รวมพลังสุขภาพ ร่วมถกมาตรการ”ภาษีลดเค็ม”
ภาษีโซเดียม:ก้าวสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ
โดย รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม
จากการเปิดเวทีเสวนา “ภาษีโซเดียม”ในการจัดเสวนาหนุนมาตรการเชิงระบบช่วยคนไทย โดยการบริโภคอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคไตเรื้อรังได้ ซึ่งปัจจุบันแนวโน้มการบริโภคโซเดียมโดยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จาก 3,264 มิลลิกรัม (มก.)/วัน ซึ่งจากการสำรวจสถานการณ์การบริโภคอาหาร ความมั่นคงทางอาหารและความรอบรู้ด้านอาหารของประชาชนไทยพบว่าคนไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยเฉลี่ย 22 กรัม/วัน และ14 กรัม/วัน ในเพศชายและเพศหญิง ขณะที่มีการบริโภคขนมขบเคี้ยว โดยเฉลี่ย 32 กรัม/วัน และ29 กรัม/วัน ในเพศชายและเพศหญิง ทำให้การคาดการณ์จัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมใน 10 ปีแรก จะสามารถป้องกันการเกิดโรคกับผู้ป่วยรายใหม่ของโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคไต คาดว่าป้องกันได้ประมาณ155,000 (132,455-176,859) ราย หากดำเนินการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมทั้งในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวใน 10 ปีแรกต่อจากนี้ จะป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้มากที่สุดในเพศชายจำนวน 33,673 (23,347-43,954) ราย รองลงมาคือโรคหลอดเลือดสมองในเพศหญิง จำนวน 20,772 (14,821-27,039) ราย (ข้อมูลจาก ดร.พจนา หันจางสิทธิ์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล) ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะและประธาน Sodium Tax Policy กล่าวว่า อาหารที่มีโซเดียมสูงคืออาหารที่ปรุงขึ้นเองกับอาหารสำเร็จรูป ซึ่งต้องทำอย่างไรให้มีการปรับสูตรอาหารเหล่านี้ลดความเค็มลง ซึ่งเด็กไทยเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากขึ้น รวมถึงสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ดังนั้นการปรับปรุงสูตรใหม่ เป็นข้อดีให้กับสุขภาพของเราโดยตรง ทำให้เกิดการเห็นภาพในการออกแบบนโยบายที่เหมาะสมและเป็นบริบทใหม่ของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับ รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า จากการงานวิจัยล่าสุดพบว่าภาวะโรคอ้วนในเด็กมีมากถึง 10 เปอร์เซ็นต์ จากการกินเค็มอย่างต่อเนื่องเป็นกิจวัตรประจำวัน นอกจากนี้ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคกระดูกบางและแตกหักง่าย และยังพบว่าอาหารยอดนิยมที่เค็มจัดและมีโซเดียมสูง คือแกงไตปลา รองลงมาคือ ส้มตำและปลาร้า ซึ่งเป็นที่นิยมของคนไทย เราจึงต้องพยายามปรับสูตรอาหาร “ให้มีความเค็มน้อยแต่อร่อยเท่าเดิม” ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย (พ.ศ. 2567-2568) พบว่า จากกรณีที่คนไทยบริโภคโซเดียมโดยเฉลี่ยสูง ส่งผลให้โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไตเรื้อรัง ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 78,000 ล้านบาทต่อปี ประสบการณ์จากมาตรการภาษีสุขภาพในหลายประเทศ รวมถึงภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลของไทย แสดงให้เห็นชัดว่าภาษีสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค กระตุ้นการปรับสูตรของผู้ผลิต และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสุขภาพประชาชนได้จริง การลดการบริโภคโซเดียมจำเป็นต้องทำทั้งการสื่อสารและมาตรการเชิงระบบควบคู่กัน สสส. จึงเดินหน้าขับเคลื่อนงาน “ลดเค็ม ลดโรค” ร่วมกับภาคีทุกภาคส่วน ทั้งการรณรงค์สร้างความรอบรู้ให้ประชาชนปรับพฤติกรรมการกินเค็ม การสนับสนุนเครื่องมือและนวัตกรรมในพื้นที่ เช่น เครื่องตรวจวัดความเค็มในอาหาร (Salt Meter) เพื่อช่วยให้ประชาชนเห็นปริมาณโซเดียมจริงและปรับลดได้ง่ายขึ้น ผศ.ดร.ปภัศร ชัยวัฒน์ นักวิชาการจากศูนย์ศึกษานโยบายเพื่อการพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เราควรใช้มาตรการเชิงภาษีผ่านแรงจูงใจทางด้านราคา โดยดูผลการศึกษาความยืดหยุ่นของอุปสงค์ของอาหารที่มีโซเดียมสูงในตลาดประเทศไทย ปี 2568 พบว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคา เมื่อราคาสูงขึ้นจากมาตรการภาษี ผู้บริโภคมีแนวโน้มลดการบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตปรับสูตรเพื่อลดภาระภาษี การออกแบบภาษีโซเดียมอย่างเหมาะสม จะช่วยลดการบริโภคเค็มโดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็นและยังป้องกันการผลักภาระไปยังผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางได้ โดยมุ่งหวังให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิชาการ สนับสนุนการใช้มาตรการภาษีควบคู่กับมาตรการอื่น ๆ เช่น การปรับสูตรอาหาร การติดฉลาก และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การ “ลดเค็ม ลดโรค”
ดร.มณีขวัญ จันทรศร นักวิชาการด้านนโยบายภาษีและการคลัง กล่าวว่า ภาษีสุขภาพ มีเป้าหมายหลักคือสุขภาพของประชาชน เป้าหมายรองคือการสร้างรายได้ให้รัฐเพิ่มขึ้น โดยประสิทธิผลของภาษีสุขภาพวัดจาก “พฤติกรรมที่เปลี่ยน” ไม่ใช่รายได้ที่เพิ่มขึ้น” ภาษีอาจจะเก็บจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า แต่มุ่งหวังผลที่พฤติกรรมของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ความสำเร็จคือ ผู้ผลิตสามารถปรับสูตร(ลดเค็ม) หรือทำให้ผู้บริโภครับประทานเค็มน้อยลง เลือกทางเลือกที่ดีขึ้น ลดช่องว่างของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ลง ประชาชนคนไทยก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพในระยะยาวก็จะสั้นลงลดลง
นางสาวรัชฎา วานิชกร รองอธิบดีกรมสรรพาสามิต กล่าวว่า ทำอย่างไรให้ภาษีโซเดียม “ได้ผล” นั้น จะต้องมีเกณฑ์ทางสุขภาพที่ชัดเจนและมีข้อมูลโซเดียมที่โปร่งใส และให้มีการบังคับการแสดงฉลากอาหารในรูปแบบที่อ่านง่าย รวมถึงจะต้องสามารถกำหนดงานภาษีและการจัดเก็บรายได้อย่างแม่นยำ ลดข้อโต้แย้ง ในการออกแบบโครงสร้างภาษีให้มีแรงจูงใจเชิงพฤติกรรมที่ชัดเจน สร้างทางเลือกใหม่และมูลค่าของสินค้าให้มีราคาไม่แพง และสิ่งสำคัญคือสามารถให้ประชาชนเห็นว่ารายได้จากภาษีโซเดียม จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้งบประมาณของประเทศทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยกรมสรรพสามิตได้พลิกบทบาทสู่ "กรม ESG" แห่งแรกของหน่วยงานราชการไทย ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษี (EASE Excise) ที่มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) เพื่อความยั่งยืน
โดยสรุปส่งท้ายการเสวนาภาษีโซเดียม...ประโยชน์ต่อสุขภาพที่มองไม่เห็น โดยมาตรการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียม สามารถช่วยลดจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ป้องกันการเกิดผู้ป่วยใหม่และป้องกันการเสียชีวิต เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต ลดภาระค่าใช้จ่ายระบบสุขภาพของประเทศ และสร้างรายได้ให้กับภาครัฐเพิ่มขึ้น ทั้งนี้คาดการณ์ว่าภาครัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมใน 10 ปีแรกเกือบ 35.3 พันล้านบาท ซึ่งตามข้อเสนอแนะของสสส.และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนมองว่าภาครัฐโดยกรมสรรพสามิตควรดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยว เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตลดปริมาณโซเดียมในสินค้าให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับประชาชน, ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรร่วมมือกันสนับสนุนการส่งเสริมความรู้ให้แก่ประชาชน เกี่ยวกับผลกระทบของโซเดียมต่อความดันโลหิตสูงที่นำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อเพิ่มความตระหนักในการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมที่เหมาะสม นำรายได้จากการจัดเก็บภาษีโซเดียมและภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ลดลง เป็นทุนสนับสนุนโครงการที่มีการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกัน ส่งเสริมการทำงานอย่างบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ลดปริมาณโซเดียม รวมทั้งสื่อสาธารณะ เพื่อเพิ่มความรอบรู้การบริโภคเพื่อสุขภาพให้แก่ประชาชน