happy on March 19, 2012, 01:57:34 PM

ชื่อภาพยนตร์               AMEICAN PIE REUNION

ชื่อไทย      อเมริกันพาย รียูเนี่ยน  คืนสู่เหล้าแก็งค์แอ้มสาว

จัดจำหน่าย      บริษัท ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์)

เว็บไซต์                      www.americanreunionmovie.com

ภาพยนตร์เข้าฉาย           10 พฤษภาคม 2555

ทีมนักแสดง
เจสัน บิ๊กส์ (Jason Biggs)       รับบท   จิม  ผู้ควบคุมงานสร้าง
อาลิสัน ฮันนิแกน (Alyson Hannigan)    รับบท    มิเชลล์
คริส ไคลน์ (Chris Klein)       รับบท    ออซ
โธมัส เอียน นิโคลัส (Thomas Ian Nicholas)    รับบท    เควิน
ทารา รี้ด (Tara Reid)          รับบท    วิคกี้
ฌอนน์ วิลเลียม สก็อต (Seann William Scott)   รับบท    สติฟเลอร์  ผู้ควบคุมงานสร้าง
มีนา ซูวารี (Mena Suvari)       รับบท    ฮีทเธอร์
เอ็ดดี้ เคย์ โธมัส (Eddie Kaye Thomas)    รับบท    ฟินช์
เจนนิเฟอร์ คูลลิดจ์ (Jennifer Coolidge)    รับบท   แม่ของสติฟเลอร์
ยูจีน เลวี (Eugene Levy)       รับบท    พ่อของจิม

ทีมผู้สร้าง
จอน เฮอร์วิทซ์ และ เฮย์เดน ชลอสเบิร์ก (Jon Hurwitz & Hayden Schlossberg) –เขียนบทและกำกับโดย
เคร็ก เพอร์รี (Craig Perry)—อำนวยการสร้าง
วอร์เรน ไซด์ (Warren Zide)—อำนวยการสร้าง
คริส มัวร์ (Chris Moore)—อำนวยการสร้าง
หลุยส์ จี. ฟรายด์แมน (Louis G. Friedman)—ควบคุมงานสร้าง
พอล ไวซ์ (Paul Weitz)—คริส ไวซ์ (Chris Weitz)—ควบคุมงานสร้าง


การกลับมาของก๊วนเพื่อนเก่าวัยโจ๋จากหนังสุดฮิต  American Pie

ใน American Reunion ฮาทะเล้นครบทีม ต้นปี 2012

               ภาพยนตร์คอมเมดี้ฮาทะเล้น American Reunion คือการรวมดาราวัยรุ่นที่เคยแจ้งเกิดร่วมกันจาก American Pie ที่คนดูหนังทั่วโลกรู้จักกันมาเกินกว่าสิบปีแล้ว พวกเขากลับมาเจอกันเองและกลับมาสร้างความสนุกสนานปนสัปดนให้กับพวกเราอีกครั้ง ด้วยเรื่องราวของงานคืนสู่เหย้าของไฮสกูลที่ อีสต์ เกรท ฟอลส์  ทำให้พวกเขาได้มาเจอกันอีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งแต่ละคนจะได้พบว่ากาลเวลาและระยทางจะทำให้อะไรเปลี่ยนไปบ้าง และมันจะทำลายมิตรภาพของพวกเขาได้หรือไม่

            จากฤดูร้อนปี 1999 ที่เด็กหนุ่มในเมืองเล็กๆของรัฐมิชิแกน เริ่มท้าทายกันเรื่องการเปิดซิงของแต่ละคน  จากวันนั้นถึงวันนี้ จิมและมิเชลล์ได้แต่งงานกันจริงๆ ขณะที่เควินและวิคกี้บอกเลิกเป็นแฟนกัน อ็อซและเฮทเธอร์ต่างแยกย้าย แต่ฟินช์ยังคบกับแม่ของสติฟเลอร์อยู่ ด้วยวัยที่เติบใหญ่ พวกเขาทั้งหมดนี้กำลังจะกลับมาบ้าน เพื่อรวมก๊วนชวนกันแอ้มสาวอีกครั้ง และคืนชีพตำนานความฮาทะเล้นขั้นเทพอีกรอบ  



ข้อมูลงานสร้าง

               ยินดีต้อนรับสู่งานคืนสู่เหย้าของเหล่านักเรียนจากอีสต์ เกรท ฟอลส์ ไฮ รุ่นปี 1999 ในคอมมิดี้American Reunion ตัวละครจาก American Pie ทุกคนที่เราได้พบเมื่อกว่าสิบปีก่อนจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในงานคืนสู่เหย้าไฮสคูล ในช่วงสุดสัปดาห์หฤหรรษ์ พวกเขาจะได้ค้นพบว่าอะไรบ้างที่เปลี่ยน ใครบ้างที่ไม่เปลี่ยน รวมทั้งเรื่องที่ว่า เวลาและระยะทางไม่อาจสะบั้นสายสัมพันธ์ของมิตรภาพลงได้
              ช่วงฤดูร้อนปี 1999 เด็กหนุ่มจากมิชิแกนสี่คนเริ่มต้นหาหนทางที่จะเสียพรหมจรรย์ ในช่วงเวลาหลายปีหลังจากนั้น จิม (เจสัน บิ๊กส์) และมิเชลล์ (อลิสัน ฮันนิแกน) ได้แต่งงานกันในขณะที่เควิน (โธมัส เอียน นิโคลัส) และวิคกี้ (ทารา รี้ด) แยกกันไปคนละทาง ออซ (คริส ไคลน์) และฮีทเธอร์ (มีนา ซูวารี) ห่างเหินกัน แต่ฟินช์ (เอ็ดดี้ เคย์ โธมัส) ยังคงปรารถนาแม่ของสติฟเลอร์ (เจนนิเฟอร์ คูลลิดจ์) อยู่เหมือนเดิม ส่วนสติฟเลอร์ (ฌอนน์ วิลเลียม สก็อต) ก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน บัดนี้ เพื่อนซี้กลุ่มนี้ได้กลับมาเยือนบ้านอีกครั้งในฐานะผู้ใหญ่เต็มตัวเพื่อครุ่นคำนึงถึง และเพื่อหาแรงบันดาลใจจากอดีตของพวกเขาที่เป็นวัยรุ่นฮอร์โมนพลุ่งพล่าน
             ผู้ที่ร่วมทีมนักแสดงที่กลับมาสู่ America Reunion ที่หลายคนรอคอยคือตำนานแห่งวงการคอมมิดี้ยูจีน เลวีในบทพ่อของจิม, นาตาชา ลีออน์ในบทเจสสิก้า กูรูด้านเซ็กส์, จอห์น โชและจัสติน อิสเฟลด์ในบทผู้คลั่งไคล้สาวใหญ่ไฟแรง, คริส โอเวนในบทเชอร์แมนเนเตอร์และแชนนอน อลิซาเบธในบทนาเดีย เด็กสาวในบทรักออนไลน์ครั้งแรกของจิม
             พวกเขาร่วมด้วยทีมนักแสดงสมทบหน้าใหม่สำหรับแฟรนไชส์นี้ ได้แก่ดาเนีย รามิเรซในบทเซเลนา ลูกเป็ดขี้เหร่ของอีสต์ เกรท ฟอลส์ ผู้ซึ่งไม่มีใครคิดว่าจะสวยขนาดนี้, แคทรินา โบว์เดนในบทไมอา แฟนสาวนางแบบที่ไร้แรงกระตุ้นของออซ, แชด โอโชซินโก้แสดงเป็นตัวเอง ด้วยการเป็นพิธีกรร่วมออกอากาศกับออซ, เจย์ แฮร์ริงตันในบทดร.รอน แฟนหนุ่มผู้หลงตัวเองของฮีทเธอร์ที่เป็นหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ, อาลี คอร์บินในบทคารา เพื่อนบ้านสุดเซ็กซีของจิมและชัค ฮิตติงเกอร์ในบทเอเจ แฟนหนุ่มงี่เง่าของคารา
             American Reunion เขียนบทและกำกับโดยจอน เฮอร์วิทซ์และเฮย์เดน ชลอสเบิร์ก (Harold & Kumar Escape From Guantanamo Bay) จากตัวละครที่สร้างสรรค์โดยอดัม เฮิร์ซ (American Wedding) คอเมดีเรื่องนี้อำนวยการสร้างโดยเคร็ก เพอร์รี (แฟรนไชส์ American Pie), วอร์เรน ไซด์ (แฟรนไชส์ American Pie), คริส มัวร์(แฟรนไชส์ American Pie) และอดัม เฮิร์ซ
             ผู้ทำงานเบื้องหลัง American Reunion ได้แก่ผู้กำกับภาพดาริน โอคาดา (Mean Girls, Baby Mama), ผู้ออกแบบงานสร้างวิลเลียม อาร์โนลด์ (Magnolia, Last Holiday), มือลำดับภาพ เจฟ เบทันคอร์ท (Harold & Kumar Go to White Castle, The Grudge), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย โมนา เมย์ (Enchanted, The House Bunny) และคอมโพสเซอร์ ไลล์ เวิร์คแมน (Forgetting Sarah Marshall, The 40-Year-Old Virgin)
              ผู้ควบคุมงานสร้างสำหรับคอเมดีเรื่องนี้ได้แก่หลุยส์ จี. ฟรายด์แมน (American Wedding), พอล ไวซ์(American Pie) และคริส ไวซ์ (A Better Life), ฌอนน์ วิลเลียม สก็อตและเจสัน บิ๊กส์





เกี่ยวกับงานสร้าง
แฟนๆ ขึ้นแท่นผู้กำกับ: American Reunion เริ่มเปิดงาน

                ผู้อำนวยการสร้างเคร็ก เพอร์รี, วอร์เรน ไซด์และคริส มัวร์ต่างก็อยู่กับ American Pie มาตั้งแต่ต้นและพวกเขาก็มุ่งมั่นที่จะทำให้แฟนๆ ได้เห็นอีกช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของตัวละครที่พวกเรารู้สึกรักมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา “หกปีก่อน ผมเริ่มมายูนิเวอร์แซลทุกๆ หกหรือเก้าเดือนเพื่อเสนอไอเดียบางอย่างเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้” มัวร์บอก “ท้ายที่สุด ไอเดียของงานคืนสู่เหย้าก็ได้รับความสนใจ และเมื่อโปรเจ็กต์นี้ได้รับไฟเขียวแล้ว ความท้าทายที่เหลือคือการดูว่าทีมนักแสดงเดิมทุกคนจะกลับมารึเปล่าน่ะครับ”
   “หนึ่งในสิ่งที่เยี่ยมเกี่ยวกับแฟรนไชส์ American Pie คือมันพูดถึงช่วงเวลาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้” เพอร์รีเล่า “เราต่างก็ได้ทำความรู้จักและรักตัวละครกลุ่มนี้เพราะพวกเขาต่างก็พบเจอกับสถานการณ์ที่พวกเราเข้าถึงได้ แต่ผลลัพธ์ของพวกเขาจะตลกกว่าและสุดโต่งกว่าเสมอ ผมคิดว่านั่นเป็นเหตุผลที่หนังพวกนี้เป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ มาโดยตลอดและกลายเป็นเหมือนหนังคลาสสิกน่ะครับ”
   ทีมผู้สร้างเห็นพ้องต้องกันว่าทางเดียวที่จะสร้างภาพยนตร์ที่คู่ควรกับอีสต์ เกรท ฟอลส์คือการทำให้แน่ใจว่า นักแสดงทุกคนจะกลับมางานคืนสู่เหย้า นักแสดงคนแล้วคนเล่ากระโจนเข้าใส่โอกาสที่จะได้กลับมาพบเพื่อนเก่าอีกครั้ง “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเราได้พบตัวละครพวกนี้เมื่อ 13 ปีที่แล้ว” ไซด์เล่า “สิ่งที่พิสูจน์ว่าพวกเขาเป็นตัวละครที่มีคนรักมากขนาดไหนคือการที่นักแสดงทุกคนของเรากลับมารับบทที่เป็นตัวช่วยแจ้งเกิดให้พวกเขาอีกครั้งครับ ผมเองก็ตื่นเต้นพอๆ กับผู้ชมที่ได้เห็นพวกเขากลับมาเจอกันอีกครั้งครับ”
   เมื่อครอบครัว American Pie เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง สิ่งถัดไปที่สตูดิโอต้องทำคือการหาทีมผู้กำกับ/มือเขียนบท ที่เต็มใจจะทำงานในซีเควลของแฟรนไชส์ที่โด่งดังอยู่แล้ว “ปัญหาของการสร้างซีเควลภาคที่สาม” มัวร์บอก “คือไม่ค่อยมีคนอยากจะมาทำงานกับมันนักเพราะตัวละครถูกสร้างไว้เรียบร้อยอยู่แล้วน่ะครับ”
   โชคดีสำหรับผู้อำนวยการสร้างและแฟนๆ ของ Pie ทั่วโลกที่จอน เฮอร์วิทซ์และเฮย์เดน ชลอสเบิร์กยิ่งกว่าพร้อมรับความท้าทาย จริงๆ แล้ว พวกเขายืนกรานที่จะรับงานนี้ให้ได้ด้วยซ้ำไป เฮอร์วิทซ์และชลอสเบิร์กมือเขียนบทของทั้งสามภาคในแฟรนไชส์ Harold & Kumar (และผู้กำกับของภาคสอง) กระตือรือร้นที่จะได้สร้างโลกของ American Pie ขึ้นมาใหม่พร้อมไปกับการนำเครื่องหมายการค้าของพวกเขาประทับรอยลงไปในเรื่อง ทั้งคู่ยอมรับว่าพวกเขาต่างก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ของแฟรนไชส์นี้ตั้งแต่ได้ดูครั้งแรก พวกเขาเลิกนับไปแล้วว่าพวกเขาได้ดูภาคแรกกี่ครั้งตอนที่มันเข้าฉายในปี 1999
   “ตอนนั้น มีคอเมดีสำหรับวัยรุ่นหลายเรื่องครับ แต่ทุกเรื่องได้เรท PG-13 ทั้งนั้น” ชลอสเบิร์กอธิบาย “จอนและผมชอบคอเมดีสุดโต่งมากกว่า และ American Pie ก็เป็นหนังเรื่องแรกในรุ่นของเราที่มีคนหนุ่มสาวทำตัวและพูดเหมือนคนหนุ่มสาวในเซ็กส์คอเมดีจริงๆ นั่นเป็นสิ่งที่เราเข้าใจและเราก็ชอบมันครับ”
   ชลอสเบิร์กและเฮอร์วิทซ์เป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่ไฮสคูลและมีอารมณ์ขันเหมือนๆ กัน เฮอร์วิทซ์เล่าว่า “เราเรียนไฮสคูลในช่วงเวลาที่คล้ายๆ กับตัวละครพวกนี้ สำหรับหลายๆ คนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเรา เรารู้สึกว่านี่เป็นไฮสคูลของเรา สิ่งที่เรารักเกี่ยวกับ American Pie คือทีมนักแสดง มันให้ความรู้สึกเหมือนว่าคุณรู้จักคนพวกนี้ทุกคน และเราก็สามารถเชื่อมโยงกับตัวละครแต่ละตัวได้ในลักษณะที่แตกต่างกันไปครับ”
   พวกเขาเชื่อว่า เคล็ดลับความสำเร็จของแฟรนไชส์นี้คือสมดุลระหว่างคอเมดีสุดโต่งและช่วงเวลาที่เข้าถึงได้ ซึ่งตัวละครจริงๆ ได้ประสบ ชลอสเบิร์กกล่าวเสริมว่า “หนังภาคแรกมีเรื่องสกปรกมากมาย แต่แม้ว่ามันจะเกิดขึ้น ตัวละครของคริสและมีนาก็มีเรื่องราวความรัก ตัวละครของทาราหมกมุ่นกับ ‘ครั้งแรก’ ของเธอและรอจนกว่าแฟนของเธอจะบอกว่า ‘ฉันรักเธอ’ นั่นคือไฮสคูลครับ คุณจะเจอพวกเด็กหนุ่มที่หมกมุ่นกับเซ็กส์ แต่ทุกคนก็หมกมุ่นกับความสัมพันธ์และความรักกันทั้งนั้นแหละครับ”
   “ผมเจอคนที่จะบอกว่า ‘ผมเคยเป็นจิมในกลุ่มเพื่อนผม’ หรือ ‘ผมเป็นสติฟเลอร์’ หรือ ‘ผมเป็นเหมือนออซ’ ครับ” มัวร์กล่าวเสริม “American Pie คือคำนิยามของหนัง coming-of-age ในปี 1999 และหนังเรื่องนั้นก็มีเรื่องสะเทือนอารมณ์มากกว่าที่จะเป็นแค่เรื่องล้อเลียนน่ะครับ”
   เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทีมผู้อำนวยการสร้างและผู้บริหารยูนิเวอร์แซลได้พบกับชลอสเบิร์กและเฮอร์วิทซ์ พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะเลือกทั้งคู่ให้เขียนบทและกำกับภาคล่าสุดในแฟรนไชส์นี้ โดยผู้อำนวยการสร้างรู้สึกว่าทั้งคู่เพอร์เฟ็กต์สำหรับ American Reunion
   “ผมรู้จักจอนและเฮย์เดนตั้งแต่เราเรียนวิทยาลัยแล้วครับ” เพอร์รีเล่า “จริงๆ แล้ว พวกเขาได้ส่งบทภาพยนตร์เรื่องแรกให้ผมด้วยการคุยกับผู้ช่วยผู้กำกับที่หนึ่งใน American Pie แล้วขอให้เขาส่งมันต่อ! ผมจ้างพวกเขาให้รีไรท์อีกโปรเจ็กต์หนึ่งของผมหลังจากที่พวกเขาย้ายมาฮอลลีวูดหลายปี การได้พวกเขามาเขียนบทและกำกับภาคล่าสุดของแฟรนไชส์นี้ก็เลยเป็นสิ่งที่เหมือนกับโชคชะตาครับ ความรักและความทุ่มเทที่พวกเขามีต่อหนังพวกนี้เดินมาบรรจบกันแล้วครับ”
   “พวกเขาส่งและรับกันและกันครับ” มัวร์อธิบาย “คุณไม่ต้องเจอกับเรื่องที่มือเขียนบทหรือผู้กำกับจะหลบไปอยู่คนเดียวแล้วค่อยกลับมาพร้อมไอเดีย พวกเขาจะแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยการคุยกับกันและกัน ใครก็ตามที่มีไอเดียก็จะเสนอมันให้อีกคนพิจารณาน่ะครับ”
   “เราต่างก็ชอบแฟรนไชส์ Harold & Kumar และเราก็โชคดีที่จอนและเฮย์เดนก็เป็นแฟนของ American Pie ด้วยเหมือนกัน” เขากล่าวต่อ “มันเป็นการจับคู่กันที่ดี เราต้องการสายเลือดใหม่ที่เป็นแฟนหนัง เข้าใจตัวละครและอยากจะทำงานในหนังเรื่องนี้ ซึ่งพวกเขาก็เข้าใจคอเมดีสถานการณ์ดีและพวกเขาก็ไว้ใจกันและกันด้วยครับ นอกจากนี้ พวกเขายังสามารถแยกกันทำงานได้ด้วย คุณก็เลยถ่ายทำได้มากขึ้นเพราะคุณมีคนสองคนทำงานกันคนละที่ได้น่ะครับ”
   ทั้งคู่เห็นด้วยกับผู้อำนวยการสร้างว่าเป็นเรื่องสำคัญที่พล็อตเรื่องจะต้องมีทีมนักแสดงสำคัญทุกคนและนักแสดงสมทบจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พวกเขาชื่นชอบการมีเค้าโครงแต่ก็สามารถนำตัวละครใหม่ๆ ใส่เข้าไปได้ เฮอร์วิทซ์เล่า “ยูนิเวอร์แซลเห็นว่าพวกเราเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ American Pie ดังนั้น การให้เรามากำกับหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกับการให้แฟนๆ ได้มาดูแลมัน”
   “คุณไม่ค่อยได้เห็นเรื่องแบบนี้” ชลอสเบิร์กเล่า “โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผ่านมาแล้ว 10 ปีหลังจากที่หนังภาคแรกออกมา บางครั้ง คุณจะได้เห็นในซีรีส์ที่พวกเขาจะมีเอพิโซดคืนสู่เหย้า แต่ในหนัง คุณไม่ค่อยเจอเรื่องแบบนี้ พวกเขาจะเลือกนักแสดงใหม่มากกว่า ดังนั้น การได้เห็นนักแสดงคนเดิมมารับบทตัวละครพวกนี้อีกครั้งเป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบจริงๆ มันเหมือนกับคุณจะได้ไปงานคืนสู่เหย้าของโรงเรียนจริงๆ น่ะครับ”
   มันเป็นเรื่องเซอร์เรียลเล็กๆ สำหรับผู้กำกับที่ได้เห็นนักแสดงทุกคนมารวมตัวกันอีกครั้งสำหรับการอ่านบท แม้ว่านักแสดงหลายคนจะยังติดต่อกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่พวกเขาก็ไม่ได้มารวมตัวกันนับตั้งแต่ American Pie 2 “นี่เป็นการคืนสู่เหย้าปีที่ 13 ของพวกเขาครับ” ชลอสเบิร์กกล่าวกลั้วหัวเราะ “ถ้าพวกเขาโทรหาเราสามปีก่อน มันคงจะเป็นตัวเลขที่สวยกว่านี้ ตัวละครทั้งหมดที่เคยเรียนไฮสคูลมาตอนนี้อายุเข้าเลขสามกันแล้ว ในภาคแรก มันเป็นเรื่องปัญหาวัยรุ่น แต่นี่เป็นโลกใหม่สำหรับตัวละครเหล่านี้ครับ”
   ในขณะที่มือเขียนบทสร้างเรื่องราวขึ้นมา พวกเขาก็ถูกท้าทายให้หาคำตอบว่าตัวละครพวกนี้เป็นอย่างไรในกว่าสิบปีให้หลัง เพื่อที่จะหาความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ให้กับเรื่องราวของพวกเขา “ล่าสุดเราได้เห็นจิมและมิเชลล์ พวกเขาได้แต่งงานกัน” เฮอร์วิทซ์อธิบาย “ตอนนี้ เราได้เห็นว่าพวกเขามีลูกหนึ่งคนและต้องรับมือกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขาดความใกล้ชิด หรือในกรณีของพวกเขาคือการขาดเซ็กส์ สติฟเลอร์เฮฮาสุดเหวี่ยงสมัยไฮสคูล สมัยนั้น เขาบ้าการจัดปาร์ตี้ แต่ตอนนี้ เขาเป็นพนักงานชั่วคราวที่ถูกคนแบบที่เขาน่าจะแกล้งสมัยไฮสคูลตะโกนด่า เขาไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนๆ เลยและเขาก็เหงานิดๆ
   “ออซประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ครับ” เฮอร์วิทซ์เล่าต่อ “เขาเป็นนักข่าวกีฬาและได้ออกรายการ Celebrity Dance-Off เขามีแฟนสาวสวยแต่เพี้ยน แต่เขานึกถึงความสบายใจของบ้านเกิด เควินแต่งงานมีความสุข แต่ชีวิตของเขาราบเรียบ เขารู้สึกเหมือนเป็นแม่บ้านที่ดู The Real Housewives และ The Bachelorette เขาต้องการความตื่นเต้น และสุดสัปดาห์ของงานคืนสู่เหย้าก็จะนำความตื่นเต้นมาให้เขา ส่วนฟินช์น่ะหรือ เราทุกคนต่างก็มีเพื่อนคนหนึ่งจากไฮสคูลที่จะหลุดนอกสายตาและคุณก็ไม่รู้ว่าเขาจะมางานคืนสู่เหย้ารึเปล่า ฟินช์เป็นหนึ่งในตัวละครตัวโปรดของเรา เขามีเอกลักษณ์และอาจจะมีชะตากรรมแบบไหนก็ได้ครับ”
   “เขาอาจจะเป็นมือวางระเบิดหรือเป็นมหาเศรษฐีโลกอินเทอร์เน็ตก็ได้” ชลอสเบิร์กกล่าวกลั้วหัวเราะ “เราชอบไอเดียของการสร้างปริศนาของสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา ว่าเขาเป็นนักเดินทางที่ออกนอกประเทศไปเป็นเวลานาน หรืออย่างน้อยที่สุด นั่นคือสิ่งที่พวกเขาคิด และนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาตั้งใจที่จะให้เป็นแบบนั้นครับ…”
   ทั้งคู่ยอมรับว่ากองถ่ายของเรื่องเต็มไปด้วยคำขอที่คาดไม่ถึง “ผมบอกไม่ได้หรอกครับว่ามีกี่ครั้งที่เราต้องเลือกชุดชั้นในผู้หญิง” เฮอร์วิทซ์กล่าว “มันกลายเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว เช่นการเลือกฝาหม้อที่จะมาปิดของลับของเจสัน เราไปที่เทรลเลอร์ของเจสันแล้วได้เห็น ‘หุ่นเชิดของลับ’ ที่เขาจะสวมของลับปลอมในทิศทางต่างๆ แล้วสะบัดมัน แล้วเราก็ต้องตัดสินใจมุมที่เหมาะสำหรับหนังเรื่องนี้น่ะครับ”
« Last Edit: April 16, 2012, 05:44:06 PM by happy »

happy on March 19, 2012, 02:01:42 PM



งานคืนสู่เหย้าของจริง:การเลือกนักแสดงสำหรับคอเมดี

               ด้วยความที่นักแสดงชุดเดิมอยากจะกลับมาอีกครั้ง การหาตัวละครสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องง่าย เฮอร์วิทซ์กล่าว “สิ่งที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับทีมนักแสดงชุดนี้คือทุกคนต่างก็มาด้วยแรงจูงใจที่จะแสดงอย่างเต็มที่ พวกเขาแคร์ตัวละครของตัวเองและการได้รับฟังความคิดเห็นจากนักแสดงก็สนุกมาก เราเขียนบทเรื่องนี้ในฐานะแฟนและเราก็เขียนมันในฐานะผู้กำกับด้วย แต่การได้คุยกับนักแสดงแต่ละคนเพื่อสร้างตัวละครและตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาก็เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก”
   เจสัน บิ๊กส์กลับมารับบทจิม ผู้อยากมีเซ็กส์ตตลอดเวลา และตอนนี้ เขาก็ควบตำแหน่งผู้ควบคุมงานสร้างด้วย “เจสันเหลือเชื่อครับ” เฮอร์วิทซ์ให้ความเห็น “ทุกเทค เขาได้ให้ทางเลือกที่แตกต่างกันกับคุณมากมาย เขาไม่กลัวอะไรเลยครับ ในตอนที่เราอยู่ระหว่างการเตรียมงานสร้างและกำลังรีไรท์บท เราได้คุยกันถึงเรื่องของการเพิ่มอุปกรณ์ประกอบฉากเข้าไปให้เขา ผมส่งอีเมล์ไปถามเขาว่า ‘คุณสนใจจะโชว์ไอ้จ้อนตัวเองบ้างมั้ย’ แล้วเขาก็ตอบว่า ‘ผมจะทำทุกอย่างเพื่อคอมมิดี้ตราบเท่าที่มันตลก’ และเขาก็ทำตามนั้นครับ”
   “ในฐานะนักแสดง ผมไปไกลเกินกว่าที่ผมเคยไปมาก่อน” บิ๊กส์กล่าวเสริม “เรามีอิสระที่จะแสดงตลกในแบบที่นักแสดงหลายคนไม่มี นั่นทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงการใช้คอเมดีจนเฝือได้ แฟรนไชส์นี้ไม่ได้มีเรื่องน่าขยะแขยงเพียงเพื่อให้มีเรื่องน่าขยะแขยงหรือพยายามใส่สิ่งที่ทำให้ช็อคเข้าไป แต่ทุกอย่างมีที่มาที่ไปเพราะคนพวกนี้เป็นตัวละครที่ผู้คนเข้าถึงได้ มันมีหัวใจจริงๆ ในหนังเรื่องนี้ ในตัวพวกเขาทุกคนครับ”
   บิ๊กส์เชื่อมาตลอดในสิ่งที่พวกเราหลายคนเห็นในแฟรนไชส์นี้ นั่นคือสมดุลระหว่างความสุดโต่งของเรื่องวุ่นวายและหัวใจอบอุ่น อย่างไรก็ดี เขาก็ไม่หวั่นที่จะต้อง เอ้อ โชว์ของลับเพื่อเรียกเสียงหัวเราะ “ผมหวังว่าคนจะตอบสนองกับเรื่องนี้ เพราะผมต้องโชว์ตัวเองเลยนะครับ” เขาบอก “ผมโชว์หวิวมากกว่าที่เคยโชว์ ซึ่งผมก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องทางอารมณ์นะครับ ผมโชว์ร่างกายผมมากกว่าแต่ก่อน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำเหนือกว่าตรงนี้ได้ยังไง…บางที ป้ายหน้าอาจเป็นหนังโป๊ก็ได้นะครับ”
   อาลิสัน ฮันนิแกน กลับมารับบทมิเชลล์ สาวเซ็กซีผู้คลั่งไคล้การเล่นดนตรี ที่ตอนนี้เป็นคุณแม่ลูกหนึ่ง เธอแต่งงานกับจิมและรับบทแม่/ภรรยาตัวอย่างพร้อมกับการดิ้นรนที่จะรักษาความต้องการเซ็กส์ของตัวเองเอาไว้ “มิเชลล์ก็เหมือนกับสติฟเลอร์ที่มีมิติเดียวในภาคแรก” เฮอร์วิทซ์อธิบาย “มันสนุกตรงงที่ว่ายิ่งแฟรนไชส์นี้เติบโต เธอก็ได้พัฒนาขึ้นไปเป็นตัวละครสามมิติมากขึ้นครับ”
   13 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับนักแสดงสาว ผู้กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่โด่งดังที่สุดทางจอแก้วด้วยซีรีส์ซีบีเอสที่ประสบความสำเร็จของเธอ “เราต่างก็เป็นแฟนของอาลิสันครับ” ชลอสเบิร์กกล่าว “เรารักเธอในซีรีส์ How I Met Your Mother และในหนังพวกนั้น เธอรู้จังหวะและมีหัวใจดวงโต และแค่มอง เธอก็นำอะไรมามากมายเหลือเกินครับ”
   ฮันนิแกนพูดถึงตัวละครของเธอว่า “แน่นอนว่ามิเชลล์มีอายุมากขึ้น และฉันก็กังวลว่าจะนำความมีชีวิตชีวาของเธอมาสู่ระดับผู้ใหญ่โดยไม่ให้เธอดูเหมือนยังอยู่ในไฮสคูลได้อย่างไร แต่จอนกับเฮย์เดนเขียนบทได้ยอดเยี่ยมมากและการหาตรงกลางที่เหมาะสมก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เธอโตขึ้น แต่เธอก็ยังมีชีวิตชีวาเหมือนเดิมค่ะ”
   สำหรับสามีบนหน้าจอของเธอ ฮันนิแกนรู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานคืนสู่เหย้าครั้งนี้ เธอเล่าว่า “ฉันกับเจสันมีปฏิกิริยาเคมีและการปะทะคารมที่ดี และเราก็รู้สึกสนุกที่ได้ตอบโตกัน เราไม่ต้องทำงานหนักเพื่อสร้างปฏิกิริยาเคมีที่ว่า เราไม่ต้องใช้ความพยายามเลยค่ะ”
   ฌอนน์ วิลเลียม สก็อตกลับมารับบท สติฟเลอร์ ผู้สร้างคำจำกัดความให้กับวัฒนธรรมวัยรุ่นอีกครั้งและครั้งนี้ เขาก็ได้ควบบทผู้ควบคุมงานสร้างด้วย ชลอสเบิร์กให้ความเห็นว่า “ฌอนน์น่ารักมาก แต่พอเขาเปลี่ยนไปเป็นสติฟเลอร์ เขาก็ทำให้คุณหัวเราะได้ง่ายดาย หน้าเขาเหมือนสิ่ว เป็นอาวุธในการแสดงคอมมิดี้เขารู้ว่าจะใช้สายตา รอยยิ้มและขากรรไกรของตัวเองยังไง เขามีสัญชาตญาณการแสดงตลกที่เฉียบคมมากครับ สิ่งเหล่านั้นทำให้เขามีพลังงานที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของตัวละครตัวนี้”
   “สิ่งที่สนุกสำหรับเราคือเราให้ฌอนน์ใช้ความสามารถของเขาเกินกว่าที่เราเคยเห็นกับสติฟเลอร์ครับ” เฮอร์วิทซ์บอก “ฌอนน์ไม่กลัวอะไรเลยและตอนนี้ เราก็ใส่ใจในตัวละครตัวนี้แล้ว เขาจะทำให้คุณหัวเราะท้องแข็ง แต่หัวใจสำคัญด้านอารมณ์ของหนังเรื่องนี้คือผ่านสติฟเลอร์ครับ ฌออน์เข้าถึงเรื่องนี้และคุณก็จะเห็นใจสติฟเลอร์” อย่างไรก็ดี หนึ่งในฉากที่ผู้กำกับอยากจะยกย่องคือฉากที่สติฟเลอร์เดินผ่านงานเลี้ยง ที่ถ่ายทำด้วยสเตดิแคมของเขาและคุกคามสาวๆ ในออฟฟิศ แทนที่จะเป็นงานเลี้ยงที่บ้านสมัยไฮสคูลของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าสติฟเลอร์ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
   นักแสดงหนุ่มกล่าวว่า การได้ร่วมงานกับเพื่อนเก่าอีกครั้งทำให้เขาหวนนึกถึงความทรงจำเก่าๆ ในตอนที่สก็อตได้รับบท American Pie ครั้งแรก เขาอยู่ในลอสแองเจลิสมาได้สามปี และเขาก็ออดิชันไปพลางทำงานที่โฮม ดีโปต์ไปพลาง “ตัวละครตัวนี้ไม่เป็นที่ชื่นชอบเลย” สก็อตเล่า “เขาอยู่ในสามฉาก และเขาก็เป็นคนไม่ดีเลย ผมคิดว่า ‘ผมไม่แน่ใจว่าผมอยากจะเล่นบทนี้รึเปล่า’ แต่ผมก็อยากจะเสี่ยงครับ” สก็อตบอกว่าเขาได้คิดภาพตัวละครที่ผสมผสานคนห้าคนที่เขาเคยไปโรงเรียนด้วยขึ้นมา พอเสริมการอิมโพรไวส์เข้าไปหน่อย สติฟเลอร์ก็ถือกำเนิดขึ้น “ผมอยากให้เขาเป็นคนที่คุณไม่น่าจะชอบน่ะครับ”
   สก็อตยอมรับว่าบทนี้ “ตอนนี้สนุกมากขึ้นเยอะครับ อารมณ์ขันของผมเปลี่ยนไปแล้ว ผมแปลกขึ้นและกล้าขึ้นนิดหน่อย ผมรู้สึกดีจริงๆ ที่ได้รับบทคนที่อายุสามสิบกว่าๆ ที่ทำในสิ่งที่คนอายุสามสิบกว่าๆ คนอื่นๆ อยากจะทำ สติฟเลอร์เป็นคนที่ไม่เปลี่ยนเลย ในขณะที่โลกรอบด้านเขาเปลี่ยนแปลงไป เขายังคงใช้ชีวิตอยู่ในโลกไฮสคูลครับ”
   คริส ไคลน์กลับมารับบทออซอีกครั้ง ตอนนี้ เขาเป็นนักข่าวกีฬา และผู้เข้าแข่งขันรายการการประกวดเต้นในเรื่อง “คริสฝึกมาหลายเดือนสำหรับบทนี้ครับ” เฮอร์วิทซ์บอก “หนึ่งในวันที่เราชอบที่สุดในการถ่ายทำคือตอนที่เรามีผู้ชมทั้งสตูดิโอ เหมือนกับเรากำลังถ่ายทำรายการ Dancing With the Starsเลยครับ คริสเต้นเพลงที่เขาฝึกซ้อมมาอย่างหนักต่อหน้าทุกคน”
   “สำหรับการเตรียมตัวสำหรับบทในหนังเรื่องนี้ มันใกล้เคียงกับ ถ้าไม่เหนือกว่า การเตรียมพร้อมที่จะถ่ายทำครับ” ไคลน์กล่าวกลั้วหัวเราะ “สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือฮิปฮ็อปเป็นงานหนัก มันไม่ใช่สิ่งที่คุณที่อายุ 32 จะโผล่มาเต้นได้เลย มันต้องอาศัยการทำการบ้านอย่างหนักและผมก็เข้มงวดกับตัวเองจริงๆ ครับ”
   สตีเฟน โจนส์ นักออกแบบท่าเต้นชาวแอลเอ ใช้เวลาหนึ่งเดือนในกองถ่ายไปกับการร่วมงานกับไคลน์ในการแสดงของเขา “เขาเป็นคนตัวโตครับ” โจนส์บอก “ปกติแล้ว นักเต้นจะรูปร่างค่อนข้างเล็ก ตอนแรก เขาก็เลยเกร็งนิดๆ คริสเป็นคนที่ไปทางกีฬามากกว่า แต่พอเขาเริ่มผ่อนคลาย เขาก็เริ่มออกลวดลายและมั่นใจขึ้น มันเป็นการก้าวเท้าแบบบีบอย มีการโชว์ลีลาเท้าไฟ เขาเต้นทั้งกับเพลงฮิต เพลงป็อปครับ”
   นอกเหนือจากการจุดประกายให้กับแดนซ์ฟลอร์แล้ว มันก็ยังมีประกายวูบวาบบนหน้าจอระหว่างออซและฮีทเธอร์ “สาวนักร้องประสานเสียง” ถ่านไฟเก่าของเขาด้วย “ปฏิกิริยาเคมีระหว่างคริสและมีนาชัดเจนมากในภาคแรก” เฮอร์วิทซ์บอก “มันสนุกจริงๆ ที่ได้เห็นตัวละครพวกนี้กลับมาเจอกันอีกครั้งเมื่อตอนเป็นผู้ใหญ่ที่มารื้อฟื้นความหลัง แล้วสิ่งที่ตัวละครของเขาเจอกับไมอาเป็นอะไรที่สุดๆ ไปเลย คริสมีอะไรต้องทำมากมายในหนังเรื่องนี้ และเขาก็ทำโฮมรันได้ทุกครั้งครับ”
   มีนา ซูวารีได้ร่วมแสดงกับไคลน์อีกครั้งในบทฮีทเธอร์ ซูวารีเล่าว่า “ฮีทเธอร์ยังคงอยู่ที่บ้านเกิดและโฟกัสที่อาชีพของเธอ เธอทำงานสายการแพทย์และเดทกับหมอ ความสัมพันธ์ระหว่างฮีทเธอร์และออซห่างเหินกันไปเพราะออซมีโอกาสได้ไปแคลิฟอร์เนีย ตอนนี้ เขาเป็นคนดังทางโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว แต่ฮีทเธอร์ก็อยากจะมีครอบครัวกับเขา แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่อยากสูญเสียความเป็นตัวเอง ดังนั้น ทั้งคู่ก็เลยไปกันคนละทางด้วยดี แต่มันก็ทำให้ทั้งคู่หัวใจสลายค่ะ”
   เมื่อทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้งในเมือง ถ่านไฟเก่าก็ลุกโชน “ผมบอกมีนา ซึ่งผมก็ไม่คิดว่าเธอเชื่อผม ว่าเธอช่วยผมในทุกฉากที่เราแสดงร่วมกัน” ไคลน์บอก “ดวงตาคมกริบคู่นั้นของเธอเรียกร้องความจริงครับและผมก็อยู่ตรงนั้นกับเธอ”
   ซูวารีเห็นด้วยกับเพื่อนร่วมแสดงของเธอว่า American Pie เปลี่ยนแปลงชีวิตเธอ “ฉันจำตอนที่มันเข้าฉายได้” เธอเล่า “ในซัมเมอร์ปี 99 ฉันกำลังถ่ายทำ Sugar & Spice อยู่ในมินนิอาโพลิส และฉันก็เศร้าที่ไม่ได้ไปร่วมงานเปิดตัว เราเล่นเป็นเชียร์ลีดเดอร์ในหนังเรื่องใหม่และกำลังถ่ายทำฉากฟุตบอล ก็เลยมีตัวประกอบหลายพันคน แล้วจู่ๆ ฉันก็เริ่มได้ยินเสียงคนตะโกน ‘สาวประสานเสียงฮีทเธอร์!’ มันทำฉันตื่นตระหนกเลยค่ะ แล้วคนก็อยากได้ลายเซ็นฉันด้วย ซึ่งก็ทำให้ฉันอึ้งไปเลยเหมือนกัน”
   ตัวละครอีกตัวหนึ่งที่เป็นคนโปรดของผู้ชมคือวิคกี้ สาวทรงเสน่ห์ ที่รับบทโดยทารา รี้ด “ในภาคแรก วิคกี้เป็นเด็กสาวอ่อนหวาน ที่สาวๆ ทุกคนรู้สึกเข้าถึง ในตอนที่พวกเขาดูหนังเรื่องนี้ เพราะเธอเป็นคนที่ต้องรับมือกับประสบการณ์ทางเพศครั้งแรกของเธอและรอให้แฟนเธอเป็นคนพูดว่า ‘ฉันรักเธอ’ น่ะครับ” ชลอสเบิร์กเล่า “เราอยากจะถ่ายทอดความรู้สึกนั้นอีกครั้ง ทาราเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ เธอเป็นเด็กสาวที่อ่อนหวานเหลือเกิน เธอสวยมากและการร่วมงานกับเธอก็สนุกมากด้วย”
   “มันสนุกเพราะฉันรู้จักวิคกี้ดีเหลือเกินค่ะ” รี้ดเล่า “มันเหมือนกับการมีกางเกงยีนส์ตัวแรกแล้วได้สวมมันอีกครั้ง หลายคนเข้าใจเธอค่ะ หลังจากภาคแรก มีสาวๆ มาหาฉันแล้วเล่าเรื่องการเสียพรหมจรรย์ของพวกเธอให้ฉันฟัง ฉันได้ฟังเรื่องราวมากมาย แล้วในหนังเรื่องนี้ในตอนนี้ ฉันก็มีเนื้อเรื่องเจ๋งๆ อีกแล้ว วิคกี้อายุสามสิบกว่าๆ แล้วและใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์ก ซิตี้ เธอเป็นโสด แต่เธอก็ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เมื่อเธอกลับไปงานคืนสู่เหย้า เธอก็เห็นว่าหลายคนแต่งงาน มีลูกแล้ว นาฬิกาเริ่มส่งเสียงดังสำหรับเธอและเธอก็สงสัยว่า ‘ฉันควรจะแต่งงานแล้วอยู่ที่นี่รึเปล่า ฉันจะได้แต่งงานและมีลูกมั้ย’ สาวๆ ที่โตมากับหนังเรื่องนี้ตอนนี้ก็มีอายุขนาดนั้นแล้ว วิคกี้กลับมายืนจุดเดิม และฉันก็โตไปพร้อมกับเธอค่ะ”
   โธมัส เอียน นิโคลัส รับบท เควิน อดีตหวานใจไฮสคูลของวิคกี้ ตอนนี้ เขาเป็นสถาปนิก ผู้ใช้เวลาว่างดูซีรีส์เรียลลิตี้กับภรรยาของเขา
   นิโคลัสกล่าวว่า ในครั้งนี้ การร่วมงานกับรี้ดยิ่งดีกว่าเก่าเสียอีก “ตอนนี้ เราผูกพันกันมากขึ้นเพราะเรารู้จักกันมานานแล้วครับ” เขาตั้งข้อสังเกต “ระหว่างเรามีการสื่อสารโดยไม่ต้องพูด ที่เราสามารถตีความได้น่ะครับ”
   สำหรับ American Reunion ผู้กำกับได้ขอให้เขาไว้เครา “ภรรยาของเขาไม่ชอบมันครับ” ชลอสเบิร์ก ผู้กล่าวว่าพวกเขาไม่อยากจะเปลี่ยนแปลงลุคของตัวละครในเรื่องนี้มากนัก กล่าวกลั้วหัวเราะ พวกเขาอยากให้แฟนๆ ของ American Pie ได้เห็นนักแสดงและตัวละครที่พวกเขารู้จักและรัก…ในแบบที่โตขึ้นเท่านั้นเอง
   เอ็ดดี้ เคย์ โธมัส ผู้ทำงานใน Harold & Kumar ทั้งสามภาค กลับมารับบท ฟินช์ ผู้ตกอยู่ในห้วงรักอีกครั้ง “ทุกสิ่งที่เราทำต่างก็มีเอ็ดดี้ในนั้นครับ” ชลอสเบิร์กบอก “เพราะเรารัก American Pie และรักเขาในนั้น เมื่อภาคแรกเข้าฉาย เอ็ดดี้เป็นคนที่อายุน้อยที่สุด แต่เขาก็มีความเป็นผู้ใหญ่ เขาเป็นคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่กว่าในร่างที่อ่อนวัยกว่า เขามักจะพูดจาได้อย่างน่าฟังและเป็นชอว์เซอร์ของกลุ่มเสมอครับ”
   น่าเสียดายที่ตัวโธมัสเองต้องพลาดงานพรอมและพิธีจบการศึกษาไฮสคูลไประหว่างการถ่ายทำ American Pie ดังนั้น American Reunion จึงให้โอกาสเขาในการได้สัมผัสกับความสนุกสนานนั้น นักแสดงหนุ่มกล่าวว่า การร่วมงานกับผู้กำกับทั้งคู่เป็นเหมือน “การอยู่กันแฟนๆ ผู้คลั่งไคล้ American Pie พวกเขาพยายามทำตัวเคร่งขรึม แต่พวกเขาตื่นเต้นจริงๆ ที่ได้ทำงานนี้ พวกเขารู้รายละเอียดต่างๆ ดี พวกเขาทั้งเคอะเขินและฮาสุดๆ เลย แล้วผมก็ได้รับค่าจ้างในการปล่อยมุขและใช้เวลาร่วมกับเพื่อนๆ เราเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก แค่ได้อยู่ใกล้จอนและเฮย์เดนก็ทำให้คุณไม่ลืมเรื่องนั้นแล้วล่ะครับ”
   “ถ้ามีฉากเบื้องหลังล่ะก็ คงน่าขายหน้าน่าดูที่ผมตีหน้าตายไม่ได้ซักที” โธมัสกล่าวเสริม “ผมคิดว่าเจสันเป็นหนึ่งในมนุษย์ที่ตลกที่สุดในโลกใบนี้ ผมฮาเขามาก ทุกสิ่งที่ออกมาจากใบหน้าอัปลักษณ์ของเขาจะเรียกเสียงหัวเราะจากผมได้ครับ”
   ยากที่จะเชื่อว่าเป็นเวลา 13 ปีแล้วนับตั้งแต่ฟินช์จ่ายเงิน 200 เหรียญให้กับเจสสิก้า เพื่อนสนิทของวิคกี้ ที่รับบทโดยนาตาชา ลีออนน์ ให้กระจายข่าวลือเกี่ยวกับลีลารักของเขา เพื่อเพิ่มโอกาสที่เขาจะมีโชคบ้าง ลีออน์ พูดถึงการกลับมาของเธอว่า เธอรู้สึก “ตื่นเต้น” และกังวลราวกับเธอกำลังจะไปงานคืนสู่เหย้าจริงๆ แต่เธอก็บอกว่า “มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นกับการเติบโตค่ะ มันให้ความรู้สึกเหมือนว่าความคิดเห็นและความทุกข์ของคุณหายไปเล็กน้อย และคุณก็ตื่นเต้นที่จะได้เจอคนที่คุณรู้จักจริงๆ มันมีความเป็นพวกพ้องเกิดขึ้นค่ะ” ลีออนน์กล่าวติดตลกถึงตัวละครของเธอว่า “บางที เจสสิก้าอาจเป็นโดมิเนทริกซ์ก็ได้ค่ะ ฉันไม่แน่ใจว่าเธอทำอะไรบ้าง แต่ฉันรู้สึกเหมือนเธอทำอะไรได้มากมาย บางที เธออาจจะมีงานเสริมเป็นนางทางโทรศัพท์ก็ได้นะคะ”
   แชนนอน อลิซาเบธกลับมารับบทนาเดีย นักเรียนแลกเปลี่ยนชาวเช็กฯ ผู้ซึ่งเมื่อ 13 ปีก่อนได้โชว์ร่างเกือบเปลือยคู่กับจิมทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่รู้ตัว ความผิดพลาดในการกุ๊กกิ๊กกันของพวกเขา ซึ่งจิม เอ่อ “ล่ม” ก่อนจะไปถึงไหน ถูกถ่ายทอดทางเว็บแคมให้คนทั้งโรงเรียนได้ดู “ฉันคิดว่านาเดียชอบเซ็กส์ค่ะ” นักแสดงหญิงกล่าว “เธอคิดถึงจิมและอยากจะอยู่กับเขาเพราะพวกเขาไม่เคยได้อยู่ร่วมกันจริงๆ พวกเขาไม่มีเวลามากขนาดนั้นเพราะตอนที่เธอพร้อม เขาก็ไม่มีคุณสมบัติ ถ้าพวกเขาจะสร้างหนังที่เขากับมิเชลล์หย่ากันล่ะก็ ฉันมั่นใจว่านาเดียจะต้องรอเขาอยู่แน่ๆ ค่ะ”
   นาเดียไม่ใช่คนเดียวที่มีผลกระทบยิ่งใหญ่ต่อจิม ชลอสเบิร์กและเฮอร์วิทซ์รู้ว่าในอดีต เราได้เห็นพ่อของจิมคอยให้คำปรึกษากับเขา แต่ในเรื่องนี้ สถานการณ์กลับกันเสียแล้ว ถึงเวลาที่จิมจะเป็นโค้ชให้พ่อของเขาลงสนามเดทอีกครั้งบ้างแล้ว “พ่อของจิมมีด้านป่วนครับ” ยูจีน เลวี ผู้เป็นนักแสดงคนเดียวที่ได้แสดงใน American Pie ทุกภาค กล่าว “คุณอาจบอกไม่ได้จากเสื้อลายตารางหมากรุกของเขา แต่มันอยู่ในตัวเขาครับ”
   บิ๊กส์กล่าวว่า เขารู้สึกดีมากที่ได้กลับมาเชื่อมความสัมพันธ์กับอาจารย์คนหนึ่งของเขาอีกครั้ง “แปดปีที่ผ่านมา ผมเติบโตขึ้นมากครับ” เขากล่าว “ผมแต่งงานแล้ว ดังนั้น การได้กลับมาอีกครั้งและรู้สึกเหมือนเป็นผู้ใหญกับยูจีนเป็นเรื่องเยี่ยมมาก มันเหมือนกับตอนที่ผมอยู่บ้าน แล้วได้อยู่กับพ่อแม่ผม มันเป็นความสัมพันธ์ที่ต่างจากเดิม แต่ก็งดงามครับ ผมรู้สึกเหมือนผมได้รับอิทธิพลจากเขาในสิ่งอื่นๆ ที่ผมแสดงในเชิงคอมมิดี้ผมพยายามอย่างดีที่สุดที่จะใช้สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากยูจีนครับ” ทั้งคู่ได้สานสายสัมพันธ์กันและในการเตรียมพ่อของเขาให้พร้อมสำหรับการออกเดท บิ๊กส์และฮันนิแกนก็ได้สนุกกับการเล็มขนคิ้วหนาของเลวี บิ๊กส์กล่าวกลั้วหัวเราะว่า “เราควรจะใช้เครื่องถอนวัชพืชนะครับ”
   ฮันนิแกนเห็นด้วยกับบิ๊กส์ว่าเป็นเรื่องน่าตื่นตะลึงจริงๆ ที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับขนคิ้วที่เป็นที่เล่าขานขนาดนี้ เธอกล่าวพลางหัวเราะว่า “โชคดีมากค่ะที่ฉันได้ใกล้ชิดมัน” อย่างไรก็ดี เธอถามในสิ่งที่เราทุกคนต่างก็คิดว่า “ขนคิ้วพวกนั้นมีประกันใช่มั้ยคะ”
   สำหรับเลวี เขารู้สึกราวกับว่าเวลาไม่ได้ผ่านไปเลยตั้งแต่ที่เขาและบิ๊กส์ได้คุยกันใน “ห้องนอนของจิม” จริงๆ แล้ว ห้องในฉากนี้ดูเหมือนห้องจาก American Pie เลย “เรานั่งคุยกันถึงฉากของเรา และเพิ่มบทพูดเข้าไป” เลวีเล่า “ผมมีความสัมพันธ์ด้านงานที่ดีกับเจสัน ถ้าผมไปในทางหนึ่ง เขาก็จะตามไป ไม่มีอะไรทำให้เขาเหวอได้ ซึ่งมันก็ทำให้เราแสดงอะไรปุบปับได้ เราชื่นชอบการปะทะคารมกัน เหมือนกับการได้ทำงานกับลูกชายของผมเองเลยครับ” เลวีชื่นชอบฉากปาร์ตี้ของสติฟเลอร์เป็นพิเศษ “ผมเมาปลิ้นเลยครับ การได้ไปอยู่ตรงนั้นและเป็นส่วนหนึ่งของมันเป็นเรื่องสนุกมาก แทนที่จะบอกเด็กๆ ว่า ‘ไปสนุกกับงานปาร์ตี้นะ’ แต่ผมกลับอยู่ที่งานปาร์ตี้ซะเองน่ะครับ”
   นอกจากนี้ เลวียังสนุกกับการแสดงประกบเจนนิเฟอร์ คูลลิดจ์ในบทแม่ของสติฟเลอร์ด้วย จริงๆ แล้ว ทั้งคู่เคยร่วมงานกันในภาพยนตร์หลายเรื่องด้วย “ฉากที่เจนนิเฟอร์และยูจีนแสดงด้วยกันเป็นหนึ่งในฉากโปรดที่เราได้ถ่ายทำครับ” เฮอร์วิทซ์กล่าว “เขาเป็นคนยิ่งใหญ่ครับ ส่วนสิ่งที่เธอนำมา การอิมโพรไวส์ของเธอ เธอเป็นมือโปรเลยครับ ตอนที่เธอเดินเข้ามาในห้อง มันก็แบบ ‘ว้าว!’ เลยครับ”
   “เธอเป็นหนึ่งในคนสวยไม่กี่คนที่ฉันได้เล่นในหนังค่ะ” คูลลิดจ์กล่าวพลางหัวเราะ “ฉันมักได้เล่นเป็นคนแปลกๆ ถ้าไม่เป็นสาวขี้แพ้ก็เป็นนักขุดทองหรืออะไรทำนองนั้น แม่ของสติฟเลอร์เป็นผู้หญิงสุดเจ๋งที่เป็นที่ชื่นชอบมากๆ สิ่งที่ฉันชอบที่สุดเกี่ยวกับเธอคือเธอลึกลับหน่อยๆ คุณไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับเธอนักหรอกค่ะ”
   สุดท้ายคือจอห์น โช หนุ่มผู้หลงใหลสาวใหญ่ไฟแรง คนโปรดของทุกคน นักแสดงหนุ่มโด่งดังจากแฟรนไชส์ Harold in the Harold & Kumar ที่ทุกเรื่องเขียนบทและมีภาคหนึ่งกำกับโดยเฮอร์วิทซ์และชลอสเบิร์ก “พอเราได้ดู American Pie เราก็ตกหลุมรักกับสิ่งที่จอห์น โชได้นำเสนอกับบทนี้ครับ” ชลอสเบิร์กบอก “มันทั้งโดดเด่นและตลกเหลือเกิน”
   “มันบ้ามากครับ เพราะจอห์น โชมีบทพูดที่น่าจดจำเพียงแค่ประโยคเดียวในภาคแรก ที่บอกว่า ‘พวก! แม่สาวนั่นเป็นมิลฟ์ (สาวใหญ่ไฟแรง)!’ น่ะครับ” เฮอร์วิทซ์กล่าวเสริม “ตอนนั้น เขาได้สร้างอาชีพนักแสดงของตัวเองขึ้นมา และเราก็ได้จับตามองมัน ประโยคนั้นทำให้เราตกหลุมรักเขา เราได้เขียนหนังทั้งเรื่องขึ้นมาเพราะประโยคเล็กๆ นั้นประโยคเดียว ใน Harold & Kumar เขารับบทเป็นชายปกติ และเขาก็สร้างเสียงหัวเราะหลายครั้ง แต่ในหนังเรื่องนี้ จอห์นได้ทำตัวพิลึกขึ้นหน่อยและได้ดึงสไตล์ตลกที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาออกมามากขึ้นครับ”
   โช ผู้เดิมทีเป็นสมาชิกคณะนักร้องประสานเสียงแจ๊สและถูกขอให้มารับบทนี้ในตอนหลัง กล่าวว่าหลังจากที่เขาได้ถ่ายทำ American Pie แล้ว เขาก็ได้เดินทางไปต่างประเทศ โดยไม่ได้รับรู้ถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น “ตอนที่ผมกลับมา คนตามท้องถนนก็แบบ ‘เฮ้ มิลฟ์’ มันแปลกมากครับ ตอนแรกผมไม่รู้เลยว่าพวกเขาพูดถึงอะไรกัน”
   ในความเป็นจริงแล้ว โชเป็นคนเล่าให้ผู้กำกับฟังเกี่ยวกับ American Reunion และพวกเขาก็ถูกเรียกตัวให้มาทำงานในโปรเจ็กต์นี้หลังจากนั้นไม่นาน นอกจากนั้น เขายังได้คิดเนื้อเรื่องสำหรับบทของเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย โชตัดสินใจว่าคงจะตลกดีถ้าจะให้เขาเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ผู้วางแผนจัดงานคืนสู่เหย้าและอยากจะสร้างความประทับใจให้กับอดีตเพื่อนนักเรียนของเขา “เราตัดสินใจให้เขามีรถแคลดิแล็ค แล้วก็ไว้หนวดด้วย” โชเล่า “แล้วต่อจากหนวด ก็มีทรงผม กางเกงยีนส์สีขาว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ชัดเจน…”
   ในขณะที่เราได้เจอกับตัวละครเดิมๆ ที่เราชื่นชอบ ตัวละครใหม่หลายตัวก็ถูกเสริมเข้ามาในทีม American Pie ด้วยเช่นกัน ชลอสเบิร์กและเฮอร์วิทซ์กล่าวว่าพวกเขาเลือกที่จะเพิ่มตัวละครใหม่เข้าไปเพราะพวกเขารู้สึกว่าคงจะไม่สมจริงถ้าคู่รักสมัยไฮสคูลจะกลับมาในหลายปีให้หลังและยังคงคบกันอยู่ ในหลายๆ กรณี พวกเขาจับคู่ทีมนักแสดงเดิมกับคนที่ตรงกันข้ามกัน เจย์ แฮร์ริงตันรับบท รอน ศัลยแพทย์โรคหัวใจ แฟนหนุ่มของฮีทเธอร์ คู่ปรับตัวฉกาจของออซ ในขณะที่ออซก็เดทกับนางแบบสาวนักขุดทอง ไมอา ที่รับบทโดยแคทรินา โบว์เดนจาก 30 Rock
   ดาเนีย รามิเรซถูกนำตัวมารับบทเซเลนา ผู้มีเรื่องราวโรแมนติกกับหนึ่งในอดีตนักเรียนจากอีสต์ เกรท ฟอลส์ ชลอสเบิร์กกล่าวว่า “เราคิดว่าคุณมักจะกลับไปบ้านเกิดของคุณแล้วเห็นผู้หญิงหรือผู้ชายซักคนที่ ‘ว้าว พวกเขาดูดีกว่าสมัยไฮสคูลเยอะเลย!’ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราจัดให้ตัวละครตัวหนึ่งคบกับเซเลนาน่ะครับ”
   อาลี ค็อบริน รับบทคารา ผู้หลงใหลในตัวจิม ผู้หงุดหงิดกับการไร้เซ็กส์ (และผู้ที่เป็นที่มาของอุปกรณ์ประกอบฉากสุดอันตรายในเรื่องด้วย) จิมกลับมาบ้านเพื่อพบว่าเด็กสาวข้างบ้านในตอนนี้กลายเป็นเด็กสาวสวยวัย 18 ปี ค็อบรินกล่าวติดตลกว่า เธอได้สวมแต่ชั้นในวาบหวิวตลอดสองเดือน เธอต้องใช้ความกล้ามากในการเผยทุกอย่างในเบาะหลังของรถมินิคูเปอร์ ในฉากนั้น จิมได้ช่วยคารา ที่กำลังเมาเอาไว้ และเขาก็ตั้งใจที่จะขับรถพาเธอกลับบ้าน “มันมีทั้งฉากสตันท์ รถชน การหักเลี้ยว” เธอเล่า “ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในทุกตำแหน่งในรถคันนั้นเว้นแต่ตำแหน่งของการนั่งหลังตรงคาดเข็มขัดนิรภัยน่ะค่ะ”
   แชด โอโชซินโก้ ไวด์ รีซิฟเวอร์จากนิวอิงก์แลนด์ (อดีตซินซินนาติ เบงกอล) ไม่ต้องมองไปไหนไกลเลยในการตามหาตัวละครของเขา เขาได้แสดงเป็นตัวเอง “ในฐานะแฟนของบราวน์ ผมสาบแช่งเขาครับ” ชลอสเบิร์กตั้งข้อสังเกตขำๆ “แต่ในฐานะนักแสดง เขาตลกดีครับ การได้โอโชมาบ่นกับคริสเป็นฉากที่ถ่ายทำสนุกมาก”
   โอโชซินโก้เห็นใจไคลน์ในตอนที่นักแสดงหนุ่มต้องเต้นต่อหน้าฝูงชน ด้วยความที่เขาเป็นนักแสดงในรายการ Dancing With the Stars เขากล่าวว่าเขาตื่นเต้นทีเดียวที่ได้พบกับทีมนักแสดงชุดนี้ “ผมเป็นเหมือนกรุ๊ปปี้หน่อยๆ ครับ” เขากล่าวพลางหัวเราะ เขาตั้งข้อสังเกตถึงงานของเขาในฐานะผู้รายงานข่าวกีฬาร่วมกับออซว่า “การได้พูดว่า ‘พูดถึงผู้เล่น!’ ในตอนท้ายของข่าวกีฬาเป็นเรื่องตลกมาก ผมต้องมองคริสแบบ ‘นี่คุณพูดจริงเหรอ’ คุณจะพูดแบบนั้นหลังข่าวจริงเหรอ น่ะครับ”

« Last Edit: April 16, 2012, 05:40:49 PM by happy »

happy on April 16, 2012, 03:07:49 PM



“American Pie Plaid:”โลเกชันและงานออกแบบ

                มือเขียนบท/ผู้กำกับตื่นเต้นกับทีมงานเบื้องหลังที่พวกเขารวบรวมมากับผู้อำนวยการสร้าง “ทีมงานที่พวกเราเรียกมาทำงานสำหรับภาพวิชวลเป็นคนที่ยอดเยี่ยมครับ” เฮอร์วิทซ์กล่าว เขาและชลอสเบิร์กได้ร่วมงานกับผู้กำกับภาพ ดาริน โอคาดามาก่อนใน Harold & Kumar ภาคสองและสาม “ดารินมีทักษะมากมายที่เรารู้ว่าเราจะต้องให้เขากลับมาร่วมงานกับเรา แล้วบิล อาร์โนลด์และทีมงานออกแบบทุกคนก็น่าทึ่งมาก”
   สำหรับผู้ออกแบบงานสร้าง อาร์โนลด์ การเตรียมตัวเพื่อสร้างภาคล่าสุดของ American Pie หมายถึงการย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เขาเล่าว่าพอเขาเซ็นสัญญา เขาก็ซื้อดีวีดีสามภาคก่อนมาดู แล้วเขาก็กลับไปสตูดิโอเพื่อดูว่ายังมีภาพถ่ายหรือภาพวาดฉากหลงเหลืออยู่บ้างมั้ย อาร์โนลด์กล่าวว่าทีมงานของเขาต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ “ให้ความรู้สึกคุ้นเคยสำหรับคนที่รู้จัก American Pie ภาคแรก รวมทั้งให้ความรู้สึกน่าตื่นเต้นและน่าสนใจสำหรับผู้ชมกลุ่มใหม่ครับ”
   ด้วยความที่มีฉากมากมายต้องถูกสร้างขึ้นสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ อาร์โนลด์ก็เล่าว่าในตอนหนึ่ง เขามีคนงาน 40 คนสร้างฉาก…ซึ่งไม่รวมถึงช่างทาสีฉากอีก 40 คน และคนที่ทำงานในแผนกเสื้อผ้าและโปรเจ็กต์อื่นๆ ด้วย
   แม้ว่าภาคแรกจะถ่ายทำในแคลิฟอร์เนีย American Reunion กลับถ่ายทำในแอตแลนตา, จอร์เจีย “เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในมิชิแกนครับ” อาร์โนลด์อธิบาย “ในแอตแลนตา เราสามารถเปิดเรื่องได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเราต้องไม่มองต้นปาล์มหรือสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของลอสแองเจลิสครับ มันเหมือนกับมิดเวสต์มากกว่าแอลเอ มอนโรมีเมนสตรีทที่งดงามและเราก็พบมุมที่สามารถใช้เป็นสถานที่สำหรับศิลปะฝาหนังและภายนอกของด็อก เยียร์ สถานที่รวมตัวจากภาคแรกได้ เรามีหลายฉากที่เกิดขึ้นตามถนน ข้ามถนน รวมทั้งการขับผ่านเมืองในแบบที่เราไม่สามารถถ่ายทำในแคลิฟอร์เนียได้ครับ”
ศิลปะฝาผนังนี้ถูกจำลองขึ้นที่ผนังด้านหนึ่งของร้านสะดวกซื้อและอาร์โนลด์ก็บอกว่า เจ้าของร้านยินดีที่จะมีงานศิลปะปรากฏบนผนังภายนอกของร้านเขา แม้ว่าด็อก เยียร์จะเป็นสถานที่รวมตัวดั้งเดิมของหนุ่มๆ ตอนนี้ที่พวกเขาทุกคนมีอายุเกินกว่าข้อห้ามในการดื่มเหล้าแล้ว จะต้องมีการตามหาบาร์ใหม่ ร้านเหล้าท้องถิ่นใกล้ๆ กับคอนเยอร์ส, จอร์เจียร์ มีภายในที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับบาร์จิลลีส์ บาร์นี้จะต้องตั้งอยู่ใจกลางเมือง ดังนั้นทีมงานจึงต้องหาหน้าร้านในมอนโรที่จะใช้สำหรับช็อตภายนอกบาร์ได้
หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการหาโลเกชันถ่ายทำในแอตแลนตาคือการตามหาภายนอกของบ้านเลเวนสไตน์ในแอตแลนตา ด้วยความที่ส่วนสำคัญของเรื่องเกิดขึ้นที่บ้านข้างๆ ของคารา ทีมงานก็เลยต้องหาบ้านสองหลังติดกันที่จะใช้การได้ อาร์โนลด์กล่าวว่า เขาโฟกัสไปที่ภาพใหญ่ที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนว่าพวกเขาได้กลับไปบ้านจริงๆ เช่นประตูหน้าของบ้านเลเวนสไตน์ แนวพุ่มไม้และทางเดินเท้า
ภายในบ้านมีลุคใกล้เคียงกับของเดิม ด้วยความที่เรื่องราวส่วนใหญ่ของภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นที่นั่น เพื่อให้การถ่ายทำเป็นไปอย่างง่ายดาย ภายในบ้านจึงถูกสร้างขึ้นใหม่ในซาวน์สเตจ แฟนๆ จะจำฉากห้องนอนของจิม ซึ่งเป็นฉากที่อาร์โนลด์พูดถึงว่า “น่าจะอยู่ในสถาบันสมิธโซเนียน” ได้ น่าแปลกที่ทีมงานของอาร์โนลด์ไม่มีปัญหาในการหาวอลเปเปอร์ดั้งเดิมเลย เพราะบริษัทแอลเอที่จัดหาวัสดุให้กับภาคแรกยังคงมีวอลเปเปอร์แบบเดิมอยู่ในคลัง และตอนนี้ มันก็ถูกเรียกว่าลาย “American Pie Plaid” ไปแล้ว
อาร์โนลด์กล่าวว่า ดีวีดีของสามภาคแรกถูกนำมาใช้งานอย่างมากและสกรีนช็อตของเรื่องก็มีส่วนช่วยให้ผู้กำกับศิลป์เอลเลียต กลิคสามารถจำลององค์ประกอบที่พวกเขาต้องการขึ้นมาได้ อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ไม่มีการเก็บภาพวาดบ้านของสติฟเลอร์จาก American Pie เอาไว้เลย ทีมออกแบบจึงต้องวาดภาพของพวกเขาจากการดูภาพยนตร์เหล่านี้ นอกเหนือจากนั้น การตกแต่งฉากก็เป็นเรื่องท้าทายเมื่อพวกเขาต้องหาสี ขอบ และงานไม้ที่ตรงกับของเดิม
    แม้ว่างานออกแบบส่วนใหญ่จะเป็นการจำลองห้องของเดิม แต่ทีมงานก็มีโอกาสได้ออกแบบห้องนอนของแม่สติฟเลอร์ด้วย ในภาคแรก เธออยู่ในห้องในบ้านริมทะเลสาบของพวกเขา อาร์โนลด์กล่าวว่า “ตอนนี้ เรามีโอกาสได้สร้างห้องของแม่สติฟเลอร์แล้ว มันสนุกมากในการพูดคุยว่าเราจะทำถึงขนาดไหน มันมีเลเยอร์และเรื่องราวเบื้องหลังมากมายถ้าคุณมองดูรอบๆ น่ะครับ”
   อีกทางหนึ่ง ห้องของคาราจะต้องสะท้อนถึงความเป็นเด็กสาวมากกว่าในภาคแรก “มันเกี่ยวกับความไร้เดียงสาของเธอและสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ครับ” อาร์โนลด์อธิบาย “เราอยากให้มันให้ความรู้สึกเหมือนว่านี่เป็นห้องที่เธอเติบโตขึ้น นี่เป็นโลกของเธอก่อนหน้าจิม และมันก็จะเปลี่ยนไปในช่วงสุดสัปดาห์นี้ครับ”
   ซีเควนซ์การประชันลีลาท่าเต้นเป็นความท้าทายสำหรับทีมออกแบบเพราะมันจะต้องมีความรู้สึกแบบภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ในงบประมาณที่จำกัด ด้วยความที่ซีเควนซ์นี้ถูกฉายเป็นส่วนหนึ่งของการแพร่ภาพทางโทรทัศน์เท่านั้น ทีมงานก็เลยรักษาสเกลให้มีขนาดเล็กและใช้พื้นที่สเตจเล็กๆ
   ส่วนงานคืนสู่เหย้าต้องมีสเกลที่ใหญ่กว่านั้นมากและถ่ายทำในโรงยิมท้องถิ่น ที่ตกแต่งด้วยสิ่งที่อาร์โนลด์พูดถึงว่ามีความ “เป็นผู้ใหญ่” มากกว่าในภาคแรก “เนื้อผ้าและพรมบนพื้นได้ช่วยเปลี่ยนแปลงบรรยากาศในโรงยิมไปครับ” อาร์โนลด์อธิบาย “รวมทั้งการให้แสงที่น่าอัศจรรย์ใจนี้ด้วยครับ”
   ในภาพยนตร์ส่วนใหญ่ ทีมงานจะอยู่เบื้องหลังฉาก แต่ไม่ใช่กับ American Reunion พวกเขาหลายคนได้โพสท่าสำหรับภาพถ่ายที่ใช้ในส่วนของ “ความปรารถนารุ่นพี่” ในหนังสือรุ่น นอกจากนั้น พวกเขายังได้นำภาพถ่ายเก่าๆ ของตัวเองเพื่อมาเติมหน้ากระดาษและได้เห็นชื่อจริงๆ ของพวกเขาปรากฏในนั้นด้วย อาร์โนลด์และทีมงานของเขาได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการขอให้พวกเขาเติมความปรารถนาของเขาเข้าไปในหนังสือเล่มนี้ด้วย “บางคนก็ตลกหน่อยๆ ครับ” อาร์โนลด์กล่าวกลั้วหัวเราะ “คนอื่นๆ ก็เกิดแรงบันดาลใจมากๆ แต่มันก็ทำให้เรามีแหล่งข้อมูลที่ดีในการรวมสิ่งเหล่านั้น มันเป็นการผสมผสานที่ดีของคนจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่คนหรือสองคนที่นั่งลงเขียนทุกอย่างภายในคืนเดียวครับ”
   ในการหาพื้นที่สำหรับทะเลสาบและกองไฟ อาร์โนลด์ก็แค่ถามไปทั่ว “ส่วนหนึ่งของความสุขในการได้อยู่ในโลเกชันถ่ายทำคือการได้พบสถานที่ใหม่ๆ ครับ” เขาบอก “ดังนั้น ถ้าเราต้องการสถานที่ในท้องถิ่น เราก็จะถามได้ว่า ‘เด็กๆ ไปเที่ยวกันที่ไหน คุณไปปิคนิคหรือดื่มเบียร์กันที่ไหน’ หลายคนแนะนำสถานที่นี้ที่เรียกว่า คอสท์ลี มิล ซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างของโรงสีเก่า มันมีแม่น้ำที่สวยงามและเป็นสถานที่ที่เหมาะจะไปตอนกลางคืนกับเพื่อน เราสามารถใช้มันมาทำให้เป็นที่ของเราได้ครับ”
   สำหรับเฮอร์วิทซ์และชลอสเบิร์ก การกำกับซีเควนซ์เจ็ทสกีหมายถึงพวกเขาต้องถ่ายทำในชุดอาบน้ำ “เราทั้งคู่ต่างก็เพิ่งเคยขี่เจ็ทสกีเป็นครั้งแรก” เฮอร์วิทซ์ ผู้เผยว่าสัปดาห์ที่ทะเลสาบ ซึ่งมีอุณหภูมิและความชื้นสูงเป็นพิเศษ เป็นสิ่งที่ท้าทาย “มันเป็นสัปดาห์ที่วุ่นมาก แต่การได้กระโดดลงไปในน้ำระหว่างเทคเป็นสิ่งที่ผมตั้งตารอครับ”
   คนหนึ่งที่มองจากชายฝั่งคือผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย โมนา เมย์ ในการถ่ายทอดแก่นของแฟรนไชส์นี้ด้วยความต้องการที่จะนำสิ่งแปลกใหม่มาสู่ American Reunion เมย์ยอมรับว่าเธอใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการกดปุ่มย้อนกลับที่เครื่องเล่นดีวีดีระหว่างดู American Pie ภาคก่อนๆ
   เมย์เล่าถึงการตัดสินใจบางอย่างของเธอว่า “ตอนนี้ ออซเป็นคนดังแล้วและเขาก็สวมชุดแฟชันชั้นสูง ที่มาจากดีไซเนอร์ยุโรปและตัดเย็บด้วยวัสดุที่งดงาม ฉันคิดว่าคริสสนุกกับการได้สวมเสื้อผ้าเจ๋งๆ เช่นกางเกงกระเป๋าเหลี่ยม เสื้อเชิ้ตสีชมพูสวยๆ ที่มีเน็คไทเงาวับและรองเท้าสวยๆ แล้วเราก็มีไมอา ที่เป็นสาวแม็กซิม ‘ท็อป 10’ เราอยากจะทำให้แคทรินาดูเซ็กซียิ่งขึ้นเพื่อที่เธอจะได้เล่นกับมันได้ค่ะ”
   สำหรับผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ฟินช์จะต้องมีคอลเล็กชันเสื้อผ้าที่หลากหลาย “เราเชื่อว่าฟินช์ได้เดินทางไปแล้วทั่วโลก เสื้อผ้าของเขาก็เลยจะมีแฟชันแบบยุโรป” เธอบอก “คุณอาจพูดได้ด้วยซ้ำไปว่า ‘แฟชันชั้นสูง’ ด้วยการใช้ผ้าลินินและผ้าพันคอทับซ้อนกัน ลุคที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาคือการใช้ผ้าพันคอและเครื่องประดับ ที่ดูเจ๋งแต่ก็ไม่ประเจิดประเจ้อ ชุดคอสตูมจริงๆ คือตอนที่คุณไม่รู้ว่าพวกเขาสวมมันอยู่ คุณจะเห็นคนๆ นี้แล้วคิดว่า ‘อ้อ ฉันมีลูกพี่ลูกน้องแบบนั้น’ หรือ ‘ฉันเห็นผู้ชายแบบนั้นตามถนนหรือผู้หญิงแบบนั้นในคลับ’ น่ะค่ะ”
    เมย์อธิบายว่ามิเชลล์อาจเริ่มต้นจากการเป็นแม่ในเสื้อยืด กางเกงยีนส์ แต่สไตล์ของเธอเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเธอปลุกชีวิตชีวาให้กับชีวิตเซ็กส์ของเธอ ฮันนิแกนค่อนข้างเปิดกว้างต่อการสวมเสื้อผ้าหลวมๆ ในตอนเริ่มต้นเรื่อง ซึ่งก็ช่วยสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนกับช่วงท้าย “มันเยี่ยมที่คุณมีการเปลี่ยนแปลงพวกนี้ แล้วคุณก็จะแสดงให้เห็นได้ว่าพวกเขาเติบโตขึ้นอย่างไร” ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายบอก “หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์ คุณจะได้เห็นเจสัน บิ๊กส์ในชุด S&M วิ่งไปมาในกางเกงหนังขาสั้น มันบ้ามากค่ะ”
   กาหาชุด “ทางเลือก” เช่นกางเกงหนังชาสั้นนับว่าเป็นความท้าทายในแอตแลนตา แต่เมย์ก็ได้ยินเรื่องของบาร์ทางเลือกที่เรียกว่า เดอะ อีเกิล ที่มีร้านขายสินค้าหนังด้านใน แม้ว่าร้านค้าจะปิด แต่เธอก็ได้ติดต่อกับเจ้าของ ผู้ยินดีจะเปิดร้านให้เธอเลือกซื้อบังเหียนหนัง และอื่นๆ ตามมาด้วยการที่ทีมงานแผนกอุปกรณ์ได้ค้นพบแส้และข้าวของอื่นๆ “ทุกคนช่วยเหลือเราค่ะ” เมย์บอก “ฉันคิดว่ามันเป็นเพราะความรักที่มีต่อหนังเรื่องนี้ที่ทำให้พวกเขาเปิดร้านตอนเที่ยงคืนเพื่อเรา”
   แน่นอนว่า สำหรับแผนกเครื่องแต่งกาย ฉากคืนสู่เหย้าเป็นฉากที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เมย์และทีมงานของเธอได้ร่วมงานกับทีมออกแบบงานสร้างทั้งหมดเพื่อนำสีสันมารวมกัน ด้วยความที่ในฉากมีสีน้ำเงินและสีเงินมากมายทีมงานก็เลยใส่เอาโทนเครื่องประดับ อัญมณีเข้าไปในเสื้อผ้า เมย์เล่าว่า “แม้ว่าผู้ชมจะอายุมากขึ้น เราก็อยากจะรู้สึกเหมือนว่าเรายังคงเป็นหนุ่มสาวตลอดกาล และด้วยความช่วยเหลือจากเวทมนตร์ของภาพยนตร์ เราก็สามารถทำได้อย่างงดงามค่ะ”


การต่อสู้และการล้ม:งานสตันท์ของเรื่อง

                ไม่มี American Pie เรื่องไหนที่จะสมบูรณ์หากไม่มีการล้มมากพอ สำหรับฉากปาร์ตี้ของสติฟเลอร์ ที่กลุ่มเด็กอายุ 18 ปีสู้กับดาราของเราจากรุ่น 1999 ชลอสเบิร์กก็กล่าวว่า เขากับเฮอร์วิทซ์เขียนซีเควนซ์การต่อสู้ที่วางแผนไว้อย่างง่ายๆ พอพวกเขาเริ่มถ่ายทำ มันก็มีความซับซ้อนตามที่พวกเขาต้องการ “เราอยากให้มันสมจริง” เขาเล่า “แต่เราก็อยากให้มันตลกด้วย เราพยายามจะหาสมดุลครับ”
   โธมัสในบทฟินช์ได้ออกลวดลายในฉากนี้ที่ปาร์ตี้ของสติฟเลอร์ ซึ่งการต่อสู้เกิดขึ้น ในนั้น เขาได้ถือไม้ลาครอส “เราคุยกันซักพัก แล้วเราก็ได้เห็นทีมสตันท์ลงมือทำ” เขาเล่า “มันเยี่ยมมาก เพราะเรารู้ว่าเราจะมีซีเควนซ์ต่อสู้ดีๆ ไม่ได้ มันคงน่าขันถ้าเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ใช่ The Three Stooges ครับ มันเป็นสมดุลเพอร์เฟ็กต์ของหัวใจอบอุ่นและความปรารถนาดี รวมทั้งการไม่รู้วิธีต่อสู้ด้วย มันดูดีทีเดียว”
   “ผมจะต้องอยู่บนพื้นระหว่างฉากต่อสู้ และผมก็เกือบโป๊แน่ะครับ” บิ๊กส์กล่าวกลั้วหัวเราะ “ผมมีสายหนังปกปิดของลับผมอยู่ เราอยู่กันบนพื้นแล้วผมก็แพ้หญ้า แล้วก็มีแมลงน้ำตัวใหญ่ยักษ์อีก พวกเขาบอกว่ามันเป็นแมลงน้ำ แต่ผมเรียกมันว่าแมลงสาบ เจสันไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกแมลงหรอกนะครับ”
   แมลงเป็นเพียงปัญหาจิ๊บจ๊อยของบิ๊กส์ระหว่างฉากในห้องนอน โชคดีที่มีสตันท์แมนเข้ามาเสียบแทนเขา “คาราจะถูกจิมและสติฟเลอร์พากลับไปห้องนอนของเธอครับ” ทอม แม็คโคมาส ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์อธิบาย “พอพ่อเธอเข้ามา พวกเขาทั้งคู่ก็ซ่อนตัว สติฟเลอร์ไปลงเอยอยู่ตรงส่วนคลุมหลังคาเตียง และมันก็รับน้ำหนักไม่ไหวจนเขาร่วงไปอยู่บนเตียง” ในการสร้างกลไกสำหรับฉากนี้ ทีมสตันท์ได้นำครึ่งหนึ่งของเตียงและส่วนคลุมหลังคาออกไปแล้วแทนที่มันด้วยไม้กระดาน เมื่อครึ่งหนึ่งของส่วนคลุมหลังคาเปิดออก สตันท์แมนก็แค่กลิ้งตัวแล้วตกลงมาเท่านั้น เขาลงไปอยู่ข้างๆ สตันท์สาวในบทคารา ที่ได้รับการปกป้องอย่างปลอดภัย
   ท่ามกลางการรถและมอเตอร์ไซค์ที่ขับฉวัดเฉวียน การใช้กำลังวุ่นวาย รอยช้ำที่ก้น แก๊ง American Pie ก็สนุกสนานมากที่ได้มารวมตัวกันเป็นครั้งที่สี่ “เราเป็นแฟนที่ชื่นชอบ American Pie มากที่สุดเท่าที่คุณจะพบได้ที่นั่นครับ” เฮอร์วิทซ์เล่า “เราต้องการจะสร้างหนังที่เราจะรัก มันมีเซอร์ไพรส์ เสียงหัวเราะ หัวใจอบอุ่นและการแสดงดีๆ มากมายครับ”
   บิ๊กส์กล่าวสรุปว่า อีกครั้งหนึ่ง เขารู้สึกดีที่เป็นที่รู้จักในฐานะ “ผู้ชายกับพาย” คนนั้น
                                                                                   ****
   ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ร่วมกับรีเลทีฟวิตี้ มีเดีย ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยแพรคทิคัล พิคเจอร์ส/ไซด์ พิคเจอร์ส American Reunion นำแสดงโดยเจสัน บิ๊กส์, อาลิสัน ฮันนิแกน, คริส ไคลน์, โธมัส เอียน นิโคลัส, ทารา รี้ด, ฌอนน์ วิลเลียม สก็อต, มีนา ซูวารี, เอ็ดดี้ เคย์ โธมัส, เจนนิเฟอร์ คูลลิดจ์และยูจีน เลวี ดนตรีโดยไลล์ เวิร์คแมนและควบคุมดนตรีโดยโจโจ วิลลานิววา ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายของเรื่องคือโมนา เมย์และลำดับภาพโดยเจฟ เบทันคอร์ท ผู้ออกแบบงานสร้างคือวิลเลียม อาร์โนลด์ และผู้กำกับภาพคือดาริน โอคาดา, เอเอสซี ผู้ควบคุมงานสร้างได้แก่หลุยส์ จี. ฟรายด์แมน, พอล ไวซ์, คริส ไวซ์, ฌอนน์ วิลเลียม สก็อต, เจสัน บิ๊กส์ อำนวยการสร้างโดยเคร็ก เพอร์รี, วอร์เรน ไซด์, คริส มัวร์, อดัม เฮิร์ซ สร้างขึ้นจากตัวละครที่สร้างสรรค์โดยอดัม เฮิร์ซ เขียนบทและกำกับโดยจอน เฮอร์วิทซ์และเฮย์เดน ชลอสเบิร์ก 2012 Universal Studios.  www.americanreunionmovie.com
« Last Edit: April 16, 2012, 05:49:37 PM by happy »

happy on May 10, 2012, 02:01:33 PM
 ::)