ภาพยนตร์ > ข่าวภาพยนตร์

MOVIE : The Twilight Saga: Breaking Dawn - Part I 1 ธันวาคม

<< < (6/9) > >>

FB:
--------------------หมาป่าแห่งควิลยูต ฝูงเก่าเพื่อทำลาย ฝูงใหม่เพื่อปกป้อง-------------------

          ทีมนักแสดงที่รับบทเป็นฝูงหมาป่าแห่งควิลยูตจาก New Moon และ Eclipse กลับมารับบทอย่างพร้อมหน้า ไม่ว่าจะเป็น แชสเก้ สเปนเซอร์ รับบทเป็น แซม หัวหน้าฝูง, อเล็ก มาราซ เป็น พอล, คิโอว่า กอร์ดอน เป็น เอมบรี้, บรอนสัน เพลเลอเทียร์ เป็น จาเร็ด, ไทสัน เฮ้าส์แมน เป็น คลิล รวมถึง จูเลีย โจนส์ และ บูบู สจ๊วต ที่รับบทเป็น เซธ และ ลีอาห์ เคลียร์วอเตอร์ ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทใน Eclipse และกลายเป็นสมาชิกสองคนที่แยกตัวออกมาพร้อมกับ เจคอบ
          แชสเก้ สเปนเซอร์ ที่รับบทเป็น แซม ได้เล่าถึงพลังขับเคลื่อนภายในกลุ่มว่า "แซม เป็นอัลฟ่า แต่เขาก็ไม่ควรเป็น เพราะว่า เจคอบ คือผู้สืบทอดที่แท้จริง แต่ แซม เองก็ไม่ต้องการตำแหน่งนี้ เขาแค่ต้องการทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเผ่าของตัวเอง ถึงแม้ว่ามันจะหมายถึงการทำร้ายคนอื่นก็ตาม"
          เมื่อ เบลล่า กลับมาหลังจากพบว่าตั้งท้องกับแวมไพร์ พันธสัญญาระหว่างสองเผ่าพันธุ์ก็ถึงจุดสิ้นสุด กอร์ดอน ที่รับบทเป็น เอมบรี้ เล่าถึงเหตุการณ์ว่า "พวกเขากลัวว่าเด็กที่เกิดมาจะเป็นอันตราย เนื่องจากเธอเป็นมนุษย์และเขาเป็นแวมไพร์ พวกเราจึงต้องหาทางแก้ปัญหา และทางออก ของ แซม ก็คือจัดการกับต้นเหตุ เจคอบ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้เพราะเขารักยัง เบลล่า อยู่ และนั้นก็คือจุดแตกหักระหว่างเขากับ แซม"
          เมื่อ เจคอบ แยกออกจากฝูง ทั้ง เซธ และ ลีอาห์ ก็ตัดสินใจตามมาด้วย จูเลีย โจนส์ ที่รับบทเป็น ลีอาห์ เล่าว่า "ลีอาห์ เป็นหนึ่งในตัวละครที่น่าสงสารที่สุดใน Twilight เพราะนอกจากเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่กลายร่างได้ เธอยังอกหักจาก แซม และรู้สึกโกรธตลอดเวลา ใน Breaking Dawn เธอมีช่วงเวลาให้พักหายใจ เพราะอย่างน้อยเธอก็ได้อยู่ห่างจาก แซม"
          ผู้กำกับ บิล คอนดอน ก็พูดถึงตัวละครของ โจนส์ ว่า "ลีอาห์ เป็นตัวละครที่น่าสนใจและก็ยังน่าเห็นใจ เธอไม่ได้รู้สึกเห็นด้วยกับการกระทำของ เจคอบ แต่ความรู้สึกของการสูญเสียคนรักนั้นเธอเชื่อมถึงได้ นั้นทำให้เธอตัดสินใจตามเขาออกมา ผมคิดว่าทั้ง เลาท์เนอร์ และ โจนส์ สามารถจับความรู้สึกตรงนี้และถ่ายทอดออกมาได้ พวกเขาเป็นนักแสดงที่มีความเข้าใจในตัวละครที่สุด"
          สมาชิกตระกูลเคลียร์วอเตอร์อีกคน ที่เข้าร่วมฝูงหมาป่าของ เจคอบ ก็คือ เซธ น้องชายของ ลีอาห์ โดย โจนส์ เล่าว่า "เซธ เป็นทุกอย่างที่ตรงข้ามกับ ลีอาห์ (หัวเราะ) เขามีความสุขตลอดเวลา และมีนิสัยเหมือนเด็ก เขายังสนิทสนมกับคัลเลนมากกว่าทุกคนในเผ่าควิลยูต ทุกสิ่งทุกอย่างจะลงเอยด้วยดีในความคิดของ เซธ"
          บูบู สจ๊วต ที่รับบทเป็น เซธ ได้เล่าถึงสาเหตุที่เขาตัดสินใจแยกตัวออกมาด้วยว่า "เซธ เป็นพวกที่มองโลกในแง่ดี และอยากให้ทุกคนเข้ากันได้ เซธ มอง เจคอบ เป็นเหมือนไอด้อล เขาต้องการเดินตามเส้นทางของ เจคอบ และเขาก็ยังรักพี่สาวอย่าง ลีอาห์ เขาต้องการทำให้แน่ใจว่าเธอจะไม่เป็นอะไร"
          บูบู สจ๊วต ยังเล่าถึงความสนุกในการร่วมงานกับ โจนส์ ว่า "จูเลีย เป็นผู้หญิงที่น่ารักและสนุก เธอมีการเตรียมตัวและตั้งใจทำงาน เธอถ่ายทำเพียงเทคเดียวหรือสองเทคเท่านั้น และนิสัยของเธอก็ไม่เหมือนกับตัวละครที่รับบทเลย เพราะ ลีอาห์ เป็นคนที่ฉุนเฉียวตลอดเวลา ในขณะที่ จูเลีย เป็นคนตลกและเป็นกันเองมาก"
          ในขณะเดียวกันทีมนักแสดงที่รับบทเป็นฝูงหมาป่า ก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับใหม่ จูเลีย โจนส์ เล่าว่า "ตั้งแต่นาทีแรกที่ฉันได้พบ บิล ฉันก็รู้สึกถึงความเป็นคนอ่อนโยนและใจเย็นเขามีออร่าที่คอยบอกคุณเสมอว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ฉันรู้สึกได้ว่าคนอื่นก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน"
          กิล เบอร์มิงแฮม ที่รับบทเป็นพ่อของ เจคอบ ก็พูดถึงผู้กำกับว่า "บิล คอนดอน เป็นผู้กำกับที่ผมชอบที่สุดในทุกภาค แต่คุณอย่าไปบอกใครนะ (หัวเราะ) ผู้กำกับทุกคนต่างก็มีวิสัยทัศน์ แต่ บิล มีความเป็นธรรมชาติที่สุด เขามาที่ห้องพักของนักแสดงทุกคนเพื่อแนะนำตัว ผมรู้สึกถึงความจริงใจ เขามอบพื้นที่ทางความคิดสร้างสรรค์ให้กับนักแสดง คอยฟังไอเดียและแนวทางที่พวกเรานำเสนอ"

          จูเลีย โจนส์ พูดถึงสิ่งที่ทำให้เธอได้รับจากการแสดงในหนังเรื่องนี้ว่า "ฉันรู้สึกว่าพวกเราเหมือนกับเป็นชนเผ่าเล็กๆ คุณจะได้เห็นคนที่อายุไล่เลี่ยกันเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กัน ทุกคนต่างรักในสิ่งที่ทำ และมันก็เป็นเรื่องเยี่ยมในการได้เป็นส่วนหนึ่งของแฟรนไชส์ที่ยิ่งใหญ่แบบนี้"
อเล็ก มาราซ ที่รับบทเป็นรองหัวหน้าฝูง พอล เสริมว่า "มันเป็นช่วงเวลา 2 ปีที่สนุกที่สุด พวกเราติดต่อกันตลอดระหว่างช่วงที่พักถ่ายทำ สิ่งหนึ่งที่เราได้รับจากประสบการณ์นี้คือการได้เพื่อนเพิ่มขึ้น มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของผม ผมได้ท่องเที่ยวไปทั่วโลก ได้พบกับคนมากหน้าหลายตา"
          สเปนเซอร์ กล่าวสรุปว่า "ผมรู้สึกซาบซึ้งที่แฟนๆ Twilight ต่างให้การสนับสนุน และหวังว่าพวกเขาจะสนุกกับทุกภาคที่ผ่านมา เพราะสาวกทไวไลท์เราจึงสามารถถ่ายทำได้ครบทุกภาค ได้เปลี่ยนจากนวนิยายขายดีมาเป็นแฟรนไชส์หนังที่ประสบความสำเร็จ ผมคิดว่าตัวเองรู้สึกโชคดีที่สุดที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางนี้"

FB:
-------------------------------------------มนุษย์ในเมืองฟอร์คส------------------------------------------

          บิลลี่ เบิร์ก กลับมารับบทเป็น ชาร์ลี พ่อของ เบลล่า เหมือนเดิม แต่ครั้งนี้คือการกลับมาเป็นพ่อเจ้าสาว เขาเล่าว่า "ชาร์ลี อยู่ในสถานะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดว่าจะเกิดขึ้นกับลูกสาว แต่เขาก็เข้าใจว่าเธอต้องการมีชีวิตเป็นของตัวเอง และก็ต้องการทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ ซึ่งในฐานะพ่อ ชาร์ลี ก็เคารพในการตัดสินใจของเธอ"
          เบิร์ก เล่าต่อว่า "มันเป็นความเคารพซึ่งกันและกันระหว่าง เบลล่า และ ชาร์ลี ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาในแต่ละภาคที่ผ่านมา เมื่อ คริสเต็น และผมพบในกองถ่าย Twilight ครั้งแรก ความสัมพันธ์ของ เบลล่า และพ่อก็เหมือนกับที่คุณเห็นในหนัง แต่เมื่อเราได้เริ่มทำความรู้จักกัน ความสนิทสนมก็ถูกถ่ายทอดลงไปในตัวตนของ ชาร์ลี และ เบลล่า และทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เติบโตขึ้นตามลำดับ"
          ในขณะเดียวเพื่อนของ เบลล่า และ เอ็ดเวิร์ด จากโรงเรียนฟอร์คส ก็เป็นแขกรับเชิญในงานแต่งด้วย โดย แอนนา เคนดริก นักแสดงที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ และเพิ่งมีผลงานการแสดงใน 50/50 ก็ได้กลับมารับบทเป็นเพื่อสาว เจสสิก้า รวมถึงคนอื่นๆอย่าง ไมเคิล เวลช์ รับบทเป็น ไมค์, คริสเตียน เซอร์ราโตส รับบทเป็น แองเจล่า และ จัสติน ชอน รับบทเป็น เอริค
          เคนดริก พูดถึงตัวละครของเธอว่า "เจสสิก้า ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ซึ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรักตัวละครนี้ เธอมีเสน่ห์และความสดใสแบบวัยรุ่น โดยความรู้สึกของเธอที่มีต่อ เบลล่า นั้นก็ยังคงเดิม เธอยังเห็น เบลล่า เป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามา ฉันคิดว่า เจสสิก้า เป็นตัวละครที่ทำให้หนังมีอารมณ์ขันมากขึ้น"

          ไมเคิล เวลช์ รับบทเป็น ไมค์ พูดถึงพิธีแต่งงานว่า "ไมค์ รู้สึกตกใจที่คนหน้าตาดีมากมายปรากฏตัวในเมืองเล็กๆแห่งนี้ (หัวเราะ) เขาเคยจีบ เบลล่า ในภาคที่ผ่านมา แต่ก็พึ่งมารู้สึกตัวว่าต้องต่อสู้กับใคร สำหรับนักเรียนธรรมดาในเมืองเล็กๆ เขาไม่เข้าใจว่าคนเหล่านี้มาจากไหน"

          คริสเตียน เซอร์ราโตส รับบทเป็น แองเจล่า เพื่อนสาวอีกคนของ เบลล่า พูดถึงงานแต่งงานว่า "ไม่มีฉากงานแต่งในหนังเรื่องไหนที่จะอลังการไปกว่า Breaking Dawn – Part 1 มันทั้งยิ่งใหญ่และสวยงาม เอ็ดเวิร์ด และ เบลล่า อยู่ในจุดที่เป็นเหมือนฝันของสาวๆทุกคน และพวกเราก็ช่วยเติมเต็มจินตนาการให้กับพวกเธอ"
          ทีมนักแสดงที่รับบทเป็นมนุษย์ต่างก็รู้สึกดีกับการร่วมทำงานกับผู้กำกับ บิล คอนดอน โดย จัสติน ชอน ที่รับบทเป็น เอริค เล่าว่า "เขาเป็นผู้กำกับที่สุภาพและเป็นมิตรกับทุกคน ผมรู้ทันทีเลยว่าเขาเป็นคนที่เชี่ยวชาญในการทำงานกับนักแสดง เขาเปิดรับไอเดียของทุกคน และถ้าคุณเคยดูผลงานของเขาคุณก็จะรู้ว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่ทำ"

FB:
-------------------กลุ่มแวมไพร์เดนาลี ตัวแปรสำคัญใน Breaking Dawn-------------------

          ในช่วงเริ่มต้นของ Breaking Dawn – Part 1 เดนาลี กลุ่มแวมไพร์พันธมิตรจากอลาสก้าก็ถูกแนะนำเป็นครั้งแรก โดยสมาชิกของแวมไพร์กลุ่มนี้ก็ได้นักแสดงอย่าง มายแอนนา เบอร์ริ่ง, เคซี่ย์ ลาโบว์ และ แม็กกี้ เกรซ เข้ามารับบทเป็น ทันย่า, เคท และ อิริน่า แวมไพร์สามพี่น้องเชื้อสายรัสเซีย รวมถึง คริสเตียน คาร์มาโก้ และ มิอา แมสโทร ที่รับบทเป็น เอเลอาซาร์ และ คาร์เมน พี่น้องแวมไพร์เชื้อสายสเปน
มันถือเป็นความท้าทายของผู้กำกับ บิล คอนดอน ในการแนะนำตัวละครเหล่านี้ ที่จะมีบทบาทสำคัญต่อมาใน Part 2 เขาเล่าว่า "คุณต้องทำให้คนดูจดจำตัวละครเหล่านี้ได้ ผมและ เมลิสซ่า ได้เลือกฉากสำคัญจากหนังสือ เพื่อที่จะทำให้คนดูรู้สึกประทับใจ และจะเป็นชนวนที่นำไปสู่เหตุการณ์ในภาคสุดท้าย โดยเฉพาะการแนะนำสามสาวแห่งเดนาลี ที่จะมีความสำคัญกับเรื่องราวของ เรเนสมี ใน Part 2"
          มายแอนนา เบอร์ริ่ง พูดถึงตัวละครที่เธอรับบทว่า "ทันย่า เป็นหัวหน้าของกลุ่มแวมไพร์เดนาลี แต่เธอเป็นคนที่ตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม (หัวเราะ) มันยอดเยี่ยมมากในการได้แสดงเป็นเธอ เพราะเธอเองก็มีลักษณะและนิสัยที่คล้ายคลึงกับตัวตนของฉัน นั้นคือการเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการ"
          มิอา แมสโทร ที่รับบทเป็น คาร์เมน ก็เล่าถึงประวัติความเป็นมาของกลุ่มแวมไพร์เดนาลีว่า "กลุ่มแวมไพร์เดนาลีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวคัลเลน เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มแวมไพร์มังสวิรัติเพียงสองกลุ่มบนโลก พวกเรามีความสนิทสนมกับ เอ็ดเวิร์ด เพราะว่าเขามาอาศัยอยู่กับเราที่อลาสก้า ตอนเขาออกจากเมืองฟอร์คสเพราะ เบลล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทันย่า ซึ่งมีความสนิทสนมกับ เอ็ดเวิร์ด มากกว่าใครเพื่อน"
          เบอร์ริ่ง เสริมต่อว่า "ทันย่า แอบรัก เอ็ดเวิร์ด มายาวนาน ฉันคิดว่าเธอคงรู้สึกแบบเดียวกับที่ เจคอบ รู้สึกกับ เบลล่า เธอคิดว่า เอ็ดเวิร์ด เกิดมาเพื่อคู่กับเธอ แต่ในที่สุดเธอก็เข้าใจและยอมรับว่า เอ็ดเวิร์ด นั้นได้พบรักแท้กับ เบลล่า อย่างไรก็ตามปัญหาในงานแต่งไม่ได้เกิดจาก ทันย่า อย่างที่ทุกคนคิด แต่มันเกิดขึ้นกับ อิริน่า น้องสาวของฉัน"
          แม็กกี้ เกรซ นักแสดงจาก Taken ที่รับบทเป็น อิริน่า เล่าว่า "อิริน่า เป็นคนรักของ โลรองต์ ซึ่งถูกกลุ่มหมาป่าสังหารใน New Moon และเธอคิดว่าครอบครัวคัลเลนต้องรับผิดชอบ และเมื่อสมาชิกเผ่าควิลยูตปรากฏตัวในงานแต่ง มันก็ยิ่งไปจุดไฟในตัวเธอ ถึงแม้ อิริน่า จะถูกสั่งว่าไม่ให้ก่อเรื่อง แต่ถ้าคุณสูญเสียคนรัก การแก้แค้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้"
          ผู้ชายเพียงคนเดียวในกลุ่มแวมไพร์เดนาลีก็คือ เอเลอาซาร์ ที่รับบทโดย คริสเตียน คาร์มาโก้ นักแสดงจากซีรี่ย์ Dexter โดยเขาพูดถึงสิ่งที่ดึงดูดเขาว่า "มันมีการตีแผ่อารมณ์ในหลายระดับ มันมีเรื่องราวของการสูญเสีย ความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก พ่อและลูก ความรักของหนุ่มสาว ทุกอย่างก็ถูกถ่ายทอดในระดับที่เป็นมนุษย์มากที่สุด มันมีมากมายหลายสิ่งที่ทำให้ผมเชื่อมถึงได้ เพราะทุกคนต่างเคยสูญเสียใคร เคยรักใคร หรือเคยต่อสู้เพื่อใครมาแล้วทั้งนั้น"
          คาร์มาโก้ ยังรู้สึกพอใจกับการได้ร่วมงานกับผู้กำกับ บิล คอนดอน "มันยอดเยี่ยมที่ได้ทำงานร่วมกับทีมนักแสดงคุณภาพ หนังที่มีสเกลยิ่งใหญ่ และยังมีผู้กำกับที่ทำงานร่วมกับคุณอย่างใกล้ชิด บิล ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี เขานำความรู้สึกของตัวเองเข้ามาใส่ เพราะว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ ในขณะหนังมีความเข้มข้นและการต่อสู้ระหว่างแวมไพร์และหมาป่า แต่เขาก็ไม่เคยลืมหัวใจของมัน"
          แมสโทร ก็เห็นด้วยกับ คาร์มาโก้ เธอเล่าว่า "การทำงานร่วมกับ บิล ยอดเยี่ยมมาก เขามีความละเอียดอ่อนและใจดีกับนักแสดงทุกคน พวกเราเป็นทีมนักแสดงที่ใหญ่มาก โดยมีนักแสดงหลักมากกว่า 40 ชีวิต แต่ บิล ก็ไม่ลืมที่จะทักทายและพูดคุยกับทุกคน ฉันคิดว่ามันเป็นงานที่หนักสำหรับเขา เพราะเราต้องถ่ายทำสองภาคติดต่อกัน แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นเขาหัวเสียหรือหงุดหงิดเลย"
เกรซ รู้สึกตื่นเต้นที่สาวก Twilight จะได้ดูหนังเรื่องนี้ "ฉันชื่นชมวรรณกรรมชุดนี้ และ สเตฟานี่ ก็ถือเป็นส่วนสำคัญ อีกอย่างก็คือโลกแวมไพร์เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่เสื่อมคลาย ฉันเข้าใจถึงความคาดหวังของแฟนๆที่อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามหนังสือ และฉันคิดว่าภาคนี้ถ่ายทอดออกแบบที่จะไม่ทำให้ใครผิดหวัง"

FB:
----------------------เบื้องหลังการถ่ายทำ: การถ่ายทำสองภาคในครั้งเดียว---------------------

          The Twilight Saga: Breaking Dawn - Part 1 เริ่มต้นด้วยเรื่องราวความรักทั้งการแต่งงานและฮันนีมูน แต่ผลลัพท์จากการตั้งท้องก็ได้กลายเป็นชนวน ที่ทำให้หนังมุ่งหน้าไปในสโคปที่ใหญ่ขึ้น และนำไปสู่องค์ที่สามที่ตื่นเต้นเร้าใจกับการต่อสู้ระหว่างครอบครัวคัลเลนและฝูงหมาป่า
          นี่ถือเป็นความท้าทายเมื่อทีมงานต้องถ่ายทำหนังถึงสองภาคพร้อมกัน นั้นก็คือ The Twilight Saga: Breaking Dawn - Part 1 และ The Twilight Saga: Breaking Dawn - Part 2 ที่จะฉายในปี 2012 ทำให้ทีมงานจากต่างสถานที่ต้องทำงานพร้อมกัน โดยมีฐานกำลังหลักอยู่สองจุดนั้นคือ บาร์ตัน โร้ค ในรัฐหลุยเซียน่า ที่ใช้ถ่ายทำฉากภายในสถานที่ และอีกจุดก็คือเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ที่ใช้ถ่ายทำฉากภายนอกสถานที่ รวมถึงทีมงานพิเศษที่มุ่งหน้าไปบราซิล เพื่อถ่ายทำฉากฮันนีมูนของ เบลล่า และ เอ็ดเวิร์ด
ทีมงานหลักใช้เวลาถ่ายทำยาวนานถึง 101 วัน โดยผู้ร่วมอำนวยการสร้าง บิล แบนเนอร์แมน เล่าว่า "ความหลากหลายเรื่องสถานในภาคนี้มีเยอะกว่าทุกภาคที่ผ่านมา และยิ่งเราต้องครอบคลุมทั้งสองภาค เราถ่ายทำกันในสามประเทศ โดยมีกองถ่ายทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกองหนึ่ง กองสอง กองแอ็คชั่น กองสถานที่ กองเอฟเฟ็ค และกองอากาศ พวกเราต้องวางแผนกันอย่างละเอียดเพื่อทำให้ทุกอย่างไหลลื่น มันเป็นเหมือนกับการเล่นหมากรุก"
          อย่างไรก็ตามมันก็ยังต้องมีเรื่องให้คอยแก้ไข บิล คอนดอน ผู้กำกับเล่าว่า "แต่ถึงพวกเราจะมีการวางแผนแล้ว แต่มันก็เกิดเรื่องให้เราต้องขอแก้ปัญหาตลอด อย่างเช่นเราใช้เวลาถ่ายทำที่ บาร์ตัน โร้ค นานเกินไป พอมีฉากที่ต้องถ่ายทำนอกสถานที่ในเมืองแวนคูเวอร์ เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่หน้าหนาวแล้ว มันคือความท้าทายเพราะสถานที่ที่เราสำรองเอาไว้ล้วนแต่มีหิมะหรือไม่ก็ฝนตกหมดแล้ว"
คริสเต็น สจ๊วต พูดถึงสาเหตุในการถ่ายทำรวดเดียวว่า "พวกเรามีจุดมุ่งหมายในการถ่ายทำ Breaking Dawn ทั้งสองตอนพร้อมกัน ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกทำเหมือนกับหนังเรื่องยาวเรื่องเดียว ซึ่งเป็นเพราะตัวนิยายนั้นไม่ได้ถูกแยกเป็นสองภาคเหมือนหนัง เราจึงต้องการให้มันเป็นกระบวนการที่ไหลลื่น"

          เทย์เลอร์ เลาท์เนอร์ เล่าถึงประสบการณ์ในการถ่ายทำสองภาคว่า "บางวันพวกเราต้องถ่ายทำฉากแรกๆของ Part 1 ในตอนเช้า จากนั้นก็มีถ่ายทำช่วงสุดท้ายของ Part 2 ในตอนบ่าย มันบ้ามาก (หัวเราะ) ตัวละครของเรามีการเปลี่ยนแปลงจาก Part 1 ไปสู่ Part 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจคอบ ดังนั้นผมจึงต้องตั้งสติในการปรับเปลี่ยน แต่ก็ยังโชคดีที่มีคนคอยช่วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็น บิล, สเตฟานี่ รวมถึงนักแสดงคนอื่นๆ ผมคิดว่านี่คือภาคที่ท้าทายความสามารถของนักแสดงมากที่สุด"
          ถึงแม้ว่า Breaking Dawn จะมีสเกลขนาดยักษ์ แต่ด้วยทีมงานคุณภาพก็ทำให้ทุกอย่างออกมามีคุณภาพไม่แพ้กัน ผู้อำนวยการสร้าง วิค ก็อดฟรีย์ เล่าว่า "ผมรู้สึกสนุกกับการสนับสนุนบุคลากรคุณภาพให้กับ บิล ในสองภาคนี้เรามีการใช้เอฟเฟ็คที่มากที่สุด และมันก็เป็นหนังที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ บิล เคยทำ ผมจึงอยากให้แน่ใจว่าเขามีคนที่จะช่วยเหลือ เราได้ผู้กำกับภาพรางวัลออสการ์อย่าง กิลเลอร์โม นาวาโร่ รวมถึงผู้ดูแลวิชวลเอฟเฟ็ครางวัลออสการ์อย่าง จอห์น บรูโน่"

          ก็อดฟรีย์ เสริมต่อว่า "พวกเราโชคดีที่ได้ จอห์น บรูโน่ หลังจากที่เขาทำงานใน Avatar เขาเป็นผู้ดูแลวิชวลเอฟเฟ็คที่เก่งที่สุดในโลก เขารู้ว่ามีสิ่งไหนบ้างที่ควรสร้างด้วยเทคนิกพิเศษ จากนั้นเราก็ติดต่อไปหา นาวาโร่ ที่เป็นผู้กำกับภาพคู่ใจของ กิลเลอร์โม่ เดอ โทโร่ เขาเข้าใจถึงการถ่ายทอดภาพออกมายังไง ที่จะทำให้หนังมีมนต์เสน่ห์มากที่สุด"
          วิค ก็อดฟรีย์ เป็นผู้อำนวยการสร้างมาตั้งแต่ Twilight ภาคแรก โดยเขาได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า "เมื่อปิดกล้อง Breaking Dawn ผมก็พบว่าพวกเราได้ทำหนังทั้งหมด 5 ภาคภายในระยะเวลา 3 ปี 3 เดือน นับจากวันเปิดกล้อง Twilight จนถึงวันสุดท้ายของการถ่ายทำ Breaking Dawn มันเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่ง ผมไม่รู้ว่าแฟรนไชส์หนังเรื่องไหนจะสามารถทำเรื่องเหลือเชื่อแบบนี้ได้เหมือนเรา"
          ครั้งแรกที่ สเตฟานี่ เมเยอร์ เขียนนิยายเรื่อง Twilight ในปี 2003 เธอไม่เคยคาดฝันว่ามันจะกลายเป็นปรากฏการณ์เช่นนี้ "การได้มีส่วนร่วมกับการทำหนังเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้เห็นตัวหนังสือของคุณกลายเป็นภาพเคลื่อนไหว นักแสดงอย่าง คริสเต็น และ ร็อบ ที่เป็นนักแสดงดาวรุ่งในตอนนั้น ตอนนี้พวกเขากลายเป็นคนที่โด่งดังที่สุดในโลก ช่วงเวลาสามปีกว่าถือเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตที่ฉํนจะไม่มีวันลืม"
          ผู้ร่วมอำนวยการสร้าง แบนเนอร์แมน เสริมว่า "จะมีสักกี่ครั้งที่คุณได้เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์แบบนี้ นอกจาก Star Wars หรือ Harry Potter คงไม่มีแฟรนไชส์หนังที่มีสาวกเฝ้าติดตามอย่างเช่น Twilight แฟนๆที่นอนรอหน้าโรงภาพยนตร์ เพื่อที่จะได้ดูหนังเป็นกลุ่มแรก หรือการตั้งแค้มป์ในงานอีเว้นท์ เพื่อที่จะได้สัมผัสกับนักแสดงที่ตัวเองชื่นชอบ สิ่งเหล่านี้เป็นอะไรที่คุณเลียนแบบไม่ได้"

          ก็อดฟรีย์ ก็เห็นด้วยกับปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งแบบนี้ "สาวกของหนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกทึ่ง เมื่อตอนที่เราไปถ่ายทำที่บราซิล แฟนๆทไวไลท์ก็เรียกได้ว่าคลุ่มคลั่ง มีแฟนๆมากกว่า 250 คนชูป้ายอยู่หน้าโรงแรมที่ ร็อบ และ คริสเต็น มาพัก พวกเขาส่งเสียงเรียกให้ออกมาทักทาย คุณจะไม่เคยเห็นปรากฏการณ์ไหน ที่เทียบเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับหนังเรื่องนี้อีกแล้ว"
          ในขณะที่ Part 1 กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ตอนนี้ผู้กำกับ บิล คอนดอน ก็กำลังทำโพสโปรดักชั่นของ Part 2 อย่างขะมักเขม้น เขาสรุปถึงประสบการณ์ทั้งหมดว่า "สำหรับผมแล้ว 1 ปีครึ่งที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ที่เข้มข้นที่สุดในชีวิต ตั้งแต่การพัฒนาบท การเตรียมงานเพื่อถ่ายทำสองภาคพร้อมกัน มันมีตารางการทำงานที่แน่นมาก โดย Part 1 จะเป็นการปูเรื่องราวที่สำคัญ และเป็นแท่นกระโดดไปสู่ Part 2 ที่เข้าสำรวจโลกของแวมไพร์อย่างเต็มตัว มันมีสเกลที่ยิ่งใหญ่และถือเป็นจุดสิ้นสุดของเรื่องราวทั้งหมด"

FB:
-------------------------------------------------ทีมนักแสดง-------------------------------------------------

โรเบิร์ต แพททินสัน (รับบทเป็น เอ็ดเวิร์ด)
          เมื่ออายุ 19 ปี เขาก็ได้รับเลือกให้เล่นเป็น เซดริค ดิคกอรี่ ในภาพยนตร์มหากาพย์พ่อมดเรื่อง Harry Potter & Goblet of Fire แต่ผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักกันมากกว่า สำหรับนักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษคนนี้ ก็คือการรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Twilight ที่เขาสามารถเอาชนะนักแสดงที่เข้ามาทดสอบบทถึง 5,000 คน
          ก่อนหน้านี้เขายังมีผลงานอย่างเช่น How to Be ชองผู้กำกับ โอลิเวอร์ เออร์วิ่ง (Oliver Irving) ที่ได้รับรางวัล Special Honorable Mention for Narrative Feature ในเทศกาลหนัง Slamdance และยังมี Little Ashes ของผู้กำกับ พอล มอรริสัน (Paul Morrison) ที่เขาเล่นเป็นนักวาดภาพชื่อก้อง ซัลวาดอร์ ดาลี
          ผลงานต่อมาของ โรเบิร์ต ก็ยังมี Remember Me ภาพยนตร์รักโรแมนติกเรื่องเยี่ยม ที่เขาแสดงคู่กับ เอมิลี่ เดอ ราวิน, เพียร์ส บรอสแนน และ คริส คูเปอร์ โดยในปี 2011 เขาก็เพิ่งมีผลงานที่ผ่านตาเราไปใน Water for Elephant ที่เขานำแสดงร่วมกับ รีส วิทเธอร์สปูน และ คริสตอฟ วอลซ์ และในปี 2012 ก็จะมีผลงานหนังพีเรียดเรื่อง Bel Ami ที่แสดงคู่กับ อูม่า เธอร์แมน อีกด้วย
คริสเต็น สจ๊วต (รับบทเป็น เบลล่า)
          คริสเต็น สจ๊วต คือนักแสดงสาวที่โด่งดังจากการรับบทเป็น "เบลล่า" สาวที่ตกหลุมรักแวมไพร์จาก Twilight และ The Twilight Saga: New Moon โดยเธอยังมีผลงานมากมาย ตั้งแต่แจ้งเกิดจากการรับบทเป็นลูกสาว โจดี้ ฟอสเตอร์ ใน Panic Room ภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่องเยี่ยมของ เดวิด ฟินเชอร์ เช่น Into the Wild ของ ณอน เพนน์ และ Zathura: A Space Adventure ของ จอห์น ฟาฟโรว์ ผู้กำกับ Iron Man
          ผลงานชื่อดังเรื่องอื่นของเธอก็คือ Adventureland ของผู้กำกับ เกร็ก ม็อตโตล่า ที่ร่วมแสดงกับ ไรอัน เรย์โนลด์ และ เจสซี่ ไอเซนเบิร์ค เธอยังแสดงนำในภาพยนตร์อินดี้เรื่อง The Cake Eaters ของ แมรี่ สต๊วท มาสเตอร์สัน, Yellow Handkerchief ที่แสดงร่วมกับ วิลเลี่ยม เฮิร์ท และ มาเรีย เบลโล่ และบทสมทบในเรื่อง What Just Happened ที่นำแสดงโดย โรเบิร์ต เดอนีโร และ ณอน เพนน์

เทย์เลอร์ เลาท์เนอร์ (รับบทเป็น เจคอบ)
          ในปี 2008 ชื่อของ เทย์เลอร์ เลาท์เนอร์ กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เมื่อเขาถูกเลือกให้รับบทเป็น เจคอบ แบล็ค หมาป่าหนุ่มแห่งเผ่าควิลยูตใน Twilight ที่ร่วมแสดงกับ โรเบิร์ต แพททินสัน และ คริสเต็น สจ๊วต โดยหลังจากความสำเร็จของ Twilight ก็ทำให้มีภาคต่อออกมาทุกปี ใน The Twilight Saga: New Moon, The Twilight Saga: Eclipse และล่าสุด The Twilight Gaga: Breaking Dawn - Part 1 ที่มีกำหนดฉายในเดือนพฤศจิกายน ปีนี้
          เทย์เลอร์ เริ่มเป็นที่รู้จักจากหนังเรื่อง The Adventures of Sharkboy and Lavagirl 3D ของผู้กำกับ โรเบิร์ต โรดริเกวซ ก่อนที่เขาจะมามีบทบาทในภาพยนตร์ครอบครัวเรื่อง Cheaper By The Dozen 2 ที่นำแสดงโดย สตีฟ มาร์ติน และ ฮิลารี่ย์ ดัฟฟ์
ก่อนหน้านี้ เทย์เลอร์ มีผลงานที่อยู่ในจอแก้ว ไม่ว่าจะเป็น My Wife and Kids Summerland, The Bernie Mac Show และ The Nick and Jessica Variety Hour โดยเขายังประสบความสำเร็จในการให้เสียงในแอนิเมชั่นอย่าง Danny Phantom รวมถึง What’s New Scooby-Doo? และ Charlie Brown โดยผลงานทางจอเงิน เขาก็เป็นส่วนหนึ่งใน Valentine’s Day หนังโรแมนติก-คอมเมดี้รวมดาว

ปีเตอร์ ฟาซิเนลลี (รับบทเป็น ดร. คาร์ไลล์ คัลเลน)
ผลงาน >>> Eclipse, New Moon, Twilight, Finding Amanda, Hollow Man 2, Touch the Top of the World
แอชลี่ย์ กรีน (รับบทเป็น อลิซ คัลเลน)
ผลงาน >>> Eclipse, New Moon, Twilight, King of California, Shark (ซีรี่ย์), Crossing Jordan (ซีรี่ย์)
นิคกี้ รีด (รับบทเป็น โรซาลี คัลเลน)
ผลงาน >>> Eclipse, New Moon, Twilight, Thirteen, Mini’s First Time
แจ็คสัน รัทซ์โบน (รับบทเป็น แจสเปอร์ คัลเลน)
ผลงาน >>> Eclipse, New Moon, Twilight, Big Stan, Senior Skip Day
อลิซาเบ็ธ รีซเซอร์ (รับบทเป็น เอสเม่ คัลเลน)
ผลงาน >>> Eclipse, New Moon, Twilight, Puccini For Beginners, Grey’s Anatomy (ซีรี่ย์)
เคลแลน ลัทส์ (รับบทเป็น เอมเม็ต คัลเลน)
ผลงาน >>> Immortals, Eclipse, New Moon, Twilight, Stick It, Prom Night
จูเลีย โจนส์ (รับบทเป็น ลีอาห์ เคลียร์วอเตอร์)
ผลงาน >>> Eclipse, Hell Ride, Black Cloud
แม็กกี้ เกรซ (รับบทเป็น อิริน่า)
ผลงาน >>> ซีรี่ย์ Lost, Taken

Navigation

[0] Message Index

[#] Next page

[*] Previous page

Go to full version