happy on July 31, 2011, 05:22:33 PM

Mr.Popper’s Penguins

เพนกวินน่าทึ่งของนายพ็อพเพอร์

นักแสดง - จิม แคร์รี่, คาร์ล่า กูจิโน่ (Watchmen, Sucker Punch)

ผู้กำกับ - มาร์ค วอเตอร์ส (Mean Girls, Freaky Friday, Just Like Heaven)

ประเภท – เบาสมอง / ครอบครัว

กำหนดเข้าฉาย 1 กันยายน  2011

เฉพาะโรงภาพยนตร์เครือ SF เท่านั้น

โทมัส ป็อปเปอร์ ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตหมดไปกับการทำงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะเป็นที่ 1

ในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเมืองนิวยอร์ก เขาต้องยอมเสียทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเพื่อน

ครอบครัว หรือแม้กระทั่งความสุขในชีวิตของเขาเองในขณะที่การเจรจาธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุด

ในอาชีพของเขาใกล้มาถึง เขาได้รับของขวัญชิ้นหนึ่ง ที่อยู่ในกล่องลึกลับซึ่งส่งมาจากแอนตาร์กติกา

ของขวัญชิ้นนี้ส่งมาโดยพ่อของป็อปเปอร์ที่หายไปนานแล้วนั่นเอง

มันคือเพนกวิน 6 ตัวที่จะมาเพื่อเปลี่ยนชีวิตของโทมัสไปอย่างสิ้นเชิง


« Last Edit: July 31, 2011, 05:27:29 PM by happy »

happy on July 31, 2011, 05:30:36 PM


Mr. Popper’s Penguins

               หนูน้อยทอมมี พ็อพเพอร์ เติบโตขึ้นมาในย่านบรู๊คลิน มหานครนิวยอร์ค เขาเฝ้าคอยอย่างใจจดจ่อที่จะมีวิทยุสื่อสารไว้ในห้องนอน เพื่อที่จะสามารถติดต่อพูดคุยกับพ่อผู้ออกเดินทางท่องโลกได้ หลายปีผ่านไป ทอมมีซึ่งบัดนี้กลายเป็นทอม พ็อพเพอร์ (จิม แคร์รีย์) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในหน้าที่การงาน แต่ล้มเหลวในชีวิตคู่ จนต้องหย่าขาดจากภรรยา อแมนดา (คาร์ลา จูจิโน) โดยเธอได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูกทั้งสอง พ็อพเพอร์จึงต้องใช้ชีวิตหรูหราอยู่ในอพาร์ทเมนท์ทันสมัยตามลำพัง จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง เมื่อของขวัญชิ้นสุดท้ายจากพ่อผู้ล่วงลับ ที่ถูกส่งจากแอนทาร์คติกา เดินทางมาถึงหน้าประตูบ้านของเขา
          ภายในลังไม้ที่หล่อเลี้ยงความเย็นไว้ด้วยน้ำแข็ง คือเพนกวินสูงสองฟุตที่มีเท้าสีส้มสดใส มันไม่ใช่ตุ๊กตา หรือสัตว์สตัฟฟ์อย่างที่พ็อพเพอร์คิดไว้ในตอนแรก แต่มันคือเพนกวินของแท้ ตัวจริงเสียงจริง ที่เดินอยู่บนพื้นห้องเขา พร้อมกับส่งเสียงร้องดังสนั่น พ็อพเพอร์ไม่อยากเลี้ยงสัตว์ชนิดนี้แม้แต่นิดเดียว เขาติดต่อทุกคนเท่าที่นึกออก แต่ไม่มีใครอยากได้เพนกวินเป็นสัตว์เลี้ยงเช่นกัน และเมื่อพ็อพเพอร์หาทางส่งมันกลับไปแอนทาร์คติก ผลที่ได้คือมีเพนกวินอีกห้าตัวถูกส่งมาที่หน้าประตูบ้านเขาอีกครั้ง
          เมื่อพ็อพเพอร์พยายามทำความคุ้นเคยกับบรรดาเพื่อนผู้มีปีก ชีวิตเขาก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่ทันตั้งตัว อพาร์ทเมนท์สุดหรูของเขาแปรสภาพเป็นดินแดนน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ เขาต้องพลาดงานชิ้นสำคัญ หนำซ้ำยังเกือบถูกจับเข้าคุกเสียอีก แต่สิ่งที่เขาต้องขอบใจเพื่อนใหม่เหล่านี้คือ พวกมันทำให้เขารู้ซึ้งและเห็นคุณค่าของคำว่า “ครอบครัว” และที่เหนือกว่านั้นคือการเป็น “มนุษย์” คนหนึ่ง



happy on July 31, 2011, 05:34:47 PM


เบื้องหลังงานสร้าง

               Mr. Popper’s Penguins ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องดังที่ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1938 โดยการประพันธ์ของคู่สามีภรรยา ริชาร์ด และฟลอเรนซ์ แอทวอเทอร์ ที่เล่าเรื่องราวอันสนุกสนานของช่างทาสีคนหนึ่ง ผู้ได้รับมรดกเป็นเพนกวิน 12 ตัว หลังจากที่นิยายเรื่องนี้ได้รับรางวัล Newbery Medal ในปี 1939 มันก็กลายเป็นหนังสือคลาสสิคที่ยืนยงคงกระพันท้าสายตานักอ่านรุ่นแล้วรุ่นเล่าจนถึงทุกวันนี้
จอห์น เดวิส ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ เจ้าของผลงานโด่งดังอย่าง Garfield, Dr. Dolittle และ Daddy Day Care เป็นอีกคนหนึ่งที่หลงรักนิยายเรื่องนี้ “ลูกๆ ผมอ่านมันตอนเรียนเกรดสาม ภรรยาผมด้วย” เขากล่าว “ทุกคนอ่านมันตอนเรียนเกรดสามทั้งนั้น” เดวิสพบว่าเรื่องที่ครอบครัวแอทวอเทอร์เขียน สร้างความประทับใจได้ในหลายระดับ “มันเป็นเรื่องของชายผู้ใช้ชีวิตแบบที่ไม่เหมาะกับตัวเขาเลย ในหนังสือ เพนกวินถูกส่งมาโดยเพื่อนที่เป็นนักสำรวจ และพวกมันก็ทำให้ชีวิตเขามีสีสันมากขึ้น ประเด็นนี้แหละที่โดนใจผม”
         บทภาพยนตร์เป็นฝีมือของฌอน แอนเดอร์ส และจอห์น มอร์ริส ร่วมด้วยจาเร็ด สเทิร์น ที่ดัดแปลงเรื่องราวให้เข้ากับยุคปัจจุบันมากขึ้น “ไม่ใช่เรื่องในยุค 30 อีกแล้ว ทอม พ็อพเพอร์ในหนัง ก็แตกต่างจากพ็อพเพอร์ในนิยายมาก” ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร เดเร็ค เดาชี กล่าว “แม้ว่านายพ็อพเพอร์ในหนังจะไม่ได้เป็นช่างทาสีผู้ใฝ่ฝันจะเดินทางรอบโลก แต่บทหนังก็ยังคงความสนุกสนาน และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของครอบครัว ไม่ต่างจากในหนังสือ ผมคิดว่าประเด็นหลักไม่ได้หายไปไหนนะ ชายผู้ค้นพบความต้องการของตัวเอง ผ่านการเป็นเจ้าของเพนกวิน”
         เดวิสเล่าว่ามีผู้กำกับหลายคนสนใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวนี้ แต่เป็นมาร์ค วอเทอร์ส ผู้กำกับที่สร้างชื่อมาจากผลงานเรื่อง Mean Girls, The Spiderwick Chronicles และ Freaky Friday ที่เดวิสคิดว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับ Mr. Popper’s Penguins “ผมนั่งอยู่กับมาร์ค ฟังเขาสาธยายเรื่องมุมมองที่เขามีต่องานชิ้นนี้ แล้วผมก็คิดว่าใช่แล้ว ชายคนนี้ เขานี่แหละผู้กำกับ”
         ขณะทำการคัดเลือกนักแสดงที่จะมารับบททอม พ็อพเพอร์ ทั้งวอเทอร์สและเดวิสได้ค้นพบเรื่องน่าประหลาดใจของบรรดานักแสดงมากพรสวรรค์ในฮอลลีวูด “พวกนักแสดงและดาราตลกรักเพนกวิน” เดวิสกล่าว “เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ทดสอบนักแสดงตลกระดับบิ๊กถึงหกคน พวกเขามาที่ออฟฟิศผมแล้วพูดว่า ‘ผมอยากเล่นหนังเรื่องนี้ เพราะผมรักเพนกวิน’ แต่เดวิสก็ไม่ต้องใช้เวลานานนักสำหรับขั้นตอนนี้ เขาพบ “พ็อพเพอร์” ที่สมบูรณ์แบบในตัวของจิม แคร์รีย์ หนึ่งในสุดยอดนักแสดงตลกชายแห่งยุค เจ้าของผลงานเรื่อง The Truman Show, Ace Ventura: Pet Detective และ Bruce Almighty “จิมเป็นดาราตลกที่มีพรสวรรค์เรื่องการใช้ภาษาร่างกายจริงๆ และเขายังเป็นคนที่เอาชนะใจคนดูได้อยู่หมัด” เดวิสชม พร้อมกับที่วอเทอร์สเสริมว่า “ผมจำได้ ผมบอกทุกคนว่าคนที่เหมาะกับบทพ็อพเพอร์ที่สุดในความคิดของผมคือจิม แคร์รีย์ โชคดีที่จิมอ่านบท แล้วสนใจทันที แถมเขายังเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเพนกวินด้วย”
         “เพนกวินพวกนี้สวยเป็นบ้าเลย” แคร์รีย์เอ่ย “พวกมันคือสัตว์โลกเหลือเชื่อ มีสัตว์ไม่มากหรอกที่จะทำให้เราหลงรักได้ มันยากจริงๆ ที่จะรู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้เห็นพวกมัน นี่คือเหตุผลข้อหนึ่งที่ผมรับเล่นหนังเรื่องนี้ เพนกวินทำให้ผมหลงใหล พวกมันน่ารัก น่าเอ็นดู” วอเทอร์สเสริมว่า “การถ่ายทำเป็นไปอย่างราบรื่นและสนุกสนาน จิมคือสุดยอดนักคิดค้นมุกตลก และยังเชี่ยวชาญบทดรามาด้วย ตอนที่เราถ่ายฉากที่ต้องการอารมณ์ละเอียดอ่อน เขาก็ทำได้ดีไม่แพ้ฉากตลกเลย”
         เมื่อพ็อพเพอร์ได้เพนกวินมา เขาหงุดหงิดมาก “ทอม พ็อพเพอร์คิดว่าชีวิตของเขาคืองาน” แคร์รีย์กล่าว “อาชีพเขากำลังรุ่ง ครอบครัวก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เขาทุ่มเทให้กับงานมากกว่า เขาจึงประสบความสำเร็จ เมื่อเพนกวินมาถึง งานการของเขาก็ป่นปี้ แต่ข่าวดีคือ พวกมันทำให้เขาได้ครอบครัวกลับคืนมา”
         พ็อพเพอร์ยินดีที่เพนกวินช่วยฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกๆ และอดีตภรรยา อแมนดา บทอแมนดานี้ ผู้สร้างเลือกคาร์ลา จูจิโน นักแสดงหญิงเจ้าของผลงานเรื่อง Spy Kids, Entourage และ Watchmen “แค่อ่านบท ฉันก็คิดว่า ต้องดูหนังเรื่องนี้ให้ได้” จูจิโนกล่าว “มันตลกมาก และซาบซึ้งด้วย” ระหว่างทำความคุ้นเคยกับเหล่าเพื่อนใหม่ของอดีตสามี อแมนดาก็อดห่วงเรื่องที่พ็อพเพอร์สัญญาไว้กับลูกๆ ไม่ได้ “คาร์ลาทำให้เรื่องราวน่าเชื่อถือ โดยการถ่ายทอดความรู้สึกที่ครอบครัวต้องเผชิญอย่างสมจริง” ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร เจสสิกา ทุชชินสกี อธิบาย
         ดูเหมือนพวกเพนกวินจะมาในช่วงเวลาที่ไม่ดีนักสำหรับนายพ็อพเพอร์ เพราะเขาอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งต้องเริ่มด้วยการพยายามหว่านล้อมให้คุณนายแวน กันดี หญิงชราหัวรั้น ยอมขายที่ดินให้เขาเสียก่อน ผู้กำกับ วอเทอร์สเลือกแองเจลา แลนส์บิวรี นักแสดงอาวุโสผู้โด่งดังและเป็นที่รักของทุกคน มารับบทคุณนายแวน กันดี “เมื่อผมอ่านบทนี้ ผมก็คิดถึงแองเจลา แลนส์บิวรี” วอเทอร์สกล่าว “แต่ก็ใช้เวลานานมากทีเดียว กว่าแองเจลาจะมั่นใจว่าเรากำลังจะสร้างหนังสุดพิเศษ เธอตกลงร่วมงานกับเรา และช่วยทำให้สิ่งพิเศษเกิดขึ้น” แลนส์บิวรีบอกว่าเธอตัดสินใจรับบทคุณนายแวน กันดี ด้วยเหตุผลสองประการ “ฉันสนใจหนังเรื่องนี้ เพราะฉันชื่นชมจิม แคร์รีย์” เธอกล่าว “อีกอย่าง ฉันรู้ว่าหนังสือเล่มนี้ดังมาก และดีสำหรับเด็กๆ ฉันชอบทำให้เด็กๆ มีความสุข”



happy on July 31, 2011, 05:41:53 PM


นักแสดง
จิม แคร์รีย์  (พ็อพเพอร์)


               เกิดปี 1962 ที่ออนทาริโอ ประเทศแคนาดา แล้วย้ายมาอยู่โตรอนโตตอนอายุ 15 ปี ที่ซึ่งเขาเริ่มอาชีพนักแสดงตลกโชว์เดี่ยว ก่อนที่จะมีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ เมื่ออายุ 19 ปี แคร์รีย์ย้ายมาอยู่ลอส แองเจลิส การแสดงของเขาไปเตะตาร็อดนีย์ แดงเจอร์ฟิลด์ ดาราตลกรุ่นเก๋า จนถึงขั้นชักชวนให้แคร์รีย์ออกตระเวนโชว์ร่วมกัน
              ในปี 1982 แคร์รีย์ได้แสดงซีรีส์โทรทัศน์ของ NBC เรื่อง Duck Factory ที่นำเขาไปสู่บทบาทในภาพยนตร์จอใหญ่เรื่อง Once Bitten ในปี 1990 แคร์รีย์เป็นส่วนหนึ่งในทีมนักแสดงของภาพยนตร์โทรทัศน์ยอดนิยมเรื่อง In Living Color ตามด้วยการมีโชว์ทางโทรทัศน์เป็นของตัวเองครั้งแรกในชื่อ Jim Carrey’s Unnatural Act
              ปี 1994 คือปีเริ่มต้นความโด่งดังของแคร์รีย์ในวงการภาพยนตร์ ด้วยผลงานเบาสมองสุดฮิตเรื่อง Ace Ventura: Pet Detective ตามด้วย The Mask ภาพยนตร์แฟนตาซีเบาสมองที่กวาดรายได้ถล่มทลายไปมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ผลงานภาพยนตร์เด่นเรื่องอื่นของเขา ได้แก่ A Christmas Carol (2009), I Love You Phillip Morris (2009), Yes Man (2008), The Number 23 (2007), Fun with Dick and Jane (2005), Lemony Snicket’s A Series of Unfortunate Events (2004), Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004), Bruce Almighty (2003), The Majestic (2001), How the Grinch Stole Christmas (2000), Me, Myself & Irene (2000), Man on the Moon (1999), Simon Birch (1998), The Truman Show (1998), Liar Liar (1997), The Cable Guy (1996), Ace Ventura: When Nature Calls (1995), Batman Forever (1995) และ Dumb & Dumber (1994)
              แคร์รีย์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมถึง 6 ครั้ง และคว้าไปได้สองครั้งจากเรื่อง The Truman Show และ Man on the Moon
     

คาร์ลา จูจิโน  (อแมนดา)

              ภายหลังจบการศึกษาระดับไฮสคูล เธอก็ก้าวเข้าสู่อาชีพนักแสดงทันที ด้วยคุณสมบัติที่เพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตาที่งดงาม และความสามารถที่มากล้น จูจิโนปรากฏตัวในละครบรอดเวย์เรื่อง Desire under the Elms ที่สร้างจากบทละครของยูจีน โอนีล บทบาทของจูจิโนในละครเรื่องนี้ทำให้เส้นทางในอาชีพนักแสดงของเธอดูสดใสราบรื่น จากนั้นจูจิโนก็มีผลงานซีรีส์โทรทัศน์ 4 เรื่อง ก่อนก้าวไปแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกคือ Troop Beverly Hills ในปี 1989 ตามด้วย Welcome Home Roxy Carmichael ในปีต่อมา แต่ผลงานที่ทำให้ผู้ชมเริ่มจดจำเธอได้คือภาพยนตร์เบาสมองเรื่อง Son in Law ในปี 1993 ตามด้วย Miami Rhapsody (1995) และ Snake Eyes (1998) ผลงานเด่นเรื่องอื่นของเธอ ได้แก่ Spin City (TV series 1996-1998), Chicago Hope (TV series 1999-2000), Spy Kids (2001), The One (2001), The Singing Detective (2003), Sin City (2005), Threshold (TV series 2005-2006), Even Money (2006), Night at the Museum (2006), American Gangster (2007), Righteous Kill (2008), The Unborn (2009), Watchmen (2009), Race to Witch Mountain (2009), Elektra Luxx (2010), Entourage (TV series 2007-2010) และ Sucker Punch (2011)

แองเจลา แลนส์บิวรี  (คุณนายแวน กันดี)

                นักแสดงหญิงชาวอังกฤษผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการละคร, โทรทัศน์ และภาพยนตร์ ความสามารถอันล้นเหลือของแองเจลา แลนส์บิวรี ส่งให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมถึง 3 ครั้ง จาก Gaslight (1944), The Picture of Dorian Gray (1945) และ The Manchurian Candidate (1962) พิชิตรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ซีรีส์โทรทัศน์ จาก Murder, She Wrote (1992) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม จาก Death on the Nile (1978) ชนะรางวัลโทนี 5 ครั้ง และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีถึง 18 ครั้ง
              นอกจากบท “เจสสิกา เฟล็ทเชอร์” ใน Murder, She Wrote (TV serie 1984-1996) ผลงานซึ่งเป็นที่จดจำมากที่สุดของผู้ชมแล้ว แลนส์บิวรียังมีผลงานโดดเด่นเรื่องอื่น ได้แก่ The Private Affairs of Bel Ami (1947), The Three Musketeers (1948), Samson and Delilah (1949), Mutiny (1952), The Long Hot Summer (1958), Blue Hawaii (1961), All Fall Down (1962), The World of Henry Orient (1964), The Greatest Story Ever Told (1965), The Lady Vanishes (1979), The Mirror Crack’d (1980), Law & Order: Trial by Jury (TV series 2005) และ Nanny McPhee (2005)
              ในปี 1994 แองเจลา แลนส์บิวรีได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จากพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 และในปี 2010 แลนส์บิวรีได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ Drama League Honorsพร้อมกับการจารึกชื่อไว้บนเก้าอี้กิตติมศักดิ์ของ The American Theatre Wing



happy on July 31, 2011, 05:44:56 PM


ทีมงาน

มาร์ค วอเทอร์ส  (ผู้กำกับภาพยนตร์)
              บัณฑิตจากสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน ผู้มีผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกคือ The House of Yes ที่ทำให้พาร์คเกอร์ โพซีย์ นักแสดงหญิงของเรื่อง ได้รับรางวัล Special Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์ซันดานซ์ประจำปี 1997 ผลงานลำดับถัดมาของวอเทอร์ส มีดังนี้ Head over Heels (2001), Warning: Parental Advisory (TV movie 2002), Freaky Friday (2003), Mean Girls (2004), Just Like Heaven (2005), The Spiderwick Chronicles (2008), Eva Adams (TV movie 2009) และ Ghosts of Girlfriends Past (2009)
 
ฌอน แอนเดอร์ส และจอห์น มอร์ริส  (ผู้เขียนบทภาพยนตร์)
              คู่หูนักเขียนบทผู้มีผลงานบทภาพยนตร์เรื่อง Never Been Thawed (2005), Playing Chicken (2007), Sex Drive (2008), She’s Out of My League (2010) และ Hot Tub Time Machine (2010)

จาเร็ด สเทิร์น  (ผู้เขียนบทภาพยนตร์)
              หนึ่งในนักเขียนบทดาวรุ่งที่มาแรงที่สุดในแนวภาพยนตร์เบาสมอง ผลงานที่ผ่านมาของสเทิร์นคือสองภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องดัง Bolt (2008) และ The Princess and the Frog (2009)

จอห์น เดวิส  (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์)
              ประธานบริษัทผลิตภาพยนตร์ เดวิส เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ที่มีสำนักงานอยู่ในนครลอส แองเจลิส ที่ผ่านมาเดวิสสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ และภาพยนตร์โทรทัศน์เป็นจำนวนเกือบ 100 เรื่อง ซึ่งทำรายได้รวมทั่วโลกเป็นเงินมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ เขาเกิดและโตที่เดนเวอร์ รัฐโคโลราโด และต้องมนตร์เสน่ห์ของภาพยนตร์มาตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์ และเขาทำหน้าที่ขายข้าวโพดคั่ว เดวิสจึงมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์ปีละประมาณ 300 เรื่อง
              เดวิสจบ M.B.A. จากโรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด และก่อตั้งบริษัทของตัวเองในปี 1986 ผลงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องดังของเขา ได้แก่ Predator (1987), The Firm (1993), Richie Rich (1994), Waterworld (1995), Courage Under Fire (1996), The Chamber (1996), Daylight (1996), Doctor Dolittle (1998), Behind Enemy Lines (2001), Daddy Day Care (2003), Paycheck (2003), Garfield (2004), I, Robot (2004), Alien vs. Predator (2004), When a Stranger Calls (2006), Garfield: A Tail of Two Kitties (2006), Eragon (2006), Norbit (2007), The Heartbreak Kid (2007), Predators (2010) และ Gulliver’s Travels (2010)
     
เจสสิกา ทุชชินสกี  (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ฝ่ายบริหาร)
              สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน และย้ายมาปักหลักที่ลอส แองเจลิสทันที ทุชชินสกีทำงานร่วมกับมาร์ค วอเทอร์ส ที่บริษัท วอเทอร์มาร์ค พิคเจอร์ส มาตั้งแต่ปี 2006 เธอเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง Eva Adams (TV movie 2009), (500) Days of Summer (2009) และ Ghosts of Girlfriends Past (2009)
 
เดเร็ค เดาชี  (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ฝ่ายบริหาร)
              อดีตผู้บริหารรีโวลูชั่น สตูดิโอส์ ที่ปัจจุบันเป็นประธานฝ่ายผลิตของเดวิส เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ผลงานโด่งดังที่ผ่านมาของเขาคือภาพยนตร์เรื่อง The Animal (2001), xXx (2002), Darkness Falls (2003), Anger Management (2003), Man of the House (2005), xXx: State of the Union (2005), Across the Universe (2007), The Express (2008) และ Marmaduke (2010)

โจเอล ก็อทเลอร์  (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ฝ่ายบริหาร)
              ผู้บริหารมากความสามารถของ Intellectual Property Group (IPG) หนึ่งในบริษัทชั้นนำแห่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ก็อทเลอร์ทำหน้าที่สรรหางานเขียนชั้นดีเพื่อนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ และภาพยนตร์โทรทัศน์ ซึ่งทำให้มีโอกาสได้ร่วมงานกับนักประพันธ์ชื่อดังมากมาย อาทิ เจมส์ เอลรอย, ไมเคิล คอนเนลลี, ริชาร์ด รุสโซ, แฟรงค์ แมคคอร์ท, เจมส์ ลี เบิร์ก และโจเซฟ วอมบัก

ฟลอเรียน บอลเฮาส์  (ผู้กำกับภาพ)
              ลูกชายของไมเคิล บอลเฮาส์ ผู้กำกับภาพชื่อดัง ฟลอเรียนเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ช่วยตากล้อง ในภาพยนตร์ชั้นเยี่ยมอย่าง After Hours (1985), Broadcast News (1987), The Last Temptation of Christ (1988), Working Girl (1988), The Fabulous Baker Boys (1989), Postcards from the Edge (1990), Goodfellas (1990), Dracula (1992), Quiz Show (1994), Godzilla (1998), Gangs of New York (2002) ก่อนจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้กำกับภาพมือหนึ่งในผลงานซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอย่าง Flightplan (2005) ตามด้วย The Devil Wears Prada (2006), Definitely, Maybe (2008), Marley & Me (2008), The Time Traveler’s Wife (2009), Did You Hear About the Morgans? (2009) และ Red (2010)
 
สจ๊วร์ต เวิร์ทเซล  (ผู้ออกแบบงานสร้าง)
              เวิร์ทเซลได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาผู้ออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยมประจำปี 1986 จาก Hannah and Her Sisters ที่กำกับโดย วูดี้ อัลเลน และเขายังเป็นส่วนหนึ่งในทีมผู้ชนะรางวัล Art Directors Guild สองครั้ง จากผลงานโทรทัศน์เรื่อง Angels in America (2003) และ Empire Falls (2005) รวมทั้งการเข้าชิงรางวัลเอ็มมี อีก 3 ครั้ง และพิชิตไปได้จาก Angels in America ผลงานชั้นเยี่ยมเรื่องอื่นของเขา ได้แก่ The Purple Rose of Cairo (1985), The House on Carroll Street (1988), 3 Men and a Little Lady (1990), Mermaids (1990), The Mambo Kings (1992), The Ghost and the Darkness (1996), Jungle 2 Jungle (1997), Stepmom (1998), Charlotte’s Web (2006), Enchanted (2007), What Happens in Vegas (2008), Marley & Me (2008) และ Letters to Juliet (2010)
 
บรูซ กรีน  (ผู้ลำดับภาพ)
              เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้ลำดับภาพในภาพยนตร์ผจญภัยอมตะ Raiders of the Lost Ark (1981) และ Indiana Jones and the Temple of Doom (1984) ก่อนจะก้าวมาเป็นผู้ลำดับภาพเต็มตัวใน Friday the 13th: A New Beginning (1985) ตามด้วยผลงานโด่งดังอีกมากมาย อาทิ The Vanishing (1993), Cool Runnings (1993), While You Were Sleeping (1995), Phenomenon (1996), The Other Sister (1999), Runaway Bride (1999), Big Momma’s House (2000), The Princess Diaries (2001), Freaky Friday (2003), Raising Helen (2004), Just Like Heaven (2005), Ghosts of Girlfriends Past (2009) และ Valentine’s Day (2010)   

โจนาธาน ฟิลลีย์  (ผู้ร่วมอำนวยการสร้าง)
ฟิลลีย์เป็นผู้จัดการเรื่องโลเคชั่นการถ่ายทำในภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง Tootsie (1982), The Purple Rose of Cairo (1985), New York Stories (1989), Crimes and Misdemeanors (1989) และ Regarding Henry (1991) ต่อมาเขาเลื่อนขึ้นไปเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิต และร่วมอำนวยการสร้าง ที่มีผลงานอย่าง Guarding Tess (1994), Big Night (1996), The Devil’s Own (1997), The Impostors (1998), The Siege (1998), Bad Company (2002), Elf (2003), War of the Worlds (2005), Inside Man (2006), American Gangster (2007), Sex and the City (2008) และ Bride Wars (2009)

โรลฟี เคนท์  (ผู้แต่งดนตรีประกอบ)
นักแต่งเพลงชาวอังกฤษผู้สร้างสรรค์ผลงานในภาพยนตร์เรื่องดังเป็นจำนวนมากกว่า 50 เรื่อง อาทิ Nurse Betty (2000), Someone Like You (2001), Legally Blonde (2001), 40 Days and 40 Nights (2002), About Schmidt (2002), Freaky Friday (2003), Mean Girls (2004), Sideways (2004), The Matador (2005), Thank You for Smoking (2005), Just Like Heaven (2005), Reign Over Me (2007), The Hunting Party (2007), The Lucky Ones (2008), 17 Again (2009), Up in the Air (2009), The Men Who Stare at Goats (2009) และ Charlie St. Cloud (2010)


มารู้จักเหล่าเพนกวินกันหน่อย
กัปตัน - มีชื่อตามแบบกัปตันคุ๊ก นักสำรวจชื่อก้อง แต่ความจริงกัปตันเป็นเพศเมีย เธอมีนิสัยเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ อีกทั้งยังมีทักษะโดดเด่นหลายอย่าง เช่น เข้าห้องน้ำเป็น, เต้นรำเก่ง (ฮิพฮอพคือแนวโปรดล่าสุด) และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสะกดรอย

เลิฟลี - น่ารักสมชื่อ เลิฟลีเป็นที่ต้องตาต้องใจของบรรดาเพนกวินสาวๆ ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์อย่างอแมนดา อดีตภรรยาของพ็อพเพอร์ ก็ยังอดหลงเสน่ห์เขาไม่ได้ สิ่งที่เลิฟลีภาคภูมิใจที่สุดคือการที่เขาได้เป็นคุณพ่อลูกสาม

เลาดี้ - น่าจะเดาได้จากชื่อ เลาดีชอบส่งเสียงดัง และดังกว่าใครๆ ทั้งหมด นอกจากนี้ เธอยังเป็นนักกีฬาตัวฉกาจ กีฬาที่โปรดปรานที่สุดคืออเมริกันฟุตบอล สมแล้วกับที่เธอเกิดมาเพื่อลื่นและสไลด์

ไบท์ตี้ - อาวุธของไบท์ตีคือฟัน ที่เธอมักใช้งับขาของคนที่ไม่น่าไว้ใจ โดยเฉพาะขาของพ็อพเพอร์นั่นเอง แต่เมื่อไบท์ตีเป็นเพื่อนกับพ็อพเพอร์แล้ว ใครที่คิดมาแกล้งเขาก็จงระวังตัวไว้ เพราะต้องโดนเธอกัดแน่ๆ ดาราคนโปรดของไบท์ตีคือชาร์ลี แชปลิน และอาหารจานเด็ดของเธอคือปลาซาร์ดีนรสฉ่ำ

นิมร็อด - ถ้าคุณชอบเพนกวินหน้าตาดี รักอิสระ และงุ่มง่ามล่ะก็ คุณต้องชอบนิมร็อด ไม่มีกำแพงไหนที่เขาไม่เคยพุ่งชน (จนบางคนบอกว่าน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น “แครช” ดีกว่า) ถ้าวันไหนว่าง ไม่ชนกำแพง เขาจะสนุกกับการยึดครองโซฟาของพ็อพเพอร์ กดรีโมทดูทีวีช่องโปรด และแหวกว่ายอยู่ในห้องน้ำ

สติงกี้ - นักปล่อยแก๊สตัวยง เมื่อได้ยินเสียงดังจากสติงกี้ เสียงนั่นไม่ได้ออกมาจากปากเขาแน่ เขามีวิญญาณของนักผจญภัย และซื่อสัตย์ต่อเพื่อนมาก รวมถึงเพื่อนมนุษย์อย่างพ็อพเพอร์ด้วย คุณไว้ใจสติงกี้ได้เสมอ แต่ทางที่ดีอย่าเข้าใกล้เขาเลย ตอนที่เขาเพิ่งกินอิ่ม