ภาพยนตร์ > ข่าวภาพยนตร์

ภาพยนตร์เรื่อง The Melody รักทำนองนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2555

(1/9) > >>

Google:
“แดน วรเวช” ควงคู่ “ฉัตร ปริยฉัตร” ร่วมเปิดกล้องบวงสรวง “The Melody” โดยมี “โอ๋ จาตุศม” ลูกสาวเสี่ยเจียงเป็นโปรดิวซ์ใหญ่



          ได้ฤกษ์ดีต้อนรับคริสมาสอีฟ ค่ายใบโพธิ์ หรือ บริษัท สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ร่วมกับ บริษัทยักษ์คู่สตูดิโอจำกัด จัดงานเปิดกล้องบวงสรวงภาพยนตร์เรื่องล่าสุด “The Melody” ที่ได้พระเอกหนุ่มคมเข้ม อย่าง “แดน” วรเวช ดานุวงศ์ และ “ฉัตร” ปริยฉัตร ลิ้มธรรมหิศร นางเอกสาวสวยขาวหมวย ที่งานนี้ควงคู่กันมาบวงสรวงเปิดกล้องภาพยนตร์รักโรแมนติก เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา ณ.หมู่บ้านกลางเมืองย่าน พระรามเก้า-ลาดพร้าวตั้งแต่เช้าตรู่ พร้อมกับผู้กำกับใหม่แกะกล่องอย่าง “ทศพล ศรีสุคนธรัตน์” โดยมีโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่มาแรงอย่าง โอ๋ หรือ จาตุศม เตชะรัตนประเสริฐ ลูกสาวคนกลางสุดรักสุดหวงของ “เสี่ยเจียง” สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

          และถึงแม้ว่าแดดจะแรงไปหน่อยสำหรับเช้าๆ ในฤดูหนาว แต่น้องฉัตรและนักร้องเจ้าของลักยิ้มสุดเก๋อย่างแดนก็ไม่หวั่น ยืนทำพิธีอย่างตั้งใจสมกับที่ทุ่มเทการแสดงในครั้งนี้อย่างเต็มเปี่ยม เพราะต้องพลิกคาแรกเตอร์จากหนุ่มเจ้าสำราญมารับบทที่นิ่งมาก แต่ที่เห็นยิ้มแก้มไม่หุบเห็นจะเป็นทางด้านผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ที่ร่วมกันปั้นภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างเต็มที่ และในที่สุดก็ได้ฤกษ์บวงสรวงหลังจากที่เปิดกล้องเก็บบรรยากาศความสวยงามที่แม่ฮ่องสอนกันมาแล้วนิดหน่อยก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้กำกับได้ให้สัมภาษณ์ว่า

          “จริงๆ เรื่องนี้เรามีถ่ายไปบ้างแล้วในบรรยากาศหน้าหนาว แต่ไม่เยอะมากประมาณแค่ 10 เปอร์เซ็นเอง แต่ที่เรามาจัดงานในวันนี้เพราะได้ฤกษ์งามยามดีเราจึงอยากทำพิธีบวงสรวงอย่างเป็นทางการขึ้น ก่อนที่เราจะเดินหน้าถ่ายทำกันต่อไปอย่างเต็มที่ เพราะด้วยคิวของแดนและคิวของน้องฉัตรเองก็ค่อนข้างแน่น รวมทั้งฤดูกาลหรือบรรยากาศที่เราอยากได้มันค่อนข้างเป็นในช่วงฤดูนี้ เราพิถีพิถันเป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้ตามบรรยากาศที่ผมและคุณโอ๋ โปรดิวเซอร์ได้มองเอาไว้ นั่นคือ มีทั้งความโรแมนติก และอบอุ่น รวมทั้งแดนและฉัตรเองทุ่มเทมาก เขามีเวลาหรือว่ามีโอกาสก็จะทำความเข้าใจกับบทตลอด อย่างวันนี้จริงๆ แดน ก็ติดคิวอื่นเหมือนกัน แต่เขาพร้อมเสมอ บอกหนังเราพร้อมบวงสรวงแล้วลุยกันเลย เราก็เลยอืมมม ดีจัง แดนกับฉัตรเค้าเป็นคนที่โอเคมาก พร้อมเสมอวันนี้ผมเลยรู้สึกดีใจมากครับถือว่าวันนี้เป็นการเตรียมพร้อมของทุกคนที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกันอย่างเป็นทางการทุกคนรับรู้ ก็ขอฝากด้วยนะครับ”

FB:
Clip เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง THE MELODY

          เพลง The Melody
          ขับร้อง: วรเวช ดานุวงศ์
          คำร้อง/ทำนอง/เรียบเรียง: ตรัย ภูมิ รัตน

จริงหรือเปล่า ที่ใครเขาบอก ว่าคนรักกัน ต้องอยู่ด้วยกันเรื่อยไป จริงแค่ไหน ว่าความเหินห่าง จืดจางรักได้ แต่ฉันไม่เชื่ออย่างนั้น

*โอ้ความรักช่างสวยงาม ปล่อยไปตามที่เชื่อใจเผื่อเอาไว้คิดถึง คงซึ้งในความหมายเราจะได้รู้ว่าใจของเรา รักกันมากเท่าไหร่

**เราอาจไม่เจอกัน ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้จูงมือไปกับเธอจนถึงฝันไม่ได้สัมผัส พูดว่ารักกัน แต่รู้ไว้ฉันรักเธอเสมอไม่ว่าเมื่อไหร่ จะเป็นกำลังใจ ต่อให้จากนี้เรานั้นอาจไม่ได้เจออยากให้เธอเชื่อว่าความรู้สึกที่ฉันมีให้เธอ จะไม่เปลี่ยนไปเลย ฉันรักเธอ มากมายเหลือเกิน สุขใจเหลือเกิน เมื่อเราอยู่ใกล้กันคืนและวัน ความรักที่มี คงไม่ไหวหวั่น คงไม่มีวันเปลี่ยนไป

*โอ้ความรักนั้นสวยงาม ปล่อยไปตามที่เชื่อใจเผื่อเอาไว้คิดถึง คงซึ้งในความหมายเราจะได้รู้ว่าใจของเรา รักกันมากเท่าไหร่

**เราอาจไม่เจอกัน ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้จูงมือไปกับเธอจนถึงฝันไม่ได้สัมผัส พูดว่ารักกัน แต่รู้ไว้ฉันรักเธอเสมอไม่ว่าเมื่อไหร่ จะเป็นกำลังใจ ต่อให้จากนี้เรานั้นอาจไม่ได้เจอไม่ว่านานเท่าไร โปรดจงรู้ไว้เสมอ ใจชั้นเป็นของเธอ ยังรักเธอเสมอ จะไม่เปลี่ยนไปเลย…แม้เราต้องจากกัน

http://www.youtube.com/watch?v=e5qTvjdws_Q

FB:
“แดน” พลิกคาแรกเตอร์ ทั้งวีนสุดขั้ว และหวานสุดโต่ง ในภ. The Melody รักทำนองนี้



          เห็นพระเอกหนุ่มเจ้าของลักยิ้มทรงเสน่ห์เล่นบทคอเมดี้มาหลายเรื่องแล้ว สำหรับ “แดน วรเวช ดานุวงศ์” มาคราวนี้ได้เวลาเปลี่ยนคาแรกเตอร์มาเป็นหนุ่มนักดนตรีมาดขรึมขี้วีน ที่แสนจะหยิ่งยโสกับบทบาทล่าสุดในภาพยนตร์โรแมนติก-ดราม่า เรื่องใหม่ “The Melody รักทำนองนี้” ของค่าย สหมงคลฟิล์มฯ ซึ่งครั้งนี้ได้หนุ่ม “แดน วรเวช ดานุวงศ์” (รับบทเป็นวิน) และนางเอกสาวหน้าใสอย่าง “ฉัตร ปริยฉัตร ลิ้มธรรมมหิศร” (รับบทเป็นหมอก) มาประกบคู่กันครั้งแรกในเรื่องราวความรักของ “วิน-หมอก” 2 นักดนตรีที่มีความสามารถ วินนักร้องและนักแต่งเพลงยอดนิยมผู้มีความมั่นใจในตัวเองสูง กำลังเข้าสู่ช่วงขาลงแบบสุดสุด ความเปลี่ยนแปลงที่ยากจะยอมรับทำให้วินหนีไปซ่อนตัวที่แม่ฮ่องสอน เมืองเล็กๆบนภูเขาสูง ที่ที่ทำให้เขาบังเอิญพบกับ หมอก นักเปียโนฝีมือดี สาวจอมตื๊อที่มักชอบบังคับให้เขาทำในสิ่งที่เกลียดอยู่เสมอ และแล้วเธอก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาโดยไม่รู้ตัว ความใกล้ชิดและดนตรีทำให้วินได้เรียนรู้ว่า ทำนองเพลงที่บรรเลงได้ไพเราะที่เขาค้นหามาตลอดชั่วชีวิต คือเสียงหัวใจของผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าของเขานี่เอง แต่กว่าวินจะรู้ตัว โชคชะตาก็นำพาอุปสรรคสำคัญเข้ามา สิ่งที่จะทำให้วินและหมอกเรียนรู้ที่จะเป็นแรงบันดาลใจของกันและกัน บททดสอบที่จะทำให้คู่รักทุกคู่รู้จักไขว่คว้าความสุข แม้ว่าจะอยู่ในมุมมืดมิดของความทุกข์ที่กำลังก่อตัวขึ้นมา เพลงที่เธอแต่งทำนอง และเขาช่วยแต่งคำร้องที่บริสุทธิ์ที่สุดที่บทเพลงทั้งหมดเคยบรรเลงมา

          ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการแสดงของแดน วรเวช ที่ต้องมารับบทที่เรียกว่าพลิกแบบไม่เหลือคราบเดิมทั้งฉุนเฉียวสุดๆ และหวานแบบสุดๆ ในเรื่องเดียว แตกต่างจากตัวจริงที่เป็นหนุ่มอารมณ์ดี โรแมนติก บทเจ้าอารมณ์ขี้หงุดหงิดก็เลยถือว่าเป็นบทบาทที่ใหม่แหวกแนว แต่นอกจากบทเจ้าอารมณ์ที่ว่าต้องปรับตัวกันใหม่แล้ว บทสวีทหวานก็เป็นอีกแนวนึงที่เรียกเหงื่อจากหนุ่มแดนได้ไม่น้อยเหมือนกัน
         
          “ (แดน วรเวช) เป็นครั้งแรกในเลยครับสำหรับการมาเล่นบทที่ไม่เหมือนตัวเอง มันยากดีครับเพราะว่ามันต้องมีอาการเหวี่ยงวีน ต้องขมวดคิ้วอยู่ตลอดเวลา ในเรื่องนี้ผมเล่นเป็นคนที่เห็นอะไรก็ขัดหูขัดตาไม่พอใจไปหมด เห็นเด็กก็ไม่ชอบ เห็นนั่นนี่ก็ไม่พอใจ แล้วชีวิตมันจะมีความสุขได้ยังไงครับ แต่แตกต่างจากตัวเราจริงๆ เลย ผมเป็นคนค่อนข้างมองโลกในแง่บวก ชอบเล่นกับเด็กตลกดี มาเล่นเรื่องนี้ทุกอย่างแทบจะแตกต่างจากตัวผมโดยสิ้นเชิง ช่วงแรกๆ ที่เข้าฉากพี่โอ๊คผู้กำกับต้องคอยบอกว่า “เฮ้ยแดน เอาคาแรกเตอร์ตัวเองออกมาน้อยๆ หน่อย” คือบางทีผมก็ตั้งใจมาขรึมนะวันนี้ หน้าผมอาจจะดูตลกไปหน่อย หรือไม่คนก็ยังจำภาพแต่ผมเล่นทะเล้นอยู่ ช่วงแรกก็ทำการบ้านหนักพอสมควรครับ

          หลักๆ เลยคงเป็นเรื่องของการสงบสติอารมณ์ครับ ต้องพยายามอย่าอารมณ์ดีมาก ก่อนจะเข้าฉากต้องพยายามนึกก่อนว่า ตัววินเขาไม่ชอบสิ่งนี้นะ เราต้องอารมณ์เสีย เราต้องวีนอะไรอย่างนี้ ก่อนผู้กำกับจะสั่งแอคชั่นมันต้องคิดให้ได้ก่อน เพราะโดยปรกติเวลาผมไปเล่นละครทีวี ผมก็จะไม่ค่อยได้ตั้งสติเท่าไหร่ จะปล่อยให้อารมณ์ไหลไปตามเรื่องเรื่อยๆ แต่พอมาเล่นเรื่องนี้ต้องคุมคาแรกเตอร์ให้อยู่ในเนื้อเรื่องให้ได้ครับ ส่วนบทที่ต้องเล่นกับนางเอกเข้าฉากที่อยู่กันสองคนแบบมีความสุขก็มีเยอะครับ เรื่องเขินอายไม่ค่อยมีหรอกครับเพราะเราก็ทำไปตามบทบาทการแสดง แต่มีบางทีก็ทำเอาเหงื่อแตกได้เหมือนกัน มันไม่ใช่อะไรหรอกครับคือมันยิ้มกันจนเหงือกแห้ง บางทีก็มีแบบยิ้มไม่ออกแล้วเมื่อยแก้มแล้ว แต่ต้องเกร็งยิ้มไว้จนกว่าผู้กำกับจะสั่งคัทกลัวว่าเดี๋ยวยิ้มมากลักยิ้มจะทำเอาเล่นติดทะเล้นอีก ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันทั้ง 2 แบบเลยครับ”

FB:
Movie: The Melody – รักทำนองนี้



 
    
          เพลงรักนับล้านที่มีมากมายอยู่บนโลก
          แต่มีแค่เพลงเดียวที่มันเป็นของเราสองคน

          กำหนดฉาย 14 กุมภาพันธ์ 2555
          ประเภท รัก-ชีวิต (Romantic-Drama)
          นำแสดงโดย แดน-วรเวช ดานุวงศ์, ฉัตร-ปริยฉัตร ลิ้มธรรมมหิศร,
          ด.ญ. ชินารดี อนุพงษ์ภิชาติ, วาสนา สิทธิเวช
          ดำเนินงานสร้าง บริษัทยักษ์คู่สตูดิโอจำกัด
          บทภาพยนตร์ ทศพล ศรีสุคนธรัตน์,มนชยา พานิชสาส์น,วรลักษณ์ กล้าสุคนธ์
          เพลงประกอบภาพยนตร์โดย แดน-วรเวช ดานุวงศ์, บอย-ตรัย ภูมิรัตน
          ดนตรีประกอบ กฤษณะศักดิ์ กันตธรรมวงศ์
          ผู้กำกับภาพยนตร์ ทศพล ศรีสุคนธรัตน์
          ผู้ควบคุมการผลิต จาตุศม เตชะรัตนประเสริฐ
          ผู้อำนวยการสร้าง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ
          กำกับศิลป์ อนิรุตร์ จิตร์สมนึก
          กำกับภาพ สิทธิพงษ์ กองทอง
          ลำดับภาพ รัชพันธุ์ พิศุทธิ์สินธพ, ทวีลาภ เอกธรรมกิจ,มานุสส วรสิงห์
          บันทึกเสียง กันตนา
          ฟิล์มแล็ป กันตนา
          ออกแบบเครื่องแต่งกาย กรกนก สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
          แต่งหน้า-ทำผม พัชริกา บัวรุ่ง, ศุภชัย สิงห์น้อย
          บริษัทจัดจำหน่าย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล

          เรื่องย่อ

          เมื่อดนตรีนำพาทั้งคู่ให้เจอกัน ...
          เนื้อเพลงและความหมายที่มีอยู่ต่อจากนี้...
          เต็มไปด้วยความรู้สึกและความรัก...ที่มีอยู่จริง
 
          เมื่อเส้นทางชีวิตของ วิน (แดน-วรเวช ดานุวงศ์) นักร้องและนักแต่งเพลงยอดนิยมผู้มีความมั่นใจในตัวเองสูง กำลังเข้าสู่ช่วงขาลงแบบสุดสุด ความเปลี่ยนแปลงที่ยากจะยอมรับทำให้วินหนีไปซ่อนตัวที่แม่ฮ่องสอน เมืองเล็กๆบนภูสูง ที่ที่ทำให้เขาบังเอิญพบกับ หมอก (ฉัตร-ปริยฉัตร ลิ้มธรรมมหิศร) นักเปียโนฝีมือดี สาวจอมตื๊อที่มักชอบบังคับให้เขาทำในสิ่งที่เกลียดอยู่เสมอ และแล้วเธอก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาโดยไม่รู้ตัว ความใกล้ชิดและดนตรีทำให้วินได้เรียนรู้ว่า ทำนองเพลงที่บรรเลงได้ไพเราะที่เขาค้นหามาตลอดชั่วชีวิตคือเสียงหัวใจของผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าของเขานี่เอง แต่กว่าวินจะรู้ตัว โชคชะตาก็นำพาอุปสรรคสำคัญเข้ามา สิ่งที่จะทำให้วินและหมอกเรียนรู้ที่จะเป็นแรงบันดาลใจของกันและกัน บททดสอบที่จะทำให้คู่รักทุกคู่รู้จักไคว่คว้าความสุข แม้ว่าจะอยู่ในมุมมืดมิดของความทุกข์ที่กำลังก่อตัวขึ้นมา เพลงที่เธอแต่งทำนองและเขาช่วยแต่งคำร้องที่บริสุทธิ์ที่สุดที่บทเพลงทั้งหมดเคยบรรเลงมา

          ร่วมซึ้งไปกับบรรยากาศสุดโรแมนติกในเมืองแห่งสายหมอก กับบทเพลงอันไพเราะด้วยฝีมือการแต่งเพลงจากนักแสดงนำ แดน วรเวช และนักร้องเสียงอบอุ่นอย่าง บอย ตรัย ที่จะมาเปลี่ยนแปลงฤดูหนาวของใครหลายคน กลายเป็นฤดูที่หัวใจเต้นเป็นทำนองใหม่ที่อบอุ่นที่สุด

FB:
ตัวโน๊ตที่เคลื่อนไหวได้จริงบนแผ่นฟิล์ม
 
          จากมุมมองความรักที่ลึกซึ้งของผู้ชายคนนึงที่ชื่อว่า “ทศพล ศรีสุคนธรัตน์” ผู้ซึ่งคลุกคลีอยู่กับวงการโทรทัศน์โดยเน้นความรักของชายและหญิง และทัศนะอันอบอุ่นบวกกับประสบการณ์ความรักที่น่าประทับใจของตนเองและคนรอบข้าง และความสามารถทางการโปรดิวซ์ของ “ จาตุศม เตชะรัตนประเสริฐ” นักทำงานรุ่นใหม่ผู้ปลุกปั้นภาพยนตร์คุณภาพมาโดยตลอด มาเรียงร้อยเป็นบทภาพยนตร์โรแมนติก-ดราม่า ที่พูดถึงวัยหนุ่มสาวผู้ซึ่งค้นหาตนเอง ค้นหาเป้าหมายในชีวิตและความรัก ซึ่งเนื้อหาของเรื่องไม่ได้พูดถึงความรักที่ฉาบฉวยหรือความรักตามกระแสวัยรุ่น แต่เป็นความรักที่เกิดจากการเรียนรู้ เกิดจากการรู้จักที่จะแบ่งปันให้กับผู้อื่น ความรักที่อาจจะดำเนินไปแค่ช่วงเวลาหนึ่งแต่เต็มไปด้วยเป้าหมาย ข้อคิด จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ทำให้ความรักเกิดการแตกแขนงออกไปหาคนรอบข้างพร้อมที่จะหยิบยื่นให้กับทุกๆ คน และแน่นอนก่อให้เกิดความรักของชายหญิงอันลึกซึ้งขึ้นในใจ เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าอะไรก็พรากความรู้สึกนั้นออกไปจากใจของเขาและเธอไม่ได้
          “ (ผู้กำกับ) ผมเอามาจากประสบการณ์ความรักทั้งด้านดีและไม่ดีที่ผมเคยเจอมา และเราก็ย้อนนึกกลับไปว่า คงจะดีถ้ามีความรักสักครั้งที่ทำให้เราคิดถึงมันไว้ได้ตลอดไป เป็นแรงผลักดันในชีวิตที่ทำให้เราสามารถจะลุกขึ้นมาทำอะไรได้อีกมากมาย
          แล้ววันนึงมานั่งฟังเพลงอยากส่งความรักของโต๋ “อยากส่งความรัก ผ่านเพลงนี้ ให้เธอคนที่แสนดีให้รู้ทุกๆ วันที่ฉันมี เป็นได้เพราะเธอ ไม่ใช่เพราะใคร” ท่อนนี้เลย เราฟังท่อนนี้แล้วเออ ถ้าหากมีใครสักคนมาร้องเพลงนี้ให้เราฟังว่าทุกสิ่งที่เขาประสบความสำเร็จได้ก็เพราะความรักของเราที่มอบให้ มันคงเป็นความรู้สึกที่ดีมาก มันคือเจ๋งมากมันแสดงว่าความรู้สึกของเรามันมีค่ามาก ผมเลยมาคิดกันว่าจะทำยังไงดีที่จะทำให้คนมีความรู้สึกแบบนี้ ก็มานั่งคิดว่าคนส่วนมากเวลาคบกันเป็นแฟนมันก็เป็นช่วงเวลาที่ดี แต่พอเวลาเลิกกันแบบว่าไม่ไปได้ไหมจะต้องตีโพยตีพายทำร้ายตัวเองด่าโน่นด่านี่แล้วความรักมันก็พังทลายลง ทุกอย่างมันคือแง่ลบไปหมด
          ผมก็มามองว่า เออ...ถ้างั้นก็เอาความรักมาเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิตกันดีกว่า เพื่อวันนึงที่เขารู้ขึ้นมาทุกวันนี้ที่เราประสบความสำเร็จได้เพราะความรักที่เขาเคยมีให้เรา เขาจะรู้สึกดีกับเรานั่นคือที่มาของหนัง
          อีกเหตุผลนึงคือตัวผมเองอยากเล่นเปียโน เป็นคนชอบเปียโนมาก อยากเรียนเปียโนมาตั้งแต่เด็กแต่ไม่มีสตางค์ ชอบบีโธเฟน ชอบโมสาร์ท ชอบฟังแต่ไม่มีปัญญาเล่น เวลาเห็นคนเล่นจะชอบมาก ผู้หญิงในฝันก็ต้องเล่นเปียโนเป็น คือฝันเอาไว้อย่างนี้มาตลอด พอเราคิดแล้วเรารู้สึกว่าเปียโนเป็นดนตรีที่มันมีเสียงเยอะมาก มันถ่ายทอดความรู้สึกได้หลากหลาย เราก็เลยคิดว่าเราจะทำยังไงดี ในเมื่อเราชอบเปียโน เราก็อยากให้ทั้งพระเอกและนางเอกเป็นนักเปียโน มันเป็นแบบนี้ได้หรือเปล่า แต่จะทำยังไงให้นักเปียโน 2 คนนี้ที่จะมาเล่นเป็นพระนางเนี่ย มีอะไรที่มันแตกต่างกัน”
          และแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์สมบูรณ์แบบคือนักแสดงที่มีความพร้อม สามารถตอบโจทย์ของผู้กำกับได้อย่างแม่นยำ รวมถึงความสามารถที่ตรงใจกับผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในด้านดนตรีและด้านการแสดงอย่าง แดน วรเวช ดานุวงศ์ และ ปริยฉัตร ลิ้มธรรมมหิศร 2 นักแสงนำวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นของการมีความรักในรูปแบบทีต้องการความมั่นคงในชีวิตเหมือนอย่างในภาพยนตร์ที่ต้องการนำเสนอ
          “ (แดน วรเวช) เหตุผลหลักๆ ในการเลือกเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้คือ เดอะเมโลดี้เป็นภาพยนตร์โรแมนติก-ดราม่าที่มีเรื่องราวความรักดีๆ สอดแทรกตลอดทั้งเรื่อง ผมเชื่อว่าพอภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกฉายให้คนไทยได้ดู มันน่าจะทำให้เรารู้สึกได้ว่า เราควรจะมีส่วนได้ช่วยเหลือกัน เผื่อแผ่กัน แบ่งปันความรักให้กันและกัน เพราะเนื้อเรื่องนี้เขาอยากจะถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมาให้คนได้รู้สึกกัน พี่โอ๊คไม่ได้เคยบอกผมว่าทำไมเรื่องนี้ต้องเป็นผมอย่างโจ่งแจ้ง พอผมอ่านบทเสร็จผมก็ตอบตกลง จนมาวันนึงได้นั่งคุยกันระหว่างรอจะถ่ายทำ ผมถามผู้กำกับว่ารู้ไหมทำไมผมถึงมาเล่นหนังเรื่องนี้ พี่โอ๊คเงียบไปและบอกไม่รู้แต่หน้าตาอยากรู้มาก (หัวเราะ) ผมบอกว่า”พี่น่ะเหมือนผม อยากทำอะไรแล้วต้องทำ พี่รู้จักหนังพี่ดีเพราะพี่อยู่กับมันตลอด ผมไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นยังไงแต่ผมจะเล่นเรื่องนี้”
          “ (ปริยฉัตร) ตอนไปแคสติ้งหนังเรื่องนี้ นอกจากบทที่ผู้กำกับจะให้ลองทำดูแล้ว พี่โอ๊คถามก่อนเลยค่ะว่าเล่นเปียโนได้ไหม ฉัตรก็บอกว่าเล่นได้ พี่เขาก็บอกว่าดีเลยเพราะพี่ต้องการให้นางเอกเล่นเปียโนได้จริงๆ ไม่หลอกคนดูทั้งพระเอกและนางเอกที่ได้มาเล่นเรื่องนี้ต้องมีความสามารถด้านดนตรีจริงๆ อย่างพี่แดนไม่ต้องพูดถึงเขาคือศิลปินจริงอย่างที่ในคาแรกเตอร์เป็น
          อีกอย่างที่ฉัตรได้จากการมาเล่นเรื่องนี้คือ เรื่องความรู้สึกกับคำว่ารักนี่แหละค่ะ คือจากบทแล้วความรักแบบที่วินและหมอกมีให้กัน มันไม่ใช่ความรักแบบรุ่นพี่รักรุ่นน้อง หรือแอบจีบกันในวัยเรียน แต่มันมีความหมายอีกมุมนึงในวัยที่มากกว่านั้น มันเป็นความรักที่รู้จักที่จะแบ่งปัน รู้จักที่ใช้มัน มันเป็นความรักที่เกิดจากการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลง การปรับตัวของคนนึงให้เข้ากับอีกคนนึงโดยไม่รู้ตัว มันไม่ใช่การฝืนทำหรือฝืนความรู้สึกอะไร ทั้งวินและหมอกใช้เวลา ใช้ความรู้สึก บางอย่างที่มันแสดงออกมาไม่ได้แต่มันกลับรู้สึกได้ มันทำให้ฉัตรรู้สึกว่าความรักมันมีอีกรูปแบบนึงที่มันสำคัญมากกว่ารักแรกพบ หรืออะไรที่ฉาบฉวย ฉัตรว่าวัยรุ่น หรือวัยทำงาน หรือคนที่กำลังจะเริ่มต้นมีความรักกับใครสักคน น่าจะได้ข้อคิด หรือการมองความรักในมุมแบบนี้ดูบ้าง จะทำให้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมีความหมายมากขึ้น และมันก็สวยงามดีทีเดียว”

บรรยากาศโรแมนติกที่สุดในสายหมอก
 
          เดอะเมโลดี้เป็นภาพยนตร์ที่ใช้เวลาในการเขียนบทอย่างเดียวยาวนานกว่า 2 ปี และหาข้อมูลจากสถานที่ถ่ายทำมากกว่า 1 ปี ผู้กำกับ ทศพล ศรีสุคนธรัตน์ และทีมงานต้องเดินทางไปยังเหนือสุดของไทยเพื่อค้นหาโลเกชั่นที่สวยประทับใจ และช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับฉากโรแมนติกมากมายที่ปรากฎในภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งดอกบัวตอง (ดอยแม่อูคอ), โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง), วัดจองคำอันงดงามที่สร้างมากว่า 200 ปี จ.แม่ฮ่องสอน, อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จ.เชียงใหม่ ฯลฯ โดยสถานที่ถ่ายทำเหล่านี้มีความเป็นธรรมชาติ วิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์มากมายที่น่าสัมผัส รวมไปถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศที่บางครั้งก็เป็นอุปสรรคของการถ่ายทำเพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์แบบ
          “ (ผู้กำกับ) ผมชอบจังหวัดแม่ฮ่องสอน กว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์เราถ่ายทำที่นี่ ฤดูหนาวที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมันสวยจริงๆ มันสวยจนหลงไหลมันมีเอกลักษณ์ของมัน ใครอยากแต่งตัวแบบไหนก็ได้ ทำตัวแบบไหนก็ได้ มันไม่เหมือนปายหรือเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอนมันค่อนข้างจะมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมเก่าๆ ความรู้สึกอบอุ่นมากกว่า ก็เลยเลือกจังหวัดนี้ ผมเดินทางขึ้นไปจังหวัดแม่ฮ่องสอนมาทั้งหมด 13 ครั้ง ไปตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 51 ครั้งสุดท้ายก่อนถ่ายก็คือเดือนตุลาคมปี 53 ประมาณ 2 ปีกว่า
          จริงๆ พล๊อตเรื่องทั้งหมดเสร็จหมดแล้ว แต่ไปเพื่อซึมซับกับบรรยากาศ ในหัวเรามันมีทุกอย่าง เรารู้เรื่องของเราเราเขียนเรื่องไว้หมดแล้ว แต่เราต้องไปหาโพซิชั่นของการที่จะวางเรื่องราว ต้องหาโลเกชั่น ในหัวมีอยู่แล้วว่าเราจะเลือกอะไร เรามีทุ่งบัวตองนะ วัดจองคำ เราเลือกไว้แล้ว แต่ก็มีบางส่วนที่เรายังไม่รู้ ก็ต้องไปตระเวนเลือกที่ไปเรื่อยมีรุ่นพี่พาไป ก็ไปเจอที่ๆ เราชอบเพิ่มขึ้น ไปทุกครั้งก็จะไปซึมซับ ไปครั้งละ 5-7 วัน ขึ้นรถทัวร์ไปเองเลยประเมินดูว่าถ้าเราพยายามที่จะไปร่วมกับคนอื่นด้วย เดินทางประมาณ 15 ชม. ทรมานเหมือนกันนะ ไปแล้วก็ลองไปนอนที่ต่างๆ ไปลองนอนที่ดอยแม่อูคอ(ทุ่งดอกบัวตอง) ดูสิจะนอนได้ไหม ประทับใจมากเห็นดาวทุกดวงบนท้องฟ้าเราก็แบบต้องที่นี่แหละ เพีงแต่จะเป็นกลางวันหรือกลางคืน เราก็ตะเวนหาไปทุกที่จนได้โลเกชั่นครบ แล้วทิ้งให้ตกผลึกกับเรื่องราวของมัน เรียกว่าเราคัดสรรสุดๆ สำหรับทุกโลเกชั่นไม่ใช่แค่สวยตามสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เราอยากได้ที่ที่โรแมนติกที่สุด ที่ๆ เหมาะกับเนื้อเรื่องของเรา ที่ๆ คนเห็นแล้วต้องเกิดความประทับใจ อยากไป อยากสัมผัส อยากจูงมือใครสักคนไปยังสถานที่แห่งนั้น นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกแม่ฮ่องสอน
          แล้วในแต่ละที่ๆ เราไปไม่ใช่ว่าทุกอย่างราบรื่น มันเมืองหมอก หมอกก็เป็นอุปสรรค ความหนาวเย็นก็เป็นอุปสรรค เราไปในที่ๆ บางครั้งหมอกลงหนามากมองอะไรไม่เห็นเลย เดินทางไปไม่ได้ รถวิ่งไม่ได้ต้องจอดรอจนกว่าพายุหมอกจะหายไป บางแห่งสวยสุดตอนหมอกลงแต่ไปแล้วหมอกกลับไม่มีก็มี บางแห่งฟ้าต้องโปร่งต้องเห็นทิวทัศน์สุดลูกหูลูกตา แต่ไปแล้วเจอทั้งฝนทั้งหมอกก็มี ที่กองถ่ายก็อดทนกันมากต้องรอจังหวะ รอเวลาวันนี้ไม่ได้พรุ่งนี้มาใหม่ พระเอกนางเอกเราหนาวปากม่วงปากสั่นก็มี แต่ก็สนุกสนานและเพลินไปกับบรรยากาศตลอดการทำงานบนโลเกชั่นเหล่านี้ครับ”
 
          “ (แดน วรเวช) มันมีอยู่วันนึงครับที่เรียกว่าโหดมากสำหรับทีมงานและนักแสดง เป็นวันที่พวกเราต้องไปถ่ายทำกันที่ห้วยน้ำดัง วันนั้นฝนตกตลอดหมอกก็หนาทึบมาก แล้วเป็นฉากที่ตั้งใจถ่ายกันตั้งแต่เช้ามืดเพื่อรอพระอาทิตย์ขึ้น แต่ 9 โมงกว่าแล้วก็ยังไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นดวงเลย แล้วอากาศแปรปรวนคือมาทั้งหมอกทั้งวินสมชื่อตัวละครเลย จากนั้นเราก็ย้ายกันไปถ่ายทำถนนแถวปายต้องมีริกรถเป็นฉากที่พระเอกกับนางเอกคุยกันขับรถเที่ยวด้วยกัน แต่วันนั้นหมอกลงหนามากระยะการมองเห็น 2 เมตรก็อาจจะไม่ถึงด้วยซ้ำ และมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นตลอดรถมอเตอร์ไซด์ไถลลงเขามั่ง รถตู้เกิดอุบัติเหตุบ้าง พี่โอ๊คก็มองแล้วว่ามันไม่มีความปลอดภัยเลยจำเป็นต้องยุติการถ่ายทำในวันนั้น ทุกคนก็ติดไปไหนไม่ได้ต้องไปอาศัยต้มมาม่ากินกันที่จุดชมวิวปางมะผ้ากันตลอดวันจนมืดทำอะไรไม่ได้ คือมันเป็นพายุหมอกและฝนเลยนะครับแต่มันก็ได้บรรยากาศร่วมกันไปอีกแบบ มันก็สวยงามไปอีกแบบที่นี่เลยมีอะไรที่น่าประทับใจหลายอย่าง”
 
          “ (ฉัตร ปริยฉัตร) ประทับใจสุดก็ที่ทุ่งดอกบัวตองเลยค่ะ สวยมากเหลืองอร่ามไปหมด มันไม่ใช่แค่สวนหรือเป็นไร่ๆ แต่มันคลุมไปทั้งภูเขาเลย บรรยากาศเย็นๆ มองไปได้รอบตัว มันเหมาะมากกับฉากโรแมนติกของคนหนุ่มสาว ไม่ต้องมาถ่ายทำหนังแค่มาเที่ยวกับครอบครัวหรือมาเที่ยวกับคนรักก็ประทับใจแล้วค่ะ แล้วปีๆ นึงจะมีความงามแบบนี้ให้เห็นอยู่ไม่กี่วัน ทางทีมงานก็เป๊ะมากเลือกวันเวลาได้กำลังดีเลย ฉากที่เราถ่ายทำในวันนั้นก็เลยเป็นฉากที่เรียกว่าเป็นภาพจำของพวกเราเลย พอนึกถึงเรื่องนี้ในหัวของฉัตรก็จะมีทุ่งดอกบัวตองลอยมาเลยค่ะ ประทับใจที่นี่มาก”

Navigation

[0] Message Index

[#] Next page

Go to full version