ภาพยนตร์ > ข่าวภาพยนตร์

MOVIE : Journey 2: The Mysterious Island 2 กุมภาพันธ์ 2012

<< < (2/2)

FB:
          กุซแมนเป็นผู้ถ่ายทอดการแสดงที่น่าจดจำในภาพยนตร์ เรื่อง Traffic, Carlito’s Way และ Boogie Nights เขาสนุกกับโอกาสที่จะได้นำอารมณ์ขันของเขามาพัฒนาสู่ตัวละครกาบาโต้ “เมื่อนานมาแล้วผู้คนพูดว่า ‘เราเห็นคุณเป็นคนร้ายตลอดเลย’ และอะไรแบบนั้น” เขาเล่าว่า “ผมรักสิ่งที่ผมแสดงในหนังดราม่าและคอมเมดี้ แต่บทบาทนี้ผมได้สนุกไปกับมันมาก ผมคิดว่ามันถูกประพันธ์มาอย่างดีและผมก็สนุกกับเวลาที่ได้แสดงด้วย”
          ฮัดเจนส์เรียกกุซแมนในฉากว่า “พ่อ” “เขาไม่ได้เป็นสุดที่รักเท่านั้น ทุกสิ่งที่ออกมาจากปากของเขาเป็นเรื่องน่าตลกและเขาก็เป็นแบบนั้นตลอด” เธอพูดต่อว่า “บอกได้เลยว่าสำหรับเขาแล้วในการแสดงเป็นพ่อของฉันถือเป็นเกียรติ ฉันเรียกเขาว่าพ่อตลอดเวลา เขาเป็นผู้ชายที่น่าทึ่ง”
          กาบาโต้ทำธุรกิจให้บริการด้านเฮลิคอปเตอร์สำหรับนักท่องเที่ยวจากปาเลา และน่าจะเป็นเพียงผู้เดียวที่พาฌอนและแฮงค์ไปยังพิกัดที่มีสัญญาณปรากฏได้ “พวกเขามาหากาบาโต้และเขาพูดว่า ‘ได้เลย ผมจะพาคุณไป คิด 2 พันเหรียญนะ’” กุซแมนอธิบายต่อว่า “เขาแนะนำพวกเขาให้รู้จักกับลูกสาว แล้วเธอก็จัดการให้พวกเขาจ่าย 3 พันเหรียญ เธอเป็นนักธุรกิจได้เก่งกว่า เราจึงไปลงเอยที่เกาะมหัศจรรย์ ส่วนกาบาโต้ก็กลายเป็นนักท่องเที่ยว”
          จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายคือ อเล็กซานเดอร์ แอนเดอร์สัน ปู่ผู้เป็นไอดอลของฌอนที่เขาเดินทางมาที่นี่เพื่อช่วยเหลือไมเคิล เคน ผู้รับบทแสดงเป็นบรรพบุรุษตระกูลแอนเดอร์สันดูสบายๆ และมีความสุขในฉากของหนังที่แตกต่างจากหนังที่เขาแสดงอย่างสิ้นเชิง “ผมรับบทปู่เป็นครั้งแรก และก็แสดงหนัง 3 มิติเป็นครั้งแรกด้วย” นักแสดงผู้มีชื่อเสียงของภาพยนตร์ไตรภาค The Dark Knight trilogy และเจ้าของรางวัล Oscar จากเรื่อง Hannah and Her Sisters และ The Cider House Rules
          ครั้งหนึ่งเคนเคยแสดงเป็นกัปตันนีโมในภาพยนตร์ทางทีวีของชาวออสเตรเลียน เรื่อง The Mysterious Island รู้สึกตื่นเต้นที่ได้แสดงตัวละครที่เป็นแรงดลใจของเขาให้มีชีวิตชีวา “สิ่งเดียวที่ผมใส่เข้าไปในตัวละครของผมคือไอเดียต่างๆ ของจูลส์ เวิร์น” เคนเล่าว่า “อเล็กซานเดอร์มีความมุ่งมั่นมากและกล้าหาญสุดๆ เขาเป็นผู้ชายที่กล้าหาญมากและผมก็รักเขาเหลือเกิน”
          “อเล็กซานเดอร์รักทุกย่างก้าวของการผจญภัยนี้ ส่วนไมเคิลก็นำความสนุกสนานมาใส่ในการแสดงได้อย่างเต็มที่” ผู้อำนวยการสร้าง ชาร์ล็อตต์ ฮักกินส์ เล่าว่า “พอเขาสวมเครื่องแต่งกาย เขาก็ยิ้มกว้างและพูดว่า ‘ผมดูเหมือนปู่ของอินเดียน่า โจนส์เลย’”เคนผู้รับบทเป็นปู่รู้สึกดีใจที่ท้ายที่สุดมีโอกาสได้แสดงหนังที่หลานๆ ของเขาจะเพลิดเพลินได้ “ผมคิดว่านี่จะเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของพวกเขาที่สุดท้ายจะได้ดูซะที” เขาเล่าว่า “ผมพูดถึงผมได้ขี่ผึ้งไปรอบๆ ผมว่ามันใช้ได้เลยนะ ผมไม่เคยทำอะไรแบบนั้นในหนังมาก่อน”
          ฉากขี่ผึ้งทำให้เคนมีโอกาสได้แสดงผาดโผนบนสายขึงระโยงระยางที่สร้างขึ้นมาโดยผู้ควบคุมสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์ ปีเตอร์ เชสนีย์ มันเรียกว่า Bee Buck ซึ่งในภายหลังจะถูกแทนที่ด้วยผึ้งขนาดยักษ์ที่สร้างขึ้นมาจากคอมพิวเตอร์ “พวกเขามีถุงสีฟ้าขนาดยักษ์อยู่บนเครน เราต้องนั่งลงบนถุงที่จะกลายเป็นผึ้ง” เขาอธิบายว่า “มันไม่ได้เคลื่อนที่สูงมากนัก เพราะมันไม่มีอะไรแขวน ไม่มีอะไรเป็นตัวควบคุมผึ้ง” เขาหัวเราะ “แต่สตั๊นท์แมนของผมเก่งมาก เราแสดงได้มากเท่าที่ต้องการโดยไม่ดูตลก ผมไม่ได้พูดว่าผมเป็นสตั๊นท์แมน แต่ผมอยากแสดงให้มากเท่าที่ผมจะทำได้”
          “เขาพูดถึงเรื่องผึ้งอาทิตย์แล้วอาทิตย์เล่า” จอห์นสันหัวเราะ“เขาตื่นเต้นกับมันมาก” จอห์นสันพูดต่ออย่างรวดเร็วว่าเขาตื่นเต้นมากที่มีโอกาสทำงานร่วมกับผู้มีชื่อเสียงแห่งตำนาน”
          จอห์นสันเล่าถึงมิตรภาพระหว่างแฮงค์และอเล็กซานเดอร์ว่า “มีทั้งจิกกัดและความตลก ตัวละครของเราคอยหยอกล้อกันไปมาในหนังตลอดทั้งเรื่อง เราแสดงเต็มที่ซึ่งผมชอบมาก แต่ชอบในความสนุกสนานนะ”“โชคดีที่ดเวย์นเป็นคนน่ารักมาก” เคนเล่าเสริมอย่างติดตลกว่า “คุณคงไม่อยากไปแหย่เขา”
          ในอีกด้านหนึ่งของสวนธรรมชาติ มีต้นไม้ที่ล้มอยู่ซึ่งถูกวางบนพื้นของป่า เพื่อทำให้เป็นฐานสำหรับการตัดไม้ระหว่างฉากที่ไล่ล่ากับกิ้งก่ายักษ์ ในมุกตลกแบบคลาสสิคกิ้งก่าจะก้าวมาที่ปลายท่อนซุง ซึ่งจะขยับท่อนซุงไปอีกด้านหนึ่ง และสตั๊นท์แมนจะยืนอยู่บนนั้นกลางอากาศ สำหรับฉากผาดโผนเมื่อหลายปีก่อน ทีมงานด้านเอ็ฟเฟ็กต์ต้องประดิษฐ์ต้นไม้ต่างๆ จากต้นไม้ที่ตายแล้วและเศษซากอื่นๆ ที่ตกลงมาระหว่างการแสดง แต่ตอนนี้มาถึงจุดสำคัญของเรื่อง
          เมื่อเพย์ตันมาแสดงในฉาก ทีมตากล้องก็มั่นใจในระบบ Fusion อันมหึมาที่ถูกตั้งไว้เพื่อจับภาพความเจริญเติบโตที่น่าทึ่งอย่างชัดเจน ลงไปสู่วัตถุที่มีขนาดจิ๋วซึ่งกำลังลอยอยู่ในอากาศที่สอดส่องแสงอาทิตย์ผ่านยอดไม้
          ทีมงานปรับเปลี่ยนในช่วงนาทีสุดท้าย ส่วนเพย์ตันก็กลับไปเข้าฉาก ความต้องการของเขาที่อยากสร้างสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์หลายอย่างให้เป็นไปได้ เช่น ตัวเลื่อยตัดท่อนซุงจะมีการทดสอบจริงเมื่อทีมงานย้ายไปที่โรงถ่ายในวิลมิงตันทางตอนเหนือของคาโรไลน่า ที่นั่นกำลังยุ่งกับการสร้างแทงก์ขนาดยักษ์เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ที่บรรจุน้ำได้ 750,000 แกลลอน และเป็นห้องโถงใต้น้ำที่มีความลึกลับมาก
          ฉากนี้ดึงดูดความสนใจย้อนกลับไปที่แรงบันดาลใจของภาพยนตร์ นั่นคือ จูลส์ เวิร์น และ Nautilus เรือดำน้ำของกัปตันนีโม “Nautilus ถูกรวมเข้ามาในหนัง 100%” เพย์ตันเล่าว่า “ในหนังของเรานีโมมีหลุมฝังพิเศษที่คนงานของเขาสร้างขึ้นมาให้บนเกาะมหัศจรรย์ The Nautilus ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อขู่ผู้คนและฝังเรือไว้ มันถูกสร้างขึ้นให้ตั้งใจดูเหมือนปีศาจแห่งทะเล และนั่นคือความรู้สึกที่อิงมาจาก Nautilus และอินเดียแดงในโลกของกัปตันนีโม มันให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกับ Nautilus แบบใดที่เราเคยเห็นมา”
          แต่สำหรับตอนนี้จำเป็นต้องมีฉากผาดโผน และเราทำได้แค่อึ้งไปกับสิ่งที่ผู้สร้างภาพยนตร์และทีมงานศิลป์สร้างขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดความงดงามของป่าไม้ในยุคแรกตามธรรมชาติ รู้เลยว่าพวกเขาใช้วิชวลเอ็ฟเฟ็กต์เพื่อเพิ่มความงดงามด้วยภาพอันน่าอัศจรรย์ที่ไม่ใช่ธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟที่มีทอง นกกินเนื้อและกิ้งก่าขนาดยักษ์ ทำให้มีความน่าอัศจรรย์ น่าตื่นเต้น และสิ่งที่ไม่คาดฝัน ซึ่งล้วนสร้างความตื่นตาในระบบ 3 มิติ

          ภาพยนตร์เรื่อง Journey 2: The Mysterious Isl and จะเริ่มฉาย 2 กุมภาพันธ์ 2012 ผลงานจากวอร์เนอร์ บราเดอร์ พิกเจอร์ส

FB:
ดเวย์น จอห์นสัน อึ้ง!! เบื้องหลังงานสร้าง “Journey 2: The Mysterious Island”

           ภาพยนตร์เรื่อง “Journey 2: The Mysterious Island” ใช้สถานที่ถ่ายทำใน Oahu รัฐฮาวาย ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง 2010 บนเกาะมีแนวชายฝั่งตั้งแต่เป็นชายฝั่งผืนทรายและหุบเขาที่มีหมอกปกคลุมไปจนถ้ำและภูเขาไฟต่างๆ สถานที่ถ่ายทำได้แก่ Waimea Valley, Heeia Kea, China Walls และ Kualoa Ranch ซึ่งใช้เป็นที่ถ่ายทำของภาพยนตร์และทีวีหลายเรื่อง รวมถึง Halona Beach Cove ที่รู้จักกันดีในชื่อ Eternity Beach เพราะเป็นจุดที่เลื่องชื่อโดยเบิร์ต แลนแคสเตอร์ และ เดโบร่าห์ เคอร์ ในเรื่อง “From Here to Eternity”

          แม้ว่าดเวย์น จอห์นสัน จะเกิดที่ซาน ฟรานซิสโก ฮีโร่ของเรื่องก็กล่าวว่า “ผมเองก็มีโอกาสโตขึ้นในฮาวาย ซึ่งไกลจากสถานที่ๆ ใช้ถ่ายทำประมาณ 1 ชั่วโมง และมันการได้กลับมาก็วิเศษมาก ช่วงเวลาหลายวันตอนที่ผมอายุ 13 หรือ 14 ปี ผมรักการดูหนังและก็มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นการได้กลับมาที่ฮาวายและแสดงหนังผจญภัยที่ยิ่งใหญ่เป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก”

          ผู้สร้างภาพยนตร์ยังใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของสตูดิโอที่ North Carolina เพื่อถ่ายทำบางฉากให้เสร็จ เริ่มด้วยฉากที่เฮลิคอปเตอร์พุ่งชน หลังจากนั้นก็มีการถ่ายทำที่ Eternity Beach แต่ฉากที่หมุนผ่านพายุจนดิ่งลงพื้นถ่ายทำที่โรงถ่าย ซึ่งรวมถึงสิ่งที่ผู้ควบคุมสเปเชียล เอ็ฟเฟ็กต์ ปีเตอร์ เชสนีย์ เรียกว่า “มันเป็นเหมือนรางประกอบของเล่นที่สร้างขึ้นรอบเสาเหล็กที่หนักมากกับอลูมิเนียมที่ยืดขยายออก”

          เชสนีย์สามารถประยุกต์แรงดันรอกทุกมุมน้ำหนัก 6,000 ปอนด์เพียงแค่กดปุ่ม โดยการสร้างอุปกรณ์ที่มีการสั่นสะเทือนสูงที่เขาตอกแอร์แบ็คลงไป เพื่อแปลงโช๊คของรถบรรทุกและติดตั้งมันกับวาห์ลแรงดันสูง ที่จะสามารถผลักดันแรงอัดอากาศปริมาณสูงจากการกดสัญญาณกระแสไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถสร้างพายุเฮอริ์เคนที่มีความรุนแรงระดับ 5 ที่สุดท้ายได้สะบัดเฮลิปคอปเตอร์เป็นเสี่ยงได้ “มันคล้ายกับ ‘เครื่องบินฝึกแรงโน้มถ่วง’ อันเลื่องชื่อขององค์กร NASA ที่พวกเขาสร้างแรงโน้มถ่วงให้เป็น 0 แต่เราหยุดที่การกลิ้งระหว่างกลางและสามารถวิ่งกลับไปในอีกทิศทางหนึ่งได้” เขาเล่าอย่างภูมิใจถึงเอ็ฟเฟ็กต์ล่าสุดของสิ่งประดิษฐ์ในฉาก

          แต่นั่นเป็นเพียงช่วงแรกเริ่ม ฉากผาดโผนที่เป็นจุดเด่นของภาพยนตร์ยังมีการต่อสู้กันทางอากาศที่นักผจญภัยทั้ง 5 คนนั่งอยู่บนผึ้งยักษ์และถูกนกที่ตัวใหญ่กว่าไล่กวดเพื่อจะกินพวกเขา ฌอนพยายามชี้พวกนกเหล่านั้นว่าเป็นนกที่มีคอสีขาวสายพันธุ์ Needletails ก่อนที่พวกมันจะโฉบลงมาหาเขา ซึ่งถูกเจาะจงเป็นพิเศษเพราะ Needletails เป็นนกที่บินเร็ว และอันที่จริงแล้วกินผึ้งเป็นอาหาร ซึ่งจากขนาดแล้วเพย์ตันแนะว่า “ให้คิดว่าผึ้งเป็นเฮลิคอปเตอร์ ส่วนนกเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดแล้วกัน”

          “เราเฝ้าระวังเพื่อให้แน่ใจว่ามันให้ความรู้สึกที่ถูกต้องในเรื่องความเร็วและตามหลักฟิสิกส์” เขากล่าวต่อ “ผมอยากให้ภาพเหล่านี้มีน้ำหนัก ฉะนั้นเวลาที่ผู้ชมเห็นนักแสดงกระชากไปทางซ้ายหรือขวาอย่างแรง หรือเอียงตัวเวลาเลี้ยว พวกเขาต้องแสดงแบนั้นจริงๆ” เพื่อการสร้างฉากนี้ให้สำเร็จ ผู้กำกับต้องหันไปพึ่งเชสนีย์อีกครั้ง เขาเป็นผู้สร้างหุบเขาหลายชุดที่เรียกว่า Bee Bucks ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนให้ดูสมจริงได้ คล้ายกับถังน้ำมัน ซึ่งแต่ละอันถูกวัดและสร้างความสมดุลกับน้ำหนักของนักแสดงแต่ละคน จากนั้น The Bucks จะเชื่อมติดกับคานรับน้ำหนักที่ทำหน้าที่เหมือนแผงไม้กระดานหกที่มีน้ำหนักถ่วงเพิ่มเติม แล้วนักแสดงทั้งหมดจะนั่งอยู่บนสามเหลี่ยมที่เป็นฐานลอยอยู่บนลูกปืนที่สามารถควบคุมความผันแปรของแรงดันได้ ฉะนั้นจึงลอยเหมือนกับลูกยางบนโต๊ะเกมฮ็อคกี้

          ในตอนหลังผู้ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ บอยด์ เชอร์มิส ได้แทนที่ถังน้ำมันด้วยผึ้งที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิค และแทรกฟุตเทจหลังฉากที่ทีมงานของเขาพบโดยบังเอิญจากการเดินทาง และด้านบนยอดต้นไม้ของหุบเขา บนเฮลิคอปเตอร์ก็มีการใช้กล้องสเตอริโอขนาดย่อส่วนเพื่อให้ได้จังหวะความเร็ว การเคลื่อนไหวและความตื่นเต้นของการบิน จากนั้นเขาถ่ายทำ Buck Rig และส่วนเพิ่มเติมจากทุกมุมแล้วมาผสมผสานทั้งหมดเข้ากับฉากแอ็คชั่นแบบดิจิตอล เหล่านักแสดงจึงเห็นและแสดงโต้ตอบกันได้อย่างรวดเร็วตลอดการไล่ล่า

          จากฉากนั้นก็มีฉากแอ็คชั่นบางฉากที่ย้ายไปใต้น้ำ เพื่อไปพบกับปลาไหลไฟฟ้าเพชฌฆาตขนาดยักษ์ ซึ่งจอห์นสันและฮัตเชอร์สันต้องมีใบรับรองการดำน้ำสกูบาเข้ามาเสริมในประวัติ ในตอนแรกผู้สร้างภาพยนตร์วางแผนว่าจะใช้แทงก์ที่ฃ EUE/Screen Gems Studios ในวิลมิงตัน แต่ฉากถูกพัฒนาแนวคิดและมีขนาดใหญ่ขึ้น พวกเขาเลยต้องสร้างแทงก์ขึ้นมาเอง ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 ฟีต ลึก 20 ฟีต รองรับน้ำได้ 750,000 แกลลอน

          นักแสดงต้องดื่มน้ำเข้าไปและบางส่วนของฉากที่เรือดำลงไปในน้ำเรียกว่าห้องขนาดเล็กซึ่งเป็นทางผ่าน แต่เชอร์มิสเปิดเผยว่า “ทุกอย่างในฉากนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ ทั้งส่วนย่อยๆ ใต้น้ำ การหักเหของแสง สิ่งมีชีวิตในทะเล หินปะการัง ฟองอากาศและโคลน สภาวะใต้น้ำเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาด้วยคอมพิวเตอร์อย่างซับซ้อนที่สุด ใช้เวลานานมากกับเลเยอร์นับร้อย”

          กลับมาที่เหนือระดับน้ำทะเล บ้านต้นไม้ของอเล็กซานเดอร์ตั้งใจสร้างขึ้นมาด้วยมือจากการกู้เรืออับปาง และไฟที่จุดขึ้นมาด้วยหิ่งห้อยที่บรรจุอยู่ในขวดแก้วก็ถูกสร้างขึ้นมาในฉากเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ของฉากแอตลานติสที่กว้างขวางถูกสร้างขึ้นบนสถานที่ในฮาวาย ผู้ออกแบบฉากบิล โบส์ อธิบายว่า “เราอยากถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่หรูหราอลังการ บางอย่างถูกสร้างขึ้นด้วยการทาสีแบบด้านและวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ แต่เราก็สร้างฉากขนาดยักษ์ขึ้นมาที่ Kualoa Valley ด้วยเช่นกัน เพราะเกาะจมขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดช่วง 140 ปี เรารวมพวกเปลือกหอยและหินปะการังและสัญลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตใต้น้ำสมัยโบราณเข้าไปในโครงสร้างด้วย”

          ความอัศจรรย์อื่นๆ ของเกาะ ได้แก่ ภูเขาไฟที่พ่นทองเปลว รวมถึงขี้เถ้าทองที่ฝนตกลงมาใส่กลุ่มนักผจญภัยที่วิ่งหลบหนีอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ได้เอ็ฟเฟ็กต์อันสมจริงถือเป็นความท้าทาย และเพื่อเลี่ยงมลพิษของสภาพแวดล้อมช่วงแรก ทีมงานไม่สามารถใช้เครื่องมือตามมาตรฐานในการทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็นไมกาหรือชิ้นส่วนของไมลาร์ก็ตาม พวกเขาต้องการองค์ประกอบที่ปลอดภัย หลังจากมีการพิจารณาอย่างหนักแล้วก็ตัดสินใจว่าทางออกแก้ไขที่ง่ายที่สุดคือวิธีที่ดีที่สุด พวกเขาจึงเลือกแผ่นทองที่แท้จริงโดยมีความหนา 1.2 ล้านหน่วยต่อหนึ่งนิ้ว และมีความบริสุทธิ์พอที่จะกินได้

          สำหรับสถานที่อื่นๆ กลุ่มนักผจญภัยต้องเผชิญหน้ากับความไม่คาดฝันที่ไม่พึงปรารถนา นั่นคือกองไข่ที่มีรูปร่างประหลาด ซึ่งที่จริงแล้วเป็นไข่กิ้งก่ายักษ์ ซึ่งพวกเขาไม่รู้จนกระทั่งข้ามมาครึ่งทางแล้ว แต่ละคนทรงตัวอย่างไม่มั่นคงบนเปลือกหอยบางๆ ในขณะที่แม่กิ้งก่ายักษ์คืบคลานมาหาพวกเขา ไข่เกือบ 60 ฟองที่เข้ามามี 2 ขนาด นั่นคือขนาดใหญ่และใหญ่กว่า ซึ่งมีการแกะสลักและหลอมโดยไฟเบอร์กลาสที่โปร่งใส เขานำมาเชื่อมเข้ากันและทาสี สร้างขึ้นมามีน้ำหนักราว 200-300 ปอนด์ มีขนาดระหว่าง 7 – 10 ฟีตตามความยาวเส้นรอบวงที่ถูกวางให้ได้ตำแหน่งและดามลงไป

          Journey 2: The Mysterious Island –
          เจอร์นีย์ 2 : พิชิตเกาะพิศวงอัศจรรย์สุดโลก
          2 กุมภาพันธ์นี้ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

Navigation

[0] Message Index

[*] Previous page

Go to full version