เขาสามารถส่งอารมณ์ให้เราโดยที่ทำให้เรารู้ว่า เออ ไอ้ตัวที่ยิ้มมันเป็นแค่โบท็อกจริงๆ นะ แววตาหรือความห่วงใยความรักหลานของน้าอรมันส่งมาถึงเราจริงๆ แล้วเราสามารถจะรู้สึกได้
มาถึงพี่ลิฟท์บ้าง ทำงานกับพี่เขาเป็นยังไง พี่ลิฟท์เป็นผู้ชายที่ร่าเริง เป็นคนที่อารมณ์ดีเป็นคนไนซ์น่ารักสุภาพ เวลาที่เขาทำงานเรารู้สึกเหมือนกับว่าเขาไม่ได้เล่นอยู่ เขาเป็นธรรมชาติมาก อันนี้ก็จะเหมือนพี่เจมส์ตอนที่เราอ่านบทเราก็จะไม่รู้ว่าใครจะมาเล่นเป็นพี่เป็ก แต่พอพี่ลิฟท์มาเล่นแล้วเราเห็นพี่เป็กจริงๆ เออเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่มะเดี่ยวถึงเลือกพี่ลิฟท์มารับบทเป็นพี่เป็ก เพราะว่าเขามีความเป็นคนๆ นี้อยู่ แล้วเวลาพูดมันมีความเป็นธรรมชาติ เรารู้สึกดีที่ได้ร่วมงานกับเขา เขาเป็นคนที่ใจดี อย่างเวลาที่เรากำลังทำอารมณ์กำลังจะร้องไห้ เขาก็จะมาบอกว่าอย่าไปเกร็งนะค่อยๆ สบายๆ เขาก็จะใจดีสอนเราอะไรหลายๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นการเจอกันแค่ไม่กี่ฉากเท่านั้น
เรื่องนี้เราพูดถึงความรัก ความผูกพัน ความทรงจำ ส่วนตัวของพิชมีความทรงจำอะไรที่ยังประทับใจอยู่บ้าง สำหรับความทรงจำที่เราประทับใจ ก็คงจะเป็นช่วงเวลาที่เราอยู่ที่เชียงใหม่ ชีวิตของการเรียน ได้อยู่กับเพื่อนได้สนุกสนานกับเพื่อนได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขอะไรต่างๆ หรือว่าได้อยู่กับคนรอบข้างไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือว่าญาติพี่น้อง ทั้งหมดนี่ก็เป็นความทรงจำที่เราประทับใจ พอเราต้องไปเรียนที่กรุงเทพมันก็เป็นสิ่งที่เรานึกถึงอยู่ตลอดเวลา แล้วพอเราได้กลับมาเล่นหนังเรื่องนี้ มันทำให้เรารู้สึกว่าบรรยากาศต่างๆ ความรู้สึกต่างๆ มันได้กลับคืนมาอีกครั้งนึง
เวลาที่เราได้เข้าฉากกับเพื่อนหรือตัวประกอบอื่น ที่เขาก็เป็นน้องๆ จากมช. เราก็รู้สึกว่าเออ เหมือนเราได้อยู่กับเพื่อนเราจริงๆ เหมือนเขาเป็นเพื่อนเราจริงๆ เราได้อยู่กับพี่นุ่นเราก็รู้สึกเหมือนกับว่าเขาเป็นพี่สาวของเราจริงๆ ในชีวิตจริงวัยเด็กเราก็มีพี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันแล้วก็สนิทกันแบบนี้ มันเรียกความทรงจำบางอย่างกลับมาแล้วเราก็เอามาใช้กับหนังเรื่องนี้ได้ แล้วมันก็เป็นความประทับใจมันทำให้เรานึกถึงเขา อย่างเมื่อวานถ่ายเสร็จก็โทรหาพี่สาวถามว่าเป็นยังไงบ้างอะไรอย่างนี้ครับ
ความหมายของคำว่าบ้านในความรู้สึกของพิชเป็นยังไง สำหรับพิชคำว่าบ้านคือ มันไม่ใช่บ้านอิฐบ้านปูนที่ก่อสร้างขึ้นมาแล้วจับคนลงไปอยู่ในนั้น คือถ้าสร้างขึ้นมาแล้วเอาคนไปอยู่ในนั้น ทุกคนไม่มีความสัมพันธ์ ไม่มีความรัก ไม่มีความรู้สึกดีๆ ต่อกันมันก็ไม่อาจจะเรียกได้ว่าบ้าน ดังนั้นความรู้สึกของพิชคำว่าบ้านคือที่ไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ ที่รอบข้างของเรามันแวดล้อมไปด้วยคนที่เขารักและก็เข้าใจเรา แล้วเรารู้สึกอุ่นใจ วันไหนที่เราล้มวันไหนที่เรามีปัญหาคนเหล่านี้จะคอยอยู่ข้างเรา นี่ก็คือความหมายของคำว่าบ้าน
แล้วนิยามความรักของพิชมีบ้างไหม เป็นอย่างไร สำหรับความหมายของคำว่ารักในความรู้สึกของพิช ณ เวลานี้มันก็คงจะเป็นความรู้สึกอะไรบางอย่างที่เรารู้สึกดีกับใครคนนึงหรือสิ่งใดสิ่งนึง หรือเหตุการณ์อะไรก็ตาม อย่างพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนแล้วกัน อย่างคนรักกันบางทีมันอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ด้วยกันตลอดก็ได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าเราจะเป็นยังไง มันสามารถส่งถึงกันได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมาอยู่ร่วมกัน ความรักมันคือสิ่งที่เป็นอะไรบางอย่างที่ลอยอยู่ในอากาศแล้วมันมีอยู่ตลอด อยู่ที่ว่าเรามองเห็นมันหรือเปล่า บางทีเราอาจจะมองผ่านมันไปก็ได้
ส่วนตัวของ พิช มีมุมมองอะไรเป็นพิเศษสำหรับคำว่าครอบครัวหรือเปล่า
สำหรับมุมมองของพิชที่มีต่อครอบครัว พิชมองว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มันไม่ได้อยู่ที่ว่า เราจะเจอกันบ่อยแค่ไหน เราจะรู้จักกันหมดทุกเรื่องทุกมุมมองหรือเปล่า แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ครอบครัวจะต้องมีก็คือการสื่อสาร คือความสัมพันธ์ระหว่างกัน อย่างทุกวันนี้เราอยู่ไกลบ้านมาก แต่ว่าเรายังรู้สึกเหมือนเราอยู่บ้านตลอดเวลา เพราะเรายังโทรศัพท์พูดคุยติดต่อกับคนที่บ้านอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละเหมือนเส้นบางๆ ที่เรามองไม่เห็น ที่มันเชื่อมกันอยู่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนไม่ว่าเราจะอยู่ต่างประเทศ เขาไปทำอะไรอยู่ที่ไหนแต่เรายังติดต่อกันสื่อสารกัน มีการโทรมาถามว่าเป็นยังไงบ้าง มีปัญหาอะไรหรือเปล่า ช่วงนี้เหนื่อยไหม แค่นี้มันก็เป็นสายใยบางอย่างที่เชื่อมครอบครัวเอาไว้ด้วยกันไม่ว่าเราจะอยู่ไกลกันขนาดไหนอยู่แล้ว
ผลตอบรับจากแฟนคลับหลังจากที่รู้ว่าเรามาเล่นเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง
ก็ดีใจมากครับที่ทราบว่า แฟนคลับให้การสนับสนุนในการแสดงครั้งนี้ของพิช พอวันที่เปิดกล้องมีภาพข่าวออกไปแฟนคลับเห็นเราเปลี่ยนลุคอะไรต่างๆ ทุกคนก็ดีใจเห็นพิชเปลี่ยนลุคจะเป็นยังไง อย่างเรื่องที่ผ่านมาเราก็เปลี่ยนลุคไว้ผมยาวไว้หนวดอะไรแบบนี้ คราวนี้ก็มาย้อมผม ทำตัวเลี่ยมๆ ก็รู้สึกดีรู้สึกว่าแฟนๆ ก็จะได้เห็นอะไรใหม่ เห็นของชิ้นใหม่ เห็นงานชิ้นใหม่ที่มันไม่ซ้ำเดิม แล้วเราก็อยากให้มันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หนังเรื่องต่อไปก็อยากเปลี่ยนคาแรกเตอร์อย่างนี้อีก แฟนๆ ก็ตั้งตารอแล้วก็อยากดู ซึ่งตัวพิชเอง พิชก็ภูมิใจนำเสนอเรื่องนี้จริงๆ เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เราอ่านบทแล้วเราชอบ เราอ่านบทแล้วมันสนุกมันเป็นหนังที่แฮปปี้มาก เวลาที่ได้มาถ่าย แวดล้อมไปด้วยทีมงานที่มืออาชีพเก่ง แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากให้คนดูหนังเรื่องนี้จริง
ทุกเรื่องที่ผ่านมาพิชจะมีส่วนร่วมในการทำเพลงประกอบอยู่แล้ว แล้วหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นผลงานเพลงจากพิชด้วยไหม
จริงๆ แล้วเหมือนเป็นลายเซ็นของเราเลยเนอะ พอไปเล่นหนังเรื่องไหนก็จะต้องมีเพลงที่เราร้องหรือเพลงที่เราแต่ง หรือทั้งแต่งทั้งร้องอยู่ อย่างในหนังเรื่องนี้ก็มีเหมือนกันแต่ก็จะมีอยู่เพลงนึงที่ผมไม่ได้ร้องเอง อันนี้จะแต่งเพื่อให้น้องๆ สองคนน้องเบสบอลกับน้องขนุนที่มงฟอร์ดร้อง ซึ่งน้องมีความสามารถ อย่างน้องขนุนเล่นกีต้าร์ร้องเพลงได้ ส่วนน้องเบสบอลก็ร้องเพลงเก่งมากๆ ซึ่งพอวันที่ซ้อมเนี่ยเราแต่งเพลงไปแล้วน้องเขาก็ร้องออกมาเราได้เห็น นี่เป็นครั้งแรกที่คนถ่ายทอดเพลงที่เราเขียนแล้วเรารู้สึกประทับใจมากๆ เพราะว่าน้องเขาถ่ายทอดออกมาได้ดีกว่าเราด้วยซ้ำทั้งที่เป็นคนแต่งเอง เราได้เห็นน้องเขาตีความในแบบเด็กๆ มันมีความใสมันมีความบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ในนั้น แล้วเรารู้สึกว่าเพลงเพราะจังเลยใครแต่งเนี่ย(หัวเราะ) ก็รู้สึกดีที่ผลงานของเราจะได้มาอยู่ในหนังที่เราเล่นอีกแล้ว ซึ่งเป็นอีก 1 เพลงที่อยากจะให้ฟัง มันพูดถึงความรักที่บางครั้งจบไปแล้ว แล้วหวังก็ให้มันเกิดขึ้นใหม่
สุดท้ายอยากจะฝากผลงานอะไรกับผู้ชมบ้างก็อยากจะฝากผลงานเรื่อง Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ มันเป็นภาพยนตร์ที่เหมือนชื่อ มันสร้างมาจากความรัก สร้างมาจากความรู้สึก จากความทรงจำ พิชเชื่อว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่ใครหลายๆ คนอาจจะเคยเจอ เคยสัมผัสแบบนี้มา แล้วก็พูดถึงชื่อโฮม มันพูดถึงคำว่าบ้าน การที่คนเราอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกันในหลายๆ แง่มุม พิชเชื่อว่าทุกๆ คนจะรักหนังเรื่องนี้ แม้แต่ตัวเราเองอ่านบทแล้วก็ลงไปเล่นจริงๆ เรายังรู้สึกรักหนังเรื่องนี้จริงๆ
แล้วก็ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้นอกจากจะเห็นพิชเปลี่ยนลุคแล้ว ก็ยังมีนักแสดงอื่นๆ อีกคับคั่งไม่ว่าจะเป็นพี่ต่าย-เพ็ญพักตร์ พี่นุ่น พี่เจมส์ พี่ลิฟท์ มีเสียงหัวเราะมีสีสัน หรือเป็นอาตุ่ย หรือพี่แมว จารุณี หรือว่านักแสดงใหม่ๆ ที่เชื่อว่าฝีไม้ลายมือไม่แพ้มืออาชีพเลย ก็ยังไงก็อยากจะฝากพี่ๆ เพื่อนๆ นักแสดงกลุ่มนี้เอาไว้ด้วยกับภาพยนตร์เรื่องนี้
นอกจากนี้ยังมีเพลงประกอบหนังที่เรียกได้ว่าเพราะและถ่ายทอดเรื่องราวเสริมบรรยากาศขององค์ประกอบต่างๆ ของหนังให้มันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเชื่อว่าถ้าทุกคนได้ดูหนังเรื่องนี้จะต้องมีความสุข มันเรียกความทรงจำดีๆ หลายๆ อย่างกลับมาได้ ดังนั้นไปดูกันเยอะๆ ครับ โฮม ความรัก ความสุข ความทรงจำครับ
FB:
MV: “วันที่สวยงาม ost. HOME ความรัก ความสุข ความทรงจำ”
http://www.youtube.com/watch?v=o4UgqAhsIu0
MV "วันที่สวยงาม"
เพลงประกอบภาพยนตร์ “HOME ความรัก ความสุข ความทรงจำ”
ภาพยนตร์ที่จะทำให้คุณมีความสุขและได้สัมผัสกับความรัก
ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล
อย่าแค่รู้จัก...รัก แต่ให้รู้สึก...รักมากขึ้น
ภาพยนตร์รักที่ไม่ได้ทำให้แค่…รู้จัก “รัก”
แต่จะทำให้ทั้งหัวใจ…รู้สึก และ สัมผัส ถึง “รัก” ไปพร้อมๆ กัน
19 เมษายน 2555
หาคำตอบด้วยหัวใจคุณเอง
FB:
“มะเดี่ยว” ทำเซอร์ไพรส์เพลงประกอบภาพยนตร์ “Home ความรัก ความสุข ความจำ” ดึง “ป๊อด โมเดิร์นด็อก” ร่วมแต่ง และ “พิช ออกัส” ร่วมขับร้อง
“Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ” ภาพยนตร์โรแมนติก ดราม่า ผลงานกำกับของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ที่เตรียมต้อนรับทุกคนเดินทางสู่บ้าน 29 มีนาคมนี้ และแน่นอนภาพยนตร์เรื่องนี้จะขาดบทเพลงประกอบภาพยนตร์ไปไม่ได้เลย ด้วยความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของ มะเดี่ยว ผู้กำกับ และนักแสดงอย่าง พิช วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล ที่เคยฝากผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์จากเรื่อง “รักแห่งสยาม” และยังคงไพเราะอย่างมิรู้ลืม โดยการันตีความตรึงใจจากหลายสถาบันและเป็นบทเพลงที่ถูกเปิดบ่อยที่สุด และถูกกล่าวถึงไปทุกคลื่นเพลง ณ เวลานั้น
หลายๆคนคงได้ฟังเพลง “วันที่สวยงาม” เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่คว้าศิลปินขวัญใจวัยรุ่นอย่าง “ป๊อด โมเดิร์นด็อก” มาร่วมแต่งเพลง และขับร้องโดย น้องพิช วิชญ์วิสิฐ ซึ่งมะเดี่ยว ผู้กำกับ เล่าถึงความเซอร์ไพรส์สุดพิเศษกับเพลงประกอบภาพยนตร์ในครั้งนี้ว่า
“เพลงประกอบของหนังเรื่องนี้มีความหลากหลาย มีทั้งเพลงที่พิชแต่งเองชื่อเพลง “ผ่านเลยไป” เพลงที่เล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ทั้งหมด และที่พิเศษเป็นอันดับแรกคือเพลง “วันของเรา” ของวง soul after six ที่เอามา cover ใหม่โดยวงออกัส และก็พิเศษมากๆ คือมีเพลง ”วันที่สวยงาม” เป็น original soundtrack ของหนังเรื่องนี้ที่พี่ป๊อด โมเดินร์ด็อก ให้เกียรติมาแต่งให้กับเรา และเพลงนี้น้องพิชเป็นคนร้อง ซึ่งเราดีใจและภูมิใจมาก เพราะว่าพี่ป๊อดเป็นไอดอลของเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร และก็ใฝ่ฝันจะร่วมงานกันมานาน ฟังครั้งแรกก็ชอบเลย”
และเร็วๆนี้คงได้ชมมิวสิควิดีโอ “วันที่สวยงาม” ที่มะเดี่ยวขอยกกองไปถ่ายทำกันใน รันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีน้องพิช วิชญ์วิสิฐ ร่วมถ่ายทอดอารมณ์เพลงรัก และเล่าถึงเบื้องหลังของมิวสิควิดีโอครั้งนี้ว่า
“สำหรับความหมายของเพลง วันที่สวยงาม จะพูดถึงความรัก และความรู้สึกดีๆของคนคนนึง มองเห็นเขาเป็นเหมือนท้องฟ้า เป็นท้องทะเล เปรียบเหมือนวันที่สวยงาม ซึ่งมันจะสอดคล้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่จะเล่าถึงเรื่องราวความประทับใจ ตัวละครก็จะได้พบกันในวันที่สวยงามครับ โดยวันนี้ก็มาถ่ายทำในรันเวย์ ของสนามบิน พิชเองยังไม่เคยเข้ามาในนี้เลยครับ เพราะที่นี่ไม่ได้เข้ามากันง่ายๆ ยากเหมือนกันนะ แดดไม่ค่อยมีเท่าไหร่นะ ก็กังวลว่าภาพออกมาจะสดใสพอไหม แต่พอถ่ายภาพออกมาแล้วสวยงามมาก ยังไงฝากติดตามชมมิวสิควิดีโอเพลงนี้ด้วยนะครับ และติดตามชมภาพยนตร์เรื่อง Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ ด้วยเช่นกันครับ”
ติดตามชมมิวสิควิดิโอเพลง “วันที่สวยงาม” เพลงประกอบภาพยนตร์ Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ ได้ก่อนใครที่ www.facebook.com/sahamongkolfilmint หรือwww.youtube.com/sahamongkolfilmint
MV เพลง “วันที่สวยงาม” http://www.youtube.com/watch?v=o4UgqAhsIu0
Home พร้อมที่จะจูงมือทุกคนกลับไปยัง “บ้าน” ที่เต็มไปด้วยชีวิตและความรู้สึกจุดเริ่มต้นของความรัก ความสุข หรือแม้แต่ การสูญเสีย แต่ทว่าอบอุ่นเกินกว่าที่จะลืมเลือนได้ 19 เมษายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์
Navigation
[0] Message Index
[#] Next page
[*] Previous page
Go to full version